พลิกข้อกฎหมาย”ทำไมวันนี้… หม่อง ทองดี ยังไร้สัญชาติ?”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466722

พลิกข้อกฎหมาย"ทำไมวันนี้... หม่อง ทองดี ยังไร้สัญชาติ?"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

หลังจากเรื่องราวชีวิตของหม่อง ทองดี วัย 19 หนุ่มไร้สัญชาติ ถูกเผยแพร่ออกไป

จากอดีตเด็กชายนักร่อนเครื่องบินกระดาษพับที่ไปคว้ารางวัลระดับโลก เมื่อหลายปีก่อน จนผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลขณะนั้นสัญญาว่าจะมอบสัญชาติไทยให้ พร้อมส่งเสียทุนการศึกษาจนจบชั้นปริญญาเอก

ผ่านไปเกือบสิบปี หม่องเติบใหญ่กลายมาเป็นครูฝึกโดรนประจำสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ สร้างผลงานถ่ายภาพมุมสูงจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทว่าเขายังไร้สัญชาติ ไม่มีใครส่งเสียให้เรียนจนจบชั้นปริญญาเอกตามที่ให้คำมั่นไว้

วันนี้ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ติดตามให้คำปรึกษาหม่อง ทองดีมาอย่างต่อเนื่อง จะมาตอบคำถามที่ว่า “ทำไมวันนี้หม่อง ทองดียังคงไร้สัญชาติ”

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า สำหรับสิทธิในสัญชาตินั้น หม่องย่อมมีสิทธิในสองสัญชาติทั้งไทยและเมียนมา เนื่องจากหม่องเกิดในประเทศไทย จึงมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ขณะเดียวกันบุพการีของหม่องผ่านการพิสูจน์สัญชาติเมียนมาแล้ว หม่องจึงมีสิทธิในสัญชาติเมียนมาโดยหลักสืบสายโลหิต แต่สาเหตุที่หนุ่มน้อยคนนี้ยังไร้สัญชาติ ก็เพราะยังไม่ได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก เขาจึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศบนโลก

“แม้รัฐไทยจะบันทึกหม่อง ทองดีในทะเบียนราษฎรไทยตั้งแต่ พ.ศ.2547 แต่ก็มิใช่ในสถานะคนสัญชาติไทยแต่อย่างใด น้องหม่องซึ่งไร้รัฐโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เกิดใน พ.ศ.2540 จึงเริ่มเป็นคนมีรัฐ กล่าวคือ มีรัฐไทยเป็นเจ้าของตัวบุคคลใน พ.ศ.2547 เขาจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

สำหรับกฎหมายสัญชาติไทย หม่องไม่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย ทั้งที่เกิดในประเทศไทย เพราะบุพการีเป็นคนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะการเข้าเมืองไม่ถาวร แตกต่างจากคนไทยทุกคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ เพราะเกิดในประเทศไทย และพ่อแม่ก็เกิดในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยดังกล่าวก็รับรองสิทธิในสัญชาติไทยแบบมีเงื่อนไขตาม ม.7 ทวิ วรรค 2 ให้แก่หม่อง ในลักษณะเดียวกับคนเกิดในไทยตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 เป็นต้นมา แต่เงื่อนไขจะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับรองสิทธิใช้สัญชาติไทยนี้แก่เขา

โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2553 เปิดโอกาสให้รับรองสิทธิในสัญชาติไทยให้แก่”คนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย” แต่รัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมากลับไม่ใช้โอกาสนี้ที่จะร้องขอการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย ทั้งที่หลายฝ่ายมองว่า หม่องได้ทำชื่อเสียงอย่างมากต่อประเทศไทย และในวันนี้ก็ยังทำงานหนักช่วยเหลือสังคมในหลายวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หม่องเขากลับต้องเริ่มต้นเรียนกศน. เพื่อที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรี อันจะทำให้เขาสามารถใช้สิทธิในมติคณะรัฐมนตรีซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำลังผลักดันให้แก่คนไร้สัญชาติซึ่งเกิดในประเทศไทย และเรียนจบปริญญาตรี เพราะทั้งหมดนี้จะทำให้สิทธิในสัญชาติไทยของเขามีผลโดยสมบูรณ์”

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กับ หม่อง ทองดี

ขณะเดียวกัน หลายคนสงสัยว่า ทั้งที่หม่อง ทองดีมีสิทธิในสัญชาติเมียนมา แต่ทำไมเขาจึงไม่ยอมใช้สิทธิในสัญชาติเมียนมา นักวิชาการสิทธิมนุษยชนรายนี้ตอบอย่างรวดเร็วว่า

“ถามว่าทำไมหม่องถึงไม่ไปถือบัตรประชาชนเมียนมา ก็ขอย้อนถามกลับไปว่าถ้าคุณมีพ่อแม่เป็นแรงงานต่างด้าว ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว แต่คุณเกิดที่ประเทศไทย แล้วคุณจะพูดภาษาเมียนมาได้ไหม มีเพื่อนมีฝูงเป็นคนเมียนมาไหม แบบนี้คุณจะไปถือสัญชาติเมียนมาไหมล่ะ …ไม่ เพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเมียนมา แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย เพราะเกิดที่ประเทศไทย โตที่ประเทศไทย ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย จนมีความกลมกลืนในความเป็นไทย อยากถือบัตรประชาชนที่แสดงสิทธิในสัญชาติไทยมากกว่า เพื่อที่จะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย อันเป็นแผ่นดินที่รักตลอดไป

ก็เหมือนคนไทยเชื้อสายจีน พ่อแม่นั่งเรือสำเภามาจากประเทศจีน จะให้ไปถือบัตรประชาชนจีน เอาไหม หม่องเองก็เช่นกัน เขาไม่ได้เกิดที่เมียนมา ไม่ได้โตมาในสภาพแวดล้อมที่เมียนมา เขาก็ไม่อยากไปอยู่เมียนมาหรอก ที่สำคัญหม่องเป็นอัจฉริยะขนาดนี้ ประเทศเราเลี้ยงเขา ให้การศึกษาเขา เขาสร้างคุณงามความดี ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมาขนาดนี้ จะคืนไปให้ประเทศเมียนมาทำไม”

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ สรุปทิ้งท้ายว่า หม่อง ทองดีมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนแบบมีเงื่อนไข เพราะคนที่เกิดในประเทศไทยก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน เพียงแต่สิทธิดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข เนื่องจากบุพการีเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร ดังนั้นคงไม่ต้องให้ใครมาทำให้หม่อง “มีสิทธิ” ในสัญชาติไทย แต่การทำให้เงื่อนไขเพื่อ “ใช้สิทธิ” ในสัญชาตินี้ จะใช้มติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่แล้ว หรือมติคณะรัฐมนตรีใหม่ก็ได้

“ถ้ารัฐบาลชุดนี้หยิบเอามติครม.เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2553 แล้วให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับรองว่าหม่องทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย ก็จะถือเป็นการรับรองสิทธิที่จะใช้สัญชาติไทยโดยทันที เนื่องจากเขามีสิทธิในสัญชาติไทยตาม ม.๗ ทวิ วรรค ๒ จึงมิใช่คนต่างด้าวแท้ เพียงถูกถือเป็นคนต่างด้าว”

กระแสเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเข้ามาช่วยเหลือเด็กหนุ่มที่เคยสร้างชื่อเสียงต่อประเทศชาติ ทั้งยังเป็นพลเมืองดี ทำงานสุจริต ประพฤติตนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ยังคงถูกจับตามองแทบไม่กะพริบว่าสุดท้ายแล้วหม่อง ทองดีจะได้รับสิ่งที่เขาสมควรจะได้รับหรือไม่

 

“พระราชดำรัสที่ไม่มีวันลืม” บันทึกพล.อ.เปรมถึงในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466335

"พระราชดำรัสที่ไม่มีวันลืม" บันทึกพล.อ.เปรมถึงในหลวง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ในฐานะองคมนตรีนับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีขณะนั้น ได้นำเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2531 มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

คณะองคมนตรีมีความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ว่า ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 องคมนตรีจะทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวาย คือ หนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะประกอบด้วยสาระสำคัญต่างๆ แล้ว องคมนตรีแต่ละคนจะเขียนถึงความรู้สึกประทับใจในการทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้เขียนขอเรียนว่า การกล่าวถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาที่แผ่ไพศาลนั้นมีมากมายเหลือคณานับ เป็นที่ประทับใจของปวงชนชาวสยามทั่วกัน จะเขียนให้ครบถ้วนไม่ได้ ผู้เขียนจะเขียนบางเรื่องที่เห็นว่าควรจะปรากฏในหนังสือเล่มนี้เท่านั้น ขอเริ่มดังนี้

ผู้เขียนและชาวสยามทุกคนต่างก็มีบุญวาสนา มีโชคดีเท่าเทียมกัน ที่ประเทศ ไทยของเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นี้ ผู้เขียนมีโอกาสทำงานถวายเป็นครั้งคราว ตั้งแต่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์เวร เมื่อ 14 เม.ย. 2512 และขออนุญาตใช้คำว่า “รับใช้บ่อยขึ้น” ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2513 คือ ตั้งแต่ผู้เขียนดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 จนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรี จวบจนปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ทรงเสียสละเพื่อปวงชน

นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการในการทรงครองแผ่นดิน “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นผลประจักษ์ชัดว่า ประชาชนของพระองค์มีความปลื้มปีติโสมนัสอย่างยิ่ง ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความผาสุกมากขึ้น คนในชนบทมีความรู้ความเข้าใจในการทำมาหาเลี้ยงชีพดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น เข้าใจใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” ประชาชนสำนึกรู้เองว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสิ่งใด พระราชทานเพื่ออะไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเป็นที่รักเคารพและบูชาของประชาชนชาวสยามทุกหมู่เหล่า และประชาชนทราบดีว่า การทรงเสียสละพระราชกิจส่วนพระองค์เพื่อความผาสุกของประชาชน คือ “ความสุขพระราชหฤทัย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไม่เพียงแต่ “คน” เท่านั้น ที่ได้รับพระราชทานพระเมตตา พระมหากรุณาและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สัตว์ ภูเขา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ” ก็ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาเช่นเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในทุกเรื่อง ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน ที่มีผลกระทบต่อประเทศ ได้รับพระราชทานพระราชดำริ และพระราชดำรัสแนะนำเจ้าหน้าที่ให้ลองไปปฏิบัติ ทรงรับความคิดเห็น ข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ ทรงร่วมพิจารณา และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขให้นำไปใช้ได้ ทั้งทรงใส่พระราชหฤทัยและทรงติดตามผลงานเป็นเนืองนิจ

นอกจาก “ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม” แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชหฤทัยอันประเสริฐ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณา ในรอบ 24 ชั่วโมง เว้นแต่เวลาเสวยและทรงพระบรรทม เวลาที่เหลือจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทรงพระราชดำริ ทรงวางแผนที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อราษฎร ในขณะเดียวกัน พสกนิกรชาวสยามทั่วราชอาณาจักรล้วนตระหนักเสมอว่า การทรงงานหนักเพื่อราษฎรนั้น จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเบิกบานพระราชหฤทัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ความเข้าพระราชหฤทัยในแขนงวิชาต่างๆ แทบทุกแขนง ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงแนะนำและทรงสนทนากับผู้เข้าเฝ้าฯ ได้ดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาติบ้านเมือง ยิ่งกว่านั้น ยังพระราชทานกำลังใจแก่ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่ และเป็นความซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยที่ทุกคนได้รับพระราชทาน การทรงวางพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทรงปฏิบัติพระราชกิจต่างๆ เป็นสิ่งงดงามประเสริฐยิ่ง ทรงเป็น “ต้นแบบของแผ่นดิน”

คนไทยปวงชนชาวสยามทั่วหน้ารู้สึกประทับใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวอย่างไร ผู้เขียนซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวน 65 ล้านคน และเป็นข้าราชบริพาร ขอร่วมความรู้สึกประทับใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

น้ำพระราชหฤทัยสุดประเสริฐ

ในส่วนของผู้เขียน มีเรื่องสำคัญที่ควรบันทึกไว้ ดังนี้

เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2

ไม่สามารถอ้างอิงวันเดือนได้ แต่เป็นปลายปี 2517 พล.ต.เทียนชัย จั่นมุกดา หัวหน้านายทหารรักษาความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตรวจภูมิประเทศเพื่อวางแผนในการถวายอารักขา เรานัดพบกันบนภูผาเหล็ก เวลา 10.30 น. พอถึงเวลาอาหารกลางวัน ผู้เขียนชวนคุณเทียนชัยให้รับประทานข้าวห่อที่กองทัพเตรียมไป คุณเทียนชัยบอกว่า เตรียมข้าวห่อมาจากกรุงเทพฯ ด้วยแล้ว คุณเทียนชัยเล่าต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เตรียมข้าวห่อไปด้วยจะได้ไม่เป็นภาระของกองทัพ กองทัพเขามีภาระมากอยู่แล้ว

นี่คือน้ำพระราชหฤทัยสุดประเสริฐของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 13-16 ต.ค. 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ประทับแรกที่เขื่อนน้ำอูนของกรมชลประทาน ขณะนั้นยังไม่มีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ก่อนเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่หน้าที่ผู้ถวายงานและรับเสด็จผู้เขียนได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ประทับต่อไปอีก 2-3 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ฉันมีความจำเป็นต้องกลับ แต่ถ้าแม่ทัพอยากให้ฉันมาอีกเมื่อใด ให้บอกไป ฉันจะมา”

ผู้เขียนไม่มีเอกสารอ้างอิง แต่ขอยืนยันว่า เป็นพระราชดำรัสที่ผู้เขียนได้ยินและจะไม่มีวันลืม และไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายถึงสิ่งที่มีอยู่ในพระราชหฤทัย

เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่างๆ จะทรงเตรียมพระองค์พร้อมเสมอ โปรดที่จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง และทรงใช้แผนที่โดยตลอด ทรงเชี่ยวชาญในการใช้แผนที่อย่างยิ่ง นายทหารแผนที่ยอมรับว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวิชาแผนที่ดีกว่าพวกเขา (นายทหารแผนที่) ในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร จะทรงทราบว่า บางระวางในแผนที่ที่ทรงใช้ ผิดจากภูมิประเทศจริง จะทรงอธิบาย และมีพระราชดำรัสกับนายทหารแผนที่ที่ตามเสด็จให้รับไปแก้ไข

ข้าราชการและผู้ตามเสด็จต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะกราบบังคมทูลตอบพระราชดำรัสถาม และส่วนมากจะทรงถามที่ผู้ถูกถามมักจะไม่ได้เตรียมมาก่อน

ข้าราชการและผู้ตามเสด็จต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงงานนานหลายชั่วโมงโดยไม่ทรงพัก ไม่เสวยเมื่อถึงเวลาเสวย และไม่ทรงใช้ห้องสรงเป็นเวลานาน

วิธีการทรงงานของพระองค์

ผู้เขียนได้รับพระราชทานพระมหากรุณาให้ตามเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลเป็นสิบๆ ครั้ง ได้ทราบ ได้เห็น ถึงวิธีการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พอสรุปได้ว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่น ทรงแน่วแน่ที่จะได้ทอดพระเนตรของจริง ความจริง เพื่อทรงนำไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับรายงานที่องค์กรต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวาย

พระองค์มีพระวิริยะ พระอุตสาหะ พระขันติ แม้จะทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ก็ไม่ทรงท้อถอย

เมื่อทรงทราบข้อมูลโดยละเอียด ถูกต้อง และครบถ้วนแล้ว จึงจะทรงพระราชดำริพระราชทานแก่หน่วยงานต่างๆ

ไม่ทรงมีกฎเกณฑ์และกำหนดการแต่งกายของราษฎรที่เข้าเฝ้าฯ บางคนไม่สวมเสื้อ ไม่ทรงรังเกียจแต่อย่างใด

ทรงวางพระองค์เรียบง่าย ประทับกับพื้นดินบ่อยๆ

ในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรแต่ละครั้ง จะทรงงานจนเสร็จตามที่ทรงตั้งพระราชหฤทัย จึงจะทรงหยุด ไม่ว่าจะทรงใช้เวลานานเท่าใด

จะไม่ทรงตำหนิใด แม้จะกราบบังคมทูลรายงานไม่ถูก ไม่ครบถ้วน ไม่ใช้ราชาศัพท์ หรือใช้ราชาศัพท์ไม่ถูก

ปวงชนชาวสยามมีบุญยิ่งใหญ่ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นหลักชัยของประเทศ มีการกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงเป็นที่เคารพ ทรงเป็นที่บูชา และทรงเป็น “พ่อ” ของคนในแผ่นดิน คำกล่าวเหล่านี้หลั่งออกมาจากใจทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติในประเทศของเรา เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความรู้สึกของคนไทยของปวงชนชาวสยามที่มีต่อในหลวงพระองค์นี้ ความรู้สึกที่จะดำรงอยู่ตลอดไปไม่มีวันสลาย

เท่าที่เคยได้ยินมา มีชาวต่างประเทศประเทศหนึ่งพูดว่า ประเทศของเขาโชคดีน้อยกว่าประเทศไทย เขาไม่มีคิง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงคำสามคำ คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทรงพระราชดำริว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุข มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย น่าจะนำคำสามคำนี้ไปใช้ประโยชน์ บัดนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้คำสามคำนื้ เป็นปัจจัยในการกำหนดนโยบายในการปฏิบัติต่อราษฎรแพร่หลายมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐในสามจังหวัดภาคใต้ และได้ผลดีระดับหนึ่งภาคเอกชนก็เข้าใจคำเหล่านี้ และได้นำไปปรับใช้ในธุรกิจ

พระราชทานคำแนะนำรัฐบาล

เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และนายกรัฐมนตรี

ในบางประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือเป็นจารีตประเพณีว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอย่างไร รัฐธรรมนูญของเรามิได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างที่ทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผ่านรัฐบาลนายกรัฐมนตรีของประเทศ เราจะขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเฝ้าฯ ตามระยะเวลา เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการปฏิบัติหน้าที่ และ/หรือ เรื่องอื่นๆ เช่น ขอพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ ขอพระราชทานพระราชดำริ ฯลฯ ผู้เขียนก็ปฏิบัติเช่นนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณทุกครั้งอย่างเต็มพระราชหฤทัย ในบางครั้งจะทรงเตือนในเรื่องต่างๆ ที่ทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล เพื่อความผาสุกของราษฎร อันเป็นผลให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางบริหารราชการแผ่นดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกทางหนึ่ง

การที่นายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้เฝ้าฯ มีผลพลอยได้ที่ดีมากอีกประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาลทุกรัฐบาล ฉะนั้น ทรงสามารถพระราชทานพระราชดำริ พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ หรือพระราชทานพระราชดำรัสเตือนแก่รัฐบาลที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาบริหารประเทศได้ในทุกเรื่อง ทำให้นโยบายของรัฐบาลที่มีระยะเวลายาวนานมีความต่อเนื่องกันไปโดยตลอด เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลนั้นๆ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

ในประเทศของเรา ผู้ไม่ชอบและตำหนิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีอยู่บ้าง แต่ประชาชนเกือบทั้งประเทศล้วนแต่รัก เคารพ บูชา เทิดทูน และจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนชาวสยามทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงเป็นในหลวงของเราที่สะอาด บริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา และใจ ทรงดำรงเคร่งครัดในทศพิธราชธรรม ทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่มั่นคงที่จะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองแผ่นดินของเรา ตั้งแต่ปี 2489 ประชาชนได้รู้ ได้เห็น ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งทางตรงและทรงอ้อม ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ความอบอุ่น และความกินดีอยู่ดีทั่วหน้ากันสิ่งต่างๆ มากมายมหาศาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกรนำไปสู่ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติด้วยความจงรักภักดีชั่วนิรันดร์

ไม่เพียงแต่ปวงชนชาวสยามเท่านั้น แม้ชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ในประเทศของเราเป็นการถาวรก็ดี เป็นการชั่วคราวก็ดี ล้วนแต่สรรเสริญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้เขียนเป็นองคมนตรีเมื่อ 23 ส.ค. 2531 ได้เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อ 26 ส.ค. 2531 คณะองคมนตรีได้รับความไว้วางใจพระราชหฤทัยสูง องคมนตรีทุกคนสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง และภูมิใจที่สุดที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำงานถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นี้

 

ยลโฉมหลังคา “โซลาร์รูฟ” ธรรมศาสตร์ เพิ่มพลังงานสะอาด40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465917

ยลโฉมหลังคา "โซลาร์รูฟ" ธรรมศาสตร์ เพิ่มพลังงานสะอาด40%

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ..กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กลายเป็นเเรงผลักดันให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เดินหน้าต่อสู้กับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Action) ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟ “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร” ทั่วพื้นที่มหาวิทยาลัย วิทยาเขตรังสิต

บ่ายวันหนึ่งที่ มธ. อุณภูมิ 35 องศา ไม่ได้เป็นอุปสรรค เมื่อ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” รองอธิการบดี มธ. นำโพสต์ทูเดย์ ก้าวขึ้นบันไดไต่หลังคาอาคาร พูดคุยถึงที่มาที่ไปและแผนการต่อสู้เพื่อโลกครั้งสำคัญ

Climate Action สู้เพื่อโลก

กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิง อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ การตัดไม้ทำลายป่า การผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์

“เรื่องมันเริ่มจากการคิดถึงประชากรโลก 7,500 ล้านคน และจะกลายเป็น 1 หมื่นล้านในเวลาไม่นานนี้ ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ คือ โลกของเราร้อนขึ้นจริงๆ จากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจาก กิจกรรมต่างๆ พอห่อหุ้มโลกหนาเข้าๆ ก็กลายเป็นสภาวะเรือนกระจก แสงแดดที่ส่องเข้ามาจากดวงอาทิตย์ถูกกักความร้อนเอาไว้ ไม่สะท้อนออกไปสู่ชั้นอวกาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพบว่ามีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถี่กว่าเดิมถึง 5 เท่า”  ปริญญา กล่าวถึงที่มาของการต่อสู้

รองอธิการบดี บอกต่อว่า วิธีช่วยเหลือและลดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมของโลก คือ “การต่อสู้” ซึ่ง มธ. เห็นว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทย เป็นสาเหตุใหญ่ของการปล่อยก๊าซ CO2 เนื่องจาก 80 เปอร์เซนต์ผลิตมาจาก ก๊าซ น้ำมันและถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศจำนวนมาก

“วิธีง่ายๆ ในการลดผลกระทบที่เลวร้าย  คือการผลิตไฟฟ้าที่สะอาด ประเทศไทยโชคดีที่มีแดดออกทุกวัน และทำให้โซล่าเซลล์กลายเป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนอย่างจริงจัง”

 

เพิ่มพลังงานสะอาด 40 เปอร์เซนต์

เป้าหมายของโครงการโซลาร์รูฟ คือ ภายในปี พ.ศ. 2559 จะผลิตไฟฟ้าได้ 6 เมกะวัตต์ และภายในปี 2560 จะติดตั้งได้อีก 9 เมะวัตต์ รวมเป็น 15 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นระบบโซลาร์รูฟท็อปใหญ่อันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และอันดับ 4 มหาวิทยาลัยโลก เป็นรองมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา คือ Colby College 30 เมกะวัตต์ Arizona State University 24 เมกะวัตต์ และ University of California 16 เมกะวัตต์

“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ใช้ไฟฟ้าปีละ 70 ล้านหน่วย เฉลี่ยเท่ากับวันละประมาณ 190,000 หน่วย คิดเป็นตัวเงินราว 300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่โครงการนี้ ถ้าติดตั้งครบทั้งหมด 15 เมกะวัตต์ จากพลังงานแดด 5 ชั่วโมงต่อวัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละ 75,000 หน่วย ถือเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานและสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในมหาวิทยาลัยได้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้คือ การลงมือทำเพื่อโลก”

 

โมเดลลงทุนเพื่อโลก

โครงการมูลค่า 700 ล้านบาทดังกล่าว บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) หรือ SOLAR ลงทุนให้ทั้งหมด โดย มธ. จะซื้อพลังงานไฟฟ้าจากบริษัทในราคาเดียวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีระยะสัญญาทั้งหมด 21 ปี

“ประโยชน์ประการแรกคือ ถึงแม้ มธ.จะจ่ายค่าไฟในราคาเดิม แต่พลังงานที่ได้นั้นสะอาด สบายใจได้ว่า แสงสว่างที่ได้รับ แอร์ที่เราใช้ มีผลกระทบต่อโลกต่างจากเดิม ประการที่ 2 ปกติการคิดราคาค่าไฟของประเทศไทยเป็นลักษณะอัตราก้าวหน้า แต่ผลจากโซลาร์รูฟ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลงประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์”

รองอธิการบดีหนุ่ม บอกต่อว่า ถึงเวลาที่สถาบันการศึกษา หน่วยงานเอกชนและราชการอื่นๆ จะร่วมกันเดินหน้าอย่างแข็งขันต่อสู้ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อโลก หากสู้พร้อมกัน โซล่าเซลล์ก็จะมีราคาถูกลง ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“โทรศัพท์มือถือเมื่อ 20 ปีก่อนราคา 5 หมื่นกว่าบาท ปัจจุบันแค่ไม่กี่พัน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอดีตราคาแสนกว่าบาท ปัจจุบันแค่หลักพันก็หาได้แล้ว ความหมายคือถ้าทุกคนช่วยกันลงทุน ราคาจะถูกลงและคุ้มค่า อย่าปล่อยให้ชะตากรรมของโลกเราเดินหน้าไปสู่สภาพเดียวกับดาวศุกร์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเมฆหนาและมีอุณภูมิพื้นผิวถึง 464 องศาเซลเซียส” ปริญญา ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีแผนงานเตรียมขยายพื้นที่การติดตั้งหลังคาโซลาร์รูฟไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งหมด ได้แก่ ท่าพระจันทร์ ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปาง เพื่อช่วยโลกตามลำดับต่อไป

 

 

 

 

อุบัติเหตุจาก”แผนที่จีพีเอส”อุปกรณ์ห่วยหรือคนขับสะเพร่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465681

อุบัติเหตุจาก"แผนที่จีพีเอส"อุปกรณ์ห่วยหรือคนขับสะเพร่า?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวแปลกๆของผู้ขับขี่รถยนต์ที่ใช้ “แผนที่จีพีเอส” ในการเดินทาง แล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดหลง วิ่งถนนหลวงอยู่ดีๆดันไปโผล่กลางทุ่งนา เข้าป่าเข้าพง ลงคลอง กระทั่งหวุดหวิดเกือบตกเหว

เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องตลก น่าขำ แต่ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้า โชคร้ายอาจถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตได้

ดังคำกล่าวที่คำว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจจีพีเอส”

อย่าใช้”แผนที่จีพีเอส”อย่างไร้สติ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังด้านรถยนต์ มองว่า ข่าวคนใช้แผนที่จีพีเอสขับรถแล้วไปประสบอุบัติเหตุอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น มาจากการใช้อย่างขาดสติ ขาดความรู้

“ผมเรียกว่า ใช้อย่างขาดสติ ใช้อย่างขาดความรู้ เวลาเปิดแผนที่จีพีเอสบนหน้าจอจะมีการเตือนอยู่แล้วว่าให้ใช้อย่างระมัดระวัง รวมถึงการให้กดยอมรับหรือไม่ยอมรับเส้นทางด้วย แต่คนขับจำนวนมากดันเชื่อแผนที่จีพีเอสอย่างเดียว ทั้งที่มันควรจะเป็นอุปกรณ์เสริมมากกว่าอุปกรณ์หลักในการเดินทาง”

พัฒนเดช บอกว่า ปัจจุบันคนที่นิยมใช้แผนที่จีพีเอสในการขับรถ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยชำนาญทาง ไม่เคยเดินทางไปไหนไกลๆ จึงต้องการความง่าย สะดวก แตกต่างจากคนขับรุ่นโบราณที่กว่าจะขับรถออกต่างจังหวัดครั้งแรก ต้องรู้เส้นทางจนมั่นใจจริงๆถึงจะกล้าขับรถไป

“คนขับรถรุ่นผมค่อนข้างจะหัวอนุรักษ์นิยม เช่น จะไปเชียงใหม่ก็ไปมันตรงๆนี่แหละ วิ่งสายเอเชียขึ้นเหนือเลย แวะพักโรงแรมที่คุ้นเคย แต่คนรุ่นใหม่จะชอบหาทางลัด หาเส้นทางใหม่ๆ แวะเที่ยวริมทาง พักโรงแรมแปลกๆใหม่ๆที่เขาว่าดี โดยเสิร์ชชื่อจากอินเทอร์เน็ต แล้วค่อยมาพิมพ์ใส่ในจีพีเอส ข้อดีของจีพีเอส ทำให้เราสะดวกขึ้นในเวลาที่ไปในที่ที่ไม่เคยไป แต่ข้อเสียคือ จีพีเอสบางทีก็ไม่ทันสมัย บางเส้นทางก็อาจเป็นเส้นทางที่เขาเลิกใช้กันแล้ว อีกอย่างบ้านเรามีการซ่อมทาง ทำถนนกันตลอด ดังนั้นจึงเป็นอุปสรรคในการอัพเดทเส้นทางในจีพีเอสพอสมควร

ผมแนะนำอยู่เสมอว่า เวลาเดินทางไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย ควรใช้แผนที่แบบดั้งเดิมติดรถไปด้วย เดี๋ยวนี้หาซื้อได้ง่ายตามห้าง แถมมีแจกเยอะแยะไป สมมติเราจะไปเชียงใหม่ ไม่ต้องกดตั้งค่าว่าไปเชียงใหม่ แต่อาจตั้งค่าในระยะสั้นๆจากกรุงเทพ-อยุธยาก่อน แล้วค่อยขยับไปนครสวรรค์ ตาก จนถึงเชียงใหม่ โดยดูแผนที่จีพีเอสประกอบกับแผนที่ดั้งเดิม แบบนี้ชัวร์กว่า ทำให้พลาดยาก”

กูรูด้านรถยนต์รายนี้ แนะนำว่า ควรใช้แผนที่จีพีเอส ร่วมกับแผนที่ โดยใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจด้วย หากไม่มั่นใจ ก็ใช้วิธีเปิดกระจกถามทางชาวบ้านจะชัวร์ที่สุด

“ผมดูข่าวแล้วไม่ขำนะ รู้สึกสมเพชมากกว่าว่า ทำไมถึงใช้จีพีเอสได้อย่างไร้ความคิดเช่นนี้ บางทีคุณเห็นสภาพถนนก็ควรรู้แล้วว่าเฮ้ย ไปตั้งหลักใหม่ดีกว่า มันไม่น่าใช้แล้ว ไม่ใช่ดื้อรั้น เสี่ยงไปจนเสียเวลา หลงทาง ตกคลองตกเหวอะไรแบบนั้น สำหรับผม จีพีเอสนำทางในรถเป็นความฟุ่มเฟือยทางเทคโนโลยี เพราะในประเทศไทยเรา การเปิดกระจกถามทางชาวบ้านมันง่ายและได้ผลดีที่สุดแล้ว”

เหตุการณ์รถโตโยต้า อัลพาร์ดติดแหง็กบนทางเดินเลียบคลองพระอุดม จ.นนทบุรี เพราะขับตามแผนที่จีพีเอส

4 ข้อเท็จจริงรู้ไว้เพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของนักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้แผนที่จีพีเอสขับรถไว้อย่างน่าคิดดังนี้

1.แผนที่จีพีเอสถือเป็นอุปกรณ์ช่วยในการคำนวณระยะทาง หน้าที่หลักคือ ช่วยคำนวณระยะทางเพื่อให้เราเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด การจราจรไม่ติดขัด แต่ปัญหาคือ บางทีเราเลือกเส้นทางที่ไม่เคยไป เช่น เส้นทางหลักรถติด จีพีเอสก็จะพาไปเส้นทางสำรองให้เลือก 2-3 เส้นทาง พอไปทางลัดก็ต้องเข้าตรอกเข้าซอยที่เราไม่คุ้นเคย ตรงนี้เสี่ยงที่จะทำให้พลัดหลง

2.ระหว่างเดินทาง การที่ต้องขับรถไปด้วย พร้อมดูจอแผนที่จีพีเอสไปด้วย เป็นเรื่องอันตรายมาก แม้จะมีระบบเปิดเสียงแจ้งเตือน แต่หลายคนมักปิดการใช้งาน เนื่องจากกลัวเปลืองแบตเตอรี่และสร้างความรำคาญ ซึ่งการขับรถไปชำเลืองมองดูจอแผนที่ไปด้วย ทั้งแผนที่ติดมากับรถยนต์ หรือแผนที่บนสมาร์ทโฟน จะเกิดภาวะที่เรียกว่า การละสายตาจากถนน (distraction) ทำให้ไม่มีสมาธิในการขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุขับรถพุ่งข้ามเลนไปชนคันอื่น หรือขับลงข้างทาง ถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตได้

3.อุปกรณ์แผนที่จีพีเอสแต่ละรุ่น ความละเอียดจะไม่เท่ากัน บางรุ่นที่มีความละเอียดสูงจะส่งสัญญาณจากเครื่องไปยังดาวเทียมทุก 30 วินาที บางรุ่นราคาถูกจะส่งไปทุก 1-2 นาที ทำให้พิกัดที่เห็นบนแผนที่จีพีเอสกับพิกัดจริงของรถไม่สัมพันธ์กัน

4.การใช้แผนที่จีพีเอสขณะขับรถให้ปลอดภัยที่สุด ควรมีคนร่วมเดินทางนั่งข้างๆไปด้วย โดยคอยช่วยกันดูจอ กดหาเส้นทาง คอยบอกคอยเตือนเป็นระยะๆ ทำหน้าที่คล้ายเนวิเกเตอร์ ดีกว่าให้คนขับละสายตาจากถนน ก้มๆเงยๆชำเลืองมองจอบ่อยๆ

“ความผิดพลาดที่เกิดจากการใช้แผนที่จีพีเอสขับรถ แม้ยังไม่มีคนบาดเจ็บ หรือตายแต่สังคมก็ควรจะตอบสนอง ตื่นตัว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยี ชอบขับรถเที่ยวต่างจังหวัด ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต้องมีการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากความผิดพลาดที่ตัวบุคคล หรือตัวอุปกรณ์ เพื่อจะนำไปสู่การหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

อาจารย์ราชภัฎอุตรดิตถ์ขับรถเที่ยวเขาค้อตามสัญญานจีพีเอส จนพลัดหลงเข้าป่า

รัฐต้องเป็นเจ้าภาพทำแผนที่ถูกต้องแม่นยำ

คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจคำว่า “แผนที่จีพีเอส” โดยระบบจีพีเอส  (Global Positioning System:GPS) คือระบบรับส่งสัญญาณ ซึ่งเครื่องรับสัญญาณจีพีเอสจะทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณดาวเทียมให้เป็นตำแหน่งบนโลก ทำให้ระบุพิกัดตำแหน่งได้ทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำมาใช้กับโปรแกรมแผนที่เพื่อใช้ในการนำทาง ทำให้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ขับขี่รถยนต์

“ประเด็นที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ตัวแผนที่ไม่มีความแม่นยำเพียงพอ จะสังเกตเห็นได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหลายไม่ค่อยเกิดขึ้นในเขตเมือง เนื่องจากในเขตเมืองมีคนใช้งานเยอะ พอเห็นข้อมูลผิดพลาด ก็มีคนเข้าไปท้วงติง ช่วยแก้ไขจนถูกต้อง แต่พอออกไปในต่างจังหวัดไม่ใช่แบบนี้ ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงพลัดหลงไปในที่แปลกๆกันอยู่เรื่อย ยิ่งเดี๋ยวนี้พวกแผนที่ออนไลน์ แผนที่ซึ่งผลิตขึ้่นจากบริษัทเอกชน บางตัวเป็นของฟรี ไม่การันตีว่าจะถูกต้องแม่นยำ ก่อนเปิดใช้จึงมีข้อตกลงระบุไว้ว่า ให้ยอมรับ และจะฟ้องร้องไม่ได้ในภายหลัง หากเกิดผิดพลาดขึ้นมา”

รักษิต ฐิติพัฒนพงศ์ วิศวกรประจำศูนย์วิจัยยานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบแผนที่จีพีเอสรายนี้ แนะนำว่า ผู้ขับขี่ควรศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อแผนที่จีพีเอสติดรถยนต์ ดูสารพัดความคิดเห็น เสียงสะท้อนจากผู้ใช้ แผนที่จีพีเอสรุ่นดังกล่าวมีการลงพื้นที่จริงในการสำรวจเส้นทาง ทำแผนที่หรือไม่ ส่วนวิธีการใช้งาน การเลือกเส้นทางบนจอแผนที่ควรพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วย และควรใช้อย่างมีวิจารณญาณไม่ใช่เชื่อแผนที่จีพีเอสอย่างเดียว

“ผมอยากเสนอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการทำแผนที่ประเทศไทยที่ถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งระบบแผนที่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลต้องจัดเตรียมไว้เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้งาน หรือบริษัทเอกชนทำนำไปใช้อ้างอิง ที่สำคัญทุกคนต้องเข้าถึงได้ฟรี”

ในวันที่คนจำนวนไม่น้อยนิยมใช้แผนที่จีพีเอสขับรถกันอย่างแพร่หลาย จงใช้อย่างระมัดระวัง มีสติ และอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นทั้งหมดบนหน้าจอสี่เหลี่ยม

เหตุการณ์ล่าสุดกับนักท่องเที่ยวเกือบขับรถตกเหวบนภูทับเบิก เนื่องจากขับตามแผนที่จีพีเอาจนพลัดเข้ามาในเส้นทางที่เลิกใช้แล้ว

 

 

“จอดรถริมทาง” ความตายใกล้ตัวที่ต้องตระหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465492

