มท.จัดเลือกตั้ง ดาบสอง ปูทางสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452741

มท.จัดเลือกตั้ง ดาบสอง ปูทางสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านดังขึ้นทันที หลังจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาจุดประเด็นเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง แทนกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ไม่น่าแปลกใจเพราะข้อเสนอที่ออกมา ย่อมถูกมองว่าเป็นการดึงบ้านเมืองให้เดินถอยหลังย้อนกลับไปเผชิญกับปัญหาเหมือนในอดีต

ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีกระบวนการต่อสู้ ดิ้นรนจนสามารถผลักดันจนเกิดองค์กรอิสระอย่าง กกต.ขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นกลางปราศจาการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

ด้วยอำนาจหน้าที่และบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสามารถให้คุณให้โทษแก่บรรดาข้าราชการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่อยไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน จนทำให้กลไกเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ

จะเห็นว่าช่วงแต่งตั้งโยกย้ายก่อนเลือกตั้ง พรรคที่เป็นรัฐบาลสามารถชิงความได้เปรียบด้วยการวางคนของตัวเองหรือคนที่ไว้ใจได้เข้าไปประจำการในพื้นที่เสี่ยงที่ฐานเสียงเสียเปรียบหรือสูสีกับคู่แข่ง

ไม่ว่าจะด้วยข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือการยอมปวารณาตัวขอสร้างผลงานซื้อใจนายหวังเติบโตในหน้าที่การงานในอนาคต ทำให้วงจรนี้กัดกร่อนกลไกการเลือกตั้งเรื่อยมาและทำให้พรรคที่เป็นรัฐบาลฉกฉวยความได้เปรียบคู่แข่งที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

กกต.ที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลไกที่พัฒนาขึ้นมาสกัดวังวนปัญหาไม่ให้ทุกอย่างกลับไปติดหล่มเหมือนในอดีต

สุดท้ายเมื่อมีความพยายามจะปัดฝุ่นแนวคิดคืนอำนาจให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งรอบนี้ ถูกมองว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็น “ดาบสอง” ช่วยกรุยทางสืบทอดอำนาจให้ลุล่วงไปด้วยดี

เมื่อ “ดาบแรก” กับแผนผลักดันให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ที่ล้อไปกับการให้อำนาจ สว.เข้ามาร่วมเลือกนายรัฐมนตรี เปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก มีอันต้องสะดุด เพราะทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนกรานในจุดยืนให้เฉพาะอำนาจเลือกแต่ไม่ให้อำนาจเสนอชื่อ

อยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดวินิจฉัยว่าอย่างไร จะคล้อยตาม กรธ. หรือจะเห็นพ้องไปกับแนวคิดของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่พยายามผลักดันให้อำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแก่ สว. 250 คน ชุดที่จะถูกคัดสรรโดยกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ความพยายามผลักดันให้มหาดไทยเข้ามาจัดการเลือกตั้งจึงกลายเป็นแผนสำรอง หลังข้อเสนอให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไปไม่ถึงจุดหมาย

ยิ่งหลังจากผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชน 16.8 ล้านคน เห็นชอบ และอีก 15.1 ล้านคน เห็นชอบคำถามพ่วง ที่ถูกมองว่าเบื้องหลังคะแนนเสียงที่ล้นทะลักกว่าประชามติ 2550 นั้น เป็นผลงานส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยที่ปูพรมลงไปทำงานในพื้นที่

อีกทั้งต้องย้ำว่ากลไกของกระทรวงมหาดไทยยังเข้มแข็งอยู่

นี่จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาจัดการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเสียง สว.ไม่อาจเสนอชื่อนายกฯ ได้ คนที่จะเสนอชื่อนายกฯ ได้ทั้งรอบแรกและรอบสองก็คือพรรคการเมืองที่มี สส.เกิน 25 คน หรือหากเข้าสู่รอบที่สองก็ไม่จำเป็นต้องใช้ที่นั่งถึง 25 เสียงสอดรับไปกับแนวคิดของ ไพบูลย์นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมือง “ประชาชนปฏิรูป” สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย

สอดรับไปทั้งระบบกับกลไกแม่น้ำสายต่างๆ ที่ยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่อง “สืบทอดอำนาจ”

รอบนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาลอยๆ แต่อ้างอิงมีที่มาที่ไปถึงข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมการมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่คิดสูตรนี้ไว้ก่อนแล้วให้อำนาจ กระทรวงมหาดไทยมาจัดเลือกตั้งแทนในทางปฏิบัติทั้งหมด แต่การแจกใบเหลืองใบแดงยังคงเป็นของ กกต.เหมือนเดิม

พร้อมอธิบายว่า การแบ่งแยกอำนาจ “การจัดเลือกตั้ง” และ “ตรวจสอบเลือกตั้ง” จะทำให้กลไกทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากกว่า

ไม่แปลกที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จะออกมาต่อต้านแนวคิดนี้ เพราะเมื่ออ่านเกมล่วงหน้าแล้ว การให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาคุมเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่ออิสระและความคล่องตัวในพื้นที่ได้ และกระทบต่อไปถึงจำนวนเก้าอี้ที่จะได้ในอนาคต

เผือกร้อนนี้กำลังจะย้อนกลับมาอยู่ที่มือ กรธ.ในฐานะคนที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่อย่างไร

ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ซึ่งผ่านประชามติแล้ว กำหนดชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหรือดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เป็นของ กกต.

 

กรธ.ลุ้นระทึกศาลรธน. หวังเดินหน้าไม่ถอยหลัง “คำถามพ่วง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 19:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452691

กรธ.ลุ้นระทึกศาลรธน. หวังเดินหน้าไม่ถอยหลัง "คำถามพ่วง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตีกลับคำร้องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ขอให้วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ปรับปรุงตามคำถามพ่วงสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ครั้งแรกที่เกิดปัญหา กรธ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปรับเอกสารคืนจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวันที่ 29 ส.ค. ที่ กรธ.ไปส่งเอกสารที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นล่วงเลยพ้นเวลาราชการแล้ว ประกอบกับไม่ได้ทำเป็นคำร้องและไม่ได้ลงนามกำกับในสำเนาเอกสารทุกหน้า ต่อมาในวันที่ 30 ส.ค. กรธ.จึงได้ไปรับเอกสารและนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 31 ส.ค. เพื่อดำเนินกระบวนการให้ถูกต้อง

การประชุมเมื่อวันที่ 31 ส.ค. กรธ.ได้พิจารณาในประเด็นสำคัญ คือ ต้องทำเป็นคำร้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยได้มีความเห็นร่วมกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 ระบุเป็นหลักการที่กำหนดให้องค์กรรัฐสององค์กรที่เกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ. ดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความถูกต้องตามที่ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบเท่านั้น ดังนั้นการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจึงสามารถดำเนินการด้วยการทำเป็นหนังสือราชการเท่านั้น

ทว่า ในวันเดียวกันหลังจาก กรธ.ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งมายัง กรธ.ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เนื่องจากผู้ช่วยเลขานุการคณะ กรธ.ที่ กรธ.มอบหมายให้มาส่งที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีใบมอบฉันทะจาก กรธ.

การตีกลับเอกสารในครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความประหลาดใจให้กับ กรธ.ไม่น้อย เพราะที่ประชุม กรธ.ที่อุดมไปด้วยนักกฎหมายต่างเห็นตรงกันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวถึง ผนวกกับที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็ปฏิบัติในลักษณะเดียวกันมาตลอด

แต่เมื่อเป็นคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ทาง กรธ.จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยได้กลับมาประชุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ก.ย. และจัดทำใบมอบฉันทะและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ที่มีลายมือชื่อกำกับพร้อมกับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3

จากนี้ไปต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งว่า รับหรือไม่รับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับ คาดว่าจะแจ้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง กรธ.ในฐานะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะผู้จัดทำคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกมาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่รับไว้พิจารณา ก็จะเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหากระบวนการทางธุรการต่อไป

การพิจารณากรณีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญสำหรับ กรธ.อย่างมาก เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แต่ กรธ.ได้เริ่มกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว ซึ่งต้องทำให้เสร็จภายใน 240 วันนับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และส่งให้ สนช.ดำเนินการต่อให้จบภายใน 60 วัน

ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

โดยล่าสุด กรธ.ได้เชิญ กสม.มาให้ความเห็นแล้ว ซึ่ง กสม.เสนอให้มีกลไกเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกับวางกลไกที่ทำให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามาเป็น กสม.ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศึกหนักที่สุดของ กรธ.ในการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น แน่นอนว่าต้องอยู่ที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส.ที่เริ่มมีข้อเสนอในเชิงกดดัน กรธ.ให้นำยาแรงมาบัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อจัดการกับนักการเมือง

การยุบพรรคการเมืองเพื่อให้จดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ หรือ “เซตซีโร่พรรคการเมือง” กำลังเป็นหนึ่งในมาตรการที่เริ่มมีบางฝ่ายกลับมาแย็บๆ กรธ.ให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้อีกครั้ง แต่ กรธ.เองยังคงสงวนท่าทีกับข้อเสนอนี้อยู่ โดยประธาน กรธ.ระบุในทำนองว่า ใครจะเสนออะไรก็เสนอเข้ามาได้

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ลำดับขั้นตอนการทำงานเอาไว้มากพอสมควรแล้ว พร้อมกับตั้งความหวังลึกๆ ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.แก้ไขแล้วน่าจะผ่านศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิทินการทำงานของ กรธ.เดินหน้าตามที่วางไว้

ในทางกลับกัน หากไม่เป็นอย่างหวัง ร่างรัฐธรรมนูญจะกลับมาที่ กรธ.อีกครั้งและ กรธ.ต้องปรับปรุงเนื้อหา ซึ่งแน่นอนว่า สนช.บางกลุ่มรอเตรียมกดดัน กรธ.อีกรอบเพื่อให้ข้อเสนอที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีบรรลุผลสำเร็จให้ได้

ดังนั้น การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงแค่ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หมายถึงการกำหนดความชอบธรรมของ กรธ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

 

จัดทัพ ‘บิ๊กขรก.’ สร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 08:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452296

จัดทัพ ‘บิ๊กขรก.’ สร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลคสช.

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ถือเป็นฤดูแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ประจำทุกปี แต่ปีนี้น่าจับตาเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในปีหน้าตามโรดแมป แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น ระยะเวลาอีกปีกว่าที่เหลือ คสช.มีภารกิจสำคัญที่ต้องสานต่อมีอยู่มากมาย

ดังนั้น การแต่งตั้งบิ๊กข้าราชการล็อตใหญ่ครั้งนี้ จึงต้องมีการคัดสรรบุคคลที่วางใจ สนองงาน ไม่เกียร์ว่างให้เข้ามาทำงาน รวมถึงจะมีการเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระชับการทำงาน ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่การเลือกตั้งปีหน้า การแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดในภาครัฐครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง

เริ่มที่ตำแหน่งแม่บ้านทำเนียบรัฐบาล “จิรชัย มูลทองโร่ย” ได้ขึ้นแท่นเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) “จิรชัย” สร้างผลงานไว้โดดเด่นจนถูกขนานนามว่ามือสอบเผือกร้อนประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะกล้าลุยไฟสอบปมร้อนการเมืองทุกเรื่องที่รัฐบาลสั่งการ เช่น ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2.8 แสนล้านบาท จึงมีการให้รางวัลนั่งเป็นปลัด สปน. เข้ามาคุมงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานรัฐบาลผ่าน ช่อง 11 และ 9 รวมถึงดูแลงานมวลชนรับเรื่องราวร้องเรียน 1111 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่อยู่ในสังกัด สปน. ในตำแหน่งแม่บ้านทำเนียบรัฐบาลคนใหม่

ในขณะที่ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ใครๆ หมายปองเพราะได้ทำงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและ ครม. ล่าสุดที่ประชุม ครม.เลือก “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ควบรองเลขาธิการ ครม.อีกตำแหน่ง เป็นการย้ายข้ามห้วยเพื่อวางตัวไว้มาทำงานแทน “อำพน กิตติอำพน” เลขาธิการ ครม.คนปัจจุบัน สำหรับ “ปกรณ์” ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชน ยิ่งปีเศษจากนี้ไปรัฐบาลต้องเร่งออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญใหม่เกือบร้อยฉบับ ตำแหน่ง เลขาฯ ครม.จำต้องเป็นบุคคลมีความรู้ด้านกฎหมาย ดังนั้นหวยจึงล็อกที่ “ปกรณ์” เพราะรู้ลึกเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาทำงานเลขาฯ ครม.ในช่วงปีเศษนี้

ในด้านการขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตภาครัฐ และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ประชุม ครม. จึงรับโอน “เมธินี เทพมณี” เป็นเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเดิม “เมธินี” ถูกคำสั่งมาตรา 44 ให้พ้นตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แต่ด้วยความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี จึงได้โอกาสกลับมาทำงานรับใช้รัฐบาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับ “ทศพร ศิริสัมพันธ์” รับโอนให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ถนัดงานบริหาร เพราะเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.คนแรก ดังนั้น รัฐบาลจึงเรียกตัวสองคนดังกล่าวกลับมาใช้งานอีกครั้ง

สำหรับตำแหน่งสำคัญในงานด้านความมั่นคง ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ประชุม ครม.มีมติเลือก “รวี ประจวบเหมาะ” เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ “รวี” ถือเป็นลูกหม้อทำงานมายาวนาน ยิ่งในยุค คสช.“สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุมงานข่าวเบ็ดเสร็จเตรียมยกเครื่องงานข่าวกรองใหม่ ย่อมสนับสนุนลูกน้องในหน่วยงานเก่าให้ได้รับตำแหน่ง

