แจงต่างชาติอย่ากังวล ประชามติรธน.ราบรื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447077

แจงต่างชาติอย่ากังวล ประชามติรธน.ราบรื่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สร้างความข้องใจให้คนไทยเป็นอย่างมาก เมื่อ 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และเมียนมา ออกคำเตือนพลเรือนที่พำนักในประเทศไทยให้ระวังสถานการณ์ในไทยในช่วงลงประชามติ จนทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลรู้สึกแปลกใจกับประกาศเตือนดังกล่าว เพราะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม เกิดความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย

“รัฐบาลขอยืนยันและให้ความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนคนไทยและต่างประเทศว่า ในวันลงประชามติทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คงไม่มีเจ้าหน้าที่รายใดถืออาวุธเดินเข้าไปขู่เข็ญหรือบังคับประชาชนให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสม แต่จะมีมาตรการดูแลรักษาความสะดวกแก่ประชาชนเพื่อให้การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

บางประเทศอาจจะคาดการณ์เกินความจริงเพราะวันนี้ประเทศไทยสงบเรียบร้อยและปลอดภัยมากกว่าก่อน 22 พ.ค. 2557 มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องตระหนกตกใจ ในทางกลับกันประเทศที่ดูสงบเรียบร้อยอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด โดยเห็นได้จากข่าวกราดยิงในที่สาธารณะที่เกิดอยู่บ่อยครั้ง

โฆษกรัฐบาลยังได้อ้างถึงคำกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่า “ท่านนายกฯ ยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ เพราะมีขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว และขอให้คนไทยออกมาใช้สิทธิมากที่สุดเพื่อกำหนดอนาคตประเทศ

และยังได้กล่าวถ้อยความสำคัญด้วยว่า อย่าเพิ่งกลัวผีที่ยังมองไม่เห็นตัวในการทำประชามติ แต่ให้กลัวผีที่หลอกหลอนมาก่อนหน้า จึงขอให้คนไทยช่วยกันร่ายคัมภีร์หรือคาถาป้องกันผีในอนาคตให้ได้ คาถาป้องกันผีนี้ คือ การมีความเข้าใจร่วมมือ และก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป”

ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ ออกคำแถลงยืนยันว่า สถานการณ์โดยทั่วไปในขณะนี้ไม่มีข้อบ่งชี้ที่ต้องห่วงกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือเหตุรุนแรง

“รัฐบาลได้ประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ความคุ้มครองดูแลประชาชน รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างทั่วถึง จึงขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว”

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เหตุผลที่ต่างประเทศออกประกาศเช่นนั้นเพราะต้องการเห็นการลงประชามติของประเทศไทยเป็นไปตามเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง

“เป็นเรื่องปกติที่ต่างประเทศประกาศเตือนพลเมืองของตัวเอง เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เพราะบรรยากาศในช่วงก่อนการลงประชามติต้องไม่เกิดรูปแบบการปิดกั้นใดๆ บรรยากาศโดยรวมต้องเปิดกว้าง เพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเสรีในการแสดงเจตจำนงทางการเมืองต่อการกำหนดทิศทางประเทศของตัวเอง”

 

เส้นทางหลังผลประชามติ Yes-No กำหนดอนาคตการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 08:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447037

เส้นทางหลังผลประชามติ Yes-No กำหนดอนาคตการเมืองไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ในส่วนตัวผมก็จะไปร่วมลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และจะลงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วงประชามติ เพราะถ้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไปไม่ได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิมและที่สำคัญเราต้องใช้เวลาที่เหลือร่างกฎหมายลูกซึ่งยังมีอีกหลายขั้นด้วยกัน”

เป็นคำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ระหว่างร่วมงานโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าครบรอบ 129 ปี อย่างเป็นทางการว่า จะขอรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับการแสดงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีผลต่อทิศทางของการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เพราะหลังปิดหีบเวลา 16.00 น. ผลลัพธ์สามารถออกได้หลายหน้าอย่างน้อย 4 ทิศทางด้วยกัน ซึ่งผลที่ออกมาจะมีส่วนในการกำหนดทิศทางแตกต่างกัน

1.ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน เท่ากับว่าทุกกระบวนการจะเดินหน้าเพื่อพาประเทศไปตามโรดแมปและการเลือกตั้ง สส.ในปี 2560 โดยจะเริ่มจากการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องนำเนื้อหาในคำถามพ่วงมาปรับและบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำถามพ่วงมีเนื้อหาว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนด ไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

กรธ.มีระยะเวลาปรับแก้เนื้อหาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ จากนั้นส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

ในกรณีนี้หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการแก้ไขนั้นไม่สอดคล้องกับผลประชามติ กรธ.ต้องนำกลับมาแก้ไขตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขของ กรธ.สอดคล้องกับผลประชามติ ให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมสมบูรณ์แล้วต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง สส.ทันที ประกอบด้วย การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.จำนวน 10 ฉบับ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วัน โดย สนช.มีเวลาพิจารณาให้เสร็จ 60 วัน นับแต่ได้รับร่าง พ.ร.บ.
ดังกล่าวมาจาก กรธ.

อย่างไรก็ตาม ถ้าร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 4.พรรคการเมือง มีผลบังคับใช้แล้วให้ดำเนินการประกาศให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อไป ขณะเดียวกันในระหว่างนี้ คสช.ต้องดำเนินการสรรหา สว.จำนวน 250 คน ให้เสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ด้วย

เช่นเดียวกับกระบวนการปฏิรูปประเทศหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านนั้น ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าการตรากฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและได้รับการประกาศบังคับใช้ภายใน 120 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ขณะที่ สนช.จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ สส.และ สว. จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาชุดใหม่ ส่วน คสช.และคณะรัฐมนตรี ยังคงทำหน้าที่และมีอำนาจสมบูรณ์ไปจนถึงวันที่มี ครม.ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่

2.ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่าน หากเป็นเช่นนี้จะมีผลให้ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะไม่ได้กำหนดขั้นตอนเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ว่านี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่โดยหลักทั่วไปแล้ว คสช.และ ครม. ต้องดำเนินการจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และเสนอให้ สนช.ลงมติเห็นชอบภายใน 15 วัน

แน่นอนว่าในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะต้องกำหนดขั้นตอนและกรอบเวลาเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับการบัญญัติว่าจะให้มีการออกเสียงประชามติหรือไม่ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ คสช.และ ครม. และย่อมมีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้งในปี 2560 ไม่มากก็น้อย

