ลุ้นเจรจาสันติภาพเมียนมา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 06:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/451788

ลุ้นเจรจาสันติภาพเมียนมา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาอีกครั้ง โดยตัวแทนจาก 17 ชนกลุ่มน้อย เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ หรือการเจรจาปางโหลงศตวรรษที่ 21 ร่วมกับรัฐบาลและตัวแทนกองทัพ ที่กรุงเนย์ปิดอว์ เพื่อหวังปูทางไปสู่การยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาตั้งแต่ประกาศเอกราชในปี 1947

การประชุมจะจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน โดย อองซานซูจี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐ เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางสายตาชาวโลกที่จับตาดูอนาคตของประเทศภายใต้รัฐบาลพลเรือนครั้งแรก โดยเฉพาะจีน สหรัฐ และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายใหญ่

ซูจี กล่าวเปิดการประชุมว่า ความเป็นเอกภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคตของเมียนมา และหากไม่มีความปรองดองก็ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลก

ทั้งนี้ ชนกลุ่มน้อยเกือบทุกกลุ่มได้รับเชิญให้เข้าร่วม ยกเว้น 3 กลุ่มซึ่งยังต่อสู้กับรัฐบาลที่ไม่ได้รับการเชิญ เพราะไม่มีท่าทีเห็นด้วยกับเงื่อนไข โดยชน
กลุ่มน้อยส่วนใหญ่ตอบรับคำเชิญ นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมและตัวแทนจากนานาชาติ เช่น บันคีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็เข้า
ร่วมด้วย

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การประชุมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นก่อนการต่อรองข้อตกลงสันติภาพถาวรซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี อย่างไรก็ดี รัฐบาลเมียนมาหวังว่าอย่างน้อยผลการเจรจานี้ น่าจะนำไปสู่การเจรจาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อแลกกับการเพิ่มอำนาจปกครองตนเองให้รัฐบาลชนกลุ่มน้อย

ด้าน โจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวสายเมียนมาของบีบีซี ระบุว่า รัฐบาลให้คำมั่นที่ค่อนข้างกำกวมในเรื่องจะผลักดันให้เกิดสหพันธรัฐเมียนมาที่มีการกระจายอำนาจและทรัพยากรมากขึ้น เพื่อดึงกลุ่มชนกลุ่มน้อยติดอาวุธมาร่วม อย่างไรก็ดี กลุ่มทหารซึ่งครองที่นั่ง 25% ในรัฐสภา อาจคัดค้านการเคลื่อนไหวกระจายอำนาจใหชนกลุ่มน้อย ขณะที่ซูจีก็ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้องการให้มีการกระจายอำนาจในระดับไหน

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารก่อนหน้าได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกกับชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม แต่ยังไม่เคยร่วมหาข้อตกลงระดับชาติในลักษณะนี้มาก่อน

แหล่งผลประโยชน์นานาชาติ

นิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยว่า จีนพยายามที่จะยุติการต่อสู้ที่ยืดเยื้อของชนกลุ่มน้อยตามชายแดนระหว่างเมียนมาและจีน แม้ก่อนหน้านี้จะเคยสนับสนุนกลุ่มเหล่านั้นก็ตาม เนื่องจากปัญหาความรุนแรงในเมียนมา ส่งผลให้การลักลอบค้าไม้และหยกผิดกฎหมายดำเนินต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งดังกล่าวยังขัดขวางการค้าถูกกฎหมายระหว่างชายแดนจีนทางใต้และเมียนมา

อีกทั้งจีนยังวางแผนสร้างทางรถไฟและถนนที่เชื่อมต่อตอนเหนือของเมียนมาไปยังอ่าวเบงกอล ซึ่งจะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซ และกระตุ้นการค้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางโดยไม่ต้องผ่านทะเลจีนใต้ แต่แผนการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลง

ขณะเดียวกันบรรดาธุรกิจสหรัฐล้วนต้องการเข้ามาลงทุนหลังกระทรวงการคลังสหรัฐยกเลิกการคว่ำบาตร แต่ยังกังวลปัญหาความขัดแย้ง ส่วนญี่ปุ่นก็มองเห็นเมียนมาเป็นปลายทางการลงทุนที่สำคัญในอนาคต และได้ให้เงินช่วยเหลือในการพัฒนาจำนวนมาก

ด้าน ถั่นมินท์อู นักประวัติศาสตร์เมียนมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า ความสำเร็จในเมียนมาเป็นบททดสอบยูเอ็น ที่เข้ามาผลักดันการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยและพยายามยุติความขัดแย้งในเมียนมา โดยความท้าทายของยูเอ็นหลังจากนี้คือ ต้องผลักดันให้เมียนมาเดินหน้าในด้านความเท่าเทียมของพลเมือง และปัญหาการเอารัดเอาเปรียบชนกลุ่มน้อย อันนำไปสู่ปัญหาผู้อพยพในประเทศเพื่อนบ้าน

 

ทุนก่อการร้ายไหลเข้า หวั่นไอเอสบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/448327

ทุนก่อการร้ายไหลเข้า หวั่นไอเอสบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รายงานประเมินความเสี่ยงภูมิภาค ซึ่งเปิดเผยในการประชุมตัวแทนความมั่นคงจาก 23 ประเทศ ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนของกลุ่มก่อการร้ายจากต่างประเทศไหลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เกือบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 34.81 ล้านบาท) ในช่วงปี 2014-2015

“จำนวนเงินทุนที่มาจากกลุ่มก่อการร้าย แม้จะไม่ได้เป็นปริมาณมาก แต่ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยอาเซียนเผชิญความเสี่ยงที่สุดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามชายแดนเข้ามาและกระจายไปทั่วภูมิภาคเพื่อสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรง” รายงานดังกล่าว ระบุ

นอกจากนี้ ภูมิศาสตร์ของอาเซียนที่มีชายแดนทางน้ำและทางบกใกล้ชิดกัน ยังทำให้กลุ่มแนวคิดสุดโต่งและเครือข่ายก่อการร้ายที่อยู่ในแต่ละส่วนสามารถส่งเงินข้ามชายแดนได้ง่าย ขณะที่หลายประเทศเผชิญปัญหาการลักลอบขนเงินที่เจ้าหน้าที่ยังจัดการไม่ได้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ขณะเดียวกัน รายงานดังกล่าวยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่แต่ละประเทศเพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกรอบภูมิภาค โดยเน้นให้
ความสำคัญไปที่การอุดช่องทางการเงินของกลุ่มก่อการร้าย โดยในขณะนี้ภาคสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่สามารถแยกแยะธุรกรรมของกลุ่มก่อการร้ายออกจากธุรกรรมทั่วไปได้อย่างชัดเจน เนื่องจากกลุ่มก่อการร้ายโอนเงินครั้งละปริมาณไม่มาก