"จอดรถริมทาง" ความตายใกล้ตัวที่ต้องตระหนัก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหนุ่มรายหนึ่งกำลังจอดรถยนต์ “ริมทาง” แล้วเดินออกจากประตู จังหวะนั้นเองถูกแท็กซี่พุ่งเข้าชนร่างกระเด็นลอยขึ้นไปบนอากาศก่อนร่วงลงมากระแทกพื้น มีบาดแผลที่กะโหลกศีรษะ แขนและขาหักทั้ง 2 ข้าง เสียชีวิตคาที่ กลายเป็นความสูญเสียที่ถูกพูดถึงทั่วโลกออนไลน์

คำถามตามมาคือ ถึงเวลาหรือยังที่ทุกคนจะตระหนักถึงอันตรายจากการจอดรถริมทางเสียที

ซื้อของ กินข้าว พักผ่อน แป๊ปเดียวเดี๋ยวก็ไป

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า การจอดรถริมทางนั้นเป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับตัวเองและผู้ใช้รถคนอื่นๆ กรุณาอย่ามองเป็นเรื่องเล็กน้อย จนเมินเฉยที่จะกระทำความผิด

“แป๊ปเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว ความคิดแบบนี้กำลังเพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะถนนที่มีไหล่ทางแคบ ต้องจอดรถคร่อมเลน หรือตำแหน่งทางโค้ง ลงเนินสะพาน พวกนี้เป็นตำแหน่งที่ไม่ควรจอดอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดบอดต่อการมองเห็นของผู้อื่น เห็นอีกทีก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้อีกแล้ว”

นพ.ธนะพงศ์ เผยว่า ตัวเลขการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุชนท้าย นับเฉพาะที่ปรากฎเป็นข่าวมีเฉลี่ยสูงถึงปีละ 60 เคส หรือคิดเป็นสัปดาห์ละ 1 ศพ โดย 3 ใน 4 ของรถที่พุ่งเข้าชนเป็นรถจักรยานยนต์ และ 60 เปอร์เซนต์ของอุบัติเหตุชนท้าย เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน โดยเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในต่างจังหวัด

“อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นกับรถบรรทุก รากเหง้าของปัญหาคือ รถบรรทุกไม่สามารถจอดพักผ่อนตามสถานีเติมน้ำมันเหมือนกับรถยนต์ทั่วไปได้ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่จุดพักรถก็มีน้อย จึงจำเป็นต้องจอดริมทาง อีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอันตราย คือ การปล่อยให้มีกิจกรรมริมทาง ร้านค้า ร้านอาหารและจุดขายของต่างๆ จำนวนมาก”

วงจรปิดจับภาพโชเฟอร์แท็กซี่พุ่งชนชายจอดรถข้างทางดับที่นนทบุรีเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา คลิปจาก Power Review

แก้ปัญหาด้วยสัญลักษณ์และจุดจอด

การลดปัญหาอุบัติเหตุชนท้าย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ขับขี่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ผู้ค้าริมทาง การกำหนดระเบียบตามเส้นทางถนนอย่างชัดเจน ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ถนนบ้านเราไม่ได้กำหนดฟังก์ชั่นและการกำกับที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ถนนทางหลวงจะต้องไม่อนุญาตให้มีการเชื่อมทางอิสระหรือมีร้านอาหารข้างทาง หากมีจริงก็ต้องกำหนดให้อยู่ในโซนปลอดภัย มีพื้นที่รองรับเลี่ยงออกจากถนนเส้นหลัก คล้ายกับถนนมอเตอร์เวย์ที่ไร้กิจกรรมข้างทาง มีการล้อมรั้ว และมีจุดจอดพักรถทุกๆ 5 กิโลเมตร”

ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน แนะนำว่า ประเทศไทยควรกำหนดอย่างชัดเจนว่า การจอดรถในเวลากลางคืนจะกระทำได้ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ใช่การนอนพัก และต้องมีสัญญาณหรือสัญลักษณ์แจ้งเตือนแก่ผู้อื่นด้วย

“ต่างประเทศ หากเป็นรถส่วนบุคคล เมื่อจอดเสียข้างทาง ต้องเปิดกระโปรงท้ายขึ้น ภายในจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยมสะท้อนแสงที่สามารถมองเห็นได้จากระยะ 200 เมตร หรือหากเป็นรถบรรทุก จะมีการกำหนดให้ติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงขนาดใหญ่ด้านหลัง น่าสนใจกว่านั้น ยังถูกกำหนดให้ติด Underride Guard หรือแท่งเหล็กท้ายรถบรรทุก เพื่อป้องกันไม่ให้รถเล็กที่วิ่งเข้ามาชน มุดเข้าไปใต้ท้องรถได้ เพื่อลดโอกาสในการเสียชีวิตให้เป็นเพียงการบาดเจ็บ”

นพ.ธนะพงศ์ ชี้ว่า ผู้ประกอบการคือแนวร่วมสำคัญในการลดปัญหาอุบัติเหตุชนท้าย โดยควรออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของคนขับ อาจติดตั้งระบบนำทาง กำหนดจุดจอดพัก และร่วมรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

“คนขับเอาสะดวกเข้าว่า นอนตรงไหนก็นอน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ ถึงเวลาที่บทลงโทษจะต้องเชื่อมไปถึงผู้ทำธุรกิจและคู่ค้าด้วย โดยมอนิเตอร์รถ ทั้งเรื่องความเร็ว ชั่วโมงในการขับขี่และจุดจอดพัก หากผู้ขับขี่กระทำผิดกฎจะถูกแจ้งเตือน ปรับ หรือไล่ออกทันที เรื่องแบบนี้ปัจจุบันความรับผิดชอบจากผู้ประกอบการยังคงมีค่อนข้างน้อย”

อุทาหรณ์จอดรถข้างทางกลางคืน 2 วัยรุ่นซิ่งจักรยานยนต์ ชนท้ายกระบะอย่างจัง คลิปจาก Panodrama

บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ปีเดียวตาย 6 ราย

หนึ่งในพื้นที่ที่มักพบปัญหาเรื่องการชนท้ายอย่างบ่อยครั้ง คือ บริเวณถนนมิตรภาพ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

นพ.อดุลย์ บำรุง หัวหน้าทีมภาคีเครือข่ายแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น  (ทีมMIS) เปิดเผยว่า ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ ช่วงปีงบประมาณปี 2559 อุบัติเหตุทางถนนได้คร่าชีวิตประชาชนไปทั้งสิ้น 24 ราย น่าตกใจว่า มีถึง 6 ราย ที่เสียชีวิตจากกรณีชนท้ายรถที่จอดอยู่ริมทาง

“ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ รถบรรทุกสิบล้อแวะจอดรถเพื่อกินข้าวริมทาง จู่ๆ มีรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายเต็มๆ ผู้ขับขี่นอนเจ็บสาหัสอยู่ข้างทาง คนขับสิบล้อและคนในร้านเห็นเข้าเลยพากันวิ่งออกมาช่วย จังหวะนั้นเองโดนรถอีกคันที่วิ่งมาด้วยความเร็วพุ่งเข้าชนซ้ำอีกครั้ง รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 ศพ กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจอดรถริมทางนั้นสร้างความอันตรายอย่างแท้จริง”

สำหรับแนวทางแก้ไข ทีมภาคีเครือข่ายแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน อ.บ้านไผ่ ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แขวงทางหลวง ขนส่งและภาคีเครือข่ายลงพื้นที่สำรวจรถยนต์ทุกชนิดที่มาจอดริมทาง โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะตั้งด่านแจ้งรถบรรทุกที่เข้าพื้นที่ว่าอย่าจอดในที่มืด รวมทั้งจะมีช่องทางให้แจ้งเหตุเมื่อพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวทาง กลุ่มไลน์, เพจเฟซบุ๊กของตำรวจและทีม MIS ด้วย เมื่อมีการแจ้งจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกไปตักเตือนให้เคลื่อนย้าย นอกจากนั้นยังได้จัดทำป้ายเพื่อประชาสัมพันธ์ไม่ให้จอดในที่ห้ามจอดอีกด้วย

“เรื่องนี้ไม่ธรรมดา อยากให้ทุกคนตระหนักว่า การจอดข้างทางมันเสี่ยงมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น เจ้าของสถานีเติมน้ำมัน อาจจำเป็นต้องเสียสละยอมเปิดโอกาสให้รถเข้าไปจอดภายในปั๊มได้ ขณะเดียวกันฝั่งผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องกำชับผู้ขับขี่หรือติดตั้งสัญลักษณ์จอดฉุกเฉินร่วมด้วย” นพ.อดุลย์ให้ความเห็น

เตือน…จอดริมทางตายฟรี

ในมุมกฎหมาย “เกิดผล แก้วเกิด” ทนายความอิสระ ระบุว่า อุบัติเหตุจากการชนท้ายนั้นมีคำพิพากษาฎีกามาแล้วมากมาย เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันว่า คนเรามีหน้าที่ป้องกัน ระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตราย ความเสียหายแก่ผู้อื่น กรณีจอดรถไหล่ทาง ผู้จอดในที่มืดต้องให้สัญญาณว่ามีรถจอดอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้รถคันอื่นมาชนท้าย พูดง่ายๆ ทุกคนมีหน้าที่ป้องกัน ถ้าไม่ป้องกันเท่ากับ กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี

“แม้จุดที่จอดรถอยู่ในไหล่ทางด้านซ้ายของถนน ในลักษณะไม่กีดขวางทางจราจรก็ตาม แต่การที่จอดรถในเวลากลางคืน จำเป็นต้องป้องกัน โดยการเปิดไฟหรือใช้แสงสว่าง ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่จอดอยู่  ที่ต้องพึงระวังคือ ความประมาทของผู้จอด อาจนำไปสู่ความตายของตนเองได้ด้วย” ทนายความทิ้งท้าย

ทั้งนี้ข้อห้ามในการจอดรถ จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุไว้ดังนี้

1.อย่าจอดรถกลางถนนหรือจอดไม่ชิดขอบทางเท้า

2.อย่าจอดรถในที่ที่มีเครื่องหมายห้ามหยุดหรือห้ามจอดรถ(ขอบทางที่ทาสีขาวสลับแดงหรือสีขาวสลับเหลือง )

3.อย่าจอดรถในถนนแคบ ซึ่งเมื่อจอดแล้วจะทำให้รถอื่นสวนไปมาไม่ได้

4.อย่าจอดรถในทางโค้ง ทางเลี้ยว ทางแยกหรือทางร่วมของถนนตั้งแต่สองสายขึ้นไป

5.อย่าจอดรถบนสะพานลาดขึ้นลง สะพานลาดเนินไหล่เขาหรือสูงชัน ซึ่งกำบังตาผู้ขับรถอีกด้านหนึ่ง

6.อย่าจอดรถผิดลักษณะที่กำหนดให้จอด เช่น จอดทะแยง จอดขนาน

7.อย่าจอดรถในที่ซึ่งมีเครื่องหมายกำหนดให้เป็นที่จอดรถประเภทอื่น ซึ่งเป็นอนุสิทธิ์ของรถประเภทนั้นๆ  เช่น ป้ายจอดรถรับจ้างเป็นต้น

8.อย่าจอดรถปิดทางเท้าสำหรับคนข้ามถนน เป็นการกีดขวางและทำให้คนข้ามถนนไม่ปลอดภัย

9.อย่าจอดรถบังหน้ารถอื่นจนไม่สามารถถอยเคลื่อนรถออกจากที่จอดได้

10.อย่าจอดรถบนถนนหลวงที่เป็นมุมอับ ต้องจอดรถในที่ๆผู้ขับรถอื่นจะเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 15 เมตร

11.อย่าจอดรถใกล้ท่อน้ำดับเพลิง ป้ายจอดรถประจำทาง

12.อย่าจอดรถเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนยางที่แตกกลางถนน จงรีบนำรถเข้าข้างทางโดยเร็วที่สุด เพื่อมิให้กีดขวางการจราจรของรถอื่น

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใช้รถทุกประเภทจะร่วมกันตระหนักถึงอันตรายจากการจอดรถริมทางเสียที

ภาพเหตุการณ์บริเวณปากซอยกระทุ่มล้ม 24 ถนนพุทธมณฑล สาย 4  พริตตี้สาวหลับคาพวงมาลัยขับรถชนแรงงานพม่าสามคนกระเด็นมาตายบนฟุตปาธหนึ่ง แล้วไปชนพ่อค้าขายแตงโมบาทเจ็บอีกหนึ่ง รวมบาทเจ็บสี่ เสียชีวิตหนึ่ง คลิปจาก Panodrama

“ฝนหลวง” ฝนของพระราชา 40 ปี 3 หมื่นเที่ยวบินผลิตน้ำให้ราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465292

"ฝนหลวง" ฝนของพระราชา 40 ปี 3 หมื่นเที่ยวบินผลิตน้ำให้ราษฎร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

14 พ.ย. 2498 หรือเมื่อ 61 ปีก่อน เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ภาคอีสาน เพื่อทรงตรวจเยี่ยมราษฎร และสิ่งที่พระองค์ได้ทอดพระเนตร นั่นคือสภาพความแห้งแล้ง และทรงพระราชดำริว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้วิธีทางวิทยาศาสตร์ บังคับให้เมฆตกเป็นฝน

จึงเป็นที่มาของพระราชกรณียกิจอันสำคัญของพระองค์ และผู้ที่ถวายงานร่วมด้วยคือกองทัพอากาศ ทำให้ท้องฟ้าของเมืองไทยมีฝนที่สามารถบังคับให้ตกได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงคิดค้นศาสตร์และวิธีการสำหรับทำฝนหลวงจนสำเร็จเป็นรูปธรรมและพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย

14 พ.ย. เวียนมาบรรจบอีกครั้งในปี 2559 และวันนี้ก็มีคุณค่าอย่างล้นพ้น เพราะเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” แต่เป็นปีที่ไม่เหมือนก่อน เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จสวรรคตจากพสกนิกรไป เหลือเพียงความทรงจำและโครงการ พระราชดำริ ตลอดจนโครงการอีกมากมายที่ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทย

พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) จัดพิธีเทิดพระเกียรติและถวายสัตย์ปฏิญาณสืบสานพระราชดำริของหน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศ

กองทัพอากาศเข้าร่วมโครงการ พระราชดำริฝนหลวงมากว่า 40 ปี พล.อ.อ.จอม ขยายความว่า เนื่องจากเรามีเครื่องบินขนาดใหญ่ สามารถบินสูง และพร้อมที่จะได้รับการดัดแปลงเพื่อใช้ในฝนหลวง เพื่อตอบสนองพระราชดำริอย่างเต็มที่

“และทุกๆ ครั้งเมื่อถึงฤดูทำฝนหลวง พระองค์ท่านจะทรงติดตามความก้าวหน้าทุกวัน ทรงมีข้อเสนอแนะต่อเนื่องตลอดมา เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเป็นห่วงปวงชนชาวไทย และอยากให้มีฝนพอเพียง” พล.อ.อ.จอม เล่าถึงความหลัง

ย้อนกลับไปในปี 2515 ได้เกิดสภาวะแห้งแล้งเป็นบริเวณกว้าง รัฐบาลจึงได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามแนวทางพระราชดำริ โดยให้กองทัพอากาศสนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น กองทัพอากาศจึงได้จัดส่งเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 หรือ C-47 จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 4 หรือ C-123 จำนวน 1 เครื่อง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อปฏิบัติการบินทำฝนหลวงครั้งแรกของกองทัพอากาศ

สำหรับเที่ยวบินและพื้นที่ปฏิบัติการฝนหลวงนั้น การปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศจะขึ้นอยู่กับการร้องขอจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดพื้นที่และปริมาณสารฝนหลวงที่ต้องใช้ ตลอดจนวิเคราะห์สภาพแวดล้อมว่าจะเอื้ออำนวยในการทำฝนหลวงหรือไม่

“การบินทำฝนหลวงเป็นภารกิจที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถเป็นอย่างมาก เนื่องจากปกติแล้วนักบินทุกคนจะต้องฝึกและทำการบินหลีกเลี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการบิน แต่การบินทำฝนหลวงจะบินในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ นักบินจำเป็นต้องบินเข้าหาเมฆ ซึ่งเป็นการบินที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน หรือเข้าใกล้พายุฝนฟ้าคะนองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดังนั้น ในการขึ้นบินแต่ละเที่ยวบิน นักบินและเจ้าหน้าที่ต้องวางแผน เตรียมการด้วยความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบอย่างที่สุด โดยใช้ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ที่มีอยู่ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจฝนหลวงประสบความสำเร็จและปลอดภัย

พล.อ.อ.จอม กล่าวว่า ภารกิจฝนหลวงถือเป็นภารกิจที่กองทัพอากาศภาคภูมิใจ เนื่องจากได้รับใช้ตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่ในหลวงทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น ทรงติดตามการทำงานของโครงการฝนหลวงอย่างใกล้ชิด แล้วทรงมีข้อแนะนำกลับมาให้พวกเรา

“กองทัพอากาศผูกพันกับในหลวง เพราะได้ถวายงาน ทั้งฝนหลวงและเครื่องบินพระที่นั่งในแบบต่างๆ  ถือว่าเราได้ใกล้ชิดและผูกพันมาก” พล.อ.อ.จอม กล่าว

พล.อ.อ.จอม ทิ้งท้ายว่า เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเป็นห่วงปวงชนชาวไทย และอยากให้มีฝนพอเพียง และวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา กองทัพอากาศจัดงานเทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่ากองทัพอากาศตั้งใจสืบสานปฏิญาณตัวจะดำเนินโครงการฝนหลวงต่อไป รวมถึงงานวิจัยพัฒนาที่ทำร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะทำอย่างเต็มที่

ภารกิจฝนหลวงของกองทัพอากาศนั้น ปัจจุบันใช้เครื่องบิน 3 แบบ คือ เครื่องบิน Peace Maker Au23 จากฝูง 501 กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ และ BT67 จากฝูง 461 พิษณุโลก และเครื่องบินขับไล่ Alpha Jet จากฝูง 231 อุดรธานี ร่วมโครงการฝนหลวง รวมขึ้นบิน 3 หมื่นเที่ยวบิน

ทั้งนี้ แต่ละปีจะมีเครื่องบินขึ้นบิน 700 เที่ยวบิน หรือประมาณปีละ 800 ชั่วโมงบิน และใช้สารทำฝนหลวง 1,000 ตัน/ปี รวมถึงใช้ระบบอัลฟา เจ็ต ยิงพลุไอโอไดด์ ที่ระดับ 2 หมื่นฟุต ปีละ 200 นัด เพื่อสลายพายุลูกเห็บและใช้พลุสารดูดความชื้นอีก 100 นัด/ปี

 

เมื่อวันเสด็จประพาส สวนทุเรียนเมืองนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465015

เมื่อวันเสด็จประพาส สวนทุเรียนเมืองนนท์

โดย…ส.สต

ข้อเขียนของผู้ใช้นามปากกาว่า โทรทัศน์ ในหนังสือตามรอยจารึก ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ร.อ.นิรันดร์ ศิรินาวิน ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 4 มิ.ย. 2548 เรื่องเมื่อวันเสด็จประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ เป็นเรื่องพระราชจริยวัตรที่ควรจดจารึก เรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารชาวกรุง ฉบับเดือน ก.ค. 2496 และพิมพ์ซ้ำในชาวกรุงฉบับพิเศษ โดยโปรยเรื่องไว้ดังนี้

ในปี พ.ศ.นั้น ข่าวที่ชาวกรุงเห็นความสำคัญมาก และควรแก่การสนใจของพสกนิกรชาวไทยทั่วไป ก็ได้แก่ข่าวเสด็จประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2496

ระหว่างเสด็จฯ ทอดพระเนตรสวนทุเรียน (พลับพลาที่ประทับอยู่ทางด้านล่าง)

ชาวกรุงรายงานข่าวนี้ไว้ในหนังสือฉบับประจำเดือน ก.ค. 2496 เรื่องและภาพล้วนแต่น่าปลาบปลื้มและประทับใจ โดยเฉพาะจะเป็นความรู้ที่อาจยังไม่รู้สำหรับคนรุ่นใหม่ เราได้คัดมาลงไว้ โดยคงไว้ซึ่งสำนวนเดิมทุกประการ แต่เสียตรงที่รูปเดิมหาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องถ่ายเป็นรูปอัดสำเนา จึงมัวซัวไปบ้าง ต้องขอพระราชทานอภัย และขออภัยท่านผู้อ่านไว้ด้วย เรื่องนี้ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

ขุนบุรีภิรมย์กิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี สุเทพ รัตนเสวี สมาชิกสภาผู้แทน จังหวัดนนทบุรี และ น.ต.นิรันดร์ ศิรินาวิน ร.น. เฝ้าฯ รับเสด็จที่ท่าน้ำ

17 มิ.ย. 2496

แม้ว่าตอนเช้าตรู่วันนั้น จะมีฝนโปรยปรายบ้างเล็กน้อย แต่พอล่วงเข้าตอนสายอากาศกลับปลอดโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใสขึ้น เสมือนหนึ่งเป็นศุภนิมิตอันดี ครั้นเวลาประมาณ 10 น. เศษ เรือพระที่นั่งตะวันส่องแสง ซึ่งติดตามด้วยเรือประจำทวีป และขบวนเรืออารักขาก็แล่นเข้าเขตจังหวัดนนทบุรี ประชาชนที่มาคอยเฝ้าชมพระบารมีทั้งบนฝั่งและลอยเรืออยู่ในลำน้ำต่างเปล่งเสียงไชโยโห่ร้องขึ้นอื้ออึง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงโบกพระหัตถ์ช้าๆ ขณะที่เรือแล่นเอื่อยขึ้นตามลำน้ำ จนกระทั่งถึงบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่ทาสีครามอ่อนปลูกอยู่ริมน้ำที่ตำบลบางกระสอ เรือจึงชะลอเครื่องยนต์เบาลง แลเข้าจอดเทียบท่าสะพานน้ำซึ่งจัดถวายไว้เป็นพิเศษ

คุณยายคนหนึ่ง ทูลเกล้าฯ ถวายของแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อเสด็จประพาสสวนเมืองนนท์ปี 2496

ขณะนั้นเองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์ชุดสากลสีขาว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ก้าวขึ้นจากเรือด้วยพระพักตร์อันยิ้มแย้ม แสดงถึงความเบิกบานพระราชหฤทัยประชาชนชาวนนทบุรีที่มาเฝ้าแหน จึงได้มีโอกาสชมพระบารมีพระมหากษัตริย์ของเขาอย่างเต็มตาและใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในคราวนี้

ในบทความนี้เล่าถึงความเป็นมาในการเสด็จประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ เพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียนอันเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดนนทบุรีรวมถึงความเป็นอยู่ของราษฎรนั้น ว่าประชาชนทราบล่วงหน้ามาก่อนบ้างแล้ว เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ขุนบุรีภิรมย์กิจ (พริ้ม จารุมาศ) ต้องออกพื้นที่สำรวจพื้นที่ตั้งแต่เชิงสะพานพระราม 6 ขึ้นไป แต่หาสวนที่เหมาะไม่ได้ บางสวนไม่มีทุเรียนเหลืออยู่บางสวนสมบูรณ์แต่ไม่ได้อยู่ติดริมน้ำ ในที่สุดได้สวนนายประวิทย์ สงวนเงิน แต่เจ้าของลังเลเพราะเกรงจะปฏิบัติไม่ถูกต้อง แต่ก็ตกลงเมื่อทางจังหวัดบอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอยมังคุดในสวน

เพื่อถวายความปลอดภัย และความ สะดวก ทางจังหวัดเกณฑ์นักโทษ 100 คนมาปรับพื้นที่และสร้างพลับพลาด้วยไม้ไผ่ รวมทั้งจัดปะรำสำหรับผู้ติดตาม ส่วนทางเสด็จพระราชดำเนินได้ใช้ไม้กระดานมาปูบนคันสวน นอกจากนั้นหาลวดผูกที่ขั้วทุเรียนเป็นการป้องกันไม่ให้ตกเพราะบางลูกก็จะสุกแล้ว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี และผู้ตามเสด็จจำนวนหนึ่ง เสด็จตามที่จัดถวายนั้น พระองค์โปรดซักถามถึงชนิดและวิธีปลูกรวมถึงการใส่ปุ๋ยและการบำรุงดูแล เสด็จผ่านสวนใดเจ้าของสวนได้นำผลไม้สวนนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทุกสวนไป รวมทั้ง ถวายกระจง (ไม้สอย) ให้สมเด็จพระราชินี ทรงสอยมังคุดด้วย ทั้ง 2 พระองค์ทรงสำราญพระอิริยาบถตลอด

เสด็จฯ ประทับบนบ้าน ประวิทย์ สงวนเงิน

เมื่อประทับที่พลับพลา พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรภูมิประเทศรอบๆ อย่างพอพระราชหฤทัย และทางจังหวัดจัดเรืออาหารมาจอดที่ท่าน้ำหลายลำ อาหารหลายประเภท เมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารกลางวัน ทรงสั่งมหาดเล็กให้ระงับการตั้งโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่เตรียมมา เพราะมีพระราชประสงค์ที่จะเสวยอาหารพื้นเมืองที่ทางจังหวัดจัดมาทางเรือ เมื่อมหาดเล็กจัดภาชนะที่ใช้บรรจุพระอาหารถวายก็ไม่ทรงโปรด กลับรับสั่งให้แม่ค้าจัดขึ้นมาด้วยชาม และตะเกียบดำๆ และประทับเสวยที่เก้าอี้ มิได้ประทับโต๊ะเสวยที่เตรียมไว้ ทรงยกชามและตะเกียบด้วยพระอิริยาบถเช่นเดียวกับสามัญชน

ผู้ใกล้ชิดเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอารมณ์เบิกบานและเสวยได้มากเป็นพิเศษ ทรงโปรดแกงปลาไหล และไอศกรีม เป็นพิเศษต่อจากนั้นได้พระราชทานเงิน เหรียญทองชนิด 50 สตางค์ ห่อผ้าขาวจำนวน 1 ตำลึง เป็นเงินก้นถุงแก่แม่ค้าทุกคนที่จัดอาหารมา

เสด็จฯ ขึ้นประทับบนบ้าน ประวิทย์ สงวนเงิน และมีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าของบ้าน

เจ้าหน้าที่จัดฉีกทุเรียนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทุเรียนที่ทูลเกล้าฯ ถวายมีชนิดต่างๆ เช่น ก้านยาว กบ มะไฟ ซึ่งล้วนแต่เป็นทุเรียนที่มีชื่อเสียง ทรงโปรดและชมทุเรียนชนิดกบ ว่ามีรสหวานและมันจัดมา

ก่อนเสด็จกลับ ได้เสด็จขึ้นประทับบนบ้านเจ้าของสวนทุเรียน แล้วทรงปฏิสันถารถึงความเป็นอยู่และอาชีพที่กระทำอยู่ แล้วพระราชทานหีบบุหรี่ถมเงินจารึกพระปรมาภิไธยย่อแก่นายประวิทย์ สงวนเงิน 1 หีบ และพระราชทานให้แก่ผู้ที่มาคอยเฝ้าติดตามในการเสด็จครั้งนี้คนละ 100 บาท พร้อมกับเงินเหรียญ 1 ตำลึง

หีบบุหรี่ถมเงินจารึกพระปรมาภิไธยย่อที่พระราชทานให้แก่ประวิทย์ สงวนเงิน

ก่อนที่จะทรงก้าวลงเรือ ได้รับสั่งแก่ผู้มาคอยเฝ้ารับเสด็จและนำเสด็จด้วยประโยคสั้นๆ ว่า ขอบใจทุกคน พร้อมทรงถ่ายภาพผู้มาส่งเสด็จด้วยพระองค์เอง

เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่า ก็ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระอาการร่าเริงแจ่มใส บรรดาผู้มาเฝ้าบริเวณนั้นเปล่งเสียงไชโยด้วยความปลาบปลื้ม และเต็มตื้นในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

บ้านแสงประภา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นนทบุรี ที่เสด็จประพาสสวนทุเรียน เมื่อ 17 มิ.ย. 2496

 หมายเหตุ : สำหรับภาพในหนังสือตามรอยจารึกนี้เป็นภาพถ่ายจริงที่ได้บันทึกไว้ในคราวเสด็จประพาสครั้งนั้น ซึ่งโพสต์ทูเดย์สแกนจากหนังสือตามรอยจารึกเล่มดังกล่าว

 

“สมาร์ทฟาร์มเมอร์” พลิกชีวิตเกษตรกร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465067

"สมาร์ทฟาร์มเมอร์" พลิกชีวิตเกษตรกร?

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

ปัญหาของเกษตรกร ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกและยังคงดำรงอยู่อย่างนั้นในทุกยุคทุกสมัย เกษตรกรไทยยังไม่เคยหนีพ้นวังวนปัญหาเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ ขาดอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มิหนำซ้ำยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนที่มีอำนาจทางการเงินสูงกว่า ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศที่เติบโตด้วยผลผลิตทางเกษตรกรรม กลายเป็นชนชั้นรากหญ้าที่ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ง่ายๆ

โครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตกรปราดเปรื่อง เป็นอีกหนึ่งโครงการความหวังของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรไทย เริ่มมาตั้งแต่ยุค ยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในช่วงปลายปี 2556 มีเป้าหมายของโครงการก็คือเกษตรกรต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท/ปี หรืออย่างน้อย 300 บาท/วัน แต่ที่น่าตระหนกและต้องกลับมาทบทวน เมื่อกรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่า ผลการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สรุปผลคัดกรองเกษตรกรตามคุณสมบัติจากจำนวนแรงงานภาคเกษตร 17 ล้านราย (ปี 2559 ) พบว่า มีเกษตรกรผ่านคุณสมบัติเพียง 9.6 แสนรายเท่านั้น ที่เหลือยังไม่ผ่านเกณฑ์

2 มุมมอง “สมาร์ทฟาร์มเมอร์”

ผลจากการตรวจสอบและพูดคุยของคนทำเกษตรจริง มีผลออกมาเป็นเหรียญสองด้าน โดยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าโครงการมักจะก้าวผ่านความยากจนและหลายคนเริ่มขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก และการเรียนรู้จากสมาร์ทฟาร์มเมอร์มาเป็นฐานเพิ่มองค์ความรู้ ในขณะที่อีกส่วนใหญ่ของประเทศยอมรับว่า การเปลี่ยนเป็นเรื่องยาก เพราะยังขาดความมั่นใจเรื่องรายได้ที่จะหล่อเลี้ยงครอบครัว และยังไม่พร้อมจะปรับตัวด้วยเหตุผลที่ต้องรับฟัง

พัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนกุล อาชีพไร่นาสวนผสม อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าอบรมโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เล่าว่า ก่อนหน้านั้นทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือ ปลูกข้าวโพด  21 ไร่ แต่เป็นหนี้มาตลอด ไม่เคยปลดหนี้ได้ เพราะระหว่างรอผลผลิตไม่มีรายได้เข้าบ้านมีแต่ต้องจ่ายออกทุกวัน

เมื่อเข้าโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และทำสวนแบบผสมผสาน โดยนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ ทำให้มีรายได้เข้าบ้านทุกวันจากการขายไข่ เห็ด ผัก โดยไม่ต้องรอขายข้าวโพดอย่างเดียว จนขณะนี้มีการขยายพื้นที่ทำไร่นาสวนผสมเป็น 39 ไร่ และเป็นศูนย์เรียนรู้กับเกษตรกรด้วย

พัฒน์พงษ์ กล่าวว่า การที่เกษตรกรส่วนมากไม่ยอมที่จะปรับปรุง หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตร มาจากความกลัว ไม่มั่นใจ เกรงว่าหากเปลี่ยนแล้วจะทำไม่ได้ ล้มเหลว และสุดท้ายก็ต้องกลับมาที่เดิม ในฐานะที่ผ่านมาแล้ว ก็อยากสื่อให้รู้ว่า ในช่วงแรกเราอาจจะต้องยอมปรับตัวบ้าง แต่เมื่อเริ่มไปได้สักระยะ เราจะเริ่มเห็นหน้าเห็นหลัง อย่างน้อยมีรายได้เข้ามาทุกวัน

อย่างไรก็ตาม วิเชียร พวงลำเจียก แกนนำเกษตรกรชาวนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า ยอมรับว่าชาวนาส่วนใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเพราะไม่กล้าทำ เนื่องจากไม่คุ้นเคย และเกรงจะทำไม่ได้ และพื้นที่นาไม่เหมาะกับการปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มหรือในพื้นที่ชลประทานของเขา

ปัญหาสำคัญ คือ ปัญหาที่ดินซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เช่า ทำให้เกษตรกรไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯ เพราะไม่มั่นใจรายได้ และจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เพราะปัจจุบันผู้ให้เช่าไม่ง้อเกษตรกร เนื่องจากสามารถจ้างผลิต จ้างปลูกได้โดยไม่ต้องลงมือเอง ดังนั้นไม่ว่ารัฐจะวางโครงการอะไรก็ยาก เพราะที่ดินไม่ใช่ของเกษตรกรเองกว่า 60% เป็นพื้นที่เช่าทั้งสิ้น

เรียนรู้ต่อยอดสู่เกษตรกรยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรโดยตรง แต่สามารถเข้าสู่อาชีพเกษตรกรได้จากการเรียนรู้ และกล้าลงมือทำจนประสบผลสำเร็จด้วยดี

ขณะที่ ปรีดาธพันธุ์  จันทร์เรือง อายุ 41 ปี ชาวนายุคใหม่ จ.ชัยนาท ซึ่งโด่งดังในโลกออนไลน์ขายข้าวได้ตันละ 8 หมื่นบาท เจ้าของรางวัลสมาร์ทฟาร์มเมอร์ไทยแลนด์ ปี 2558 กล่าวว่า ตัวเขาลาออกจากงานในตำแหน่งผู้จัดการด้านบรรจุภัณฑ์ และมาทำนาเมื่อต้นปี  2557 เริ่มที่การศึกษาตลาด พบว่าคนสนใจสุขภาพ แล้วไปศึกษาว่าข้าวชนิดไหนมีคุณสมบัติเป็นยา มาสรุปที่ 3 ชนิด คือ ข้าวสินเหล็ก ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิ และเลือกการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา

จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปขายในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ รวมถึงการเข้าโครงการผูกปิ่นโต  ที่โครงการจะหาเจ้าบ่าวคือผู้ซื้อมาหา เราคือเจ้าสาว ซึ่งส่วนมากมีลูกค้าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ และในช่วง 2 ปีนี้ เติบโตมาก ทำให้มีการจองข้าวล่วงหน้า 1-3 ปี จำหน่ายในกิโลกรัมละ 80  บาท ผู้จองต้องโอนเงินล่วงหน้า จากนั้นจะมีการรายงานผลการปลูกผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก

“ผมว่าทางรอดของเกษตรกร คือ เราต้องมองว่า ตลาดคือใคร อยู่ที่ไหน และวิ่งไปหาลูกค้า และหาสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งชาวนารุ่นพ่อแม่อาจจะเปลี่ยนยาก แต่รุ่นลูกหรือเยาวชนหากสนใจผมว่าจะไปได้เร็ว เพราะขณะนี้การขายผ่านระบบออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐาน” ปรีดาธพันธุ์ กล่าว

ขณะที่ วิภาวริศ เกตุปมา เจ้าของไร่ธารตาดหมอก กล่าวว่า เหตุผลที่หันมาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ เพราะทฤษฎีที่ในหลวงทรงคิดค้นและพัฒนาขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เสมอ เพียงแต่เราจะน้อมนำมาใช้ด้วยความเข้าใจ และเห็นถึงประโยชน์ของทฤษฎีนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในส่วนของตัวเราเองจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้จักคำว่าอยู่อย่างพอดีและดีพอ รวมไปถึงการกตัญญูรู้คุณต่อทุกสิ่ง

ในส่วนของไร่ธารตาดหมอกได้ทำการปลูกข้าวหอมมะลิแบบเกษตรอินทรีย์ จำนวน 2 งาน และยังมีการปลูกสตรอเบอร์รี่ ผักสลัด มะเขือเทศ เสาวรส เลมอน กล้วย มินต์ หญ้าหวาน และพืชผักสวนครัวต่างๆ ไว้บริโภคในครัวเรือน แบ่งปัน และขายให้แก่กลุ่มผู้บริโภคที่นิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย

ด้าน สุนทร งามเกิดศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ฟาร์มสุข ผู้จัดจำหน่ายข้าวกล้องออร์แกนิกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ฟาร์มสุข กล่าวว่า จุดเริ่มต้นความคิดการทำข้าวกล้องออร์แกนิกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เกิดจากต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและไม่ต้องการส่งเสริมให้ใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สุขภาพชาวนาไม่ดี ดังนั้นสินค้าที่นำมาจำหน่ายจึงเป็นข้าวกล้องออร์แกนิก เพื่อส่งเสริมการปลูกดังกล่าวทางอ้อม

ทั้งนี้ ปัญหาของสินค้าเกษตรไทย คือ ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงเผชิญกับราคาสินค้าตกต่ำมาตลอด บริษัทจึงนำหลักของการเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์มาใช้ นำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับสินค้านำไปสู่สินค้าเกษตรแปรรูป โดยมองถึงการพัฒนาสินค้าต้องสอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนไทยที่เร่งรีบ ต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพด้วย การพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปผลักดันให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ในแต่ละปีบริษัทซื้อข้าวกล้องออร์แกนิกจากชาวนา 50-100 ตัน นอกจากนี้ยังมองถึงการต่อยอดข้าวไทยไปสู่การผลิตสินค้าสกินแคร์ เครื่องสำอาง ครีมกันแดด และครีมทามือ

ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การพัฒนาด้านการเกษตรก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ก้าวสู่การเกษตรยุคใหม่ที่สามารถตอบสนองตลาด พร้อมกับยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้หลุดพ้นกับปัญหาที่เป็นอยู่ แน่นอนว่าเกษตรกรต้องใช้เวลาในการปรับตัวและปรับเปลี่ยนทัศนคติ และที่สำคัญ คือ การสนับสนุนการแก้ปัญหาจากภาครัฐอย่างจริงจังและจริงใจ

 

“ปลดแอกโรงสี-ขายข้าวเอง” ทางรอดชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465003

"ปลดแอกโรงสี-ขายข้าวเอง" ทางรอดชาวนา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทางรอดชาวนาไทยในยุคราคาข้าวเปลือกวิกฤต “ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” ในฐานะนักวิชาการที่ผันตัวเองมาตั้งกลุ่มปลูกข้าวเครือข่ายนาข้าวคุณธรรม เป็นกลุ่มชาวนาจริงๆ ที่ปลูกข้าวอินทรีย์ อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองและทำนาเองแบบครบวงจรตั้งแต่ปลูก แปรรูป และจำหน่ายเอง ที่สำคัญไม่พึ่งระบบโรงสี กล่าวว่า ทางรอดของชาวนาไม่ใช่วิธีการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในตอนนี้ ทางรอดของชาวนา คือ การจัดโครงสร้างขายข้าวใหม่ทั้งระบบแบบถาวรด้วยการช่วยส่งเสริมชาวนาลดต้นทุนการผลิตข้าว พร้อมกับการพัฒนาชาวนาไทยให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องจริงใจสนับสนุน หาหนทางลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับชาวนา

วิธีการหนึ่ง คือ การสนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มกันเล็กๆ ภายในหมู่บ้านละ 4-5 ครัวเรือน เพื่อจัดซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กที่ราคาย่อมเยาเครื่องละหมื่นกว่าบาทสีข้าวไว้บริโภคเองในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว และผลผลิตที่เหลือนำมารวมกันเอาไปจำหน่ายออกสู่ตลาด แทนการขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีเพียงอย่างเดียว

“ถูกต้องแล้วที่รัฐหรือประชาชนทั่วไปช่วยกันสนับสนุนให้ชาวนาขายข้าวต่อผู้บริโภค อาจขายผ่านระบบหมู่บ้าน สหกรณ์ หรือขายทางออนไลน์ ดังนั้นเมื่อชาวนามีเครื่องสีข้าวเป็นของตัวเองก็สามารถสีข้าวไว้กินเองช่วยลดค่าใช้จ่าย จากนั้นเมื่อผลผลิตข้าวเหลือกิน จึงค่อยๆ รวมตัวกันต่อยอดนำผลผลิตออกไปจัดจำหน่ายกันเอง ไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหรือโรงสีอีกต่อไป”

ปัญหาข้าวที่เป็นอยู่ปัจจุบันไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแต่รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ปัญหาเท่านั้น เพราะปัญหาข้าวมี 2 ส่วน คือ โครงสร้างตลาดข้าวกับชาวนา โครงสร้างตลาดข้าวในประเทศไทยสัดส่วนโรงสีกับชาวนาไม่สัมพันธ์กัน เพราะชาวนาส่วนใหญ่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วจะนำไปขายให้กับโรงสีทันที โดยที่ตัวเองไม่ได้เก็บข้าวไว้สีกินเอง ยิ่งปัจจุบันชาวนาใช้ระบบจ้างเครื่องจักรเกี่ยวข้าว แถมข้าวที่เกี่ยวได้ก็มีความชื้นสูงย่อมถูกโรงสีกดราคาตามมา

“ข้าวเปลือกที่ปลูกได้ทั้งหมดของชาวนาไปขายให้โรงสี แต่ตัวชาวนาต้องไปซื้อข้าวสารแพงๆ กิน พูดง่ายๆ ชาวนาผลิตข้าวเพื่อขายโรงสีอย่างเดียว เพราะชาวนาไม่มีโรงสีเป็นของตัวเอง ข้าวเปลือกทุกเมล็ดที่ผลิตได้จึงไปอยู่ในมือโรงสี จึงทำให้มีอำนาจต่อรองสูง”

ณรงค์ กล่าวว่า ตลาดข้าวภายในประเทศประมาณ 55% กินในประเทศ ที่เหลือ 45% ส่งออกต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อข้าวเปลือกอยู่ในมือโรงสีที่แปรรูปเป็นข้าวสารจึงมีราคาแพง เพราะอำนาจต่อรองอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางและโรงสี ขณะที่ปัจจุบันต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขั้นตอนการผลิตชาวนาจ้างหมดตั้งแต่ไถ หว่าน หรือเกี่ยว จ้างเครื่องจักรทั้งสิ้น เพราะชาวนาขาดแคลนแรงงาน ยิ่งต้นทุนการผลิต อาทิ ปุ๋ย สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช และพันธุ์ข้าว ต้องซื้อจากนายทุนซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่คุมตลาดสินค้าเหล่านี้อยู่เพียงไม่กี่รายในประเทศ ดังนั้นราคาข้าวที่ตกต่ำแท้จริงคือ ราคาขาดทุนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมากกว่าราคาตลาดที่เป็นอยู่เสียด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้ราคาข้าวตกต่ำจริง ถ้าต้นทุนการผลิตต่ำ ชาวนาก็อยู่รอดได้

“เมื่อก่อน เวลาเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาจะมียุ้งฉาง ลานตากข้าว บ่มข้าว เกี่ยวข้าวกันเอง ใช้แรงงานไม่ได้ใช้เครื่องจักร แต่ตอนนี้จ้างเครื่องจักรเครื่องมือกันหมด เช่น จ้างเครื่องเกี่ยวแน่นอนความชื้นย่อมต้องสูง เพราะรีบเอาไปขาย ไม่ได้ตาก หรือบ่มข้าว พอเอาไปขายให้กับโรงสีจึงโดนกดราคา ต่างจากในประเทศเวียดนาม รัฐบาลจัดรถไถ รถหว่าน หรือรถเกี่ยวให้บริการชาวนาของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนา”

ณรงค์ กล่าวว่า ความจริงใจของรัฐบาล คือ ภาครัฐข้าราชการต้องสนับสนุน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าข้าราชการบางส่วนสนับสนุนนายทุนบริษัทใหญ่ เช่น พันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับบริษัทเอกชน จึงไม่สนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มสีข้าวเอง ปลูกข้าวพันธุ์ที่เพาะเอง หรือปลูกข้าวปลอดสารพิษ หรือออร์แกนิก ซึ่งการปลูกข้าวออร์แกนิก หรือข้าวปลอดสารพิษ เป็นวิธีการลดต้นทุนการผลิตได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นทางรอดสำคัญของชาวนาไทย

กนกพร ดิษฐกระจันทร์ ที่ละทิ้งงานในโรงงานอุตสาหกรรมกลับบ้านเกิดมาปลูกข้าวอินทรีย์ จนได้รับยกย่องให้เป็นประธานกลุ่มส่งเสริมการเกษตร อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในเครือข่ายนาข้าวคุณธรรม กล่าวว่า ความหมายของสมาร์ทฟาร์มเมอร์จริงๆ ไม่ใช่แค่จำกัดนิยามว่าต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทุน เทคโนโลยีและมีความรู้แล้วหันมาทำนาปลูกข้าวเท่านั้น แต่ความหมายจริงๆ คือ เกษตรกรที่กล้าเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิถีชีวิตในการทำนาปลูกข้าวตั้งแต่กระบวนการผลิต ต้นน้ำ กลางน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ ปลูกข้าวเอง แปรรูป หรือสีข้าวเอง และจัดจำหน่ายข้าวสารเอง โดยไม่พึ่งพิงการขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นการพึ่งพิงตนเองได้ ชาวนาต้องมียุ้งฉางหรือโรงสีเป็นของตัวเอง หรือการรวมพลังกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนในชุมชนเพื่อผลิต แปรรูปและขายข้าวเอง อาจกล่าวได้ว่า นี่คือทางรอดของชาวนาก็ว่าได้

“ทุกวันนี้ชาวนาทำข้าวไม่ค่อยได้คุณภาพมากนัก เพราะไปพึ่งพิงพันธุ์ข้าวที่ภาครัฐและบริษัทเอกชนแนะนำ คือ ข้าวอายุสั้น 90-100 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว จึงได้ข้าวที่มีคุณภาพแป้งน้อย และที่สำคัญเป็นพันธุ์ข้าวที่อยู่รอดได้ด้วยปุ๋ยกับยาปราบศัตรูพืช นี่คือกับดักที่ชาวนากำลังเผชิญอยู่”

กนกพร กล่าวว่า สมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้องไม่ใช่ทำนาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอยู่รอดได้ แต่ต้องปลูกพืชทุกอย่างที่กินได้ ตั้งแต่ผักผลไม้ หรือแม้แต่เลี้ยงสัตว์ กล่าวง่ายๆ คือทุกอย่างที่มนุษย์กินได้ชาวนาต้องเพาะปลูก เพื่อสร้างสมดุลต่อธรรมชาติ ถือเป็นวิธีหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิต เพราะปัจจุบันการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวจะทำให้ชาวนาเผชิญกับต้นทุนชีวิตและเผชิญความเสี่ยงที่สูงมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ นโยบายนาแปลงใหญ่ ชาวบ้านถูกมอมเมาให้ปลูกข้าว คือ พืชเชิงเดี่ยว ต้องพึ่งพาพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา และเทคโนโลยีเก็บเกี่ยว ที่ภาครัฐและบริษัทเอกชนแนะนำทั้งหมด หากเกิดวิกฤตโรคระบาดหรือศัตรูข้าวลงนาก็จะเจ๊งกันยกนา

“ชาวนาบางแห่งปลูกข้าวใส่ปุ๋ย คร็อป หรือรอบการผลิตละ 3-4 ครั้ง พอๆ กับใส่ยาฆ่าหญ้า แรกๆ อาจใช้สูตรหรือยาฤทธิ์อ่อนๆ แต่พอนานไป ต้องเพิ่มปริมาณทั้งปุ๋ยและยามากขึ้นเรื่อยๆ ถามว่าต้นทุนชีวิตด้านสุขภาพจะเสี่ยงแค่ไหน แล้วใครกันที่ได้ประโยชน์มากที่สุดถ้าไม่ใช่พ่อค้าขายปุ๋ยกับยาฆ่าหญ้า นี่คือกับดักที่ชาวนายังข้ามไปไม่พ้นหากยังทำนาเป็นพืชเชิงเดี่ยวอยู่แบบนี้”

 

บ้านของพ่อที่…‘ภูพาน’ ต้นแบบการพัฒนาสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464934

บ้านของพ่อที่...‘ภูพาน’ ต้นแบบการพัฒนาสู่ความยั่งยืน

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีในการเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ในปี 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ถือเป็นภูมิภาคแรกที่มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรอย่างเป็นทางการ เนื่องจากภาคอีสานมีสภาพภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ และพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างทุรกันดาร

สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 2-20 พ.ย. 2498 ในครั้งนั้นถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานมาก่อนเลย เพราะเส้นทางคมนาคมมีความทุรกันดาร มีเพียงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึงโคราชโดยทางรถไฟเท่านั้น

จากเส้นทางการคมนาคมที่ค่อนข้างลำบาก จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต้องใช้พาหนะในการเดินทางหลากหลายรูปแบบเริ่มจากรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน และเรือ เพื่อเข้าไปเยี่ยมราษฎรอย่างทั่วถึง

ภายในตำหนัก

 

ตลอดเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน หรือเรือ จะมีประชาชนมารอเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างเนื่องแน่น โดยเฉพาะทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นพระราชพาหนะหลักที่ได้ใช้เดินทางในขณะนั้น เพราะแต่ละสถานีที่ได้ทั้งสองพระองค์ทรงผ่านและหยุดพักเยี่ยมราษฎรจะมีราษฎรมารอเข้าเฝ้าฯ อย่างหนาแน่น เพื่อชมพระบารมี และจากการที่สมัยก่อนพระมหากษัตริย์จะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก จึงทำให้ประชาชนมีความประทับใจอย่างมากสำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

บ้านพ่อ เพื่อลูกหลานชาวอีสาน

เมื่อได้ใกล้ชิดกับราษฎรทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรในภาคอีสาน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสานในขณะนั้นค่อนข้างทุรกันดาร จึงทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ค่อนข้างยากลำบาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระบรมราชโองการให้สร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้นที่ จ.สกลนคร เพื่อเป็นที่ประทับเวลาแปรพระราชฐานและทรงงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร

ก่อนที่จะก่อสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างแหล่งน้ำบนภูเขาก่อน ด้วยการสร้างลานหินกักเก็บน้ำไว้บนเทือกเขาภูพานในปี 2517 เพื่อเป็นแหล่งน้ำหล่อชุมชนและป่าไม้ที่อยู่เชิงเขา เพราะน้ำคือชีวิต นอกจากนี้ การสร้างลานหินเพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำบนเทือกเขาภูพานยังเป็นแหล่งกำเนิดของลำน้ำก่ำอีกด้วย

ภายในตำหนัก

 

หลังจากสร้างแหล่งน้ำสำเร็จ ต่อมาปี 2518 จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้น บริเวณเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้ทรงเลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักด้วยพระองค์เอง ด้วยการใช้แผนที่ทางอากาศและการเสด็จฯ สำรวจเส้นทางบริเวณป่าเขา น้ำตก เป็นปัจจัยในการกำหนดเขตพื้นที่ก่อสร้างพระตำหนักและบริเวณพระตำหนัก ซึ่งประกอบด้วยเขตพระราชฐานชั้นในและเขตพระราชฐานชั้นนอก

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ หมายเลข 213 บริเวณกิโลเมตรที่ 14 ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 16 กม. บริเวณพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ช่วงเริ่มแรกมีเนื้อที่รวม 940 ไร่ ซึ่งหลังจากสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงพลิกฟื้นผืนป่าแห่งดังกล่าวจากภูเขาหัวโล้นเป็นป่าที่มีชีวิตหล่อเลี้ยงประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนต่อมามีการขยายพื้นที่ป่าในเขตพระตำหนักเป็นกว่า 1,000 ไร่ สู่ 2,000 ไร่ ในปัจจุบัน

สำหรับหมู่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จะประกอบด้วย อาคารพระตำหนักปีกไม้ เป็นอาคารที่ประทับหลังแรกสร้างขึ้นในปี 2518 เป็นรูปแบบล็อกเดขิน ต่อมาในปี 2519 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้สร้างพระตำหนักใหญ่เป็นตึกสองชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ บริเวณเนินหน้าผาห่างจากพระตำหนักปีกไม้ ประมาณ 500 เมตร และสร้างพระตำหนักที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นต่อมาไม่นานก็มีการสร้างพระตำหนักอีกหลังหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นที่ประทับ เป็นที่พักของข้าราชบริพาร และเป็นที่รับรองแขกและข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าฯ

โรงงานดอยคำ

 

ในด้านของภูมิทัศน์โดยรอบพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ถือว่ามีความสวยงามและโดดเด่นด้วยธรรมชาตินานาชนิดที่ทรงปลูก ทำให้ประชาชนที่มีโอกาสได้เข้าไปชมพระตำหนักฯ มีความประทับใจ เนื่องจากลักษณะพื้นที่เป็นเชิงเนินชายเทือกเขาภูพานตอนกลางสามารถอาศัยสภาพผิวหน้าดินในการปลูกไม้ดอกและไม้ประดับได้เป็นอย่างดี โดยภายในพระตำหนักฯ ได้มีการแบ่งพื้นที่จัดสวนออกเป็น 5 รูปแบบ คือ 1.สวนรวมพันธุ์ไม้ 2.สวนแบบประดิษฐ์ 3.สวนแบบธรรมชาติ 4.สวนหินประดับประดา และ 5.สวนประดับหิน

ด้วยพื้นที่ของพระตำหนักฯ อยู่บริเวณเชิงเขา และมีอ่างเก็บน้ำอยู่ด้านบน จึงทำให้หน้าน้ำจะมีน้ำตกไหลผ่านบริเวณด้านข้างพระตำหนักฯ สร้างความสดชื่นให้กับพระตำหนักฯ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวทั้งรถยนต์ส่วนตัวและการนำพาหนะเข้าชม ซึ่งก่อนเข้าชมสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่กองรักษาการเพื่อเข้าชมพระตำหนักชั้นนอกได้โดยสะดวก หากต้องการชมพระตำหนักชั้นในต้องติดต่อทางราชการ เพื่อขออนุญาตจากผู้ดูแลพระตำหนักฯเป็นการล่วงหน้า

อนันตสิทธิ์ ซามาตย์ ผู้อำนวยการพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ กล่าวว่า อาคารที่พักที่สร้างภายในพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างแบบประหยัด เรียบง่าย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะความตั้งใจของพระองค์ท่านในการสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ คือ การปลูกป่า เนื่องจากที่ดินผืนนี้เดิมทีเป็นป่าหัวโล้น พระองค์ท่านจึงอยากจะฟื้นฟูป่า ด้วยการสร้างพระตำหนัก เพื่อปลูกป่าและศึกษาระบบนิเวศทางธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์ดอยคำ

 

นอกจากนี้ การสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ยังถือเป็นอีกหนึ่งยุทธวิธี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ที่อยู่บนเทือกขนภูพาน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่สีชมพู ซึ่งหลังจากสร้างพระตำหนักภูพานฯ แล้วเสร็จก็สามารถแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยได้ในระดับหนึ่ง

เส้นทางมะเขือเทศ ‘ดอยคำ’

ต่อมาปี 2523 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมา จ.สกลนคร อีกครั้ง เพื่อเยี่ยมราษฎรและหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร และครั้งนั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แร้นแค้น ขณะเดียวกันก็ทรงค้นพบว่าหมูบ้านดังกล่าวถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทย จึงทรงมีพระราชดำริที่จะบรรเทาทุกข์และพัฒนาชาวบ้าน พร้อมกับแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ด้วยการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และ ศ.อมร ภูมิรัตน เข้าไปดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้านแห่งดังกล่าว ด้วยการพระราชทานแนวทางว่า “ต้องปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นี่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้ทุกคนมีรายได้ และหลังจากพัฒนาแล้วชาวบ้านต้องพัฒนาต่อได้ด้วยตัวเอง”

หลังจากพระราชทานแนวดังกล่าว ต่อมาหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล ก็ได้มีการพัฒนาด้านสังคม เช่น การสร้างศูนย์เด็ก สถานีอนามัย การจัดทำธนาคารข้าว การซ่อมและสร้างวัด ขุดบ่อบาดาล และสร้างอ่างเก็บน้ำ ขณะเดียวกันก็ได้มีการพัฒนาอาชีพ เพื่อการสร้างงานในระยะยาว เช่น สอนการปลูกมะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อน ไผ่ตง และมะละกอ เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าระบบอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป

ค่ายเยาวชน

 

เดิมทีประชาชนในหมู่บ้านนางอย จะมีอาชีหลัก คือ การทำนา แต่หลังจากมีโครงการเข้าไปช่วยสอนอาชีพการเพาะปลูกสินค้าเกษตรใหม่ๆ จนประชาชนมีความรู้ด้านการเพาะปลูกและมีผลผลิตทางการเกษตรออกมาค่อนข้างมาก ต่อมาในปี 2525 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งจัดตั้งโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) ขึ้นที่หมู่บ้านนางอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้าง “เส้นทางมะเขือเทศ” บริเวณลุ่มน้ำโขง พัฒนาคุณภาพชีวิตของเหล่าเกษตรกรในชุมชนนี้ให้ดีขึ้นได้ ซึ่งหลังจากก่อสร้างโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) แล้วเสร็จ ต่อมาปี 2526 ได้เริ่มทำการผลิตน้ำมะเขือเทศเข้มข้นแบบกระป๋อง

ในปี 2537 ได้มีการจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคลภายใต้ชื่อบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร รวบรวมโรงงานทั้ง 3 แห่ง คือ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแห่งที่ 1 ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่ผลิตน้ำมะเขือเทศสูตรเข้มข้นในรูปแบบขวด และสตรอเบอร์รี่อบแห้ง และโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแห่งที่ 2 ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ไว้ด้วยกันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เวลาผ่านไปหลายสิบปี จนกระทั่งถึงปี 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมชมโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) ทรงทอดพระเนตรเห็นความเสื่อมโทรมของโรงงาน จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ทำการปรับปรุงโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) ขึ้นมาใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ชุมชนได้รับประโยชน์ และธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้”

ขณะเดียวกัน ก็มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปผลไม้เข้ามาช่วยเสริม เนื่องจากมะเขือเทศมีผลผลิตระยะสั้น คือ ช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค.เท่านั้น จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้เกษตรกรนำผลผลิตอื่นๆ ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะละกอ กระเจี๊ยบ หรือขิง นำมาแปรรูปเป็นผลไม้อบแห้งภายในโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านนางอยได้มีอาชีพตลอดทั้งปี

 

สืบสาน ส่งต่อความยั่งยืน

จากความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนใน อ.เต่างอย ให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร มีแนวคิดที่จะจัดทำโครงการจิตอาสาพัฒนาเต่างอย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ศาสตร์แห่งพระราชาออกมาในรูปแบบของการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนโดยรอบโรงงานหลวงแห่งที่ 3 (เต่างอย)

ทั้งนี้ ได้ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยสยาม และศิลปินท้องถิ่นกลุ่มสะกะละ จัดการอบรม และทำกิจกรรมต่างๆ ให้แก่เยาวชนในชุมชนเต่างอย จ.สกลนคร เพื่อให้สามารถนำความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางพระราชดำริมาปรับใช้กับชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำให้แก่เยาวชน และสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองและชุมชน

สำหรับโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนเต่างอยในปีนี้ คือเป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 3 แล้ว โดยในส่วนของกิจกรรมดังกล่าวได้มีการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-24 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งรูปแบบของการจัดโครงการยังคงมุ่งเน้นการสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองและชุมชน ด้วยการนำความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางพระราชดำริต่างๆ มาปรับใช้กับชุมชนในรูปแบบ “ค่ายศิลปะเยาวชน”

เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 40 คน ที่ได้รับการคัดเลือกจะเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ในพื้นที่ชุมชนเต่างอย และชุมชนบ้านยาง อ.เต่างอย จ.สกลนคร โดยในส่วนของเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้สีจากธรรมชาติภายในชุมชนเต่างอย พืชให้สีชนิดต่างๆ สีจากกากวัตถุดิบและเศษวัสดุเหลือใช้ของโรงงานหลวงแห่งที่ 3 (เต่างอย) เช่น ใบไม้ ดิน คราม กากกระเจี๊ยบแห้ง ครั่ง กากชา กาแฟ ใบสัก ใบกระถินณรงค์ เปลือกประดู่ เปลือกไม้แดง และมะเขือเทศเข้มข้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังจะมีการนำสีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เช่น การย้อมผ้า และการวาดลวดลายลงบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ด้วยสีชุมชน พร้อมทั้งพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โปสต์การ์ดภาพพิมพ์  ผ้าพันคอ  เข็มกลัดเซรามิก และต่อยอดการเรียนรู้เรื่องสีชุมชนและสีโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) จากกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนเต่างอย ประจำปี 2558 ด้วยการพัฒนาฝีมือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น และใช้งานได้อย่างเหมาะสม สร้างเสริมมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้จากโรงงานหลวงฯ และชุมชน

ตลอดระยะเวลาที่จัดทำโครงการดังกล่าวทุกครั้งที่จัดล้วนได้รับผลการตอบรับดีจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วม และรวมไปถึงเยาวชนในชุมชน โดยตลอดระยะเวลา 3 วันที่จัดกิจกรรมในปีนี้ เยาวชนจะได้เรียนรู้การนำดินในชุมชนมาปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อนำเป็นเครื่องปั้นดินเผาและงานเซรามิก รวมไปถึงทำสมุดทำมือ รวมไปถึงการย้อมสีผ้า และการย้อมคราม ซึ่งสีต่างๆ ที่นำมาย้อมผ้าจะเป็นพืชต่างๆ ที่อยู่ในชุมชน เช่น ฝักคูน จะให้สีแดงอิฐ ใบหูกวางจะให้สีเทา ใบมะม่วงแก้ว และตะไคร้หอมจะให้สีเขียวอมเหลือง ครามฝักตรงจะให้สีฟ้าคราม เป็นต้น

แนวทางการพัฒนาแหล่งชุมชนต่างๆ ใน จ.สกลนคร ถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศไทย เพราะนอกจากจะมีการสร้างแหล่งน้ำ ซึ่งภาคอีสานถือว่ามีแหล่งน้ำที่มีความแตกต่างไปจากทุกภาคแล้ว ยังมีการพัฒนาป่าไม้ พัฒนาอาชีพให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

อีกหนึ่งพระราชดำริที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา นอกจากพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 ที่เกิดขึ้นใน จ.สกลนคร คือ การก่อตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อดำเนินงานในด้านชลประทาน งานศึกษาและพัฒนาเกษตรกรรม งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่ทรุดโทรม งานส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อการประมง งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ งานศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน อนุรักษ์ดิน และน้ำ งานส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน งานส่งเสริมการเกษตรด้วยการนำความรู้มาเผยแพร่ให้แก่เกษตรกร งานศึกษาและพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่างจัดระเบียบชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมไปถึงงานฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร

จากพระราชดำริดังกล่าวศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงทำหน้าที่เสมือนเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” (Living Natural Museum) เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง สาธิต และการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมเป็นระบบบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อขยายผลสู่เกษตรกร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและสามารถพึ่งพาตัวเองได้

จากบ้านพ่อที่สร้างขึ้นภูพาน นำมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่และเป็นต้นแบบในการพัฒนาอีกหลายพื้นที่ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ พร้อมทั้งสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่เยาวชน เพื่อความยั่งยืนสืบต่อไป ถือเป็นบ้านพ่อ ที่สร้างเพื่อลูกๆ โดยถ่องแท้