“บึ้มใต้” ส่อขยายวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 13:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/449246

"บึ้มใต้" ส่อขยายวง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คืบหน้าไปกว่า 70% กับการสืบสวนสอบสวนคดีเหตุระเบิดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 10-12 ส.ค. ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ระบุว่า ทีมสืบสวนสามารถต่อจิ๊กซอว์และเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยจะรีบเร่งเกินไปไม่ได้ต้องทำโดยความรอบคอบ

สวนทางกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะทั้งในแง่ความคืบหน้าที่ยังไปไม่ถึงไหน และยังหละหลวมในหลายจุด ล่าสุดกับการควบคุมตัว ศักรินทร์ คฤหัสถ์โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44

แต่ต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปขอเพิกถอนหมายจับ ศักรินทร์ กับศาลอาญาจังหวัดนครศรีธรรมราชในข้อหาเดิมคือวางเพลิงฯ และให้ไปรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อนุญาตไว้ในครอบครอง ก่อนขอหมายจับกับศาลมลฑลทหารบกที่ 41 ต่อไป

ตอกย้ำความกังวลที่ห่วงว่าสุดท้ายคดีนี้จะได้รับการคลี่คลายหรือสืบสาวหาตัวผู้กระทำผิด และผู้อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นคดีที่เงียบหายไปในที่สุด

หากจำได้คดีบึ้มป่วนเมืองหลายครั้งก่อนหน้านี้ ไล่มาตั้งแต่ระเบิดกลางกรุงที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่อาจจับมือใครดม และต่อมายังเกิดเหตุระเบิดอีกหลายจุด

บรรยากาศที่สงบไปได้พักใหญ่เป็นเพียงแค่การตรวจสอบควบคุมที่เข้มงวดแบบชั่วครู่ชั่วคราว แต่เมื่อไม่อาจสืบสาวหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี หรือสืบสาวไปถึงตัวผู้อยู่เบื้องหลัง ย่อมไม่อาจสกัดเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เอาเข้าจริงจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนถึงวันนี้หลายเรื่องก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไหน ที่ยิ่งทำให้การป้องกันเหตุในอนาคตเป็นเรื่องที่ยังมืดบอด

สาเหตุสำคัญที่ถูกมองว่าทำให้การสืบสาวหาที่มาที่ไปของเหตุรุนแรงไปไม่ถึงไหน เพราะยังติดหล่มอยู่กับการออกมาส่งสัญญาณของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะกับการรีบออกมาชี้นำว่าเป็นเรื่องการเมือง พลอยทำให้ทิศทางการสืบสวนไม่อาจออกนอกแนวที่กำหนด จนหลายครั้งก็ไปไม่ถึงไหน

ครั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังมองประเด็นการก่อเหตุว่าเกี่ยวข้องกับการลงประชามติตั้งแต่แรกและยังไม่เปลี่ยน ซึ่งย้ำว่าความคิดเป็นการตั้งสมมติฐานอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

“ตอนนี้ยังไม่ตัดประเด็นอื่นออก ในการสืบสวนตั้งไว้หลายประเด็น แต่ประเด็นประชามติเป็นประเด็นที่เราให้น้ำหนักมาตั้งแต่แรก พร้อมวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเทียบเคียงกับคดีระเบิดในกรณีอื่นๆ รวมทั้งเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

ฝั่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เร่งรัดให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยเร็ว เบื้องต้นได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเป็นชาย 1 ราย ที่มีหลักฐานชัดว่าก่อเหตุวางระเบิดในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่สำคัญเมื่อนำไปตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอพบว่าตรงกับผู้ต้องหาที่เคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ตั้งแต่ พ.ศ. 2547

นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาคดีเผาห้างเทสโก้ โลตัส นครศรีธรรมราชอีก 2 ราย เบื้องต้นคาดว่ายังกบดานอยู่ในประเทศไทย

ปัญหาอยู่ที่ระหว่างทุกอย่างยังคลุมเครือ การพุ่งเป้าไปให้น้ำหนักกับการเมือง นอกจากจะทำให้ทิศทางการสืบสวนไม่เป็นอิสระแล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการสืบสวนที่กำลังเดินหน้า

ต้องยอมรับว่าการพุ่งเป้าไปที่ประเด็นการเมืองทำให้ลดแรงเสียดทานไปได้ไม่น้อย เพราะจะทำให้สามารถตัดประเด็นเรื่องก่อการร้าย หรือประเด็นความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลุกลามขยายวงขึ้นมาถึงพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

แต่อีกด้านการรีบตั้งธงอาจทำลายความเชื่อมั่นต่อทิศทางการสืบสวนที่กำลังเดินหน้าไป โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่ออกมาไม่ตรงกับสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้

หากจำได้ก่อนหน้านี้เหตุระเบิดที่ศาลพระพรหมในช่วงแรกก็เคยถูกโยนให้เป็นเรื่องของการเมืองเชื่อมโยงไปถึงคดีก่อนๆ จนต่อมาน้ำหนักถูกเทมายังการตอบโต้ที่ทางการไทยส่งอุยกูร์กลับประเทศจีน

แต่ปัญหาที่หนักที่สุดจากเหตุระเบิดหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ก็คือ เมื่อสุดท้ายทุกอย่างก็ยังคลุมเครือโดยไม่อาจหาข้อสรุปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกลุ่มใดๆ รวมทั้งไม่อาจสืบหาตัวคนผิดมาดำเนินดดี

นอกจากบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว อีกด้านยังไม่อาจนิ่งนอนใจว่าจะสามารถหาทางป้องกันเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ตราบใดเหตุรุนแรงที่ผ่านมายังไม่ได้รับการสะสางโดยเฉพาะกับงานด้านการข่าวที่มีปัญหาต่อเนื่อง แม้แต่ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ต้องปรับปรุงการข่าว

ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจสกัดวงจรความรุนแรงที่มีแนวโน้มจะขยายวงต่อไปเรื่อยๆ

 

จับบึ้มใต้ ท้าทายอนาคตคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 19:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/448745

จับบึ้มใต้ ท้าทายอนาคตคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อานุภาพของเหตุระเบิดและไฟไหม้ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 11-12 ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง อีกด้านหนึ่งยังสั่นคลอนเสถียรภาพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมืออย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

นี่จึงถือเป็น “เดิมพัน” ครั้งสำคัญของ คสช.ว่าจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของตัวเองด้วยการติดตามตัวกลุ่มป่วนที่ออกมาก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้มาดำเนินคดีได้หรือไม่

