กรธ.ถือไพ่เหนือสนช. เผด็จศึกที่มานายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450813

กรธ.ถือไพ่เหนือสนช. เผด็จศึกที่มานายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผลการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ถือเป็นเรื่องที่เขย่าการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นการแสดงออกถึงการหักด้ามพร้าด้วยเข่าอย่างชัดเจน หลังจากโดนรุมกินโต๊ะมานานหลายสัปดาห์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แสดงท่าทีกดดัน กรธ.ค่อนข้างหนัก ที่ต้องการให้ สว.สามารถเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ตอนแรก สนช.และ สปท.บางกลุ่มพยายามให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แข่งกับ สส.ได้ตั้งแต่รอบแรก แต่เมื่อกระแสจากภายนอกเริ่มไม่เห็นด้วย จึงปรับเปลี่ยนเป็นให้ สว.เสนอชื่อนายกฯ รอบสองได้ หากเกิดกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากการเสนอชื่อของนายกฯ ได้ ซึ่งข้อเสนอของทั้งสองสภาอยู่ภายใต้ตรรกกะที่ว่าถ้าให้ สว.ร่วมลงมติเลือกได้ก็ควรให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ตรรกะที่ว่านั้นในมุมมองของ กรธ.กลับเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ กรธ.คิดว่าคำว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ที่อยู่ในคำถามพ่วงที่ผ่านประชามตินั้น สังคมส่วนใหญ่เข้าใจว่าให้ สว.ทำหน้าที่แค่การยกมือโหวตเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิการเสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ กรธ. จึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติ ผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน” สาระสำคัญในเอกสารสรุปผลการประชุมของ กรธ. เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมายแล้วในเชิงหลักการ กรธ.ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้ สว.เข้ามาร่วมโหวต เนื่องจาก สว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและได้รับการสถาปนาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเทียบเท่า สส. ดังนั้นแม้ สนช.จะพยายามอ้างว่าในระหว่างที่รณรงค์ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีสมาชิก สนช.ไปแสดงความคิดเห็นว่าให้ สว.สามารถเสนอชื่อได้ แต่ไม่อาจถือเป็นเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงได้

ที่สุด กรธ.จึงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการยืนยันในหลักการเดิมของตัวเอง แต่มีการปรับเนื้อหาให้สอดรับถ้อยคำในคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติ

กล่าวคือการเสนอชื่อนายกฯ ยังคงให้สิทธิกับ สส.ตามเดิม ที่ต้องเสนอจากคนที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมือง แต่เปลี่ยนจากการลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเกินหนึ่งหรือ 251 คะแนนจาก สส.ทั้งหมด 500 คน มาเป็นการลงมติเลือกในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สส.และ สว.) ด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่งหรือ 376 คะแนน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คนแทน

ส่วนกรณีที่การเลือกนายกฯ ครั้งแรกไม่สามารถสำเร็จได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด กรธ.กำหนดให้เฉพาะ สส. จำนวน 250 คนขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถเข้าชื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติ 2 ใน 3 หรือ 500 คนจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน เพื่องดเว้นการลงมติเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง จากนั้นการเลือกนายกฯ จะกลับมาเลือกกันในที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง และจะตัดสินว่าใครจะเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา

โดยทุกขั้นตอน สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ แต่มีหน้าที่แค่มาประชุมและยกมือว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น

ขณะเดียวกันการแสดงออกของ กรธ.ในครั้งนี้ ถ้ามองในมิติทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังทางการเมืองครั้งสำคัญของ กรธ.ด้วย

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการทำงานของ กรธ.ได้รับแรงสนับสนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ด้วย ดังจะเห็นได้จากการส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ กรธ.ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ รวมไปถึงการไม่สัมภาษณ์ในทำนองกดดันให้ กรธ.ต้องบัญญัติให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

ยิ่งไปกว่านั้น สนช.ที่เคยคิดว่าตัวเองมีอำนาจต่อรองเหนือ กรธ. เพราะ สนช.มีอำนาจให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ  แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ก็ต้องปรับกระบวนทัศน์ความคิดใหม่

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.เขียนขึ้นมานั้นได้ออกแบบแก้เกมตรงนี้ไว้แล้ว ซึ่งอยู่ในมาตรา 267 ที่ระบุพอสังเขปว่า เมื่อ กรธ.ได้ทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จและส่งให้กับ สนช.แล้ว ถ้า สนช.ไม่ดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน จะถือว่า สนช.ได้ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ตามที่ กรธ.จัดทำขึ้นทันที

ณ เวลานี้จะเห็นได้ว่า สนช.แทบไม่เหลืออำนาจต่อรองกับ กรธ.อีกแล้ว จึงไม่แปลกที่ สนช.เริ่มส่งสัญญาณไปขอพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่ชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.จะได้ไปต่อหรือต้องนำกลับมาแก้ไขใหม่อีก

ถึงกระนั้นเอง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. และคณะก็ต่างเฝ้าลุ้นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยใจระทึกเช่นกัน เพราะถ้าคดีพลิกเมื่อไหร่ จากที่เป็นฝ่ายได้เปรียบจะกลายเป็นตรงกันข้ามทันที

 

การตัดสินใจของ กรธ. ถือว่าดีที่่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450809

การตัดสินใจของ กรธ. ถือว่าดีที่่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาประกาศจุดยืนต่อการปรับแก้รัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง โดยให้อำนาจ สว.เพียงแค่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่สามารถเสนอชื่อได้ มีเสียงสะท้อนตามมาจากนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ติดตามการตัดสินใจครั้งนี้

จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองว่า ตรงตามเจตนารมณ์คำถามพ่วง เพราะเขียนค่อนข้างชัด ส่วนการตีความของ สนช. ที่ให้ สว.เสนอชื่อได้นั้นเป็นการตีความเกินเลยไป ถ้าคำถามพ่วงอยากให้เสนอชื่อก็ต้องเขียนให้ชัดว่าเสนอชื่อและโหวตได้

นอกจากนั้น ในช่วงการออกมาให้ความรู้ประชาชน ทั้ง กรธ.หรือฝ่ายรัฐ เกี่ยวกับคำถามพ่วงก็อธิบายว่าให้โหวตเท่านั้นซึ่งมีคำอธิบายเป็นชุด หาก กรธ.ไปเขียนแบบที่ สนช.ตีความก็มีโอกาสตีกลับสูง และถ้า สนช.ไม่เห็นด้วยก็ต้องออกมาค้าน ตั้งแต่แรกไม่ใช่รอประชามติผ่านก่อนแล้วค่อยออกมาตีความ

จักษ์ กล่าวว่า ในส่วนของคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องไม่ทำเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติด้วยคะแนนมากกว่าถูกบิดพลิ้ว เพราะประชาชนที่ลงคะแนนก็เข้าใจตามคำถามแบบนี้

อย่างไรก็ตาม การให้ สส.เป็นคนเสนอชื่อนายกฯ นั้น ยังตอบปรัชญาทาง “รัฐปรัชญา” ได้ เมื่อ สส.เป็นตัวแทนประชาชนมาจากการเลือกตั้ง การเสนอชื่อนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากให้ สว.เสนอจะไม่ชอบธรรมไม่ยึดโยงประชาชน ส่วนการโหวตนั้นเป็นระบบรัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารนั้น สว.อาจตีความว่าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติตรงนี้รับได้ แต่การเสนอชื่อนี่ผิดหลักการและจะไปกันใหญ่