สก็อต สจ๊วต รองประธานฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ของสแตรทีจิก ฟอร์แคสติ้ง อิงค์ (สแตรทฟอร์) สำนักข่าวและบริษัทคลังสมองสัญชาติสหรัฐ ระบุว่า ตั้งแต่เหตุก่อการร้ายที่เกาะบาหลี เมื่อปี 2002 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย ถือเป็นจุดชนวนภัยก่อการร้ายครั้งสำคัญในภูมิภาคและพัฒนาไปสู่กลุ่มก่อการร้ายเล็กๆ เป็นเครือข่ายที่ก่อเหตุสร้างความเสียหายระดับเล็กกว่า และใช้อุปกรณ์ที่ผลิตได้เองและอาวุธที่หาได้ง่ายกว่าซึ่งน่ากังวลมาก

“คนเหล่านี้สามารถขยายการถ่ายทอดและฝึกสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในการก่อเหตุขนาดย่อมเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายน้อย แต่การติดตามระงับช่องทางการเงินจะช่วยยับยั้งภัยเหล่านี้ได้ และหากยังปล่อยให้เงินทุนนี้ไหลเวียนอย่างเสรี จะยิ่งเป็นการเปิดช่องไปสู่การระดมและฝึกสมาชิก รวมทั้งจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่และสรรหาวัตถุดิบผลิตอาวุธ ใช้สร้างที่หลบภัยและอื่นๆ” สจ๊วต กล่าว

ขณะที่หน่วยข่าวกรองอินโดนีเซีย ประเมินว่า มีแหล่งเงินทุนจากต่างชาติโอนเข้ามาเพื่อสนับสนุนทางการเงินให้กลุ่มก่อการร้ายในประเทศจำนวนมากกว่า 7.63 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 26.57 ล้านบาท) ในช่วงปี 2014-2015 โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียและออสเตรเลียได้ร่วมปฏิบัติการสืบสวนพบการทำธุรกรรมต้องสงสัยก่อการร้าย โอนเงินราว 3.84 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 13.3 ล้านบาท) จากออสเตรเลียมายังอินโดนีเซีย เพื่อสนับสนุนการสรรหาคนเข้าร่วมเครือข่าย

อากัส ซานโตโซ ประธานหน่วยข่าวกรองอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกลุ่มไอเอสอาจขยายเข้ามาก่อเหตุในอาเซียน พร้อมทั้งระบุว่ามีหลายวิธีที่กลุ่มก่อการร้ายต่างชาติส่งเงินเข้ามาในอาเซียน เช่น ผ่านเข้ามากับกลุ่มแรงงานผู้อพยพจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศตะวันออกกลาง หรือโอนเข้ามาโดยตรงจากประเทศอื่นๆ

ส่วน ไมเคิล คีแนน รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของออสเตรเลีย กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาว่า การก่อเหตุรุนแรงหลายครั้งมาจากบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม และถูกทำให้กลายเป็นกลุ่มแนวคิดหัวรุนแรงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

คีแนน เสริมว่า กลุ่มก่อการร้ายขนาดใหญ่อยู่ได้ด้วยเครือข่ายและการให้ความช่วยเหลือของอาชญากรและเจ้าหน้าที่ทางการเองที่ทุจริตทั้งที่อยู่ภายในและนอกประเทศที่ก่อเหตุ

ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวมีมติร่วมให้แต่ละประเทศเน้นการควบคุมชายแดนเพื่อยับยั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะการโยกย้ายสินค้า อาวุธ และเงินทุน

ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทยของสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้ประชุมนอกรอบและมีมติความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย รวมทั้งความร่วมมือในการปรับพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมลัทธิสุดโต่ง โดยทั้งสามประเทศยกให้การต่อสู้การก่อการร้ายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของฝ่ายความมั่นคง พร้อมทั้งเตรียมผลักดันความร่วมมือภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายจากกลุ่มไอเอส โดยกังวลว่าจะเกิดเหตุโจมตีในระหว่างการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่จะจัดขึ้นที่กรุงมะนิลาในปี 2017 หลังมีคลิปวิดีโอระบุเป็นภาษาอาหรับว่า ให้สร้างระเบิดถล่มมิสยูนิเวิร์ส โดยแม้ทางการจะยืนยันว่าไม่มีสมาชิกกลุ่มไอเอสอยู่ในประเทศ แต่มีความเสี่ยงจากกลุ่มก่อการร้ายท้องถิ่นอาบูเซย์ยาฟที่อ้างตนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส

 

ญี่ปุ่นเบนเข็มลุยกระตุ้นคลัง ตลาดทุนกังขาให้ฟีดแบ็กลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/446350

ญี่ปุ่นเบนเข็มลุยกระตุ้นคลัง ตลาดทุนกังขาให้ฟีดแบ็กลบ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวม 28 ล้านล้านเยน (ราว 9.58 ล้านล้านเยน) ออกมาตามความคาดหมายเมื่อ วันที่ 2 ส.ค. ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นที่มีวงเงินรวมสูงสุดนับตั้งแต่มาตรการสู้วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ออกมาในเดือน เม.ย. 2009 วงเงิน 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)

ภายใต้แผนการครั้งนี้ จะเป็นการผ่านงบประมาณรายจ่ายพิเศษ 4.6 ล้านล้านเยน (ราว 1.57 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน และ ส่วนที่เหลือจะทยอยออกในปีงบประมาณ 2017 ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นคาดว่าจะสามารถผลักดันการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีหน้าได้ราว 1.4%

มาตรการดังกล่าวจะกระจายตั้งแต่การ ช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การให้เงินผู้มีรายได้ต่ำ  22 ล้านคน คนละ 1.5 หมื่นเยน (ราว 5,131 บาท) รวม 3.3 แสนล้านเยน (ราว 1.13 แสนล้านบาท) ไปจนถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งนับเป็นการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนแผนการขึ้นภาษีขาย 10% ออกไปอีก 2 ปีครึ่ง จากกำหนดเดิมที่จะเริ่มในปีงบประมาณ 2017

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์และตลาดทุนในญี่ปุ่นกลับตอบรับมาตรการครั้งนี้ในเชิงลบ โดยเฉพาะค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นสวนทางความคาดหมายไปแตะระดับ 102 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดลดลง 244.32 จุด หรือ 1.47% มาอยู่ที่ 16,391.45 จุด เนื่องจากนักลงทุนมองว่ารัฐบาลใช้งบกระตุ้นที่แท้จริงน้อยเกินไป

มาร์เซล ธีลเลียนท์ นักเศรษฐศาสตร์จาก บริษัท แคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นใช้วิธีการเดิมๆ เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงินรวมก้อนใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในวงกว้าง ทว่าในรายละเอียดกลับเป็นงบประมาณทางการคลัง ที่ใช้จริงเพียงเล็กน้อย และคาดว่าจะสามารถกระตุ้นจีดีพีในปีหน้าจริงได้เพียง 0.8% เท่านั้น

ภายใต้แผนการดังกล่าว ยังเป็นส่วนของฅความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) และโครงการอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่บนงบประมาณ รายจ่ายของรัฐโดยตรง จึงอาจไม่ช่วยผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้มากนัก

บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ คาดการณ์ว่า งบประมาณกระตุ้นทางการคลัง 13.6 ล้านล้านเยน (ราว 4.65 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะประเดิมผ่านใน ปีนี้ไม่ถึงครึ่ง และจะทยอยออกมาในปีงบประมาณหน้า ควบคู่ไปกับโครงการเงินกู้ที่เป็นแผนระยะยาวต่อเนื่องหลายปี จะช่วยให้จีดีพีในระยะสั้นปี 2016 นี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เพียง 0.1% และจะเพิ่มขึ้นได้อีก 0.25% ในปีหน้า ขณะที่ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า จะขยายตัวได้ 0.3% ในปีนี้ และ 0.1% ในปีหน้า

โคยะ มิยามาเอะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ของบริษัทหลักทรัพย์ เอสเอ็มบีซี นิกโก ซีเคียว ริตี้ส์ กล่าวว่า มาตรการครั้งนี้จะเพิ่มการเติบโตของ จีดีพีได้ 0.4% ในปีนี้ และอีก 0.4% ในปีหน้า

“ในขณะที่ผลของมาตรการนี้น่าจะเห็นได้ ในช่วงปีงบประมาณ 2017 ญี่ปุ่นก็อาจต้องเผชิญกับภาวะหน้าผาการคลัง หรือการขาดช่วงความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่เช่นนี้อีกครั้งก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถทำงบเกินดุลได้ตามเป้าหมายภายในปี 2020” มิยามาเอะ กล่าวกับรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ การใช้มาตรการการคลังมีขึ้นหลังจาก ที่ประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินน้อยเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง โดยไม่มีทั้งการขยายวงเงินซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี และไม่มีการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ลบ 0.1% และบีโอเจยังส่งสัญญาณเตรียมทบทวนมาตรการการเงินในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ ส่งผลให้หลายฝ่ายวิตกว่า ญี่ปุ่นใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินจนถึงลิมิตแล้ว

นอกจากนี้ การเตรียมแต่งตั้ง โทชิฮิโระ นิไคอิ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาครัฐขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคแอลดีพี ยังทำให้ตลาดเชื่อว่าญี่ปุ่นกำลังถึงทางตันในการใช้มาตรการทางการเงิน และต้องเบนเข็มไปใช้มาตรการทางคลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ได้ปฏิเสธความกังวลของตลาดว่า การทบทวนมาตรการในเดือนหน้า จะไม่ใช่การลดขนาดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน

แผนกระตุ้นศก. 28 ล้านล้านเยน

3.3 แสนล้านเยน : แจกเงินผู้มีรายได้ต่ำ 22 ล้านคน คนละ 1.5 หมื่นเยน สำหรับบุคคลรายได้ต่ำกว่า 1 ล้านเยน/ปี (3.42 แสนบาท)
3.5 ล้านล้านเยน : ใช้ในการรับมือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ดูแล ผู้สูงอายุ และสนับสนุนการเพิ่มจำนวนประชากร
10.7 ล้านล้านเยน : ลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนภาคการ ท่องเที่ยว เช่น ปรับปรุงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง และขยายท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่
10.9 ล้านล้านเยน : บรรเทาผลกระทบฅต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศจากกรณีเบร็กซิต
3 ล้านล้านเยน : ฟื้นฟูและบรรเทาผล กระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว เดือน เม.ย. 2016 และสึนามิเมื่อปี 2011

 

เฟดรอท่าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเอเชียแข็งค่ากดดันบีโอเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/445477

เฟดรอท่าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเอเชียแข็งค่ากดดันบีโอเจ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้หลังการประชุมวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการส่งสัญญาณระยะเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยที่แน่ชัด ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าเอเชีย โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่าเงินเยนจนแข็งค่าขึ้น ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินมาตรการเพิ่มเติม

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) นำโดยเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด มีมติ 9 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 0.25-0.50% หลังการประชุมเมื่อวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเฟดระบุในแถลงการณ์ ว่า การจ้างงานในเดือน มิ.ย. ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดรอบ 5 ปี เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยการใช้จ่ายครัวเรือนที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังคงอ่อนแอและอัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% เนื่องจากราคาน้ำมันถูก

“ความเสี่ยงในระยะสั้นปรับตัวลดลงไปแล้ว” เฟดระบุในแถลงการณ์ พร้อมระบุอีกด้วยว่าจะจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดทุนและเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

ด้าน แคธี โจนส์ หัวหน้านักกลยุทธ์จากชาร์ลส์ ชวาบ บริษัทโบรกเกอร์สัญชาติอเมริกัน เปิดเผยว่า มีแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามเฟดไม่อยากจะให้สัญญาณที่ผูกมัดตัวเองในอนาคต และเฟดก็มีความมั่นใจในการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม แม้เฟดจะระบุความเสี่ยงในระยะสั้นปรับตัวลงไป แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ได้ระบุระยะเวลาที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และแม้เฟดจะเปิดกว้างในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในเดือน ก.ย. ก็ยังไม่มีความแน่ชัด โดยตลาดคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเพราะเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ที่ 26% ขณะที่ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลดลงจาก 49% ก่อนเฟดเปิดเผยแถลงการณ์เป็น 45%

ทุนไหลเข้าเอเชียดันค่าเงินแข็งค่า

ภายหลังการเปิดเผยของเฟด ดัชนีค่าเงินตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไอปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ นำโดยค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับค่ากลางอ้างอิงค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 6.6597 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นไปอยู่ในระดับ 104 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียว เมื่อเทียบกับระดับ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ ของเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหลังนายกรัฐมนตรี  ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เปิดเผยโครงการ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 28 ล้านล้านเยน  (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิ ปิดตลาดวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ในแดนลบ 1.13%

นอกจากนี้ ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นดังกล่าวแสดง ให้เห็นถึงเงินทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชีย สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) เปิดเผยว่า เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่เกือบ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.75 แสนล้านบาท) ในเดือน ก.ค.  ปรับตัวขึ้นจาก 1.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน มิ.ย. โดยตลาด เกิดใหม่ในเอเชียมีการดึงดูดเงินทุนมากที่สุดที่ 1.91 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.68 แสนล้านบาท)  ในเดือน ก.ค.

ตลาดกดดันบีโอเจกระตุ้นเพิ่ม

ซิตี้แบงก์เปิดเผยผลสำรวจลูกค้าและสถาบันการเงิน พบว่า 80% คาดค่าเยนจะแข็งค่าขึ้นเทียบเหรียญสหรัฐมากกว่า 3% หากบีโอเจยังคงมาตรการในวันที่ 28 ก.ค.นี้ และไม่ส่งสัญญาณใดๆ ในการ กระตุ้นเพิ่มหลังการประชุมเดือน ก.ย. ในขณะที่ มากกว่า 30% คาดการณ์ว่าค่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงมากกว่า 4%

โนบุเทรุ อิชิฮาระ รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังอาเบะประกาศงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 28 ล้านล้านเยน (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ที่ 20 ล้านล้านเยน (ราว 6 ล้านล้านบาท) ว่า บีโอเจและฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ควรตัดสินใจให้สอดคล้องกับการประกาศของอาเบะ

“ผมคิดว่าคนของบีโอเจจะนำมาตรการนี้ไปพิจารณาและตัดสินใจอย่างเหมาะสม ผมคิดว่าคุโรดะเข้าใจดีว่าโลกกำลังจับตามองเราอยู่” อิชิฮาระ กล่าว

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บีโอเจควรพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้ถึงเป้าหมายที่บีโอเจตั้งไว้ที่ 2% โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า อาโสะกำลังกดดันให้บีโอเจผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น

ด้าน คริส เวสตัน นักกลยุทธ์ของไอจี กรุ๊ป บริษัทเทรดเดอร์ สัญชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า แม้จะยังไม่มีความชัดเจน มาตรการกระตุ้นดังกล่าวจะมีขนาดเท่าที่จะกระตุ้นภายในปี 2016 นี้ และการใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจะไม่สามารถช่วยฟื้นความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อได้ทันที

“ในทางทฤษฎี ถ้ารัฐบาลของอาเบะจะเล่น ใหญ่แล้วละก็ บีโอเจก็ควรเล่นใหญ่ด้วยเช่นกัน”  เวสตัน กล่าว

 

เยอรมนีตื่นภัยก่อการร้ายจี้ปรับนโยบายรับผู้อพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/445258

เยอรมนีตื่นภัยก่อการร้ายจี้ปรับนโยบายรับผู้อพยพ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การก่อการร้ายในทวีปยุโรปกลับมาปะทุอีกครั้งทั้งในฝรั่งเศสที่เจอเหตุโจมตี 2 ครั้ง ในรอบ 2 สัปดาห์ และเยอรมนีที่เกิดเหตุโจมตี 4 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์

ฮอสต์ ซีโฮเฟอร์ ผู้ว่าการแคว้นบาวาเรียของเยอรมนี เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีทำความเข้าใจประเด็นความมั่นคงและนโยบายการเปิดรับผู้อพยพกับประชาชน พร้อมระบุว่า ประชาชนชาวเยอรมันอยู่ในภาวะที่หวาดกลัวต่อภัยก่อการร้าย โดยเฉพาะจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ถือเป็น ความท้าทายอย่างหนึ่งของแคว้นบาวาเรียและเยอรมนีในการป้องกันประเทศ

“ทุกการโจมตีและทุกเหตุก่อการร้ายยิ่งรุนแรงขึ้น การโจมตีของกลุ่มไอเอสกระทบต่อเยอรมนี และประชาชนต้องการให้รัฐบาลยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญ” ซีโฮเฟอร์ ระบุ

ทั้งนี้ ในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เกิดเหตุโจมตีในเยอรมนีถึง 4 ครั้ง ซึ่งเกิดในพื้นที่แคว้น บาวาเรียถึง 3 ครั้ง โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.ค. คือ เหตุชายอายุ 17 ปี ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยจากอัฟกานิสถานใช้มีดและขวานบุกทำร้ายผู้โดยสารบนรถไฟที่เมืองเวิร์ซบูร์ก ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย ก่อนเจ้าตัวจะถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต และพบธงสัญลักษณ์ของกลุ่มไอเอสในที่เกิดเหตุ

ถัดมาในวันที่ 22 ก.ค. เกิดเหตุชายวัย 18 ปี ถือสัญชาติเยอรมนีและอิหร่าน กราดยิงในเมือง มิวนิก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บ 27 ราย โดยตำรวจเชื่อว่าคนร้ายก่อเหตุเพียงลำพัง (โลนวูล์ฟ) และได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุกราดยิงที่นอร์เวย์เมื่อปี 2011 ไม่เกี่ยวกับกลุ่มไอเอส

ต่อมาในวันที่ 24 ก.ค. เกิดเหตุผู้อพยพชาวซีเรียฆ่าหญิงชาวโปแลนด์ด้วยมีดสปาร์ต้า ในเมืองรอยท์ลิงเงน รัฐบาเดน-เวิร์ทเทมแบร์ก โดยพยานในที่เกิดเหตุระบุว่าผู้ก่อเหตุตะโกนคำว่า “อาลาบู อักการ์” หรือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนลงมือ และในวันเดียวกันเกิดเหตุผู้อพยพชาวซีเรียระเบิดฆ่าตัวตายที่บาร์แห่งหนึ่งในเมืองอันสบาค มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย โดย โมฮัมหมัด ดี ผู้ก่อเหตุถูกปฏิเสธสถานะการขอลี้ภัยและมีประวัติเคยเข้ารับการบำบัดทางจิต

โจอาคิม เฮอร์มัน รัฐมนตรีมหาดไทยแคว้นบาวาเรีย ระบุว่า โมฮัมหมัด ดี ครอบครองสาร ประกอบระเบิดจำนวนมากพอที่จะทำระเบิดอีกลูก ก่อให้เกิดคำถามว่าชายคนดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งใด เพราะคนร้ายยังอาศัยอยู่ในที่พัก ผู้อพยพที่รัฐบาลจัดหาให้

หวั่นนโยบายรับผู้อพยพทำก่อการร้ายพุ่ง

จากเหตุโจมตีโดยฝีมือของผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานและซีเรีย นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเปิดรับผู้อพยพของนายกรัฐมนตรี  อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการโจมตีลักษณะโลนวูล์ฟมากขึ้นในยุโรป แม้จะมีการคุมเข้มการรับผู้อพยพก็ตาม จนเกิดเป็นกระแสโจมตีนโยบายดังกล่าวด้วยแฮชแท็ก #Merkelsommer หรือฤดูร้อนของแมร์เกิล ในสังคมออนไลน์

แฟรงก์ แดคเคอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอนน์ ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า การก่อเหตุของผู้อพยพที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับนโยบายการเปิดรับผู้อพยพของ แมร์เกิล แม้เยอรมนีจะไม่ได้เผชิญเหตุก่อการร้ายจากฝีมือของกลุ่มไอเอสโดยตรงเหมือนในฝรั่งเศสและเบลเยียม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ขัดขวางแผนโจมตีหลายครั้ง

เช่นเดียวกับพรรคทางเลือกเยอรมนี (เอเอฟดี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาที่ต่อต้านการรับผู้อพยพ ระบุว่า แมร์เกิลต้องรับผิดชอบต่อผลพวงจากนโยบายการเปิดรับผู้อพยพ ซึ่งทำให้ผู้อพยพชาวมุสลิม ที่อายุน้อย ไร้การศึกษา และมีแนวคิดสุดโต่ง ทะลักเข้าสู่เยอรมนีกว่า 1 ล้านคน แม้แมร์เกิลจะยืนยันว่า การรับผู้อพยพเข้าประเทศจะช่วยให้เยอรมนีปลอดภัยจากการก่อการร้ายในระยะยาว

อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ข่าวดิ อินดีเพนเดนท์  ระบุว่า นโยบายเปิดรับผู้อพยพของแมร์เกิลไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงการก่อการร้ายในประเทศ เนื่องจากผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้อพยพ 3 รายล่าสุด เดินทางเข้าประเทศก่อนที่แมร์เกิลจะบังคับใช้นโยบายดังกล่าว

นอกจากนี้ การเปิดรับผู้อพยพจะช่วยปกป้องเยอรมนีจากการก่อการร้าย มากกว่าการเผชิญหน้ากับเหตุโจมตีต่างๆ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวทำให้เยอรมนีกลายเป็นที่พึ่งแห่งใหม่ของผู้ที่ได้รับผล กระทบจากสงคราม ซึ่งแตกต่างจากฝรั่งเศสและเบลเยียมที่ประกาศว่าจะต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอย่างเต็มที่ส่งผลให้เหตุโจมตีใน 2 ประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้น

ยกตัวอย่างเหตุก่อการร้ายล่าสุดที่ชายมุสลิม 2 ราย ใช้อาวุธดาบสังหาร ฌัก ฮาเมล บาทหลวงวัย 86 ปี ก่อนทำการฆ่าปาดคอบาทหลวงอย่างโหดเหี้ยม หลังจับตัวบาทหลวง แม่ชี และชาวคริสต์ รวม 5 ราย เป็นตัวประกัน ในโบสถ์แซงต์ เอเตียน ดู รูฟเรย์ ที่เมืองรูอ็อง ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งผู้ก่อเหตุอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านกลุ่มสังเกตการณ์ ไซต์ อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า กลุ่มไอเอสส่งข้อความผ่าน แอพพลิเคชั่น เทเลแกรม ระบุว่า เตรียมโจมตีก รุงลอนดอน อังกฤษ รวมถึงกรุงวอชิงตันและมหานครนิวยอร์ก สหรัฐ เป็นแห่งต่อไป โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษสั่งคุมเข้มความปลอดภัยศาสนสถานทุกแห่งในอังกฤษ เช่น โบสถ์ วัด และมัสยิด ขณะที่กรมตำรวจเยอรมนีเตรียมกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่ม เพื่อเฝ้าระวังเหตุโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้น

 

โลกรุกยึดทรัพย์ ‘วันเอ็มดีบี’ กองทุนฉาวเขย่ามาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/444187

โลกรุกยึดทรัพย์ 'วันเอ็มดีบี' กองทุนฉาวเขย่ามาเลเซีย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ได้ชื่อว่าเป็นกองทุนที่มีเรื่องทุจริตอื้อฉาวอย่างไม่หยุดหย่อน ล่าสุดธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ได้ประกาศยึดทรัพย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทุนดังกล่าว และเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน รวมกว่า 176.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,192 ล้านบาท)

แถลงการณ์ของเอ็มเอเอส ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินที่ประกาศยึด มีความเกี่ยวข้อง กับ โจโลว์ นักธุรกิจและเพื่อนสนิทของครอบครัวนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย โดยก่อนหน้านี้ หน่วยกู้คืนสินทรัพย์จากการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายใต้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ประกาศยึดทรัพย์ รีซา อาซิส ลูกเลี้ยงราซัค โจโลว์ และกาเดม อัล กูไบซี อดีตผู้อำนวยการจัดการของ อินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม อินเวสต์เมนต์ โค  (ไอพีไอซี) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ การสืบสวนยังพบว่า ธนาคารดีบีเอส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารยูบีเอส และธนาคารฟอลคอน ที่มีสาขาในสิงคโปร์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการฟอกเงินของกองทุนวันเอ็มดีบี จากความล่าช้าในการป้องกัน และขั้นตอนตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินก็อ่อนแออีกด้วย

“อย่างไรก็ดี การตรวจสอบของเอ็มเอเอส ไม่พบความบกพร่องในวงกว้าง และไม่พบพฤติกรรมทุจริตของพนักงานธนาคารทั้ง 3 แห่ง ไม่เหมือนกับกรณีของธนาคารบีเอสไอ” แถลงการณ์ของ เอ็มเอเอส ระบุ

ทั้งนี้ แบงก์ชาติสิงคโปร์ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมกิจการการค้าสิงคโปร์  เปิดเผยว่า การเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่อยู่ระหว่างการสอบสวนยังเชื่อมโยงไปถึงบริษัท กู๊ด สตาร์  ลิมิเต็ด ในสาธารณรัฐเซเชลส์ บริษัท อาบาร์ อินเวสต์เมนต์ พีเจเอส ลิมิเต็ด ทั้งในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน และสาธารณรัฐเซเชลส์ และบริษัท  ทานอร์ ไฟแนนซ์ คอร์ป ในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน

“มาตรการที่เหมาะสมจะถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการละเมิดกฎหมายของสิงคโปร์” แถลงการณ์ของเอ็มเอเอส ระบุ

“โกลด์แมน แซคส์” ยันบริสุทธิ์

รอยเตอร์ส รายงานว่า โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ในสหรัฐ ช่วยกองทุนวันเอ็มดีบี ระดมทุนกว่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.27 แสนล้านบาท) ผ่านการออกหุ้นกู้ 3 ครั้ง ในปี 2012 และ 2013 เพื่อนำไปลงทุนโครงการพลังงานแลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของมาเลเซีย

หุ้นกู้ครั้งแรกออกในเดือน พ.ค. 2012 ภายใต้โครงการแมกโนเลีย สามารถระดมทุนได้กว่า 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.12 หมื่นล้านบาท) หุ้น กู้ครั้งที่สองออกในเดือน ต.ค.ปีเดียวกัน ภายใต้ โครงการแม็กซิมัส ระดมทุนได้อีก 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการออกหุ้นกู้ทั้ง 2 ครั้ง เกี่ยวข้องกับกองทุนไอพีไอซี ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ  ระบุว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนในปี 2012 กว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.55 หมื่นล้านบาท)  ถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม และถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์

ส่วนหุ้นกู้ครั้งที่ 3 ออกในปี 2013 ภายใต้โครงการคาตาไลซ์ ระดมทุนได้กว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) โดยเงินจำนวนกว่า 1,260 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.41 หมื่นล้านบาท) ถูกโอนไปยังบัญชีของบริษัทนอกอาณาเขตที่มีแค่ชื่อบังหน้า (เชลล์ คอมพานี)

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยัง พบว่า เงินมูลค่ากว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ  (ราว 8.75 หมื่นล้านบาท) ที่ได้จากการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ดังกล่าว ถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทุนวันเอ็มดีบี เครือญาติ และมิตรสหาย นำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม อาทิ ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูหราในมหานครนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน อังกฤษ  ซื้อผลงานศิลปะ เช่น ภาพวาดของวินเซนต์ แวน โก๊ะ และโกลด โมเนต์ นำไปเล่นพนันในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และเป็นทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง เดอะ วูลฟ์ ออฟ วอลสตรีท ที่ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แสดงนำ

ด้านโฆษกวาณิชธนกิจชื่อดัง ระบุว่า โกลด์แมน แซคส์ ช่วยกองทุนวันเอ็มดีบีระดมทุนในฐานะกองทุนความมั่งคั่งของมาเลเซีย ที่ออกแบบ มาเพื่อนำเงินไปลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และโกลด์แมน แซคส์ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการนำเงินไปใช้ที่ไม่ตรงกับความต้องการของกองทุน

มาเลย์ไม่สั่งฟ้องวันเอ็มดีบี

แม้หลายประเทศจะเดินหน้ากดดันเรื่องนี้อย่างหนัก ทว่า โมฮาเหม็ด อะพันดี อัยการมาเลเซีย  ระบุว่าจะยังไม่มีการสั่งฟ้องปัจเจกบุคคลหรือ หน่วยงานใดๆ ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ กรณีทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ พร้อมแสดงความกังวลต่อการกล่าวหา ผู้นำมาเลเซียด้วย

ขณะที่สำนักโฆษกนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลมาเลเซียจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนบริษัทท้องถิ่นและประชาชนมาเลเซียที่ต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทุนฉาวอย่างเต็มที่  โดยราซัคยืนยันว่า หากพบการกระทำผิดจริง บุคคลหรือบริษัทนั้นๆ จะถูกลงโทษตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

ด้าน มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เรียกร้องให้ชาวมาเลเซียเดินขบวนประท้วงอย่างสันติเพื่อกดดันให้ราซัคลาออกจากตำแหน่ง และกดดันให้มีการทำประชามติต่อผู้นำมาเลเซีย กรณีเรื่องอื้อฉาวของกองทุนวันเอ็มดีบี

ภาพเอเอฟพี

 

“ทรัมป์”ฉลุยลุยศึกผู้นำมะกัน จับตาล้างบางพลพรรคโอบามา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/443957

"ทรัมป์"ฉลุยลุยศึกผู้นำมะกัน จับตาล้างบางพลพรรคโอบามา

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการพรรครีพับลิกันมีมติเสียงข้างมากเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากกล้าวัย 70 ปี เป็นตัวแทนพรรคเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.นี้ อย่างเป็นทางการด้วยคะแนน 1,725 เสียง มากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 1,237 เสียง

ขณะเดียวกัน ไมค์ เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา วัย 57 ปี ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองผู้นำสหรัฐในนามของพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่วางตัวให้เพนซ์เป็นคู่หูคนสำคัญลุยศึกใหญ่ปลายปี

ทั้งนี้ ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะคว้าชัยมาให้ได้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่น การสร้างงาน ความแข็งแกร่งของกองทัพ การคุมเข้มชายแดน และการฟื้นฟูระบบกฎหมายและการบังคับใช้ พร้อมย้ำว่าสหรัฐต้องมาก่อน ตามคำหาเสียงของทรัมป์ว่า จะทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ด้าน ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคเดโมแครต ทวีตข้อความว่า พลเมืองสหรัฐต้องร่วมมือกันขัดขวางไม่ให้ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐ

ขณะที่ผลสำรวจของรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ระยะห่างคะแนนความนิยมของทรัมป์เทียบกับ ฮิลลารีปรับตัวขึ้นจาก 15% ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7% โดย 43% ของผู้ตอบแบบสอบถาม จะลงคะแนนเสียงให้ฮิลลารีเมื่อเทียบกับ 36% จะลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์

เตรียมกวาดล้างขั้วอำนาจเก่า

รอยเตอร์ส รายงานอ้างคำพูดของ คริส  คริสตี้ ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์และหัวหน้าคณะทำงานของทรัมป์ กล่าวระหว่างการประชุมส่วนตัวกับ ผู้บริจาคของพรรค ว่า หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ มีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะกำจัด เจ้าหน้าที่รัฐที่มาจากการแต่งตั้งทางการเมืองสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอาจมีการเสนอกฎหมายใหม่ให้ไล่พนักงานรัฐออกง่ายขึ้น

คริสตี้ ระบุว่า ทีมที่ปรึกษาของทรัมป์กังวล โอบามาจะโอนคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองไปเป็นข้าราชการ ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองการจ้างงานที่เข้มงวดกว่า คือทำให้ไล่ออกได้ยากขึ้น และอาจส่งผลให้คณะทำงานของโอบามายังสามารถทำงานได้ภายใต้รัฐบาลจากพรรครีพับลิกัน

“การโอนคณะทำงานทางการเมืองมาเป็นข้าราชการ เพื่อรักษาฐานอำนาจเดิมไว้ ดังนั้นทรัมป์จึงต้องกำจัดคนเหล่านี้ เหมือนในอดีตที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช กำจัดคนของ บิล คลินตัน ออกจากทำเนียบขาว” คริสตี้ ระบุ

นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ยังเสนอให้ทรัปม์เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการพลเรือน เพื่อให้ง่ายต่อการขับไล่คณะทำงานเก่าของรัฐบาลชุดก่อน อีกทั้งยังเสนอให้เปลี่ยนตัว ผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ  (อีพีเอ) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ข้อกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สะดวก ต่อการทำงานของรัฐบาลจากพรรครีพับลิกันในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันและถ่านหินของสหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น คริสตี้ยังเสริมด้วยว่า คณะทำงานของทรัมป์ต้องการให้มีนักธุรกิจทำงานในคณะรัฐบาลด้วย แต่เป็นการทำงานพาร์ตไทม์เท่านั้น โดยไม่ต้องลาออกจากงานประจำ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ที่จะบริหารประเทศด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจ

 

เซตซีโร่ กกต. ปมร้อน วัดใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452916

เซตซีโร่ กกต. ปมร้อน วัดใจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสความขัดแย้งภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นชนวนร้อนที่ห่วงกันว่าสุดท้ายอาจบานปลาย จนสบช่องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบยกเป็นเงื่อนไข “เซตซีโร่” และเป็นโอกาสให้ยกเครื่องบุคลากรที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีหน้า

แรงกระเพื่อมรอบนี้มาจากปมเรื่องเก้าอี้ประธาน กกต. ที่ถึงคราว “หมดรอบ” ตามที่ ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เคยให้ “สัญญาใจ” ไว้กับบรรดา กกต.คนอื่นว่าจะรับตำแหน่งเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น และจะเปิดให้มีการสลับสับเปลี่ยนให้คนอื่นได้ขึ้นมาทำหน้าที่บ้าง

ทว่า ผ่านพ้น 2 ปี แล้ว ยังไม่มีสัญญาณการขยับหรือมีทีท่าจะได้คัดเลือกตำแหน่งประธานกันใหม่ ทำให้ปฏิบัติการแซะเก้าอี้ประธาน กกต.เริ่มต้นขึ้น

แต่กระนั้น ศุภชัย เองชี้แจงว่า ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่เนื่องจากติดภารกิจการจัดการออกเสียงประชามติที่เพิ่งผ่านพ้นไป และที่สำคัญหากมีการลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต. ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง กกต.ไปด้วยหรือไม่

รวมทั้งการแต่งตั้งประธาน และกรรมการ กกต. ใหม่นั้นเป็นที่เกรงว่า อาจขัดคำสั่ง คสช. ที่ 40/2559 ที่ให้งดการสรรหากรรมการองค์กรอิสระทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม กกต.ได้สั่งให้ทางสำนักงาน กกต. สอบถามไปยัง คสช. โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไป

แต่ทั้งหมดล้วนไม่เป็นผลดีกับทาง กกต.เมื่อภาพลักษณ์การทำงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง จนเกิดกระบวนการขัดแข้งขัดขา หากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือและการทำงานในอนาคต

ส่วนที่ห่วงกันว่าอาจเปิดช่องให้ คสช.เข้ามาเซตซีโร่องค์กรอิสระแห่งนี้นั้น เป็นเพราะหนึ่งภาระหน้าที่สำคัญอย่างการจัดการออกเสียงประชามติได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ก็เป็นเรื่องของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะดำเนินการจัดทำและส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยข้อเสนอของ กกต.ที่จะส่งให้ กกต.นั้นก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้นจึงแทบไม่เหลือหน้าที่สำคัญที่ คสช.ต้องหวังพึ่ง กกต. เพราะแม้ในกรณีที่จะเซตซีโร่กันจริง งานปกติตามกลไกสำนักงาน กกต.เองก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้

อีกด้านหนึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาการทำงานของ กกต.เองก็ยังพบปัญหาความสับสน รวมไปถึงการทำงานที่ออฟไซด์หลายเรื่อง จนเป็นชนวนสร้างความไม่พอใจให้กับ คสช.และแม่น้ำสายอื่น

จังหวะนี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะอาจนำไปสู่การเซตซีโร่ของ กกต.ได้ โดยเฉพาะเมื่อ คสช.เองก็มีอำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ในมือที่สามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว และไม่มีผลให้ถูกเอาผิดย้อนหลัง

ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เมื่อเดือนก่อน สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ก็เคยเตรียมเสนอขอเซตซีโร่การทำงานของ กกต.ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางรูปแบบการทำงานของ กกต. เป็นบอร์ด ไม่แบ่งแยกด้านต่างๆ ในการทำงาน เปลี่ยนมาให้ทุกคนช่วยกันดูแลงานทุกด้าน

ถือเป็นการเริ่มทดลองตั้งแต่ตอนนี้ โดยไม่ต้องรอให้มี กกต.เพิ่มใหม่อีก 2 คน เพราะหากทำภายหลังอาจไม่พร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการโละ กกต.ทั้ง 5 คน

ขณะที่การตั้ง กกต.ใหม่ ในอนาคตนั้นตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้มี 7 คน ดังนั้น การจะปล่อยให้ กกต.ชุดปัจจุบันดำเนินการไปก่อน จนถึงเลือกตั้งครั้งหน้า หรือจะตั้งเพิ่มอีก 2 คน หรือจะเซตซีโร่แล้วตั้งทีเดียว 7 คนจึงไม่อาจรู้ได้ว่า คสช.จะตัดสินใจอย่างไร

แต่ทว่าหาก คสช.เลือกเซตซีโร่ กกต.แล้วเลือกใหม่ทั้ง 7 คน ขึ้นมารับภารกิจจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช.

หลังจากที่เคยพยายามผลักดันให้ สว.ชุดใหม่เข้ามาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จไปแล้วรอบหนึ่ง ถัดมายังมีความพยายามจะผลักดันให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามามีส่วนจัดเลือกตั้งแทน กกต. และให้ กกต.ไปดำเนินการให้ใบเหลืองใบแดง

หากครั้งนี้ คสช. คิดจะเปลี่ยนชุด กกต.ใหม่ย่อมต้องถูกมองว่าเป็นเพราะต้องการคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้เข้ามาคุมเลือกตั้งปลายปี 2560 ที่ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

ปัญหาเรื่องเซตซีโร่นั้น วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า ไม่มีแนวโน้ม สื่อถามก็ตอบ ต้องไปทำกฎหมาย โอกาสแบบนี้เกิดได้กับทุกองค์กรว่าจะเขียนกฎหมายลูกอย่างไร

ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวว่า  ยังตอบไม่ได้ว่าจะเซตซีโร่หรือไม่ อย่าเพิ่งพูดอะไรที่ทำให้ขวัญกระเจิง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญ ที่ทาง คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกเดินทางไหน

 

ปิดฉาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” สลายพลังกลุ่มพันธมิตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452915

ปิดฉาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" สลายพลังกลุ่มพันธมิตรฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สิ้นเสียงคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 6 ก.ย. อาจเรียกได้ว่า เป็นการปิดตำนานของชายที่ชื่อว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็คงไม่ผิดนัก

ศาลพิพากษาให้สนธิจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ฐานกระทำผิด พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนา รายงานการประชุมของกรรมการบริษัท ที่เป็นเท็จว่า มีมติให้ บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป

“ทั้งรักและชังทักษิณ”

ในการรับรู้ของสังคม ย่อมรู้จักสนธิในฐานะที่เป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่อีกบทบาทหนึ่งยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อสารมวลชนด้วย

กล่าวคือ เป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีสื่อในมือครบวงจรทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ธุรกิจในกลุ่มของผู้จัดการประสบปัญหาอย่างรุนแรง จนสนธิต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

อย่างที่ทราบกันดีว่า แม้ในปัจจุบันสนธิและทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะบาดหมางกันอย่างไร แต่ในครั้งหนึ่งทั้งสองคนต่างมีความสัมพันธ์อันดีกันมาก่อน ซึ่งสะท้อนได้จากการจัดรายการของสื่อในเครือผู้จัดการที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นำโดยทักษิณในเวลานั้น

ทว่าจากคนเคยรักกันกลับต้องมาชิงชังกันอย่างไม่น่าเชื่อ

สนธิ เคยให้สัมภาษณ์กับจุลสาร “ราชดำเนิน” ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการออกมาต่อต้านทักษิณว่า “ช่วงแรกของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เราให้โอกาสไทยรักไทย เพราะสิ่งที่เขาพูดตลอดเวลาว่าจะแก้ปัญหาประเทศชาติเช่นการลงไปแก้ปัญหาระดับรากหญ้า แต่พอช่วงปี 2544-2545 ลายเริ่มออกปี 2547 มันเริ่มชัด”

“ก่อตั้งพันธมิตรฯ”

จากนั้นฟางเส้นสุดท้ายที่เชื่อมสนธิกับทักษิณก็ขาดสะบั้นลงเมื่อปี 2548 ภายหลังสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ประกาศปลดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ออกจากผังรายการของสถานี เวลานั้น

อย่างไรก็ตาม สนธิยังคงเดินหน้าจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นรูปแบบของการสัญจรไปในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทักษิณในหลายแง่มุม

ตรงนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการขับไล่รัฐบาลทักษิณ จนนำมาสู่การนัดชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “กู้ชาติ” ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2549 พร้อมกับยื่นเรื่องผ่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทหารแสดงจุดยืนต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้น ซึ่งเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ของประเทศไทยในรอบหลายปี ตั้งแต่สิ้นสุดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535

จากการชุมนุมกู้ชาติที่นำโดยสนธิเพียงคนเดียว ต่อมาได้เกิดการรวมตัวกับกลุ่มภาคประชาชนและร่วมกันจัดตั้ง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อชุมนุมกดดันให้ทักษิณออกจากตำแหน่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทักษิณตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่

“สร้างปรากฏการณ์ใหม่ม็อบ”

ถึงจะมีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ แต่สนธิยังคงเป็นศูนย์กลางคนสำคัญ อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์การถ่ายทอดสดการชุมนุมผ่านทางโทรทัศน์ดาวเทียมและสื่อทุกประเภทในเครือของผู้จัดการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงแรกสิ้นสุดลง ภายหลัง พล.อ.สนธิ นำกำลังทหารทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งในปี 2551 สนธิและแกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้กลับมาชุมนุมอีกครั้ง โดยมีการสร้างปรากฏการณ์ในหลายแง่มุมเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น การยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ชุมนุม การปิดท่าอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ยาวนานที่ยังไม่เคยมีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใดทำได้มาก่อน

การต่อสู้ของพันธมิตรฯ และสนธิ จบลงด้วยการที่พ้น “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เป็นอันปิดตำนานม็อบเสื้อเหลืองอย่างเป็นทางการ

ส่วนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รวมจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” และให้สนธิเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงแรกก่อนที่จะลาออกในเวลาต่อมา เพื่อขอทำงานการเมืองภาคประชาชนอย่างเดียว

“ชีวิตเฉียดตาย”

ถ้าจะบอกว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของสนธิ คือ การเปลี่ยนตัวเองจากผู้ทำหน้าที่สื่อมาเป็นผู้นำม็อบดังนั้น การเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลังจากถูกลอบสังหารเมื่อเดือน ต.ค. 2552 ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของสนธิเช่นกัน โดยได้รับบาดเจ็บตามร่างกายและใช้เวลารักษาตัวอยู่นานกว่าจะเป็นปกติ

แต่กระนั้น ชีวิตในวัย 69 ปีของสนธิ จะผ่านจุดเปลี่ยนชีวิตมากี่ครั้ง ก็คงไม่มีครั้งไหนจะใหญ่เท่ากับครั้งนี้ที่ต้องมุ่งหน้าเข้าสู่เรือนจำคำพิพากษาของศาล ซึ่งด้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ตัวเองพอจะรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์นี้ หลังจากแพ้คดีมาถึงสองศาล

เส้นทางแสนผาดโผนของสนธิที่สิ้นสุดลง ทำให้ต้องรอดูว่า นับจากนี้ไปกลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อต้องขาดหัวขบวนสำคัญคนนี้

 

งบปี’60 รัฐสภาต้องปฏิรูป ศาล-องค์กรอิสระ ระวังระบบอุปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452742

งบปี'60 รัฐสภาต้องปฏิรูป ศาล-องค์กรอิสระ ระวังระบบอุปถัมภ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่มี “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาทที่ผ่านการพิจารณาแล้วให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ในวันที่ 8 ก.ย. โดยคณะ กมธ.มีข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้

1.การปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 หน่วยงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มมุ่งผลสัมฤทธิ์มากขึ้น แต่มีบางหน่วยงานที่ยังคงใช้การจัดทำงบประมาณแบบเดิมไม่มีเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการพิจารณาทบทวนการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และตัวชี้วัดของกระทรวงและหน่วยงานให้สะท้อนถึงความสำเร็จของงาน และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

2.การจัดเก็บรายได้ของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีควรศึกษาโครงสร้างภาษีของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศไทยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศและสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น เช่น การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดเก็บได้ถึง 10% เพื่อให้สามารถนำรายได้ดังกล่าวมาใช้ภารกิจตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งยังได้รับจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ

3.สำหรับกรณีองค์การมหาชนบางแห่งที่มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือมีภารกิจที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น หรือภาคกิจหมดความจำเป็นแล้ว หรือเป็นภารกิจที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ต้องพิจารณาทบทวน ตรวจสอบ และประเมินศักยภาพองค์การมหาชน ตามระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานว่าหน่วยงานนั้นๆ ควรดำเนินการต่อตามสถานภาพเดิมหรือยุบรวมไปอยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของหน่วยงานหลัก หรือ ยุบเลิกองค์กร

4.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานอิสระของรัฐ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับ และควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ไม่ควรจัดทำหลักสูตรโครงการฝึกอบรมที่นำบุคลากรในองค์กรของตนมาอบรมร่วมกับข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และเอกชน เพราะจะเกิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ระหว่างกัน จนอาจมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบกำกับและควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ได้ รวมทั้งให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่างๆ โดยเคร่งครัด

5.กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ควรทบทวนแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง

โดย กยศ.ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามหลักการที่รัฐต้องจัดสวัสดิการให้เด็กเรียนฟรี 15 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ควรเรียกเก็บค่าการศึกษาใดๆ เพิ่มขึ้น สำหรับ กรอ.ต้องทบทวนการกำหนดหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมโดยใช้คะแนนผลการศึกษา รวมทั้งการติดตามทวงหนี้โดยใช้วิธีจ้างทนายความหรือใช้มาตรการเครดิตบูโร ถือเป็นการทำร้ายเด็กและเยาวชน

6.รัฐสภา จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูประบบการบริหารงานอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์และความสง่างามของความเป็นรัฐสภาไทยให้ทัดเทียมกับรัฐสภาต่างประเทศ โดยต้องเริ่มต้นตั้งแต่การแยกพื้นที่การประชุม พื้นที่ทำงาน และพื้นที่บริการ ให้ชัดเจน มีการใช้เครื่องควบคุมเพื่อคัดกรองคนผ่านเข้า-ออกแต่ละพื้นที่อย่างเข้มงวด

อีกทั้งต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการบริหารและเคลื่อนย้ายการใช้ทรัพยากรระหว่างสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้มีความคล่องแคล่วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงกำหนดจำนวนอัตรากำลังและการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการให้มีความสมดุลกับปริมาณงานที่แต่ละสภาต้องรับผิดชอบ

7.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการพิจารณาคดีทุจริตที่มีความล่าช้า และกำหนดมาตรการลงโทษกับผู้รับผิดชอบทำคดีที่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ เพื่อกระตุ้นให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น

8.สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีการเน้นย้ำในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้กับอัยการประจำจังหวัดต่างๆ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวงให้จ่ายเงินในการวิ่งเต้นคดี

ขณะเดียวกัน ในรายงานฉบับนี้ยังได้ระบุถึงรายการเพิ่มงบประมาณทั้งสิ้น 19 รายการ รวมเป็น 17,980,242,800 บาท อาทิ

งบกลาง เพิ่มขึ้น 5,097,423,100 บาท เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ สำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนการดำเนินงาน จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐและใช้จากแหล่งเงินอื่นได้

กระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้น 220,000,000 บาท เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องอธิปไตยและการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศในความรับผิดชอบของกองทัพบก

หน่วยงานรัฐสภา เพิ่มขึ้น 128,454,600 บาท แบ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 66,212,200 บาท เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการให้ความรู้ การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ รวมไปถึงส่งเสริมความสัมพันธ์กับองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 62,242,400 บาท เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมกับการปฏิรูปประเทศไทย