มือปั้น ‘พระบรมรูปทรงงาน’ ประติมากรรมอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464931

มือปั้น ‘พระบรมรูปทรงงาน’ ประติมากรรมอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ใครที่ได้มีโอกาสเดินทางไปที่สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ระหว่างสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พระประแดง จ.สมุทรปราการ ย่อมต้องเคยเห็นพระบรมรูปทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความสูง 2.3 เมตร ในสูทฉลองพระองค์ และสิ่งของประจำพระองค์ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง ตัดต่อเอง วิทยุสื่อสาร กล้องถ่ายภาพกระชับอยู่ในพระหัตถ์พร้อมทรงฉายภาพ เป็นจริยวัตรที่พสกนิกรต่างรำลึกถึงองค์พระภูมินทร์ พระบรมรูปที่ชื่อว่า “ทรงงาน” ชิ้นนี้เป็นฝีมือของประติมากรหนุ่ม กิตติชัย ตรีรัตน์วิชชา ผู้ซึ่งบอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า งานพระบรมรูปของพระองค์ท่านนั้น ถือเป็นงานที่เป็นมงคลต่อชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้

ประติมากรหนุ่มผู้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมายอย่าง รูปปั้นหลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงปู่เสาร์ ที่นครราชสีมา ประติมากรรมรูปนักกีฬาที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ รูปเหมือนสมเด็จโต พรหมรังสี ที่วัดเกษไชโย อ่างทอง อนุสาวรีย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พระพุทธรัตนมงคลสัมฤทธิ์ที่สิงห์บุรี และอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ชลบุรี

ระหว่างปั้นพระบรมรูปขนาดสามเท่าของพระองค์จริงประดิษฐานบริเวณทุ่งมะขามหย่อง

 

ทว่า แม้จะผ่านงานปั้นและหล่อชิ้นสำคัญที่ล้วนแต่ท้าทายความสามารถมาแล้วมากมาย แต่โอกาสที่จะก้าวเข้าไปทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาง่ายๆ ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก

กิตติชัย เล่าว่า เหตุที่ได้เข้าไปทำงานปั้นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นเริ่มจากที่ได้เข้าไปร่วมงานกับคิง เพาเวอร์ โดยต้องเข้าไปแก้แบบรูปปั้นทรงพระผนวชที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ไม่ทราบว่าจ้างใครปั้นงานต้นแบบที่มีความสูงประมาณ 9 นิ้วชิ้นนั้น ทราบเพียงว่าเป็นต้นแบบที่คิง เพาเวอร์จัดทำขึ้นให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรและมีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างได้

กิตติชัยกับพระบรมรูปทรงพระผนวชผลงานสะสมส่วนตัว

 

กระนั้น เมื่อจะขยายแบบเป็นขนาด 1.2 เท่า ก็ปรากฏว่าแบบที่ขยายนั้นไม่ผ่านการอนุมัติให้จัดสร้าง เพราะฝ่ายจัดสร้างมองว่าไม่เหมือนงานต้นแบบ มีประติมากรสองคนมาทำงานแก้แบบขยายที่ว่า แต่ก็ไม่ผ่าน ในเวลาเดียวกันอาจารย์กิตติชัยได้มีโอกาสติดต่อกับโรงหล่อของ ถวัลย์ เมืองช้าง เจ้าของโรงหล่อ เอเชีย ไฟน์ อาร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะได้รับการทาบทามให้ช่วยแก้งานที่ขยายขนาดไม่ผ่านนั้นให้ และได้ลงมือแก้ให้จนผ่าน งานที่แก้ไขจนผ่านปัจจุบันตั้งอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร คู่กับรูปปั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจและมั่นใจในความสามารถของประติมากรหนุ่มคนนี้จากธวัชชัย ทวีศรี กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ และค่อยๆ พัฒนาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีจนได้รับความไว้วางใจในงานสำคัญชิ้นต่อมา

“กระทั่งวันหนึ่ง ท่านธวัชชัยก็โทรศัพท์ไปหาคุณถวัลย์อีกครั้ง และบอกว่า ในหลวงท่านตรัสว่า ‘น่าจะมีรูปปั้นเราบ้าง’” ประติมากรหนุ่มเล่าวินาทีแห่งความตื่นเต้นขณะนั้น

จากนั้นก็ได้มีการมอบหมายให้ช่างของกรมศิลปากรไปจัดทำภาพสเกตช์ต้นแบบสำหรับเสนอสร้าง แต่ก็ไม่ผ่าน ถวัลย์ จึงเสนอกับธวัชชัยว่า ถ้าอย่างนั้น ลองให้ประติมากรน้อยฝีมือดีคนนี้ลองทำดู จึงมีโอกาสได้เข้าไปทำ

งานต้นแบบพระบรมรูปทรงงานก่อนหล่อเป็นสำริด

 

“ต้นแบบที่ผมเสนอไปเป็นรูปท่านถือกล้อง มีแผนที่ เมื่อท่านธวัชชัยนำภาพสเกตช์ต้นแบบไปให้ในหลวงทอดพระเนตร ท่านตรัสว่า อยากให้ปั้นรูปนี้ ถือว่าภาพสเกตช์ผ่าน ก็เลยได้รับพระบรมราชานุญาตอีกครั้ง …ผมก็ปั้นๆ งานต้นแบบขนาด 60 เซนติเมตรไป โดยไม่รู้เลยว่ารูปที่ปั้นเมื่อแล้วเสร็จจะถูกขยายและนำไปไว้ที่ไหน ก็เลยถามท่านธวัชชัยว่า ท่านตรัสว่าจะไปตั้งที่ไหน ก็ได้คำตอบว่า จะไปตั้งที่คลองลัดโพธิ์ เมื่อได้ยินอย่างนั้น ประกอบกับที่เห็นว่ากำหนดการแล้วเสร็จ เหลือเวลาให้ลงมือทำไม่มาก ผมก็ยิ่งตื่นเต้นใหญ่ ระหว่างที่ปั้นต้องหอบต้นแบบไปให้ท่านธวัชชัยคอมเมนต์และปรับแก้ด้วยตัวเอง”

ต้นแบบที่แก้ไขแต่ละครั้งจะถูกเลขานุการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดว่าตรงไหนต้องปรับแก้แล้วถึงจะถ่ายทอดมาถึงตนเองอีกครั้งว่า ในหลวงท่านพระราชทานคำแนะนำอย่างไร เช่น รายละเอียดสิ่งของประจำพระองค์ ท่านตรัสว่า ต้องมีดินสอตรวจแบบหรือดินสอสีน้ำเงินแดงสำหรับไว้ใช้มาร์คแผนที่ และดินสอธรรมดาซึ่งมีตรงท้ายเป็นยางลบ เป็นสิ่งของที่จะต้องทรงพกไว้ทุกครั้งที่เสด็จฯ ทรงงาน

 

“พระองค์ท่านจะมีแผนที่ที่เตรียมพร้อมแล้วว่าจะเสด็จฯ ตรงไหน จุดไหนที่สำคัญ ส่วนประกอบในการทรงงานอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูปที่เห็นในพระบรมรูป วิทยุสื่อสาร ต้องเป็นรุ่นไหน ท่านโปรดประดับเข็มราชประชานุเคราะห์ที่ฉลองพระองค์ โปรดรองเท้ากันน้ำยี่ห้อพาลาเดียมรุ่นพิเศษหัวเป็นยาง แต่มีหนังหุ้มด้านข้าง นำเข้าจากฝรั่งเศสไว้เสด็จฯ ในพื้นที่ชื้นแฉะ องค์ประกอบทั้งหมดถูกประกอบเป็นส่วนรายละเอียดของพระบรมรูปที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชน” ประติมากรหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

กิตติชัย เล่าอีกว่า กว่าจะสำเร็จต้องมีการปรับแก้งานต้นแบบถึง 6 ครั้ง ก่อนจะนำไปให้ในหลวงทอดพระเนตรเพื่อตัดสินพระทัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้ทราบผลว่าจะทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นำไปขยายเป็นพระบรมรูปที่คลองลัดโพธิ์หรือไม่

พระบรมรูปทรงงาน ซึ่งเป็นงานต้นแบบที่กิตติชัยปั้นไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว

 

“ผมจำได้ว่าวันนั้นท่านธวัชชัยโทรศัพท์มาบอกว่า กำลังจะนำงานต้นแบบไปเข้าเฝ้าฯ ที่โรงพยาบาลศิริราชเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผมเลยโพล่งบอกไปกับท่านธวัชชัยว่า ถ้าต้นแบบผ่าน จะบวชถวายเป็นพระราชกุศลให้พระองค์ท่าน พอพูดไปอย่างนั้น ในเวลาประมาณทุ่มตรงของวันนั้น ท่านธวัชชัยโทรศัพท์มาหาผมอีกครั้ง แล้วถามว่าเรื่องจะบวชถวายถ้าต้นแบบผ่านนั้นจะทำจริงหรือ แล้วก็เล่าอีกว่า พระองค์ท่านพอพระทัยในต้นแบบมาก เลยได้ทูลกับพระองค์อีกว่า ประติมากรบอกว่า ถ้าต้นแบบผ่าน จะบวชถวายเป็นพระราชกุศล แล้วในหลวงก็ตรัสถามว่า ‘เขาจะบวชให้เราหรือ’

จากนั้นกรณีเรื่องบวช ท่านธวัชชัยก็ได้ทำเรื่องไปยังสำนักพระราชวังเพื่อขอพระราชทานผ้าไตร แล้วในหลวงท่านก็โปรดเกล้าฯ มา พอทราบเรื่องอย่างนี้ ผมก็น้ำตาไหลออกมาเลย โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร พอได้กำหนดเวลาบวช ท่านธวัชชัยก็นำผ้าไตรพระราชทานมาให้ที่วัดในวันบวช” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ

มือปั้นประติมากรรมทรงงานเล่าอีกว่า จากนั้นงานขยายแบบและนำไปติดตั้งก็ผ่านพ้นไป แต่รายละเอียดหนึ่งที่ตัวเขาจดจำได้ไม่ลืม คือเล่ากันว่า พระบรมรูปทรงงานความสูง 2.30 เมตร ที่ประดิษฐานบริเวณสวนสุขภาพลัดโพธิ์ ระหว่างสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พระประแดง จ.สมุทรปราการนั้น เคยมีคนเสนอให้สร้างพระบรมรูปองค์ใหญ่สูง 9 เมตร แต่ในหลวงท่านไม่โปรดให้สร้างอะไรใหญ่ๆ ท่านดำริว่า ถ้าจะสร้างองค์ใหญ่ขนาดนั้น นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นดีกว่า สร้างอะไรก็แต่พอเพียง

พระบรมรูปขนาดสามเท่าของพระองค์จริงก่อนนำไปประดิษฐานบริเวณทุ่งมะขามหย่อง

 

ในวันที่ 25 พ.ค. 2555 หลังจากที่ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง พระองค์ทรงมีพระราชดำริอีกครั้งว่า อยากให้มีพระบรมรูปของพระองค์ประดิษฐานยังพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

“หลังการเสด็จฯ ในครั้งนั้นไม่นาน ท่านธวัชชัยก็โทรมาบอกว่ามอบหมายให้ผมปั้นอีกงาน คราวนี้ระบุชัดว่าจะไปประดิษฐานที่ทุ่งมะขามหย่อง ขั้นตอนการทำงานก็คล้ายเดิมคือต้องมีการสเกตช์ปรับแก้ ปั้นงานต้นแบบ แต่รูปแบบครั้งนี้เป็นพระบรมรูปครึ่งพระองค์ ต้องเริ่มจากขนาดครึ่งเท่าของพระองค์จริง ต้นแบบผ่านก็ขยายเป็นเท่าพระองค์ และขยายใหญ่เป็นขนาดสามเท่าของพระองค์จริง”

กิตติชัย เล่าถึงงานอีกชิ้นหนึ่งที่เขาภาคภูมิใจ ซึ่งหมายถึงพระบรมรูปครึ่งพระองค์ซึ่งขณะนี้ประดิษฐานอยู่ที่อนุสรณ์สถานทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระบรมรูปที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554

เมื่อมาถึงช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ประติมากรหนุ่มท่านนี้ก็บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า นับเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลของเขา ที่มีโอกาสได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท งานพระบรมรูปที่ปั้นถวายถือเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต ตัวเขาเป็นเพียงพสกนิกรตัวเล็กๆ ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ วันที่ทราบข่าวว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต รู้สึกใจหายวาบ ทำอะไรไม่ถูก ตัวชาไปหมด เสียใจอย่างที่สุด แต่ก็บอกตัวเองว่า การดำรงชีวิตของตัวเองทุกวันนี้ยังยึดหลักตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และตั้งปณิธานจะปฏิบัติตนเป็นคนดี พร้อมทั้งจะยึดหลักคำสอนของพระองค์ท่านตราบชีวิตจะหาไม่

 

เตือนภัยเด็กไทยเสี่ยงเบาหวานอนุสาวรีย์ฯแหล่งเครื่องดื่มเกินมาตรฐานสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464686

เตือนภัยเด็กไทยเสี่ยงเบาหวานอนุสาวรีย์ฯแหล่งเครื่องดื่มเกินมาตรฐานสูง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ในทุก 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 14 พ.ย.ของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติและองค์การอนามัยโลก จึงกำหนดให้เป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อกระตุ้นเตือนพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ

ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ พบว่าในปี 2558 มีผู้ป่วยเบาหวาน อยู่ที่ 415 ล้านคน โดยทุก 6 วินาทีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน และ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคาดว่าในปี 2588 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าจะมี ผู้ป่วยเบาหวานถึง 642 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 227 ล้านคน

ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ครั้งที่ 5 ระหว่างปี 2557-2558 ด้วยการสุ่มตรวจสุขภาพประชากรไทย 21 จังหวัด  จำนวน 1.94 หมื่นตัวอย่าง พบว่าปัจจุบันมีคนไทยที่ป่วยเป็น เบาหวานถึง 4 ล้านคน

ที่น่าเป็นห่วงคือพบกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัวอีกถึง 7.7 ล้านคน ซึ่งคนในกลุ่มหลังหมายถึง 5-10% ต่อปี จะเป็นเบาหวานหากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานส่วนใหญ่ล้วนมาจาก “พฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต” ทำให้พบแนวโน้มผู้ป่วยโรคเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย

ศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ หัวหน้าโครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย ภายใต้แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคอ้วนซึ่งเป็นที่มาของโรคไม่ติดต่อ (NCD) อันได้แก่ เบาหวาน ความดันมาจากพันธุกรรม ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อมซึ่งหมายถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง น้ำตาลสูง ไขมันสูง บริโภคผักผลไม้น้อย และวิถีการดำเนินชีวิต

จะเห็นได้ว่าปัญหาโรคอ้วนล้วนเกิดจากพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวัน ไม่ควรเกิน 4-8 ช้อนชาต่อวัน สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานระหว่าง 1,600-2,400 กิโลแคลอรี/วัน

ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินกว่าปริมาณ ที่ควรได้รับ 4-7 เท่าตัว โดยข้อมูลที่คำนวณจากรายงานการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ปี 2557 พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยถึง 28 ช้อนชาต่อคนต่อวัน ซึ่งแหล่งที่มาของการบริโภคน้ำตาลล้นความต้องการของร่างกายส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่มนานาชนิด

ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มหวานจากผลการวิจัยบนถนนสายเศรษฐกิจ บริเวณมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท ถนนราชวิถีรอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและถนนสีลม โดยโครงการเด็กไทยดูดีมีพลานามัย เพื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม 1 แก้ว ปริมาณ 250 มล. จากตัวอย่างร้านค้า 62 ร้านค้า โดยเก็บตัวอย่างเมนูยอดนิยม 1 ใน 5 อันดับ และเครื่องดื่มที่มาจากร้านที่ให้ความร่วมมือในการวิจัย รวม 270 ตัวอย่าง พบว่าเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.แดงโซดา ปริมาณน้ำตาล 15.5 ช้อนชา 2. โอวัลติน 13.3 ช้อนชา 3.ชามะนาว 12.6 ช้อนชา 4.ชาดำเย็น 12.5 ช้อนชา และ 5.นมเย็น 12.3 ช้อนชา

สำหรับชาเย็น กาแฟเย็น ชาเขียวเย็นมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย 11 ช้อนชา และโกโก้มีปริมาณน้ำตาล 10.8 ช้อนชา โดยเครื่องดื่มบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดรองลงมา คือวิทยาเขตพญาไทและถนนสีลม ตามลำดับ ซึ่งมาจากความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความนิยมของบุคคล

ศ.พญ.ชุติมา กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าองค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรบริโภคน้ำตาลจากอาหารทุกชนิดเกิน 6 ช้อนชา/วัน แต่จากผลการสำรวจปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มย่านการค้าและใจกลางเมืองกลับพบว่าเพียงบริโภคเครื่องดื่มหวาน 1 แก้ว (250 มล.) ก็มีปริมาณน้ำตาล ที่เกินความต้องการที่ร่างกายควรได้รับ ในแต่ละวัน

นอกจากนี้จากเดิมที่คาดว่า เครื่องดื่มประเภทขุ่นที่มีส่วนผสม ของนม นมข้นหวาน หรือครีมเทียม จะมีปริมาณน้ำตาลมากกว่า แต่กลับ พบว่าเครื่องดื่มประเภทใสกลับมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า ซึ่งอาจเนื่องจากชามะนาวที่รสเปรี้ยวของมะนาว ทำให้ต้องใส่มะนาวเพิ่มความหวานมากขึ้น

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม  ผู้จัดการโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สสส. ชี้ว่าพฤติกรรมการบริโภค เครื่องดื่มหวานบนถนนสายเศรษฐกิจสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนวัยทำงาน และนักศึกษา ซึ่งถือเป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศเพราะเป็นกลุ่มผลิตภาพหลักในการสร้างรายได้ของประเทศ จึงเป็นตัวชี้วัดถึงสัญญาณอันตรายโดยไม่รู้ตัว เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารอาหารน้อย มีแต่น้ำตาลและไขมันในปริมาณสูง ซึ่งเป็นรากของปัญหา NCD ทั้งเบาหวาน ความดัน หากไม่ทำความเข้าใจกับกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน เราจะได้คนในประเทศที่มีปัญหาสุขภาพ ในระยะยาว

ทั้งนี้ ผลการศึกษายังพบว่าโดย เฉลี่ยแล้วปริมาณเครื่องดื่มหวานเพียง 1 แก้ว จะมีปริมาณน้ำตาลที่มากกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ ซึ่งการ ดื่มน้ำหวานจะดูดซึมได้เร็วมากกว่าการ กินอาหารหรือขนม เพราะเหมือนเป็นการกระหน่ำน้ำตาลในร่างกายทำให้ตับอ่อนทำงานอย่างหนักด้วยการผลิตอินซูลินเข้ามาจัดการเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือด คนจึงเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้น

ทพญ.ปิยะดา กล่าวว่า การปรับพฤติกรรมการบริโภคไม่สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แผนงานอาหารเพื่อ สุขภาวะ สสส. จึงได้ทำงานร่วมกับกลุ่มองค์กร โรงเรียน และสถาบันอุดมศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งอาหารว่างสุขภาพในองค์กรภาครัฐและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสร้างค่านิยมและความเคยชินในองค์กร การสนับสนุนให้มี โรงอาหารทางเลือกให้มีเครื่องดื่มชงลดความหวาน นอกจากนี้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาได้เพิ่มมาตรการขนมเพื่อลดภาวะอ้วน เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าสามารถทำได้ในทางปฏิบัติซึ่งจะส่งผลต่อการปรับพฤติกรรมไปในตัว

 

บทเรียนศึกษากรณี ‘ดารา’ บันดาลโทสะบนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464261

บทเรียนศึกษากรณี 'ดารา' บันดาลโทสะบนท้องถนน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

3 หมัดที่ “น็อต” หรือ อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล ดาราและพิธีกรมีชื่อในสังคม ประเคนเข้าใบหน้า กิตติศักดิ์ สิงโต พนักงานสรรพากรพื้นที่ตลิ่งชัน บวกกับหนึ่งวลีเด็ดที่สังคมไทยต้องจดจำ “กราบรถกู” ทั้งหมดถูกบันทึกเอาไว้ กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วและกว้างไกลออกไปในทันที

ในแง่มุมของกฎหมาย การใช้กำลัง ขู่เข็ญ บังคับขืนใจ อาจเป็นความผิดที่ไม่อาจจะยอมความกันได้ อนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความด้านกฎหมายอาญา วิพากษ์เรื่องดังกล่าวในแง่มุมของกฎหมายว่า เรื่องนี้จะต้องแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.สำหรับ กิตติศักดิ์ ซึ่งเป็นคู่กรณีของดารา ถ้าพฤติกรรมขับรถไปชนเองจะเป็นความผิดฐานประมาท ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หลบหนีไม่แจ้งเหตุ แต่ถ้าเป็นเพราะตามคำกล่าวอ้างว่า มีรถแท็กซี่มาชนรถจักรยานยนต์ของกิตติศักดิ์ก่อน จึงไถลไปชนรถมินิคูเปอร์ ตรงนี้ถือว่าไม่ได้ประมาท และยังขับรถกลับมาเพื่อดูคู่กรณีในความเสียหาย เขาไม่ได้มีเจตนาหลบหนี

ขณะเดียวกัน ในส่วนของน็อต ดาราชื่อดัง จะเป็นความผิดทั้งคดีอาญาและความผิดลหุโทษ คดีอาญาที่ยอมความไม่ได้ คือ มาตรา 309 ที่บังคับข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดอันไม่ยินยอม และส่งผลต่อเสรีภาพความอับอาย ความผิดตรงนี้คือจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท

อนันต์ชัย อธิบายต่อว่า ส่วนความผิดลหุโทษ มาตรา 392 คือ ทำให้ผู้อื่นกลัว รังแก ให้เกิดความอับอายต่อสาธารณะ ความผิดนี้ก็จำคุก 1 เดือน และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

“ยังมีข้อหาทำร้ายร่างกายเข้ามาด้วยอีก หากผลชันสูตรแพทย์ออกมาว่าเป็นการทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งผมเองมองว่าน่าจะสาหัส เพราะถึงกับดั้งจมูกหัก อย่างน้อยต้องรักษาตัวไม่ต่ำกว่า 20 วัน ใบหน้าอาจเสียโฉมด้วย และคดีนี้ไม่อาจยอมความกันได้”

อนันต์ชัย สำทับว่า สิ่งที่บอกกล่าวออกไปในฐานะของนักกฎหมายเท่านั้น จะผิดหรือถูกต้องไปตัดสินกันที่ชั้นศาลความร้อนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนท้องถนนเมืองไทยก็น่าสนใจ แม้บ่อยครั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแจ้งเตือนไปยังผู้ขับขี่ของเมืองกรุงให้ “ใจเย็น” แต่สำหรับบางคนแล้ว ความใจเย็นย่อมไม่สามารถกระทำได้

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสง เอกผู้บังคับการตำรวจจราจร ชี้แนะว่า พึงระลึกเสมอว่า เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย หรือเมื่อมือไปจับที่คันเร่ง ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ทั้งอุบัติเหตุ หรือปัญหารถติดที่จะทำให้อารมณ์ขุ่นมัว จุดนี้หากเรามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเจอกับปัญหา มันก็จะให้ความรู้สึกว่าเป็นปกติเมื่อเจอกับเหตุการณ์จริงแต่หากตราบใดที่คิดว่าเรื่องพรรค์นี้ไม่ควรจะเกิด อารมณ์ที่ฝังไว้เช่นนี้จะนำไปสู่ความรุนแรง และเรื่องวุ่นวายก็จะตามมา

พล.ต.ต.จิรสันต์ เสริมว่า ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดแล้ว อุบัติเหตุจราจรไม่ใช่เรื่องของเจตนา เพราะทุกคนไม่มีใครอยากจะให้เกิด มันทั้งเสียเวลา ทรัพย์สิน และอารมณ์ เมื่อเราคิดได้อย่างนี้ เมื่อเกิดเหตุจะได้รับรู้ว่าไม่ใช่ความตั้งใจ มันคืออุบัติเหตุจริงๆ

“และท้ายสุดที่สำคัญ คือ ยึดหลักพระพุทธศาสนา อย่าเอาจิตไปผูกกับทรัพย์สิน หรือรถยนต์ของเรา เพราะนั่นจะทำให้รถยนต์เป็นนายเราทันที ควรคิดว่าเป็นสิ่งของที่บุบสลายได้ ซ่อมแซมได้ เมื่อเกิดเหตุมันเป็นเรื่องธรรมดา อารมณ์ต่างหากที่สำคัญ เพราะพลั้งเผลอทำอะไรลงไปรุนแรง ด้วยความคลั่ง ผลที่ตามมามันจะแก้ไขไม่ได้อีก” พล.ต.ต.จิรสันต์ ทิ้งท้ายในแง่คิด

วันเดียวกัน  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีใครชอบความรุนแรง และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น ทุกคนต้องมีความยับยั้งชั่งใจ และต้องดูที่เจตนาก่อน ซึ่งทุกอย่างก็มีกฎหมายอยู่แล้ว และต้องถูกดำเนินคดีต่อไป จึงขอให้ระมัดระวังอย่าให้เกิดขึ้นอีก

“ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นหลายครั้ง อาทิ เหตุที่ด่านเก็บเงินบริเวณทางด่วน และกรณีนี้ที่เกิดกลางถนน ซึ่งตนเกรงว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี จึงต้องเตือนไว้ก่อน โดยขอให้ใช้มาตรการทางกฎหมาย ขณะเดียวกันสังคมก็มีการลงโทษแล้ว ตนไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งอีก ทุกคนจึงต้องมีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน และเห็นใจคนอื่นบ้าง โมโหกันไปมาไม่เกิดประโยชน์” นายกฯ กล่าว

คนดังอาละวาด

1.ชานน มกรมณี หรือ แพทริค อายุ 18 ปี อดีตดาราเด็กชื่อดัง หลังดื่มสุราจนมึนเมาไม่ได้สติ แล้วเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งยังที่หมาย แต่เนื่องจากเจ้าตัวมีอาการเมาทำให้มีปัญหากับแท็กซี่ที่นั่งมา จนแท็กซี่ต้องขับไปที่ด่านตรวจ บริเวณถนนรามอินทราอาจณรงค์ ขาออก ก่อนถึงพระราม 9 เหตุเกิดเมื่อปี 2257

2.เมธัส สวนศรี หรือ “เก่ง  เมธัส” อดีตดารา-นายแบบชื่อดัง ที่มีพฤติกรรมบนท้องถนนเช่นกัน โดยปี 2555 เมาสุราซิ่งรถยนต์มินิคูเปอร์ สีแดง ฝ่าด่านตรวจแอลกอฮอล์ ที่ จ.นนทบุรี และปี 2558 ขับรถยนต์หรูยี่ห้อ แลมโบร์กินี ด้วยความเร็วสูงพุ่งชนรถยนต์บนทางด่วน

3.สรณัฐ มัสยวานิช หรือเบียร์ อดีตดาราและนายแบบ ก่อเหตุเมาสุราอาละวาด ชักปืนปลอมจี้ รปภ.โรงแรมชื่อดังที่หัวหิน ก่อนชกต่อยกันและเบียร์ขับรถชนรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ในโรงเรมเสียหายอีกกว่า 20 คัน

4.อรรถชัย อนันตเมฆ หรือโด่ง ดารารุ่นใหญ่ เมาสุราขับรถ เมื่อเจอด่านตรวจได้ด่าทอเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง พร้อมกับทิ้งเพื่อนสาวไว้ที่ด่านตรวจ ก่อนขับรถหนี แต่สุดท้ายตำรวจตามจับกุมได้

 

ประธานาธิบดีใหม่สหรัฐกุมชะตาอนาคตไทย-อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464070

ประธานาธิบดีใหม่สหรัฐกุมชะตาอนาคตไทย-อาเซียน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสมาคม  อเมริกันศึกษาแห่งประเทศไทย  ได้จัดเสวนาการเลือกตั้ง  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2016 หัวข้อ “โค้งสุดท้ายสู่ทำเนียบขาว : ผลกระทบต่ออาเซียนและไทย” ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า ถ้าใครมาทั้ง ฮิลลารี คลินตัน หรือโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กีดกันการค้ามากขึ้น ซึ่งนโยบายต่ออาเซียนและไทยของคลินตันวิเคราะห์ได้ไม่ยาก คือ สานต่อนโยบายของ บารัก โอบามา และให้ความสำคัญอาเซียนเพื่อสกัดกั้นจีนมากขึ้น จึงไม่น่าตกใจต่อโลกและอาเซียน

สำหรับทรัมป์ น่าสนใจมากและน่าคิดต่อผลกระทบของนโยบาย เนื่องด้วยนโยบายอนุรักษนิยม ขวาจัด ชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งนโยบายนี้ไม่น่าจะมีในการเลือกตั้งสหรัฐ ถามว่าเคยเกิดขึ้นหรือไม่ ก็คงเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาติในแถบยุโรปรับ Neo-Nazi, Neo-Fascist แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก

การกำหนดนโยบายตามแนวความคิดของทรัมป์ เริ่มจากมองความตกต่าของสหรัฐหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ คนตกงาน การศึกษา ประกันสุขภาพ สังคม อาชญากรรม สังคม และปัญหาต่างๆ มากมาย ต่างจากอดีต สหรัฐมีอเมริกันดรีม คือ ใครไปแล้วขยันรวยแน่ โอกาสเปิดให้ทุกคน ถามว่าตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว

“คนยุคใหม่ย่อมต้องดีกว่ารุ่นเก่า ลูกต้องดีกว่าพ่อ แต่ตอนนี้ลูกไม่ดีกว่าพ่อแล้ว คนอเมริกันตอนนี้กำลังโกรธ บทบาทโลกก็ตก ล้มเหลว แก้ปัญหาก่อการร้ายไม่ได้ จีนเอาไม่อยู่ รัสเซียก้าวร้าว ทรัมป์ให้สาเหตุความเสื่อมอเมริกา คือ ข้างนอก มาจากการเปิดประตูประเทศ เอฟทีเอ บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตจนคนตกงาน”

ทั้งนี้ ทรัมป์มองจีนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้สินค้าสหรัฐตกต่ำ เพราะราคาสินค้าถูก ค่าเงินหยวนต่ำกว่า 40% อีกทั้งสหรัฐใช้งบประมาณจ่ายค่าทหาร นาโต้ ญี่ปุ่น เกาหลี เพื่อป้องกันประเทศเกินตัว เพราะพันธมิตรเอาเปรียบให้สหรัฐจ่ายฝ่ายเดียว จึงเป็นสาเหตุสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีแรงงานเถื่อนเข้าประเทศมาแย่งงานคนอเมริกัน นโยบายนี้จึงโดนใจคนส่วนใหญ่ เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ คือสาเหตุและจะแก้ก็ต้องทำ แบบทรัมป์ ดังนั้น ถ้าเป็นประธานาธิบดี จึงต้องมาดูว่ามีนโยบายกับอาเซียนอย่างไร แต่โดยรวมนโยบายยังมีความขัดแย้งกันอยู่หลายเรื่อง

ขณะที่ วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องสนใจการเลือกตั้งสหรัฐเพราะถ้าดูสถิติสหรัฐเป็นตลาดส่งออกของไทย และบริษัทสหรัฐมาลงทุนในไทยอันดับสาม และถ้ามีการเปลี่ยนผู้นำ นโยบายย่อมมีการเปลี่ยน และกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

แต่ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ โลกไม่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าทรัมป์ได้มาเปลี่ยนบางอย่างในสหรัฐ เนื่องด้วยระบบดำเนินการปัจจุบันไม่สะท้อนผลประโยชน์ต่อคนอเมริกันชั้นกลาง เพราะคนระดับบน 20% มีทรัพย์สินมาก ส่วนคนชั้นกลางมีมหาศาล แต่กลับยังตกงาน ไม่ได้รับเงินเดือนเพิ่ม รวมถึงประกันสังคม

“คนถามว่าทำไมทรัมป์พูดจาประหลาดสร้างกำแพง แต่ทำไมคนสนับสนุน เพราะสะท้อนความเป็นจริงบางอย่างในสหรัฐ แต่ไม่ว่าฮิลลารีจะสนับสนุนการค้าเสรี แต่เขาก็เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งข้อดี ฮิลลารี เปลี่ยนทิศทางแต่ไม่ยกเลิก แต่ถ้าทรัมป์จะกลับไปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ไม่อยากยุ่งกับโลกเท่าไหร่”

อย่างไรก็ดี วันที่ 8 พ.ย. จะเป็นการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งคะแนนตอนนี้ฮิลลารียังมีคะแนนนำทรัมป์ หลังเอฟบีไอออกมาให้ข่าวเรื่องอีเมล ดังนั้น เหตุการณ์จะเปลี่ยนไป กรณีทรัมป์จะชนะเลือกตั้งได้ต้องเปลี่ยน 2 รัฐสวิงสเตจ และฐานเสียงที่ไม่เปลี่ยนใน 8 มลรัฐ จึงจะเป็นประธานาธิบดีได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งสหรัฐจะมีผลอย่างไรกับเศรษฐกิจนั้น คนชนะมีหนึ่งเดียวระหว่างทรัมป์กับฮิลลารี แต่คนอเมริกันพ่ายแพ้ทั้งชาติ เนื่องด้วยผลสำรวจคนเลือกทรัมป์เพราะไม่ชอบฮิลลารี ส่วนคนเลือกฮิลลารีเพราะไม่ชอบทรัมป์ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงชัดแม้ใน อเมริกาเอง

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจทั้งสองคนมีความแตกต่างและความเหมือน นโยบายการคลังสองคนมีความแตกต่างความเหลื่อมล้ำ ทรัมป์ต้องการให้ภาษีบุคคลธรรมดาต่ำลงทุกระดับชั้น ประการที่สอง ภาษีนิติบุคคล ลดจากสูงที่สุด 35% เหลือ 15% ซึ่งมีนัยสำคัญ เพราะถ้าคงเดิมเป็นการผลักภาระให้ผู้ประกอบการ แต่ถ้าลด การจ้างงานมากขึ้น รวมถึงขึ้นค่าจ้าง จึงเป็นนโยบายให้คนเทคะแนน

สำหรับฮิลลารีคนรวยจ่ายภาษีสูงขึ้นเพื่อนำเงินไปดูแลนโยบายการ คลัง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกัน ทรัมป์กับฮิลลารี คือ เพิ่มหนี้สาธารณะต่อประเทศ และอีกมิติการค้าระหว่างประเทศทั้งคู่พยายามใช้ในประเทศ ไม่ดูต่างประเทศ แต่ฮิลลารีอาจทบทวนในเรื่อง TPP ซึ่งไทยไม่ได้ร่วม

“มิติตรงนั้นจะมีการเจรจาเพิ่มประโยชน์สหรัฐมากขึ้นหรือไม่ แต่ทรัมป์สุดโต่งไม่เอา TPP และโจมตีนโยบายการค้าของจีน ทำให้การค้าระหว่างโลกมีความเสี่ยง แต่มองกลับมาบ้านเรา ไทยพึ่งสหรัฐมากและจีนมีบทบาท มากขึ้น ดังนั้น ไม่ใช่แค่มองสหรัฐ ทางตรงการส่งออกไทย สหรัฐมีผล กระทบบ้างแต่ไม่มาก เราห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น”

แต่ที่ห่วงทางอ้อมมีลักษณะกีดกันการค้า และทางอ้อมถ้าอาเซียนชะลอตัว การส่งออกปีหน้าอาจติดลบ อาจฆ่าตัวตายได้ เพราะสหรัฐพึ่งเราและจีนมากในการนำเข้า ถ้ากีดกันการค้า สินค้าในประเทศพุ่งสูง และกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ที่กระทบแน่ๆ คงเป็นประเทศที่แข่งกับสหรัฐ

ด้าน วิวัฒน์ มุ่งการดี อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า โอกาสที่ ฮิลลารีจะชนะมีมาก 80% เพราะถ้านับคะแนนแล้ววันนี้มี 268 เสียง ส่วนทรัมป์ 204 เสียง ทรัมป์มีนโยบายเรียกบริษัทสหรัฐที่ไปลงทุนต่างชาติให้กลับมาลงทุนในสหรัฐ เพื่อให้คนมีงานทำ พร้อมลดภาษีให้กับบริษัท เพื่อดึงเงินกลับด้วยขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ฮิลลารีอาจขึ้นไม่มากเพราะเมื่อดอกเบี้ยสูงคนไหลเข้าสหรัฐ โดยเฉพาะผู้อพยพมาแย่งงานคนอเมริกัน ขณะที่เรื่องการทหารทรัมป์ต้องการให้มิตรประเทศออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งทรัมป์ไม่เข้าใจเรื่องนี้เพราะนั่นคือผลประโยชน์สหรัฐ เพื่อไม่ให้ประเทศมหาอำนาจขยายตัว และที่มีฐานทัพข้างนอก เวลาเกิดการปะทะก็ไกลบ้าน

 

1.2หมื่นคนนักล่าของแจกสนามหลวง แบ่งหน้าที่เวียนเทียน เฝ้าถุง ส่งเด็กนำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464056

1.2หมื่นคนนักล่าของแจกสนามหลวง แบ่งหน้าที่เวียนเทียน เฝ้าถุง ส่งเด็กนำร่อง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เกือบ 3 สัปดาห์ที่สายธารน้ำใจจำนวนมากจากหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนไหลมารวมตัวกันอยู่ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อนำอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของ และบริการต่างๆ มาแจกจ่ายให้กับประชาชน ที่เดินทางมาแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทว่าอีกมุมหนึ่งกลับมีบุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสออกตระเวนนำถุง หรือกระเป๋าขนาดใหญ่มารับของแจกจำนวนมาก อย่างที่พบว่าบางคนทำเป็นขบวนการเพื่อนำของไปขายต่อ

ก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) สรุปปัญหาการดูแลพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวังและสนามหลวง ขณะนี้คือมีคนเร่ร่อนเข้ามาตุนอาหารวันละประมาณ 1.2 หมื่นคน

ปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การขอความร่วมมือกับทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  รวมถึงการจัดเวลาแจกจ่ายอาหารใหม่เป็นรอบๆ พร้อมทั้งแยกกลุ่มจิตอาสา ส่วนมาตรการสแกนบุคคลเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะสแกนบุคคลด้วยสายตา และมีกล้องวงจรปิดจับภาพตลอด หากพบความผิดปกติ เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการทันที

พรทิพา หรือตระกูล อายุ 40 ปีเจ้าหน้าที่จิตอาสาประจำเต็นท์แจกลองกอง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ  ในนามหน่วยงานสานพลังประชารัฐ เล่าว่าพฤติกรรมคนกลุ่มนี้จะมาแบบครอบครัว บางครั้งมาเพียง 1-2 คน แต่จะมาทุกวัน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักรู้ช่วงเวลาที่เต็นท์จะเริ่มแจกของ(10.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น.) แต่ช่วงหลังเมื่อมีการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น คนกลุ่มนี้ก็เปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่เวียนรับของวนทุกรอบเหลือเพียงวันละหนึ่งรอบ แต่ก็ยังมาทุกวัน

“บุคคลกลุ่มนี้ปะปนกับประชาชนทั่วไปที่มารับ ซึ่งจะเป็นกลุ่มหน้าเดิมทุกวัน พฤติกรรมส่วนใหญ่จะให้เด็กวิ่งเข้ามารับก่อน จากนั้นคนที่พามาจะตามมารับซ้ำ ซึ่งพักหลังเมื่อเจ้าหน้าที่ขอความรวมมือและตรวจสอบ เพื่อให้ของที่นำมาแจกทั่วถึง ประกอบกับประชาชนทั่วไปคอยตักเตือน คนกลุ่มนี้จึงลดเหลือเพียงวันละรอบเท่านั้น”

พรทิพา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ว่าคนกลุ่มนี้มารับทุกวันแต่ก็ให้ แต่อาจแจกเพียงวันละรอบเท่านั้น เพื่อต้องการให้ประชาชนคนอื่นได้รับบ้าง อย่าง “ลองกอง” ที่โครงการสานประชารัฐนำมา เป็นผลไม้ที่คนนิยมเวียนมารับหลายรอบเพราะสามารถเก็บหรือไปจำหน่ายต่อได้ รับซื้อจากเกษตรกร จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จะนำมาแจกทุกวัน วันละ 2,000 กิโลกรัม โดยการแจกแต่ละรอบละประมาณ 600 กิโลกรัม เริ่มแจกตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ต.ค. และจะมีไปจนถึงวันที่ 4 พ.ย.นี้ น้ำหนักรวมลองกองที่นำมาแจกตลอดโครงการตั้งไว้ที่ 4 หมื่นกิโลกรัม

อีกเสียงจาก ชัชชัย กาญจนอุดม อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่จิตอาสาแจกของประจำเต็นท์ บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง เล่าว่า บริษัทได้เข้ามาตั้งโรงทานตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ต.ค. และจะมีไปจนครบ 100 วัน ซึ่งกิจกรรมภายในเต็นท์แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ แจกลูกชิ้นและอาหารทอดวันละ500 กิโลกรัม ขณะที่อีกส่วนแจกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัท เช่นชาขาว ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลังเกลือแร่ โดยจะเปิดแจกทุก 2 ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น.

ชัชชัย เล่าว่า บุคคลที่มีวนรับของแจกในพื้นที่จะมีทั้งแบบกลุ่มและมาคนเดียว แต่ก็มีเข้ามาทุกวันโดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่มีองค์กรต่างๆ นำของมาแจก สำหรับวิธีการป้องกันเพื่อให้สามารถแจกของได้ทั่วถึง เจ้าหน้าที่จะจดจำรูปร่างหน้าตา และเฝ้าดูว่าถ้ามีการวนมารับเกิน 4 ครั้งขึ้นไปหรือไม่ ถ้าพบจะบอกล่าวตักเตือน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าคนปกติรับเพียง 2-3 รอบน่าจะเพียงพอต่อการรับประทานในแต่ละวันแล้ว

“คนกลุ่มนี้จะมาทุกวันและพบมากช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะมากันหลายคน โดยแบ่งหน้าที่กัน คือ คนหนึ่งยืนเฝ้าถุง ขณะที่คนอื่นจะเวียนไปรับของตามเต็นท์ นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้มักใช้เด็กเป็นหลักในการเข้าไปขอก่อน หรือมีการเปลี่ยนเสื้อเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องจดจำรูปร่างลักษณะหน้าตา เมื่อพบเห็นซ้ำจะขอความร่วมมือตักเตือนอย่างสุภาพ แต่อีกวันคนกลุ่มนี้ก็กลับมาใหม่”

ธิติมา มณีไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัท การบินไทย  เล่าว่า จุดนี้ทางบริษัทได้นำสิ่งของ อาทิ ขนมการบินไทยมาแจกวันละ 6,000 ชิ้น น้ำผลไม้ 5,000 ถ้วย น้ำดื่ม 5,000 ขวด และผ้าเย็น 1 หมื่นผืน นำมาแจกกับประชาชนทุกวัน ซึ่งขนมกับน้ำผลไม้จะหมดก่อนเป็นประจำ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ภายในเต็นท์จึงต้องจัดการแจกเป็นรอบๆ แต่ถ้าเป็นน้ำดื่มปกติจะมีให้ตลอดทั้งวัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมองค์กรฯ การบินไทย อธิบายว่าการป้องกันบุคคลที่วนเวียนมารับของเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประจำจุดจะคอยสังเกตพฤติกรรมบุคคลที่เข้ามาเพื่อป้องกันในชั้นหนึ่ง แต่เท่าที่สังเกตส่วนใหญ่ผู้ที่มารับสิ่งจุดนี้ส่วนใหญ่จะเปิดรับประทานน้ำและขนมทันทีหลังรับไปแล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ถือติดมือกลับไป จากที่สังเกตยังไม่พบว่ามีบุคคลที่ถือถุงขนาดใหญ่เข้ามารับของ

ด้าน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.รอง ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คอยติดตามตรวจสอบ ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่สามารถรอดสายตาไปได้ แต่ถ้าพบพฤติกรรมเข้าข่าย เบื้องต้นเจ้าหน้าจะปฏิบัติเหมือนกับคนไทยทั่วไป คือ บอกกล่าวตักเตือนปรับทัศนคติก่อน

พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวว่า ทุกคนที่เข้ามาในสนามหลวงเป็นคนไทยด้วยกัน และมาด้วยความศรัทธาที่ต้องการมาแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงคิดว่าทุกคนน่าจะมาทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน แต่ถ้าเมื่อว่ากล่าวตักเตือนแล้ว พูดคุยไม่รู้เรื่องเมื่อไหร่ อาจมีมาตรการทางกฎหมายหมายตามมา ซึ่งกรณีนี้เข้าข่ายกฎหมายที่เกี่ยวกับการกักตุนอาหาร แต่ถึงอย่างไรเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่อยากดำเนินการถึงขั้นตอนนั้น

 

ซื้อขายตำแหน่งประหารชีวิต ยาแรงปราบทุจริตต้นน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463911

ซื้อขายตำแหน่งประหารชีวิต ยาแรงปราบทุจริตต้นน้ำ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมกำหนดโทษประหารชีวิตไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อเป็นบทลงโทษสูงสุดสำหรับบุคคลที่ซื้อขายตำแหน่งในทางการเมือง

“หลักการที่ กรธ.วางไว้คือ จะมีโทษเหมือนการทุจริตที่มีโทษถึงประหารชีวิต และเรากำลังคิดว่าจะมีโทษที่เบาว่า อาทิ จำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่การประหารชีวิตทางการเมือง เพราะเรื่องนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับเหตุผลและพฤติการณ์ที่เป็นความผิด เพราะโทษการประหารชีวิตถือเป็นบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังไม่ใช่ข้อสรุป หากคิดว่าแรงไปก็อาจมีการปรับได้” เป็นท่าทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

ทั้งนี้ หากพลิกไปดูกฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันจะพบว่ามีการกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นกัน

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 มาตรา 123/2 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต”

มาตรา 149 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต”

แม้โทษประหารชีวิตสำหรับการทุจริตจะมีการบัญญัติไว้ในกฎหมายอยู่แล้วทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประมวลกฎหมายอาญา แต่บทกำหนดโทษที่จะลงโทษได้นั้นจำกัดเฉพาะกรณีการรับสินบนเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งแต่อย่างใด

สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า ตลอด 20 ปีผ่านมาประเทศไทยมีค่าดัชนีความโปร่งใสไม่ดีมากนัก แม้ว่าประเทศจะมีองค์กรปราบปรามการทุจริตมากมาย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  ดังนั้น การที่ กรธ.พยายามดำเนินการในเรื่องการกำหนดโทษประหารชีวิต เข้าใจว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสด้วย

“การซื้อขายตำแหน่งถือเป็นพฤติการณ์ที่ชัดเจนแล้วว่ามีเจตนาที่ต้องการเข้ามาโกงและสร้างความเสียหาย เป็นการแสวงหาอำนาจเพื่อมากระทำทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงเป็นเรื่องสมควรที่จะกำหนดโทษประหารชีวิตไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งและป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้น” สมบัติ เสนอความคิดเห็น

นอกจากนี้ อดีตอธิการบดีนิด้า ยังเสนออีกว่า อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษประหารชีวิตเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งควรครอบคลุมไปถึงตำแหน่งในทางราชการระดับสูงด้วยนอกเหนือไปจากตำแหน่งในทางการเมือง เพราะตำแหน่งทางราชการถือเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ด้าน วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. วิเคราะห์ว่า โทษประหารชีวิตเพื่อการปราบทุจริตเป็นมาตรการที่มีในกฎหมายอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของ ป.ป.ช. หรือประมวลกฎหมายอาญา เพียงแต่จะครอบคลุมแค่การเรียกหรือรับสินบนเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในทางการเมืองเป็นกรณีเฉพาะ

วิชา กล่าวว่า ถ้านับเฉพาะกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน การซื้อขายตำแหน่งจะดำเนินการเอาผิดนั้นก็ต้องกระทำผ่านบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยเป็นบทกฎหมายทั่วไปที่สามารถดำเนินการกับการทุจริตในทุกกรณี

“ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็เคยดำเนินการไต่สวนเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีปัญหาอยู่พอสมควร เช่น การหาพยานหลักฐานทั้งเอกสารและบุคคล เป็นต้น ดังนั้น หากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จคงต้องอาศัยการสร้างกลไกคุ้มครองพยานเพื่อให้มีหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการเอาผิดในระยะยาว”วิชา สรุป

 

“รอยล จิตรดอน”สร้างชุมชนต้นแบบจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463755

"รอยล จิตรดอน"สร้างชุมชนต้นแบบจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

“พระองค์ทรงเข้าใจประชาชนและประเทศของพระองค์” เป็นคำกล่าวจากผู้ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ในการสร้างสรรค์โครงการในพระราชดำริ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับการบริหารจัดการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร

“สสนก.มีพันธกิจหลัก คือ วิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและการเกษตร เพื่อบริการและเผยแพร่ผลงานวิจัยพัฒนา และสารสนเทศ เพื่อให้องค์การต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ ทั้งสร้างเครือข่ายงานวิจัยและพัฒนา ความร่วมมือ ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ซึ่งจะพัฒนาชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่ชุมชนอื่น”
รอยล ระบุ

 

รอยล มีโอกาสเข้าไปถวายงานและตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลายหน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี หรือกระทั่งถวายงานข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ เมื่อครั้งประทับอยู่ที่วังไกลกังวล รวมทั้งเมื่อเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ทั้งที่ควรจะเป็นช่วงการพักผ่อนพระวรกาย แต่พระองค์ก็ยังทรงงานตลอด

“แม้ในช่วงที่ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตลอดหลายปี พระองค์มีรับสั่งให้ทาง สสนก.นำระบบ Weather 901 ไปติดตั้งให้ถึงห้องทรงงานส่วนพระองค์ และก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะทำงานของ สสนก. เข้าเฝ้าถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งพระราชทานแนวทางป้องกัน เนื่องจากจะมีน้ำมากอาจเกิดความเสียหายได้ พระองค์มีพระราชดำริให้รวบรวมและเเลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาพอากาศทั้งด้านน้ำ ฝน พายุ ซึ่ง สสนก.ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า Weather 901 เพื่อส่งข้อมูลสภาพภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศ ไปทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทอดพระเนตรด้วยระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ทรงติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ ปริมาณฝน และทิศทางลมได้โดยตรง ซึ่งติดตั้งเมื่อปี 2545 โดยพระองค์ทรงใช้ข้อมูลเหล่านี้ส่งไปยังรัฐบาลและกรมชลประทาน เพื่อเตรียมการวางแผนรับมือช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที” รอยล เล่าถึงพระอัจฉริยภาพ ทฤษฎี ”ในหลวง” กับการจัดการน้ำชุมชน

สำหรับชุมชนคลองลัดมะยมเป็น 1 ใน 60 ชุมชนต้นแบบ ใน 603 ชุมชน ที่เข้าร่วมตามแนวโครงการพระราชดำริ เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำ สู่ปีที่ 12 โดย 12 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ตระหนักถึงการพัฒนาแหล่งน้ำร่วมกันในชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้ ประสบปัญหาภาวะน้ำเน่าเสีย จากการปล่อยน้ำทิ้งของครัวเรือน และการเติบโตของผักตบชวา ซึ่งได้เริ่มต้นจากการปรับแนวคิด สร้างจิตสำนึกแก่คนในชุมชน ลดการทิ้งของเสียลงแม่น้ำ มีการติดตั้งถังบำบัดน้ำเสียแยกไขมันออกจากน้ำ อีกทั้งนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ย และเพิ่มมูลค่า

ในขณะนี้ได้ติดตั้งกังหันตีน้ำ จำนวน 8 ชุด ตามเส้นทางคลองลัดมะยม ระยะทาง 1,200 เมตร เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน โดยเป็นการสร้างสรรค์คิดค้นจากคนในชุมชน เสนอต่อ สสนก. ซึ่งใช้ต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี ถือว่าเป็นชุมชนต้นแบบในการบำบัดน้ำแก่ชุมชนใกล้เคียง

 

ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยการพัฒนาชุมชนคลองลัดมะยม จะมี 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างชุมชน รักษาความสะอาด สืบเนื่องจากในชุมชนมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ทั้งจากขยะและผักตบชวา โดยในชุมชนในร่วมมือกับครัวเรือน ที่มีความสามารถใช้เรือเก็บผักตบชวา และเสริมในการนำผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ย เป็นการสร้างแผนธุรกิจให้แก่ชุมชน ที่ไม่ได้มีแค่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง แต่สร้างให้ชุมชนมีรายได้

แนวทางที่ 2.การร่วมทำแผนที่ ซึ่งการจัดการน้ำที่ดีต้องมีแผนที่ วัดระดับน้ำในคลอง และการจัดการที่ดินในชุมชน 3.สร้างถังดักไขมันในครัวเรือน ลดภาวะน้ำเน่าเสียจากการปล่อยน้ำทิ้งของครัวเรือน 4.สร้างเครื่องเติมอากาศที่ สสนก.เข้ามาช่วยชุมชน ในการบำบัดน้ำธรรมชาติ ซึ่งหลังจากรื้อฟื้นคลอง การเดินเรือเสมือนเป็นการเติมอากาศเข้าไปโดยอัตโนมัติ พบว่า เมื่อสร้างคุณค่าทุกคนก็ช่วยกันรักษาชุมชน

ทั้งนี้ ผลสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา พบว่า ในปี 2554 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการในพระราชดำริ การบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่ ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม หรือ ไม่รุนแรง และในปี 2557-2558 ชุมชนประสบปัญหาภาวะภัยแล้งน้อยกว่าในพื้นที่อื่น แสดงให้เห็นว่ามีการบริหารจัดการน้ำดีพอสมควร

รอยล กล่าวว่า ชุมชนคลองลัดมะยมมีการใช้กังหันน้ำจากโซลาร์เซลล์ และมีการใช้ปั๊มอัดอากาศเข้าไปในน้ำโดยตรง พบว่า ประหยัดและง่ายขึ้น โดยจากโจทย์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านมอบให้ สสนก. และ สสนก.ส่งต่อแก่ชุมชน ทำให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยน เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น เครื่องเติมอากาศชุมชน

หรือกรณีตัวอย่างชุมชนบ้านศาลาดิน ที่ดัดแปลงทำระบบโซลาร์เซลล์ มีกังหัน มีใบพัดปั่นน้ำเติมอากาศ แต่ผลสุดท้ายพบว่ามีปัญหา จึงเปลี่ยนเป็นเครื่องเติมอากาศโดยตรง ปั๊มอากาศลงไปในน้ำ เมื่อชุมชนศาลาดินเห็นตัวอย่างจากคลองลัดมะยม จึงได้กลับไปแก้ไขและพัฒนาต่อยอดอีก เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน นอกเหนือจากนี้ในการบริหารจัดการน้ำ และบำบัดน้ำเสีย ชาวบ้านได้วัดคุณภาพของน้ำด้วยตนเองทั้งค่า บีโอดี และค่าความเค็ม แต่เดิมต้นไม้ตายเพราะน้ำเค็มรุก ได้หมดไปพบว่ากล้วยไม้เป็นพืชที่ไม่ทนความเค็ม แต่ปรากฏว่า สวนกล้วยไม้ในชุมชนก็กลับมาสวยเหมือนเดิม

นอกจากนี้ สสนก.ได้สนองโครงการตามพระราชดำริต่อเนื่อง โดยประการแรกได้จัดทำเป็นฐานความรู้ ใน www.haii.or.th รวบรวมเกี่ยวกับหลักการทรงงาน โครงการพระราชดำริเกือบทั้งหมด 2.รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน ที่ทำงานด้วยกันว่าสามารถช่วยตัวเองได้อย่างไร ช่วยเพื่อนได้อย่างไร มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เจริญงอกงามอย่างไรบ้าง

 

รอยล กล่าวว่า ความประทับใจในการร่วมทำงานตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “ท่านเข้าใจคนไทยแต่ไม่รู้ว่าคนไทยเข้าใจท่านไหม” ท่านเข้าใจคนไทยของท่านจริงๆ ใช้หลักการคิดต่างๆ ทั้งเรื่องพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และภูมิสังคม

“เราพบว่า พอใช้หลักการทรงงาน เช่น จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทำแผนที่เรื่องน้ำ ต้องเก็บรวบรวมข้อมูล ผลสุดท้ายทำให้ทำงานกับชาวบ้านได้ง่ายขึ้น หลักทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าท่านเข้าใจคนไทย และเข้าใจประเทศไทย”

สำหรับโครงการด้านบริหารจัดการน้ำ เป็นโครงการหลักๆ ที่พระองค์ทรงเน้นเรื่อยมา โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านตั้งแต่ปี 2547 ก็รับแนวพระราชดำริมาตลอด และเชื่อว่าสิ่งที่ท่านรับสั่งคือสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งเรื่องเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เรื่องไอที เรื่องการพัฒนา กรณีตัวอย่าง การพัฒนาเขื่อนขุนด่านปราการชล ถือว่าได้สนองพระราชดำรัสอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ที่สิ่งที่ผมทำ แต่ท้ายที่สุดเรามีชุมชนที่ทำงานร่วมกับเราต่อเนื่อง ตามพระราชดำริขยายไปทุกวัน “ซึ่งสำคัญกว่า ว่าผมทำอะไร” รอยล กล่าว

ทั้งนี้ งานของ สสนก. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จึงได้พัฒนาระบบสารสนเทศเชื่อมต่อและเก็บรวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ข้อมูลร่วมกัน ประกอบการตัดสินใจและบริหารจัดการ

ปัจจุบัน รัฐบาลได้สนองพระราชดำริขยายผลระบบเครือข่ายเพื่อจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย โดยการรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เกิดเป็นคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ในเว็บไซต์ www.thaiwater.net ซึ่งชาวบ้านได้น้อมนำพระราชดำริและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จีพีเอส ภาพถ่าย ดาวเทียม โทรมาตรวัดฝนและระดับน้ำอัตโนมัติ สำรวจเก็บข้อมูล เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเองได้ โดยตอนนี้มีเครือข่ายกว่า 900 ชุมชน

 

โรงเรียนคุณธรรม สร้างคนดีให้บ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463753

โรงเรียนคุณธรรม สร้างคนดีให้บ้านเมือง

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

เพราะว่าเด็กๆ คือ อนาคตของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ประชากรผู้สูงวัยมีจำนวนมากกว่าเด็กที่เกิดใหม่ซึ่งมีน้อยลงทุกขณะ เราจึงต้องใส่ใจกับอนาคตของชาติอันมีคุณค่าที่มีจำนวนน้อยนิดนี้ ให้เป็นเด็กดีมีคุณธรรม ให้เป็นอนาคตที่งดงาม เพื่อนำพาชาติให้อยู่รอดปลอดภัยสืบต่อไปในอนาคต

ดังนั้น โครงการโรงเรียนคุณธรรมจึงเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 อันเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการพระราชดำริโครงการสุดท้ายที่พระองค์ให้ก่อตั้งขึ้นขณะที่ทรงพระประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณธรรม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแก่เยาวชนอย่างยั่งยืน  สนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็ก รวมถึงสนับสนุนการเสริมสร้างเกียรติยศศักดิ์ศรี และอุดมการณ์ของครู เพื่อให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนของมูลนิธิยุวสถิรคุณนั้นจะเป็นการดำเนินงานควบคู่กันไปเพื่อเป็นหัวใจหลักของมูลนิธิ

นพ.เกษม ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี อดีตปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิยุวสถิรคุณ ผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคุณธรรม กล่าวว่า โรงเรียนคุณธรรมได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 สืบเนื่องมาจากการที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จ.พิจิตร ได้นำหลักคุณธรรมมาใช้แก้ปัญหายาเสพติด นักเรียนมีผลการเรียนต่ำ รวมทั้งการตั้งครรภ์ของเด็กนักเรียนหญิง และเมื่อประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จึงได้กลายเป็นรูปแบบ (Model) ในการนำไปแก้ไขปัญหาในโรงเรียนอื่นๆ อีก 19 แห่ง

จากนั้นในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งถือเป็นระยะที่ 1 ของการสร้างโรงเรียนคุณธรรม โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อตั้งกองทุนการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ  “สร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” ในครั้งนั้นมีคณะองคมนตรี ข้าราชการเกษียณ และอาสาสมัครเข้ามาช่วยกันสร้างรูปแบบโรงเรียนคุณธรรม

ต่อมาระยะที่ 2 (ปี พ.ศ. 2557) สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ก่อตั้งมูลนิธิยุวสถิรคุณ เพื่อดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2559 นี้ ถือเป็นระยะที่ 3 ของการสร้างโรงเรียนคุณธรรม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายขยายแนวทางการสร้างโรงเรียนคุณธรรมให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ

 

ในส่วนของรูปแบบของโรงเรียนคุณธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนและทำได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณเพราะลงทุนต่ำแต่ได้กำไรมาก และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนได้จริง โดยหลักการของโรงเรียนคุณธรรมสามารถนำไปใช้ได้กับโรงเรียนในทุกศาสนา ไม่ผูกขาดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นคุณธรรมสากล

ทั้งนี้ หลังจากดำเนินการโรงเรียนคุณธรรมแล้ว 1 ปี จะต้องทำการวัดผลการดำเนินงานว่าพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในโรงเรียน “ลดลง” หรือไม่ และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ “เพิ่มขึ้น” อย่างไร ซึ่งอาจจะจัดให้มีการนำเสนอผลการดำเนินงานของแต่ละโรงเรียนด้วย และจากการดำเนินงานที่ผ่านมาผลการเรียนและผลการสอบของนักเรียนในโรงเรียนคุณธรรมดีขึ้น ทำให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชน ผู้ปกครอง และชุมชน

นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น โรงเรียนคุณธรรมจะต้องมีคุณภาพด้วย เพื่อให้ทุกคนในโรงเรียนและชุมชนมีความสุขทั้งกายและใจ โดยจะต้องนำระบบธรรมาภิบาล และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการนั้น ต้องคำนึงถึงระบบการบริหารงานที่เน้นความโปร่งใส (Transparency), ตรวจสอบได้ (Audit), มีการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict Interest) เพื่อให้การดำเนินงานก้าวหน้าต่อไปในอนาคตได้

 

ทางด้าน ปราโมทย์ โชติมงคล ผู้อำนวยการศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ อดีตรองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย กล่าวว่า ศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถคิดค้นกลวิธี เครื่องมือ นวัตกรรมการเรียนรู้และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการความรู้คู่ความดีได้ รวมทั้งเป็นต้นแบบที่ดีงามให้กับนักเรียน เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม นักเรียนแบบองค์รวม โดยพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ และใช้โครงงานคุณธรรมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ความดีความงามการลงมือปฏิบัติ เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน

ดำเนินงานเพื่อปฏิรูปการศึกษาตามแนวพระราชกระแสฯ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ”ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู อันสอดคล้องกับงานวิจัยการพัฒนาการศึกษาระดับโลก มีเป้าหมายให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นในครูและระบบการศึกษาไทย โดยทำหน้าที่กระตุ้นและผลักดันให้ทุกภาคส่วนของสังคมปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการศึกษาให้เป็นหัวใจของการศึกษา”

ในส่วนของ รศ.ปภัสวดี วีรกิตติ รองผู้อำนวยการศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ได้เล่าถึงที่มาของโครงการโรงเรียนคุณธรรมว่า เดิมทีเริ่มมาจากการที่ นพ.เกษม และคุณปราโมทย์ ท่านกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าที่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร และพบว่าเด็กที่โรงเรียนมีปัญหาติดยาบ้างหรือมีเด็กนักเรียนตั้งครรภ์บ้าง ท่านก็ไม่สบายใจจึงพยายามช่วยหาทางแก้ไข เพราะทั้งสองท่านเคยอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมาก่อน เข้าใจเรื่องระบบการศึกษาดีมาก ท่านก็เลยคิดเอาเรื่องคุณธรรมไปช่วยแก้ไข หลังจากนำเรื่องคุณธรรมเข้าไปช่วยแล้วได้ผล ก็ทราบถึงประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็นำมากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า นพ.เกษม กับคุณปราโมทย์ นำเรื่องคุณธรรมไปช่วยแก้ปัญหาที่โรงเรียนเก่าแล้วได้ผล

ภาพ : มูลนิธิยุวสถิรคุณ

 

“ในหลวงท่านก็ทรงสนพระทัยว่าแก้ปัญหากันอย่างไรเรียกให้ นพ.เกษม มารายงานว่าทำอย่างไรบ้าง และพระองค์ท่านก็พระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 500 ล้านบาท ให้ไปดำเนินงานเรื่องนี้ต่อ มอบหมายให้ นพ.เกษม ช่วยดูแลโครงการ โดยให้ทำกับโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งโครงการก็เริ่มมาประมาณ 3 ปี มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศแล้วเกือบ 3,300 โรงเรียน และจะพยายามขยายไปให้ครบ 30,000 กว่าโรงเรียนทั่วประเทศ” รศ.ปภัสวดี  เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ

หลังจากที่เริ่มโครงการโรงเรียนคุณธรรมมาเกือบ 3 ปี เท่าที่ประเมินผลมาก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่น บางโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่เด็กมีปัญหาเรื่องแต่งตัวเกินเด็กมากเกินไป มีปัญหาด้านชู้สาว ของหายไม่ได้คืน หลังจากนำปัญหามาแก้ไขร่วมกันในโรงเรียนก็ปัญหาลดลง กระเป๋าเงินหายได้คืน อย่างนี้ เป็นต้น

“ที่โรงเรียนตะเครียะวิทยาคม สงขลา เด็กกินข้าวเหลือทิ้งกันเยอะทุกวัน ครูก็เลยชวนเด็กปลูกข้าว เริ่มแต่เตรียมดิน ลงข้าว เกี่ยวข้าว ปรากฏว่าพอเด็กได้ลองปลูกข้าวเองเขาเห็นคุณค่าว่าเหนื่อยลำบากแค่ไหนกว่าจะได้ข้าวมา หลังจากนั้นเด็กไม่กินข้าวเหลือทิ้งอีกเลยเขารู้คุณค่าของข้าวด้วยตัวเขาเอง ทุกการแก้ปัญหาในโรงเรียนเด็กจะต้องมีส่วนร่วมในการคิด และลงมือทำ ไม่บังคับให้เด็กลองทำตามความสมัครใจ และเขาจะได้ทักษะชีวิตมีความอดทน มีความสามัคคี มีน้ำใจ มีวินัย เห็นคุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาของแต่ละโรงเรียนก็ไม่เหมือนกัน เวลาเริ่มโครงการจะถามเด็กว่าอะไรในโรงเรียนที่เขาไม่ชอบและอยากแก้ไข ปีนี้มี 2 ปัญหาแก้ไขได้แล้วปีหน้าก็จะแก้ปัญหาใหม่ๆ ต่อไปจนกว่าเด็กๆ จะคิดว่าปัญหาในโรงเรียนหมดไปแล้ว”

 

รศ.ปภัสวดี กล่าวว่า แม้ปัญหาในวัยรุ่นจะมีเยอะ แต่จากการทำโครงการนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าหากมีคุณธรรมเด็กมีศรัทธา และเห็นคุณค่าในตัวเอง เห็นภาพอนาคตที่ดีของตนรออยู่ข้างหน้า เขาก็จะเดินทางไปในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เป้าหมายหลักในการทำงานของมูลนิธิก็คือ ทำอย่างไรให้เด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ และทำอย่างไรให้ครูพร้อมที่จะสอน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง หรือ Deep Learning เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันเด็กไทยใช้การท่องจำทำให้ไม่นานก็ลืม แต่การเรียนรู้ที่ดีจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดรวมถึงในเรื่องของจิตใจด้วย โดยเราพบว่ากิจกรรมอะไรก็ตามที่เรียนแล้ว ใช้สัมผัสยิ่งมากขึ้นเท่าไร ก็จะมีโอกาสที่จะฝังอยู่ในจิตสำนึกเรามากขึ้นเท่านั้น การเรียนรู้อย่างลึกซึ้งจึงจะเกิดขึ้น

รูปแบบของโรงเรียนคุณธรรมนั้น เป็นรูปแบบที่ดำเนินการได้ง่าย กล่าวคือ ทุกโรงเรียนสามารถนำรูปแบบโรงเรียนคุณธรรมนี้ไปใช้ได้ และสามารถใช้ได้กับโรงเรียนในทุกศาสนา อีกทั้งยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียน โดยเริ่มจากการระดมความคิดเพื่อกำหนดแนวทางไว้ 2 บัญชี คือ บัญชี ก. พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งทุกคนต้องการลด ละ เลิก และบัญชี ข. พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ซึ่งทุกคนจะร่วมกันส่งเสริมให้เกิดขึ้น แล้วจึงกำหนดคุณธรรมหลัก 3 ประการ เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมในบัญชี ก. พร้อมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมบัญชี ข. จากนั้นจะมีการประเมินผลหลังดำเนินการครบ 1 ปี ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นการดำเนินการที่สามารถทำได้และได้ผลดี อีกทั้งยังส่งผลให้องค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่โรงเรียนเกิดความสนใจและนำหลักการของโรงเรียนคุณธรรมไปปรับใช้ เช่น โรงพยาบาลคุณธรรม จังหวัดคุณธรรม อำเภอคุณธรรม เป็นต้น

การขยายผลโครงการโรงเรียนคุณธรรมให้กับสถานศึกษาทั้ง 3 หมื่นแห่งนั้น สามารถทำได้แน่นอนเพราะสถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถศึกษาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานได้จากสื่อและหนังสือคู่มือโรงเรียนคุณธรรม หรือศึกษาจาก DVD ก็ได้ ซึ่งจะทำให้โรงเรียนนั้นๆ นำแนวทางไปปฏิบัติได้เอง จึงเชื่อมั่นว่าทุกสถานศึกษาจะเข้าร่วมเป็นโรงเรียนคุณธรรมได้ แม้แต่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล เช่น บริเวณชายแดน ก็สามารถสร้างโรงเรียนคุณธรรมได้ด้วยการนำคู่มือโรงเรียนคุณธรรมไปประยุกต์ใช้

 

ปราโมทย์

 

นพ.ธีระเกียรติ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

 

รศ.ปภัสวดี ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ : มูลนิธิยุวสถิรคุณ

 

เส้นทาง..คำสอนพ่อ 70 ปีที่ครองราชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463687

เส้นทาง..คำสอนพ่อ 70 ปีที่ครองราชย์

เรื่อง วิรวินท์ ศรีโหมด ภาพปกบริษัท แพลน บี มีเดีย

ถ้าขับรถผ่านทางพิเศษสายเฉลิมมหานคร (ช่วงทางราบบ่อนไก่ ข้างโรงงานยาสูบ) เขตคลองเตย ผู้ที่สัญจรผ่านมักจะเห็นป้ายโฆษณาจำนวนมากเรียงรายเป็นแถวยาว แต่ในวันนี้ป้ายโฆษณาเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็น “นิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช” ซึ่งสร้างความสนใจเป็นอย่างมากให้แก่ผู้ที่พบเห็น

เรืองสิริ สถิรกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แพลน บี มีเดีย  ตัวแทนบริษัทผู้จัดทำ เล่าให้โพสต์ทูเดย์ฟังว่า จุดเริ่มต้นการจัดทำนิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ 70 ปีนี้ เนื่องจากในหลวงรัชการที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยอย่างมากมาย

“ตลอด 70 ปีพระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทยมาโดยตลอด ผู้จัดทำจึงน้อมนำรวบรวมพระราชดำรัสที่เคยพระราชทานให้แก่ประชาชนนำมาจัดแสดง เพื่อทำให้คนที่พบเห็น ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อคนไทย”

ส่วนรูปแบบการจัดทำได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงพระราชกรณียกิจ พร้อมข้อความพระราดำรัสในช่วงเหตุการณ์สำคัญแต่ละปีตั้งแต่ พ.ศ.2489 ปีที่ทรงขึ้นครองราชย์จนถึงปี พ.ศ.2558 มาจัดแสดง โดยพระราชดำรัสทั้งหมดจะเกี่ยวข้องสอดคล้องกับเรื่องการดำรงชีวิต การทำงาน และการเรียน เพื่อผู้ที่ได้อ่านจะได้น้อมนำไปเป็นแบบอย่างปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ส่วนขั้นตอนการทำงานจะร่วมกับสำนักพระราชวังในการตรวจสอบความเรียบร้อยเนื้อหาข้อความเพื่อจะได้ไม่ผิดเพี้ยน

เรืองสิริ กล่าวอีกว่า นิทรรศการฯ ดังกล่าวเบื้องต้นขณะนี้จัดทำเพียงจุดเดียวตรงบริเวณข้างทางพิเศษสายเฉลิมมหานคร ช่วงข้างโรงงานยาสูบ คลองเตย โดยมีจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ไปถึงวันที่ 16 ธ.ค.นี้ แต่ถ้าได้รับความสนใจจากประชาชนมากอาจมีต่อไปถึงช่วงสิ้นปี ส่วนผลตอบรับหลังจากที่ติดตั้งได้เพียง 2 วันถือว่าได้รับความสนใจจากประชาชนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนที่เห็นจะรู้สึกมีแรงบัลดาลใจเพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการก้าวเดินของชีวิต

สำหรับนิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส จะถูกจัดแสดงทั้งหมด 66 ภาพบนเสา 33 ต้น โดยบางภาพจะรวมพระราชดำรัส 2 ปี ขณะที่การจัดแสดงจุดเริ่มต้นปี 2489 เริ่มจากฝั่งที่มาจากทางดินแดง มุ่งหน้าไปบางนา และการเล่าเรื่องย้อนกลับมาจนถึงปี 2558 ที่เดียวกับจุดแรกแต่อยู่อีกด้านของป้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขตศก.พิเศษเอื้อทุนใหญ่ อย่าทำลายวิถีชีวิต ยึดที่ดินเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463362

เขตศก.พิเศษเอื้อทุนใหญ่ อย่าทำลายวิถีชีวิต ยึดที่ดินเกษตรกร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ภูมิอากาศ การลงทุนข้ามชาติ และจินตนาการสยามที่ยั่งยืนและเป็นธรรม” คือหัวข้ออันท้าทายของสมัชชาความมั่นคงทางอาหารปี 2559 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และเครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร ได้จัดเสวนาเพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากความมั่นคงทางอาหารไทยกำลังเกิดวิกฤต พื้นที่และแรงงานภาคเกษตรลดลงมากกว่า 50%

ลดาวัลย์ คำภา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของไทยนั้นน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรลดลงจากที่มีกว่า 81   ล้านไร่ ในปี 2549 ลดเหลือกว่า 41 ล้านไร่ในปี 2556 ที่ดินที่เกษตรกรเช่าทำกินเพิ่มขึ้นจากกว่า 23 ล้านไร่ ในปี 2551 มาเป็นกว่า 29 ล้านไร่ ในปี 2556 แรงงานภาคเกษตรลดลงจาก 67% เหลือ 39% ในปี 2556 แรงงานภาคเกษตรซึ่งเป็นผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 11% เกษตรกรมีหนี้สินครัวเรือนละกว่า 1 แสนบาท แต่ความสามารถใช้หนี้ลดลง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงโดยเฉพาะปัญหาดินเสื่อมสภาพกว่า 190 ล้านไร่ คิดเป็น 60% ของพื้นที่ประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีและการผูกขาดทางเมล็ดพันธุ์

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลเน้นเรื่องรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แม้จะมีการหยิบยกประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเข้ามาด้วย แต่ก็ไม่ได้มุ่งพัฒนาทรัพยากรชีวภาพและส่งเสริมเกษตรกรระดับชุมชนอย่างยั่งยืน มีการใช้นวัตกรรมโดยหวังพึ่งพามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม น่าห่วงว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินและการทำการเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมให้นักวิจัยต่างชาติเข้ามาศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรชีวภาพในไทย เช่น พืชผัก สมุนไพร จะเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามายึดเอาทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยได้

สอดคล้องกับ สมนึก จงมีวศิน ตัวแทนเครือข่ายเปลี่ยนตะวันออก ที่ระบุว่า จากการสำรวจผลกระทบการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัด เช่น ตาก เชียงราย มุกดาหาร สงขลา พบว่าจะใช้พื้นที่รวมกันทั้งหมดประมาณ 5 ล้านไร่ ให้เช่าที่ระยะยาว 50-99 ปี ซึ่งการดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษมองข้ามวิถีชีวิตชุมชนและการเกษตรในพื้นที่ มีการยกเว้นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ในไทยและนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เพราะรัฐบาลต้องการให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการคมนาคมและสาธารณูปโภคตามแนวชายแดน ซึ่งจะมีการจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่าแรงงานไทยเพราะค่าจ้างต่ำกว่า

“เมื่อคำนวณจากอัตราการส่งเสริมการลงทุนของไทยกับการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้านบาท/ปี มีการจ้างงาน 5.5 หมื่นคน/ปี สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท/ปี เท่ากับรัฐขาดทุนถึง 25 เท่า ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ที่ดินทำการเกษตรหายไปมาก มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทาเกษตรมากขึ้น“สมนึก กล่าว

ธีระ วงษ์เจริญ ตัวแทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ เสนอว่า หากรัฐบาลจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรแต่ละชุมชนสามารถสู้กับนายทุนต่างชาติได้ จะต้องให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์เพื่อการเกษตร จัดตั้งหน่วยงานรัฐมาดูแลโดยเฉพาะ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์การเกษตรแต่ละชุมชนทั้งระบบตั้งแต่เงินทุน การผลิต การแปรรูป การตลาดและส่งออก