ชำแหละร่างรธน.ไม่ชัดเจน หลังประชามติเสี่ยงขัดแย้ง2ชั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446367

ชำแหละร่างรธน.ไม่ชัดเจน หลังประชามติเสี่ยงขัดแย้ง2ชั้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เวทีเสวนาเรื่อง “สรรสาระร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559” ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนวันลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นั้น ผู้อภิปรายต่างเห็นพ้องว่าสาระร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

สุริชัย หวั่นแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์บางเรื่องและแก้ไม่ตกบางเรื่อง แต่ถึงอย่างไรต้องไปลงประชามติ แต่บรรยากาศการเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน มีความเสี่ยง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับความจริงว่า 10 ปีกว่าที่ผ่านมา สะท้อนความเห็นที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง หาทางออกไม่ได้ กลายเป็นการยึดอำนาจทางการปกครอง สถานการณ์แบบนี้ยังส่งผลถึงประชามติวันที่ 7 ส.ค. ที่อยู่ในบริบทความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ที่แก้ไขด้วยความรุนแรง การใช้ยาแรงแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ส่งผลให้สร้างปัญหาอื่นโดยไม่ตั้งใจ เป็นการ “ขี่ตั๊กแตนจับช้าง” หรือไม่ สังเกตว่าสังคมไทยขณะนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจลดลง ซึ่งต้องระวังว่าหากคนไม่อยากออกมาตัดสินใจครั้งสำคัญนี้จะเกิดอะไรกับอนาคตประเทศไทย

“ดังนั้น ผู้นำต้องคิดให้มากขึ้น ไม่ตัดสินคนคิดต่างว่าอยู่ตรงข้าม เพราะยังมีคนเล่นการเมืองโดยไม่สนใจความแตกแยก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหลังจากประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็น 2 ชั้นทันที ต้องพยายามประคองไม่ให้เป็นเรื่องช็อก กระทบกระทั่งกันกลายเป็นสงครามสีรอบใหม่ และคิดว่าภารกิจ 2 ปีเศษ รัฐประหาร กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยความเสี่ยง”

อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยใช้สติ ใช้ความคิดร่วมกัน และ คสช.ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์หรือใช้อำนาจร่วมศูนย์อาจทำไม่ได้อีกในอนาคต รวมทั้งการตัดสินใจไว้แล้ว ทั้งรัฐธรรมนูญผ่านไม่ผ่าน เป็นปัจจัยให้หลายคนอาจคิดว่ามีการวางแผนจะอยู่ยาว โค้งสุดท้ายเราต้องตั้งหลักตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ว่าเกิดอะไร การตัดสินใจวันที่ 7 ส.ค. ไม่ว่าอย่างไร ต้องทำเพื่ออนาคตข้างหน้า สร้างบรรยากาศให้มีความหวังร่วมกัน ไม่สร้างประโยชน์แต่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” สุริชัย กล่าว

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า จากการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเขียนเพื่อให้อำนาจกับองค์กรตุลาการมากเกินไป อาทิ ศาลรัฐธรรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจในการสรรหาองค์กรที่จะเข้าไปตรวจสอบฝ่ายการเมือง และยังกำหนดให้สามารถร่วมกับองค์กรอิสระ เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนักการเมืองได้ จึงมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าอาจจะกลายเป็นการลดความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งก็เป็นได้

นอกจากนี้ การวางยุทธศาสตร์ชาติวางนโยบายล่วงหน้า 20 ปี เหมาะหรือไม่ หากรัฐบาลใหม่มา ไม่ทำตามเพราะภาวะบ้านเมืองในขณะนั้นอาจนำไปสู่การถอดถอน ครม.ออกจากตำแหน่ง รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา เสนอโมเดลเลือกกันเอง สาขาวิชาชีพ ผ่านร่างนี้ สว.มีสองชุด ชุดแรกมีองค์ประกอบ 250 คน มาจากคณะกรรมการสรรหา คสช.แต่งตั้งทั้งหมด ชุดสอง เลือกไขว้ 200 คน รอกฎหมายลูก ยังไม่เห็นภาพแน่ชัด แต่กำลังถามว่าหากให้อำนาจ สว. 250 คน ไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จุดนี้เป็นองค์กรไม่ยึดโยงกับประชาชนให้อำนาจเท่า สส.ไม่ได้ ตรงนี้คิดคำถามไว้หรือยัง เมื่อผ่านร่างนี้ได้ สว.ชุดแรก 250 คน ตามบทเฉพาะกาลมาอยู่ 5 ปี

พรสันต์ กล่าวอีกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติจะมีผลกระทบหลายประเด็น อาทิ 1.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง 2.ระบบของกฎหมาย อาจทำให้กระทบกับกฎหมายฉบับอื่น 3.ถ้ายังคงให้มีมาตรา 44 อยู่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนต่างชาติจะมองการลงทุนในไทยว่าไม่มีความแน่นอน และ 4.อาจทำให้องค์กรตุลาการ (ศาล) เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ความขัดแย้งระหว่างทางการเมืองระหว่างศาล พรรคการเมือง และองค์กรอิสระกลับมาอีก จนอาจนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง

ด้าน วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. มองถึงการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า จุดประสงค์เพื่อต้องการแก้ปัญหาในอดีตของประเทศ อาทิ การผูกขาดทางการเมือง แก้ปัญหาระบบกลไกรัฐ และการสร้างเรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.นั้นได้เขียนบางเรื่อง ไว้เป็นนามธรรม และนโยบายของรัฐก็ไม่สอดคล้องกับการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ อาทิ ด้านสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และการปฏิรูปประเทศ ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องสิทธิการรักษาระบบสาธารณสุข ไม่มีประเด็นสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของรัฐ และมองว่าอนาคตการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคอาจต้องมีการเก็บเพิ่มก็เป็นได้

ฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประเด็นหลักอย่างประกันสิทธิเสรีภาพ ควรมีการกำหนดให้ชัดเจน ส่วนการดูแลทางด้านสุขภาพควรทำให้เกิดความเสมอภาคและควรมีการตั้งองค์กรขึ้นมาคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคใหกิดขึ้น ส่วนประเด็นการปฏิรูปประเทศกับแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ควรทำให้มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกัน

ขณะที่ นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวว่า ส่วนตัวคิดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ดีกว่าฉบับนี้ ทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ที่ให้รายละเอียดดีกว่า รวมถึงหลายข้อก็มีความชัดเจน ส่วนประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึง 12 ปีที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก สวนทางกับคุณภาพการศึกษาที่ลดลง และด้านสาธารณสุขก็ไม่มีความชัดเจน ดังนั้นมองว่ารัฐบาลควรทำนโยบายเหล่านี้ให้ชัดเจน

สำหรับบทหน้าที่ของรัฐ “นวลน้อย” เสนอว่า รัฐควรเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนให้มากกว่านี้ เพื่อความโปร่งใสและควรทำประเด็นการตรวจสอบคอร์รัปชั่นมีความชัดเจน ส่วนนโยบายทางเศรษฐกิจควรแก้ปัญหาการแข่งขันให้เป็นธรรมควบคู่ไปพร้อมกับพัฒนากลไกตลาด

 

รับมือพวกโชว์ “อวัยวะเพศ” แจ้งจนท.ดีกว่าถ่ายคลิปประจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446315

รับมือพวกโชว์ "อวัยวะเพศ" แจ้งจนท.ดีกว่าถ่ายคลิปประจาน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คลิปวิดีโอหนุ่มโรคจิตเปลือยเรือนร่าง ควักของลับออกมาอวด หรือโชว์ช่วยตัวเองกลางที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้องความสนใจนั้น ปรากฎเป็นข่าวตามหน้าสื่อสังคมออนไลน์อย่างบ่อยครั้ง

คำถามก็คือ ยามต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้….เราควรทำอย่างไร ?

อย่าโวยวาย แต่ควรถ่ายภาพ-คลิปส่งให้ตำรวจ

“การชอบโชว์อวัยวะเพศ” ทั้งที่ไม่มีใครได้เต็มใจดู ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Exhibitionism” ซึ่งตามหลักทางจิตเวชแล้วถือว่าเป็น “ความเบี่ยงเบนทางเพศ” (Sexual Deviation) หรือที่ปัจจุบันหลายท่านมักใช้คำว่า “กามวิปริต” (Paraphilias)

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต บอกว่า โดยมากหรือแทบทั้งหมดพฤติกรรมโชว์ของลับหรือช่วยตัวเองในที่สาธารณะเกิดจากเพศชาย ซึ่งพวกนี้มีปัญหาความมั่นคงภายใน ต่อการแสดงหรือสร้างสัมพันธภาพกับเพศตรงข้ามอย่างปกติ

“ธรรมดาคนเรา เมื่อเริ่มโตและมีพัฒนาการด้านเรื่องเพศ ก็จะมีความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับเพศตรงข้ามได้อย่างปกติ แต่คนเหล่านั้นเขาขาดความสามารถส่วนนี้ ลึกๆ เเล้วเป็นพวกไม่มั่นใจในตนเอง ขี้อาย กลัว เก็บกดความรู้ทางเพศและแสดงออกมาในรูปแบบที่ผิดปกติ เช่น ถ้ำมองหรืออวดอวัยวะเพศ”

นพ.ยงยุทธ แนะนำว่า หากเผชิญกับพฤติกรรมเหล่านี้ อย่าตกใจ ส่งเสียงวี๊ดว้าย เพราะพวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเนื่องจากได้รับความสนใจ รวมทั้งยังเป็นแรงเสริมให้แสดงออกหรือแสวงหาความตื่นเต้นทางเพศด้วยวิธีไม่ปกติต่อไป

ส่วนวิธีเอาตัวรอดแบบในละครหรือภาพยนตร์ ที่เลือกใช้คำพูดดูถูกอวัยวะเพศ เช่น โถ่ว….ของเธอเล็กจัง ทำได้แค่นี้หรอ เพื่อหวังให้สูญเสียความมั่นใจนั้น คุณหมอบอกว่า ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้คนเหล่านี้เลิกพฤติกรรม

“ทางออกที่ถูกต้องคือ อย่าไปวี๊ดว้ายกระตู้วู้ แต่ต้องตั้งสติ ถ่ายภาพ หรืออัดคลิปเพื่อส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่านำไปโพสต์ทางโลกออนไลน์ เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบคนที่มีสำนึกพลเมืองทำ การจัดการด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดี และนำตัวผู้ป่วยไปบำบัดรักษา ซึ่งหมายความว่าสังคมจะมีคนแบบนี้ลดน้อยลง” ผู้เชี่ยวชาญระบุ

โชว์อนาจารปรับ 5,000 – คนถ่ายคลิปประจานปรับ 1 แสน

นอกจากถ่ายคลิปประจานหรือเตือนภัยจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาแล้ว ยังผิดกฎหมายและมีโทษรุนแรงกว่าผู้ที่กระทำอนาจารเสียอีก

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ บอกให้ฟังว่า พฤติกรรมโชว์ของลับ อนาจารในที่สาธารณะ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388  “ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”

ส่วนผู้ที่เผชิญหน้าเหตุการณ์เลวร้ายนั้น หากไปถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ เพื่อไปนำไปเผยแพร่ผ่านสังคมออนไลน์ต่อ ในทางกฎหมายนั้นก็ผิดเช่นกัน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 อนุ 4 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ โทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“คนหวังดี เจตนาต้องการเตือนภัยหลายๆ ท่าน กำลังกลายเป็นพวกรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะการถ่ายภาพ อัดคลิปพวกโรคจิตแล้วนำไปโพสต์ประจานต่อในโซเชียลมีเดียนั้นถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ทางรอดคือเซนเซอร์ภาพถ่ายและคลิปวิดีโออย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเเค่ใบหน้า เเต่ต้องเบลอจนมองเเล้วไม่เห็นว่าเป็นพฤติกรรมอนาจารเลย หรือไม่อย่างนั้นก็เก็บภาพไว้มอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อใช้เป็นหลักฐานเท่านั้นพอ ทนายความทิ้งท้าย

จิ๊กซอร์ชิ้นสำคัญในการเเก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คือ “ความเข้าใจผู้ป่วย” ไม่ขยายความผิดปกติในลักษณะประจาน เเต่เลือกวิธีตอบสนองกับพวกเขาอย่างถูกต้องตามหลักการเเพทย์เเละกฎหมาย

 

วิวาทะรัฐธรรมนูญ สิทธิที่หายไป vs สิทธิที่ได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 19:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446312

วิวาทะรัฐธรรมนูญ สิทธิที่หายไป vs สิทธิที่ได้เพิ่ม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จุดขายสำคัญ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำมาชี้แจง ก็คือร่างรัฐธรรมนูญ 2559 คือร่างที่ “เพิ่มอำนาจต่อรอง” ให้กับประชาชนมากที่สุด ทว่า สิทธิที่เพิ่มเข้ามากลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงระหว่างผู้ร่าง และภาคประชาชน ในหลายประเด็น

1.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า – ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 47 “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” เพราะถูกเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งใช้คำว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน” ในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เช่นเดียวกับการบริการสาธารณสุขของรัฐ “อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ” ก็ถูกย้ายจากหมวดสิทธิและเสรีภาพไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” แทน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงแสดงท่าที “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะกลัวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค จะเปลี่ยนหลักการจาก “รัฐสวัสดิการ” ไปสู่การ “สงเคราะห์ผู้ยากไร้” แทน

อย่างไรก็ตาม กรธ.ชี้แจงว่าจะไม่ล้มระบบหลักประกันสุขภาพ และให้ดูมาตรา 258 ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งว่าด้วยการปรับระบบหลักประกันสุขภาพทุกกองทุนสุขภาพให้ประชาชน “เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ” “สะดวกทัดเทียมกัน”

2.เรียนฟรี 12 ปี – ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ย้ายหมวดการศึกษาจากสิทธิประชาชน ไปไว้หมวดหน้าที่ของรัฐ และเปลี่ยนคำเป็นให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ในมาตรา 54 หรือแปลว่า รัฐจัดการศึกษาให้ฟรี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึง ม.3 จากเดิมที่นโยบายรัฐ ให้เรียนฟรี ตั้งแต่ ป.1-ม.6

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยอมรับว่า เหตุที่เปลี่ยนเพราะการศึกษาก่อนวัยเรียนนั้นสำคัญกว่า ทว่า ในที่สุดรัฐบาลก็ออกมาตรา 44 ขยายเวลาเรียนฟรี เป็น 15 ปี กระนั้นเอง กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ก็ยังรู้สึกไม่พอใจเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 44 เป็นเพียงนโยบาย จะยกเลิกเมื่อใดก็ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ภาคประชาชนยังเห็นว่ากองทุนอาจช่วยประชาชนได้ไม่ทั่วถึง เท่ากับกำหนดให้เป็น ”สิทธิ”

3.ความเป็นอิสระองค์กรปกครองท้องถิ่น – รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า รัฐจะต้องให้ “ความเป็นอิสระ” และมีหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงกำหนดนโยบายตัวเอง

แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ได้ตัด “ความเป็นอิสระ” ออกไป รวมถึงหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจต่างๆ ก็หายไป เหลือเพียงการบริการสาธารณะ และการจัดกิจกรรมสาธารณะ ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มเกณฑ์การจัดตั้ง โดยกำหนดว่าจะต้องมีความสามารถหารายได้ จำนวนและความหนาแน่นประชากร และพื้นที่รับผิดชอบประกอบกันด้วย

นอกจากนี้ ยังเพิ่มคำว่า “อปท.รูปแบบพิเศษ” ขึ้นมา โดยอาจสามารถหาผู้บริหารท้องถิ่น “โดยวิธีอื่น“ ก็ได้ และยังตัดถ้อยคำ “อปท.ต้องมีสภาและผู้บริหารท้องถิ่น” ออกไป ซึ่งอาจถูกตีความว่า ผู้บริหารอาจมาจากการ “แต่งตั้ง” และไม่จำเป็นต้องมี “สภาท้องถิ่น” ก็ได้

ทั้งนี้ ในสรุปร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ได้ระบุว่า การกำกับดูแลจะทำเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

4.รัฐต้องสนับสนุน “พุทธเถรวาท” – ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ระบุให้ “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น” “รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท” และ “ต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด”

ที่เพิ่มเติมคือการบัญญัติ “พระพุทธศาสนาเถรวาท” และ “ให้รัฐมีมาตรการปกป้องการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใดต้องให้ความสำคัญกับพุทธเถรวาทเท่านั้น นอกจากนี้ การไม่บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของศาสนาอื่นหรือพุทธนิกายอื่น ยังถูกมองว่า อาจทำให้รัฐปฏิบัติต่อศาสนาอื่นอย่างไม่เท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ชี้แจงว่า ที่ต้องกำหนด “พุทธเถรวาท” ไว้ เป็นเพราะปัจจุบันเกิดลัทธิใหม่ทั่วโลก จึงต้องรักษา “พุทธแท้” เอาไว้ และได้ปรึกษาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่แล้ว

5.สิทธิในสิ่งแวดล้อม – เว็บไซต์ไอลอว์ พบว่า สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่อย่างปกติ ซึ่งมีอยู่ก่อนหน้าถูกตัดไป โดยร่างปัจจุบันให้บุคคลและชุมชน มีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ รวมถึงเข้าชื่อกันให้รัฐดำเนินการหรืองดเว้นดำเนินการโครงการ และจัดให้มีระบบสวัสดิการชุมชนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเขียนถึงสิทธิแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีในฉบับก่อนหน้า แต่มีเขียนในมาตรา 58 ให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและจัดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินโครงการที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “อย่างรุนแรง” แทน รวมถึงยังตัดเรื่องให้รัฐต้องจัดตั้ง “องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ออกไป

อย่างไรก็ตาม กรธ.ยืนยันว่า รัฐต้องดูแลและคุ้มครองสิทธิต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

 

หนุนภาคประชาชนเข้าถึงข้อมูล แก้ปัญหา “ใช้ยาพร่ำเพรื่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445896

หนุนภาคประชาชนเข้าถึงข้อมูล แก้ปัญหา "ใช้ยาพร่ำเพรื่อ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คิกออฟไปแล้ว สำหรับนโยบายการจัดระบบการ “ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล” มากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เน้นให้เป็นนโยบายหลักผ่านการตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลขึ้น และกำหนดเป็นแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) สาขาที่ 15 เน้นการพัฒนาระบบและการตระหนักรู้แก่ทุกคนที่อยู่ในวงจรการใช้ยา แสดงให้เห็นว่าการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเป็นอย่างไร

ปัญหาเหล่านี้มาจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งระบุชัดว่า ทั่วโลกมีการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลมากกว่า 50% ของการใช้ยา ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงและอันตรายจากยา รวมถึงความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลในปี 2555 ของประเทศไทย พบว่า มูลค่าการบริโภคยาของคนไทยสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการที่ผู้ป่วยมีเกินความจำเป็นถึง 2,370 ล้านบาท และเป็นการใช้ยายังมีข้อสงสัยต่อประสิทธิภาพอีก 4,000 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ นโยบายใช้ยาสมเหตุสมผลจึงถูกเริ่มรณรงค์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2557 จนเริ่มผลักดันเป็นนโยบาย และตั้งเป้าให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ.ทุกแห่งทำตาม ซึ่งเชื่อว่าแต่ละปีจะสามารถประหยัดค่ายาได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การใช้ยาไม่สมเหตุสมผลเป็นปัญหามานานพอสมควร โดยสาเหตุสำคัญมาจากระบบการรักษาอิงตามตะวันตก และใช้ไกด์ไลน์จากประเทศตะวันตกเป็นเวลานาน นอกจากนี้เมื่อ “ทุนนิยม” ครอบงำระบบสุขภาพจนโรงพยาบาลเอกชนขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ละปี รวมถึงเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และการแข่งขันกันเองที่สูง ทำให้มีการใช้เวชภัณฑ์ เทคโนโลยีและยามากเกินความจำเป็น

“เช่น ปวดหัวเฉยๆ โรงพยาบาลบางแห่งอาจจับคนไข้เข้าเครื่องซีทีสแกนทันที ทั้งที่ตามขั้นตอนแล้ว ควรเริ่มจากการซักประวัติ วินิจฉัยโรคเบื้องต้นไปตามขั้นตอน เราจึงเห็นว่าก่อนหน้านี้ มีเรื่องเล่ากัน เช่น นายทุนอาจอยากให้ ‘หมอลูกจ้าง’ ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้มากๆ เพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนคุ้มทุนกลับมา”

ปัญหาเรื่องการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผลอีกส่วนหนึ่ง ยังเกิดจากทั้งโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา เช่น การให้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น เป็นต้นว่า ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาไข้หวัด จนสุดท้าย คนไข้เกิดภาระดื้อยาตามมา และเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหา คือ 1.ต้องกระตุ้นให้ทั้งฝั่งโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน ธุรกิจร้านขายยา บุคลากรทางการแพทย์ ตื่นตัวมากขึ้น 2.ต้องสร้างกลไกให้ประชาชนตระหนักรู้เช่นเดียวกันว่าการรับยา-สารเคมี เกินความจำเป็น อาจเกิดผลประทบกับตัวเอง 3.ในมุมผู้ประกอบการ จะต้องปรับระบบตัวเองใหม่ เพื่อให้รักษาและใช้เทคโนโลยี เวชภัณฑ์ ยา ตามความจำเป็นเท่านั้น โดยผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น

“การรับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่แค่เอาเงินเหลือจากกำไรไปปลูกป่า สร้างโรงเรียน แต่หมายถึงการจัดระบบของตัวเองใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การให้บริการผู้ป่วย รวมถึงการจัดบริการภายในของตัวเองภาพรวม ถ้ารัฐควบคุมให้ผู้ประกอบการจัดบริการ ยา เวชภัณฑ์ ให้อยู่ในขอบเขตความจำเป็นไม่ได้ รวมถึงประเมินผลไม่ได้ ก็ต้องปรับกฎหมาย-ปรับบทบาท ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การรณรงค์ได้ผล ครอบคลุมทุกคนต่อไป” นพ.ธีระ ระบุ

ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) บอกว่า หลังจากรณรงค์เรื่องใช้ยาให้ตรงตามความจำเป็นมาต่อเนื่อง ก็พบว่าสถานการณ์ที่โรงพยาบาลรัฐดีขึ้นพอสมควร เนื่องจากบุคลากรจำนวนมากมีความตระหนัก และมีการใช้ยาต้านแบคทีเรียน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายส่วนที่นโยบายจาก สธ.เข้าไม่ถึง เช่น โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลเอกชน ที่ยังมีปัญหาการใช้ยาไม่สมเหตุสมผลสูงมาก ซึ่งก็กลายเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ เนื่องจาก สธ.แทบจะเข้าไปตรวจสอบอะไรในโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้เลย

“โรงพยาบาลรัฐเราพบว่ามีน้อย เพราะเขาถูกจำกัดด้วยงบประมาณกองทุนต่างๆ ทั้งบัตรทองประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ อาจจะมีบ้างในโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งมีการใช้ยาค่อนข้างมาก แต่น่าจะจริงจังมากขึ้น เมื่อกระทรวงลงมาเล่นเอง”

กระนั้น ที่ยังน่าเป็นห่วงคือกลไกการให้ความรู้กับประชาชน เช่น การสอบถามข้อมูล-ความรู้ที่ถูกต้อง ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า ยาที่โรงพยาบาลให้ หรือคลินิกให้นั้น เกินความจำเป็นหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีเจ้าภาพรับไปดำเนินการ และอีกส่วนหนึ่งคือโลกไปเร็วมาก เนื่องจากมียา-อาหารเสริมจำนวนมาก ขายในโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย จนกฎหมายตามไปไม่ทัน

ผู้จัดการ กพย. เสนอว่า ควรจะมี “เจ้าภาพหลัก” ในการให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงควรจะจัดการตั้งแต่ “ต้นน้ำ” คือเพิ่มความแข็งแกร่งของการขายยาที่ไม่เหมาะสม หรือการส่งเสริมการขายยาบางชนิดให้เข้มแข็ง ก่อนจะรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ยา ต่อทั้งบุคลากรทางการแพทย์และกับประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้ควรทำควบคู่ไปกับการสร้างระบบการประเมินการใช้ยาที่เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ ซึ่งควรจะจัดการให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ดำเนินการไปทุกองคาพยพ

 

“อาชีพโดน-ทักษะเยี่ยม” ครึ่งปีหลังรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445859

"อาชีพโดน-ทักษะเยี่ยม" ครึ่งปีหลังรุ่ง

โดย…ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาด

คนตกงานที่เพิ่มมากขึ้น โดยเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาทะลุ 1% มาอยู่ที่ 1.2% มากสุดในรอบ 5 ปี ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำให้ลูกจ้างและนักศึกษาจบใหม่ต่างร้อนๆ หนาวๆ ยิ่งแนวโน้มครึ่งปีหลังเศรษฐกิจยังลุ่มๆ ดอนๆ ยิ่งวิตกจริตกันใหญ่ว่าแล้วอนาคตที่เหลือจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ลองมาดูว่าครึ่งหลังปี 2559 นี้ อาชีพไหนที่ยังพอเป็นดาวรุ่งให้ออกไปหางาน หรือลงทุนเป็นเจ้าของกิจการได้บ้าง

เริ่มกันที่ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ธุรกิจดาวรุ่งในครึ่งหลังของปีนี้มองว่าจะเป็นในกลุ่มธุรกิจสินค้าลักซ์ชัวรี่หรือสินค้าหรูหรา และธุรกิจอาหาร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงถึง 60-70% โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ถือเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเศรษฐกิจ เนื่องจากคนไทยรับประทานอาหารตลอดเวลา

นอกจากนี้ ธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดธุรกิจได้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มดาวรุ่ง เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ สถาบันการเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปีนี้สถาบันการเงินมีการปฏิวัติบริการกันอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการนำเทคโนโลยีฟินเทคเข้ามาใช้ในการให้บริการ ส่งผลให้ลูกค้ามีความสะดวกในการจ่าย โอน และถอนมากขึ้น ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ในอนาคตบริการต่างๆ อาจไม่มีเคาน์เตอร์ให้บริการ และทยอยปิดสาขาที่เปิดให้บริการในที่สุด

อีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้คือ ค้าปลีก เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกเริ่มมีการปรับตัวนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในธุรกิจ ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วยให้ลูกค้าช็อปปิ้งได้ง่ายขึ้น ซึ่งบริการดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เพราะจากปัญหารถติดที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออี-คอมเมิร์ซมากขึ้น

สำหรับธุรกิจดาวร่วงในครึ่งปีหลังนี้ มองว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่ผลิตขึ้นมาเพื่อขายให้กับกลุ่มชนชั้นกลาง เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าวเป็นมนุษย์เงินเดือน มีภาระค่าครองชีพสูง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่างๆ เฟ้อปรับสูงไปกว่าเงินเดือนที่ได้รับ เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทที่ทำงานมีปัญหาก็จะทำให้สินค้าที่เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้รับผลกระทบ เช่น รถยนต์ ที่มีราคาขายต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท

ด้านกลุ่มธุรกิจที่น่าเป็นห่วงและมีโอกาสตายได้คือ ธุรกิจที่ไม่ปรับตัว ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน เช่น ธุรกิจพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้หากมีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาโซลาร์เซลล์ โดยผ่านหลังคารถยิ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ หากไม่มีการปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ธุรกิจที่เป็นอมตะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ขายได้คือ อาหารทั่วไป อย่างเช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว แต่ทั้งนี้พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องมีการใส่ครีติวิตี้เข้าไปด้วย เช่น บรรยากาศภายในร้าน หรือรูปแบบของอาหารที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

หันมามองคนรุ่นใหม่คิดนอกกรอบถึงวิธีทำมาหากินให้รุ่งบ้าง ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง โพสต์ความเห็น 10 อาชีพที่ทำรายได้สูงที่สุดในยุคนี้ ภาววิทย์ ให้ความเห็นว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคต่อไปคือ เส้นแบ่งของคำว่าอาชีพหายไป สิ่งที่เอามาใช้แบ่งรายได้คือ “ทักษะ” รายได้ของคนยุคต่อไปจะถูกแบ่งจาก “ทักษะ” ไม่ใช่ “อาชีพ” ดังนี้

1.ทักษะการใช้ภาษาที่สาม ยุคก่อนเขาให้ค่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่วันนี้ภาษาอังกฤษเป็นเพียงพื้นฐานที่ต้องมี เขาจึงให้ค่าภาษาที่สาม

2.ทักษะการทำงานร่วมกับมนุษย์ ยุคนี้คนคุ้นเคยกับเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ ทักษะการทำงานปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จึงมีค่ามากขึ้น นี่คือการติดต่อ ประสาน และการทำงานกับคน

3.ทักษะความเชี่ยวชาญ เรียนสาขาไหนเริ่มไม่สำคัญเท่ากับเชี่ยวชาญอะไร ยิ่งเชี่ยวชาญรายได้ยิ่งเพิ่ม

4.ทักษะความเป็นผู้นำ ยุคนี้สังคมเต็มไปด้วยผู้ตาม เราถูกสอนให้คิดตาม ทำตาม เดินตาม วันนี้บริษัทต่างๆ จึงหันมาให้รางวัลกับคนที่กล้าเดินนำ คิดนำ

5.ทักษะการใช้ออนไลน์ พูดถึงออนไลน์คือการประหยัดต้นทุน รวมทั้งการเพิ่มโอกาสในทุกงานที่ทำ การรู้วิธีนำออนไลน์มาใช้ปรับปรุงงานที่ทำจึงมีคุณค่า

6.ทักษะการพูดในที่สาธารณะ อันนี้คือเรื่องน่าอึดอัดสำหรับคนส่วนใหญ่ มันจึงเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้และแยกเราให้แตกต่าง

7.ทักษะการพัฒนาความรู้ตัวเอง คนทั่วไปเมื่อเรียนจบจะหยุดเรียนรู้ทันที เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ไม่เคย Upgrade Software โคตรล้าสมัย ยุคนี้จึงให้ค่ากับคนที่รู้จักวิธีพัฒนาความรู้ตัวเอง

8.ทักษะการขาย การขายไม่เคยมีสอนในโรงเรียน แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการทำงานหาเงิน คนฉลาดจะฝึกขายของตั้งแต่ยังเด็ก ให้มันซึมซาบเข้าเส้นเลือด

9.ทักษะการฟัง สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดในยุคนี้คือความสามารถในการฟัง ไม่มีใครทนฟังใครแล้ว การตั้งใจฟังจึงเป็นทักษะที่สร้างเสน่ห์แล้วนำมาซึ่งความโดดเด่นให้คนที่รู้จักฟัง

10.ทักษะการตั้งเป้าหมายการเงิน อันนี้ก็ไม่เคยมีสอนในโรงเรียน คนส่วนใหญ่เรียนจบมาตามอาชีพ แต่ไม่รู้วิธีตั้งเป้าหมายการเงินเลย มัวแต่คิดว่าทำงานให้ดีเดี๋ยวก้าวหน้าเงินมาเอง (มีแต่หนี้เท่านั้นครับที่จะมาเอง ท่องไว้เลย)

ภาววิทย์ เตือนว่าหมดยุคแล้วที่การทำงานเรื่อยๆ จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดี ยุคนี้ต้องฝึกตั้งเป้าหมายการเงินให้ตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน และปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามความจริง เช่น ภายใน 5 ปีจะออมในหุ้นให้มี Passive Income จากหุ้นที่ออมเดือนละ 2 หมื่นบาท เป็นต้น เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายการเงิน ภายใน 5 ปี คุณจะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนที่กำลังเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่หาทางใช้หนี้ไม่ได้ มีของที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ กองทิ้งเต็มบ้าน และไร้เป้าหมายในชีวิต ทางแก้ก็คือ เริ่มแก้ไขวันนี้เลย เดินทีละก้าว แก้เลย เดินเลย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอาชีพเด่นของปี 2559 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีก็นับว่าเป็นอาชีพที่ยังน่าสนใจ โดยพยากรณ์ 10 ธุรกิจเด่น เรียงจากโดดเด่นมากสุด คือ 1.ธุรกิจสุขภาพและความงาม เพราะกระแสสังคมให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและการดูแลความงามยังมีต่อเนื่อง การบริการด้านนี้คุณภาพดีและราคาไม่แพงนัก 2.ธุรกิจไอทีที่ประยุกต์ใช้กับ 4จี และเศรษฐกิจดิจิทัล จากภาครัฐสนับสนุนความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล 3.ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว จะยังเติบโตเพราะคนใส่ใจสุขภาพและความงามมากขึ้น 4.ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จะส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และมีการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่อง 5.ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต เพราะนโยบายการหักลดหย่อนภาษีที่ยังมีต่อเนื่อง และประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการออมในระยะยาว

6.อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเพื่อสุขภาพ เพราะความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในประเทศและอาเซียนมากขึ้น 7.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ เพราะการเข้าสู่เออีซี การพัฒนาเมือง เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำให้ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น 8.มี 2 ธุรกิจ คือ 8.1 ธุรกิจจัดการตลาด เช่น ตลาดนัด ตลาดนัดกลางคืน เพราะพฤติกรรมประชาชนยังนิยมซื้อสินค้าอาหารสด อาหารสำเร็จรูป ที่ตลาด และ 8.2 ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้าง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

9.มี 3 ธุรกิจ คือ 9.1 ธุรกิจการศึกษา เช่น สถาบันภาษา สถาบันด้านไอที เพราะกระแสความต้องการเรียนรู้มากขึ้นในโลกยุคไอที และการเข้าสู่เออีซีมีความต้องการใช้ภาษาที่ 2 หรือ 3 มีมากขึ้น 9.2 ธุรกิจจำหน่ายและผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ และ 9.3 ธุรกิจยา เวชภัณฑ์ และสมุนไพรธรรมชาติ เนื่องจากคนไทยชอบซื้อยารับประทานเอง และ 10.มี 2 ธุรกิจ คือ 10.1 ธุรกิจสถานออกกำลังกาย ตามกระแสสุขภาพ และ 10.2 ธุรกิจพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เพราะมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น รัฐมีนโยบายสนับสนุนด้วย

ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ หากรู้จักปรับตัวและเพิ่มทักษะ เพียงแค่นี้ก็แปลงร่างเป็นซูเปอร์ลูกจ้างมืออาชีพได้แล้ว

 

จีนหว่านเงินผูกมิตรอาเซียน นับถอยหลังเปิดศึก ‘ทะเลจีนใต้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445489

จีนหว่านเงินผูกมิตรอาเซียน นับถอยหลังเปิดศึก ‘ทะเลจีนใต้’

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

“ไม่มีหลักฐานอ้างอิงตามกฎหมายที่จีนสามารถใช้อ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือทรัพยากรภายในอาณาเขตที่จีนกำหนดไว้ในแผ่นที่เส้นประ 9 เส้น (Nine-Dash-Line) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้”

คือตอนหนึ่งในคำวินิจฉัยของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปฏิเสธการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนเหนือพื้นที่ 3.5 ล้านตารางกิโลเมตร ในน่านน้ำทะเลจีนใต้

คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังรัฐบาลฟิลิปปินส์สมัยประธานาธิบดี เบนิกโน อากีโน ตัดสินใจยื่นฟ้องท้าทายจีนไปในปี 2556 ว่าแผนที่เส้นประ 9 เส้น ซึ่งจีนอ้างว่าประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ที่ทั้งฟิลิปปินส์และจีนต่างลงนามเอาไว้

แน่นอนว่าคำตัดสินที่ออกมาย่อมเป็นผลดีกับฟิลิปปินส์ แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือยังส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อเวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงบรูไน ซึ่งมีกรณีพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่กับจีนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจีนได้กร้าวประกาศเอาไว้ว่าตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่า “ไม่ยอมรับ” อำนาจศาล และยืนกรานที่จะไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน หากแต่ผลพวงจากคำวินิจฉัยได้เร้าให้อุณหภูมิในทะเลจีนใต้ระอุอุ่นขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

งานสัมมนาวิชาการเรื่อง ทะเลจีนใต้หลังคำตัดสินของศาลโลก : สงบหรือปั่นป่วน ซึ่งจัดโดยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้รวบยอดความน่าจะเป็นของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยฉายภาพผ่านท่าทีของแต่ละประเทศ

รศ.สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ภาพฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับมหาอำนาจอย่างจีนว่า เหตุผลของการต่อสู้คือต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติทั้งในเชิงความมั่นคงและเศรษฐกิจ

เนื่องด้วยฟิลิปปินส์มีเส้นทางการเดินเรือ การค้าขาย การขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใหญ่มาก เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกกับยุโรปและตะวันออกกลางมีมูลค่าถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี รวมทั้งมีแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีน้ำมันก๊าดจำนวนมหาศาล

“ถามว่าฟิลิปปินส์จะรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างไร ก็ต้องเอาสหรัฐเข้ามาถ่วงดุล” รศ.สีดา ระบุและอธิบายเพิ่มว่า ฟิลิปปินส์มีกองทัพที่ไม่เข้มแข็งแต่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐมายาวนาน และมีข้อตกลง Balikatan ซึ่งอนุญาตให้มีเรือและเครื่องบินเข้ามาลาดตระเวนได้เป็นครั้งคราว จึงได้ชักชวนสหรัฐเข้ามาถ่วงดุลไม่ให้จีนมีบทบาทในน่านน้ำที่มีทรัพยากรมหาศาล ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับสหรัฐเองด้วย

รศ.สีดา ประเมินว่า ในอนาคตจะมีการสู้รบเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ เนื่องจากจีนรุกล้ำเขตของประเทศอื่นๆ และสหรัฐก็ได้เข้ามาลาดตระเวนตามคำร้องขอของฟิลิปปินส์ เมื่อสหรัฐเข้ามาก็เท่ากับเป็นการยั่วยุให้จีนโกรธมากขึ้น จึงเชื่อว่าจีนคงไม่ยอมหยุด เพราะต้องการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทหาร

ในส่วนของท่าทีประเทศเวียดนาม ผศ.ธีระ นุชเปี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองในอินโดจีน ระบุว่า ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) และหมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ซึ่งทั้งจีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงเวียดนามต่างอ้างสิทธิและเข้าไปจับจองผ่านรูปแบบของการตั้งสถานี ที่ตั้งทหาร แท่นขุดเจาะน้ำมัน แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ จนทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน

“พฤติกรรมของจีนในการอ้างสิทธิและจับจองเกาะต่างๆ โดยเฉพาะกับหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งจีนได้ยึดเอาไปจากเวียดนามใต้เมื่อปี 1974 จึงทำให้เวียดนามยิ่งไม่พอใจและเกิดเป็นกระแสชาตินิยมขึ้นต่อต้านจีนขึ้น” ผศ.ธีระ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือคงไม่มีใครสามารถไปแซะจีนออกจากการจับจองได้ เว้นสหรัฐจะใช้กำลังแต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือจีนก็จะอยู่ต่อไปเช่นนั้น แต่เชื่อว่าคงไม่ขยายการจับจองเพิ่มเติมหรือแสดงอำนาจบาตรใหญ่ไปกว่านี้

อาจารย์ธีระ บอกอีกว่า เวียดนามยอมรับคำตัดสิน แต่คงไม่แสดงออกถึงความยินดีได้อย่างออกนอกหน้า เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการยั่วยุ เนื่องจากท่าทีของจีนต่อเวียดนามชัดเจนว่าพร้อมใช้กำลังทหารตลอดเวลา

สำหรับท่าทีของไต้หวัน สมาน เหล่าดำรงชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวัน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ เป็นไปในลักษณะเดียวกับจีนคือ “ไม่ยอมรับ” คำตัดสินในประเด็นเส้นประ 9 เส้น โดยให้เหตุผลว่าจะสร้างความเสียหายให้กับสิทธิอำนาจของไต้หวันเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะเกาะไท่ผิง หรือเกาะอิตูอาบา

นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวันได้ส่งกองเรือรบออกไปยังเกาะไท่ผิง เพื่อปกป้องกรรมสิทธิ์ของตัวเองก่อนและหลังจะมีคำตัดสินออกมาเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด

อาจารย์สมาน วิเคราะห์ท่าทีของจีนในไตรมาสสุดท้ายว่า จีนกำลังใช้กลยุทธ์ทางการทูตและการสนับสนุนทางการเงินให้กับสมาชิกอาเซียน เพื่อดึงมาเป็นพันธมิตรในการตอบโต้ฝ่ายที่ขัดแย้งกับจีนโดยเฉพาะปัญหาทะจีนใต้ เนื่องจากจีนต้องการเดินหน้านโยบาย “China Dreams” ที่ต้องการเชื่อมโยงจีนเข้ากับภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางบกและทะเล

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเล สภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่เชื่อมโยงความขัดแย้งทั้งหมดคือผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล ซึ่งประเทศเล็กๆ ก็พยายามจะรักษาไว้ ส่วนจีนก็พยายามจะรุกเข้ามา

“จริงแล้วๆ เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน บทบาทของไทยจึงควรมีระยะห่างและควรสนับสนุนให้สองประเทศเกิดการเจรจาในระดับทวิภาคี ขณะเดียวกันเราก็ควรหันกลับมาดูผลประโยชน์ทางทะเลของตัวเองด้วย” พล.ร.ท.จุมพล ระบุ

 

ปิดทางสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช ต้องมลทิน ข้อครหารถเบนซ์หรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445464

ปิดทางสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช ต้องมลทิน ข้อครหารถเบนซ์หรู

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เส้นทางที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อาจไปไม่ถึงฝั่ง หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สรุปผลสอบคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จช่วง ว่า ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก

ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะกับโพสต์ทูเดย์ว่า หากพระสงฆ์องค์ใดต้องคดีความจะมีมลทินมัวหมอง แม้ว่า ขั้นตอนจะยังไม่ถึงขั้นจำคุก หรือศาลอาจให้รอลงอาญา ก็ถือว่า ต้องมลทิน และถ้าพระสงฆ์ถูกดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน หรือศาลไม่ให้ประกันตัวก็ต้องสึกจากความเป็นพระตามกฎหมาย

“เราจะเอาพระ องค์ที่มีมลทินติดข้อครหา มาเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้อย่างไร ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีชะลอ เรื่องไว้นั้นส่วนตัวเห็นว่าถูกต้องแล้วที่ยังไม่มีการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่เพราะต้องรอให้คดีความวุ่นวายต่างๆ จบสิ้นก่อน”

ปรีชา กล่าวว่า หากพระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีแล้วก้าวขึ้นมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชหรือรับตำแหน่งสมณศักดิ์  ย่อมขัดต่อความรู้สึกในสายตาของชาวพุทธจนนำไปสู่ความไม่สบายใจ แถมยังกระทบกับความรู้สึกและกระทบกระเทือนจิตใจของชาวพุทธ

อย่างไรก็ตาม ปรีชา ย้อนต้นตอปัญหาการตีความข้อกฎหมาย มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ. 2535 ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความยืนยันว่า อำนาจการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

ปรีชา อธิบายว่า มติ มส.ที่เสนอชื่อสมเด็จช่วงให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่มีผลตามกฎหมายเพราะเป็นการเสนอตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 มาตรา 7 วรรค 2 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ระบุว่า พระที่ต้องมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต้องมีสมณศักดิ์สูงสุด ซึ่งความจริงขัดต่อรัฐธรรมนูญและพระธรรมวินัย จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

ปรีชา ยกตัวอย่างการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในสมัยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกว่า ช่วงนั้นมีการเสนอ 3 รายชื่อ 1.สมเด็จพระญาณสังวร 2.สมเด็จพระพุฒาจารย์  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  และ 3.สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ วัดสามพระยา แต่ 2 องค์หลังไม่ขอรับตำแหน่งพระสังฆราช จึงเหลือเพียง 1 องค์คือ สมเด็จพระญาณสังวร

“การเสนอชื่อครั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 มาตรา 7 วรรค 1 ซึ่งถูกต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัย และถูกต้องกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีมาว่า พระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์”

ปรีชา ยังอธิบาย “ฐานันดรศักดิ์” ว่า ความหมายครอบคลุมถึงตำแหน่งทางพระสงฆ์ด้วย คือสมณศักดิ์ ฉะนั้นเรื่องนี้บัญญัติชัดเจนว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ดังนั้น ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 11 โดยการแก้ไขเพิ่ม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 วรรค 2 วรรค 3 จึงเป็นการขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มมีแก้ไขมา และยังไม่เคยมีการใช้มาตรานี้ แต่เพิ่งถูกนำมาใช้ครั้งมหาเถรสมาคม หรือ มส.เสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นมา

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอรายชื่อทูลเกล้าฯ สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ แต่ไม่ใช่เพียงพระองค์ใดองค์หนึ่ง ต้องเสนอเป็นบัญชีรายชื่อไป จากนั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ที่จะเลือกพระองค์ใดองค์หนึ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอมาก็ได้

“จะไม่เลือกทั้งสามองค์เลยที่เสนอไป และเลือกเอาองค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นพระแท้ข้างนอก ก็สามารถทำได้ตามพระราชอำนาจ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมเด็จในมหาเถรสมาคม หรือมีสมณศักดิ์ก็ได้  ตั้งพระองค์นอกขึ้นมาได้  ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมวินัยที่ไม่ได้ถือเอาอาวุโสสมณศักดิ์ เพราะตำแหน่งสมณศักดิ์ หรือ มส. เกิดขึ้นโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 และขัดต่อพระธรรมวินัย และที่มีการเพิ่มสมณศักดิ์ ทั้งที่ความเป็นจริงตามพระธรรมวินัยไม่มี  และเมื่อกฎหมายใดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ  กฎหมายนั้นย่อมไม่สามารถใช้ได้”

ปรีชา ระบุว่า นายกฯ สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 7 วรรค 2 และ 3 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าขัดก็จะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกองค์กรของรัฐต้องปฏิบัติตาม

 

เสียงจากชาวจีน “กระแสบอยคอตไทยไม่ใช่เรื่องจริง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445450

เสียงจากชาวจีน "กระแสบอยคอตไทยไม่ใช่เรื่องจริง"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

พฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ตั้งเเต่พูดจาเสียงดังโผงผาง เอะอะโวยวาย แซงคิว ไร้มารยาทในการท่องเที่ยวเเละใช้บริการสาธารณะ ทั้งหมดนี้ปรากฎเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องในรอบปีที่ผ่านมา ชนิดที่คนไทยพากันส่ายหน้า พร้อมกับโจมตีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มีข่าวว่านักท่องเที่ยวชาวจีนเริ่มน้อยใจกับเสียงด่าทอของเจ้าบ้านสยามเมืองยิ้ม จนเกิดเป็นกระแสบอยคอตไม่อยากมาเที่ยวเมืองไทยเสียแล้ว ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างคาดไม่ถึง

วันที่กระแสดังกล่าวกำลังเป็นที่สนใจของสังคม น่าสนใจว่าแท้จริงแล้วพวกเขาคิดเห็นกันอย่างไรกับคนไทย…

“เราไม่เคยโกรธคนไทย”

ในวันที่ภาพลักษณ์คนจีนในสายตาคนไทยตกต่ำย่ำแย่ ลองไปฟังเสียงของคนจีนกันว่า ความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขานั้นรู้สึกอย่างไร

ลู่ หย่ง เจียง ผู้สื่อข่าวจีนประจำประเทศไทยจาก China Radio International บอกว่า คนจีนส่วนใหญ่ไม่ได้แค้นเคืองกับการถูกโจมตีจากชาวไทย และยังเชื่ออยู่เต็มอกว่า “จีน-ไทยพี่น้องกัน”

“คนจีนเขาชอบเมืองไทยเพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนใหญ่มักเดินทางกลับมาเป็นครั้งที่สองหรือสาม เหตุการณ์หลายอย่างที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทย จีนเองก็ตื่นตัว พยายามทำความเข้าใจเรื่องพฤติกรรม มารยาท และวัฒนธรรมของไทยอยู่เสมอ ฝั่งรัฐบาลจีนเองก็ส่งเสริมให้บริษัททัวร์ต่างๆ เร่งให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เท่าที่ผมได้สัมผัสและรับรู้ ยังไม่มีความโกรธเคืองหรือต้องการบอยคอตไทย กลับกันทุกคนพยายามทบทวนตัวเอง เพื่อให้ไทยพอใจด้วยซ้ำ

จาง ตัน พนักงานบริษัทเอกชนชาวจีน เชื่อว่า เหตุผลที่คนไทยไม่ชอบคนจีนนั้นมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ หนึ่ง จีนเข้ามาครอบงำธุรกิจต่างๆผ่านนอมินีไทย สอง คนจีนไร้มารยาท และ สาม ปัญหาเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยเห็นว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรเล่นบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ สร้างความเข้าใจในเรื่องมารยาทและวัฒนธรรมการท่องเที่ยว จัดการเรื่องไกด์ผี และนำเสนอประเด็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มาจากจีนให้ชัดเจน ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยเข้าใจและเลิกโจมตีโดยไร้เหตุผลหรือไม่รอบด้าน

“การแสดงความเห็นด่าทอโจมตีคนจีนรุนแรงอย่างไร้เหตุผล วันหนึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียรายได้จำนวนมากจากการท่องเที่ยวไป บทเรียนในอดีต สมัยก่อนคนจีนนิยมไปเที่ยวฮ่องกงมาก ซื้อสินค้าและบริการสูง แต่ช่วงหลัง เมื่อเกิดกระแสข่าวว่าคนฮ่องกงไม่ชอบคนจีน ทำให้พวกเขาคิดกันว่า เออ…ฉันไม่มาแล้วก็ได้ อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าคนไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น ส่วนใหญ่ยังรักเมืองไทยและมีความรู้สึกดีเช่นเดิม”

จ้าวเยี่ยน หยาง  พนักงานออฟฟิศสาววัย 26 ปี บอกชัดว่าเธอเข้าใจดีถึงสิ่งที่ชาวไทยโจมตีพฤติกรรมและมารยาทในการท่องเที่ยวของเพื่อนร่วมชาติบางกลุ่ม

“ฉันอยู่เมืองไทยมา 3 ปีแล้ว รู้จักวัฒนธรรมไทยพอสมควร จึงพอเข้าใจที่คนไทยด่าทอชาวจีนบางคนอย่างรุนแรง  ยอมรับว่าคนจีนจำนวนหนึ่งที่เดินทางออกนอกประเทศยังไม่ได้ผ่านการอบรม ให้ความรู้ด้านมารยาทที่ดีพอ หลังจากที่ถูกตีกรอบมาอย่างยาวนาน พวกเขามักพูดเสียงดัง บางครั้งเหมือนกับกำลังทะเลาะกันด้วยซ้ำ การถูกตำหนิต่อว่าหลายๆครั้ง ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรยอมรับสำหรับคนจีน เพื่อนำไปปรับปรุง

สาวจีนรายนี้ ชี้ว่า คนไทยและจีนนั้นมีนิสัยค่อนข้างแตกต่างกัน คนไทยค่อนข้างจะอ่อนโยน แคร์ความรู้สึกและเคารพความเป็นส่วนตัว ขณะที่คนจีนมีความแข็งกระด้างในตัวเองสูง แต่ก็แลกเปลี่ยนความรู้สึกกันมากกว่าตามสไตล์ของคนที่โตมาในครอบครัวขนาดใหญ่นั่นเอง

ฉันยังเชื่อว่าคนจีนแทบทั้งหมดมองคนไทยในด้านบวก ถ้าพวกคุณไปเมืองจีน หากฟังภาษาออกจะรู้เลยว่า คนจีนแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้เจอคนไทย” 

ลู่ หย่ง เจียง ผู้สื่อข่าวจีนประจำประเทศไทยจาก China Radio International

จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

สถิติจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาประเทศไทย ตั้งแต่เดือน ม.ค.- ก.ค. แล้ว 5.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนครึ่งปีแรกของปี 2559 เท่ากับ 244,899  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31% เมื่อเทียบกับรายได้ ม.ค.-มิ.ย.2558 อยู่ที่ 186,456 ล้านบาท และนับตั้งแต่วันที่ 1.ม.ค.จนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 18.8 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 939,000 ล้านบาท

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีที่ได้ทำงานร่วมกับชาวจีน กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และบรรณาธิการนิตยสารไทย-จีน New Silk Road  ยืนยันว่า ทัศนคติชาวจีนที่มีต่อเมืองไทยและคนไทยนั้นดีเยี่ยม มองดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสนน่าอยู่ ที่สำคัญยังมีสโลแกนที่รับรู้กันทั่วประเทศซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นว่า “จีน-ไทย มิอื่นไกล พี่น้องกัน”

จีนไม่เคยมีปัญหากับบ้านเรา ไม่เคยมีข้อพิพาทรุนแรง ฉะนั้นสายตาที่เขามองเราไม่เหมือนกับที่มองประเทศอื่นที่เคยพิพาทกันแน่นอน ที่สำคัญจากประวัติศาสตร์รับรู้กันดีกว่า ในอดีตคนจีนอพยพเข้ามาในเมืองไทยจำนวนมากโดยอยู่ด้วยกันมากันหลายร้อยปีมาแล้ว จนทำให้เกิดการหลอมรวมวัฒนธรรมเป็นเนื้อเดียวกันมากมาย ทุกวันนี้เขาคิดว่าเรายิ้มเก่ง ใจดี เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

กอบกิจ มองว่า กระแสความไม่พอใจในตัวนักท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องปกติ ด้วยคนจำนวนมหาศาลถึง 4.7 ล้านคนในปีก่อน ล่าสุดเกือบ 6 ล้านคน และคาดว่าอนาคตอาจสูงถึง 9 ล้านคนต่อปี ก่อให้เกิดการเบียดเสียดยัดเยียดตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งคนไทยที่เคยชินกับความสงบและเป็นส่วนตัว พอต้องเจอกับพฤติกรรมการแสดงออกที่เกิดจากความไม่รู้ของชาวจีนจำนวนมาก จึงเกิดเป็นความบาดหมางใจ

สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง หากไม่มีป้ายประกาศภาษาจีนติดไว้ พวกเขาก็ไม่รู้ เดินเหยียบบนหญ้าบ้าง เอามือไปจับภาพเขียนกำแพงวัดบ้าง พฤติกรรมแบบนี้ทำให้คนไทยไม่สบายใจ ทั้งที่โดยลักษณะของคนจีน ชนชาตินี้หากมีป้ายประกาศ คำเตือน จะเชื่อฟังมาก เพราะสำหรับบ้านเมืองเขา กฏหมายกฏระเบียบเข้มงวด ฉะนั้นขอให้บอกเถอะว่าห้ามทำอะไรบ้าง เหมือนที่ญี่ปุ่นติดประกาศป้ายเตือนเป็นภาษาจีน หรือภาษาไทยตามแหล่งท่องเที่ยวก็ได้ผลดี  อย่างกรณี อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่แก้ปัญหาพฤติกรรมชาวจีนที่วัดร่องขุ่นด้วยป้ายเตือนภาษาจีน ทำเอกสารบอกไกด์ทัวร์ให้ถ่ายทอด ก็สามารถลดปัญหาและสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้น”

กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ และ บรรณาธิการนิตยสารไทย-จีน New Silk Road

 

อย่าด่าคนจีนแบบ”เหมารวมทั้งชาติ”

บรรณาธิการนิตยสารไทย-จีน New Silk Road ชี้ว่า กระแสจีนบอยคอตไทยนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่หากโจมตีชาวมังกรด้วยข้อมูลที่ผิดพลาดและไร้เหตุผลอย่างบ่อยครั้ง ในอนาคตก็ไม่แน่

“กระแสบอยคอตเมืองไทยนั้นไม่น่าใช่เรื่องจริง เพราะช่วงนี้คนจีนมาเที่ยวไทยน้อยอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ที่สำคัญอย่าลืมว่าประเทศเขาใหญ่มาก หากเรื่องที่โจมตีไม่ใช่กระแสระดับชาติ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการบอยคอตชนิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ประเด็นที่น่าวิตกยิ่งกว่า คือการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด เต็มไปด้วยอารมณ์ จนเกิดการส่งต่ออย่างแพร่หลาย เช่น ภาพหญิงสาวนั่งอุจจาระในคูเมืองเชียงใหม่ มีการระบุว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งที่ข้อเท็จจริง ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ชาวจีน และ มีอาการสติไม่สมประกอบ  หรือกรณีล่าสุด พระเครื่องที่ตลาดสำเพ็ง ช่วงแรกตีข่าวใหญ่โตกันว่า จีนทำพระเครื่องมาหลอกขายไทย แต่สุดท้ายปรากฏว่าผู้ผลิตเป็นคนไทย ผลิตในเมืองไทย ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเตรียมเอาไปขายให้คนจีนด้วย ฉะนั้นต้องระวังให้มาก กับการโจมตีที่ไม่เป็นธรรม

นักวิชาการรายนี้ บอกว่า การตำหนิที่เป็นเหตุเป็นผล เชื่อว่าคนจีนจะรับฟัง ยอมรับ และพร้อมปรับปรุงตัว โดยรัฐบาลจีนเองก็พยายามรณรงค์ให้ความรู้เรื่องมารยาทด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยมีบทลงโทษถึงขั้นห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หากไปทำพฤติกรรมรุนแรงไม่เหมาะสมเข้า

“อะไรที่มันไม่จริงแล้วพลิกให้มันจริง ด่าเขา ลักษณะนี้อาจทำให้เกิดการร้าวฉานและบอยคอตขึ้นมาจริงๆในอนาคต กรุณาใช้เหตุผลในการตำหนิ ไม่ใช่การผลักไล่ไสส่งให้กลับบ้าน ด่าทอแบบเหมารวม หมิ่นประมาทยกเชื้อชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง”

ผลประโยชน์ระหว่างสองประเทศนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าจะหมางเมิน เเละละเลยความเข้าใจอันดีต่อกัน ขอเพียงอีกฝ่ายหนึ่งเปิดกว้าง อีกฝ่ายหนึ่งปรับปรุง สถานการณ์ต่างๆคงดีขึ้นในไม่ช้า

 

รู้จัก “หมอเปรมศักดิ์” มือสั่งถอดกางเกงสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445190

รู้จัก “หมอเปรมศักดิ์” มือสั่งถอดกางเกงสื่อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภาพถ่ายปรากฏใบหน้าของ “นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ” นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ กับหญิงสาวกำลังผูกข้อมือต่อแขน ถูกเผยแพร่ในโลกสังคมออนไลน์ จนมีกระแสว่าภาพดังกล่าวคือ งานพิธีสู่ขอหญิงสาววัยรุ่นวัย 17 ปีซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 ทั้งที่ตามประวัติได้ครองคู่สมรสแล้วในปัจจุบัน นำไปสู่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนภูมิภาคเกาะติดสถานการณ์ค้นหาข้อเท็จจริง

แต่แล้วเมื่อเจอหน้าสื่อกลางสำนักงานเทศบาล นพ.เปรมศักดิ์เกิดโมโหโกรธา สั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำเทศบาล 4 นาย ล็อคตัวนักข่าวไว้พร้อมถอดกางเกงและบันทึกภาพเป็นการเอาคืนหวังให้เกิดความอับอาย เนื่องจากไม่พอใจในการเสนอข่าว จากเหตุการณ์นี้ทำให้สังคมให้ความสนใจในชื่อของ “หมอเปรม” อีกครั้งว่า เขาคือใคร ทำไมถึงกล้าแบล็คเมล์ชีวิตคนเช่นนี้?

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ชื่อของนพ.เปรมศักดิ์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จากลูกชาวนา หลังเลิกเรียนชอบหอบวิทยุทรานซิสเตอร์ไปช่วยพ่อแม่ทำนาเลี้ยงวัว ใฝ่ฝันอยากเป็นคุณหมอ เพราะสมัยก่อนใครจบสูงได้เป็นหมอมักได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านอย่างมาก และหวังสร้างชื่อให้กับบ้านเกิดที่อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น จึงเข้าศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระดับปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโทพุทธศาสนามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนศษสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นคนชอบทำกิจกรรม ทำให้ผลการเรียนตกต่ำลง กระทั่งครั้งหนึ่งอาจารย์ถามว่าเรียนหมอไปทำไม จึงตอบไปว่า เรียนเพื่อเป็นไป สส. อยากเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข หลังเรียนจบเลือกตัดสินใจไปเป็นหมอชนบทที่ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น อยู่โรงพยาบาลห่างไกลปืนเที่ยง ไม่นานนักได้ย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุข โรงพยาบาลพล ทำงานเข้าถึงประชาชน พยายามหาทางแก้ปัญหายาเสพติดซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจมาโดยตลอด จนได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่น ด้านจิตเวชศาสตร์สงเคราะห์ จากมูลนิธิจิตเวชศาสตร์สงเคราะห์ประเทศไทย ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการชักชวนจาก ชิงชัย มงคลธรรม ให้มาสมัครผู้แทนฯในนามพรรคความหวังใหม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น

บทบาททางการเมืองครั้งแรกทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมหาดไทย ในปีพ.ศ. 2535 จากนั้นมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นจึงมุ่งเน้นปราศรัยโดดเด่น ทุ่มทุนหาเสียงจนได้คะแนนเสียงเลือกตั้งล้นหลามเข้ามานั่งในรัฐสภา

สร้างผลงานฝีปากกล้าตั้งกระทู้รัฐมนตรีแฉกลางสภาถึงปัญหาถนนหนทาง สะพาน ประปา ไฟฟ้า ทำให้กลายเป็น สส.ดาวรุ่งจากพรรคความหวังใหม่ และเป็นไม้เบื่อไม้เบากับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์  รองนายกรัฐมนตรี อดีตรมว.มหาดไทย และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเกาะติดตรวจสอบการทำหน้าที่ของ เสธ.หนั่น อย่างถึงพริกถึงขิง

ทั้งยังเป็นประธานกรรมาธิการแรงงาน มีฉายาว่า “หมอเปรมเว้าแปน”

เมื่อพรรคการเมืองคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมาในชื่อ “พรรคไทยรักไทย” ทำให้พรรคความหวังใหม่ถูกยุบรวมเข้าเป็นพรรคไทยรักไทยเพียงหนึ่งเดียว ขณะนั้นนพ.เปรมศักดิ์จำต้องอยู่ภายใต้พรรคใหม่อย่างไม่เต็มใจนัก เนื่องจากไม่พอใจการบริหารงานที่ถูกสั่งจากบุคคลเดียวเท่านั้น

ทำให้เส้นทางการเมืองของนพ.เปรมศักดิ์ ไม่ราบรื่นและถูกตำหนิจาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งเขาเป็นผู้ออกมาแฉว่าพรรคไทยรักใช้เงินทุนซื้อทุกอย่างไปจนหมดสิ้น อาทิ นักการเมือง และหุ้นปตท. ซึ่งระบุว่ามีแต่นักการเมืองกว้านซื้อหมดภายใน 5 นาทีไม่ได้เป็นของมหาชนอย่างที่ตั้งใจ

เขาถูกกากบาทสีแดงให้รายชื่อสส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 33 ร่วงลงไปรั้งท้ายที่ 93 ซึ่งยากที่จะได้รับเลือกเข้าสภา ความอึดอัดใจทำให้นพ.เปรมศักดิ์ เลือกจะลาออกจากพรรคแล้วไปบวชที่วัดพิกุลเงิน ล้างแค้นทักษิณเพื่อให้จำนวนสส.ไม่เพียงพอต่อการเปิดสภาส่งผลให้การเลือกตั้งวันที่ 2  เม.ย. 2549 เป็นโมฆะ

ระหว่างที่บวชเป็นพระ นพ.เปรมศักดิ์ยังคงออกมาแฉว่ามีกระบวนการพยายามอุ้มจากน้ำมืออันธพาลที่มาล้อมวัดกว่า 300 คน และเขาเป็นผู้กล่าวว่า “เผด็จการอย่ามองว่าเป็นเผด็จการทหารเท่านั้น เผด็จการที่น่ากลัวที่สุดคือเผด็จการทุนนิยม น่ากลัวกว่าเผด็จการทุกอย่าง” ก่อนเงียบหายจากการเมืองด้วยการทิ้งทวนโจมตี พรบ.ประกันสังคม

แต่หลังจากบวชได้ 2 ปีต้องลาสิกขาเพราะบิดาล้มป่วย จากนั้นไปช่วยงานให้กับพรรคภูมิใจไทย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองทำให้พรรคไทยรักไทยครองพื้นที่ภาคอีสานไปได้ ก่อนตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน กระทั่งเกิดเป็นเรื่องอื้อฉาวในที่สุด

ต่อจากนี้ จับตาความเคลื่อนไหวของนพ.เปรมศักดิ์ เมื่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามการคุกคามสื่อมวลชน กักขังหน่วงเหนี่ยวคุกคามเสรีภาพ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามกฏหมาย ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนบ้านไผ่ จะยื่นเรื่องให้ปลดนพ.เปรมศักดิ์ออกจากตำแหน่งกรรมการโรงเรียนบ้านไผ่อีกด้วย

ขณะที่กำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สั่งให้รวบรวมข้อมูลสอบสวนความผิดตามพ.ร.บ.เทศบาล…มาตรา 73 ปฏิบัติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย หรือ สวัสดิภาพของประชาชน ทั้งนี้ รมว.มหาดไทย สามารถใช้ดุลพินิจสั่งให้นายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้ทันที.

 

ศึกชิงเก้าอี้ “ผบช.น.” สุดท้าย…จบที่เด็กบิ๊กป้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445049

ศึกชิงเก้าอี้ "ผบช.น." สุดท้าย...จบที่เด็กบิ๊กป้อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากหัวข้อที่ต้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน ก.ตร. รับทราบและเคาะเกลี่ยตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และตำแหน่งระดับ พล.ต.ท. และ พล.ต.ต.อีกจำนวนหนึ่ง

รวมถึงการกำหนดตำแหน่งและปรับลดตำแหน่งระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ รอง ผบ.ตร.หลักมีอยู่ 7 ตำแหน่ง ปรับลดเหลือ 5 ตำแหน่ง และที่ปรึกษา (สบ 10) จากเดิมมี 5 ตำแหน่ง ปรับเพิ่มเป็น 10 ตำแหน่ง เป็นต้น

แต่ที่ต้องบอกให้จับตา เพราะยังมีเรื่องสำคัญ คือ วาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ผบช. และ ผบก. นอกวาระประจำปี หรือที่เรียกว่านายพลนอกฤดูกาล ตำแหน่งสำคัญของตำรวจอย่างผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) อาจจะมีการสับเปลี่ยนตัวนายตำวจผู้คุมเก้าอี้ในการประชุมครั้งน้ีด้วย

เพราะดูเหมือน “แป๊ะเล็ก” พล.ต.ท.ศานิตย์มหถาวร รักษาราชการแทน ผบช.น. ผู้ที่นั่งเก้าอี้ตำรวจเมืองหลวงแค่ครึ่งก้นมาเกือบ 10 เดือน การทำงานแม้จะหนักหน่วง จับกุมผู้ต้องหารายวันแถลงให้สังคมเห็น แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เข้าตา “แป๊ะใหญ่” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ยังไม่สั่งให้เป็นตัวจริงในตำแหน่ง ผบช.น. พร้อมกระแสที่เกิดขึ้นตลอดขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ นั่งทำงานว่าจะมีการโยกย้ายออกจากตำแหน่ง

กอปรกับยังมีเรื่องเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ตำรวจนครบาล ทั้งกรณีพนักงานสอบสวนบกพร่องต่อหน้าที่ หรือการทลายอาบอบนวดผิดกฎหมายรายใหญ่ในพื้นที่รัชดาภิเษก ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดในพื้นที่ต้องรับผิดชอบด้วย

แต่กระนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ต้องเกรงใจอยู่บ้าง เนื่องจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ ถือเป็นนายตำรวจที่ใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกทั้งก็ยังนับถือเป็นน้องรักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วย และหากทำอะไรลงไปกำแพงที่หนาของบิ๊กตู่และบิ๊กป้อมก็พร้อมป้องกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ อย่างทันที อีกทั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ต้องทำงานภายใต้คำสั่งรัฐบาล คสช.อย่างขัดขืนไม่ได้ด้วย เพราะหากยังรักที่จะนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่สุดในรั้วปทุมวันอยู่ อะไรที่ต้องยอมก็ต้องยอม

แต่หากกำแพงที่ว่าเกิดใช้งานไม่ได้ และต้องมีการเปลี่ยนบิ๊กตำรวจเมืองกรุงจริงๆ สาดส่องไปหาคนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ น่าจะไว้ใจและทำงานตอบสนอง ผบ.ตร.ได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้น “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 36 มาด้วยกัน อีกทั้งยังทำงานร่วมกัน การสั่งการหรือการบังคับบัญชาน่าจะคล่องตัวและราบรื่นมากกว่า พล.ต.ท.ศานิตย์

อีกทั้ง พล.ต.ท.ชาญเทพ ยังถือว่าเป็นนายตำรวจที่ครบเครื่อง ทั้งงานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม และงานบริหารก็ไม่น้อยหน้า บวกกับประสบการณ์ที่เคยคุมงานสืบสวนและสอบสวนขณะที่เป็นรอง ผบช.น. ก็ทำให้คุ้นชินกับพื้นที่ และพร้อมที่จะเข้ามาเมืองกรุงเพื่อคุมตำรวจทั้ง 88 โรงพัก

ดังนั้น เสียงซุบซิบภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พอจะทำให้คาดเดาได้ว่าในที่ประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ ชื่อของ “บิ๊กหยม” น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาให้คณะกรรมการพิจารณาเป็นรายแรก หากว่าการพูดคุยเรื่องสับเปลี่ยน ผบช.น.เป็นผล

แต่อีกคนที่มองข้ามไม่ได้ เพราะถือเป็นม้ามืดที่ชื่อโผล่ออกมา คือ พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง รักษาราชการแทน ผบช.ภ.9 คุมพื้นที่ภาคใต้ ที่ว่ากันว่าเป็นชื่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ เสนอเข้าไปให้ ก.ตร.พิจารณา โดยเฉพาะหากการพูดคุยเรื่องเปลี่ยน ผบช.น.ไม่ลงตัว พล.ต.ท.จิตติ อาจจะต้องเก็บกระเป๋าขึ้นมากรุงเทพฯ ได้เหมือนกันหากรัฐบาลต้องการตัว

ชื่อนายตำรวจทั้ง 3 นาย จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ว่าใครก็มีสิทธิจะถูกเลือกได้ทั้งหมด อีกทั้งทุกคนต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ช่วยรัฐบาลรักษาความสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงใกล้วันออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ ที่ต้องดูแลความเรียบร้อย เพราะครั้นรัฐบาลจะให้ทหารออกมาควบคุม ก็เกรงว่าภาพออกมาจะไม่เหมาะสม ดังนั้นการใช้ตำรวจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้การทำงานของตำรวจก็ต้องเป็นเอกภาพด้วยเช่นกัน

รูปแบบของ ผบช.น.อาจจะต้องเด็ดขาด ทำงานราบรื่นในระนาบเดียวกันระหว่างรั้วปทุมวัน และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

แน่นอนว่าตำแหน่ง ผบช.น. ถือเป็นเก้าอี้หลักที่ตำรวจหลายนายถวิลหา เพราะชื่อเสียง บารมี ผลประโยชน์ และการเติบใหญ่ในอาชีพสีกากี แต่การนั่งเก้าอี้ ผบช.น.ในภาวะปัจจุบัน นายตำรวจที่เข้ามาทำงานต้องครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น และพร้อมรับมือกับความเห็นต่างที่ขัดแย้งรัฐบาลได้ด้วย