“การตัดสินใจของ กรธ.ถือว่าดีที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติก็ต้องเดินต่อไป แต่ต้องเดินต่อไปให้มีปัญหาน้อยสุดเท่าที่ประชาชนยอมรับ หากเขียนมากกว่านี้ ปัญหาก็จะตามมา ประธานมีชัยก็คงไม่แฮปปี้ตั้งแต่เริ่มตั้งคำถามพ่วง ไม่งั้นก็คงให้บรรจุในร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก แต่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้มีคำถามพ่วงก็ต้องใส่มา แม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมากกว่าคำถามพ่วงก็ต้องยึดตรงนั้นเป็นหลัก ต้องยอมหักดิบ สนช.ถือว่ามีความเป็นผู้นำสูง มีความกล้า”

จักษ์ อธิบายว่า เส้นทางจากนี้คงไม่มีเหตุให้สะดุดเพราะการเลือกออกมาเปิดเผยจุดยืนต่อสาธารณะใช้กระแสสังคมเข้ามาช่วย ประกาศชัดเจนว่าอาทิตย์หน้าจะยื่นศาล จะมีการถ่วงก็ไม่ได้ ถือว่าประธานมีชัยฉลาดที่ออกมาพูดอาทิตย์นี้แล้วยื่นอาทิตย์หน้า ไม่ทิ้งช่วง นี่คือความชาญฉลาดเรื่องเวลาพอสมควร

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการห่วงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ 250 สว.ก็ไม่ใช่ว่าจะควบคุมได้หมด เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรค เมื่อเข้าไปนั่งในสภาก็อยู่ยาวปล่อยเสือเข้าป่าคอนโทรลยาก ที่มองว่า สว.จะเกาะกลุ่มเป็นพรรคใหญ่ยิ่งไม่มีทาง เพราะปล่อยเข้าป่าแล้วทำอะไรไม่ได้ 5 ปีไม่มีใครปลดได้ กรรมการจริยธรรมก็ไม่ใช่ง่าย คสช.จึงจำเป็นต้องนำคนในกองทัพไปนั่งใน สว.

ด้าน ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การเลือกผู้นำหรือนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน และสะท้อนเจตนารมณ์ประชาชน อีกทั้งตามเจตนารมณ์มาตรา 88 ระบุให้พรรคเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ 3 ชื่อ ก็เป็นการเชื่อมโยงประชาชนผ่าน สส. รวมทั้งประเพณีการปกครองมาตรา 159 วรรคหนึ่ง วรรคสองในร่างรัฐธรรมนูญ เขียนชัดเจนว่า สส.เป็นผู้เสนอชื่อ ดังนั้นในบทหลัก สส.ต้องเสนอชื่อ แน่นอนว่าจะให้บทเฉพาะกาลที่เป็นข้อยกเว้นมาสำคัญกว่าบทหลักไม่ได้

นอกจากนี้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำขัดกับจุดยืนของ สนช. เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 37 ว่าหลังคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว คนที่แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องนี้ก็เป็น กรธ. ถือเป็นหน้าที่ กรธ.โดยตรง พร้อมกำหนดกรอบเวลา 30 วัน ก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นภาพที่ชัดเจนเรื่องสิทธิบทบาทหน้าที่ กรธ.โดยตรง

ยุทธพร กล่าวว่า การเขียนไว้เช่นนี้ไม่ใช่การปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอกเพราะร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ห้ามนายกฯ คนนอก มีโอกาสตั้งแต่ต้น ขั้นตอนพรรคการเมืองเสนอ 3 ชื่อ ที่ไม่กำหนดว่าต้องเป็นคนในบัญชีรายชื่อหรือต้องเป็น สส.ดังนั้นพรรคเสนอคนนอกได้แต่ต้น

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา’35 กล่าวว่า การปรับแก้ของ กรธ.ทำให้ประชาชนหายระแวงไปเยอะ แต่หวังว่าคงไม่มีใครไปเล่นตลกกลางทาง แต่ความพยายามสืบทอดอำนาจก็ยังมีอยู่ ตามโรดแมปของทหารมีเป้าหมายที่จะทำให้อยู่ในอำนาจต่อไป

ทั้งนี้ การที่มีความพยายามออกมาสนับสนุนนายกฯ คนนอกก็เป็นแนวทางหนึ่ง แต่การที่ประชาชนลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนั้นก็ไม่ควรไปทำให้เกิดการยอกย้อนหรือซ่อนเงื่อนจนประชาชนไม่ไว้ใจก็จะเกิดการสวิงได้

“ถ้าเคารพอำนาจประชาชนอย่างที่ว่า เดินไปอย่างตรงไปตรงมาบ้านเมืองก็เดินไปได้ตามเจตนารมณ์ อย่าไปใช้วิธีแปลกปลอมที่จะทำให้ความเชื่อมั่นหมดไปไม่คุ้มกับสิ่งที่ทำมา จากคนที่เห็นด้วยก็จะออกมาต่อต้าน ซึ่งประชามตินั้นจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ดีทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ดีกว่าอยู่กับที่ไม่รู้จะไปซ้าย ขวา”

อดุลย์ กล่าวว่า ในเรื่องประเด็นนายกฯ คนนอก ส่วนตัวไม่ให้ความสำคัญมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณสมบัตินายกฯ ว่าพร้อมแค่ไหน คำว่านายกฯ คนดี ดีแล้วทำอะไรไม่เป็น ไม่ได้มีคุณสมบัตินายกฯ พอเพียงบ้านเมืองก็เสียหาย คุณสมบัตินายกฯ จึงเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญกว่าคนในคนนอก หากเป็นคนในก็จะทำให้ประชาชนทราบฝีมือ ประสบการณ์ แต่หากเป็นคนนอกโดยเฉพาะมาจากทหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะขาดประสบการณ์เห็นโปรไฟล์อยู่แล้วขึ้นมาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด

 

เพิ่มเก้าอี้ 30 สนช. เปิดทางแถวสอง กระชับอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 10:28 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450557

เพิ่มเก้าอี้ 30 สนช. เปิดทางแถวสอง กระชับอำนาจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเตรียมปรับเพิ่มจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จาก 220 คน เป็น 250 คน ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเดือน ธ.ค. 2560 สะท้อนให้เห็นการตระเตรียมการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเคลียร์เส้นทางข้างหน้าให้ไร้อุปสรรคจากคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อธิบายว่า สนช.จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกฯ ต่างๆ และจะอยู่ไปถึงก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมาเป็น สว. เพราะต้องมีกรรมการสรรหา

“สาเหตุที่ต้องตั้ง สนช.เพิ่ม เพราะบางคนก็ตายบ้าง ลาออกบ้าง แล้ววันนี้ในส่วนของความมั่นคงมีหลายกฎหมายที่ต้องทำ”

สอดรับกับคำชี้แจงของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า สาเหตุการเพิ่มเก้าอี้ สนช.รอบนี้ เนื่องจากยังกฎหมายที่ยังคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมากที่ต้องเร่งรีบ รวมทั้งยังมีเรื่องการทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ จึงแต่งตั้งเพิ่มขึ้นมาช่วยพิจารณากฎหมาย

“ยืนยันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อทำอย่างอื่น แล้วไม่ได้อยู่นาน จะพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับสมาชิก สนช.คนอื่นๆ”

ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 มาตรา 6 เพิ่มจำนวน สนช.อีก 30 คน จากเดิมไม่เกิน 220 คน เป็นไม่เกิน 250 คนโดยจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน โดยอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

ทว่า กระแสสังคมดูจะไม่คล้อยตามไปกับคำชี้แจงที่ออกมา แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องของการจัดวางตำแหน่งเพื่อตอบโจทย์ในแง่การรองรับบุคลากรจากกองทัพที่กำลังจะเข้ามาและกำลังจะเกษียณอายุ

ประเด็นแรก เรื่องจำนวน 220 คนเดิมนั้น ในทางปฏิบัติ แทบไม่มีผลต่อการพิจารณากฎหมายอยู่แล้ว ยิ่งหากย้อนดูการพิจารณากฎหมายในอดีตของ สนช. จะเห็นว่า ทั้งคนอภิปรายในสภา คนชี้แจง คนที่มีความคิดความเห็นแบบลงลึกในเชิงเนื้อหาสาระมีอยู่ไม่กี่สิบคน

ต่อให้มีกฎหมายเพิ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาเพิ่มมากขึ้น ก็แทบไม่มีผลต่อการพิจารณาที่สามารถเพิ่มทั้งเวลาพิจารณาให้มากขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเลือกใช้วิธีเพิ่มคน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายที่มาจากภาษีประชาชนเพิ่มขึ้นอีกปีละ 62 ล้านบาท

บุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างการประชุม สนช. วาระถอดถอน ประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย มีผู้เข้าร่วมประชุม 154 จาก 220 คน คิดเป็นร้อยละ 70 เท่านั้น และหากย้อนดูสถิติจำนวน สนช.ที่เข้าประชุมเฉลี่ยที่ผ่านมามีเพียง 170 คนเท่านั้น

“จำนวน สนช.โดยอ้างเหตุว่าต้องมีการพิจารณากฎหมายเพิ่มขึ้นนั้น จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือต้องการเพิ่มตำแหน่งว่างเพื่อรองรับใครที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้หรือไม่”

แน่นอนว่าสาเหตุที่การเพิ่มจำนวน สนช.รอบนี้ ถูกมองว่าเป็นไปเพื่อรองรับข้าราชการเกษียณอายุนั้น เป็นเพราะเกิดขึ้นในจังหวะคาบเกี่ยวเดือน ก.ย.-ต.ค.

ที่สำคัญในแง่กองทัพนั้นจะมีกำลังพลส่วนหนึ่งที่เคยมีส่วนช่วยงาน คสช.ช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ต้องเกษียณอายุสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ที่จะทำให้เกิดสภาพ “ขาลอย” สำหรับบางคนที่ไม่มีตำแหน่ง
อื่นๆ ในแม่น้ำ 5 สายรองรับ

การเปิดทางให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีที่นั่งใน สนช. จึงอาจเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการเปิดทางรองรับบุคลากรที่จะขยับขึ้นมารับตำแหน่งใหม่ โดยเฉพาะตำแหน่งคุมกำลังหลัก และตำแหน่งที่มีบทบาทในกองทัพ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ามารับไม้ต่อ หลังจากชุดปัจจุบันบางส่วนเกษียณอายุราชการไปแล้ว

บรรดาบิ๊กๆ ในกองทัพชุดใหม่ที่ขึ้นมาก็จะมาเป็นกลไกประสานงานระหว่างกองทัพ และ คสช. และ สนช. เพื่อมีส่วนในการควบคุมทิศทางการทำงานให้เป็นไปตามแนวทางที่ คสช.กำหนดไว้ในโรดแมป

แม้หลายคนจะมีตำแหน่งใน สนช.ปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ยังไม่มีที่นั่งจึงจำเป็นต้องจัดที่จัดทางไว้รองรับเพื่อให้การทำงานตามโรดแมป คสช. หลังจากนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ยังไม่รวมกับการเตรียมเก้าอี้ไว้ปลอบใจ บรรดา ครม.หรือบรรดา คสช.ที่จะพ้นตำแหน่งหากมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต

อีกประเด็นที่มองว่าจำเป็นต้องเพิ่มจำนวน สนช. เนื่องจากเสียงภายใน สนช.เริ่มไม่เป็นเอกภาพอย่างที่ คสช.สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้หมด ยิ่งหลังจากนี้จะมีกฎหมายสำคัญๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช. โดยเฉพาะกฎหมายลูกหลายฉบับ

หากปล่อยให้เกิดสภาพเสียงแตก ย่อมสุ่มเสี่ยงจะกระทบไปถึงเนื้อหาบางท่อนบางตอนที่ล่อแหลมหรือเห็นต่างในอนาคต จนอาจจะกระทบต่อไปถึงโรดแมป คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การเพิ่มเก้าอี้รอบนี้จึงมีนัยสำคัญ

 

เปิดร่างรธน.ใหม่ ฉบับปรับปรุงคำถามพ่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450554

เปิดร่างรธน.ใหม่ ฉบับปรับปรุงคำถามพ่วง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งมี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้ร่วมกันหาข้อสรุปประเด็นการบรรจุคำถามพ่วงที่ผ่านการลงประชามติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ “โพสต์ทูเดย์” จึงขอนำเนื้อหาที่สำคัญมาเสนอดังนี้

ก่อนหน้านี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ตั้งประเด็นนำไปสู่การเขียนคำถามพ่วงไว้ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวเขียนเช่นเดียวกับถ้อยคำส่วนหนึ่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ของร่างรัฐธรรมนูญที่จัดให้มีการลงประชามติ

ทั้งนี้ บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ บัญญัติไว้ในมาตรา 159 อันเป็นบทถาวร และมาตรา 272 อันเป็นบทเฉพาะกาล

กล่าวคือ มาตรา 159 บัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ ได้แก่ 1.การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ให้กระทำโดยสภาผู้แทนราษฎร 2.บุคคลซึ่งจะได้ความเห็นชอบต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 และพรรคการเมืองนั้น ต้องมีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

3.การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 4.มติของสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยและมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ขณะที่ มาตรา 272 บัญญัติกระบวนการไว้ดังนี้ 1.ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ 2.หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกฯ จากผู้ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็อาจขอยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อจากบุคคลตามบัญชีของพรรคการเมืองได้ 3.ในการขอยกเว้นตามข้อ 2 ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งประธานจะต้องจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน 4.คะแนนเสียงที่จะยกเว้นให้ต้องไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา 5.เมื่อได้รับการยกเว้นแล้ว เรื่องจะย้อนกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อจากบุคคลซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

กรธ.ขอชี้แจงว่า หลักการสำคัญของ มาตรา 159 นั้น บัญญัติขึ้นให้สอดคล้องกับหลักการแต่งตั้งนายกฯของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กล่าวคือ นายกฯ จะต้องมาจากการดำเนินการของสภาผู้แทนราษฎรและได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินการบริหารประเทศของนายกฯ เป็นไปได้โดยราบรื่น

ดังนั้น กรธ.จึงเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามตินั้น ต้องคงหลักการดังกล่าวข้างต้นไว้ และดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกันได้เพียงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่ีงควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ โดยให้ทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเท่านั้น

เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว กรธ. จึงเห็นควรแก้ไขมาตรา 272 โดยย้ายบทบัญญัติเดิมไปไว้เป็นวรรคสองของมาตรา 272 แล้วเพิ่มความใหม่เป็นวรรคหนึ่งของมาตรา 272 แทน ซึ่งจะทำให้มีผลดังต่อไปนี้

(1) ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 ในการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้่งเป็นนายกฯ ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของทั้งสองสภา (2) ในการเสนอชื่อบุคคล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่จะเป็นผู้เสนอโดยต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(3) บุคคลซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

(4) มติของรัฐสภาที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้เป็นนายกฯ ต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 159 วรรคสาม โดยเพียงแต่แก้ไขจำนวนสมาชิกจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นจำนวนสมาชิกของทั้งสองร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นเพิ่มเติมที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ

(5) ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกฯ จากผู้มีรายชื่อตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง อาจเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติยกเว้นได้ (6) มติของรัฐสภาตาม (5) ต้องไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และ (7) เมื่อได้รับการยกเว้นแล้ว รัฐสภาก็กลับไปดำเนินการเพื่อเสนอชื่อและให้ความเห็นชอบตาม (1) (2) (3) และ (4) ข้างต้นต่อไป

โฉมหน้าร่างรธน.แก้ไขใหม่

มาตรา 272 ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 การให้ความเห็นชอบเสนอบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าเสนอชื่อต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

 

จับตากรธ.พร้อมหักสนช. สว.หมดสิทธิชิงนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450313

จับตากรธ.พร้อมหักสนช. สว.หมดสิทธิชิงนายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

24 ส.ค. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนัดประชุมครั้งสำคัญเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการนำคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

เดดไลน์ของ กรธ.ต้องไม่เกินวันที่ 10 ก.ย. เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วต้องส่งให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอีกครั้ง

แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนปลายทาง ปรากฏว่าระหว่างเวลานี้ กรธ.กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักพอสมควรจากคนกันเองอย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

สถานการณ์ในลักษณะนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.และคณะเคยเจอมาแล้ว

ครั้งนั้นเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบกในฐานะเลขาธิการ คสช. ได้ทำหนังสือถึงประธาน กรธ. ที่เป็นข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ

คสช.มีข้อเสนอหลัก 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้ สว.มาจากการสรรหา จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี จากเดิมที่ กรธ.บัญญัติให้ สว.มาจากการเลือกกันเองของผู้สมัครตามสาขาวิชาชีพ คสช.ให้เหตุผลถึงการให้ สว.มาจากสรรหาว่าเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิ ปลอดจากการเมือง เพื่อช่วยประคับประคองประเทศ

2.เสนอเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส. จากระบบจัดสัดส่วนปันส่วนผสมผ่านการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียว มาเป็นให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบเพื่อเลือก สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

3.คัดค้านการให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง โดยเห็นว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง อาจส่งผลต่อประเทศในอนาคต จึงเห็นว่าควรเปิดทางเอาไว้

ทั้ง 3 ข้อที่มาจาก คสช. เป็นใคร ต้องนึกว่างานนี้ อ.มีชัย คงเสร็จแน่ ไม่กล้าหือกับ คสช. เพราะตัว อ.มีชัย เองเป็นสมาชิก คสช.อยู่ด้วย ย่อมต้องทำตามข้อเสนอของที่ประชุม คสช. แต่ผลที่ออกมากลับเป็นตรงข้ามด้วยการยอมหักและงอในบางส่วน จน คสช.รู้สึกว่าตัวเองรับได้และไม่เสียอะไร

อ.มีชัยและ กรธ.หักกับ คสช.ผ่านการให้คงระบบเลือกตั้ง สส.แบบจัดสรรปันส่วนผสมไว้ตามเดิม แต่ยอมงอให้กับ คสช.แบบพบกันคนละครึ่งทางในอีกสองเรื่องที่เหลือ

เรื่องที่มา สว. คณะ กรธ.ยอมให้ คสช.เข้ามาทำหน้าที่สรรหา แต่การสรรหาดังกล่าวจะต้องมาจากบัญชีรายชื่อบุคคลผ่านการเลือกกันของผู้สมัครตามสาขาวิชาชีพที่ กรธ.กำหนดไว้ด้วย ส่วนการเลือกนายกฯ คสช.อยากให้ยกเลิกการเลือกคนจากบัญชีพรรคการเมือง แต่ กรธ.ยอมรับแบบมีเงื่อนไข โดยการกำหนดให้การเลือกนายกฯ จากคนนอกจะต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้งดเว้นการใช้บทบัญญัติดังกล่าวก่อน จากนั้นจะให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายเลือกนายกฯ อีกครั้ง

ถ้ามองถึงท่าทีของคณะ กรธ.ที่มีต่อ คสช.ดังกล่าว ย่อมมองได้ว่า “กรธ.ยอมให้มามากพอแล้ว”

จึงไม่แปลกที่ประธาน กรธ.จะตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ถามว่า สนช.เสนอให้ สว.เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อนายกฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ว่า “หากเสนอมาตอนทำร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันผ่านไปแล้ว”

จากคำพูดของ อ.มีชัย ไม่ต่างอะไรกับธงที่ กรธ.ปักไว้แล้วว่า สว.จะไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ให้ที่ประชุมรัฐสภา เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งของบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าในบทบัญญัติหลักของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สส.เป็นคนเสนอชื่อนายกฯ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือก แต่บทเฉพาะกาลถ้ามีคำถามพ่วงเข้าไปจะต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สส.และ สว.) ลงมติเลือก

ดังนั้น กรธ.จึงเตรียมประชุมกันในวันที่ 24 ส.ค.ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่หากวางหลักการที่ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ โดยที่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ในทุกขั้นตอน แนวทางนี้จะมีส่วนช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เกิดภาวะขัดกันเองมากที่สุด

กล่าวคือ เมื่อบทหลักกำหนดให้นายกฯ เลือกกันในสภา ในบทเฉพาะกาลที่ปรับปรุงใหม่ควรคงหลักการนั้นไว้ด้วยการที่ สส.เป็นฝ่ายเสนอชื่อคนในบัญชีพรรคการเมืองต่อที่ประชุมรัฐสภาเท่านั้น โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 376 คะแนนจาก สส.และ สว.750 คน ตัดสินว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ

ขณะเดียวกัน หากการเลือกรอบแรกไม่สำเร็จ จะให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ 2 ใน 3 หรือ 500 คนจากสมาชิกรัฐสภา 750 คน งดเว้นการใช้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้รัฐสภาเลือกคนจากคนนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ ก่อนที่จะให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติอีกครั้งว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ ต่อไป ซึ่งการเสนอชื่อในขั้นตอนนี้จะยังคงเป็นสิทธิของ สส.ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยตามเดิม

เมื่อ กรธ.กอดหลักการไว้แน่น จึงไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณพร้อมหักกับ สนช. บางทีหลังจากเสร็จศึกที่รบกันเองแล้วอาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้

 

วางขุมกำลังกองทัพ เกมยาว ค้ำยัน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450311

วางขุมกำลังกองทัพ เกมยาว ค้ำยัน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดทำโผโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปีกำลังเป็นที่จับตาจากสังคม ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ขีดเส้นว่าจะสามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ก่อนวันที่ 15 ก.ย.นี้

ความสำคัญของการจัดทำโผทหารรอบนี้อยู่ตรงที่เป็นการรองรับช่วงก้าวลงจากอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไล่มาตั้งแต่ช่วง 15 เดือนสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ต่อเนื่องมาจนถึงช่วง 5 ปี แรกของการเปลี่ยนผ่านที่มีกลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อำนวยความสะดวกให้อำนาจหลายกลไก

การจัดวางขุมกำลังในกองทัพส่งไม้ต่อให้กับมือไม้ที่ไว้ใจได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบ เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งสำคัญอย่าง ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ที่จะเกษียณอายุในเดือนก.ย.นี้

ตำแหน่งนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะด้วยหน้าที่ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยให้บ้านเมืองในช่วงเตรียมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นราวเดือน ธ.ค. 2560

การได้บุคคลที่จะมาเป็นมือไม้ทำงานร่วมกับรัฐบาล คสช. ในช่วงเวลานี้จึงจำเป็นต้องได้บุคลากรที่เข้าขา มองตาก็รู้ใจกับทาง คสช.เป็นอย่างดี

เวลานี้มีแคนดิเดตที่จะต้องชิงดำกัน 2 คน คือ บิ๊กเจี๊ยบ-พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. และบิ๊กแกละ-พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.

ก่อนหน้านี้ชื่อของบิ๊กแกละดูจะมาแรงเป็นพิเศษ ด้วยชื่อชั้นที่ พล.อ.พิสิทธิ์ ถือเป็นหนึ่งในนายทหารที่เติบโตมาจากสาย “บูรพาพยัคฆ์” ขยับขึ้นมาตามไลน์รับตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก แม่ทัพน้อยที่ 1 รอง เสธ.ทบ. จนมาจ่อขึ้นไลน์ 5 เสือ ทบ. ที่ตำแหน่ง เสธ.ทบ.

ด้วยแรงหนุนจากบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร ทำให้เชื่อว่าถูกวางตัวไว้สำหรับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ดังจะเห็นว่าหลังจากรัฐประหารเคยถูกวางตัวมารับตำแหน่งสำคัญอย่างผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป และยังมีบทบาทในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ดูแลความมั่นคง และงานด้านสามจังหวัดภาคใต้ที่มีความสำคัญในช่วงนี้

พร้อมวางตัวโยก พล.อ.เฉลิมชัย ไปนั่งเก้าอี้รอง ผบ.ทหารสูงสุด เพื่อเปิดทางบิ๊กเข้-พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นไลน์ 5 เสือ ที่ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ. จ่อคิวเป็น ผบ.ทบ.ต่อไป

แต่ล่าสุดชื่อบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย ดูจะมาแรงแซงทางโค้ง ด้วยแรงหนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เส้นทางของ พล.อ.เฉลิมชัย เติบโตมาในสายรบพิเศษ จากเสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษจนมาจ่อที่ ผช.ผบ.ทบ.

จุดที่ไม่อาจมองข้ามคือ พล.อ.เฉลิมชัย มีอายุราชการถึงเดือน ก.ย. 2561 หากได้เป็น ผบ.ทบ. จะนั่งยาว 2 ปี ที่ได้เปรียบ พล.อ.พิสิทธิ์ ที่จะเป็นได้แค่ปีเดียว

หากมองในมุมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560 นั้น ชื่อของ พล.อ.เฉลิมชัย ดูจะตอบโจทย์มากกว่า โดยเฉพาะความต่อเนื่องที่จะคุมตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนถึงหลังเลือกตั้ง อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันในแง่การสร้างความมั่นคงให้รัฐบาล คสช.ได้ระดับหนึ่ง

แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ว่าจะชี้ขาดเลือกใครระหว่าง พล.อ.พิสิทธิ์ และ พล.อ.เฉลิมชัย โดยมองหลายปัจจัยและช่างน้ำหนักหาจุดสมดุลที่สุด

มองข้ามช็อตต่อไปหลังจากนั้นเก้าอี้ ผบ.ทบ.น่าจะตกเป็นของบิ๊กเข้ พล.ท.เทพพงศ์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งใน “บูรพาพยัคฆ์” ที่แนบแน่นทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์

พล.อ.เทพพงศ์ เติบโตจากผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เสนาธิการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และเข้าสู่เส้นทางรองแม่ทัพภาคที่ 1  แม่ทัพน้อยที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

ส่องดูตำแหน่งที่คาดว่าจะขึ้นไลน์ 5 เสือ รอบนี้ เริ่มจากผู้ช่วย ผบ.ทบ. 2 ตำแหน่ง ทั้งบิ๊กเข้ พล.ท.เทพพงศ์ และ พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.)  ขณะที่ พล.ท.สสิน ทองภักดี รองเสนาธิการทหารบก จ่อขึ้นตำแหน่งเสนาธิการทหารบก

ถัดมาที่ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นตำแหน่งสำคัญในกองทัพบกที่ถูกจับตา เพราะถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่จะก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ต่อไป

เวลานี้มีคู่ชิงแคนดิเดต 2 คน ได้แก่ บิ๊กแดง-พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ที่ถือว่ามีผลงานโดดเด่น เคยได้รับความไว้วางใจให้มาควบคุมกองสลาก และบิ๊กตู่-พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 ที่ยังตัดสินใจได้ยากว่าผลสุด

ระยะหลัง พล.ต.กู้เกียรติ ดูจะมาแรงเป็นพิเศษด้วยผลงานที่เข้าตา พล.อ.ประวิตร แต่กระนั้นก็ไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง

ดังนั้น ตำแหน่งนี้จึงยังเป็นไปได้ทั้งสูตรให้ พล.ต.กู้เกียรติ ขึ้น แม่ทัพภาคหนึ่งและให้ พล.ท.อภิรัชต์ ขึ้นเป็น พล.อ. ไปเป็น รอง เสธ.ทหาร ที่กองทัพไทย หรืออีกสูตรให้ พล.ท.อภิรัชต์ ขึ้นแม่ทัพภาคหนึ่งและให้ พล.ต.กู้เกียรติ ขึ้น พล.ท. ในตำแหน่งแม่ทัพน้อยที่ 1

ทั้งหมดจึงต้องรอดูโผสุดท้ายที่จะออกมาว่าจะจัดวางกำลังกันอย่างไร โดยทั้งหมดเพื่อทำให้เกิดความเป็นเอกภาพไม่เกิดรอยร้าวที่จะสร้างแรงกระเพื่อมในอนาคต

รวมทั้งเป็นขุมกำลังสำคัญที่จะช่วยประคับประคองรัฐบาล คสช.ที่จะก้าวลงจากอำนาจเปิดให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 อันจะทำให้รัฐบาล คสช. อยู่ในสภาวะขาลอย จำเป็นต้องสร้างหลักประกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง

 

ครม.ผลงานแผ่ว ประยุทธ์แบกลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450066

ครม.ผลงานแผ่ว ประยุทธ์แบกลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบรอบ 2  ปี การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายเริ่มนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ตามโรดแมประยะสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เส้นทางนับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งอีกประมาณ 15 เดือน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่เต็มไปด้วยด่านหินที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะตราบเท่าที่รัฐบาลยังไม่อาจเร่งสร้างผลงานให้เข้าตาประชาชน

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาประชาชนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบเฉพาะตัว พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยบุคลิกภาพดุดันแข็งขัน ที่มาพร้อมกับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เป็นตัวช่วยฝ่าทางตัน ลดขั้นตอนและอุปสรรคปัญหาต่างๆ ทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วจนถูกใจหลายคน

แต่อีกด้านกลับมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการบริหารงานของรัฐบาลในหลายส่วนที่เป็นปัญหาล่าช้าไม่มีผลงานที่จับต้องได้แบบเป็นรูปธรรม ซึ่งส่งผลค่อยๆ กัดกร่อนความนิยมของรัฐบาลโดยรวม

ล่าสุดผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” เรื่อง “2 ปี ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” เกี่ยวกับความพึงพอใจของนายกรัฐมนตรีล่าสุด พบว่า ประชาชน 42.4% เห็นว่าทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก ส่วน45.2% เห็นว่าค่อนข้างดี มีเพียง 6.32% ที่เห็นว่าทำงานไม่ค่อยดี และ 3.52% เห็นว่าทำงานไม่ดีเลย

หากดูรายละเอียดจะพบว่า ประชาชน 85.84% เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีอุดมการณ์ความตั้งใจทำงานเพื่อชาติ 85.84% มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ  ขณะที่ 62.80% ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร และอีก 79.6% ระบุว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ปัญหาของประเทศ รวมทั้ง 72.8% ระบุว่ามีความโปร่งใสตรวจสอบได้

ทว่าในส่วนของรัฐมนตรีหลายกระทรวงยังไม่เป็นที่ปรับใจของประชาชน อันดับแรก 21.04%  ไม่ประทับใจ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 20.8% ไม่ประทับใจ วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง 20.72% ไม่ประทับใจ อภิศักดิ์  ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ถัดมาอันดับสี่ 20.56% เป็น พล.อ.สุรเชษฐ์  ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และอันดับห้า 20.48% เป็น อภิรดีตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนไม่ประทับใจผลงานในกระทรวงสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและการศึกษา

ดังนั้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับปรุงแก้ไขเร่งสร้างผลงานหรือทำความเข้าใจกับประชาชนว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง มีอุปสรรคปัญหาตรงไหน และในอนาคตกำลังจะทำอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศ ก็จะส่งผลเสียกระทบกับความเชื่อมั่นของ คสช.อย่างรุนแรง

ด้วยความเป็นธรรม รัฐบาล คสช.เข้ามาในช่วงสภาพบ้านเมืองไม่ปกติ ย่อมไม่อาจขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปกติ

ผสมกับความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติที่ไม่อาจร่วมไม้ร่วมมือกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ซึ่งพานกระทบไปถึงการค้า การลงทุน ความช่วยเหลือด้านต่างๆ จนฉุดให้ปัญหาหนักขึ้น

สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก หากจำได้ก่อนหน้านี้รัฐบาล คสช. เคยเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจยกแผง เปลี่ยนแม่ทัพจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่ามกลางความคาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน วิเคราะห์ว่า จากผลสำรวจรัฐมนตรีที่ติดอันดับโพลที่ประชาชนไม่ประทับใจจะเป็นรัฐมนตรีที่มาจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ รมว.เกษตรฯ ที่อยู่อันดับ 1 แสดงให้เห็นว่าเกษตรกร ชาวนา มีความลำบาก กระทรวงเกษตรฯ แทบจะไม่ได้ทำอะไรให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นหรือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี ด้าน รมว.คลังและ รมช.คลัง ไม่ได้ทำงานให้ประชาชนรู้สึกจับต้องได้ ส่วน รมว.พาณิชย์ และ รมช.พาณิชย์ คนแทบจำไม่ได้เลยชื่ออะไร ซึ่งน่าจะแย่กว่ากระทรวงการคลัง เพราะการส่งออกลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็ว ก่อนตบท้ายว่าไม่แน่ใจว่าผลโพลที่ออกมานี้ เพื่อต้องการจะปรับ ครม.หรือไม่

ปัจจัยนี้จึงเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องพิจารณาว่าจะปรับแก้ไขตรงจุดไหน เพราะต่อให้คนพออกพอใจการบริหารของนายกฯ แต่แขนขากลไกอื่นๆ ยังไม่อาจเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ย่อมฉุดให้ภาพรวมดูเสียหายได้ในที่สุด

เป็นเรื่องยากที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาแบกรับแรงเสียดทานแทนรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ ได้ทั้งหมด ส่วนจะใช้วิธีการปรับ ครม. หรือการขันนอตรายกระทรวงนั้น เพื่อเร่งสร้างผลงานเป็นสิ่งที่ คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีกับระยะเวลา 15 เดือนที่เหลือ ที่จะประคับประคองสถานการณ์ให้เดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ให้ได้

 

จับทางแก้ที่มานายกฯ วัดใจ-ขัดใจ ‘สนช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2559 เวลา 09:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/450065

จับทางแก้ที่มานายกฯ วัดใจ-ขัดใจ ‘สนช.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในเวลานี้ สำหรับการแก้ไขกระบวนการในการมาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามคำถามพ่วงที่ผ่านการประชามติ

คำถามพ่วงมีเนื้อหาระบุว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

ตามขั้นตอนจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งต้องให้เสร็จภายใน 30 วัน ก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป โดยเวลา 30 วันที่ว่านี้จะสิ้นสุดในช่วงต้นเดือน ก.ย. แต่ กรธ.ตั้งใจว่าจะดำเนินการให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนนี้

ทั้งนี้ หากประเมินทิศทางของ กรธ.เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะออกมา 3 แนวทางด้วยกัน

1.เลือกนายกฯ ตามระบบปกติ บทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สส. เป็นคนเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามบัญชีของพรรคการเมือง เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 251 คะแนนจาก สส.ทั้งหมด 500 คน และหากเกิดกรณีที่สภาเลือกนายกฯ ไม่ได้ จะให้ สส.เกินกึ่งหนึ่งเข้าชื่อต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน ขึ้นไปจากสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) ทั้งหมด 750 คน เพื่อให้สภาเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ต่อไป

ด้วยแนวทางดังกล่าวที่ กรธ.วางมาตั้งแต่ต้น จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ กรธ.จะยึดแนวทางนี้ด้วยการนำคำถามพ่วงมาปรับใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

โดยให้รัฐสภามีมติเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน ให้ความเห็นชอบบุคคลจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเป็นนายกฯ แต่ กรธ.ยังคงให้ สส.เท่านั้นที่เป็นฝ่ายเสนอชื่อให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบตามเดิม

แต่ถ้าเกิดกรณีที่รัฐสภาไม่เลือกนายกฯ จากคนในบัญชีพรรคการเมืองได้ ก็ให้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อให้ได้เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 376 คน เพื่อให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภา

การประชุมรัฐสภาในกรณีนี้ จะเป็นการปลดล็อกเพื่อให้เสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกฯ โดยการปลดล็อกตรงนี้ต้องได้เสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน

จากนั้นที่ประชุมรัฐสภาจะกลับมาประชุมกันอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ และใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งตามปกติ หรือ 376 เสียงจากสมาชิกรัฐสภา 750 คน เพื่อเห็นชอบบุคคลจากนอกหรือในบัญชีพรรคการเมืองให้เป็นนายกฯ แต่ในกรณีนี้ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ต่อประชุมรัฐสภา

การแก้ไขในแนวทางนี้ ย่อมหมายความว่า กรธ.มีความมุ่งหมายที่ต้องการให้นายกฯ มาจากบุคคลที่เป็นตัวแทนของประชาชนผ่านการให้ สส.เสนอชื่อ ประกอบกับที่ผ่านมาการเลือกนายกฯจะกระทำกันในที่ประชุมสภาเท่านั้น อีกทั้งการให้ สว.เสนอชื่อได้ย่อมกระทบต่อหลักการดังกล่าว เพราะ สว.ในระยะ 5 ปีแรกไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน แต่มาจากการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงจำเป็นต้องสงวนการเสนอชื่อนายกฯ ไว้ให้กับ สส.เท่านั้น

2.เลือกนายกฯ ตามระบบปกติแต่ สว.มีสิทธิเสนอชื่อ เป็นการเลือกนายกฯ ตามระบบปกติตามแนวทางที่ 1 แต่ กรธ.อาจให้ สส.เท่านั้นที่มีสิทธิเสนอชื่อจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองต่อที่ประชุมรัฐสภา ถ้าที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบเกินกว่ากึ่งหนึ่ง บุคคลนั้นจะได้รับการรับเลือกให้เป็นนายกฯ

ทว่าหากเกิดสถานการณ์ที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ ก็ให้สมาชิกรัฐสภาร่วมกันเข้าชื่อแบบแนวทางที่ 1 เพื่อให้รัฐสภาลงมติเปิดทางให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีพรรคการเมือง จากนั้นรัฐสภาจะประชุมเพื่อลงมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งเลือกนายกฯ จากคนนอกหรือคนในบัญชีพรรคการเมืองต่อไป โดยการเลือกนายกฯ รอบนี้ สว.สามารถเสนอชื่อต่อที่ประชุมรัฐสภาได้

3.เสียงข้างมากชนิดพิเศษเลือกนายกฯ แนวทางที่ 1 และ แนวทางที่ 2 เป็นการบัญญัติให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนในหรือคนนอกบัญชีพรรคการเมืองด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามปกติ คือ บุคคลที่จะได้เป็นนายกฯ นั้น ต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งจากที่ประชุมรัฐสภา 376 คน

อย่างไรก็ตาม ถ้า กรธ.เล็งเห็นว่าการที่ สว.เสนอชื่อนายกฯ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของการเลือก นายกฯ จากเดิมที่ให้เฉพาะ สส.เท่านั้นที่มีสิทธิเสนอชื่อ ย่อมอาจกำหนดให้การเลือกนายกฯ จากการเสนอชื่อของ สว.ต้องใช้ระบบเสียงเกินกึ่งหนึ่งแบบพิเศษ โดย กรธ.อาจนำแนวทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานเคยบัญญัติไว้มาปรับปรุง

กล่าวคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อาจารย์บวรศักดิ์ กำหนดให้การเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส.จะต้องได้รับความเห็นชอบที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 333 คนขึ้นไปจากสส.ทั้งหมด 500 คน

ในที่นี้หมายความว่าถ้า กรธ.เห็นด้วยกับแนวทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ กรธ.อาจบัญญัติในทำนองว่า ถ้ารัฐสภาจะให้บุคคลที่ สว.เสนอ ไม่ว่าจะในหรือนอกบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกฯ ที่ประชุมรัฐสภาจะต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน

แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ สส.เสนอ ไม่ว่าจะในหรือนอกบัญชีพรรคการเมือง รัฐสภาไม่จำเป็นต้องใช้มติเสียงข้างมากแบบพิเศษ เพียงแต่ใช้มติเกินกึ่งหนึ่งตามปกติหรือมากกว่า 375 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ

ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหลือจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของ กรธ. เพราะถ้า กรธ.ตัดสินใจแก้ไขโดยไม่ถูกใจ สนช.ย่อมอาจเกิดความกินแหนงแคลงใจ แต่หากตัดสินใจแก้ไขเนื้อหาที่สวนทางกับข้อเสนอของ สนช. ที่ต้องการให้สว.สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ย่อมอาจเกิดกระแสต่อต้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

 

บึ้มใต้7จังหวัด ยิ่งมั่ว คสช.ยิ่งเละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 13:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/449882

บึ้มใต้7จังหวัด ยิ่งมั่ว คสช.ยิ่งเละ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความสับสนคลุมเครือและสะเปะสะปะไร้ทิศทางของการติดตามตัวคนร้ายจากเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ กำลังจะทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ และบานปลายไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ปัญหาสำคัญเวลานี้อยู่ที่การออกมาให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่หลายครั้งในประเด็นสำคัญกลับพูดกันไปคนละทิศคนละทาง ที่นอกจากสร้างความสับสนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนและปัญหาในการปฏิบัติงาน

เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ออกมาระบุถึงการจับกุมตัว ศักรินทร์ คฤหัสถ์ ได้อย่างรวดเร็วตามหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่กลายเป็นผู้ต้องหาผู้ที่ก่อเหตุลอบวางเพลิงห้างสรรพสินค้าโลตัส จ.นครศรีธรรมราช

“การจะออกหมายจับเพิ่มก็ต้องดูที่พยานหลักฐาน หากถึงใครก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับ แต่ก่อนถึงกระบวนการออกหมายจับ ก็มีการเชิญตัวมาสอบปากคำ ที่ผ่านมาทุกคนที่ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน”

แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร เมื่อต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปขอเพิกถอนหมายจับ ศักรินทร์ กับศาลอาญาจังหวัดนครศรีธรรมราชในข้อหาเดิมคือวางเพลิง

พร้อมสั่งให้ไปรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อนุญาตไว้ในครอบครอง ก่อนขอหมายจับกับศาลมณฑลทหารบกที่ 41 ต่อไป

ไม่กี่วันถัดมาเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงได้ควบคุมตัวผู้ที่เชื่อมโยงขบวนการก่อความไม่สงบใน 7 จังหวัดภาคใต้ ทั้งหมด 17 คน โดยนำตัวไปควบคุมที่ มทบ.11 แยกเป็นชาย 13 คนและหญิง 4 คน ซึ่ง 6 ใน 17 คน เป็นแกนนำสำคัญ ทำหน้าที่ประสานงานและเคลื่อนไหว

รายงานข่าวออกมาว่า กลุ่มคน 17 คนนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มที่เป็นผู้ว่าจ้างหรือหัวหน้าขบวนการที่ตอนนี้แนวทางสืบสวนพบว่า เป็นกลุ่มนักการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับกลุ่มที่ลงมือประกอบระเบิดและวางระเบิดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้

ทว่า วันรุ่งขึ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาปฏิเสธว่า การควบคุมตัวทั้ง 17 คนไม่เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการจับกุมใกล้เคียงกับการหาเบาะแสผู้ก่อเหตุหลายจังหวัดภาคใต้นั้น ไม่ใช่การเพ่งเล็งเฉพาะช่วงนี้เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามมาโดยตลอด

ยังไม่รวมกับการรีบตั้งเป้าในช่วงแรกว่า คดีนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการเมือง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อมโยงไปถึงผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนส่วนใหญ่ออกมาลงมติให้ความเห็นชอบ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มองประเด็นการก่อเหตุว่า เกี่ยวข้องกับการลงประชามติตั้งแต่แรกโดยเป็นการตั้งสมมติฐานอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

“ตอนนี้ยังไม่ตัดประเด็นอื่นออก ในการสืบสวนตั้งไว้หลายประเด็น แต่ประเด็นประชามติเป็นประเด็นที่เราให้น้ำหนักมาตั้งแต่แรก พร้อมวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเทียบเคียงกับคดีระเบิดในกรณีอื่นๆ รวมทั้งเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

แตกต่างกับทาง พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ที่ประเมินในช่วงแรกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และไม่ใช่เรื่องการก่อการร้ายสากล

ก่อนจะให้น้ำหนักไปยังประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่ หรือความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็เป็นได้

สุดท้ายนอกจากจะสับสนในเชิงข้อมูล ความหละหลวมในการตั้งข้อหา ความสะเปะสะปะในการดำเนินการของแต่ละส่วน ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ลดลงไป

ยังไม่ต้องไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอดีตเรื่อยมาตั้งแต่ระเบิดกลางกรุงลูกแรกที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า

เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นต่อๆ มายิ่งทำให้เห็นจุดอ่อนของการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ปัญหาเรื่องหน่วยข่าว จนไม่อาจการันตีได้ว่าความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งที่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและกลไกต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้มากกว่ายุคปกติ แต่ยังปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่อุกอาจและมีการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อก่อเหตุพร้อมกันใน 7 จังหวัด

ทิศทางการทำงานที่ยังสับสนเวลานี้ จึงมีแต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นใน คสช.อย่างรุนแรง จนยากจะฝากความหวังได้

 

แม่น้ำสองสายไหลเชี่ยว กดดันถล่ม ‘กรธ.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/449371

แม่น้ำสองสายไหลเชี่ยว กดดันถล่ม 'กรธ.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เพิ่งผ่านพ้นประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงมาสดๆ ร้อนๆ แทนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำเนื้อหาของคำถามพ่วงแบบสบายๆ แต่กลับต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

สถานการณ์ที่ว่านั้น คือ แรงกดดันจากแม่น้ำสองสาย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ การเสนอประเด็นคำถามประชามติเพิ่มเติมนั้นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ สปท.เป็นผู้ริเริ่ม จากนั้นส่งให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ และถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ จะเป็นหน้าที่ของ กรธ.ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขดังกล่าวสอดคล้องกับผลประชามติหรือไม่ต่อไป

เมื่อ สปท.และ สนช.เป็นฝ่ายกำหนดคำถาม จึงกลายเป็นแรงกดดันที่ กรธ.ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าอำนาจเด็ดขาดในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นของ กรธ.ก็ตาม

วันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท.ในฐานะผู้เสนอคำถามพ่วง ระบุว่า “เมื่อ สว.มีสิทธิร่วมกันโหวต ก็มีสิทธิที่จะร่วมกันเสนอนายกฯ คนในหรือเป็นคนนอก ก็ได้ทั้งนั้นในระหว่าง 5 ปีนี้”

ขณะที่ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ยอมรับว่า “มี สนช.บางรายเสนอให้ สว.มีส่วนในการเสนอชื่อบุคคลที่เป็นนายกฯ ได้ตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันมี สนช.บางกลุ่มได้ไปชี้แจงก่อนลงประชามติว่าให้ สว.มีส่วนเสนอชื่อ นายกฯ ด้วย”

สถานการณ์ตอนนี้กลายเป็นว่าได้ตีความคำถามพ่วงในเชิงหลักการว่า “ในเมื่อ สว.ร่วมเลือกนายกฯ ได้ ก็ต้องสามารถเสนอชื่อได้เช่นกัน”

ข้อเสนอของ สนช.และ สปท. ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นความเจตนาดี เพราะหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น อย่างกรณีที่บุคคลในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองที่เสนอให้รัฐสภาเลือกเป็นนายกฯ เกิดมีอันเป็นไปทั้งหมด ย่อมทำให้รัฐสภาไม่สามารถเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ และจะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนั้นด้วย จึงเป็นเหตุให้ สนช.และ สปท.เห็นตรงกันว่าควรให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้ เพื่อให้ประเทศมีนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารและไม่ให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดสุญญากาศ

อย่างไรก็ตาม ในมุมของ กรธ.เองครุ่นคิดอยู่ไม่น้อยว่าการแก้ไขเพิ่มคำถามพ่วงเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นเสมือนหนึ่งการขยายอำนาจ สว.จะสอดคล้องกับผลประชามติหรือไม่

ที่สำคัญ กรธ.ยังมองไม่ออกว่าจะเอาอะไรมายึดถือว่าเป็นเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง เพราะในคำถามพ่วงที่ส่งให้ประชาชนลงประชามตินั้นไม่ได้ระบุถึงการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อแต่อย่างใด

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”  เนื้อหาของคำถามพ่วง

ถ้ามองตามตัวอักษรแล้วจะเห็นว่าระบุแค่อำนาจหน้าที่ของ สว.เกี่ยวกับกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯ เฉพาะแค่การให้ร่วมกับ สส.เพื่อเลือกนายกฯ โดยไม่ได้บัญญัติรายละเอียดว่าหากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ขึ้นมา จะให้ สว.นั่งอยู่เฉยๆ หรือไปร่วมหอลงโรงกับ สส.เพื่อเสนอชื่อนายกฯ

หากจะประเมินว่าที่สุดแล้ว กรธ.จะเลือกแนวทางไหน แน่นอนว่า กรธ.ย่อมยึดตามตัวอักษรเป็นหลัก

หมายความว่า สส.จะเป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ เท่านั้น เพราะเป็นหลักการที่ กรธ.วางไว้ในร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก แม้ในร่างรัฐธรรมนูญทาง กรธ.จะเปิดทาง สว.ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเพียงให้ร่วมลงมติเพื่อเปิดทางให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถึง กรธ.จะมีสิทธิขาดแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ แต่ในทางการเมืองแล้วกลับไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง

ต้องไม่ลืมว่าในระยะยาว “กรธ.-สนช.-สปท.” ยังต้องทำงานร่วมกันในระยะเปลี่ยนผ่านหลังจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

กรธ.มีหน้าที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ซึ่งต้องส่งให้ สนช.ให้ความเห็นชอบ ไม่ต่างอะไรกับ สปท.มีหน้าที่ต้องทำกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ แม้ กรธ.จะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็คงต้องอาศัยแรงผลักดันจาก สปท.อยู่ไม่น้อยเพื่อให้เจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรูปธรรม

หาก กรธ.หักหาญน้ำใจของ สปท.และ สนช. ย่อมเกิดความกินแหนงแคลงใจ แต่ครั้นจะสนองข้อเสนอของทั้งสองสภา ย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเหมือนกัน เพราะวุฒิสภาไม่ได้มีสถานะเป็นตัวแทนประชาชนเทียบเท่ากับ สส.

ดังนั้น ไม่ว่า กรธ.จะเลือกทางไหนย่อมหนีไม่พ้นปัญหาไปได้ จึงเป็นสถานการณ์ที่พิสูจน์ความสามารถของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.อีกครั้งว่าจะใช้ลีลาทางกฎหมายเพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจได้อย่างไร และพา กรธ.รอดจากแม่น้ำสองสายที่ไหลเชี่ยวอยู่ในเวลานี้