3.ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน มีผลให้คำถามพ่วงที่ สนช.และสปท.ตั้งขึ้นนั้นตกไป คงเหลืออยู่เพียงร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบจากประชาชนเท่านั้น ขั้นตอนหลังจากนั้นจะเหมือนกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้รับความเห็นชอบ เพียงแต่ กรธ.ไม่ต้องนำคำถามพ่วงมาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคำถามพ่วงไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน

4.คำถามพ่วงผ่านแต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เป็นอีกสถานการณ์ที่มีความน่าสนใจ เนื่องจาก คสช.และ ครม. ต้องออกแบบกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า “คำถามพ่วงมีผลผูกพันต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไปหรือไม่”

หาก คสช.และ ครม.กำหนดลงไปในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในทำนองว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องนำประเด็นเพิ่มเติมของการออกเสียงประชามติที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมาพิจารณาด้วย” เท่ากับว่าอาจได้เห็นว่าการให้รัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ร่วมกันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ถ้า คสช.และครม.ไม่ได้กำหนดไว้ คณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องนำคำถามพ่วงมาพิจารณา

ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร แต่การเลือกตั้ง สส.จะมีขึ้นในปี 2560 แน่นอน

 

โค้งสุดท้ายประชามติ เสียงสูสี รับ-ไม่รับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446852

โค้งสุดท้ายประชามติ เสียงสูสี รับ-ไม่รับ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชั่งน้ำหนักเสียง “รับ” และ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ ยัง “สูสี” จนยากจะฟันธงได้ชัดเจนว่าผลการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะออกมาอย่างไร

ยิ่งหากพิจารณาจาก “ท่าที” ของหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ยิ่งทำให้บอกได้ยากผลจะออกมาอย่างไร เพราะประเมินขุมกำลังของกลุ่มต่างๆ ล้วนแต่มีผู้สนับสนุนของตัวเองในสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกัน

เริ่มตั้งแต่ฝั่ง “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหลายกลุ่มในเวลานี้ประกาศจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป

กลุ่มแรกชัดเจนที่สุดคือ กลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เวลานี้เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวมาเป็นมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่จำนวนไม่น้อย แม้จะลดน้อยถอยลงไปจากเดิมเมื่อครั้งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ต่อเนื่องด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง

ทว่า กระแสรับร่างรัฐธรรมนูญถูกจุดเป็นประเด็นขึ้นมาอีกรอบในช่วงโค้งสุดท้ายการออกเสียงประชามติ เมื่อสุเทพใช้ช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัวออกมาแสดงเหตุผลประกอบจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไล่ตั้งแต่คำปรารภไปจนถึงประเด็นเรื่องการศึกษา สาธารณสุข

โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปที่สุเทพให้น้ำหนักเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวหลายร้อยวันของมวลมหาประชาชนต้องสูญเปล่า

สอดรับไปกับท่าทีของสุเทพที่งัดไม้ตาย สวมเสื้อยืด ห้อยนกหวีด ออกมาปลุกให้มวลมหาประชาชนไปลงประชามติรอบนี้ เพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปที่ทำมาต้องสูญเปล่า

กลุ่มถัดมาคือกลุ่มไม่ชอบนักการเมือง แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเสียทั้งหมด แต่ก็ตัดสินใจลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีกลไกที่เข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการกำหนดคุณสมบัติที่เข้มงวด รวมทั้งกลไกการติดตามตรวจสอบ การตีกรอบการทำงานไม่ให้นักการเมืองมีอำนาจมากเกินไป

การตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญของของคนกลุ่มนี้เป็นไป เพราะคาดหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นำไปสู่บรรยากาศใหม่ๆ ลบภาพการเมืองแบบเก่าๆ และหวังว่าจะพาประเทศหลุดพ้นวังวนเดิม

ดังจะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นที่ไม่ปรารถนาของนักการเมืองพรรคใหญ่ ทำให้หลายคนมองว่านี่น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีจนทำให้นักการเมืองต้องออกมาต่อต้าน

คล้ายกับกลุ่มไม่เอาทักษิณ ซึ่งกลุ่มนี้ประกาศตัวชัดเจนว่าพร้อมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณทุกกรณี ดังนั้นการตัดสินใจเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่าพึงพอใจกับการบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือชื่นชอบเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เลือกเพราะสนับสนุนฝั่งที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับระบอบทักษิณ

อีกด้านยังเป็นการทำให้รัฐบาล คสช.สามารถเดินหน้าไปตามโรดแมปได้ โดยไม่มีปัจจัยที่จะสะดุด แถมยังเป็นการ “สกัด” ไม่ให้คนจากระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจในช่วงเร็ววันนี้

ไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการอยู่ในอำนาจของ คสช.ต่อไป เช่น กลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ที่แม้จะพ้นวาระไปแล้วแต่ก็ยังรักษาการเพราะ คสช.ไม่เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ยิ่ง คสช.อยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าไหร่ คนกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไป

เช่นเดียวกับ เครือข่าย คสช. รวมทั้งแม่น้ำสายต่างๆ ที่ส่วนใหญ่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลุ่มที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ทั้ง เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งมีสมาชิกและผู้สนับสนุนหลายล้านคน การประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญย่อมมีส่วนโน้มน้าวให้แฟนคลับและสมาชิกตัดสินใจตามแนวทางของพรรคไปได้

ถัดมาเครือข่ายประชาชน กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย อันประกอบไปด้วย 16 องค์กร และ 117 รายชื่อส่วนบุคคล นำโดย โคทม อารียา อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบางส่วนทับซ้อนอยู่กับพรรคการเมือง ซึ่งออกมาเรียกร้องให้ คสช.ประกาศทิศทางที่ชัดเจนหลังประชามติไม่ผ่าน

ยังไม่รวมกับกลุ่มนักวิชาการ อาทิ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีแนวร่วมไม่น้อย

เช่นเดียวกับกลุ่มเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งเปิดหน้าไม่เห็นด้วยกับประเด็นสิทธิที่ลดน้อยถอยลงไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาประกาศ

ดังนั้น เสียงที่ยังสูสีเวลานี้จึงยากจะสรุปได้คงต้องรอดูกันสามทุ่มวันที่ 7 ส.ค.นี้

 

ยิ่งลักษณ์เดินเกม2ชั้น ปลุกไม่รับรธน.รวมพลังสู้จำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446612

ยิ่งลักษณ์เดินเกม2ชั้น ปลุกไม่รับรธน.รวมพลังสู้จำนำข้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ค่อยบ่อยนักที่จะได้เห็น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กถึงสองวันติดต่อกันอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ระหว่างวันที่ 2 และ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา

2 ส.ค. อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกมาประกาศย้ำชัดเจนในช่วงโค้งสุดท้ายว่าขอใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

“ดิฉันพูดมาโดยตลอดว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีความสำคัญในการกำหนดรูปแบบการปกครองประเทศ ซึ่งต้องเป็นประชาธิปไตยที่ยอมรับอำนาจการตัดสินใจของประชาชน การให้สิทธิเสรีภาพและสิ่งที่ประชาชนพึงจะได้รับ

รวมถึงการกำหนดการถ่วงดุลระหว่างอำนาจต่างๆ ไว้อย่างเหมาะสม และรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญจะต้องสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ แต่จากการติดตามการยกร่างและสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาโดยตลอด ดิฉันเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมิได้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว ดิฉันจึงไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่เห็นชอบคำถามพ่วงค่ะ”

3 ส.ค. เป็นเนื้อหาที่ขอกำลังใจจากประชาชน เนื่องจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีคิวต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเข้ารับการไต่สวนในคดีรับจำนำข้าววันที่ 5 ส.ค.

“ดิฉันก็เชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ เหลือเวลาอีกเพียงสองวัน ดิฉันจะต้องขึ้นศาลฯ เพื่อแถลงเปิดคดีและตอบคำถามฝ่ายโจทก์ด้วยตัวเองค่ะ ครั้งนี้อยากจะบอกว่าต้องการกำลังใจจากพี่น้องประชาชนและแฟนเพจด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ”

ทั้งสองเรื่องเหมือนจะเป็นคนละประเด็น แต่ถ้ามองในทางการเมืองแล้วกลับมีนัยสำคัญค่อนข้างมาก เพราะต่างออกมาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างในกรณีรับจำนำข้าว มีประเด็นที่น่าสนใจว่าทำไมยิ่งลักษณ์ถึงต้องขอกำลังใจจากมิตรรักแฟนเพลงในเวลานี้ ทั้งๆ ที่วันที่ 5 ส.ค.ไม่ใช่การไต่สวนวันสุดท้าย เพราะการไต่สวนพยานในศาลฎีกาฯ วันสุดท้าย คือ วันที่ 18 พ.ย. หากยิ่งลักษณ์จะขอกำลังใจก็ควรจะมีลูกอ้อนช่วงใกล้ๆ เวลาดังกล่าวมากกว่า

โดยสาเหตุที่ต้องขอแรงใจจากมวลชนแบบเร่งด่วน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลเริ่มใช้ยาแรงผ่านการเร่งรัดฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “ม.ล.ปนัดดาดิศกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ตัวเลขที่ได้รับการยืนยันพบว่าความเสียหายจากการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ 286,639 ล้านบาท ส่วนของบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก อยู่ที่ 18,743 ล้านบาท”

การขยับตัวของรัฐบาลครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหวังผลในทางการเมืองไม่น้อย เพราะต้องการตอบโต้ฝ่ายการเมือง หลังจากพรรคเพื่อไทยพยายามปลุกมวลชนให้ออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ และพยายามชี้ให้เห็นว่าความเสียหายของประเทศที่ผ่านมา เกิดมาจากความไม่โปร่งใสของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ที่สำคัญ การกระทุ้งคดีรับจำนำข้าวของรัฐบาล ยังมีเป้าหมายชี้นำประชาชนทางอ้อมให้มาลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขการทุจริต

เมื่อสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกไล่ต้อน จึงจำเป็นต้องออกมาตอบโต้บ้าง ซึ่งยิ่งลักษณ์ถือเป็นตัวขุนที่มีระดับพอที่จะสร้างอิทธิพลและชี้นำในทางการเมืองได้ เพื่อไม่ให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นฝ่ายออกมาล่าเพียงฝ่ายเดียว

คสช.และพรรคเพื่อไทย ต่างมีเป้าหมายต่างกัน ส่งผลให้การห้ำหั่นในช่วงโค้งสุดท้ายจึงดุเดือดเป็นพิเศษ เพราะการลงประชามติครั้งนี้ต่างฝ่ายมีการเดิมพันสูง

คสช.มีเป้าหมายที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ เพื่อเป็นฐานของการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และสามารถนำไปอ้างได้ว่าประชาชนให้การยอมรับการทำงานของ คสช. และยังเป็นการทำให้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายการเมืองมอบให้ก่อนหน้านี้สลายลงไปได้

ในทางกลับกัน หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ถึง คสช.จะอยู่ในตำแหน่งตามกฎหมายได้ แต่ระหว่างทางภายใต้สถานการณ์แบบนี้ คงเป็นเรื่องที่ คสช.จะบริหารประเทศได้อย่างไม่มีความสุข เพราะแรงกดดันจะพุ่งมาที่แม่น้ำ 5 สาย ไม่เว้นแต่ละวัน

ส่วนพรรคเพื่อไทย มีเป้าหมายเดียวไม่เปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการกดดัน คสช. เพราะในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.ในฐานะผู้กำหนดกระบวนการการร่างรัฐธรรมนูญต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านขึ้นมา พรรคเพื่อไทยย่อมตกที่นั่งลำบากเหมือนกัน โดยจะถูกทำลายความชอบธรรมจากฝ่่าย คสช.

ดังนั้น ศึกประชามติครั้งนี้จึงไม่มีใครยอมใคร และทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

 

“เพื่อไทย” สร้างแผนเสี้ยม “คสช.” รู้ทันไม่หลงกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446368

"เพื่อไทย" สร้างแผนเสี้ยม "คสช." รู้ทันไม่หลงกล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองยิ่งใกล้ช่วงการออกเสียงประชามติมากเท่าไหร่ เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแปลกๆ ให้เห็นเป็นระยะ

อย่างล่าสุด “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล”แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความรับผิดชอบ ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

“อยากถามท่านนายกฯ ประยุทธ์ว่า ท่านไม่คิดที่จะสลับเปลี่ยนให้ท่าน พล.อ.ประวิตรขึ้นมานั่งบริหารงานเป็นนายกฯ แทนท่านบ้างหรือ ท่าน พล.อ.ประวิตรอาจจะจัดทีมเศรษฐกิจได้ดีกว่า และอาจจะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นก็เป็นได้ และน่าจะใจกว้างให้พี่ป้อมได้มีโอกาสขึ้นนั่งเป็นนายกฯ บ้าง ท่านจะได้นอนหลับสนิทไม่ต้องตกใจตื่นขึ้นมาตอนตี 2 แล้วก็เครียดตั้งแต่เช้าทุกวัน” คำพูดกระทุ้ง คสช.จากสุรพงษ์

การจี้ใจดำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกนั้นเพื่อแสดงสปิริตนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยพยายามขยายแผลนี้มาตลอด โดยระบุว่าในเมื่อ คสช.เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ย่อมเท่ากับว่า คสช.ต้องร่วมรับผิดชอบผลของประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย

แต่กลับมีประเด็นที่น่าสนใจตรงที่การเสี้ยมให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์

การเสี้ยมครั้งนี้พรรคเพื่อไทยย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าไม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการเมือง เพียงแต่มีเป้าประสงค์ คือ การพยายามชี้นำให้เห็นว่า คสช.มีรอยร้าวภายในที่ฝังลึกอยู่พอสมควร

ต้องไม่ลืมว่า แม้ “บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่” จะเป็นพี่น้องที่แนบแน่นกันมากประหนึ่งตายแทนกันได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาบิ๊กพรรคการเมืองทั้งหลายมีท่ออำนาจที่เชื่อมถึง พล.อ.ประวิตร ซึ่งแน่นอนว่าด้านหนึ่งย่อมอาจสร้างความไม่พอใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะอาจเป็นผลให้การทำงานสำคัญบางอย่างสะดุด

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ “บิ๊กตู่” เพิ่งใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ระงับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งๆ ที่คณะกรรมการสรรหาเพิ่งได้ตัวบุคคลที่จะให้ สนช.ลงมติเลือก ซึ่งมีรายงานที่ระบุตรงกันว่าการใช้มาตรา 44 ในครั้งนั้นเพื่อต้องการตัดตอนไม่ให้คอนเนกชั่นทางการเมืองที่เชื่อมถึง พล.อ.ประวิตร เข้าไปมีบทบาทในองค์กรนี้

ดังนั้น ด้านหนึ่งย่อมเห็นได้ว่ารอยร้าวของสองผู้ยิ่งใหญ่ใน คสช.นั้นมีร่องรอยให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นแผลใหญ่ถึงขนาดที่ทำให้ คสช.แตกเสี่ยงๆ และล้มเลิกภารกิจกลางคัน

ขณะที่ พล.อ.ประวิตรเองก็มองการเมืองค่อนข้างละเอียดพอสมควร ถึงการแสดงความคิดเห็นของสุรพงษ์จะไม่ได้สร้างอิทธิพลในทางการเมืองได้มากนักเมื่อเทียบกับการขยับตัวของยิ่งลักษณ์ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประวิตรมองว่าไม่ควรละเลย เพราะนั่นอาจมีบางฝ่ายนำไปขยายประเด็นว่า พล.อ.ประวิตรแอบเลื่อยขาเก้าอี้นายกฯ ประยุทธ์เพื่อจะขึ้นมาเป็นแทน

“ผมไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรอก ท่าน พล.อ.ประยุทธ์มีความเหมาะสมแล้ว ผมไม่เคยคิดอยากเป็นนายกฯ เลย ที่เข้ามาช่วยทำงาน ถ้าไม่ใช่นายกฯ ประยุทธ์ ผมก็ไม่มาหรอก ไม่เอาแล้ว เป็นแผนบ้าๆ บอๆ ใครพูดก็รับผิดชอบไป พูดกันเอง คิดกันเอง” พล.อ.ประวิตร ยืนยันเสียงแข็ง

การออกมาสัมภาษณ์ด้วยคำพูดแบบนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อสยบข่าวลือทั้งหมด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองน้อยใหญ่มีความพยายามผลักดันให้ พล.อ.ประวิตรเป็นนายกฯ อย่างน้อยก็เข้าถึงและคุยง่ายกว่า พล.อ.ประยุทธ์

ยิ่งเมื่อพลิกไปดูเงื่อนไขของร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้นายกฯ คนนอกขึ้นสู่อำนาจด้วยแล้วหรือการให้ คสช.เป็นผู้เลือก สว.ในระยะแรก ย่อมเป็นเชื้อไฟอย่างดีในการโหมวาทกรรมสืบทอดอำนาจมีความเข้มข้นมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง พล.อ.ประวิตรจึงไม่ลังเลที่จะรีบออกมาปฏิเสธและโต้กลับ การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวไปว่าเป็นแผนเสี้ยมของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการกัดเซาะ คสช. เพราะหากไม่รีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้นานไป กระแสข่าวที่เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจโดยให้ พล.อ.ประวิตรมาเป็นนายกฯ ในอนาคตจะยิ่งลามมากขึ้น

ยิ่งกระพือมากเท่าไหร่ กระแสในทางลบย่อมมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีดับตั้งแต่แรกเลยดีกว่า จะไม่ถูกนำไปขยายผลในการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค.

อย่างน้อยก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีใครรู้ว่าผลการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.จะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ผ่านหรือไม่ผ่านก็ล้วนแต่มีผลต่อการเมืองทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดของ คสช.ในเวลานี้ คือ การเตรียมตัวเองให้สะอาดและพร้อมมากที่สุดก่อนที่คลื่นการเมืองลูกใหญ่กำลังจะถาโถมเข้ามาในอนาคต

 

ย้อนสถิติ ประชามติ รธน.2550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446360

ย้อนสถิติ ประชามติ รธน.2550

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ หลายฝ่าย พากันเปิดหน้าออกมาแสดงจุดยืนทั้ง “รับ” และ “ไม่รับ” ชัดเจน ท่ามกลางความเห็นต่างจนยากคาดเดาได้ว่า ผลประชามติรอบนี้จะออกมาอย่างไร

เบื้องต้นจากประชาชนไทยทั้งหมด 65 ล้านคน มีผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติรอบนี้  50 ล้านคน โดยจะต้องมีสัญชาติไทย ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับถึงวัน ออกเสียง) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันออกเสียง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันออกเสียง

รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ได้แก่ เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องคุมขังอยู่โดย หมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือ เป็นครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในวันที่ 20 ส.ค. 2550 เป็นการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ  ที่มี ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และมี นรนิติ เศรษฐบุตร เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

ย้อนไปดูรายละเอียดการลงประชามติครั้งนั้น มีผู้มีสิทธิทั้งหมด 45,092,955 คน แต่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 14,727,306 คน  หรือคิดเป็น 57.61% จำแนกเป็นบัตรที่เป็นบัตรดี  25,474,747 เสียง (98.06%) และเป็นบัตรเสีย 504,207 เสียง (1.94%)

สรุป การออกเสียงประชามติวันที่ 19 ส.ค. 2550 ผลคะแนนออกมา มีผู้เห็นชอบ 14,727,306 เสียง คิดเป็นร้อยละ 57.81% ขณะที่มีเสียงไม่เห็นชอบ 10,747,441 เสียง หรือ 42.19%

จำแนกคะแนนเป็นรายภาค จะพบว่า ภาคใต้ มีคนออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญมากสุด 3,214,506 เสียง หรือ 88.30% รองลงมาคือภาคกลาง 5,714,973 เสียง หรือ 66.53% ภาคเหนือ 2,747,645 เสียง หรือ 54.47% และภาคอีสาน 3,050,182 เสียง หรือ 37.20%

สำหรับภาคที่มีจำนวนผู้มาออกเสียง “ไม่เห็นชอบ” มากที่สุด คือ ภาคอีสาน 5,149,957 เสียง หรือ 62.80% รองลงมาคือภาคเหนือ 2,296,927 เสียง หรือ 45.53% ภาคกลาง 2,874,674 เสียง หรือ 33.47% และภาคใต้ 425,883 เสียง หรือ 11.70%

จังหวัดที่มีผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด 3 จังหวัดแรก คือ ชุมพร มีผู้ออกเสียงเห็นชอบมากที่สุด 197,717 เสียง หรือ 93.20% ตรัง 252,426 เสียง หรือ 92.46% และนครศรีธรรมราช 507,448 เสียง หรือ 92.20%

ส่วนจังหวัดที่มีผู้ออกเสียง “ไม่เห็นชอบ” มากที่สุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครพนม 209,016 เสียง หรือ 77.59% ร้อยเอ็ด 374,774 เสียง หรือ 77.18% มุกดาหาร 104,907 เสียง หรือ 77.18%

จังหวัดที่มีผู้มาออกเสียงใช้สิทธิมากที่สุด 3 จังหวัดแรกคือ ลำพูน 237,265 คน หรือ 75.35% ตาก 211,298 คน หรือ 74.54 เสียง และเชียงใหม่ 818,180 คน หรือ 70.31%

ขณะที่จังหวัดที่มีผู้มาออกเสียงใช้สิทธิน้อยที่สุดคือ สุรินทร์ 481,180 คน หรือ 49.66% หนองคาย 330,319 คน หรือ 51.56% และศรีสะเกษ 532,000 เสียง หรือ 51.67%

การลงประชามติครั้งนี้แม้จะมีลักษณะเฉพาะตัวทั้งเนื้อหา รูปแบบ ความรู้สึกของประชาชน และบริบทสังคม คงยากจะเปรียบเทียบกับการลงประชามติครั้งที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน แต่หากย้อนดูข้อมูลการออกเสียงประชามติที่ผ่านมาก็อาจได้เห็นแง่มุมและทิศทาง ที่นำมาเทียบเคียงกับครั้งนี้ได้บ้าง

ที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญ

มีเพลงประกอบรัฐธรรมนูญมากที่สุด

นอกจากเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แล้วเพลงประชาพันธ์เนื้อหารัฐธรรมนูญก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจำแนกเพลงออกเป็นรายภาคเพื่อสื่อถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ ภาคกลาง เป็นเพลงแหล่และเพลงโทนของ ชินกร ไกรลาศ ภาคใต้ เป็นเพลงของ เอกชัย ศรีวิชัย ภาคอีสาน เป็นเพลงหมอลำหรือลำตัด โดย จินตหรา พูนลาภ และ ภาคเหนือเป็นเพลงสะล้อซอซึงจาก ธีรวัฒน์ หมื่นทา ศิลปินพื้นเมือง ซึ่งถือว่าทุกภาคจะมีเพลงที่เป็นเพลงประจำภาค ยังไม่รวมกับอีกหลายเวอร์ชั่น

มีความคลุมเครือที่สุด

เส้นทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีความคลุมเครือมากกว่าหลายฉบับที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติคงไม่เป็นปัญหาเพราะต้องเดินไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ แต่กรณีที่ไม่ผ่านประชามติหลายคนยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังอุบไต๋ไม่บอกว่าทางเลือกหลังจากประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร แม้จะมีหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้ ขอความชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจออกเสียงประชามติ

คำสั่งคสช.เข้มงวดที่สุด

บรรยากาศก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเต็มไปด้วยความเข้มงวด ทั้งร่างพ.ร.บ.ประชามติ และคำสั่ง คสช.ที่สะกดไม่ให้ฝ่ายเห็นต่างออกมาเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายถูกตีความว่าเป็นเท็จบิดเบือนทำให้หลายคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ต่างจากการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นที่กลุ่มเห็นต่างจะไม่ได้รับความสะดวก อีกด้านกลุ่มเสื้อแดงที่จะออกมาตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติก็ถูกสกัด จนต้องไปเคลื่อนไหวกันในโซเชียลมีเดีย

 

ประชามติ… รับ-ไม่รับ ออกทางไหนก็ป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446118

ประชามติ... รับ-ไม่รับ ออกทางไหนก็ป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. เหลือเพียงอีกแค่ 5 วันสุดท้ายที่จะชี้ขาดว่าประชาชนทั่วประเทศคิดเห็นอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ อย่างไรก็ตามประเมินล่วงหน้าไปถึงผลการออกเสียงที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่จะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ก้าวย่างต่อจากนี้ย่อมเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่ยากจะหลีกเลี่ยง

กรณีแรกร่างรัฐธรรมนูญผ่านการออกเสียงประชามติที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหา หรือนำไปสู่เหตุวุ่นวายใดๆ

เมื่อขั้นตอนต่อจากนี้ถูกล็อกไว้ให้ต้องเดินหน้าไปตาม “ขั้นตอน” ไม่อาจเป็นอย่างอื่น เริ่มตั้งแต่การออกกฎหมายลูกซึ่งมี 4 ฉบับที่เป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับ และส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หาก สนช.เห็นว่าต้องแก้ไขก็จะส่งกลับมายัง กรธ. พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณารายละเอียดร่วมกันระหว่าง กรธ.และ สนช.

เบ็ดเสร็จก็จะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ในการจัดทำกฎหมายลูก เมื่อประกาศใช้ก็จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งให้ได้ภายใน 150 วัน

มีประเด็นเล็กน้อยตรงในกรณีที่คำถามพ่วงที่กำหนดให้ สว.ชุดแรกมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีผ่านประชามติ ซึ่งจะทำให้อาจต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในส่วนที่ กรธ.ต้องปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้เข้ากับคำถามพ่วง ต่อจากนั้นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแก้ไขถูกต้องหรือไม่ โดยจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนกว่า

เบื้องต้น เส้นทางนี้ดูเหมือนจะราบเรียบไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่นี่อาจเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มต่อต้านที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยพยายามเรียกร้องให้เปิดกว้างแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หยิบยกเหตุผลนี้มาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับผลของประชามติ ที่ถูกมองว่าปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มเห็นต่าง

แม้จะไม่มีผลทำให้กระบวนการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญต้องสะดุด แต่ก็บั่นทอนความน่าเชื่อถือของตัวรัฐธรรมนูญ และเป็นหัวเชื้อที่จะถูกหยิบยกไปเคลื่อนไหวต่อไป

อีกทั้งยังกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่จะต้องกลับเข้ามาลงเลือกตั้งในกติกาที่ไม่เห็นด้วยย่อมถูกนำไปใช้เพื่อหาประโยชน์ทางการเมืองในอนาคต

ที่สำคัญแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้น สุดท้ายย่อมกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะที่จะเป็นคนคุมสถานการณ์ไปจนถึงเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง ต่อเนื่องไปจนถึงกระบวนการเลือก สว.ชุดแรกที่จะมาจากการสรรหา

ยิ่งในกรณีที่คำถามพ่วงประชามติผ่านความเห็นชอบ สว.ชุดนี้จะสามารถมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นชนวนสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นอีกระลอก

กรณีที่สองร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แน่นอนว่าความวุ่นวายจะเกิดขึ้นทันทีตั้งแต่ผลออกมา เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ คสช.จะกำหนดในเวลาต่อมาหลังรู้ผลประชามติ

กระบวนการในช่วงหลังประชามติย่อมถูกเพ่งเล็งว่า คสช.จะงัดไม้ไหนมาดำเนินการ ทั้งร่างเอง หรือตั้งคณะทำงานชุดใหม่ขึ้นมาร่างแทน ที่สำคัญมีแนวโน้มจะไม่มีการทำประชามติที่จะเสียทั้งเวลาและงบประมาณอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่จะยิ่งเกิดแรงต้านมากขึ้น

ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นหากเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมามีเนื้อหาที่ล่อแหลมและไม่เป็นที่ไว้ใจของสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดช่องสืบทอดอำนาจให้ คสช. หลังจากมีการเลือกตั้งที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลายรุนแรงมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งหลังประชามติไม่ผ่าน กลุ่มต่อต้าน คสช.ย่อมใช้โอกาสนี้นำเสียงของประชาชนมาเดินเกมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ตามที่เคยดักคอไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากประชาชนไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

แน่นอนแรงกระเพื่อมนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง แถมมีแนวโน้มจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือจัดการกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว ตรงนี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลายหนักขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ไม่ว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไรย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนได้ อยู่ที่ คสช.จะเลือกจัดการและควบคุมสถานการณ์อย่างไร

 

10ประเด็นร้อนร่างรธน. โต้เดือดจนถึงวันชี้ขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 07:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446084

10ประเด็นร้อนร่างรธน. โต้เดือดจนถึงวันชี้ขาด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหลืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นหลักกิโลเมตรที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองของไทย ไม่ว่าผลการออกเสียงจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายสำหรับการลงประชามติเสร็จสิ้นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าจนถึงทุกวันนี้มีประเด็นที่ว่าด้วยการเมืองถกเถียงระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนำมาหักล้างกันต่อเนื่อง ซึ่งทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ขอรวบรวมไว้เป็น 10 ประเด็นดังนี้

1.เปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก เป็นประเด็นร้อนแรกๆ ที่ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก เพราะ กรธ.จะให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกนายกฯ แต่ก็มีประเด็นว่าเป็นการให้คนนอกมาเป็นนายกฯ เหมือนกับเมื่อปี 2535 หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ กรธ.พยายามหักล้างคำว่า “นายกฯ คนนอก” นั้นไม่ได้เป็นคนนอกเสียทีเดียว เนื่องจากเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสภาผู้แทนราษฎรจะเลือกจากบัญชีดังกล่าว ซึ่งจะเป็น สส. หรือไม่เป็น สส.ก็ได้

กระนั้นก็ตาม ยังคงมีเสียงเรียกร้องให้กลับไปใช้การเลือกนายกฯ ในระบบเดิมตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 คือสภาฯ ต้องเลือกนายกฯ จากบุคคลที่เป็น สส.

2.การเลือกตั้ง สส.ตัดสิทธิประชาชน กรธ.กำหนดให้การเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว แต่คำนวณหา สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ โดยระบุว่าเป็นระบบที่ทำให้ทุกคะแนนมีความหมาย เพราะถูกนับและนำมาคำนวณหา สส.ทั้งหมด

ทว่ากลับมีข้อโต้แย้งตรงที่เป็นการตัดสิทธิประชาชน จากเดิมที่ สส.สามารถเลือกคนและพรรคการเมืองได้โดยตรงผ่านการมีบัตรเลือกตั้ง สส.แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ แต่ระบบใหม่มีผลให้ประชาชนเลือกได้เฉพาะ สส.แบ่งเขตเท่านั้น

3.รัฐบาลผสมอ่อนแอ เป็นผลสืบเนื่องมาจากระบบการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่วางกรอบไม่ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงในสภาฯ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่ง กรธ.อธิบายว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการรัฐสภาเหมือนในอดีต แต่ฝ่ายตรงข้ามเห็นแย้งว่าจะนำมาซึ่งรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ เพราะพรรคการเมืองขนาดกลางจะสร้างอำนาจต่อรอง จนทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ

4.การได้มาซึ่ง สว.ไม่ยึดโยงประชาชน อย่างที่ทราบกันดีว่าการได้มาซึ่ง สว.ตามร่างรัฐธรรมนูญได้แบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรก ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการสรรหาให้ได้ 250 คน มีวาระ 5 ปี จากนั้นถึงจะเป็น สว.ที่มาจากการเลือกกันเองของผู้สมัครตามสาขาวิชาชีพ จำนวน 200 คน

การเลือก สว.ดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามมาที่ กรธ.ว่าสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเลือกโดยตรง แต่กรธ.พยายามอธิบายมาตลอดว่าการไม่กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น เพราะไม่ต้องการให้ผู้สมัคร สว.ต้องพึ่งฐานเสียงพรรคการเมืองเพื่อให้ตัวเองได้รับการเลือกตั้ง

5.ยุทธศาสตร์ชาติสร้างปัญหา เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งมีการบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก แต่ได้นำมาซึ่งข้อโต้เถียงถึงความเหมาะสมเป็นอย่างมาก โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ายุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวจะเกิดขึ้นในยุคของ คสช. และมีผลสืบเนื่องไปอีก 20 ปี อาจมีผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเวลาต่อมาไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีอิสระ

แต่ กรธ.อธิบายว่าการมียุทธศาสตร์ชาติจะช่วยให้การบริหารประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองของฝ่ายที่จะมาเป็นรัฐบาล

6.องค์กรอิสระมีอำนาจมากเกินไป ประเด็นที่เกิดการโต้เถียงพอสมควร คือการให้มีอำนาจป้องกันความเสียหายทางการเงินการคลัง โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่แจ้งไปยังสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่าอาจเป็นการเปิดช่องให้องค์กรอิสระแทรกแซงรัฐบาลได้ แต่ กรธ.ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น เพราะต้องการให้องค์กรอิสระทำงานในเชิงรุกมากขึ้นแทน

7.ปราบโกงได้ไม่จริง กรธ.พยายามบอกแก่สาธารณะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความมุ่งหมายที่ต้องการปราบการทุจริตให้เด็ดขาด โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองไว้อย่างเข้มข้น รวมไปถึงการใช้มาตรการทางจริยธรรมมาช่วยควบคุมนักการเมือง แต่อีกมุมเห็นว่าการให้ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อองค์คณะของศาลฎีกาได้ จากเดิมที่จะให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณานั้นอาจมีผลให้การปราบทุจริตเกิดความอ่อนแอได้

8.การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดย กรธ.บัญญัติให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นผลสำเร็จก็ต่อเมื่อมี สส.ฝ่ายค้านเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 20% และต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว. ซึ่ง กรธ.ให้เหตุผลถึงการตั้งเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้สูงว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงต้องมีหลักประกันที่ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้เสียงข้างมากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้ ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วยระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยาก มีเป้าประสงค์เพื่อปกป้อง คสช.

9.บทเฉพาะกาลนิรโทษกรรม คสช. การให้รัฐธรรมนูญรับรองการกระทำของคณะรัฐประหาร ถึงจะเป็นบรรทัดฐานที่ทำการสืบมา แต่ปัจจุบันได้ก่อให้เกิดคำถามว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะนั่นอาจหมายถึงการนิรโทษกรรมการทุจริตที่เกิดขึ้นในยุค คสช.ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ กรธ.มีคำอธิบายว่าการนิรโทษกรรม คสช.ตามร่างรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้ายจะไม่นิรโทษกรรมการทุจริตที่เกิดขึ้นในระหว่างการบริหารประเทศของ คสช.แต่อย่างใด

10.สว.ไม่ควรได้สิทธิเลือกนายกฯ นอกเหนือไปจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดการโต้เถียงกันแล้ว ปรากฏว่าคำถามพ่วงที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) ร่วมกันตั้งขึ้นมาก็เกิดการโต้แย้งดุเดือดไม่แพ้กัน โดย สปท.และ สนช.ผนึกกำลังสร้างคำอธิบายว่าในเมื่อรัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาแล้วก็ควรให้ สว.และสส.ร่วมกันเลือกนายกฯ ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยแย้งว่า วุฒิสภามีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย จึงไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสถาปนาอำนาจฝ่ายบริหาร

 

แลกหมัดสัปดาห์สุดท้าย ​ ชี้ขาดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/445907

แลกหมัดสัปดาห์สุดท้าย ​ ชี้ขาดประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่ 7 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะ “ชี้ขาด” ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะได้รับ “ฉันทามติ” จากประชาชน เห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศหรือไม่

ท่ามกลาง “ความเห็นต่าง” ในสังคม สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มหลายฝ่ายเปิดหน้าออกมาแสดงจุดยืนทั้ง “รับ” และ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทำให้บรรยากาศในช่วงโค้งสุดท้ายจึงเต็มไปด้วยความเห็นที่หลากหลาย

ประเมินเสียงกลุ่มต่างๆ รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมในเวลานี้ ยากจะฟันธงล่วงหน้าว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร

ปัจจัยที่จะชี้ขาดผลประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จึงอยู่ที่ยุทธศาสตร์ของแต่ละฝ่ายที่ต่างฝ่ายต่างต้องงัดไม้เด็ดออกมาปลุกกระแสสังคมให้เห็นคล้อยตามจุดยืนของฝั่งตัวเอง

โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยยังไม่ตัดสินใจว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ”

ล่าสุด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น “ครั้งที่ 10 : การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559” พบว่าประชาชนส่วนใหญ่  59.13% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร ขณะที่ 33.07% ระบุว่าไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงแค่ 6.27% ที่ระบุว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

พิจารณาตามผลโพลที่ออกมาแม้เสียง “รับ” จะมาแรงกว่า “ไม่รับ” แต่ก็ไม่อาจจะสะท้อนหรือสรุปล่วงหน้าได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ เพราะกลุ่มคนจำนวนมากเกินครึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร เสียงของคนกลุ่มนี้จึงมีความหมายถึงขั้นจะชี้ขาดผลประชามติ

ต้องยอมรับว่าฐานเสียงอของกลุ่มคนที่ประกาศจุดยืนไปแล้วก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ถือเป็นฐานเสียงที่ชัดเจนหนักแน่น คนทั้งสองกลุ่มนี้มีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจนว่าจะลงมติอย่างไร แม้จะมีกลับใจหรือเปลี่ยนทิศทางการลงมติก็เพียงเล็กน้อย

กลุ่มคนตรงกลางที่ยังไม่ได้ตัดสินใจที่มีอยู่เป็นจำนวนมากจึงเป็นกลุ่มที่จะชี้ขาดการลงประชามติ

ส่วนการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้จะเทเสียงไปฝั่ง “รับ” หรือ “ไม่รับ” จึงอยู่ที่กระแสที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนการออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. ที่เชื่อว่าแต่ละฝั่งจะงัดกลยุทธ์นำเสนอข้อมูลออกมาสู้กัน

เริ่มตั้งแต่ กรธ.ที่ช่วงนี้แข็งขันออกมาทำหน้าที่ชี้แจงประเด็นที่ถูกบิดเบือนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ การรักษาพยาบาล การศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการปราบโกงที่ถือเป็นจุดแข็งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่กลับถูกถล่มอย่างรุนแรงในช่วงโค้งสุดท้าย

ยังไม่รวมกับการจัดเวทีดีเบตแลกเปลี่ยนข้อมูลเนื้อหาถ่ายทอดออกโทรทัศน์ให้ประชาชนทั่วประเทศได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ที่ถูกวิพากษ์ว่าจะทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลด้านดีมากกว่าด้านเสีย

ยังไม่รวมกับปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆ ผ่านกลไกมือไม้ของ คสช.ที่ถูกเซตขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆ ช่วงการออกเสียงประชามติป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

ถัดมา สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่เปิดหน้าประกาศจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมเฟซบุ๊กไลฟ์ไล่เรียงนำเสนอจุดเด่นในแต่ละประเด็นอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสียงปรามบรรดานักการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ พวกนักการเมืองที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นพวกใจแคบ เห็นแก่ตัว ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศ

โค้งสุดท้ายถึงขั้นงัดยูนิฟอร์มเก่า เสื้อยืด ห้อยนกหวีด ออกมาส่งสัญญาณปลุก “มวลมหาประชาชน” ที่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ออกมาช่วยกันลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ฝ่าย “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มเคลื่อนไหวผ่านช่องทางที่พอจะทำได้ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ดังจะเห็นปรากฏการณ์ อดีต สส.เพื่อไทย ออกมาประกาศจุดยืนใช้สิทธิส่วนตัวไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ต่างจากมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่เริ่มเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่ คสช.เปิดช่องให้แสดงความคิดเห็นได้ กลุ่มต่างๆ เหล่านี้น่าจะใช้ช่องทางนี้ในการเคลื่อนไหวแสดงเหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น

แม้แต่ฝั่งประชาธิปัตย์ หลังจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ออกมาแถลงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ บรรดาอดีต สส.ก็ออกมาขยายผลย้ำจุดยืนด้วย 3 เหตุผลที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ถึงขั้นหยิบยกเอาอุดมการณ์พรรคที่สั่งสมมายาวนานมาประกอบการตัดสินใจ

แม้จะเป็นจุดยืนความเห็นที่แตกต่างจากอดีต สส.ปีก กปปส.ที่อาจบานปลายในอนาคต ดังจะเห็นจากวิวาทะระหว่างสองฝั่งที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าการ “แลกหมัด” ของทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญคงจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหวังผลชี้ขาดประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น

 

กปปส.-ปชป.แยกกันเดิน ประชามติระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/445492

กปปส.-ปชป.แยกกันเดิน ประชามติระส่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนแบบไม่มีกั๊กกับท่าทีล่าสุดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดหน้าประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลไม่ตอบโจทย์ทั้งเรื่อง สิทธิ ทุจริต และแก้ปัญหาความขัดแย้ง

พร้อมจุดยืนเสนอทางออกกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นคนนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยตัวเอง โดยปัดฝุ่นนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาปรับปรุงแก้ไขเพราะถือว่าเคยผ่าน “ประชามติ” มาแล้ว

กระแสตอบรับมีทั้ง “เสียงเชียร์” และ “เสียงด่า” เพราะเอาเข้าจริงไม่ว่า อภิสิทธิ์ จะประกาศ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ก็ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นปกติในบรรยากาศที่ความขัดแย้งยังคงอยู่ในสังคม

ประเด็นที่ต้องติดตามอยู่ที่ท่าทีความสัมพันธ์ระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ ที่ขาดสะบั้นจนยากจะประสาน

เมื่อจุดยืนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศตัวชัดเจนว่า รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลความชื่นชอบตั้งแต่คำปรารภพร้อมออกเฟซบุ๊กนำเสนอข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญรายวัน

สวนทางกับจุดยืนของ อภิสิทธิ์ ที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดเสียมากกว่าจุดดี

แม้การประกาศจุดยืนของ อภิสิทธิ์ จะถูกมองว่าเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของหัวหน้าพรรค ไม่ใช่ “มติพรรค” ที่ผูกมัดให้ลูกพรรคต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

แต่ทาง องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าจุดยืนของหัวหน้าพรรคก็เหมือนกับมติพรรคกลายๆ ที่ตามธรรมเนียมลูกพรรคควรจะยึดถือปฏิบัติตาม

ที่สำคัญ อภิสิทธิ์ ออกตัวตั้งแต่เริ่มต้นแถลงว่าไม่เป็นแค่การแถลงเป็นความเห็นส่วนตัวเพราะเป็นจุดยืนที่แสดงในฐานะหัวหน้าพรรคบนพื้นฐานอุดมการณ์พรรคและการดำเนินการพรรคมาตั้งแต่ก่อตั้งปี 2489

“ไม่ใช่ความชอบไม่ชอบส่วนตัวแต่เป็นการสานต่ออุดมการณ์ที่สำคัญ จุดยืนที่จะแถลงเป็นการยืนยันและสืบสานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และแสวงหาคำตอบให้กับอนาคตประเทศไทย โดยการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่บนหลักคิดที่ว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่”

ปัญหาอยู่ที่ลูกพรรคฝั่ง กปปส.หลายคนประกาศตัวเป็นเอกเทศไม่สนใจจุดยืนหัวหน้าพรรค ที่ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์

ล่าสุด ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวว่า ศึกษาถี่ถ้วนแล้ว จึงประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ โดยมั่นใจว่า ร่างนี้จะสามารถแก้ไขข้ออ้างความเป็นประชาธิปไตยในความหมายของระบอบทักษิณได้ ด้วยความเคารพหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตนมองต่างมุม และยืนยันว่า ผมยังมีอุดมการณ์พรรคเช่นเดียวกัน

สอดรับกับท่าทีของ แทน เทือกสุบรรณ บุตรชาย สุเทพ ที่โพสต์เฟซบุ๊ก “คุณอภิสิทธิ์ พูดเรื่องดีๆ มีเหตุผล เสียดายคนไทยไม่ฟัง เอาแต่ด่าเอามันตามกระแสอย่างเดียว รับก็ด่า ไม่รับก็ด่า!! ถ้าผมเป็นคุณอภิสิทธิ์ จะลาออกจากหัวหน้าพรรค เลิกเล่นการเมือง ไปทำงานองค์กรต่างประเทศอย่าง UN หรือ WTO ซะเลย”

อีกด้านทางฝั่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์พร้อมใจกันตบเท้าออกมาสนับสนุนจุดยืนของอภิสิทธิ์ ไล่มาตั้งแต่ พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต สส.กระบี่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บุญยอด สุขถิ่นไทย รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ณัฐ บรรทัดฐาน อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ รัชดา ธนาดิเรก อดีต สส.กรุงเทพมหานคร ที่พร้อมใจโพสต์เฟซบุ๊กสนับสนุน

แม้แต่นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษายังส่งสัญญาณเชียร์การตัดสินใจของ อภิสิทธิ์ จุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญยิ่งสะท้อนให้เห็นรอยร้าวใต้ชายคารั้วพระแม่ธรณีที่ชัดเจนขึ้น และไม่รู้ว่ารอยร้าวนี้จะสามารถประสานเยียวยาได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมหลังการออกมาประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ ย่อมทำให้เสียง “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญดังขึ้นกว่าเดิม เพราะแม้จะไม่ใช่เสียงสะท้อนในภาพรวมทั้งหมดของสมาชิกพรรคหลายล้านคน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าจุดยืนครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์ตามอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์

เมื่อรวมกับเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งจากฝั่งเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มเอ็นจีโอ เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย ย่อมทำสั่นคลอนต่อการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ อย่างมีนัยสำคัญ