อีกตำแหน่งฝ่ายความมั่นคง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แทน “ภาณุ อุทัยรัตน์” เลขาธิการ ศอ.บต. ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมครม.พิจารณาในวันที่ 6 ก.ย.นี้ คือ“ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ” รองเลขาธิการ ศอ.บต. ที่มากประสบการณ์งานปกครองเพราะเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันทำงานมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ อีกกระทรวงที่ใหญ่ทั้งโครงสร้างและงบประมาณ และรัฐบาล คสช.ต้องการปฏิรูปมากที่สุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุด ครม.แต่งตั้ง “ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์” ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง เป้าหมายรัฐบาลต้องการให้ “ชัยพฤกษ์” เข้ามารื้อโครงสร้างกระทรวงที่ใหญ่เทอะทะให้คล่องตัวสนองนโยบายปฏิรูปการศึกษา

สำหรับตำแหน่งอื่นๆ ที่สำคัญ อาทิ “วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) “กฤษศญพงษ์ ศิริ” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

จึงน่าติดตามผลงานบรรดาบิ๊กข้าราชการแต่ละกระทรวง จะสนองผลงานโกยคะแนนนิยมให้ คสช.ทิ้งทวนก่อนหมดอำนาจได้มากน้อยเพียงใด

 

ปราบทุจริตเลือกตั้ง ต้องให้คสช.มาช่วยคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452084

ปราบทุจริตเลือกตั้ง ต้องให้คสช.มาช่วยคุม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.” โดยมีทั้งหมด 11 ส่วน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ส่วนที่ 1 บททั่วไป

ต้องกำหนดให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองพยานบุคคลในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ

ส่วนที่ 2 เขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และที่เลือกตั้ง

หลักเกณฑ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

ส่วนที่ 3 เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง

ให้นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งทุกครั้ง และกำหนดให้มีบทลงโทษข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยถือว่าเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง

ส่วนที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

กำหนดโทษด้วยการตัดสิทธิบางประเภทสำหรับประชาชนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นข้าราชการ หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องรับโทษทางวินัยด้วย

ส่วนที่ 5 ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง

ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับต้องแสดงความจำนงต่อ กกต.เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะ ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประกาศให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบ

ส่วนที่ 6 ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง

ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ สส.บริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ

ส่วนที่ 7 การลงคะแนนเลือกตั้ง

ขยายเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น 08.00-18.00 น. เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งให้มากขึ้น กำหนดให้มีการพัฒนาและมีการปรับใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนที่ 8 การนับคะแนนและการประกาศผลการเลือกตั้ง และส่วนที่ 9 การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง หลักเกณฑ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

ส่วนที่ 10 การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ยกเลิก กกต.ประจำจังหวัด โดยให้ กกต.มีอำนาจสั่งการให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงข้าราชการอื่นช่วยเหลือ กกต.

กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำความผิด ถ้า กกต.เห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต.วินิจฉัยแล้วยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ขณะที่ในกรณีที่หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้ถึงเหตุแห่งการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคไปทำความผิดแล้วเพิกเฉย ถือว่าหัวหน้าและกรรมการบริหารรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว ถือเป็นความผิดมีโทษต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

กรณีที่ประชาชนมีหลักฐานการทุจริตการเลือกตั้ง แล้วแจ้งให้ กกต.ทราบ และหากภายหลังปรากฏว่ามีการกระทำความผิดจริงและคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้ที่แจ้งให้ กกต.ได้รับเงินรางวัลไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท

ส่วนที่ 11 การคัดค้านการเลือกตั้ง

การวินิจฉัยว่าจะให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่นั้น ให้พิจารณาถึงความแตกต่างของผลคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะ และผลแห่งการกระทำความผิด กล่าวคือ หากคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะแตกต่างกันมาก และแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง จึงไม่ควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ให้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งในทางอาญาหรือทางแพ่งแยกออกไป

บทกำหนดโทษ

กำหนดบทลงโทษทางการเมืองโดยการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และลงโทษทางอาญาที่รุนแรง ให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี โดยไม่ให้มีการรอการลงโทษ ให้มีโทษปรับถึง 20 ล้านบาท มีอายุความ 20 ปี รวมไปถึงกำหนดบทลงโทษผู้กลั่นแกล้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ให้มีโทษจำคุก 5-10 โดยไม่มีการรอการลงโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20
ล้านบาท

บทเฉพาะกาล

จากการดำเนินการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีเหตุผลประการหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ดังนั้น ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไป (ปี 2560) เพื่อป้องกันข้อครหาว่าเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว คสช.จะต้องมีบทบาท ดังนี้

1.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมและดำเนินการ จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 2.ก่อนมีการจัดการเลือกตั้ง สส.ต่อไป ต้องมีการทดลองหรือซักซ้อมการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า 6 เดือน โดยใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระแต่ยังไม่มีการเลือกตัั้งเป็นพื้นที่ในการทดลองตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อที่ศึกษาข้อดี ข้อบกพร่อง และบทเรียน ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งดังกล่าว เพื่อนำข้อสรุปมาจัดทำแนวทางอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นที่สุจริตและเที่ยงธรรม

 

จัดสมดุลกองทัพ สมานรอยร้าว สกัดแรงกระเพื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452083

จัดสมดุลกองทัพ สมานรอยร้าว สกัดแรงกระเพื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมดรอบของ “บูรพาพยัคฆ์” กับการผูกขาดเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มานานนับสิบปี เมื่อ บิ๊กเจี๊ยบ-พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ.(ตท.16) มาแรงแซงทางโค้งเฉือนตัวเต็งอย่าง บิ๊กแกละ-พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. (ตท.17) แบบมีที่มาที่ไป นัยสำคัญของการตั้ง พล.อ.เฉลิมชัย มาคุมกองทัพบกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการจัดดุลยภาพภายในกองทัพให้กลับมาเป็นปึกแผ่นดังเดิม หลังเริ่มปรากฏรอยร้าว ท่ามกลางเสียงบ่น เสียงน้อยใจ ที่นายทหารฝั่ง “บูรพาพยัคฆ์” สยายปีกคุมกองทัพต่อเนื่องยาวนาน

เรื่อยมาตั้งแต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และล่าสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช

ไม่แปลกที่ชื่อของ บิ๊กแกละ จะมาแรงในช่วงแรก ในฐานะ “บูรพาพยัคฆ์” น้องรักของ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ว่ากันว่าถูกวางตัวเพื่อมารับตำแหน่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ทว่า สาเหตุสำหรับการวางตัว พล.อ.เฉลิมชัย รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร มองว่าเป็นการให้ความเป็นธรรมกับทหารสายอื่น ไม่จำเป็นต้องผูกขาดเฉพาะสายบูรพาพยัคฆ์ เพราะจะทำให้ผู้ที่เติบโตมาตามลำดับชั้นเสียกำลังใจ

ในแง่ประวัติการทำงานนั้น พล.อ.เฉลิมชัย ก็ไม่ใช่ธรรมดา เติบโตมาในสายรบพิเศษ ตั้งแต่เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ก่อนขึ้นไลน์ห้าเสือที่ตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.

แถมยังคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์ สมัยยังเป็น ผบ.ทบ. เป็นมือไม้ช่วยงานจนได้รับความไว้วางใจ แถมยังแนบแน่นกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีต ผบ.ทบ. พี่ใหญ่หน่วยรบพิเศษ

ยังไม่รวมกับเรื่องอายุราชการที่เกษียณอายุปี 2561 สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องสองปีครอบคลุมไปถึงการเลือกตั้งปี 2560  อันจะช่วยกรุยทางอำนวยความสะดวกและป้องกันความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองได้ระดับหนึ่ง

ทั้งฝีไม้ลายมือและสายสัมพันธ์ที่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้ ทำให้ทุกอย่างจึงมาลงตัวที่ พล.อ.เฉลิมชัย

หากเทียบกับ พล.อ.พิสิทธิ์ ซึ่งมาแรงตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร ได้รับความไว้วางใจให้มานั่งในตำแหน่งสำคัญอย่างผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป

ทว่าความเป็น “บูรพาพยัคฆ์” สุดท้ายก็กลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้ไม่สามารถก้าวไปถึงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้อย่างที่หลายคนมองไว้

ยิ่งในวันที่สถานการณ์ความขัดแย้งในกองทัพกำลังเริ่มคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ หลังบูรพาพยัคฆ์ผูกขาดอำนาจในกองทัพมาร่วมทศวรรษ

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมปะทุบานปลายกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงในช่วงเปลี่ยนผ่านของ คสช. และการก้าวลงจากอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

การเปิดทางให้สายอื่นที่ไม่ใช่บูรพาพยัคฆ์จึงเสมือนการคืนความชอบธรรม ประสานรอยร้าว และจัดสมดุลใหม่ให้เกิดขึ้นในกองทัพ โดยเฉพาะกับฝั่ง “วงศ์เทวัญ” ที่ถูกขัดแข้งขัดขามาหลายรอบ

ล่าสุดกับตำแหน่งสำคัญอย่างแม่ทัพภาคที่ 1 ที่เสมือนเป็นบันไดรอปูทางขึ้นไลน์ห้าเสือ รอลุ้นเก้าอี้ ผบ.ทบ.นั้น รอบนี้ บิ๊กแดง-พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์แม่ทัพน้อยภาคที่ 1 (ตท.20) จากฝั่งวงศ์เทวัญ ยังมาแรงพลิกกลับมาเบียด พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) ที่ต้องไปนั่งเก้าอี้แม่ทัพน้อยที่ 1 ทั้งที่ช่วงแรกมีชื่อว่าวางตัวไว้นั่งเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ด้วยแรงหนุนจาก พล.อ.ประวิตร

จะเห็นว่าก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ เองก็ได้รับความไว้วางใจถึงขั้นให้ไปนั่งเป็นประธานบอร์ดกองสลากแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาที่ทำผลงานได้ดี

นับจากนี้จึงคล้ายกับการปูทางการกลับมาสู่อำนาจของวงศ์เทวัญในกองทัพ

ในขณะที่บรรดาบิ๊กบูรพาพยัคฆ์เองก็ต่างมั่นใจว่าสามารถพูดคุยเคลียร์กับทางกำลังพลฝั่งบูรพาพยัคฆ์ที่จะต้องพลาดเก้าอี้รอบนี้ได้ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ถือว่าก้าวหน้าไปพอสมควร อีกทั้งการปรับย้ายหลายรอบตั้งแต่หลังรัฐประหาร ได้มีการจัดวางมือไม้ที่ไว้ใจได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งคุมกำลังสำคัญหมดแล้ว

ดังนั้นเรื่องที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ในอนาคตจึงเป็นไปได้ยากเพราะทุกอย่างภายใต้การควบคุมดูแลของทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งหมด

ที่สำคัญนี่เป็นจังหวะเหมาะสมที่สุดที่จะจัดสมดุลในกองทัพหากจะทำก่อนหน้านี้ก็เร็วไปหรือหากปล่อยช้ากว่านี้เป็นไปได้ยาก

ยิ่งในแง่จังหวะเวลานับจากนี้ที่สถานการณ์และบรรยากาศบ้านเมืองน่าจะเปราะบางมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะยิ่งในช่วงใกล้การเลือกตั้ง และการก้าวลงจากอำนาจของ คสช. ที่ไม่อาจปล่อยให้เกิดแรงกระเพื่อมที่จะบานปลายส่งผลเสียหายในภาพรวมรุนแรง

 

“ประยุทธ์” กระชับอำนาจ ปูทางเก้าอี้นายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451826

"ประยุทธ์" กระชับอำนาจ ปูทางเก้าอี้นายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขยับกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกรอบในช่วงที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญขยักสุดท้ายเรื่องประเด็นคำถามพ่วง ประเด็นเรื่องให้ สว. 250 คน เข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางการจับจ้องว่าเส้นทางที่กำลังเดินไปนั้น เหมือนเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวเข้าสู่อำนาจหลังการเลือกตั้ง ตามกลไกที่เขียนรองรับไว้ตามรัฐธรรมนูญและประชาชนส่วนใหญ่ลงมติให้ความเห็นชอบ

ถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเริ่มออกมาตีกันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่จะสง่างามกว่ารอเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ออกมาแสดงความคิดความเห็นในเรื่องนี้

แต่ที่ชัดเจน คือ คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยแผ่วลงไปในอดีตนั้นเวลานี้กลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด “ซูเปอร์โพล” หรือผลสำรวจจากชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 87.2% ระบุว่า เห็นด้วย ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เอาจริงเอาจัง คุมสถานการณ์บ้านเมืองได้อยู่ จัดการเด็ดขาดกับข้าราชการนอกลู่นอกทางได้ ใช้มาตรา 44 ได้เกิดผลดี ขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดี มีความเป็นผู้นำมากกว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในตอนนี้ เป็นต้น มีเพียง 12.8% ที่ไม่เห็นด้วย

สอดรับกับ “สวนดุสิตโพล” ระบุว่า ประชาชน 72.15% เชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผล 2 ปี นายกฯ มีผลงานให้เห็นหลายเรื่อง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีและรวดเร็ว ฯลฯ เป็นคนดี ตั้งใจทำงาน เด็ดขาด เอาจริงเอาจัง มีความเป็นผู้นำ ไม่เป็นนักการเมือง ฯลฯ

อีกทั้งหากจะมองไปถึงผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ออกมาแบบผ่านฉลุย 16.8 ล้านเสียง หรือ 61.35% และในส่วนของคำถามพ่วง 15 ล้านเสียง หรือ 58% อาจมองได้ถึงการยอมรับเห็นพ้องไปกับ พล.อ.ประยุทธ์ และการดำเนินการของ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา อีกส่วนยังสะท้อนการไม่เอานักการเมืองหรือพรรคการเมืองแบบเดิมๆ

หากย้อนดูท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการ “กระชับอำนาจ” ใช้ต้นทุนของตัวเองผ่านกลไกในมือขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ที่หลายเรื่องได้ใจประชาชน จนทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็น “โผทหาร” รอบล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเคาะสุดท้ายเลือก บิ๊กเจี๊ยบ-พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ที่เกษียณอายุในปีนี้

จากเดิมที่ชื่อ บิ๊กแกละ-พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.มาแรง ในฐานะน้องรัก บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ก่อนจะมาถูกเบียดในช่วงโค้งสุดท้าย

สะท้อนให้เห็นการกลับเข้ามาควบคุมดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการด้วยตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้เหมือนจะปล่อยให้เป็นดุลพินิจของ พล.อ.ประวิตร จนถูกมองว่าเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงเหนือนายกรัฐมนตรี

ถัดมาที่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ในการดำเนินการปลดล็อก หรือผ่าทางตันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะล่าสุดการสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม.ชั่วคราว โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน รวมทั้ง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งตรวจสอบหรือสอบข้อเท็จจริง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และ นพ.เปรมศักดิ์ อยู่แล้ว ยังคงดำเนินการต่อไป

ประเด็นนี้ถือได้ว่าโดนใจประชาชนไม่น้อย เพราะตามกลไกปกติย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปพักงานบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องทุจริต แม้บางเรื่องจะถึงขั้นมีการชี้มูล แต่การจะหวังรอสปิริตพักงานตัวเองย่อมเป็นไปได้ยาก ยิ่งในตำแหน่งสำคัญอย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีหน้าที่และบทบาทสำคัญ

ยิ่งเวลานี้ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ถูกเชื่อมโยงว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายโครงการของ กทม.ด้วยแล้ว การพักงานในช่วงเวลานี้จึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม

ยังไม่รวมกับท่าทีการบริหารงานที่ดูไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมที่ขาดการทำงานเชิงรุก หรือแสดงออกถึงความตั้งใจหาทางระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น การมีคำสั่งพักงานในช่วงนี้จึงได้คะแนนจากคนกรุงไปได้ไม่น้อย

คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่านี่ยิ่งทำให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งเป็นไปได้ง่ายขึ้น

 

“ป๋าเปรมโมเดล” เกิดยาก แต่อาจมีปัจจัยพิเศษช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451608

"ป๋าเปรมโมเดล" เกิดยาก แต่อาจมีปัจจัยพิเศษช่วย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากใครจับสัญญาณทางการเมืองในระยะนี้ นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว จะเห็นได้ว่าเริ่มมีการมองสถานการณ์แบบข้ามช็อตไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะการโยนหินให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งด้วยการใช้ “ป๋าเปรมโมเดล”

คำว่า ป๋าเปรมโมเดล ถูกจุดขึ้นมาโดย “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งเป็นคนคิดคำถามพ่วงที่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ที่ในช่วงระยะ 5 ปีแรกหลังจากการเลือกตั้งจะให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

“พล.อ.ประยุทธ์จะดูตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง แต่ก็อยู่เป็นนายกฯ ถึง 8 ปี ขอให้บริหารจัดการประนีประนอมอำนาจทั้งในและนอกสภาให้ได้ทุกฝ่ายก็น่าจะเดินได้ เห็นได้จากผลประชามติที่ประชาชนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์กลายๆ อยู่แล้ว หากนับจากวันนี้ยิ่งสร้างผลงานไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเลือกตั้งจะมีเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ สานต่อภารกิจต่อไปอีก 4 ปีแน่ๆ”เสียงเชียร์จากวันชัย

อย่างที่ทราบกันดีว่า พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกฯ มาถึง 8 ปี ช่วงระหว่างปี 2523-2531 โดยไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหรือลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยทุกพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งจะต้องเชิญ พล.อ.เปรม มาเป็นนายกฯ ซึ่งหากจะบอกว่า พล.อ.เปรม ถือเป็นต้นแบบของคำว่า “นายกฯ คนนอก” ก็คงไม่ผิดนัก

ระหว่างที่ พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ปรากฏว่าไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ฝ่ายค้านในเวลานั้นจะพยายามรวบรวมรายชื่อ สส. เพื่อเปิดอภิปราย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 8 ปีของรัฐบาล พล.อ.เปรมค่อนข้างมีเสถียรภาพ

มาถึงเวลานี้ทฤษฎีเปรมโมเดลที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนายกฯ จะเป็นไปได้ในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่?

วิเคราะห์ในมิติของกฎหมายต้องถือว่ามีโอกาสสูง เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.เหมือนกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ยังเปิดช่องให้รัฐสภามีมติเพื่อขอให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้ด้วย

ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายที่เปิดกว้าง ย่อมเป็นพรมที่ปูให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินมาเป็นนายกฯ ได้ไม่ยากเย็นนัก

แต่ในทางกลับกัน หากวิเคราะห์บนปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าโอกาสที่ประเทศไทยจะได้นายกฯ ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” อีกครั้งมีน้อยหรือไม่มีทางเป็นไปได้เลย

การเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภาจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 จากสมาชิกรัฐสภา (สส. และ สว.) ทั้งหมด 750 คน ถามว่าลำพังเพียงแค่เสียงของ สว. 250 คน ที่มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีพลังที่ต่อรองให้ฝ่ายการเมืองยอมให้หัวหน้า คสช. มาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่

เมื่อมีการเลือกตั้ง มี สส. เท่ากับว่าอำนาจทางการเมืองกลับมาอยู่ในมือของนักการเมืองอีกครั้ง แน่นอนว่าไม่มีทางที่พรรคการเมืองจะยอมให้คนอื่นมาเป็นตาอยู่ไปอย่างแน่นอน โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมาก จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวได้เสียงสนับสนุนเกิน 376 เสียง เพื่อดันคนของพรรคขึ้นเป็นนายกฯ

เท่ากับว่าแม้ผลสำรวจคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์จะยังเชียร์นายกฯ ต่อ แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพรรคการเมืองจะยอมให้ คสช.มาคอยเป็นเงาอีก ดังนั้น ถ้าประเมินโอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ จากปัจจัยนี้จึงพอสรุปได้ว่านายกฯ คนใหม่ต้องเป็นพลเรือน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในอนาคตยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคุกรุ่นอยู่พอสมควร

ทั้งในเรื่องคดีความอาญาทางที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้านายกรัฐมนตรีคนต่อไปมาจากพรรคการเมืองแล้วจะทำให้การเมืองสงบ และไม่สร้างปัญหาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 22 พ.ค. 2557

ตรงนี้เองอาจเป็นปัจจัยพิเศษที่ช่วยเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์มีสิทธิได้เป็นนายกฯ ต่อโดยไม่ต้องลงเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยที่สุดคนส่วนใหญ่มองย้อนไปในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ปัญหาเศรษฐกิจยังคาราคาซังอยู่ในภาวะทรงตัว แต่การที่ไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมตามท้องถนนย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่คนไทยมีตัวเลือกเพียงเท่านี้

ถึงเวลานั้นกระแสเรียกร้องที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อจะเกิดขึ้นเหมือนกับเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ที่สังคมต้องการให้ พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ ต่อไปเรื่อยๆ จน พล.อ.เปรมต้องประกาศว่าพอแล้ว

ดังนั้น ปัจจัยที่ชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ ตามรูปแบบเปรมโมเดล จึงอยู่ที่กระแสและอารมณ์ของสังคมในเวลานั้น ถ้าพรรคการเมืองมองเห็นนัยของสังคม โอกาสที่จะยอมสละเก้าอี้ผู้นำประเทศให้กับ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้ คสช.เข้ามาสานงานปฏิรูปประเทศให้จบ ก่อนส่งคืนอำนาจให้กับนักการเมืองอย่างสมบูรณ์ต่อไป

 

สมรภูมิสุดท้ายที่ศาลรธน. สนช.ฮึดขอสู้ที่มานายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451362

สมรภูมิสุดท้ายที่ศาลรธน. สนช.ฮึดขอสู้ที่มานายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ปรับปรุงที่มีคำถามพ่วง จะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 31 ส.ค. และต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน

สถานการณ์เกี่ยวกับการกำหนดที่มานายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก ต้องถือว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถือไพ่เหนือกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังจากคณะ กรธ.ตัดสินใจไม่ให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ในทุกขั้นตอน โดย สว.จะมีหน้าที่แค่การประชุมรัฐสภาเพื่อยกมือว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรายชื่อนายกฯ ที่ สส.เสนอให้เท่านั้น

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน” เหตุผลของ กรธ.

มติของ กรธ.สร้างความหัวเสียให้กับ สนช.อยู่ไม่น้อย เพราะสมาชิก สนช.บางกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บางคน ตั้งความหวังและแสดงท่าทีกดดัน กรธ.อยู่พอสมควรว่าต้องการให้กรธ.เปิดทางให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด

ในเมื่อ กรธ.ไม่สนองความต้องการที่ สนช.เสนอ ทำให้ สนช.ต้องเดินหน้าไปสู้กับ กรธ.ในสนามสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ แต่ สนช.เริ่มมีความเคลื่อนไหวออกมาให้เห็นบ้างแล้ว ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.

“ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกไปชี้แจงเรื่องเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติ หรือไม่ แต่ข้อมูลที่ สนช.ต้องเตรียมไว้ คือ รายงานการประชุมที่ สนช.พิจารณาเรื่องคำถามพ่วงประชามติ และการอภิปรายของสมาชิก สนช.การลงพื้นที่ของ สนช.ไปชี้แจงคำถามพ่วงประชามติให้ประชาชนรับทราบ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ต้องเตรียมไว้ ไม่มีนัยเป็นพิเศษ หากศาลรัฐธรรมนูญเรียกมา สนช.ก็พร้อมชี้แจง”ประธาน สนช.กล่าวเมื่อ 29 ส.ค.

จากการให้สัมภาษณ์ของประธาน สนช.เป็นการแสดงให้เห็นว่า สนช.มีความพร้อมพอสมควรกับไปดวลกับ กรธ.ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.ก็เตรียมทำประเด็นจะชี้แจงเพื่อชี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่สอดคล้องกับคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติ

กล่าวคือ ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ กรธ.กำหนดไว้มีด้วยกัน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.สส.เสนอชื่อจากบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง 2.สส.รับรองญัตติการเสนอชื่อ 3.ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

ในมุมของ สนช.มองว่าหากให้ สว.ทำหน้าที่แค่ลงมติเห็นชอบในขั้นตอนที่ 3 และไม่ให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้ในขั้นตอนที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรอบแรกหรือรอบสองจากคนนอกบัญชีพรรคการเมือง ย่อมจะไม่สอดคล้องกับคำถามพ่วง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำถามพ่วงมีถ้อยคำที่ระบุว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ” จากถ้อยคำดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่ต้องการให้ สว.ทำหน้าที่ 2 ประการ ได้แก่ การพิจารณา และการให้ความเห็นชอบ เหมือนกับมาตรา 159 ที่บัญญัติให้ สส.เสนอชื่อและลงมติเลือกนายกฯ

สนช.จึงเห็นว่าอย่างน้อยที่สุดควรให้ สว.ได้ร่วมลงมติรับรองญัตติการเสนอชื่อนายกฯ ของ สส.ในขั้นตอนที่ 2 เพื่อให้การเลือกนายกรัฐมนตรีมาจากที่ประชุมรัฐสภาและให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง

อย่างไรก็ตาม ข้อต่อสู้ในเรื่องนี้ของ สนช.อาจมีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะ สว.มีส่วนร่วมกับ สส.ในการลงมติเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภาตามขั้นตอนสุดท้ายอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการทำให้เห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.สอดคล้องกับคำถามพ่วง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น คำวินิจัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นภายใน 30 วันนี้มีความสำคัญต่อ กรธ.และสนช.อย่างมาก

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ และมีความเห็นให้แก้ กรธ.แก้ไขในบางประเด็นโดยเฉพาะการเสนอชื่อนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา เท่ากับว่า กรธ.ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องแก้ไขถ้อยคำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ในส่วนลึกทางความคิด กรธ.อาจจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ในทางกลับกัน ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรธ. แน่นอนว่า สนช.หรือบิ๊ก คสช.บางคนต้องยุติการเคลื่อนไหวที่พยายามให้ สว.มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯ ไปโดยปริยาย เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินเป็นที่สุดแล้ว

สนามสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันทางการเมืองที่ สนช. กรธ. หรือแม้แต่ คสช.ก็ลุ้นด้วยใจระทึก

 

เสียงจาก…นักการเมือง บิ๊กตู่ตั้งพรรคไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451339

เสียงจาก...นักการเมือง บิ๊กตู่ตั้งพรรคไม่ง่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งตามระบบ แทนที่จะรอใช้ช่องทางพิเศษผ่านกลไกสำคัญอย่าง สว. 250 คน ที่จะมีส่วนเลือกนายกฯ ที่จะทำให้เข้าสู่ตำแหน่งอย่างสง่างามกว่า ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองมีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างหลากหลาย

นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย มองว่า นักการเมืองไม่สามารถไปเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองได้ ส่วนจะตั้งหรือไม่เป็นสิทธิส่วนตัวของท่าน อีกทั้งเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะรับตำแหน่งนายกฯ หลังการเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนตั้งแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่มีใครบอกได้เพราะมีตัวแปรอีกเยอะ

ทั้งนี้ ดูจากความนิยมของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่มีสูง หลังจากประชาชนส่วนมากโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ความนิยมก็ลดลงได้ หรือถ้าคะแนนนิยมไม่ดีแต่ทำความดีก็เพิ่มสูงได้ไม่อยากพูดตัดสินใครล่วงหน้า แต่พูดเชิงหลักการ ซึ่งการตั้งพรรคการเมืองนำเสนอตัวทางเลือกประชาชน ย่อมทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งนักการเมืองก็ไม่ควรไปท้าทายและตอนนี้ยังเร็วเกินไป

“การตั้งพรรคมีการประกาศนโยบายให้ชัดเจนก็เป็นทางที่ดีเพราะประชาชนจะได้รู้นโยบายก่อนตัดสินใจเหมือนได้ดู เมนูรายการอาหารก่อนจะสั่งว่าจะทานอาหารอะไร ซึ่งเป็นข้อดีตามวิถีทางประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่หัวหน้าพรรคมีคะแนนนิยมสูงก็มีแนวโน้มที่พรรคนั้นจะได้รับเลือกตั้งมาก แต่ไม่เสมอไป ยังมีปัจจัย และตัวแปร ทั้งเรื่องผู้สมัคร สส. เขตบัญชีรายชื่อ คุณสมบัติ ทีมเศรษฐกิจ ทีมสังคม ทีมการเมือง ส่วนหากจะไม่ตั้งพรรคแต่ไปหวังพรรคอื่นอย่างที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน เตรียมตั้งแล้วประกาศว่าจะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็ไม่ชัดเจนสำหรับประชาชนที่จะไปหย่อนบัตร

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะดี แต่พรรคการเมืองมีองค์ประกอบมากกว่านั้น ทั้งคนที่จะมาประกอบเป็นพรรคด้วย ทั้งหมดต้องดูว่าจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าตั้งคิดพรรคก็มีสองลักษณะ คือพรรคเฉพาะกาลอย่างบางพรรคเคยประสบความสำเร็จเช่นความหวังใหม่ แต่อยู่ได้สมัยเดียวก็หายไป หรือจะเป็นพรรคสถาบันอยู่ยาวที่ยากต้องมีองค์ประกอบเยอะ

ทั้งนี้ หากจะเข้ามาเป็นนายกฯ แบบใช้เสียง สว.รวมกับ สส.สนับสนุนนั้น นอกจากเรื่องความสง่างามแล้วยังมีเรื่องการต่อรองที่จะตามมาเพราะมาคนเดียว ซ้ายก็พรรคการเมืองขวาก็พรรคการเมือง ใครจะช่วยคิดนโยบายทั้งการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การค้า ระหว่างประเทศ อีกทั้งหากขัดใจพรรคร่วมรัฐบาลก็ล้มได้ตลอด 24 ชม. เพราะ สว.ไม่ได้ร่วมโหวตทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ งบประมาณ หรือกฎหมายสำคัญ

“ส่วนที่คิดจะไปตั้งพรรคแล้วดึงคนเด่นๆ ดังๆ เหมือนตกปลาในบ่อคนอื่น เป็นแนวคิดแบบเก่าที่เขาใช้มา 30-40 ปี ไม่ใช่การเมืองแนวใหม่ หรือจะไปเซตซีโร่หวังให้พรรคอื่นๆ เพื่อไทย ชาติไทย ประชาธิปัตย์ แตก แล้วไปรวมกันก็เป็นเรื่องล้าหลัง เชื่อว่าจะไม่ทำเพราะทำมาตั้งแต่สมัย จอมพลถนอม กิตติขจร แต่คงเป็นเรื่องยากในปี 2559”

นิพิฏฐ์ อธิบายเพิ่มว่า ระบบเลือกตั้งใหม่กาบัตรเดียวเฉพาะ สส. เขต แต่คำนวณทั้ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อไม่รู้จะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเบอร์ไหนไม่เหมือน สมัยพรรคของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ไม่มี สส.เขต แต่มีบัญชีรายชื่อ 5 คน เพราะตอนนั้นเลือกสองบัตร สมัยนี้คนจะไปเลือกพรรคของไพบูลย์ ก็ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคของไพบูลย์ก็ต้องได้ 25 เสียง ถึงมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ เผลอๆ อาจตกตั้งแต่รอบแรก

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทย กล่าวว่า การตั้งพรรคไม่มีความจำเป็นเพียงแต่มาให้ถูกกติกาเพราะวันนี้ใครจะชอบ หรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ประชามติผ่านมาแล้ว นายกฯ ถ้าจะมาสง่างามจริงๆ ไม่จำเป็นต้องตั้งพรรค แค่ยอมให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมเหมือนกัน เพราะพรรคการเมืองต้องเสนอต่อสาธารณะว่า เสนอชื่อใครเป็นนายกฯ เห็นชัดเจน ถ้าประชาชนไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็ไม่ต้องเลือกพรรคนี้

“บนกติกาแบบนี้ผมรับได้ ดีกว่าที่คุณวันชัย เสนอครั้งแรกว่าเลือกรอบแรกไม่ผ่าน ก็จะไปมีการบล็อก ต่อมาให้ สว.เสนอ คนนอกที่ประชาชนไม่เห็นหน้าเห็นตามาก่อน แต่อย่างนี้เหมือนประชาชนเลือกตั้งทางอ้อมแม้เขาจะไม่ได้เป็น สส.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แต่ก็รู้พรรคการเมือง ก. จะเอาคุณประยุทธ์มาเป็นนายกฯ ถ้าคุณพอใจคุณก็กาบัตรเลือกพรรคนี้มาเยอะๆ ไม่พอใจก็ไม่เลือก ไม่มีโอกาสเสียงข้างมาสู้ได้ก็ว่ากันไป”

สมศักดิ์ กล่าวว่า ในกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ ถูกเลือกจาก สส. สว. มาเป็นนายกฯ แบบมาคนเดียวไม่มีมือไม้นั้น ก็มีจุดดีไม่ดี ต้องทำให้เขาระมัดระวัง การทำนโยบาย การบริหารต้องโดนใจประชาชน อิงประชาชน เพราะอิงเสียงในสภาไม่ได้ นี่คือจุดดีคือต้องฟังเสียงประชาชนไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง แต่ข้อเสียคือ ถ้าหากฝ่ายการเมืองรวมหัวกันก็คว่ำนายกฯ ได้ตลอด

ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แม้ในรัฐธรรมนูญจะเปิดทางให้มีนายกฯ คนนอก ต้องถามว่านายกฯ มีคุณสมบัติหรือไม่ส่วนตัวมองว่าเป็นแคนดิเดตอันดับต้นๆ แต่ถ้าจะเข้ามาการเมืองด้วยการตั้งพรรคถือว่าสง่างาม ในการเข้ามาสู่ช่องทางตามปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่อาจมีความเหนื่อยกว่า

“ทั้งหมดอยู่ที่ใจนายกฯ มีความต้องการอย่างไร ผมเชื่อว่านายกฯ มีความคิดในใจ ดังนั้นสังคมไม่ควรต้องไปเร่งรีบบีบคั้นนายกฯ เพราะตามโรดแมปยังมีเวลาเป็นปี ปล่อยให้ท่านได้ทำงานบริหารประเทศต่อไป” ศุภชัย กล่าว

 

พักงาน “สุขุมพันธุ์” ได้ใจมวลชน แต่เสียพันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 18:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/451311

พักงาน "สุขุมพันธุ์" ได้ใจมวลชน แต่เสียพันธมิตร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ฟ้าผ่ากลางศาลาว่าการกรุงเทพ มหานคร เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยยังไม่พ้นจากตําแหน่งจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งดําเนินการตรวจสอบหรือสอบข้อเท็จจริงยังคงดําเนินการต่อไป ในกรณีพบว่าไม่มีการกระทําความผิดหรือมีการกระทําความผิดหรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้อื่นเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดนั้นด้วยให้หน่วยงานที่ตรวจสอบรายงานนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาหรือเปลี่ยนแปลงคําสั่งหรือมีคําสั่งเพิ่มเติมต่อไป

“แม้ผลการตรวจสอบหรือการสอบข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังไม่อาจสรุปความผิดได้ แต่ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการดําเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหัวหน้า คสช.เคยมีคําสั่งให้ใช้มาตรการชั่วคราวในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจง พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างโปร่งใสไม่เป็นที่ครหาและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและประชาชน ตลอดจนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน”

แน่นอนว่าการลงดาบฟันบิ๊ก กทม.รอบนี้ สร้างคะแนนนิยมให้กับ พล.อ. ประยุทธ์ ได้ไม่น้อย เพราะถือเป็นคำสั่งที่ออกมาตรงใจคนกรุง ซึ่งเอือมระอากับการบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ โดยเฉพาะกับปัญหาน้ำท่วม ยังไม่รวมกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายโครงการของ กทม.ที่กำลังถูกสอบ

ยิ่งในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจคนกรุงหลายพื้นที่ต้องมาเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ก่อนหน้านี้หลายคนเคยตั้งความหวังไว้กับสารพัดโครงการของผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ โดยเฉพาะกับผลงานชิ้นโบแดงอย่างอุโมงค์ยักษ์ ที่เชื่อว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนได้ไม่น้อย แต่เอาเข้าจริงปัญหาน้ำท่วมก็มีให้เห็นแทบทุกครั้งหลังฝนตกหนัก

แถมสถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น เมื่อท่าทีของผู้ว่าฯ กทม. ดูจะไม่มีมาตรการเชิงรุกที่สะท้อนให้เห็นการตระเตรียมการหรือวางแผนรับมือกับพายุหรือฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้

อีกทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ หลายรอบก็ยิ่งทำให้ประชาชนที่ติดตามรับฟังต้องขุ่นข้องหมองใจหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไล่คนกรุงเทพฯ ที่อยากเผชิญหน้ากับน้ำท่วมให้ไป “อยู่ดอย” หรือคำชี้แจงว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่ “น้ำรอการระบาย”

แต่ที่สำคัญที่สุดคือประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นที่อยู่ระหว่างการสอบสวนในหลายโครงการ ล่าสุดกับโครงการไฟประดับกรุงเทพมหานคร 39.5 ล้านบาท ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายล็อกสเปก จนกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือถึงกรุงเทพฯ ให้ดำเนินคดีอาญาผู้ว่าฯ กทม. กับข้าราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

แม้แต่ทาง พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังเสนอให้ผู้ว่าฯ กทม.หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่ทาง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกมาชี้แจงว่าไม่มีความจำเป็นแม้ทาง สตง.ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีแล้วก็ควรปล่อยไปตามกระบวนการ ซึ่ง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้มูลความผิด จึงขออยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลคนกรุงเทพฯ ต่อไป จนกว่าจะชี้มูลความผิด

ไม่เพียงแค่โครงการนี้ที่มีปัญหาแต่จากการออกมาเปิดเผยของมือสอบจากประชาธิปัตย์อย่าง วิลาศ จันทรพิทักษ์ ก็สะท้อนให้เห็นเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายโครงการทั้งการปรับห้องทำงาน 16.5 ล้านบาท ที่ถูกถล่มหนักว่าแพงเกินจริง

โครงการการ “จัดซื้อเครื่องดนตรี” โรงเรียนในสังกัด กทม.ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ต่อด้วยโครงการจัดหารถกู้ภัยขนาดเล็กของกรุงเทพฯ จำนวน 20 คัน ในวงเงินงบประมาณ 160 ล้านบาท ที่ดูจะแพงเกินไป และสภาพการใช้งานที่อาจไม่ตอบโจทย์ ยังไม่รวมกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างกล้องซีซีทีวีในช่วงแรกๆ 4.7 หมื่นตัว ที่เคยเป็นปัญหาหนัก

แต่ก็ใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้แต้มไปเสียทั้งหมดกับการลงดาบผู้ว่าฯ กทม. ที่ถูกมองว่าเหมือนจะอยู่ฝั่งเดียวกันจนไม่กล้าจะแตะต้อง เพราะอีกด้านก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียแนวร่วมไปบางส่วน

เมื่อสายสัมพันธ์ของคุณชายหมูก็ชัดเจนว่าแนบแน่นกับสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. จนถึงขั้นเลือกเป็นตัวของตัวเองมากกว่าจะคอยฟังเสียงสะท้อนจากประชาธิปัตย์ต้นสังกัด ก่อนที่ทุกอย่างจะมาขาดสะบั้นต่างคนต่างเดินเป็นเอกเทศ

ชัดเจนในช่วงการเคลื่อนไหวของ กปปส.ที่ได้แรงสนับสนุนจากผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ในหลายเรื่อง ที่ตอกย้ำความแนบแน่นของคุณชายหมูและสุเทพ

การตัดสินใจสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ย่อมต้องแลกด้วยพันธมิตรที่จะหายไปบางส่วน แต่นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ประเมินแล้วว่าเป็นการกระทำที่ได้ผลคุ้มค่ากว่าในภาพรวม