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาหนึ่งในผลงานที่ คสช.สร้าง “คะแนนนิยม” ได้ไม่น้อย คือ การสกัดเหตุป่วนต่างๆ ทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขได้พักใหญ่หลังจากเกิดเหตุป่วนเป็นระยะช่วงหลังรัฐประหาร

ที่สำคัญ “จุดแข็ง” ตรงนี้ ทำให้ คสช.ได้รับการสนับสนุนและไว้ใจให้ทำหน้าที่บริหารงานตามโรดแมปได้ระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายเมื่อจุดแข็งดังกล่าว
กลายเป็นจุดอ่อนปัญหาจึงมีแนวโน้มที่จะย้อนกลับมายัง คสช.อย่างรุนแรง

เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ คสช. กลไกการสั่งการ ทั้งหน่วยข่าว หน่วยงานด้านความมั่นคง รวมไปถึงกฎระเบียบพิเศษที่ออกมาช่วยอำนวยความสะดวกในการ ติดตาม ตรวจค้น จับกุม เป็นไปได้สะดวกขึ้นกว่าปกติ

แต่สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์อุกอาจที่ก่อเหตุในเวลาไล่เลี่ยเสมือนมีการเตรียมการล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี แต่ทาง คสช.กลับไม่พบไม่เห็นข้อมูล ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นได้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของ คสช.อย่างรุนแรง

การแก้ไขสถานการณ์ติดตามตัวหาผู้กระทำผิด ตลอดจนหาทางสกัดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำจึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ คสช.ต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นต้องลดน้อยลงไปกว่าเดิม

อีกทั้งจะต้องทำให้กระบวนการติดตามตัวคนก่อเหตุ รวมทั้งสืบสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใสไม่มีการจับแพะ
หรือพุ่งเป้าไปที่บางกลุ่มบางฝ่ายโดยปราศจากหลักฐานเชื่อมโยง จนเกิดความเคลือบแคลงในสังคม อันจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้ย่ำแย่ลงไป

ความคืบหน้าล่าสุด หลังประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ติดตามความคืบหน้าไปยัง 7 จังหวัด  พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร. ยืนยันว่า ตำรวจสามารถควบคุมตัว ศักรินทร์ คฤหัสถ์ ชาวเชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์

เบื้องต้นพบหลักฐานเป็นภาพวงจรปิดของห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ว่า ศักรินทร์ถือถุงพลาสติกเข้าไปในห้าง จำนวน 2 ถุง แต่ถือถุงพลาสติกกลับออกมาเพียง 1 ถุง ซึ่งตำรวจเชื่อว่าพยานหลักฐานที่มีนั้น สามารถเอาผิดกับผู้ต้องหาได้อย่างแน่นอน

แต่ต่อมากลับมีการระบุว่า ศักรินทร์ยังไม่ถือเป็น “ผู้ต้องหา” หรือแม้แต่ “ผู้ต้องสงสัย” และไม่ได้เป็นการจับกุม เพียงแต่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจ ม.44 ไปเชิญตัวมาเพื่อสอบปากคำในฐานะเป็นผู้หนึ่งที่ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดเท่านั้น ไม่ได้เสนอขอออกหมายจับ

ยิ่งยืนยันความเคลือบแคลงของสังคมที่ตั้งข้อสังเกตถึงการคุมตัวศักรินทร์ว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจริงหรือไม่ ยังไม่รวมถึงกระแสที่มีความพยายามโยงไปถึงขั้วอำนาจเก่าว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะปรากฏการณ์อุกอาจที่เกิดขึ้นในช่วงหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ไม่ถึงสัปดาห์นั้น อาจเป็นการสะท้อนความไม่พอใจที่เกิดขึ้นหลังสงบมานาน

ทว่า วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “หมดปัญญาก็หาเรื่องทักษิณ” โดยระบุว่า “หลังได้ทราบข่าวระเบิดที่ภาคใต้ก็เดาได้เลยว่าจะต้องมีการโทษ นายทักษิณ ชินวัตร เพราะเป็นวิธีง่ายที่สุด มีการใช้นายทักษิณและพวกตนเป็นเหยื่อเพื่อหวังผลทางการเมือง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นคนที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย”

ขณะที่อีกด้านหนึ่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจเป็นแผนสร้างความวุ่นวายให้ คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อดูแลรักษาความสงบในสังคม เกินกรอบโรดแมปที่กำหนดไว้ ไม่ต่างจากการวิเคราะห์ของบางฝ่ายที่เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นแรงกระเพื่อมภายในกองทัพ เชื่อมโยงกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกองทัพ

สุดท้าย พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ต้องออกมาปฏิเสธว่า ทหารไม่มีทางทำร้ายประชาชน รวมถึง ที่พาดพิงว่าเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ก็เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทาง คสช.ต้องรีบทำ ความจริงให้ปรากฏและนำข้อมูลข้อเท็จจริงออกมาชี้แจงกับสังคม อย่าปล่อยให้เกิดความคลุมเครือ เพื่อไม่ให้สถานการณ์รุนแรงบานปลายกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้เส้นทางตามโรดแมปของ คสช.เต็มไปด้วยความยากลำบาก

 

ถอดรหัสป่วน หลากปมท้าทายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2559 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/448322

ถอดรหัสป่วน หลากปมท้าทายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุระเบิดและเพลิงไหม้ในย่านเศรษฐกิจและสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ตรัง กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหารให้น้ำหนักไปในทางเดียวกัน คือ กลุ่มการเมืองเป็นผู้ลงมือ เพราะต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะไม่พอใจผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเหตุระเบิดดังกล่าวแท้จริงเกิดจากสาเหตุใด

ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยผลการประชุมฝ่ายความมั่นคง ว่า เหตุระเบิดหลายจุดที่เกิดขึ้นเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ แม้เบื้องต้นจะพบลักษณะการก่อเหตุที่มีความคล้ายคลึงกับการก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็ตาม ทั้งนี้ต้องรอการตรวจพิสูจน์หลักฐานให้แน่ชัด และ พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าพื้นที่และให้ตั้งกองบัญชาการเหตุการณ์

ปณิธาน กล่าวยอมรับว่า มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มหลายกลุ่มตั้งแต่ก่อนวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทราบชื่อและตัวบุคคลทั้งหมด แต่ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวอาจเคลื่อนไหวเพียงเพื่อล่อเป้าให้เกิดความสับสนของเจ้าหน้าที่ และอาจใช้แนวร่วมกลุ่มเก่าเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนปมทางการเมืองก็ยังไม่ตัดทิ้ง เพราะหน่วยงานด้านความมั่นคงสั่งการให้เข้มงวดเหตุความไม่สงบตั้งแต่ก่อนและหลังวันที่ 7 ส.ค.แล้ว แต่หลังวันที่ 7 ส.ค. อาจมีความเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

“พล.อ.ประวิตรได้สั่งให้เจ้าหน้าที่รายงานสถานการณ์ เหตุการณ์เข้ามาเป็นระยะๆ รวมถึงหากมีเหตุการณ์ที่เหลือก็ให้รายงานเข้ามาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราได้เตรียมการไว้อยู่แล้ว เพราะต่างประเทศได้แจ้งเรามาก่อนแล้ว โดยเราได้เฝ้าจับตาดูกลุ่มที่เคยก่อเหตุเดิมๆ อยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นทีมหรือกลุ่มใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นคนจากภายในประเทศ ไม่ใช่นอกประเทศ” ปณิธาน กล่าว

 

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดที่เกิดขึ้นวิเคราะห์ยากมากว่าเกิดจากสาเหตุใด ทั้งประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับผลประชามติ ความเชื่อมโยงกับความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือเป็นฝีมือของทั้งสองกลุ่มข้างต้นร่วมกันกระทำ ดังนั้นต้องรอผลการพิสูจน์พยานหลักฐาน โดยเฉพาะการแกะรอยจากซิมโทรศัพท์มือถือที่ใช้จุดระเบิดที่จะสามารถสาวไปถึงผู้กระทำหรือผู้บงการอยู่เบื้องหลังได้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจุดเกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และในจังหวัดเหล่านี้ผลการนับคะแนนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่มีนัยใดๆ ด้วยซ้ำไป จึงไม่อาจฟันธงได้ว่าจะเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะคาดการณ์ได้ คือการกระทำในครั้งนี้ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต้องการแสดงพลัง และประกาศตัวตนว่าไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวย้ำมาตลอดว่า ปัจจัยในการเลื่อนการเลือกตั้งคือ หากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ซึ่งทุกกลุ่มการเมือง ทั้งกลุ่มรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต้องการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นต้องตั้งคำถามว่ากลุ่มใดที่ไม่ต้องการการเลือกตั้ง เพราะทุกกลุ่มการเมืองอยากเลือกตั้งทั้งสิ้น

 

ตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โยนหินเช็กเรตติ้ง ‘ประยุทธ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/448202

ตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โยนหินเช็กเรตติ้ง 'ประยุทธ์'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่อาจมองเป็นอย่างอื่น เมื่อ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รีบออกมาจุดประเด็นเตรียมตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” ด้วยเจตนารมณ์เพื่อปฏิรูปพรรคการเมืองและนักการเมือง ปฏิรูปพระพุทธศาสนา และตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ที่สำคัญยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพรรคนี้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

นี่จึงถือเป็นการ “โยนหินถามทาง” หยั่งกระแสสังคมว่าพร้อมที่จะยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ โดยหยิบยกเอาผลประชามติรัฐธรรมนูญออกมาแบบสูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อประชาชนกว่า 16.8 ล้านคน หรือ 61.35% ลงมติเห็นชอบ ทิ้งห่างเสียงไม่เห็นชอบ 10.6 ล้านคน หรือ 38.65%

อีกทั้งในประเด็นคำถามพ่วงที่เปิดให้ สว.มีอำนาจเข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ประชาชน กว่า 15 ล้านคน หรือ 58.07% เห็นด้วยกับเรื่องนี้ มีเพียงแค่ประมาณ 11 ล้านเสียง หรือ 41.93% ที่ไม่เห็นด้วย

สัญญาณที่ปรากฏถูกหยิบมาตีความประชาชนกว่า 61% พร้อมใจกันส่งสัญญาณไม่เอานักการเมืองหรือการเมืองระบบเก่าที่วนอยู่กับปัญหา จึงพร้อมใจกันแสดงออกด้วยการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ถือเป็นฉบับปราบโกงที่มีกระบวนการคัดกรองนักการเมืองที่เข้มงวดและวางกลไกตรวจสอบการทำงานอย่างระบบ

ดังจะเห็นว่าฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ และ กทม. ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองใหญ่ กลับลงมติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ สวนทางกับเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ยิ่งกว่านั้นในส่วนของคำถามพ่วงซึ่งคะแนนเสียงออกมา ประชาชน 58% ที่เห็นชอบนั้น ถูกตีความว่าเป็นการเห็นชอบกับการเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกฯ ด้วยแรงสนับสนุนจากทั้ง สส. และ สว.

โดยเฉพาะกับ สว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลที่มาจากการสรรหา ผ่านคณะกรรมการสรรหาที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้กำหนดยิ่งทำให้เห็นเส้นทางว่าที่นายกรัฐมนตรีชัดเจนมากขึ้น

สอดรับกับที่ ไพบูลย์ ระบุว่า “คำถามพ่วงที่ประชาชนโหวตเห็นชอบกว่า 10 ล้านเสียง คงมีอุดมการณ์เดียวกับที่ตนเคยเสนอคือ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ เพราะถ้าไม่เห็นชอบก็คงไม่โหวตคำถามพ่วงให้ผ่านมากขนาดนี้ ดังนั้นเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากยังให้ความเห็นชอบ คสช. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อยู่”

แม้ว่าในความเป็นจริงเส้นทางที่วางไว้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับการจัดตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” ให้เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอนาคต

หากย้อนไปดูสถิติเมื่อการลงประชามติปี 2550 ที่ประชาชนเกินครึ่งลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่พรรคพลังประชาชนขณะนั้นก็ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากนั้น 3 เดือน พรรคพลังประชาชนก็ชนะได้เสียงท่วมท้น 233 เสียงจาก 480 เสียง ชนะการเลือกตั้ง สะท้อนว่าคะแนน “ประชามติ” กับ “เลือกตั้ง” อาจไม่ได้ไปทางเดียวกันแบบเหมารวมได้

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ “พรรคการเมืองใหม่” ที่เปลี่ยนรูปแบบจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยมี สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจมีบทบาททางการเมืองอย่างที่ตั้งใจ ไม่แม้แต่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

สะท้อนปรากฏการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน เมื่อครั้งนั้นแกนนำพันธมิตรฯ หลายคนยังคิดว่าเสียงสนับสนุนที่ออกมาร่วมชุมนุมจะเหนียวแน่นถึงขั้นหันมาสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ตามไปด้วย

สะท้อนให้เห็นว่าฐานเสียงทางการเมืองของพรรคการเมืองก็ยังมีความสำคัญต่อระบบการเลือกตั้ง ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้พรรคการเมืองใหม่เกิดได้ยาก

ยิ่งหากสุดท้ายผลการเลือกตั้งในอนาคตออกมามีพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเกินครึ่งหรือเกือบถึงครึ่ง ย่อมทำให้โอกาสที่จะเกิดปัญหาที่เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้จนต้องนำไปสู่เงื่อนไขเปิดให้ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของ สส.ของดเว้นกติกาเปิดให้ สว.เข้ามามีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรีได้เป็นไปได้ยาก

การจุดประเด็นรวบรวมพลพรรคร่วมก่อตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” จึงอาจไม่ได้หวังไปไกลถึงการมุ่งหวังหาที่นั่งในสภาเพื่อเดินหน้าการปฏิรูปการเมืองอย่างที่ประกาศ

แต่อาจเป็นเพียงแค่การหยั่งเสียงฟังกระแสจากสังคมว่ารับได้หรือไม่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านกลไกใช้เสียง สส. สว. ในกรณีที่ สส.ไม่อาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในรอบแรก

ยิ่งหากเสียงสะท้อนออกมาประชาชนไม่ได้คัดค้านหรือตั้งแง่กับการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะถูกถล่มว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. จากนั้นก็อาจค่อยตัดสินใจทางการเมืองในอนาคตก็ยังไม่สาย

 

กางปฎิทินดูโรดแมปคสช.พาประเทศสู่การเลือกตั้งปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/448140

กางปฎิทินดูโรดแมปคสช.พาประเทศสู่การเลือกตั้งปี60

“วิษณุ เครืองงาม” กางปฎิทินแจงโดรแมปหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งปลายปี60

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย (11ส.ค.59) เกี่ยวกับโรดแมปจากนี้ไป  ครม. คสช. กรธ. สนช.สปท.ต้องทำอะไรบ้าง -ปฏิรูปอะไร เลือกตั้งเมื่อไหร่ -รัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่-คสช.สิ้นสุดเมื่อไหร่ และมีเหตุปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้เลือกตั้งเร็วกว่าพ.ย.60  โดยมีการแจกแจงวันเดือนปีไว้อย่างน่าสนใจ  สรุปได้ดังนี้

1.ได้มีการนับหนึ่งตั้งแต่วันที่กกต.แถลงผลประชามติอย่างเป็นทางการ เป็นวันแรกที่กรธ.ต้องไปบรรจุคำถามพ่วง เขียนคำปรารภ บทเฉพาะกาล30วัน ก็จะตกวันที่10ส.ค.-11 ก.ย.

2.ส่งศาลรธน.ตรวจสอบสองส่วนของคำปรารภ คำถามพ่วงที่บรรจุในร่างรธน.เป็นเวลา30วัน  เท่ากับจะเสร็จสิ้นในวันที่ 10ต.ค.

3.นำเสนอนายกฯนำร่างรธน.ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ซึ่งขั้นตอนนี้ การโปรดเกล้าฯลงมาเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย จึงไปกำหนดอะไรไม่ได้ เพียงแต่คาดการณ์จะได้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ทันที ประมาณ พ.ย.59

ผลกระทบที่จะตามมาหลังรธน.ฉบับถาวรมีผลบังคับใช้

1.รธน.ฉบับชั่วคราวสิ้นสุดลง เกิดรธน.ใหม่ 279 มาตรา
2.ครม.จะพ้น เมื่อไหร่ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งได้ ครม.ใหม่โดยสมบูรณ์เมื่อมีการถวายสัตย์ฯ ครม.เก่ามีอันสิ้นสุด
3.คสช.อยู่ต่อไปจนกว่า ครม.ใหม่ถวายสัตย์ฯ ประมาณปี2561
4.เมื่อรธน.ใหม่ประกาศใช้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)เริ่มลงมือทำกม.ปฏิรูปประเทศ  120 วัน (ม.ค.-เม.ย.60)
5.สนช.ยังคงทำหน้าที่แต่เมื่อมีสว.ใหม่ สนช.มีอันต้องสิ้นสุด ทั้งนี้สนช.อยู่ต่อไปใกล้เลือกตั้ง ต.ค.-พ.ย.ปี60
6.กรธ.ยกร่างกม.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ใช้เวลา 8 เดือน แต่ใน 4 ฉบับที่เกี่ยวกับกม.เลือกตั้ง กรธ.ต้องทำให้เสร็จ 4 เดือน บวกกับนำเสนอให้สนช.พิจารณา 2 เดือน เมื่อกม.ลูก4ฉบับเสร็จ ประกาศใช้ ก็จัดเลือกตั้งได้ภายใน 150 วัน

“ระหว่างนี้ นายกฯได้แจ้งที่ประชุมครม.ให้มีการตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย เลขาคร. เลขาธิการนายกฯ เลขากฤษฎีกา ว่ามีอะไรที่จะทำตามรธน.ใหม่ เช่น การปฎิรูปการศึกษา การปฏิรูปตำรวจให้แล้วเสร็จภายใน1ปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง ซึ่งคสช.ยังคงใช้อำนาจตามมาตรา44 และใกล้เลือกตั้ง คสช.จะต้องสรรหาสว. โดยมีการตั้งกก.12คน เสนอชื่อให้คสช.เห็นชอบ”

ทั้งนี้ยืนยันว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี2560  ส่วนที่มีการคาดว่าสามารถทำให้การเลือกตั้งเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งความจริงสามารถทำได้แต่ทั้งนี้ทั้งนี้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยดังนี้
1 .อยู่ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่ากรธ. สนช. ฯลฯ ซึ่งในส่วนนี้ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมดอย่างไรก็ดีเราก็มีความพยายามให้การยกร่างกม.ลูกทำให้เสร็จโดยเร็ว
2. การกำหนดเลือกตั้ง ภายใน150 วัน ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมพรรคการเมืองต่างๆด้วย  ต้องคำนึงถึงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม อีกทั้ง กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง
3.ขึ้นอยู่กับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ถ้าสามารถเป็นไปตาม 3ปัจจัย นี้สามารถจัดเลือกตั้งได้เร็วขึ้น

 

จับตากรธ.ปรับที่มานายกฯ โรยกลีบกุหลาบให้คนนอก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447951

จับตากรธ.ปรับที่มานายกฯ โรยกลีบกุหลาบให้คนนอก?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีคำถามต่างๆ ตามมามากมาย เพราะร่างรัฐธรรมนูญกำลังจะกลับเข้าไปสู่กระบวนการแก้ไขอีกครั้ง ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงผ่านความเห็นชอบเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญ

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” เนื้อหาทั้งหมดในคำถามพ่วง

ทั้งนี้ กรธ.มีระยะเวลาปรับแก้เนื้อหาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ จากนั้นส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

หากศาลวินิจฉัยว่าไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็เดินหน้า นายกรัฐมนตรีสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ทันที แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กรธ.ต้องแก้ไขให้ตรงกับความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

เท่ากับว่าในช่วงเวลา 2 เดือนโดยประมาณ จะมีคำถามที่พุ่งมายัง กรธ.อย่างรุนแรงว่าจะปรับปรุงบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรีให้มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ในเชิงเทคนิคแล้ว การมีคำถามพ่วงเข้ามาทำให้บทบัญญัติเดิมที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ ที่ กรธ.ได้วางเอาไว้ต้องถูกแก้ไขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวคือ เดิมที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ตอนรับสมัคร สส. แต่หากเกิดกรณีที่สภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลในบัญชีดังกล่าวได้ ให้ไปขอมติจากที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.) เพื่อขอให้ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สภาสามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองได้

แต่เมื่อมีคำถามพ่วงเข้ามา ทำให้เกิดปัญหาว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากคนในบัญชีของพรรคการเมืองได้แล้ว จะมีทางแก้ไขอย่างไร?

ทั้งนี้ มีหลายสูตรที่มีการประเมินไว้ว่า กรธ.อาจจะบัญญัติไว้ เช่น การให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติร่วมกันเพื่อเลือกนายกฯ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง แต่ยังคงให้สภาเป็นฝ่ายเสนอชื่ออยู่ หรือให้รัฐสภามีมติแบบกรณีแรก แต่ให้วุฒิสภาเป็นฝ่ายเสนอชื่อแทนสภา หรือให้จัดเลือกตั้งใหม่เพื่อมอบการตัดสินใจให้กับประชาชนอีกครั้ง

ทุกสูตรมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ท่ามกลางเงื่อนไขและสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ และที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มมีท่าทีต่อประเด็นการเข้ามาเป็นนายกฯ คนนอกที่น่าสนใจพอสมควร

“ยังไม่ตอบตอนนี้ และยังไม่เกี่ยวกับตน แต่เป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้มุ่งหวังที่ตน แต่หวังว่าหากตั้งรัฐบาลไม่ได้ จึงจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอก จึงขออย่าเปิดประเด็นใหม่ อย่างที่ตนบอกแล้วว่าอย่าไปกลัวผีที่มองไม่เห็น เพราะตอนนี้ยังมีผีหลอกหลอนอีกเยอะ ตนกำลังทำยันต์กันผีอยู่” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.

เป็นท่าทีที่ค่อนข้างต่างจากเคยบอกก่อนหน้านี้ว่า ตัวเองจะไม่ขอกลับมาเป็นนายกฯ อีก และเมื่อมาประกอบกับสถานการณ์ที่ กรธ.กำลังจะแก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับที่มาของนายกฯ ด้วยแล้ว ยิ่งมีผลให้ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีนายกฯ หลังจากการเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็น สส.เพิ่มมากขึ้น โดยมีชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นเต็งหนึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงื่อนไขทางกฎหมายและสถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างเอื้อให้นายกฯ คนนอกเข้ามาบริหารประเทศ

เริ่มตั้งแต่ระบบเลือกตั้ง สส. “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวมาคำนวณหา สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ไม่ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภา ในทางกลับกันเป็นการทำให้สภาพที่พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองเข้าร่วมรัฐบาล

อีกทั้งวุฒิสภายังมีอำนาจต่อรองในการเลือกนายกฯ ด้วย เพราะมีเสียงในรัฐสภาถึง 250 เสียงจากทั้งหมด 750 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มีอำนาจต่อรองสูงพอสมควร

เว้นเสียแต่พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะรวบรวมเสียงในสภาได้เกิน 375 เสียงเพื่อให้คนของตัวเองเป็นนายกฯ ถ้าทำได้ เสียงของ สว.ก็จะไม่มีความหมาย แต่ในทางปฏิบัติแล้วต้องถือว่าหืดขึ้นคอพอสมควร

เมื่อเงื่อนไขทางกฎหมายไม่ได้อำนวยให้สามารถตั้งรัฐบาลด้วยระบบปกติได้สะดวกมากนัก แต่เปิดทางด่วนพิเศษเอาไว้ โอกาสของการตั้งรัฐบาลด้วยเงื่อนไขพิเศษย่อมมีความเป็นไปได้สูง และคนที่เหมาะที่สุดคงหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์

เหลือเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นว่าจะตัดสินใจเข้าเป็นผู้นำประเทศโดยมีนักการเมืองเป็นบริวารหรือไม่เท่านั้น

 

ผลประชามติสะเทือน เร่งพรรคการเมืองปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447751

ผลประชามติสะเทือน เร่งพรรคการเมืองปรับตัว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังเป็นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้หลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ให้ สว.และ สส.ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรีผ่านการทำประชามติ

ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบความถูกต้องของการทำประชามติ พร้อมกับรับรองผลคะแนนและส่งมาให้คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อนั้น กรธ.จะสามารถลงมือนำคำถามพ่วงมาปรับเพื่อบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการนี้ กรธ.ต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขของ กรธ.สอดคล้องกับผลการออกเสียงหรือไม่ ถ้าการแก้ไขของ กรธ.มีปัญหา กรธ.จำเป็นต้องนำความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงให้เสร็จภายใน 15 วัน ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขของ กรธ.ถูกต้องแล้ว จะเป็นหน้าที่ของนายกฯ ในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไปเช่นกัน

ทั้งนี้ มีการคาดกันว่าประเทศไทยจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมด้วยคำถามพ่วงอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน ธ.ค. จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับที่ต้องให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สส.ปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561

อย่างไรก็ตาม ผลของการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. นอกจากจะเป็นการพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามแนวทางของ คสช.แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นสัญญาณทางการเมืองบางประการที่ประชาชนส่งมาให้กับพรรคการเมืองด้วย

กล่าวคือ พรรคการเมืองไม่สามารถชี้นำให้ประชาชนคล้อยตามได้

ต้องไม่ลืมว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งในอดีตทั้งสามพรรคมีจำนวน สส.รวมกันเกือบเต็มสภา ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ทว่าสุดท้ายผลการลงคะแนนกลับเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

“พรรคเพื่อไทย” มีฐานที่มั่นในภาคอีสานและภาคเหนือ ปรากฏว่าแพ้อย่างหมดรูปเมื่อเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550

ภาคเหนือ ปี 2550 เห็นชอบ 54.47% ไม่เห็นชอบ 45.53% มาในปี 2559 คนภาคเหนือก็ยังคงให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารเหมือนเดิม แต่ให้ความเห็นชอบในตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เห็นชอบ 57.67% ไม่เห็นชอบ 42.33%

ไม่ต่างอะไรกับภาคอีสาน แม้จะไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจากทหารทั้งของปี 2550 และ 2559 แต่กลับพบว่ามีคะแนนที่ไม่เห็นชอบลดลง โดยปี 2550 ไม่เห็นชอบ 62.80% เห็นชอบ 37.20% ปี 2559 ไม่เห็นชอบ 51.42% เห็นชอบ 48.58%

พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานสำคัญใน กทม. แต่คนเมืองหลวงลงมติเห็นชอบ 69.43% ไม่เห็นชอบ 30.57% เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่เห็นชอบ 65.69% ไม่เห็นชอบ 34.31% แต่ความคิดของคน กทม.ที่สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่หนักเท่าความคิดของประชาชนใน ภาคใต้ที่เห็นแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคนภาคใต้ลงมติเห็นชอบ 76.65% และไม่เห็นชอบ 23.35% ทั้งๆ ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงต่อสาธารณะ

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนานั้นก็เผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ต่างกับสองพรรคการเมืองใหญ่ เพราะจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรค 4 จังหวัดต่างลงประชามติหักหน้าแกนนำพรรคอย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วย สุพรรณบุรี เห็นชอบ 60.8% ไม่เห็นชอบ 39.2% อ่างทอง เห็นชอบ 59.04% ไม่เห็นชอบ 40.96% อุทัยธานี เห็นชอบ 74.74% ไม่เห็นชอบ 25.26% พิจิตร เห็นชอบ 65.36% ไม่เห็นชอบ 34.64%

จริงอยู่การลงประชามติครั้งนี้ พรรคการเมืองค่อนข้างถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการทำกิจกรรมทางการเมืองพอสมควรเมื่อเปรียบกับการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองพ่ายแพ้เสียทีเดียว เพราะส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าประชาชนกำลังส่งสัญญาณแสดงความไม่พอใจกับท่าทีของพรรคการเมืองในระยะหลัง

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสาเหตุหนึ่งจากการหักและไม่ยอมงอของพรรคการเมืองวิวาทะและข้อพิพาทต่างๆ ที่ควรคลี่คลายตามครรลองของประชาธิปไตยกลับไม่เป็นเช่นนั้น ต่างฝ่ายต่างใช้พลังทางการเมืองของตัวเองจนนำมาซึ่งการเผชิญกันนอกสภา จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ทหารเข้ามารัฐประหาร

แม้ผลงานของ คสช.และรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอาจจะยังไม่เข้าตาเท่าไหร่นัก แต่การช่วยให้ประเทศเกิดความสงบสุขได้จากเดิมที่ก่อนการรัฐประหารมีแต่ความวุ่นวาย ก็เพียงพอกับการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

ดังนั้น การประชามติครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.ไม่มากก็น้อย สวนทางกับความชอบธรรมของฝ่ายการเมืองที่ลดลง และจะลดลงไปมากกว่านี้อีก ตราบใดที่ยังไม่นำผลประชามติที่ออกมามาเป็นบทเรียนให้กับตัวเอง

 

วิเคราะห์ 5 ปัจจัย รธน.ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447549

วิเคราะห์ 5 ปัจจัย รธน.ผ่านประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประชามติที่ผ่านฉลุยในครั้งนี้สะท้อนนัยสำคัญทางการเมืองหลายประการ โดยเฉพาะกับคะแนน 15.56 ล้านเสียง หรือ 61.4% ที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทิ้งห่าง 9.79 ล้านคน หรือ 38.6% ที่ไม่รับร่างรัฐธรรนูญ ทั้งที่ประเมินกันล่วงหน้าว่าสัดส่วนระหว่าง “รับ” และ “ไม่รับ” จะสูสีมากกว่านี้

ผลที่ออกมาคงยากจะสรุปได้ชัดเจนว่า 61% ที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อการลงคะแนนครั้งนี้มีทั้งเหตุผลทางด้านเนื้อหาและบริบทด้านอื่นๆ ประกอบด้วย ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมาจาก 5 เหตุผลสำคัญ

เริ่มจากเหตุผลแรก ความพอใจในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฉบับ “ปราบโกง” ด้วยจุดแข็งเรื่องการกำหนดคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้าสู่ถนนการเมือง ตลอดจนวางกรอบควบคุมการใช้อำนาจ การจัดทำงบประมาณ ที่ไม่ให้ สส.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแปรงบประมาณทั้งทางตรงทางอ้อมที่หากมีการฝ่าฝืนจะถึงขั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ยังไม่รวมกับกลไกใหม่ๆ ที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้งเรื่องกำหนดให้มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ เข้ามาร่วมคิดหาทางออกในกรณีที่มีปัญหาในประเด็นต่างๆ ป้องกันไม่ให้การเมืองเดินหน้าไปสู่ “ทางตัน” จนต้องติดหล่มเดินหน้าไปไหนไม่ได้เหมือนในอดีต

เหตุผลที่สอง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่กลไกปกติโดยเร็ว

แม้จะไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเสียทั้งหมด แถมบางคนที่ลงคะแนน “เห็นชอบ” ครั้งนี้ อาจเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสียมากกว่าข้อดีด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากความคลุมเครือที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ระบุให้ชัดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ขั้นตอนร่างฉบับใหม่จะทำอย่างไร ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงไปหวังน้ำบ่อหน้า

ที่สำคัญมีความเป็นห่วงว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะทำให้โรดแมปต้องสะดุด หรือทำให้ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจใช้เวลานานเกินไป หรือเป็นเหตุผลที่ทาง คสช.จะหยิบยกมาอ้างเพื่อขออยู่ในอำนาจยาวนานออกไปจากโรดแมปที่กำหนดไว้เดิม หรือถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งต้องถอยร่นออกไป ทำให้จำใจต้องรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 แบบไม่อาจบิดพลิ้ว

เหตุผลที่สาม ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม เมื่อบรรยากาศการเมืองในช่วงที่ผ่านมาสงบมาได้พักใหญ่ แม้จะมีเหตุบึ้มกลางกรุงหรือเหตุป่วนในช่วงแรกๆ แต่ก็ค่อยๆ สงบลง ด้วยอำนาจพิเศษ แม้ต่อมาจะมีความพยายามสร้างความปั่นป่วนในช่วงเวลาต่างๆ ทว่าทาง คสช.ก็สกัดไว้ให้บานปลาย

นั่นทำให้เกิดความเป็นห่วงว่าหากประชามติไม่ผ่านอาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมเขย่าเสถียรภาพ คสช. หรือหยิบยกมาเป็นเหตุผลขับไล่ คสช.จนเกิดความวุ่นวายก่อนจะไปถึงการเลือกตั้ง

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เคยระบุว่า “มีการประกาศว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค. พวกเขาจะออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์
โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป”

เหตุผลที่สี่ คือแรงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่นิยมชมชอบในการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนว่ารับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิม

ยังไม่รวมกับเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ คสช.เข้ามามีบทบาททางอ้อมหลังการเลือกตั้งในอนาคต เช่น บทเฉพาะกาลเรื่องการให้ สว.มาจากการแต่งตั้ง 250 คน ที่จะมาสานต่อเรื่องการปฏิรูปและสามารถเข้ามาเลือกตัวนายกฯ ได้

เหตุผลสุดท้าย คือการสะท้อนว่าไม่เอานักการเมืองและการเมืองระบบเก่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความเบื่อหน่ายหรือไม่เชื่อมั่นในกลไกอย่างที่เคยเป็นมา ประชามติครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ 2 พรรค ที่ประกาศจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นพรรคที่มีฐานเสียงอยู่ทั่วประเทศ แต่ผลประชามติที่ออกมาก็สะท้อนว่า
คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นแบบเดียวแบบพรรคการเมือง

ทั้งภาคเหนือและอีสานที่ไม่ได้เห็นแบบเดียวกับพรรคเพื่อไทยและพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่เห็นคล้อยตามไปกับจุดยืนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่แต่ละฝ่ายจะต้องนำไปพิจารณาในอนาคตต่อไป

 

ประชามติ ‘เหนือ-อีสาน’ ฐานการเมืองคงเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447544

ประชามติ ‘เหนือ-อีสาน’ ฐานการเมืองคงเดิม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงออกมาอย่างไม่เป็นทางการ โดยร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ 61.40% ต่อ 38.60% ส่วนคำถามพ่วงเรื่องการให้ สว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส.ได้รับความเห็นชอบ 58.11% ต่อ 41.89%

โฟกัสไปเฉพาะผลคะแนนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าเป็นสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 ซึ่งครั้งนั้นร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบด้วยสัดส่วน 57.81% ต่อ 42.19%

มองเป็นรายภาคผลคะแนนมีดังนี้ ภาคเหนือ เห็นชอบ 57.67% ไม่เห็นชอบ 42.33% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) เห็นชอบ 48.58% ไม่เห็นชอบ 51.42% ภาคกลาง เห็นชอบ 69.47% ไม่เห็นชอบ 30.53% ภาคตะวันออก เห็นชอบ 74.03% ไม่เห็นชอบ 25.97% ภาคตะวันตก เห็นชอบ 75.56% ไม่เห็นชอบ 24.44% ภาคใต้ เห็นชอบ 76.65% ไม่เห็นชอบ 23.35%

หากจะมองว่านัยทางการเมืองของผลประชามติที่ออกมาอยู่ที่ภูมิภาคใด แน่นอนว่าต้องพุ่งเป้าไปที่ “ภาคเหนือ-ภาคอีสาน” เพราะเป็นฐานทางการเมืองสำคัญของพรรคเพื่อไทย

เริ่มกันที่ “ภาคอีสาน” แม้ว่าในภาพรวมของการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญคิดเป็น 51.42% เห็นชอบ 48.58% แต่พบว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 ซึ่งมีสัดส่วนที่ไม่เห็นชอบ 62.80% เห็นชอบ 37.20%

โดยมี 5 จังหวัดที่ลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ประกอบด้วย เลย ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 56.93% เห็นชอบ 43.07% ปี 2559 เห็นชอบ 54.17% ไม่เห็นชอบ 45.83% นครราชสีมา ปี 2550 เห็นชอบ 64.11% ไม่เห็นชอบ 35.89% ปี 2559 เห็นชอบ 59.16% ไม่เห็นชอบ 40.84% บุรีรัมย์ ปี 2550 เห็นชอบ 55.20% ไม่เห็นชอบ 44.80% อำนาจเจริญ ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 50.83% เห็นชอบ 49.17% ปี 2559 เห็นชอบ 54.8% ไม่ เห็นชอบ 45.2% และ อุบลราชธานี ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 56.45% เห็นชอบ 43.55% ปี 2559 เห็นชอบ 54.55% ไม่เห็นชอบ 45.45%

ขณะที่ภาคเหนือคะแนนโดยรวมยังคงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เหมือนกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่สัดส่วนของจำนวนบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญกลับลดลง โดยปี 2550 เห็นชอบ54.47% ไม่เห็นชอบ 45.53% ปี 2559 เห็นชอบ 57.67% ไม่เห็นชอบ 42.33%

สำหรับภาคเหนือมี 4 จังหวัด ที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ปี 2550 เห็นชอบ 69.25% ไม่เห็นชอบ 30.75% ปี 2559 เห็นชอบ 66.39% ไม่เห็นชอบ 33.61% ลำปาง ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 58.50% เห็นชอบ 41.50% ปี 2559 เห็นชอบ 51.61% ไม่เห็นชอบ 48.39% น่าน ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 60.79% เห็นชอบ 39.21% ปี 2559 เห็นชอบ52.95% ไม่เห็นชอบ 47.05% และ อุตรดิตถ์ ปี 2550 เห็นชอบ 59.46% ไม่เห็นชอบ 40.54% ปี 2559 เห็นชอบ 60.14% ไม่เห็นชอบ 39.86%

แม้จังหวัดในภาคเหนือที่เป็นเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทยอย่างเชียงใหม่และเชียงราย จะมีมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อลงลึกไปในตัวเลขแล้วปรากฏว่ามีสัดส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญลดลง

เชียงใหม่ ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 56.73% เห็นชอบ 43.27% ปี 2559 ไม่เห็นชอบ 54.3% เห็นชอบ 45.7% เชียงราย ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 63.70% เห็นชอบ 36.30% ปี 2559 ไม่เห็นชอบ 55.36% เห็นชอบ 44.64%

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีนักวิชาการในพื้นที่แสดงทัศนะเอาไว้อย่างสนใจ “ยอดพล เทพสิทธา” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิเคราะห์ในส่วนของภาคเหนือว่า ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ในปี 2550 รัฐบาลในขณะนั้นได้เปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน รวมไปถึงแรงจูงใจของประชาชนเพื่อให้ออกไปใช้สิทธิออกเสียง

“คิดว่าการที่คนส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แบ่งออกได้เป็นสองแนวทาง ได้แก่ ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง เพราะไม่ต้องการให้ คสช.อยู่ในอำนาจนาน ซึ่งแม้แต่ในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยบางคนก็อยากลงเลือกตั้งเหมือนกัน เพราะการทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด คือ การให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ หรืออีกเหตุผลที่คนเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญคือ เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเพราะชื่นชอบ คสช.จริงๆ” ยอดพล ระบุ

ส่วนกรณีของภาคอีสาน “ฐิติพล ภักดีวานิช” คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเพียงพอที่จะสามารถตัดสินใจลงประชามติได้ ดังนั้นการวิเคราะห์เสียงของประชาชนที่ออกมาจึงประเมินได้ค่อนข้างยาก แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นการใช้สิทธิเพราะเชื่อว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะทำให้ประเทศไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่ายอมรับกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้

“คิดว่าผลการออกเสียงประชามติที่มีเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีผลต่อฐานเสียงของพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ต่างมีการเชื่อมโยงระหว่างกันมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว” ฐิติพล แสดงทัศนะ

สุเชาวน์ มีหนองหว้า คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เห็นว่า ฐานเสียงหรือภูมิศาสตร์ทางการเมืองยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก หลังจากผลประชามติออกมา โดยไม่ต้องลืมว่าการออกเสียงประชามติไม่ได้มีแรงกระตุ้นมากนักเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สส.

“ถ้าเป็นการเลือกตั้ง สส.จะมีตัวผู้สมัคร สส.เป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่สำหรับการประชามติไม่ได้มีแรงกระตุ้นเช่นนั้น อีกทั้งนักการเมืองในพื้นที่เองก็ถูกจับตาพอสมควรด้วย”

สุเชาวน์ สรุปว่า ที่สุดแล้วผลของการประชามติจะไม่มีผลต่อพื้นที่หรือฐานเสียงของพรรคการเมืองมากนัก เพราะการลงคะแนนในการทำประชามติกับเลือกตั้งมีความแตกต่างกัน ซึ่งคิดว่าการที่คนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นเนื่องจากต้องการให้มีการเลือกตั้ง

 

ประชามติฉลุย ประยุทธ์เข้มแข็ง คสช.อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447455

ประชามติฉลุย ประยุทธ์เข้มแข็ง คสช.อยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ถูกล็อกไว้ตามโรดแมปที่จะต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

เริ่มตั้งแต่การออกกฎหมายลูกโดยเฉพาะ 4 ฉบับเร่งด่วน สำหรับเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ทั้งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบการรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะจัดทำกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับแล้ว ซึ่งคงจะใช้เวลาไม่นาน จากนั้นส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปัญหาอยู่ที่หาก สนช.เห็นแย้งกับทาง กรธ.และทำการแก้ไขก็จะส่งกลับมายัง กรธ. ขั้นตอนต่อไปก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณารายละเอียดร่วมกันระหว่าง กรธ.และ สนช.เพื่อหาข้อสรุป

รวมระยะเวลาทั้งหมดในการจัดทำกฎหมายลูกจะกินเวลาประมาณ 4-5 เดือน เมื่อกฎหมายลูก 4 ฉบับประกาศใช้ก็จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งให้ได้ภายใน 150 วัน

บวกกับอีก 30 วัน เมื่อคำถามพ่วง “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ผ่านประชามติ

ทุกอย่างนับจากนี้จึงล็อกให้ต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่อาจเดินไปทางอื่นได้

ไม่ว่าผลประชามติที่ออกมาจะเป็นที่พอใจของแต่ละฝ่ายหรือไม่ แต่เมื่อผลสุดท้ายผลประชามติออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายไม่อาจหยิบยกเอาความต้องการของตัวเองมาล้มกระดาน หรือขัดขวางเส้นทางสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่จะเกิดขึ้นได้

ทว่า ผลพวงที่ตามมาจากประชามติรอบนี้คือ คะแนนเสียงที่หันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยถูกเคลมได้ว่า เสียงส่วนนี้เห็นด้วยกับกระบวนการที่ คสช. และแม่น้ำ 5 สายกำลังดำเนินการ

ยิ่งหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายสวมเครื่องแบบทหารร่วมงาน 129 ปี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พร้อมประกาศชัดว่ารับร่างรัฐธรรมนูญจนคะแนนกระเตื้องขึ้นมา

“ในส่วนตัวผมก็จะไปร่วมลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และจะลงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร่วมถึงคำถามพ่วงประชามติ เพราะถ้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไปไม่ได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิมและที่สำคัญเราต้องใช้เวลาที่เหลือร่างกฎหมายลูก ซึ่งยังมีอีกหลายขั้นด้วยกันทั้งการออก พ.ร.บ.และกฎกระทรวง ระเบียบสำนักงานนายกฯ รวมถึงระเบียบอื่นๆ ที่มีข้อเกี่ยวพันเชื่อมโยงที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู้การปฏิบัติได้ ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติเองได้ แต่เราได้เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่กฎหมายลูกจะเป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนถือว่าเป็นคนละขั้นตอน”

สอดรับไปกับก่อนหน้านี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.ที่เคยกล่าวในเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า “มีการประกาศว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค. พวกเขาจะออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และหัวหน้า คสช. โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีแผนมีความตั้งใจทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาวุ่นวาย”

อีกด้านหนึ่งผลประชามติที่ออกมายังอาจถูกมองว่าเป็นการปฏิเสธการเมืองและนักการในรูปแบบเดิมๆ เมื่อก่อนหน้านี้นักการเมืองสองพรรคใหญ่ประกาศ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

ยิ่งหากมองลึกลงไปถึงพื้นที่ภาคเหนือฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทยซึ่งส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และพื้นที่ภาคใต้ฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์ ยิ่งชวนให้คิดได้ว่าคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในวันนี้อาจลดน้อยถอยลงไป

อย่าลืมว่าผลงานในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายด้าน แต่ขณะเดียวกันมีหลายด้านที่เป็นที่พออกพอใจของประชาชน ทั้งเรื่องการปราบผู้มีอิทธิพล หรือการใช้มาตรา 44 เข้าไปสลายทางตันในหลายๆ เรื่องได้อย่างรวดเร็วทันใจ

ที่สำคัญผลประชามติครั้งนี้ ทำให้ความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ พลิกกลับมาเข้มแข็งมากขึ้น และสกัดไม่ถูกหยิบยกไปเขย่าเก้าอี้ขับไล่อย่างที่เป็นห่วงสุดท้ายนี้จะเป็นแรงหนุนให้การบริหารงานนับจากนี้ของรัฐบาล คสช. และแม่น้ำสายต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นจนถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต