รธน.สกัดรัฐก้าวก่ายเอกชน กกร.ให้เลือกตั้งตามโรดแมป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445029

รธน.สกัดรัฐก้าวก่ายเอกชน กกร.ให้เลือกตั้งตามโรดแมป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ เรื่อง “สาระสำคัญและประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ” ณ ห้องนภาลัยรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร

โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. บรรยายว่า ร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นกรอบกติกา ขื่อแปบ้านเมือง ซึ่งทุกประเทศต้องมี ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณี เพราะเป็นข้อตกลงสูงสุด ทว่า แต่ละประเทศมีความจำเป็นตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม ปัญหาแตกต่างกัน

“เรามักเผชิญปัญหาว่า รัฐธรรมนูญมีอยู่มันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ นักวิชาการมักอ้างว่าประเทศไหนไม่มี ประเทศอื่นไม่เขียนไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการพูดแบบท่องตามตำรา เรียนแบบจำ ประเทศไทยมีปัญหาของเรา เราไม่ยอมรับเสรีภาพในเรื่องการพกอาวุธปืนก็ไม่เขียน อะไรคือศาสนาประจำชาติเราไม่เขียน เพราะอดีตได้เขียนไว้อย่างแยบยล ดังนั้น รัฐธรรมนูญแต่ละประเทศก็ทำเพื่อแก้ปัญหาของประเทศนั้น”

มีชัย ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติได้มีการตั้งคำถามเพื่อดูว่าประเทศมีปัญหาอะไร และ กรธ.พบ อาทิ เรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน ความเหลื่อมล้ำ ในทางกฎหมายแม้ทัดเทียม เช่น คนอายุ 60 ปี ได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล 800 บาท แต่ได้ตัดเฉพาะเศรษฐีเพื่อเอามาเพิ่มให้คนจน

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่ายังมีเรื่องการศึกษา จึงให้เรียนฟรีตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเสมอกัน และทำให้เป็นหลักสูตรใหม่ ให้เด็กได้เรียนตามความถนัด เพราะเชื่อว่าถ้าทำอย่างนั้นจะมีความสุขและประสบความสำเร็จและยืนยันว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่มีการยกเลิกเรื่องบัตรทอง

ขณะเดียวกัน ปัญหาต่อมา คือ เศรษฐกิจ กรธ.ยอมรับไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าว แต่รู้ว่าอุปสรรคคนทำธุรกิจ คือ กฎเกณฑ์รัฐ การเข้ามายุ่งกับเจ้าของธุรกิจมากเกินไป เพราะสิ่งแรกที่รัฐทำ คือ กฎหมาย ใครทำอะไรต้องมาขออนุญาต ทำตัวเชี่ยวชาญ เป็นห่วงเป็นใย

“รัฐก้าวก่ายเกินไปไม่ว่ากฎหมายเกินจำเป็น ก้าวก่ายเข้ามาแข่งขัน แต่รัฐทำอะไรไม่เคยขาดทุน เพราะไม่เคยมีต้นทุน ดังนั้น จึงห้ามรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ เพราะอัตราเสี่ยง 90% ต่อการเจ๊ง เนื่องจากข้าราชการไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ ฉะนั้น รัฐต้องไม่ทำการค้าแข่งกับเอกชน ยกเว้นด้านสาธารณูปโภค

รัฐธรรมนูญนี้อาจเขียนแปลกไปจากรัฐธรรมนูญเก่าๆ ตรงที่แต่เดิมเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างเป็นธรรม แต่คราวนี้ไม่เขียน เพราะเป็นวิวัฒนาการ เขียนเพียงว่าการพัฒนาเศรษฐกิจให้คำนึงถึงการพัฒนาที่ประชาชนได้รับ นอกจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และในการพัฒนาให้คำนึงถึงความสมดุลทางเจริญด้านวัตถุและจิตใจ”

มีชัย ยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ตัดสิทธิปัจเจกชนหรือชุมชนออก แต่อาจเขียนแปลกจากของเก่าๆ เพราะอะไรเคยมีเคยได้ย่อมต้องมี และการร่าง กรธ.ไม่ได้คิดกันเองเพียง 21 คน แต่ละคนได้ไปถามผู้รู้ทั้งเศรษฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรม

ด้าน อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังร่วมรับฟังการสัมมนาว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการรณรงค์ให้สมาชิกในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) มาออกเสียง เพราะหากประเทศไทยมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติได้มาก

ส่วนกรณีที่หากส่วนใหญ่ลงประชามติว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเรื่องนี้จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ต่อไปอย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันแล้วว่า จะให้มีการเลือกตั้ง ส่วนความกังวลของภาคเอกชนในขณะนี้ก็คือภาวะเศรษฐกิจโลก การก่อการร้ายที่เพิ่มมากขึ้นในยุโรปหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ที่ระดับ 3-3.5% เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ยังคงออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว น้ำตาล และยางพารา เป็นต้น

“รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับใดเมื่อออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการก็คือ ต้องช่วยให้บ้านเมืองสงบ นโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่องและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจไปได้เพราะขณะนี้ประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นด้วย ดังนั้นการทำงานร่วมกับระหว่างภาครัฐและเอกชนจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

ขณะที่ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าผลของการรับร่างธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาคเอกชนทั้งไทยและนักลงทุนต่างชาติ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากที่สุด คือ รัฐบาลควรเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

“หากเป็นไปตามโรดแมปเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจแน่นอน สำหรับนักลงทุนต่างชาติเองก็คงสนใจโรดแมปมากที่สุด มีการเลือกตั้งในปี 2560 สำหรับข้อกังวลในการลงประชามติเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดูแล อย่างไรก็ตามแม้ผลจะออกมาเป็นอย่างไรแต่ภาคเอกชนคงต้องดำเนินธุรกิจต่อไปอยู่แล้ว”

วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าสิ่งสำคัญคือรัฐบาลควรดำเนินการตามโรดแมปกำหนดให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 แต่ขณะนี้เชื่อว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเอกชนมีความเชื่อว่าไม่มีปัญหาในภาพรวม

ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความสำคัญด้านการศึกษามากขึ้นโดยครอบคลุมถึงระดับชั้นอนุบาล การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ลดขั้นตอนการอนุมัติของภาคเอกชน โดยให้มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน และปิดช่องทางการคอร์รัปชั่น

อย่างไรก็ดี ระหว่างงานสัมมนายังได้มีผู้เข้าร่วมรับฟังสอบถามประเด็นการแก้ไขเรื่องคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะเรื่องการตั้งศาล มีชัย ระบุว่า ไม่ต้องกังวล เพราะได้เขียนในมาตรา 63 รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมประชาชนรวมตัวรณรงค์ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส และได้รับการคุ้มครองจากรัฐ และมาตรา 278 ให้ดำเนินการออกกฎหมายเสนอไปสนช. ภายใน 240 วัน นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

 

แผนผลิตคนป้อนแรงงาน4.0 อุดรูรั่วมิติสังคมชี้อนาคตประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/444612

แผนผลิตคนป้อนแรงงาน4.0 อุดรูรั่วมิติสังคมชี้อนาคตประเทศ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการด้านการศึกษาทั่วโลก คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงอนาคตอันใกล้นี้ได้เข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและระบบเศรษฐกิจเพื่อรองรับยุคที่ถูกเรียกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือยุค Economy 4.0 ” ถูกให้นิยามว่า คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์เป็นเชิงนวัตกรรม จากที่เคยขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรม เปลี่ยนเป็นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

การเตรียมกำลังคนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่จะมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ย้อนกลับมาถามว่า สังคมไทยมีความพร้อมในเรื่องนี้แค่ไหน

ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า การศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมกำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Economy 4.0 แต่การวางระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ ต้องเปลี่ยนหลายด้านให้สอดรับกันอย่างเป็นระบบในการศึกษาทุกระดับ ต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอน ระบบการประเมิน และผู้สอน

ทั้งนี้ การศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการสอน ลดการเรียนรู้เชิงเทคนิค การเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ แต่ให้น้ำหนักกับการสร้างทักษะการเรียนรู้และปรับตัวของผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต และจัดการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่และกลุ่มจังหวัดใกล้เคียง เมื่อการเรียนการสอนได้เปลี่ยนวิธีการวัดประเมินผลหรือความรู้ที่ได้จากการเรียน ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่การสอบเพื่อวัดการท่องจำ หรือแค่วัดเพียงเนื้อหาในหลักสูตร

ไกรยส กล่าวว่า เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หลายประเทศเริ่มหันไปสอนให้เด็กคิดเชิงระบบ สิ่งที่เพิ่มขึ้นและถูกพูดถึงในการสอนยุคใหม่ คือ การสอนให้เด็กมีคาแรกเตอร์ หรือลักษณะนิสัยที่ชัดเจน ประเทศสิงคโปร์บรรจุเรื่องการสร้างคาแรกเตอร์เด็กไว้ในหลักสูตรการสอนมาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน เขาสอนให้เด็กรู้จักอดทน อดกลั้น ทำงานเป็นทีมได้ ให้รู้จักสร้างแรงบันดาลใจ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลักสูตรในประเทศไทยยังไม่พูดถึง การสอนต้องเปลี่ยน เพราะงานทักษะการทำซ้ำเป็นประจำ จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี การสอนต้องพุ่งเป้าไปที่ทักษะที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เช่น ทักษะคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดวิเคราะห์ ที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ” ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. กล่าวว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับการปรับระบบศึกษา เพราะเห็นว่าการศึกษากับเศรษฐกิจนั้นใกล้ชิดกัน โดยมองว่าระบบการศึกษากับระบบการผลิตของประเทศส่งผลกระทบถึงกันโดยตรง สิ่งที่ยืนยันว่าระบบการศึกษากำลังให้ความสำคัญกับทักษะ การคิดสร้างสรรค์  คือ โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ที่จะสอบในปี 2564 จะบรรจุการทดสอบทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) นอกเหนือจากที่เคยสอบ 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ก่อนที่จะสร้างเด็กอีกรุ่นขึ้นมารองรับความเปลี่ยนแปลง จะต้องทราบก่อนว่าพวกเขาเป็นคนแบบไหน เด็กในยุคที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ที่เรียกว่า เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z) เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตมา โดยมองว่าทุกสิ่งเป็นเทคโนโลยีที่สั่งงานง่าย ขณะเดียวกันเด็กรุ่นนี้ยังได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง มีสิ่งที่คนรุ่นก่อนหน้านี้ไม่มี นั่นคือสังคมกลางอากาศ ซึ่งเป็นโลกไร้พรมแดน ค้นหาสิ่งต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์ได้จนทำให้มีความเป็นปัจเจกหรือความเป็นตัวของตัวเองมาก จนพวกเขาไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนอื่นแบบพบมีตัวตน แต่สื่่อสารผ่านออนไลน์ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาสถานที่

ทว่าอีกรุ่นที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งถูกเรียกว่า เจเนอเรชั่น อัลฟา (Generation Alfa) นั้นยิ่งมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นไปอีก พวกเขาถูกนิยามไปถึงประชากรในอนาคต เด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่กำลังเรียนชั้นอนุบาลอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าบ้าน วัด โรงเรียน จึงเสี่ยงมีปัญหาเรื่อง ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ทักษะการสื่อสาร และอาจจะมีปัญหาเรื่องคาแรกเตอร์

“เราต้องหาวิธีอุดรูรั่วไม่ให้โลกอนาคตทำลายคนรุ่นนี้ ซึ่งพวกเขาอาจจะทำตัวให้สาบสูญไปจากปฏิสัมพันธ์ในสังคมเลยก็ได้ ถ้าเราไม่เตรียมการรับมือ สิ่งที่เคยเห็นว่าประเทศไทยเป็น สยามเมืองยิ้ม ก็อาจจะหายไปเพราะคนรุ่นนี้ได้ อย่าลืมว่าคนรุ่นก่อนอาจจะหาความรู้ได้จากพ่อแม่ ครูในโรงเรียน แต่เด็กรุ่นนี้สามารถหาความรู้ได้จากโลกไร้พรมแดน จึงอาจจะรู้สึกว่าไม่ต้องเคารพพ่อแม่ ครูอาจารย์ก็ได้”

นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถมีความรู้ได้หลากหลาย มีทักษะการทำงานได้มากกว่าอย่างเดียว มีช่องทางในการทำงานมากกว่าคนในอดีต ความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์กรก็อาจจะน้อยลงไปด้วย เขาไม่จำเป็นต้องรักองค์กร สภาพเศรษฐกิจโลกยุคใหม่จะทำให้เกิดมิติทางสังคมที่ไร้ความผูกพันเกิดขึ้น ตีคู่กันมา ยังไม่นับถึงคนในโลกอนาคตที่เริ่มมีลูกน้อยลง คนที่มีจะยิ่งเลี้ยงลูกแบบสำลักความรัก คือปรนเปรอทุกรูปแบบ สิ่งที่ส่งผลตามมา คือ จะเกิดสังคมเห็นแก่ตัวเต็มรูปแบบ ไม่ต้องเอื้ออาทรต่อกัน โลกที่ทันสมัยขึ้นจะยิ่งสร้างสังคมที่บกพร่องมากขึ้น” นพ.สุริยเดว กล่าว

 

“ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ” ปมฉาวสั่นคลอนยุทธจักรสีกากี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/444162

"ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ" ปมฉาวสั่นคลอนยุทธจักรสีกากี

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวฉาวโฉ่กรณี “ร.ต.อ.แจ้งความจับร.ต.อ.” ข้อหาฉ้อโกงเงิน 7 แสนบาท หลังแอบอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ที่สามารถวิ่งเต้นให้เลื่อนตำแหน่งรองสารวัตรขึ้นเป็นสารวัตรได้ สุดท้ายแห้ว แถมโดนเบี้ยวเงิน …เรื่องลับๆจึงกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

แม้ภายหลังมีการปฏิเสธว่าเป็นแค่เรื่องส่วนตัว แต่นั่นก็มิอาจหยุดยั้งความเชื่อของประชาชนว่า การซื้อตำแหน่งในวงการตำรวจนั้นมีมูลความจริง แต่จะราคาเท่าไหร่ ซื้อขายกันอย่างไร …ยังคงเป็นปริศนา

 

ส่อง”โรงพักทำเลทอง”ขุมประโยชน์มหาศาล

พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ถือเป็นขุมทรัพย์ผลประโยชน์มหาศาลที่ใครๆต่างต้องการจะครอบครองเก้าอี้

จากการสำรวจพบว่า สถานีตำรวจนครบาลทั้ง 88 แห่ง มีการแบ่งเกรดกันตามผลประโยชน์ 4 ประเภทของแต่ละท้องที่ ประกอบด้วย

1.แหล่งธุรกิจ ร้านทอง ห้างร้าน ตึกพาณิชย์ ธนาคาร ฯลฯ สามารถเรียกเก็บค่ารักษาความปลอดภัยในแต่ละเดือน เม็ดเงินจะสะพัดมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนความหนาแน่นในพื้นที่

2.ที่พักอาศัย คอนโด หอพัก อพาร์ตเมนต์ ยิ่งมีความเจริญมาก อาชญากรรมก็จะเพิ่มขึ้น เจ้าของที่พักอาศัยจึงใช้บริการตำรวจให้สายตรวจแวะเวียนดูแล คิดผลตอบแทนเป็นรายเดือน

3.สถานบริการ ร้านอาหาร คาราโอเกะ โรงแรม ผับบาร์ อบอบนวด มีค่าตอบแทนต้องจ่ายให้ตำรวจท้องที่

4.ชุมชน จัดสรรตามความหนาแน่นของแต่ละชุมชน จะมีการตั้ง”ตู้แดง” ท้องที่ละ 300-400 ตู้ ในอัตราขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อเดือน

พื้นที่โซนเหนือ ทำเลทองคือ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) มีโรงพักในสังกัด 9 แห่ง ในพื้นที่มีแหล่งการค้า อาหารพาณิชย์ สถานบริการอาบอบนวด รวมถึงผับบาร์ย่านอาร์ซีเอ หากจำแนกให้ชัดคือ สน.ห้วยขวาง สน.พญาไท สน.มักกะสัน เกรด A สน.ดินแดง สน.ชนะสงคราม สน.ดุสิต สน.นางเลิ้ง สน.สามเสน เกรด B และ สน.บางโพ เกรด C อีกทำเลของโซนนี้คือ บก.น.2  มีโรงพัก 11 แห่ง เป็นทำเลทองเนื่องจากเป็นย่านการค้าและธุรกิจสีดำ สน.บางซื่อ เกรด A สน.ดอนเมือง สน.ทุ่งสองห้อง สน.บางเขน สน.ประชาชื่น สน.พหลโยธิน สน.สุทธิสาร และ สน.เตาปูน เกรด B สน.โคกคราม และ สน.สายไหม สน.คันนายาว เกรด C

พื้นที่โซนใต้ ทำเลทองคือ บก.น.5 มี 9 โรงพัก ถือเป็นพื้นที่พรีเมียม ตำรวจหมายปองนั่งเก้าอี้ในพื้นที่เพราะมีแหล่งธุรกิจ โรงแรม อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า สถานบริการอาบอบนวด ผับ บาร์ โรงพักทองคำคือ สน.ทองหล่อ สน.ท่าเรือ สน.ลุมพินี  และ สน.คลองตัน เกรด A พื้นที่เกรด B+ ได้แก่ สน.วัดพระยาไกร สน.ทุ่งมหาเมฆ สน.บางโพงพาง สน.พระโขนง และ สน.บางนา เกรด B ขณะที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร คือ พื้นที่ บก.น.6 มีโรงพัก 8 แห่ง ถือว่าดีเช่นกัน มีย่านธุรกิจสำคัญ ครอบครองเยาวราช พัฒน์พงษ์ สะพานเหล็ก และคลองถม โรงพักเบอร์หนึ่งของพื้นที่ระดับเกรด A คือ สน.บางรัก สน.ปทุมวัน สน.พลับพลาไชย 2 ขณะที่ สน.ยานนาวา สน.จักรวรรดิ และ สน.พลับพลาไชย 1 เกรด B+

พื้นที่โซนธนบุรี ทำเลทองคือ บก.น.7 มีโรงพัก 11 แห่ง สถานบริการอาบอบนวด บ่อน อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ หากจำแนกระดับให้ชัดเจนคือ สน.บางยี่ขัน และ สน.ตลิ่งชัน เกรด A สน.บางกอกน้อย เกรด B บวก สน.บางกอกใหญ่ สน.บางพลัด สน.บางขุนนนท์ และ สน.ท่าพระ เกรด B ขณะที่ สน.ธรรมศาลา สน.บวรมงคล สน.บางเสาธง และ สน.ศาลาแดง เกรด C ส่วนพื้น บก.น.8 มีทั้งสิ้น 11 โรงพัก ส่วนใหญ่ผลประโยชน์มาจากโรงงาน คนต่างด้าว จำแนกได้ คือ สน.บางยี่เรือ เกรด B บวก  สน.บางมด สน.บุคคโล สน.บุปผาราม  สน.ตลาดพลู สน.สำเหร่ และ สน.ราษฎร์บูรณะ เกรด B  สน.บางคอแหลม สน.ปากคลองสาน สน.สมเด็จเจ้าพระยา  และ สน.ทุ่งครุ เกรด C ปิดท้ายด้วยพื้นที่ บก.น.9 มีโรงพัก 10 แห่ง ผลประโยชน์มาจากโรงงาน และคนต่างด้าว เช่นกัน ระดับโรงพัก คือ สน.ท่าข้ามเกรด A สน.บางบอน สน.หลักสอง สน.ภาษีเจริญ เกรด B สน.หนองค้างพลู สน.เพชรเกษม สน.เทียนทะเล สน.แสมดำ และ สน.บางขุนเทียน เกรด C

(อ่านรายงานพิเศษ “”โรงพักเกรดเอ” แหล่งมหาขุมทรัพย์สีกากี http://www.posttoday.com/analysis/report/341269)

“มีเงิน มีเส้นสาย มีผลงาน”ใบเบิกทางตำแหน่งในฝัน

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร หรือผู้การวิสุทธิ์ อดีตนายตำรวจระดับสูงผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบบโครงสร้างตำรวจอย่างตรงไปตรงมา กล่าวว่า ราคาการซื้อขายตำแหน่งนั้นไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับทำเลและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้น

“สมมติถ้าเป็นผู้กำกับสน.บางรัก ก็มีอำนาจแค่ในท้องที่บางรัก ถ้าเป็นผู้กำกับสน.ปทุมวัน ก็มีอำนาจแค่ในท้องที่ปทุมวัน แต่ถ้าเป็นผู้กำกับ หน่วยงานอย่างกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) อำนาจหน้าที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ ผลประโยชน์มันมากกว่ากันเยอะ การวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ถ้ามีเงิน มีตั๋ว (เส้นสาย) มีผลงานด้วย รับรองผ่านฉลุย เช่น ถ้าต้องการไปอยู่สน.บางรัก แต่ไม่มีผู้ใหญ่หนุน อาจต้องเสียเงิน 8 ล้าน แต่ถ้ามีตั๋วจากผู้ใหญ่ อาจเสียแค่ 4 ล้าน เพราะจะเกรงใจกัน กลัวผิดใจกัน เฮ้ย ให้ไอ้นี่ดีกว่าว่ะ เดี๋ยวกูเดือดร้อน เอา 4 ล้านพอ กำขี้ดีกว่ากำตด การซื้อขายตำแหน่งมันสลับซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่ว่าซื้อแล้วจะได้ชัวร์ร้อยเปอร์เซนต์ เช่น ตำแหน่งนี้ขาย 7 แสน ปรากฎว่ามีคนนึงให้ 7 แสน อีกคนให้ 8 แสน แต่มีตั๋วแนบมาด้วย แบบนี้จะให้ใคร หรือกว่าคำสั่งจะออกอาจมีให้คนมากกกว่า สุดท้ายเกทับกันมั่วไปหมด จ่ายเงินไปแล้วอย่าหวังจะได้คืน เนื่องจากเป็นเพียงสัญญาลมปากไม่ได้เซ็นสัญญา อีกทั้งยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง ไม่ค่อยมีใครกล้าทวงหรือฟ้องร้องดำเนินคดี

พล.ต.ต.วิสุทธิ์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการตำรวจทางหลวง รองผู้กำกับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ปดส.) ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปทศ.) ผู้กำกับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ปดส.), ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เคยสร้างวีรกรรมแฉการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงที่ไม่เป็นธรรม จนตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อปี 2553

ผู้การวิสุทธิ์ บอกว่า การซื้อขายตำแหน่งชั่วร้ายยิ่งกว่าขโมยของหลวงไปขาย ผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม ซ้ำยังทำลาย ระบบโครงสร้างจนปั่นป่วนเสียหายไปหมด คนที่รับกรรมหนีไม่พ้นประชาชนและประเทศชาติ

ยกตัวอย่างถ้าซื้อตำแหน่งผู้กำกับสน.ดีๆสัก 10 ล้าน ทุกคนก็ต้องการเอาทุนคืนทั้งนั้น บวกกำไรอีก แถมต้องหาเงินต่อไปเพื่อซื้อตำแหน่งที่สูงขึ้น ถามว่าจะไปหาเงินจากไหน ร้านข้าวแกงร้านก๋วยเตี๋ยวเหรอ ก็ต้องหาเอาจากเงินผิดกฎหมายในท้องที่ เช่น บาร์ บ่อน ซ่อง หวย โต๊ะบอล ยาเสพติด แทนที่จะไปตั้งด่าน วางแผนป้องกันอาชญากรรม ดูแลทุกข์สุขประชาชน กลับสนใจแต่เก็บส่วย หัวหน้ามัวแต่หากิน ก็ไม่ได้ใจลูกน้อง สุดท้ายลูกน้องเห็นว่านายเอากูเอาบ้าง ต่างคนต่างเอา แล้วทีนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลชาวบ้าน ผลสุุดท้ายโจรผู้ร้ายชุม ลักจี้ชิงปล้นรายวัน ยาเสพติดระบาดไปทั่ว บ้านเมืองก็ชิบหาย เรื่องนี้แก้ไขลำบาก เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ชอบเล่นพวกเล่นพ้อง อีกอย่างบ้านเรามีแต่นักการเมืองเน่าๆมาโดยตลอด พอเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกฯหรือรองนายกฯที่มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ถามว่าจะเลือกจากคุณสมบัติ คุณงามความดี หรือพรรคพวก มันก็เอาพรรคพวกมาเป็นฐานเสียง มาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ ที่ดิน ป่าไม้ เจ้าท่า อุทยาน ศุลกากร สรรพสามิต และถ้าอีกขั้วหนึ่งขึ้นเป็นใหญ่มันก็สั่งย้ายหมดยกแผง เอาพวกตัวเองขึ้นแทน ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็อย่าหวังเลย

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร หรือผู้การวิสุทธิ์

 โยกย้ายแต่งตั้งตำรวจ อย่าให้การเมืองแทรกแซง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เชื่อว่าการซื้อขายตำแหน่งตำรวจนั้นมีอยู่จริง

สมัยผมเป็นผบ.ตร. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่เคยมาก้าวก่ายเลย ให้อำนาจบริหารงานเต็มที่ ยุคผมไม่มีซื้อขายตำแหน่งแน่นอน ผมแจกอย่างเดียว ไล่ตามอาวุโส ไล่ตามผลงาน มึงทำงานไป อย่าเสือกมาให้เห็นหน้า ถ้ามาให้เห็นแสดงว่ามึงไม่ทำงาน ทุกคนรู้หมดว่าผมเป็นคนยังไงเลยไม่กล้ามาวิ่งเต้น ทะเล่อทะล่าเข้ามาเดี๋ยวติดคุกเปล่าๆ แต่พอหลังผมพ้นตำแหน่งเริ่มมีข่าวหนาหูว่ามีการซื้อขายตำแหน่งกัน จนมีการแต่งตั้งพล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะประธานอนุก.ตร.ขึ้นมาตรวจสอบพบว่า มีมูลความผิด ถึงขั้นเผาโผแต่งตั้งกันในห้องทำงานของนายพลรายหนึ่งซึ่งเป็นคนทำบัญชีรายชื่อ

พอมายุคคสช. ยิ่งหนักเข้าไปอีก มีการแสวงหาผลประโยชน์ ยกตัวอย่างเดิมทีพนักงานสอบสวนจะเติบโตตามตำแหน่ง โดยผ่านการประเมินผลงานในรอบปี เช่น ทำคดีธรรมดากี่คดี ทำคดีอุฉกรรจ์กี่คดี ก็ปรับยศตำแหน่งกันไป พนักงานสอบสวน (สบ.1) ซึ่งเทียบเท่ารองสารวัตร ก็เลื่อนเป็นพนักงานสอบสวน (สบ.2) เทียบเท่าสารวัตร พูดง่ายๆโตด้วยตัวเอง พอมีคำสั่งให้ยุบตำแหน่งนี้แล้วเรียกเป็นชื่อทั่วไป เช่น รองสารวัตรจราจร รองสารวัตรปกครองป้องกัน รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน พอไม่มีการประเมินก็เปิดช่องให้วิ่งเต้นทุจริตกันได้”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งข้อสังเกตเรื่องคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 44/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ ว่า เป็นการรวบอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทุกระดับให้มาอยู่ในมือผบ.ตร.เพียงคนเดียว

เดิมที พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 การแต่งตั้งตำแหน่งรองผู้บังคับการลงมาจนถึงรองสารวัตร เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจภาค (ผบช.) สมัยบ้านเมืองปกตินักการเมืองจะขอมา เพราะอยากให้คนของตัวเองมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ แบ่งกันการเมืองครึ่งนึง ผบช.ครึ่งนึง พอมายุคนี้ผู้มีอำนาจคงเห็นว่าจัดการได้ไม่เต็มที่ก็เลยรวบอำนาจ แทนที่จะอยู่ที่ผบช.ก็ให้ผบ.ตร.ดูแลหมด การแต่งตั้งระดับ ผบก.-รองผบ.ตร. ผบ.ตร.ไม่ต้องดูบัญชีผู้เหมาะสม สามารถแต่งตั้งได้เลย ซึ่งจากเดิมต้องให้ผบช.เป็นผู้เสนอชื่อขึ้นมา หากผบช.ไม่เสนอก็ไม่สามารถแต่งตั้งได้ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับรองผบก.ลงมาจนถึงสารวัตร ผบ.ตร.สามารถแต่งตั้งเองได้ทันที โดยไม่ต้องให้ ก.ตร.อนุมัติเหมือนที่ผ่านมา พูดง่ายๆมีอำนาจเต็มมือ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ถ้าผบ.ตร.ไม่เข้มแข็งพอ ปล่อยให้ผู้มีอำนาจ ปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง มันก็ไม่มีอิสระ เดี๋ยวเขาก็สั่งให้คนโน้นคนนี้ขึ้นมา หยิบคนนู้นคนนี้ขึ้นมา ผบ.ตร.ก็จะตกอยู่ใต้อำนาจการเมือง เขาจะสั่งย้ายอะไรก็ย้ายได้ จะสั่งยุบอะไรก็ต้องยุบ สุดท้ายระบบก็จะยุ่งไปหมด

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

อดีตผบ.ตร.รายนี้่ เสนอแนะว่า ควรให้ยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ 44/2558

ยกตัวอย่างตำแหน่งผบ.ตร. แทนที่จะนายกฯจะเป็นผู้คัดเลือก ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ที่ระบุให้นายกฯเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) มีอำนาจแต่งตั้งผบ.ตร. และรองผบ.ตร. หรือมอบหมายให้รองนายกฯเป็นประธานแทน ซึ่งฝ่ายการเมืองก็ต้องแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามา ก็เปลี่ยนให้ข้าราชการตำรวจทั้งประเทศลงคะแนนคัดเลือก โหวตกันแบบประชาธิปไตยเลย เพราะแต่ละคนกว่าจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ต้องใช้เวลานานถึง 40 ปี ตำรวจทั้งประเทศเขารู้กันเองว่าใครเป็นของจริงของปลอม แล้วให้นายกฯทำหน้าที่ทูลเกล้าฯถวาย ที่ผ่านมาองค์กรตำรวจไม่เป็นอิสระเพราะถูกการเมืองแทรกตลอด ก็เลยถอยหลังอยู่เรื่อยไม่พัฒนาสักที แบบนี้จะปฏิรูปอะไรได้

ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจจะยังคงถูกจับตามองแทบไม่กะพริบ เพราะถือเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนในสังคมไทย.

 

จบสายสังคมว่างงานพุ่ง ตอกย้ำแผนผลิตแรงงานเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443948

จบสายสังคมว่างงานพุ่ง ตอกย้ำแผนผลิตแรงงานเหลว

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ขณะที่ตัวเลขบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มีชะตาต้องเตะฝุ่นว่างงานจนเป็นตัวเลขที่สูงและเพิ่มขึ้นทุกปี ในจำนวนดังกล่าวถูกระบุด้วยว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เรียนในสายสังคมศาสตร์ พวกเขาต้องตกงานเพราะเลือกเรียนในสายที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ ขณะที่สายวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ต้องการมากกว่า กลับมีผู้เลือกเรียนน้อยกว่าในอัตราเฉลี่ย 70/30%

ปัญหาดังกล่าวทำให้ รมว.ศึกษาธิการ เตรียมใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งออกตามอำนาจมาตรา 44 มาแก้ปัญหานักเรียนสายสังคมล้นตลาด โดยจะขอความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาให้จำกัดจำนวนการผลิตนักศึกษาบางสาขาวิชาลง เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ

“เบื้องต้นจะพิจารณาสายที่มีปัญหาก่อน อาทิ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ส่วนสายบริหาร รัฐประศาสนศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ คงต้องประเมินต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแนวทางปรับเปลี่ยนเรื่องการผลิตบัณฑิตจบใหม่ คาดว่าภายในปี 2560 จะสามารถส่งสัญญาณให้นักเรียนพิจารณาได้ว่า ควรเลือกเรียนสายใดที่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน” นพ.กำจร กล่าว

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนปัญหานี้ว่า มาจากหลากหลายปัจจัย เริ่มจากที่ผ่านมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศฉบับต่างๆ ซึ่งมีแผนกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศระบุไว้ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับแผนด้านการพัฒนาการศึกษา แม้จะมีการพูดถึงมุมมองเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่สิ่งที่สื่อสารต่อมายังหน่วยงานปฏิบัติ ก็ดำเนินการต่อในรูปแบบของการรับไปสานต่อแบบอ้างแผนถึงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ โดยไม่ได้พิจารณาถึงเนื้อหาของทิศทางจริงๆ ประกอบกับทุก 5 ปี จะต้องเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใหม่ การศึกษาจึงปรับตัวแทบจะไม่ทันกับรอบของการเปลี่ยนแปลง

ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ระบุอีกว่า แผนหลักซึ่งต้องนิ่ง เป็นแผนระยะยาว 25 ปีขึ้นไป แบบเดียวกับที่ประเทศต่างๆ อย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เคยทำ แต่เมื่อทั้งสองส่วนไม่สอดรับกันจนสามารถนำไปเป็นแผนยุทธศาสตร์หลักได้ ประเทศก็เหมือนปรับนโยบายการศึกษาในเชิงตั้งรับ ที่หนักกว่านั้น คือ รัฐบาลบางช่วงไม่ได้สนใจแผนพัฒนาชาติ สนใจแต่แผนของพรรคซึ่งอาจไม่ตรงกับแผนชาติ กระทั่ง สภาการศึกษาซึ่งควรจะเป็นมันสมองและกำหนดทิศทางให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่สามารถเป็นเสาหลักได้เพราะไม่มีใครฟังใคร เรื่องการเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยงยุทธ กล่าวว่า การเปิดสอนก็ไม่ได้วัดที่ผลลัพธ์ที่เด็กได้ หรือว่าจบไปแล้วจะมีงานทำหรือไม่ แม้จะมีการลงทุนเรื่องการศึกษาสูง แต่เมื่อการสอนในระดับพื้นฐานเตรียมการศึกษาก่อนวัยทำงานล้มเหลวก็ไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบอะไร

“สิ่งที่ปรากฏชัดว่าทั้งสองแผนไม่ไปในทิศทางเดียวกัน คือปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยังต้องการแรงงานระดับล่างแต่รัฐผลิตคนที่มีการศึกษาระดับสูงเพิ่มขึ้นทุกปี มีการสนับสนุนด้านเงินกู้ยืมเรียน อย่างไม่มีเงื่อนไขกำกับชัดเจน เพิ่งมีการกำหนดเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องนี้สร้างตราบาปให้คนที่เรียนจบแล้วไม่มีเงินใช้หนี้มาถึงปัจจุบัน ตกงานด้วยค่านิยม มีใบปริญญาโดยไม่คำนึงถึงการมีงานทำ” ยงยุทธ กล่าว

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองปัญหานี้ว่า กรณีมหาวิทยาลัยไม่ได้วางแผนผลิตคนที่ตลาดแรงงานต้องการ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน และแม้ปัจจุบันหลายแห่งต้องการจะขยายสายวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ก็ทำได้ช้าหรือมีข้อจำกัดหลายด้าน เพราะเป็นสายที่ต้องลงทุนสูง หาผู้สอนยาก จึงเน้นสายสังคมซึ่งลงทุนน้อยกว่าและมีผู้สอนให้เลือกมากกว่า

“หลายประเทศเคยประสบปัญหาเรื่องการผลิตคนไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน อเมริกา เยอรมนี ใช้วิธีแก้ปัญหาโดยส่งข้อมูลเรื่องนี้ให้ประชาชนรับรู้ตลอดเวลา จัดระบบแนะแนวในโรงเรียน คอยบอกว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานเป็นอย่างไร อย่างละเอียด สร้างวัฒนธรรมเรื่องการเรียนตามความต้องการตลาดจริงๆ ขึ้น อเมริกานั้นถึงกับบอกอย่างละเอียดว่าเรียนจบแต่ละสาขาเงินเดือนเริ่มต้นเท่าไหร่ จบทำงานสิบปีได้เงินเท่าไหร่ เรียนจบแล้วเฉลี่ยต้องว่างงานกี่เดือน ข้อมูลเหล่านี้ จะทำให้คนคิดได้ว่า เลือกเรียนอะไรแล้วจะต้องยอมรับผลอะไรที่ตามมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ผู้ปกครองไทยยังไม่รู้เลยว่า สายอาชีพบางสาขา เงินเดือนสูงกว่าปริญญาตรี มีการจองตัวเข้าทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เราแทบไม่มีบริการเรื่องนี้เลย ขณะที่ข้อมูลว่าเรียนที่ไหนตกงานเท่าไหร่ ก็ไม่มีการเปิดเผยเพราะมหาวิทยาลัยกลัวถูกตีความเรื่องคุณภาพการสอน” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว

 

ถอดบทเรียนคดีหญิงไก่ เมื่อลูกจ้างทำงานบ้านถูกกลั่นแกล้ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443778

ถอดบทเรียนคดีหญิงไก่ เมื่อลูกจ้างทำงานบ้านถูกกลั่นแกล้ง?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กรณีนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือหญิงไก่ แจ้งความดำเนินคดีฐานลักทรัพย์กับลูกจ้าง กลายเป็นข่าวโด่งดังกระหึ่มทั่วสังคมต่อเนื่องหลายสัปดาห์จนลุกลามบานปลายอย่างที่เห็น

คดีดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบ ดูหมิ่นข่มเหงแล้วยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ชีวิตความเป็นอยู่เเละชะตากรรมของลูกจ้างทำงานบ้านช่างน่าเป็นห่วงเสียเหลือเกิน

“พวกคนใช้ต้อยต่ำ-พูดมาก-ขี้นินทา”ทัศนคติที่มีต่อลูกจ้างทำงานบ้าน

แต่ไหนแต่ไรมา อาชีพ “ลูกจ้างทำงานบ้าน” มักถูกมองด้วยสายตาดูแคลน ถูกกดขี่ข่มเหงจากนายจ้างอยู่เป็นประจำ ภายใต้ทัศนคติที่ว่า “ฉันเป็นนาย เธอเป็นบ่าว”

อังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองว่า ทัศนคติที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างหรือคนรับใช้ในเมืองไทยนั้นต้อยต่ำ มองคนไม่เท่ากัน สวนทางกับข้อกฎหมายและคำปฏิญญาสากลมุ่งปกป้องและประกันสิทธิในการปฎิบัติที่เสมอภาคต่อกัน มนุษย์ต้องได้รับความเป็นธรรม เเละสามารถอ้างสิทธิของตนเองได้

ไม่ว่าจะในละครหรือนิยาย ต่างพากันนำเสนอบทบาทของคนรับใช้หรือลูกจ้างทำงานบ้านว่าเป็นพวกพูดมาก ขี้นินทา ไร้ความสามารถ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป

นักสิทธิสตรีรายนี้ชี้ว่า ที่ผ่านมามักไม่ค่อยพบเห็นการเรียกร้องความเป็นธรรมจากแรงงานลูกจ้างทำงานบ้าน เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย มีภาระหนี้สิน หรือมาจากครอบครัวที่ยากจน ทำให้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำงาน แม้จะไม่ได้รับความยุติธรรมก็ตาม เมื่อบวกกับทัศนคติที่ว่าพวกเขาเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ยิ่งทำให้เสียงของคนเหล่านี้ไม่ดัง หากเป็นแรงงานข้ามชาติด้วยแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเบาบางเพียงใด

อังคณา บอกต่อว่า เมื่อแต่ละคนมีต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกัน จึงส่งผลให้อำนาจการต่อรองแตกต่างกันไป จำเป็นต้องทำให้ความรู้สึกและสายตาที่มองไปยัง “คนทำงานบ้าน” เปลี่ยนแปลง มองให้เห็นว่างานบ้านเป็นอาชีพหนึ่งที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนแรงงานอื่นๆ

เคยมีแม่บ้านท่านหนึ่ง เดินทางไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ หลังถูกนายจ้างข่มขืน คำแรกที่ตำรวจถามก็คือ คุณมีใบอนุญาตเข้าเมืองหรือเปล่า พอบอกไม่มี ตำรวจส่งเธอไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อนถูกส่งกลับประเทศ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เรามีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการข่มขืนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเรื่องทัศนคติหรืออคติของสังคมสำคัญมาก ได้โปรดอย่ามองว่าลูกจ้างเป็นทาส และกีดกันคนกลุ่มหนึ่งออกไปจากความยุติธรรม งานที่เขาทำค้ำจุนสังคมมาเนิ่นนาน

“ทะเลาะกับนายจ้าง”ไม่ตกงานก็ติดคุก?

ปัจจุบันเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย ประกอบด้วยลูกจ้างทำงานบ้านทั้งที่เป็นแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ รวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานของลูกจ้างทำงานบ้านโดยไม่แบ่งแยกเพศและเชื้อชาติ มีสมาชิกรวมกันประมาณ 600 คน

พูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ เล่าว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้ให้คุณค่าต่องานบ้านและลูกจ้างทำงานบ้านเช่นเดียวกับแรงงานประเภทอื่นๆ  ถึงแม้ว่ากระทรวงแรงงาน จะได้ประกาศใช้กฎกระทรวงคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 แต่ก็แทบจะไม่มีลูกจ้างทำงานบ้านคนใดออกมาเรียกร้องความคุ้มครองทางกฎหมาย เนื่องเพราะพวกเขาไม่รู้สิทธิของตนและกลัวการตกงาน ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ของครอบครัว

ทั้งนี้ โดยทั่วไปลูกจ้างทำงานบ้านเป็นผู้หญิงที่มีภาระต้องรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้อง รวมทั้งลูกเล็กๆ อีกทั้งมักจะกังวลว่าในกรณีที่เกิดคดีความกับนายจ้างว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมจากการพิจารณาคดี เพราะผู้รักษากฎหมายมักจะมีอคติทางสังคมที่เอนเอียงไปรับฟังและเชื่อข้อมูลที่ได้จากนายจ้างซึ่งมีสถานะทางสังคมและอำนาจเหนือกว่า ท้ายที่สุดจะสรุปรวบรัดว่าลูกจ้างเป็นผู้กระทำผิด ส่งผลให้ลูกจ้างทำงานบ้านจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับความยุติธรรม ต้องตกเป็นจำเลยในที่สุด

“หลายคนไม่มีวันหยุด พอจะหยุดก็โดนหักเงิน เมื่อลูกจ้างไม่อยากจะทำงานกับนายจ้าง แจ้งว่าจะขอลาออก นายจ้างมักจะไม่อนุญาต และข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับลูกจ้างที่ขโมยสิ่งของมีค่าต่างๆ ไป ลูกจ้างหลายรายไม่รู้กฎหมาย ประกอบกับกลัวคำข่มขู่ของนายจ้าง ก็จำต้องยอมทำงานต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแจ้งความดำเนินคดี บางรายต้องยอมจ่ายเงินชดใช้ให้กับนายจ้าง บางรายต้องหนีคดี และบางรายถึงกับถูกตัดสินจำคุก”  คำบอกเล่าของ สมร  พาสมบูรณ์  ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย

สมรแสดงความหวังว่า คดีหญิงไก่จะสะเทือนสังคมให้รับรู้เรื่องสิทธิและหันกลับมาฟังเสียงของลูกจ้างทำงานทุกคน หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยไม่มีใครได้ยินแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ความต้องการของเราก็คือ มองเห็นว่าเรามีศักดิ์ศรีและให้โอกาสเราได้ทำงานที่มีสวัสดิการซึ่งควรจะได้รับ และหากถูกละเมิดสิทธิหรือข่มเหง อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเปิดโอกาสให้เราได้ระบาย ไม่ใช่ไปถึงโรงพักแล้วข่มขู่ทันที หลายคนไปแจ้งความ เจอพูดข่มขู่ ชี้นิ้วใส่ มาทำไม มั่วหรือเปล่า พวกเราก็กลัวกันขี้หดตดหาย ไม่กล้าพูดต่อแล้ว จากนี้ขอโอกาสได้พูด ไม่ใช่ข่มให้เรารับสารภาพหรือเป็นฝ่ายยอมอย่างเดียวทั้งที่ไม่มีความผิด

นอกจากนั้น สมร ยังเสนอด้วยว่า อยากให้มีการจัดทำทะเบียนแรงงานแม่บ้าน ขึ้นมาอย่างชัดเจน เพราะเห็นว่าจะทำให้อาชีพเเม่บ้านมีความเเข็งเเรงในการเรียกร้องสิทธิเเละได้รับสวัสดิการตามกฎหมาย รวมทั้งจะช่วยลดการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

ตำรวจที่ดีต้องเชื่อพยานหลักฐาน ไม่ใช่เกรงใจคน

สืบเนื่องจากคดีหญิงไก่ นอกจากจะดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายรายร่วมกระทำความผิดด้วย โดยตำรวจนายหนึ่งให้การรับสารภาพว่า เกรงกลัวบารมีของหญิงไก่

พ.ต.อ.จารุภัชร ทองโกมล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ เปิดเผยว่า วิธีการสอบสวนคดีความของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำอย่างเท่าเทียมไม่ว่าใครหน้าไหน สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้นทางกระบวนการยุติธรรม นั่นคือ การลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อค้นความจริง

ก่อนจะเป็นคดีความเกี่ยวกับทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ต้องถามว่า นายจ้างมีทรัพย์จริงหรือเปล่า พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองก่อน ได้มาอย่างไร ไม่ใช่รับเเจ้งส่งเดช จากนั้นต้องลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุว่าน่าเชื่อหรือไม่ที่จะมีเหตุเกิดขึ้นจริง พยานเอกสาร วัตถุ ลายนิ้วมือ ตำเเหน่งทรัพย์ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพูด ฟังเเล้วมันมีน้ำหนักสอดคล้องกับสิงที่เห็นหรือไม่ เหตุการณ์ลักทรัพย์ไม่ใช่คดีซึ่งหน้า ต้องสอบสวน หากดูไม่ละเอียดก็อาจเคลิ้มได้กับคำบอกเล่าของนายจ้าง กฎหมายค่อนข้างครอบคลุมและมีความยุติธรรม เแต่ก็ต้องยอมรับว่า มีเจ้าหน้าที่บางรายยังมีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอยู่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้เล่าข้อเท็จจริงอีกมุมให้ฟังด้วยว่า เหตุการณ์ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้างนั้นมีจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงสิ่งของมีค่าเล็กๆน้อยๆ ทว่าเมื่อนายจ้างจับได้กลับใส่ความว่าเป็นสิ่งของมูลค่าราคาแพง หรือบางกรณีนายจ้างซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้กับลูกจ้าง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องถูกหักเงินทุกเดือน วันหนึ่งหากลูกจ้างอยากลาออก หรือไม่ผ่อนต่อ ก็จะถูกข่มขู่ หรือแจ้งความจับก็มีให้เห็น

รู้กฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง

บทเรียนที่ได้จากคดีหญิงไก่อีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนการหากินกับความไม่รู้เเละการกดขี่ข่มเหงลูกจ้างทำงานบ้าน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาพัวพันยังสามารถพบเห็นได้ในสังคมไทย

รศ.ดร.มาลี พฤกษ์พงศาวลี อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เเละประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเเรงงานเเละอาชีพ กล่าวว่า “ลักทรัพย์” เป็นคดีอาญายอดฮิตที่นายจ้างใช้กับลูกจ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย อย่าให้ตัวเองเป็นเครื่องมือหรือว่าสมขบเพื่อผลประโยชน์

คำถามวันนี้ก็คือ กฎหมายพยายามปกป้องคุ้มครองทุกคน เเต่ผบังคับใช้กฎหมายนั้นทำอย่างถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ นี่เป็นภาระหน้าที่ของตำรวจ ต้องทำความเข้าใจเเละกำชับกันในการทำงาน ทุกวันนี้ตำรวจไม่ใช่ว่าจะดีทุกคน หลายคนเข้ามาเพื่อเเสวงหาผลประโยชน์ หากผู้ที่อยู่ในสถานะที่มีอำนาจทางกฎหมายทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องเสียเอง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฝั่งลูกจ้างเองก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หากไม่รู้กฎหมายเท่ากับขาข้างหนึ่งอยู่ในตารางเเล้ว ผลักดันพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ยินยอมจากการข่มเหงรังแก

รศ.ดร.มาลี มองว่า บทบาทของรัฐที่จริงจังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิ เพื่อนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะกฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 14 (พ.ศ.2555) ที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โจทย์สำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดผลในทางปฎิบัติ

อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 14 ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่คนรับ ใช้ตามบ้านซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทรับเหมาทำความสะอาด โดยจะได้รับความคุ้มครอง 7 ข้อ

1.ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

2.นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน ซึ่งรวมถึงวันแรงงานแห่งชาติด้วย และหากวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวัน หยุดชดเชยเพิ่มอีก 1 วัน

3.ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปิ ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน

4.ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาป่วยตามที่ป่วยจริงได้และหากลา 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองยืนยันจ้างลูกจ้างได้

5.กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่เด็กโดยตรง

6. ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดต้องได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดด้วย

7.ลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างในวันที่ลาป่วยโดยไม่เกิน 30 วันทำงาน

ทั้งนี้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ มโนชญ์ แสงแก้ว ผู้อำนวยการกองสวัสดิการแรงงาน แนะนำว่า 1.ลูกจ้างควรเรียนรู้สิทธิที่ตัวเองพึงมี และรักษาเอาไว้  2.พยายามรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย หากเกิดปัญหาจะทำให้การออกมาเรียกร้องนั้นเกิดเป็นพลัง 3.บทลงโทษทางสังคมเป็นสิ่งที่ทุกคนควรช่วยกัน เช่น การโจมตีและต่อต้านสินค้าต่างๆที่เอาเปรียบผู้บริโภค บทลงโทษทางสังคมสำคัญมากในการเรียกร้องสิทธิ

บทสรุปของคดีนี้ที่ทุกคนต้องตระหนักไว้ก็คือ ต้องสร้างความรับรู้เรื่องกฎหมายให้กับลูกจ้างทำงานบ้าน ขณะที่นายจ้างเองก็หัดทำตามกฎหมายและมองคนให้เป็นคนเสียที

 

“สน.บุคคโล” ต้นแบบตั้งด่านจับปืนเยอะที่สุดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 15:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443724

"สน.บุคคโล" ต้นแบบตั้งด่านจับปืนเยอะที่สุดในไทย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“สน.บุคคโลเข้มจับหนุ่มขับรถป้ายแดงพกปืนคาด่าน”

“หลบทีมจราจรบุคคโลไม่พ้น …จับกุมอาชีวะพกปืนปากกา”

“ด่านจร.บุคคโลเข้ม จับช่างพกปืน 2 กระบอก กัญชาอีก 1 ถุง!!”

“เข้มต่อเนื่อง จร.บุคคโลจับปืนรายวัน เช้ากระบอก บ่ายกระบอก”

ฯลฯ

ประโยคข้างต้นแม้ฟังดูน่าตกใจ แต่หากได้เห็นภาพอาวุธปืนสั้นปืนยาวชนิดต่างๆ พร้อมเครื่องกระสุน รวมทั้งมีดดาบอีกนับร้อยๆเล่มที่ยึดมาได้จากการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล เขตธนบุรี กทม. …บอกได้คำเดียวว่าต้องทึ่งสุดๆ

น้อยคนจะรู้ว่า ด้วยนโยบายตั้งด่านสุดเข้ม ตรวจค้นจริง จับจริง ดำเนินคดีจริง ส่งผลให้สน.บุคคโลได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องที่ที่สามารถจับกุมอาวุธปืนได้มากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และอาจจะมากที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

รุก รบ จบเร็ว 

ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมสุดเข้ม จนสร้างความครั่นคร้ามหวั่นเกรงแก่เหล่ามิจฉาชีพ โจรผู้ร้าย ยันนักเรียนนักเลงคือ พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล

พ.ต.อ.จิณวัตร เปิดเผยว่า นโยบายการตั้งด่านกวดขันของสน.บุคคโล มุ่งเน้นที่การป้องปรามเหตุอาชญากรรมมากกว่ากวดขันเรื่องจราจร ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหาถาวร รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.)

“ผมรับตำแหน่งผู้กำกับสน.บุคคโลได้ 1 ปี 7 เดือนแล้ว แนวคิดนโยบายการตั้งด่านมาจากนโยบายของท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อลดระดับความรุนแรงของการเกิดอาชญากรรม จึงเกิดไอเดียที่จะมุ่งเน้นไปที่การตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมเป็นหลัก งานกวดขันวินัยจราจรจราจรเป็นรอง ทีนี้เราก็คิดกันว่า สิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะยาเสพติด อาวุธปืน มีด ของหนีภาษี ขบวนการค้ามนุษย์มันไม่ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า แต่มาทางบก ทางถนน โดยรถ และมากับคนนี่แหละ ดังนั้นการตั้งด่านสกัดจับไว้ตั้งแต่ต้นทางจะได้ผลดีกว่ารอให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้วไปวิ่งไล่จับ

ใครผ่านไปพื้นที่สน.บุคคโลจะเห็นการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมได้อย่างชินตา

ขั้นตอนการตั้งด่านตรวจของสน.บุคคโล มีหน่วยงานแนวหน้าคือฝ่ายจราจร ทำหน้าที่ตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย เช่น อาวุธปืน มีด ไม้ ยาเสพติด รวมทั้งสอดส่องเฝ้าระวังเหตุนักเรียนตีกันตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา ภายใต้สโลแกน”รุก รบ จบเร็ว”

กฎเหล็กในการตั้งด่านของเราคือ 1.ป้ายไฟสัญลักษณ์ต้องชัดเจน เห็นได้ง่าย 2.ต้องมีตำรวจระดับสารวัตร หรือ รองผู้กำกับการ เป็นผู้ควบคุมด่าน  คอยกำกับควบคุม หากไม่มีวันนั้นจะสั่งงดทันที 3.ทุกวันจะตั้งด่านกวดขัน 2 เวลาคือ ช่วงเช้า 10.00-12.00 น. เป็นช่วงที่พวกนักเรียนนักเลงชอบมาสายกำลังจะไปโรงเรียน ช่วงบ่าย 14.00-16.00 น. ช่วงเลิกเรียนถือเป็นช่วงเวลาเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันของนักเรียนต่างสถาบัน นอกจากนี้เวลาดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อการจราจรด้วย

ผกก.สน.บุคคโล ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างสุภาพ ให้เกียรติ และเปิดเผย ไม่เคยโดนร้องเรียนจากประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว

พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผกก.สน.บุคคโล พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โชว์อาวุธมีดดาบที่ยึดได้จากการตั้งด่าน

หน้าโจร วัยโจร รถโจร…โดนแน่

ผกก.จิณวัตร บอกว่า สมัยนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมพกพาวุธไว้ในรถยนต์ ทั้งปืนถูกกฎหมาย ปืนเถื่อน มีด ไม้ และอื่นๆไว้โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันตัว

“เดี๋ยวนี้คนพกมีดพกปืนกันเยอะ น่าเป็นห่วงมาก บางคนก็เป็นมิจฉาชีพเตรียมพร้อมจะก่อเหตุ บางคนอาจไม่ใช่ผู้ร้ายอะไรแต่หากเกิดรถเฉี่ยวชนและอารมณ์ร้อน อาจควักปืนมายิงกันตายก็ได้ ดีไม่ดีประชาชนโดนลูกหลงบาดเจ็บพิการอีก”

 

ของกลางอาวุธมีดที่ยึดได้จากกลุ่มนักเรียนนักเลง

เคล็ดลับการตรวจค้นรถยนต์ที่ขับเข้าด่านถือเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่า เพราะอะไร ทำไมสน.บุคคโลถึงสามารถจับกุมผู้พกพาอาวุธได้เป็นประจำชนิดรายวัน คำตอบนี้ผกก.สน.บุคคโลขอตอบเอง

“เรามีหลักคิดเรียกว่า ‘หน้าโจร วัยโจร รถโจร’ หมายความว่า ถ้าตั้งด่านแล้วพบคนที่มีรูปพรรณสัณฐานเข้ากลุ่มเสี่ยงที่ว่านี้ เช่น หน้าตาโหดเหี้ยม ล่อกแล่กมีพิรุธ ซูบโทรมเหมือนติดยา กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยคะนอง ขับรถแต่งซิ่ง ติดฟิล์มดำ ปิดบังอำพรางป้ายทะเบียนมีแนวโน้มว่าจะผิดกฎหมาย ก็ต้องทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พร้อมเช็คประวัติการกระทำผิดว่ามีหมายจับหรือไม่

โดยในเรื่องของการจับกุมตามหมายจับ เราได้ทำเชิงรุก ด้วยการคัดกรองบนท้องถนน เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ด่านพบบุคคลที่น่าสงสัย จะส่งข้อมูล ให้เจ้าหน้าที่ ศูนย์ข้อมูล ของ สน.ตรวจสอบทันทีอย่างละเอียด ว่าเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่อย่างไร ที่ผ่านมาเราจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้หลายรายแล้ว ส่วนเทคนิคการตรวจค้น ผมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายเลยว่า ตรวจค้นคันที่ต้องสงสัยทุกคันไม่ไว้หน้า จะเน้นไปที่รถยนต์ที่ติดสติ๊กเกอร์ เช่น กลุ่ม ก๊วน แก๊ง ติดตราสัญลักษณ์หน่วยงานไว้เบ่ง ไว้เป็นยันต์ป้องกันการตรวจค้น พวกนี้เรายิ่งค้น โดยเฉพาะรถหรูไฮโซเราก็ค้น ไม่ละเว้นใครทั้งสิ้น

จากการจับกุมอาวุธปืนทั้งถูกกฎหมายและปืนเถื่อนรายวัน สะท้อนให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมพกปืนติดตัว น่าเป็นห่วงมาก

พ.ต.ท.ชยันต์ เบ็ญจาธิกุล รองผู้กำกับการสน.บุคคโล ฝ่ายจราจร หัวหน้าทีมตั้งด่านกวดขันอาชญากรรม เล่าว่า ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดที่ถูกจับได้จะซุกซ่อนปืนไว้ในลิ้นชักรถ ไว้ในกระเป๋าสะพายวางไว้ข้างตัว เพื่อหยิบฉวยได้ง่าย

ถ้าเป็นอาวุธปืนถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตครอบครอง เราจะแนะนำให้เขาทำใบอนุญาตพกพาให้ถูกต้อง ส่วนเรื่องคดีก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนปืนเถื่อน ขอบอกให้รู้เลยว่าคุณเจอโทษหนักแน่ เพราะดุลยพินิจของศาลจะสั่งให้จำคุกทันทีโดยไม่รอลงอาญา

สำหรับปัญหาคาราคาซังของนักเรียนตีกัน นอกจากสน.บุคคโลจะตั้งด่านกวดขันแล้ว ยังส่งทีมลงพื้นที่ตรวจตราในจุดเสี่ยงที่ก่อเหตุบ่อยครั้ง เช่น แยกมไหสวรรค์ และบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ท่าพระ

ตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย

“เด็กพวกนี้จะชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาเป็นกลุ่ม เราจับได้เยอะ ก็จะหนีไปขึ้นรถแท็กซี่ พอจับได้อีกก็หนีไปขึ้นรถเมล์ แต่เรามีนโยบาย Home Guard โดยให้คนขับรถเมล์ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นนักเรียนรวมกลุ่ม พกอาวุธก็ให้แจ้งเข้ามาด้วยอีกทางหนึ่ง”

ด.ต.ชยุตม์ กระตุดเงิน บอกว่า นักเรียนนักเลงที่พกอาวุธมีดดาบจะมีพฤติกรรมสังเกตง่ายคือ จะสอดเข้าไปในขากางเกงและเดินด้วยท่าทางเก้ๆกังๆไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนซอมบี้

พวกนักเรียนนักเลงนิยมพกมีดดาบ ทำเองบ้าง ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์เกษตรบ้าง อ้างว่าเอาไปทำรายงานส่งอาจารย์ ถามหน่อยว่าเชื่อเหรอ พวกพ่อค้าแม่ค้านี่สำคัญไม่ควรขายให้เลย

นี่คือเสียงบ่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งแฝงไว้ด้วยความห่วงใยมากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาจับกุมอย่างเดียว

สกัดจับกลุ่มนักเรียนนักเลงพร้อมของกลางอาวุธมีดดาบ ป้องกันเหตุตีกันได้อย่างทันท่วงที

 

จับปืน-มีดมากที่สุดอันดับหนึ่ง

สถิติการจับกุมสิ่งผิดกฎหมายจากการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมของสน.บุคคโล ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557 – 30 มิ.ย.2558 พบว่า สามารถจับกุมอาวุธปืนได้ทั้งสิ้น 85 กระบอก เครื่องกระสุน 1,404 นัด อาวุธมีดดาบและของมีคมต่างๆอีกกว่า 500 เล่ม ผู้ต้องหาตามหมายจับ 22 ราย ยังไม่รวมยาบ้ายาไอซ์ใบกระท่อมอีกนับไม่ถ้วน

พ.ต.ท.ชยันต์ กล่าวว่า สน.บุคคโลไม่ได้เก่งแต่จับกุมอย่างเดียว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตั้งแต่เคลียร์พื้นที่สิ่งกีดขวางบนท้องถนน ซ่อมรถเสีย ช่วยเหลือน้ำท่วม พาเด็กพลัดหลงส่งบ้าน กู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉิน ยันเหตุขัดข้องเล็กๆน้อยๆทั่วไป ภายใต้สโลแกนทำดี ทำได้ ทำทันที

คำยกย่องว่าเป็นสน.ที่จับอาวุธปืน-มีดได้เยอะที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในกทม. ถึงขนาดที่ผู้บังคับบัญชาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลยังเอ่ยปากว่า “ไอ้ฝั่งโน้น (พระนคร) มันก็ยิงกันเอาๆ ไอ้ฝั่งนี้ (ธนบุรี) ก็จับเอาๆ”

ผกก.จิณวัตร บอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า รู้สึกภูมิใจเป็นที่สุด

จับปืนรายวัน

 

เช้ากระบอก บ่ายกระบอก

ถ้าหากสถานีตำรวจทั้ง 88 สน.ในนครบาลหันมาให้ความสำคัญในการป้องปรามก่อนจะเกิดเหตุ เพื่อลดระดับความรุนแรงของอาชญากรรม ด้วยการตั้งด่านกวดขันอย่างเด็ดขาด ตรวจค้นจริง จับจริง ดำเนินคดีจริง ไม่มีละเว้น สถิติอาชญากรรมจะลดลงเยอะ คนจะไม่กล้าพกปืน ปัญหาปืนเถื่อนก็จะเบาลง ถ้าคนไม่มีปืน ขับรถเฉี่ยวชนกัน ทะเลาะกัน เต็มที่มันก็แค่ชกต่อยกันเจ็บ ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ที่สำคัญประชาชนจะไม่โดนลูกหลงบาดเจ็บ ล้มตายไปด้วย

ผมกล้าพูดได้ว่า ตั้งแต่ตั้งด่านกวดขันอาชญากรรม เราไม่เคยมีเหตุยิงกันตายด้วยอาวุธปืนแม้แต่คดีเดียว ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทไล่ตีกันแทบไม่เกิดขึ้น ผมมั่นใจว่าทุกวันนี้พี่น้องประชาชนในท้องที่สน.บุคคโล รู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น พวกโจรผู้ร้าย นักเรียนนักเลงก็จะเกรงกลัวว่า ถ้าผ่านมาแถวนี้เจอดีแน่

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของสน.บุคคโล ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้สถานีตำรวจท้องที่อื่นๆได้รับแรงบันดาลใจไปปฏิบัติตาม เพราะหากทุกท้องที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง เชื่อว่าโจรผู้ร้ายจะเกรงกลัว เหตุรุนแรงจะน้อยลง บ้านเมืองจะปลอดภัยขึ้นไม่มากก็น้อย

หมายเหตุ-ชมการปฏิบัติหน้าที่ของสน.บุคคโล ได้ที่เฟซบุ๊ก สน.บุคคโล กรุงเทพมหานคร https://www.facebook.com/bukkalopolicestation?fref=ts

ผู้ต้องหาตามหมายจับถูกรวบคาด่านแบบงงๆ

 

พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผกก.สน.บุคคโล

 

สรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ 7 ส.ค. 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 22:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443636

สรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ 7 ส.ค. 2559

โดย…คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ภาพรวม

รัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อให้ลูกไทยหลานไทยอยู่ในโลกยุคต่อไปได้ทัดเทียมชาติอื่นได้อย่างยั่งยืน

**********

ปัญหาของประเทศไทย

1. ประเทศไม่เจริญ / ย่ำอยู่กับที่ / ดูทันสมัยแต่ไม่พัฒนา
2. เหลื่อมล้ำ / ไม่เป็นธรรมในทุกมิติ
3. สังคมแตกแยก / ใช้สิทธิเสรีภาพกันอย่างไม่รับผิดชอบ

**********

สาเหตุของปัญหา

1. คอร์รัปชัน/ความไม่โปร่งใสและไม่รอบคอบของการวางนโยบายสาธารณะ/การใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยไม่คุ้มค่า/การบริหารราชการแผ่นดินไม่โปร่งใส/ไม่รับฟังความเห็นประชาชน (ปชช) กฎหมาย (กม) ไม่ทันสมัย

2. คุณภาพการศึกษาต่ำมาก/เน้นปริมาณ/ละเลยการพัฒนาเด็กเล็กซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของมนุษย์/ไม่เปิดให้เด็กพัฒนาศักยภาพได้ตามถนัด

3. กฎหมายให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่มากเกินไป/ใช้ระบบควบคุมมากเกินไป/จึงเกิดการใช้ดุลพินิจหลายมาตรฐานและการทุจริต/คนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม/ขณะที่คนไทยเองก็ขาดระเบียบวินัยที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย

4. นักการเมืองจำนวนหนึ่งขาดคุณธรรมจริยธรรมอย่างรุนแรง เล่นพรรคเล่นพวก เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ทุจริต

5. ระบบราชการหย่อนประสิทธิภาพ

6 .ไม่มียุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่ประชาชนและรัฐเห็นดีเห็นงามร่วมกันที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว จึงเดินเป๋ไปเป๋มาตามลมการเมือง

7. ค่านิยมประหลาด บริโภคนิยม/วัตถุนิยม/ไม่คิดวางแผนระยะยาวให้ลูกหลาน คิดถึงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า/ขาดวินัย/ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม อยากทำอะไรก็ทำ

**********

หลักการของร่างรัฐธรรมนูญใหม่

– รับรองความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในบททั่วไปเพื่อคลุมทุกเรื่องว่าทุกคนต้องเสมอกัน และวางหลักว่ารัฐมีหน้าที่ทำสิ่งดี ๆ ให้แก่บ้านเมือง สิ่งที่บัญญัติไว้เป็นแต่เพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องทำเท่านั้น จะทำดีมากกว่านั้น เป็นประโยชน์แก่ ปชช มากกว่านั้น ทำได้หมด แต่ทำเรื่องเลว ๆ หรือเรื่องที่ รธน หรือ กม ห้ามไว้ไม่ได้

– ประชาชน/ชุมชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น **อะไรที่ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย ไม่ได้ห้ามไว้ สามารถทำได้หมด** ไม่ต้องเขียนจาระไนแบบเก่า ๆ ที่หลุดง่าย

– การออก กฎหมาย ที่จำกัดสิทธิ ต้องผ่านการรับฟังความเห็นประชาชน/ ผ่านรัฐสภา/ ต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม / ไม่เกินจำเป็น ประชาชนและชุมชนขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายได้เสมอ

-การใช้สิทธิเสรีภาพของคนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ ไม่ใช่ใช้อย่างไรก็ได้

– ไม่ได้ยกเลิกบัตรทอง แต่กำหนดชัดว่าให้ปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดีขึ้น รวมทั้งสิทธิประกันสังคมด้วย

-ไม่ได้ยกเลิกเบี้ยผู้สูงอายุ แถมยังกำหนดให้มีเบี้ยยังชีพสำหรับบุคคลผู้ยากไร้ด้วยไม่ว่าจะมีอายุเท่าไร

-เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพตามศักยภาพของแต่ละคนที่แตกต่างกัน และมีคุณธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของประชากรในอนาคตที่ต้องมี “creativity-collaboration-talent”

-รัฐต้องจัดการพัฒนาเด็กเล็กอย่างน้อยตั้งแต่ 2 ขวบ เรื่อยไปจนชั้นอนุบาล ประถม จนจบภาคบังคับ (ม.3) โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมอย่างน้อย 14 ปี จบ ม.3 แล้วให้เลือกตามถนัดจะเรียนต่อหรือจะไปทำงานก็ได้ แต่ถ้าจะเรียนต่อต้องได้เรียน โดยมีกองทุนสนับสนุน เป็นกองทุนใหม่ ไม่ใช่ กยศ / ขณะนี้ คสช เห็นด้วยกับแนวทางนี้และมีคำสั่งให้เรียนฟรีได้ถึง ม.6/ปวช.3 ด้วยแล้ว

– ต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ใช่เรื่องลับเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างจริงจัง

-เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตสำหรับผู้ทุจริตในการเลือกตั้ง/ต่อหน้าที่ ทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริตและที่ได้มาแทน ไม่ว่าจะโอนให้ใครไป ต้องถูกริบคืนให้ตกเป็นของแผ่นดิน

– ยังเป็นระบบ 2 สภาเหมือนเดิม คือ สส. และ สว. โดยสส. 500 (แบ่งเขต 350 & บช. รายชื่อ 150) เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนเดิมและกาบัตรใบเดียว แต่เพิ่มเติมเรื่องการนำคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขตได้ลงคะแนนไว้ทุกคะแนน (ทั้งคนที่ได้ /ไม่ได้รับเลือกเป็น สส เขต) ไปรวมนับคะแนนจากเขตอื่นทั่วประเทศเพื่อกำหนดจำนวน สส. ทั้งหมดที่พรรคนั้น ๆ จะได้แล้วนำจำนวน สส. เขตที่พรรคนั้นได้ไปหักออก ก็จะได้ สส. บช. รายชื่อ

– สว. จำนวน 200 คน

– การเลือก สว. จะตั้งกลุ่มตามความรู้ / เชี่ยวชาญ / อาชีพการงาน ฯลฯ ปชช. สามารถสมัครเองได้ จากระดับอำเภอ –> จังหวัด –> ประเทศ

**5 ปีแรก ให้มี สว. 250 คน ทั้งจากการเลือกและสรรหาโดย คสช. เพื่อกำกับและติดตามการปฏิรูปประเทศ**

– คสช. สนช. กรธ. จะพ้นตำแหน่งก่อนรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่

**********

ปากท้องของพี่น้องประชาชน

– ไม่กำหนดวิธีการว่าให้ใช้ระบบ เศรษฐกิจ แบบใด (เดิมระบุว่าต้องใช้ระบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด) แต่เน้นว่า เป็นระบบที่ ประชาชน ต้องได้ประโยชน์ไปด้วยกันอย่างทั่วถึงและยั่งยืน (inclusive and sustainable growth) ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง / ไม่ใช่มือใครยาวสาวได้สาวเอาตามแบบกลไกตลาดอย่างเดียว

– รัฐไม่ประกอบกิจการแข่งเอกชน แต่ต้องส่งเสริมให้เอกชนมีความสามารถในการแข่งขัน

– ส่งเสริมธุรกิจ ขนาดกลาง-ย่อม

– พัฒนาวัตถุและจิตใจและตวามอยู่เย็นเป็นสุขของ ประชาชน อย่างสมดุล

– กฎหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ  ต้องเสร็จใน 120 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่าน –> ยุทธศาสตร์ชาติ (20 ปี) เสร็จในอีก 12 เดือน

– ดังนั้น เท่ากับว่าหลัง รัฐธรรมนูญ ผ่าน ยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จใน 16 เดือน –> เมื่อมี ครม. เข้ามา การทำงานต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการทำงบประมาณด้วย

– กระบวนการ/ ระยะเวลาอนุมัติ งบประมาณ แผ่นดิน สั้นลง –> แผนต่างๆ เดินหน้าเร็วขึ้น –> กำหนดระยะเวลาจัดทำ กฎหมาย หลายฉบับสั้นลงและบทลงโทษในกรณีทำไม่เสร็จ –>ขอเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ต้อง พิจารณา ให้เสร็จใน 60 วัน (เหมือนรัฐธรรมนูญ 50) ถ้าไม่เสร็จถือว่าเห็นชอบ

**********

สรุป

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่เรื่องการปะผุการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นการวางอนาคต ประเทศร่วมกัน 7 สิงหานี้ เป็นการลงประชามติว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับอนาคตของชาติที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำมาเสนอหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องการเอาชนะคะคานทางการเมืองอย่างที่ใครต่อใครคิด

 

ม.44 ล้วงลูกมหา’ลัย เคลียร์ปมบริหารเรื้อรังแดนสนธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443484

ม.44 ล้วงลูกมหา’ลัย เคลียร์ปมบริหารเรื้อรังแดนสนธยา

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยใจความสำคัญของคำสั่งดังกล่าวคือ ให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) โดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ พ้นจากตำแหน่งหรือให้ไปปฏิบัติงานอื่น โดยเบื้องต้นมีผลใช้บังคับกับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

คำสั่งดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันอุดมศึกษาจนถึงกับต้องมีประกาศดังกล่าว รวมถึงคำสั่งนี้จะถูกขยายผลต่อยอดเป็นอะไรต่อไป

ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการ กกอ. ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเสมือนมาตรการการจัดการปัญหาที่เรื้อรังมานานและถือว่าออกมาในช่วงเวลาที่
เหมาะสม โดยระบุอีกว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าระบบการดำเนินการและการบริหารงานของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายแห่งนั้นมีปัญหาสะสมมานาน เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกประกาศ มาตรา 44 นั้นมีปัญหาตั้งอธิการบดีไม่ได้มานานถึง 5 ปี โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนมีอำนาจเข้าไปจัดการทำอะไรได้ เพราะตามกฎหมายที่มีนั้น ถือว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีอิสระ มีอำนาจการจัดการนั้นอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยเป็นแดนสนธยาที่ใครก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้

อดีตเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า โดยปกติการตรวจสอบมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากถามจุดหรือเครื่องมือที่ตรวจสอบก็จะได้ข้อมูลเป็นที่ๆ ไป เช่น หากถามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็จะบอกว่ามีที่ทุจริตหลายแห่ง แต่พอถามว่ามีระบบอะไรที่เข้าไปตรวจสอบได้บ้าง ก็จะพบว่าไม่มี มหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับของรัฐและเอกชนมากถึง 170 แห่ง ถ้ารอมาตรการตรวจสอบก็ต้องรอให้ สตง.เข้าไปสุ่มตรวจ ซึ่งทำได้แค่ 4-5 ปี/ครั้ง

“เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบนั้นไม่ทันต่อปัญหา เพราะระบบที่เราออกแบบมา คือ ฝากความเข้มแข็งไว้ที่สภามหาวิทยาลัยทั้งหมด แต่สภามหาวิทยาลัยก็มามีปัญหาเสียเอง แต่ละแห่งมีคุณภาพการดูแลที่ต่างกันและหลากหลายมาก บางแห่งกรรมการที่ตั้งมาก็ไม่ได้ดูแลเลย ประชุมเดือนหรือสองเดือนครั้ง ก็รู้แค่ปัญหาแค่เรื่องที่ฝ่ายบริหารใส่แฟ้มมาให้ ที่มีระบบบริหารจัดการอยู่ตัวก็อาจจะไม่พบปัญหา บางแห่งก็ขัดแย้งกันระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร บางแห่งทั้งสองฝ่ายก็ฮั้วกัน เราเรียกกันเล่นๆ ว่า ผลัดกันเกาหลัง คือ อธิการบดีตั้งนายกสภา แล้วนายกสภาก็กลับมาตั้งอธิการบดี บางทีเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำไป เมื่อเข้าไปบริหารก็ไม่ดูแลจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเลย จึงเกิดคำถามว่า แล้วใครจะกำกับดูแล และหลังประกาศมาตรา 44 เรื่องนี้ ควรใช้เป็นโอกาสสังคายนาอุดมศึกษาไปอย่างต่อเนื่อง

“หลังจากนี้ควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อุดมศึกษาเพื่อเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้ปัญหาเดิมๆ เช่น เรื่องการบริหาร กติกาการผลิตบัณฑิตเกิดขึ้นอีก และ พ.ร.บ.ก็ไม่กระทบต่ออิสระของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีปัญหา มีการถกเถียง และโดยเฉพาะกลุ่มอธิการบดีบอกว่าจะถูก พ.ร.บ.ควบคุมการทำงาน แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่า เขามีสิทธิอะไรที่จะไม่ถูกควบคุม ในเมื่อมหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นสมบัติของสังคม ผมศึกษาเรื่องมหาวิทยาลัยมาเยอะ บอกได้เลยว่า ไทยมีอิสระมากกว่าหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศชั้นนำก็ยังมีระบบถ่วงดุลมากกว่าเรา ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่ต้องออกแบบการจัดการที่เหมาะสมเป็นหลักประกันการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” ภาวิช กล่าว

นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า จากนี้มหาวิทยาลัยที่รู้ตัวว่ามีปัญหานั้น ขอให้สภากลับไปทบทวนและหาทางแก้ปัญหาให้ได้ กกอ.จะยังไม่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนจะให้เวลาสภาแก้ปัญหานานแค่ไหนนั้น ไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา แต่คงให้เวลาไม่นานนัก หากไม่เร่งแก้ไขก็อาจเป็นคิวถัดไป เพราะ รมว.ศธ.มีอำนาจออกคำสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มต้องเร่งแก้ปัญหามีอยู่ประมาณ 10% ของมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 20 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเรื่องการรับนักศึกษาเกินกว่าที่แจ้งให้ สกอ.รับทราบ 11 แห่ง นอกนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาการทุจริตของผู้บริหาร ความแตกแยกของสภากับฝ่ายบริหารสภา อาศัยช่องทางกฎหมายสั่งปลดอธิการบดี ย้ำว่าถึงจะมีประกาศมาตรา 44 แล้ว แต่ก็ยังให้โอกาสสถาบันที่มีปัญหาสะสางปัญหากันเอง แต่ถ้าคิดจะเพิกเฉยเกียร์ว่าง ไม่ทำอะไรเลย ก็ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

 

“ไทยแลนด์4.0” ปั๊มเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443471

"ไทยแลนด์4.0" ปั๊มเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม-เทคโนโลยี

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากเวอร์ชั่น 3.0 เป็นเวอร์ชั่น 4.0 หรือจากประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อหนีกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ที่ไทยติดอยู่เป็นเวลานานแล้ว คือพิมพ์เขียวที่รัฐบาลกางขึ้นบนโต๊ะและวางเป้าหมายที่จะปรับโครงสร้างประเทศให้ก้าวสู่ยุค 4.0 ภายใน 3-5 ปีนับจากนี้

หัวใจสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0 คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เปลี่ยนการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าภาคบริการมากขึ้น

ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรขนาดใหญ่ได้จับเทรนด์ 4.0 มาแล้วก่อนหน้า หลายองค์กรอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ที่ชัดเจนที่สุดคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ซึ่งถือเป็นหัวขบวนของการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 โดยการให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา ด้วยการทุ่มงบประมาณ 1% จากรายได้ 4 แสนล้านบาท หรือ 4,000 ล้านบาท เพื่องานวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมที่เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Product and Service) หรือที่เรียกว่า HVA เข้ามาแทนที่การผลิตสินค้าในเชิงอุตสาหกรรม โดยสินค้าจากกลุ่มสินค้า HVA ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีสัดส่วนรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2559 ถึง 39% ด้วยยอดขายกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ก็ได้ขยายการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ของรัฐบาล ชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวว่า ในปีนี้จะใช้งบลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ได้แก่ ปิโตรเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการลงทุนใหม่ทั้งหมด อาทิ โครงการลงทุนเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง ในโครงการโรงงานสาธิต Process IP ใหม่ มูลค่าการลงทุน 600-700 ล้านบาท โครงการพลังงานจากกากอุตสาหกรรม มูลค่าลงทุน 2,300 ล้านบาท เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ได้แก่ โครงการระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้า รวมทั้งมีแผนจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการอัตโนมัติ เช่น ธุรกิจสตาร์ทอัพสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การนำหุ่นยนต์มาช่วยตรวจสอบ และซ่อมบำรุงในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก สำหรับในอุตสาหกรรมการแพทย์ ได้แก่ โครงการผลิตยาชีววัตถุ วัคซีนชั้นสูง ในบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพื่อผลิตยาตั้งแต่ระดับตัวยาสำคัญ อาทิ ใช้รักษาในโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน และโรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการยกระดับจากการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การเป็นศูนย์กลางของการวิจัยและพัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งการต่อยอดไปสู่การผลิตชั้นสูงโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อคิดค้นพัฒนารถยนต์เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาค

ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้เข้ามาลงทุนเพื่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณการลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ บนพื้นที่ 1,200 ไร่ ของกรมป่าไม้ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2561

ขณะที่ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้ลงทุนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาไปแล้วหลากหลาย อาทิ บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค (HRAP) ได้ใช้งบประมาณมูลค่า 1,700 ล้านบาท เพื่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์ และเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโซนเอเชียและโอเชียเนียได้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ใช้เงินลงทุนมูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย บนพื้นที่ 95 ไร่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งนับเป็นสนามทดสอบรถยนต์แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ตามแผนงานเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย พร้อมเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของผลิตภัณฑ์มิตซูบิชิ

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ในปี 2550 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,300 ล้านบาท เพื่อให้การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยและการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมการผลิต และการบริหารจัดการชิ้นส่วน รวมถึงการสร้างบุคลากรคนไทยที่มีคุณภาพ

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ตั้งบริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค ศูนย์วิจัยพัฒนายานยนต์แห่งใหม่ในประเทศไทย บนถนนบางนา-ตราด กม.22 ใช้เงินลงทุนกว่า 1,087 ล้านบาท จะทำหน้าที่สนับสนุนฐานการผลิตของนิสสัน 7 แห่ง ใน 5 ประเทศภูมิภาคอาเซียน คือ ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม รองรับการพัฒนารถยนต์ เพื่อตอบสนองตลาดในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคเอกชนก็ยังมีข้อคิดเห็นในหลายๆ เรื่องต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งนี้ ซึ่ง เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานบริหารผู้ก่อตั้งซีที เอเชีย โรบอติกส์ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ ดินสอ ออกสู่ตลาดโลก ให้ความเห็นว่า หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 คือการทำให้ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ และสร้างสินค้าที่เป็นแบรนดิ้งของคนไทย เพื่อส่งไปขายทั่วโลก ส่วนอุตสาหกรรม 3.0 คือการดึงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้ที่ผ่านมามีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ภาครัฐกำลังวางนโยบายสร้างคลัสเตอร์หุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมใหม่และอยู่ใน 10 S-Curve ซึ่งจะต้องแตกต่างจากอุตสาหกรรม 3.0 คือไม่ได้มุ่งเน้นดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย แต่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและวิจัยพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มากที่สุด เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรม และหุ่นยนต์ใหม่ในตลาด ที่กำลังเติบโตอย่างดีและมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย จะเป็นหุ่นยนต์เพื่อการบริการต่างๆ

ภาครัฐควรหันมาส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการบริการ และกระตุ้นให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ออกมาสู่ประเทศ ผ่านการส่งเสริมงบลงทุนและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) การให้ทุนด้านวิจัย พร้อมกับให้สิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่าสำหรับภาคธุรกิจที่สนใจซื้อหุ่นยนต์ภาคบริการของไทย เชื่อมั่นว่า หากรัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ ภายใน 3 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์ภาคบริการของไทยจะเติบโตสูงมาก

สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม ผู้ผลิตสินค้าดูแลบำรุงผิวภายใต้แบรนด์ “สเนลไวท์” กล่าวว่า บริษัทได้ปรับนโยบายเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งการมุ่งสร้างสินค้าที่มีนวัตกรรม ผ่านการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศและการร่วมมือกับเครือข่ายงานวิจัยในต่างประเทศ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง มีเทคโนโลยี และความแปลกใหม่ออกสู่ตลาด และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างยอดขายถึง 1,000 ล้านบาท ได้ภายใน 3 ปี

นอกเหนือจากการใช้งานวิจัยเพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมใหม่แล้ว ยังได้สร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ปรับระบบการผลิตในโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเป็นอัตโนมัติมากขึ้น คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ระบบการผลิตจะเป็นหุ่นยนต์ทั้งหมด ส่วนแรงงานที่มีอยู่ 100 คน จะทำหน้าที่ดูแลหุ่นยนต์ พร้อมกับจะเพิ่มทักษะของแรงงานให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการปรับระบบใหม่ในครั้งนี้

นับจากนี้ภาคเอกชนจะต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้ตกขบวนไทยแลนด์ 4.0

 

‘แชโบล’อ่วมหนัก ปูทางรัฐเข้ายกเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 09:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/452301

‘แชโบล’อ่วมหนัก ปูทางรัฐเข้ายกเครื่อง

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การล้มของฮันจิน ชิปปิ้ง บริษัทขนส่งรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และเป็นอันดับ 7 ของโลก นอกจากจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับภาคอุตสาหกรรมขนส่งแล้ว ยังเป็นการทำลายแนวคิดว่า “บริษัทใหญ่ไม่มีวันล้มได้” ของเกาหลีใต้ โดย ฮันจิน ชิปปิ้ง มีจำนวนเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ราว 98 ลำ และดำเนินการขนส่งสินค้าตามเส้นทางการค้าทั่วโลก 70 เส้นทาง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮันจิน ชิปปิ้ง ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากศาลล้มละลาย หลังธนาคารของรัฐ โคเรีย ดีเวลลอปเมนต์ แบงก์ (เคดีบี) ผู้ให้สินเชื่อหลักของฮันจิน ปฏิเสธการอนุมัติเงินกู้ เนื่องจากแผนการปรับโครงสร้างยังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ โดยเคดีบี ระบุว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่บริษัทจะหาเงินสด 1.3 ล้านล้านวอน (ราว 4 หมื่นล้านบาท) จนถึงปีหน้าเพื่อชำระหนี้สินสะสม ค่าต้นทุนการดำเนินงาน และค่าเช่าเรือที่มีเจ้าของเป็นคนต่างชาติได้ และฮันจินต้องมีสภาพคล่องระยะสั้นอย่างน้อย 1 ล้านล้านวอน (ราว 3.09 หมื่นล้านบาท)

แผนปรับโครงสร้างล่าสุดของฮันจิน มีมูลค่าสูงสุดแค่เพียง 5 แสนล้านวอน (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ผ่านการขายสินทรัพย์และรับเงินจากโคเรียนแอร์ ขณะที่เคดีบี มองว่า ฮันจินต้องระดมทุนอย่างน้อย 7 แสนล้านวอน (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท)

“แผนการของฮันจินยังไม่สามารถระดมทุนได้มากพอ และยังไม่สามารถช่วยให้บริษัทกลับสู่สภาวะที่เหมาะสมได้” อีดองจอล ประธานเคดีบี กล่าว

เมื่อสิ้นปี 2015 บริษัทมีหนี้สินอยู่ที่ 6.6 ล้านล้านวอน (ราว 2 แสนล้านบาท) และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเกือบ 850%

ก่อนหน้านี้ ฮันจิน ชิปปิ้ง ยื่นแผนปฏิรูปโครงสร้างบริษัทเพื่อขอผ่อนผันชำระหนี้และขอเงินช่วยเหลือจากเคดีบีมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ประกอบด้วย การเสนอขายสำนักงานในเมืองปูซานและกรุงลอนดอน เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัท และเครื่องหมายการค้าต่างๆ เพื่อระดมเงิน 4.11 แสนล้านวอน (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) แต่เคดีบีปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าแผนการยังไม่ดีพอ

เปิดทางรัฐปรับโครงสร้าง ‘แชโบล’

ฮันจิน ชิปปิ้ง เป็นบริษัทย่อยแห่งหนึ่งของฮันจิน กรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดยักษ์ หรือแชโบล ของเกาหลีใต้

ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับบริษัท แชโบล มาโดยตลอด เพราะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยสำนักข่าวฮัฟฟิงตันโพสต์ ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ราว 70% ดำเนินการโดยกลุ่ม แชโบล

แม้แชโบลมีบทบาทสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่พอใจกลุ่มบริษัทดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นการผูกขาด ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แทบไม่สามารถแข่งขันด้วยได้ โดยความไม่พอใจดังกล่าวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากข่าวการทุจริตของบรรดาผู้บริหารแชโบลหลายแห่ง

ความล้มเหลวในการบริหารงานของฮันจิน ชิปปิ้ง จนบริษัทมีหนี้สินมหาศาล อาจทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ฉุกคิดว่าถึงเวลาที่ต้องเริ่มเข้ามาจัดการกับกลุ่ม แชโบล โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศว่าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันผลกระทบจากการล้มของฮันจิน ชิปปิ้ง ทั้งต่อตลาดเงินและการส่งออกสินค้าของประเทศ

“เราระบุอย่างชัดเจนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ธนาคารของรัฐจะไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการปรับโครงสร้าง หากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของธุรกิจได้” ยูอิลโฮ รัฐมนตรีคลังของเกาหลีใต้ กล่าว

นอกจากนี้ การที่เคดีบี ซึ่งเป็นธนาคารรัฐ ปฏิเสธการอนุมัติเงินกู้บ่งชี้ว่า รัฐบาลต้องการจัดการปัญหาของฮันจินอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของบริษัท ฮันจิน ชิปปิ้ง ได้ประชุมกันเกี่ยวกับการยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ แต่ โชยังโฮ ที่เป็นประธานฮันจิน กรุ๊ป กลับไม่เข้าร่วม โดยเดือน เม.ย. โชยังโฮมีข่าวโดนสอบสวนจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ เพราะไม่สามารถอธิบายสาเหตุการขาดทุนอย่างหนักของฮันจิน ชิปปิ้ง

การไม่เข้าร่วมประชุมดังกล่าวของชอยังโฮ บ่งชี้ว่าบริษัทแม่มีแนวโน้มทิ้งฮันจิน ชิปปิ้ง และยิ่งทำให้ความพยายามผลักดันของรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อให้ฮุนได บริษัทขนส่งเบอร์ 2 ของประเทศ เข้ามาซื้อสินทรัพย์เพื่อควบรวมกิจการของฮันจิน ชิปปิ้ง มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน เคยประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้เช่นกัน และขอการผ่อนผันภาระหนี้สินจากเคดีบี แต่ ฮุนจองอึน ประธานบริษัท ฮุนได กรุ๊ป ได้ใช้เงินส่วนตัว 3 หมื่นล้านวอน (ราว 928 ล้านบาท) อัดฉีดสภาพคล่องของบริษัท ส่งผลให้เคดีบียอมผ่อนผันหนี้ให้ทางบริษัท

ในปัจจุบัน เคดีบีเป็นเจ้าของบริษัท ฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน ชั่วคราว และตั้งเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของบริษัทในเวลาต่อไป

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า หากชอยังโฮช่วยเหลือฮันจิน ชิปปิ้ง เช่นเดียวกับกรณีที่ฮุนไดยอมช่วยเหลือฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน เคดีบีน่าจะยอมอนุมัติแผนปรับโครงสร้างบริษัทของฮันจิน ซึ่งจะช่วยพยุงธุรกิจของฮันจิน ชิปปิ้ง ในเวลาต่อไป

สำนักข่าวโคเรีย เฮอรัล คาดการณ์ว่า หากรัฐบาลผลักดันให้ฮุนไดเข้ามาซื้อสินทรัพย์ของฮันจิน ชิปปิ้งได้ ทางรัฐจะสามารถดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างบริษัทได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่เมื่อเดือน มิ.ย. รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนยกเครื่องอุตสาหกรรมต่อเรือและขนส่งทางทะเล วงเงิน 11 ล้านล้านวอน (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท)