งัด ม.44 เชือดไก่ สกัดกลุ่มป่วนรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/445279

งัด ม.44 เชือดไก่ สกัดกลุ่มป่วนรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ครั้งใหม่ เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ไม้แข็ง” ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดมาสกัดกลุ่มป่วนกลุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหว

ล่าสุด คสช.ออกคำสั่งเรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 5 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ให้ บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการตรวจสอบหรือดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว ในกรณีพบว่ามีผู้บริหารหรือข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้อื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ทั้งนี้ในกรณีพบว่าบุคคลตามข้อ 1 มีความผิดให้หน่วยงานดังกล่าวรายงานนายกฯ เพื่อพิจารณา หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งต่อไป โดยมีผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าตรวจค้น บริษัท ทัศนาภรณ์ ธุรกิจของตระกูลบูรณุปกรณ์ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. หลังจากพบเบาะแสว่าอาจเกี่ยวข้องกับการส่งจดหมายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญไปยังที่พักประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

ในระหว่างที่บุญเลิศอยู่ที่ต่างประเทศ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย จ.เชียงใหม่ ผู้เป็นหลานสาว พร้อมทีมทนายความ เดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อขอพบ พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวสารที่เกิดขึ้น มาขอทราบรายละเอียดก่อน

เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนถึงการกระทำผิดใดๆ เพราะในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นที่บ้านนั้น ได้แต่ยึดซองเปล่า และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

การใช้ “ยาแรง” กับบุญเลิศ ถึงขั้นมีคำสั่งพักงานทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำผิด จึงอาจยิ่งตอกย้ำเป้าหมายเบื้องหลังคำสั่ง คสช. ที่ตั้งใจจะใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่างให้ “กลุ่มอื่น” ได้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง และไม่กล้าที่จะผลีผลามออกมาทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อไป

ดังจะเห็นว่าหลายกรณีที่ปรากฏก่อนหน้านี้ มีบุคคลที่เกี่ยวพันความผิดที่ค่อนข้างชัดเจนกว่านี้ บางเรื่องใกล้เข้าสู่การชี้ขาดความผิด แต่ คสช.กลับไม่ออกคำสั่งมาพักการคล้ายกับกรณีนี้ ปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างจึงชวนให้คิดว่านี่เป็นมาตรการเชือดไก่สกัดกลุ่มป่วน

อย่าลืมว่าตระกูลบูรณุปกรณ์ถือเป็นกลุ่มการเมืองสำคัญในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดอดีตนายกรัฐมนตรี และยังเป็นฐานเสียงสำคัญของขั้วอำนาจเก่า

ยิ่งในช่วงใกล้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เอกสารเผยแพร่ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายบิดเบือนข้อเท็จจริงในรูปแบบต่างๆ ปรากฏให้เห็นมากขึ้นทั้งจากกลุ่มที่เปิดเผยตัวเองและไม่เปิดเผยตัวเอง

ในขณะที่การไปไล่จับก็ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่ยากจะสำเร็จหรือเห็นผลได้อย่างทันทีทันควัน

ทั้งที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะให้น้ำหนักไปกับการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่ทั่วถึง ชัดเจน หักล้างประเทศที่ถูกบิดเบือนมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่หลายฝ่ายกำลังเรียกร้องขอพื้นที่การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ดังนั้น กลุ่มป่วนหรือกลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์ ซึ่งได้เห็นตัวอย่างจากกรณีบุญเลิศย่อมไม่กล้าทำอะไรสุ่มเสี่ยงหรือใส่เกียร์ว่าง ปล่อยให้เหตุการณ์ความวุ่นวายในพื้นที่เกิดขึ้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเวลานี้ต้องคิดหนักมากขึ้น

นอกจากจะไม่กล้าทำอะไรสุ่มเสี่ยงแล้ว อีกด้านหนึ่งยังอาจจะต้องหาทางป้องกันหรือสกัดไม่ให้กลุ่มต่างๆ มาเคลื่อนไหวในพื้นที่ของตัวเอง ที่จะสุ่มเสี่ยงถูกหางเลขโดนมาตรา 44 พักงานหรือรุนแรงกว่านั้น

เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.วันนี้สามารถทำอะไรก็ได้ ไม่อาจโต้แย้งหรือเอาผิดย้อนหลังได้

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ คสช.จะเลือกเดินเกมใช้ “ยาแรง” งัดมาตรา 44 มาใช้ ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดความวุ่นวายได้ เพราะหากปล่อยไปโดยไม่หาทางสกัด เหตุการณ์ความวุ่นวายที่จะเกิด อาจกระทบต่อผลการลงประชามติที่จะเกิดขึ้น สุดท้ายย่อมกระทบต่อไปถึงเสถียรภาพของ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ชำแหละ “พลเมืองผู้ห่วงใย” รวมกันเฉพาะกิจสู้คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444835

ชำแหละ "พลเมืองผู้ห่วงใย" รวมกันเฉพาะกิจสู้คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เผชิญกับการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อไม่นานมานี้เครือข่ายประชาสังคมและนักวิชาการ 16 องค์กร 117 คน ร่วมลงชื่อในนาม “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ คสช.ต้องเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้ประชาชน หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะมีกระบวนการอย่างไรต่อไป

“ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการและกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยเป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้ใน Roadmap สู่การเลือกตั้งและตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว” ส่วนหนึ่งจากคำแถลงการณ์ที่มีทั้งหมด 5 คน

เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใยกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคมไปถึง คสช.ในประเด็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยครั้งนั้นออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรียกร้องให้ คสช.จัดทำประชามติด้วยความโปร่งใสและเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ และนักการเมืองร่วมลงชื่อ 104 คน และนับวันเครือข่ายจะแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น ภายหลังมีคนลงชื่อสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 117 คน

หากจะบอกว่างานนี้มีใครเป็นคีย์แมนสำคัญต้องยกให้กับ “บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) เพราะเป็นมือประสานสิบทิศกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับฝ่ายการเมืองในการร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ครั้งนี้

ต้องไม่ลืมว่าอาจารย์บัณฑูรเคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญในตำแหน่งกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองของ สปช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของกรรมการปรองดองฯ ทำให้บัณฑูรเป็นโซ่ข้อสำคัญที่เชื่อมถึงฝ่ายการเมืองเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เป็นเพราะส่วนหนึ่งได้เดินสายร่วมกับอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการฯ เพื่อพบกับผู้นำทางการเมืองกลุ่มต่างๆ ทำให้อาจารย์บัณฑูรไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกลของกลุ่มการเมืองต่างๆ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ถึงมีนักการเมืองเข้าร่วมจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่พยายามสงวนท่าทีมาตลอดอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” รองประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังลงร่วมขบวนการนี้ด้วย

ขณะที่ภาคส่วนของนักวิชาการมีการรวมตัวกันเป็นระยะอยู่แล้ว โดยแยกกันเคลื่อนไหวซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการให้ คสช.เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีโอกาสแสดงความคิดเห็นมากกว่าที่เป็นอยู่

นักวิชาการที่ร่วมขบวนการนี้ที่น่าสนใจ เช่น “เดชรัต สุขกำเนิด” อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำเครือข่ายนักวิชาการพลเมือง ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ยืนยันหนักแน่นมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีเนื้อหาที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค

“จอน อึ๊งภากรณ์” อดีต สว.กทม. “นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำกลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เคยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา

“สุณัย ผาสุข” ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย หนึ่งในนักวิชาการที่ออกมาท้วงติงถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ คสช.ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา “ศศิน เฉลิมลาภ” นักวิชาการอิสระที่ออกมาคัดค้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ประภาส ปิ่นตบแต่ง” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิชาการอีกหนึ่งคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดด้อยตรงที่การทำให้ความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชนและหลักสิทธิชุมชนน้อยลง “ชยันต์ วรรธนะภูติ” คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยเป็นหนึ่งในนักวิชาการจำนวน 200 คน ที่ลงชื่อเรียกร้องต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้คุ้มครองการแสดงสิทธิเสรีภาพทางวิชาการภายในมหาวิทยาลัย“ศ.สุรชาติ บำรุงสุข” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นนักวิชาการที่ศึกษาความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกองทัพกับการเมือง

ขณะเดียวกัน ผู้ประสานงานของเครือข่ายฯ ได้ประสานงานยังแกนนำกลุ่มการเมือง ทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แต่ได้รับการแจ้งกลับมาว่าตัวเองต่างประกาศจุดยืนชัดเจนไปแล้วในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากมาร่วมกับเครือข่ายฯ จะทำให้มวลชนตั้งคำถามได้ เพราะเครือข่ายฯ ไม่ได้มีจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญในทางใดทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การทำงานของเครือข่ายฯ ไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 7 ส.ค. แต่ยังจะหารือเพื่อยื่นข้อเสนอไปยัง คสช.ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ หรือถ้าเป็นกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็จะเตรียมทำข้อเสนอไปยัง คสช.ให้จัดทำกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อวางกลไกในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่สามต่อไป

 

โค้งสุดท้ายประชามติ แนวร่วมโหวตโนมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:15 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444834

โค้งสุดท้ายประชามติ แนวร่วมโหวตโนมาแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ช่วงโค้งสุดท้ายของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ บรรยากาศทางการเมืองเป็นไปด้วยความเข้มข้น บรรดาฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน ต่างทยอยออกมาประกาศแสดงจุดยืนและเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก โดยไม่เกรงกลัวกฎเหล็กของ พ.ร.บ.ประชามติ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่อย่างใด

ทั้งนี้ โดยเฉพาะฝ่ายเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ก.ค. กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) และเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาและประชาชนรวม 43 องค์กร ได้แถลงการณ์จะ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ คือ 1.กระบวนการขาดความชอบธรรม 2.เนื้อหาทำประเทศถอยหลัง 3.
ไม่ควรฝากอนาคตไว้กับ คสช. และ 4.หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แล้วแก้แทบไม่ได้

การเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวนั้น ถือว่ามีความทรงพลังที่มองข้ามไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของนักวิชาการเอ็นจีโอ และกลุ่มนักศึกษา อาทิ กลุ่มนิติราษฎร์ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กลุ่มสมัชชาคนจน เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของเหมืองแร่ประเทศ เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มกะเหรี่ยงภาคเหนือ กลุ่ม FTA Watch และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายพลเมืองเน็ต เครือข่ายการศึกษาทางเลือก สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 และคำสั่ง คสช. เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิ ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมชายแดนใต้

เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า ทั้งเครือข่าย หรือ ภาคี ที่เข้าร่วมในครั้งนี้ มีทั้งกลุ่มหรือองค์กรที่เคยสนับสนุน คสช. กับกลุ่มหรือองค์กรที่เปิดตัวต้านการปฏิวัติรัฐประหาร คสช.มาโดยตลอด หรือกล่าวง่ายๆ คือ เป็นการรวมตัวกันของทั้งคนรักและคนชัง คสช. มาอยู่ด้วยกัน ผนึกกันเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อโหวตโน

ประเด็นท่าทีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม 43 องค์กร ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการขยายวงครั้งใหญ่ ในการต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จากเดิมมีแต่พรรคเพื่อไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งถูกโจมตีว่าค้านเพราะปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง

อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยที่ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันร่างเสร็จด้วยซ้ำไป เมื่อเห็นกลุ่มนักวิชาการ นักศึกษาและเอ็นจีโอ มาเคลื่อนในแนวทางเดียวกัน ก็ลดแรงเคลื่อนไหว แม้วันเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งเดิมจะจัดกันที่เกาะฮ่องกง ต้องยกเลิกไปจัดที่อังกฤษแทน เพราะเกรงจะถูกโยงว่ามาบงการล้มร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดก็เพื่อปล่อยให้กลุ่มดังกล่าวได้นำการขับเคลื่อนไหวคัดค้านแทน

ในขณะที่ท่าทีพรรคประชาธิปัตย์นั้น มีอดีต สส.หลายคนแสดงความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนยังจับจ้อง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เตรียมประกาศจุดยืนในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ซึ่งหลายคนมองว่า “อภิสิทธิ์” คงจะประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทั้งหมดนี้ ยิ่งทำให้กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพุ่งสูงขึ้น เรื่องนี้ คสช.ต้องตั้งรับให้ดี ถ้าขืนใช้กฎหมายเข้าจัดการ มีหวังกระแสต้านอาจลุกลามบานปลายได้ และที่สำคัญต้องเปิดกว้างให้มีการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่เช่นนั้นแรงกดดันจะพุ่งเข้าหา คสช.ซึ่งยากจะแก้ไข

ฉะนั้น สถานการณ์การเมืองจากนี้ จะหนักหน่วงและเข้มข้น จะไม่มีฝ่ายใด แทงกั๊ก หรือ สงวนท่าที โหวต คว่ำ หรือ โหวตรับ อีกต่อไปแล้ว ทุกฝ่ายจะทุ่มสรรพกำลังมีเท่าไรใส่กันไม่ยั้ง  ทั้งกลุ่มการเมือง สองฝ่าย หรือ สองสีเสื้อ ต่างจะออกมาเคลื่อนไหวกันเข้มข้น  “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ย่อมจะออกมาสับเละรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทุกรายมาตรา ฝ่าย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ย่อมจะออกตัวมาเชียร์รัฐธรรมนูญฉบับนี้กันแบบสุดๆ ใครแพ้ หรือ ชนะ รอวัดดวงกันในวันลงประชามติ

อย่างไรก็ตาม 7 ส.ค.นี้ คือ วันแห่งการตัดสินทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศไทย เป็นการใช้สิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองของประชาชนโดยตรงตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายทั้งโหวตคว่ำ หรือ โหวตรับ ต่างเห็นตรงกัน คือ ผลของการลงประชามติทุกฝ่ายต้องยอมรับ และไม่ควรนำมาเป็นชนวนก่อความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่

 

จุดกระแสไม่รับ รธน. วางหมาก คสช.อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444635

จุดกระแสไม่รับ รธน. วางหมาก คสช.อยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ช่วงโค้งสุดท้ายการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ สถานการณ์ทางการเมือง เข้มข้นขึ้นตามลำดับ มีการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าผลของการลงมติครั้งนี้จะออกมาอย่างไร ก็มีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานนี้ คสช.คิดหนัก โดยเฉพาะหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามกดดันเรียกร้องให้ คสช.ต้องแสดงความรับผิดชอบหนักหน่วงขึ้น

แม้นาทีนี้ คสช.มั่นใจว่าจะกุมสถานการณ์ได้ แต่หากถึงสถานการณ์จริง คสช.อาจต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องต่างๆ นานาจนทำให้อำนาจการบริหารประเทศของ คสช.สั่นคลอนได้

ทั้งนี้ กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ประกอบด้วย นักวิชาการ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มาจากหลายขั้วหลากสี รวมถึงพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาเรียกร้อง 5 ข้อ สรุป ว่า 1.เปิดให้ประชาชนทุกฝ่ายได้ถกแถลงแสดงความคิดเห็น 2.ทางเลือกต้องชัด หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะยังไงต่อ 3.ถ้าไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 4.หากข้อ 1-3 เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลประชามติ และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มาต้องเป็นประชาธิปไตย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

แม้กลุ่มนี้จะไม่ได้เรียกร้องให้คว่ำรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่หาก คสช.ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องโอกาสสูงที่กลุ่มดังกล่าวจะประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากหลายๆ สำนัก จะพบว่า ทั้งโพลแบบเปิดเผย หรือปิดลับ ผลโพลต่างออกมาคล้ายๆ กันคือ ก้ำกึ่งและสูสีกันมาก ระหว่าง “เห็นชอบ กับไม่เห็นชอบ” ซึ่งโอกาสที่จะประชามติไม่ผ่านเพิ่มสูงขึ้นอีก

ปมปัญหานี้ กุนซือ คสช.ย่อมมองออก จึงพยายามจุดกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่ยาวต่อไป จนกว่าจะปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ โดยไม่ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

คนที่จุดพลุเรื่องนี้ คือ “ไพศาล พืชมงคล” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

“ผมขอประกาศว่า ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญครับ …ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็เป็นไปตามโรดแมป ใครอย่ามาอ้างแพ้ชนะ และถ้าจะอ้างอย่างนั้น ก็ต้องอ้างว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เป็นชัยชนะของประชาชนที่ต้องการให้ปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อน

…ยังมีอีกมากกลุ่มที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศไปอีก 5 ปีถึง 20 ปี แม้จะยังคงโต้แย้งกันบ้างว่าจะเป็น 5 ปี หรือ 20 ปี ก็เป็นเรื่องปลีกย่อย หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ต้องถือว่าเป็นชัยชนะของกลุ่มนี้ด้วยเหมือนกัน เราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็หวังแต่ให้บ้านเมืองสงบสุข ปวงประชาสามัคคีกัน ทำมาค้าขายได้ ก็พอใจแล้ว”

จากถ้อยคำของ “ไพศาล” ชัดเจนว่า ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อไป 20 ปี โดยเชื่อมั่นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ซึ่งทาง คสช.จะร่างอย่างไรก็ได้เพื่อให้มีอำนาจอยู่ต่อไป เพราะถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ทาง คสช.จะไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ และที่สำคัญนักการเมืองจะกลับมาแชร์อำนาจอีก

หมากเกมนี้ หากสำเร็จ ทำให้ คสช.อยู่ในสถานะมั่นคงในอำนาจขึ้นมาทันที เพราะไม่ว่าผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะออกอย่างไร คสช.ปลอดภัย คือถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คสช.ก็เดินหน้าตามกลไก ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มองว่าแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่กลไกในรัฐธรรมนูญในหลายมาตราจะยังเอื้อให้ คสช.คุมอำนาจต่อไป

ในทางกลับกัน หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.ก็จะไม่เสียหาย เพราะจะอ้างได้ว่า ที่ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะคนต้องการให้ คสช.อยู่ต่อจนกว่าจะมีการปฏิรูป ไม่ใช่เพราะคนต้องการไล่ คสช.

อย่างไรก็ตาม ถึงตรงนั้น ต่างฝ่ายต่างอ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรม และในที่สุด คสช.ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไป ดังนั้นการจุดกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ “ไพศาล” แน่นอนต้องการอ้างคะแนนเสียงที่ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ คสช.อยู่ยาว

ทั้งหมดนี้ หากพิจารณาจากเป้าหมายปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง คสช.อาจขออยู่ต่อ หรือหากพิจารณาจากพลังการเคลื่อนไหวกดดันจากฝ่ายตรงข้าม คสช. ณ เวลานี้ ไม่มีกลุ่มใดสามารถต่อกรกับ คสช.ได้ ดังนั้นแม้รัฐธรรมนูญผ่าน หรือไม่ผ่านประชามติ คสช.ย่อมอยู่ต่อ หรืออยู่ยาวได้

ฉะนั้นการขยับของ “ไพศาล” ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า คสช.วางหมากทางการเมืองรองรับไว้แล้วทุกด้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกอุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 7 ส.ค.นี้

 

ปิดประตู ‘หงายไพ่’ คสช.อุบไต๋คุมเชิงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444199

ปิดประตู ‘หงายไพ่’ คสช.อุบไต๋คุมเชิงประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนถึงนาทีนี้คงเป็นไปได้ยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยอม “หงายไพ่” แจกแจงรายละเอียดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เส้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แม้ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” จะรวมตัวออกโรงเรียกร้องประเด็นนี้ต่อ คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติก็ตาม

ต้องยอมรับว่าการขยับครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่ต้องการเห็นทางเลือกที่ชัดเจนเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น

ที่สำคัญ การขยับครั้งนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มที่หวังอาศัยจังหวะสร้างสถานการณ์กดดันการทำงานของ คสช. เพราะกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นเครือข่ายประชาสังคมและนักวิชาการจากหลายสถาบัน โดยมีผู้สนับสนุนลงนามในคำแถลง 117 คน กับอีก 17 องค์กร

ส่องดูรายชื่อ อาทิ สุริชัย หวันแก้วโคทม อารียา สุรชาติบำรุงสุข บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สุหฤท สยามวาลา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นิกร จำนง สมชาย วงศ์สวัสดิ์  พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ วันมูหะมัดนอร์มะทา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หลายคนเป็นนักวิชาการเป็นที่เคารพนับถือในสังคม ขณะที่ส่วนของภาคการเมืองที่มาร่วมลงรายชื่อนั้นก็มาจากหลายพรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย หลายคนเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อดีตประธานสภา ฯลฯ ที่ทำให้เสียงสะท้อนครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่ผ่านมา

จะเห็นว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามทวงถามความชัดเจนจาก คสช.อยู่เป็นระยะเพื่อให้การตัดสินใจออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างรอบคอบ เมื่อรู้ว่า “ทางเลือก” ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำไปเปรียบเทียบได้ว่า “ดี” หรือ “ร้าย” กว่าฉบับนี้

แต่ท่าทีที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจนคนใน คสช.ยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือและสับสน

ชัดเจนที่สุดคงเป็นท่าทีจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับการออกมาอธิบายถึงความเป็นไปได้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2.ทำโดยวิธีใด 3.กรอบเวลาให้เสร็จเมื่อไร และ 4.เมื่อร่างเสร็จแล้วต้องดำเนินการอย่างไรต่อ

พร้อมตบท้ายว่าส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชามติอีกเพราะจะทำให้เสียเวลานาน

อีกด้านหนึ่ง ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยหลุดปากกว่าหากมีปัญหามากนัก ก็จะเขียนรัฐธรรมนูญเอง โดยเอาความรู้สึกของประชาชนว่าต้องการอะไรมาเขียน ก่อนจะมาอธิบายว่าเป็นคำพูดไม่ทางการ

“อย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่า เทศน์แบบคาบลูกคาบดอก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ท่าทีทั้งหลายเหล่านี้ทำยิ่งทำให้ “ทางเลือก” ในกรณีที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น ยิ่ง “คลุมเครือ” จนไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
กันแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่อาจเป็นความตั้งใจจากฝั่ง คสช. ด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มตั้งแต่ต้องการบีบให้กลุ่มคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคิดหนักว่าจะลงมติ “ไม่รับ” หรือไม่ เพราะไม่มีหลักประกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ออกมาใหม่จะดีกว่าฉบับที่กำลังจะลงมติ

แม้จะถูกโจมตีว่าเป็นการ “มัดมือชก” แต่ทาง คสช.ก็พยายามชี้แจงว่าอยากให้โฟกัสที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าเปรียบเทียบระหว่างฉบับนี้หรือฉบับใหม่

ประเด็นถัดมา หาก คสช.พูดชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนั้น ก็เท่ากับเป็นการ “ผูกมัดตัวเอง” ให้ต้องทำตามที่รับปากอย่างไม่มีทางเลือก

ดังจะเห็นว่าจากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ช่วงการออกเสียงประชามติยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง ที่อาจมีปัจจัยนำไปสู่การพลิกผันได้ตลอดเวลา

การตีกรอบให้ตัวเองต้องเดินไปตามทางที่กำหนดไว้ท่ามกลางความสุ่มเสี่ยงจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะหากถึงจุดหนึ่งอาจจำเป็นต้องตัดสินใจเดินออกนอกทางที่ประกาศไว้

การเปิดทางเดินให้กว้างไว้ในช่วงปลายโรดแมปย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ คสช.ที่กำลังจะต้องเตรียมหาทางแลนดิ้งลงจากหลังเสือ

ดังนั้น ต่อให้มีความพยายามหรือแรงกดดันมากแค่ไหน ก็เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะยอมหงายไพ่เผยหน้าตักของตัวเองทั้งหมด ที่จะทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเดิมพันที่ใกล้จะรู้ผลแพ้ชนะ

 

เสียงต้านรุมเร้า โค้งสุดท้ายประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443966

เสียงต้านรุมเร้า โค้งสุดท้ายประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. กลุ่มต้าน กลุ่มค้าน ร่างรัฐธรรมนูญยิ่งเปิดหน้าออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ ปลุกให้เสียง “ไม่รับ” ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม

ล่าสุด “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” เปิดหน้าออกแถลงเรียกร้องดึงทุกฝ่ายในสังคมร่วมผลักดัน 5 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1.เปิดให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้ถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและรอบด้าน เอื้อให้มีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย เพื่อการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ 2.ต้องมีการเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้กับประชาชน กรณีไม่ผ่านประชามติกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป

3.กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติ ผ่านกลไกทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการและกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้ในโรดแมป สู่การเลือกตั้ง 4.หากหลักการตามข้อเรียกร้อง ข้อ 1-3 ที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นจริง ทุกกลุ่มทุกฝ่ายควรยอมรับในผลของการทำประชามติ โดยร่วมกันส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในสังคม

และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มานั้นควรมีหลักการสำคัญ อาทิ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ ที่ไม่ถดถอยไปจากเดิม การตรวจสอบการถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตยของกลไกทางการเมืองที่มีความสมดุล การกำหนดให้มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่มีความพร้อมในการจัดการตนเอง การกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และมาตรการในการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายผลไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมทั้งมีบทบัญญัติที่เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ยากเกินไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามความจำเป็นและตามกรอบของกฎหมาย

แม้จะไม่ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ท่าทีและมุมมองต่อเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญที่สะท้อนออกมาก็พอจะชี้ชัดในตัวเอง

ความสำคัญของ “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” อยู่ที่กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล องค์กร จากทั้งภาควิชาการ เอ็นจีโอ ที่มีชื่อเสียง โคทม อารียา สุริชัย หวันแก้ว สุรชาติ บำรุงสุข บัณฑูร เศรษฐ
ศิโรตม์ รวมไปถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองขั้วต่างๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

นั่นทำให้พลังของกลุ่มนี้มีน้ำหนักจนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อาจมองข้ามหรือใช้วิธีเดิมๆ เข้าไปสกัดเหมือนที่เคยทำมา เพราะด้วยตัวองค์กรและบุคลากรที่มาจากภาควิชาการที่ไม่ใช่ขาประจำหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเคลือบแคลงแล้ว แม้แต่บุคคลที่มาจากฝั่งการเมืองเองก็หลากหลายไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง จนอาจตีความว่าเป็นการเรียกร้องของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าเท่านั้น

จะเห็นว่าท่าทีในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ เสียงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียออกมาขยายผลปลุกกระแสนำเสนอมุมมองไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อเนื่องด้วยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวรุกหนักขึ้น และเริ่มมีแนวร่วมออกมาร่วมเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ คสช.ต้องหันมาจับตาและตีกรอบไม่ให้บานปลายมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ยังมีเครือข่ายกลุ่มนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่ประกาศจุดยืนออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ดูจะมีเพียง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่เปิดหน้าเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  นอกเหนือไปจากฝั่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่โหมประชาสัมพันธ์ในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งการทุ่มเงิน 10 ล้านบาท ตีพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญลงหนังสือพิมพ์ 8 ฉบับ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับแจกเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่การจัดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.กำลังเป็นแม่งาน ดึงฝ่ายที่เห็นต่างขึ้นเวทีร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น ด้านหนึ่งย่อมช่วยลดแรงกดดันที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น สร้างความชอบธรรมให้การทำประชามติ

แม้สุดท้ายอาจจะกลายเป็นแรงกระเพื่อมรุนแรงที่ปลุกให้ “เสียงต้าน” มีน้ำหนักและเป็นที่รับรู้รับทราบในวงกว้างมากขึ้น และปลุกให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดความเห็นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ

 

เปิดดีเบตร่าง รธน. แก้เกมฝ่ายต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443813

เปิดดีเบตร่าง รธน. แก้เกมฝ่ายต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเดินเกมการเมืองในช่วงจังหวะสำคัญพอสมควร ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเปิดเวทีอภิปรายหรือดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ด้วย

ในประเด็นนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. อธิบายว่า กกต.เป็นผู้กำหนดประเด็นเนื้อหาทั้งหมด 10 หัวข้อ ที่ส่วนใหญ่เป็นปัญหากระทบความเป็นอยู่ใกล้ตัวเกี่ยวกับสิทธิที่ประชาชนมีความห่วงใยและ
มีการปล่อยข่าวให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดมาตลอด อาทิ บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การศึกษาฟรี 12 ปี

“เราจะให้มีกลุ่มนักวิชาการจากเครือข่ายไอลอว์ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ มาร่วมเวทีในฐานะที่เป็นผู้เสนอขอให้มีเวทีพูดคุยอย่างเสรี 4 ครั้ง และจะเชิญกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนทั่วไปอีก 6 ครั้ง รวมทั้งจะพยายามเชิญตัวแทนจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาร่วมถกปัญหาภายใต้บรรยากาศที่เป็นสาระ ไม่ใช้สำนวนตีรวน เอาชนะ ปลุกระดม หรือเอาแต่ความสนุกสนาน โดยจะควบคุมไม่ให้เกิดสภาพฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรุมอีกฝ่ายและจะบันทึกเทปเผยแพร่” สมชัย ระบุ

ทั้งนี้ รูปแบบรายการที่ว่านี้ กกต.จะไม่เป็นรายการสด แต่จะบันทึกเอาไว้เพื่อนำไปทยอยออกอากาศระหว่างวันที่ 25 ก.ค.-5 ส.ค. เวลา 13.00-14.00 น. ซึ่งการดีเบตในลักษณะนี้เรียกง่ายๆ ว่า “ดีเบตแห้ง”

ส่วนท่าทีของแต่ละฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง และกลุ่มภาคประชาชน ค่อนข้างจะตอบรับอยู่พอสมควร เหลือเพียงแต่ กรธ.ที่ยังคงสงวนท่าทีอยู่

นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. ระบุว่า “ตามขั้นตอนคงต้องรอให้ กกต.แจ้งรายละเอียดต่างๆ มาให้ กรธ.อย่างเป็นทางการก่อน จากนั้น กรธ. จึงจะประชุมและมีความเห็นร่วมกันต่อไป”

แม้ก่อนหน้านี้ กรธ.จะมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ไปร่วมเวทีดีเบต เพราะไม่ต้องการให้ใครนำไปสร้างเป็นเงื่อนไขทางการเมือง แต่เมื่องานนี้ กกต.ลงมาเป็นเจ้าภาพเองและไม่ได้รายการสดทางโทรทัศน์ ทาง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. คงไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

การเปิดให้มีเวทีดีเบตของ กกต.นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้เกมฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ผ่านมา กรธ. กกต. รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่างถูกโจมตีว่าชกฝ่ายเดียว ด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐรณรงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงฝ่ายรัฐบาลจะอ้างเป็นเพียงช่องทางเพื่อให้ประชาชนได้เห็นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยไม่ได้ชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น แต่ด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารที่หวังผลในทางการเมือง

อีกทั้งยังโดนโจมตีไปถึงเรื่องการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จนก่อให้เกิดเป็นกระแสในทางลบและสร้างบรรยากาศที่ไม่ดี

เมื่อกระแสเหล่านี้มีผลให้อุณหภูมิการเมืองเริ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนที่อาจแสดงถึงการต่อต้าน คสช.ด้วยการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยิ่งทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำย่อมมีสูง

ดังนั้น การแก้เกมที่ดีที่สุด คือ การเปิดให้โต้วาที เอาทุกฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

อย่างน้อยจะช่วยลดข้อครหาที่ว่าด้วย “การชกข้างเดียว” ออกไปบ้าง รวมไปถึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ลดความขัดแย้งที่นำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่ดีที่เอื้อต่อการลงประชามติ

การเปิดเวทีลักษณะนี้อาจบอกได้ว่า “วิน-วิน” ทุกฝ่าย ฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญจะได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลที่ตัวเองเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่นำไปสู่สาธารณะโดยตรง

ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะได้ใช้พื้นที่เดียวกันนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่แต่ละฝ่ายต่างพูดในเวทีและพื้นที่ของตัวเองหรือผ่านสื่อมวลชน

เหนืออื่นใด เวทีดีเบตช่วงโค้งสุดท้ายจะเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลและ คสช.ในอนาคตด้วย

โดยหลังจากเวทีดีเบตหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ย่อมจะเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลและ คสช.นำไปใช้เป็นข้ออ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบสง่างามได้ แต่ถ้าไม่มีเวทีดีเบต ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะไม่มีทางหนีข้อครหาไปได้ หนำซ้ำจะยิ่งทำให้การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญลดลงด้วย

ทั้งหมดนี้ กกต.หวังใช้เป็นเส้นทางสร้างความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติท่ามกลางเสียงตำหนิว่าเป็นมวยที่ชกอยู่ข้างเดียว

 

ปิดกั้นประชามติ ประเทศเสี่ยง ‘ไม่น่าเชื่อถือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443810

ปิดกั้นประชามติ ประเทศเสี่ยง ‘ไม่น่าเชื่อถือ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนลงประชามติ 7 ส.ค. ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐในการติดตามตรวจสอบกลุ่มเห็นต่างร่างรัฐธรรมนูญยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการคุมเข้มการแสดงออกด้วยการแจกใบปลิว หรือใช้ไม้แข็ง ห้ามแจกเอกสาร “ความเห็นแย้ง” รัฐธรรมนูญโดยเรียกจากฝ่ายรัฐว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปลอม”

อย่างไรก็ตาม เสียงที่ห้ามไม่ได้คือเสียงทักท้วงจากนานาชาติที่เรียกร้องให้เกิดการลงประชามติที่โปร่งใส-ยุติธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออก ทั้งจากองค์การสหประชาชาติ ทั้งจากสหภาพยุโรป ซึ่งเอกอัครราชทูตหลายประเทศถึงกับรวมตัวกันออก “แถลงการณ์ร่วม” เรียกร้องเสรีภาพของประชาชน จนนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่เอกอัครราชทูต “กังวล” ตรงกันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย ในการแสดงความคิดเห็นก่อนลงประชามติในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นักวิชาการมองว่า ปฏิกิริยาจากรัฐบาลยิ่งแรง ยิ่งเป็นผลลบ ทำให้สายตาจากต่างประเทศที่ทอดมาที่เมืองไทย เป็นลบมากกว่าจะเชื่อถือคำชี้แจงจากรัฐบาล

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย บอกว่า ท่าทีดังกล่าวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือว่าถูกจับตาในระดับสูงสุดจากนานาประเทศทั่วโลก และถือเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกในลักษณะที่แรงที่สุด เพราะทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ รัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงเอกอัครราชทูตในประเทศยุโรปต่างก็ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อแสดงความเป็นห่วงการลงประชามติและสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการ

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลอนุญาตให้ฝ่าย “เห็นด้วย” เท่านั้น ที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับถูกมาตรา 44 ถูกจับ ถูกจำคุก การออกข่าวเรื่องรัฐธรรมนูญปลอม รวมถึงการใช้อำนาจมาตรา 44 สั่ง กสทช.ปิดสื่อได้โดยไม่ต้องรับผิด

ท่าทีเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกโดยรัฐ ซึ่งโลกต่างก็แสดงความกังวลว่ากระบวนการประชามติจะไม่เป็นการ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แบบที่ประเทศเผด็จการอื่นๆ เคยทำมาก่อนหน้านี้

“ถามว่า คสช.ทำแบบเดิมต่อไปได้ไหม ด้วยกฎหมายที่มีในมือ คสช.จะทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่กังวล ถ้าอยากตัดขาดกับประชาคมโลก ก็สามารถยืนในจุดยืนเดิมแบบที่ทำอยู่ แต่ต้องถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกหรือไม่ ถ้ายังอยากมีความร่วมมือกับโลก ถ้ายังอยากมีมิตรประเทศเหล่านี้เป็นเพื่อนก็ควรจะรับฟัง”

สุณัย บอกอีกว่า ลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อเมียนมาทำประชามติเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาก็แสดงออกแบบเดียวกัน คือห้ามประชาสัมพันธ์การ “ไม่รับ” และนานาชาติก็กระทุ้งด้วยการแสดงความกังวล ขอผู้สังเกตการณ์เข้ามา

“หากประเทศไทยยังอยากอยู่ในประชาคมโลกอยู่ ก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบตัดสินใจผ่อนปรนมากขึ้น เพราะหากยังเข้มงวดลักษณะนี้ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดี ทั้งต่อการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตย และภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลก ให้ไม่ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า เมื่อเทียบกับการทำประชามติที่แคว้นคาตาลัน ในประเทศสเปน ซึ่งปลุกระดมในเรื่องที่แรงกว่าอย่าง “ขอแยกดินแดน” รัฐบาลก็ให้จัดเวทีไฮด์ปาร์กแสดงความคิดเห็นเต็มที่ นอกจากนี้ยังสนับสนุนงบประมาณเพื่อออกเอกสารสนับสนุนฝ่ายเห็นด้วยกับการแยกดินแดน

ขณะเดียวกัน เมื่อมีปัญหาเอกสารปลอม หรือการปลุกระดมด้วยเอกสารเท็จ รัฐก็ไม่ได้ใช้อำนาจฟ้องหรือแจ้งความ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้รู้มาอธิบายข้อเท็จจริงแทนโดยยึดหลักการต่อสู้ข้อมูลเท็จด้วย “เสรีภาพในการแสดงออก” ไม่ใช่ใช้อำนาจกดดัน

“ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการปลุกระดมคลั่งชาติ หรือขวาจัด ก็จัดเวทีให้พูดกันจนใจเย็นลง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ว่ายิ่งห้าม ก็ยิ่งมีข่าวลือ ยิ่งมีความเท็จ และยิ่งไปจับ ก็ยิ่งเดือดดาล ยิ่งในยุโรป ยึดหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องระวังการแสดงออกในช่วงประชามติมากๆ” ทศพล ระบุ

สำหรับการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นั้น ทศพล ยังเชื่อว่ารัฐบาล คสช.น่าจะใช้กฎหมายรุนแรงในการจัดการกับผู้ที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญออกมารับรองว่า พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิธีดังกล่าวต้องยอมรับว่าได้ผล เพราะคนที่กล้าเสี่ยงกับ “คุกทหาร” จะน้อยลงเรื่อยๆ จนไม่มีใครกล้าทำอะไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปฏิกิริยาจากต่างประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตประเทศยุโรปออกมาแสดงความกังวลก็น่าจะทำให้รัฐบาลไทยลดการจับแบบ “หว่านแห” มากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เคยมีเอกอัครราชทูตไปเยี่ยมบ่อยๆ

“หลักนิติธรรมถือเป็นเสาหลักหนึ่งของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเคารพเสียงทุกคน เพื่อสร้างกติกาพื้นฐานที่สุดในการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะในยามขัดแย้งสูง เขาเชื่อว่า ถ้ากติกาดีมาจากกระบวนการดีมาจากการยอมรับของทุกฝ่าย น่าจะเป็นไปได้มากกว่า ยึดกันไปมาแบบตามอำเภอใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ในที่สุด ทุนข้ามชาติก็ไม่เชื่อถือ และจะทำนายสถานการณ์ในอนาคตยาก”

“ถ้ามองประวัติศาสตร์ยุโรปยาวๆ จะเห็นชัดว่าประเทศพวกนี้ตกผลึกแล้วว่า การไม่มีกติกา ไม่รักษากติกา สุดท้ายทุนจะไม่เอาคือ ถอนทุนออกไปพื้นที่อื่น ซึ่งเสถียรภาพมากกว่า หรือไม่ก็อยู่เบื้องหลังสนับสนุนเผด็จการไปเลย” ทศพล ระบุ

 

“โหนกระแสตุรกี” แผนดิสเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443638

"โหนกระแสตุรกี" แผนดิสเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ “ยกย่องชัยชนะของประชาชนตุรกีในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร” จับกระแสความพยายามการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ด้วยการนำกองกำลังรถถังและเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญและใช้กำลังอาวุธโจมตีในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี รวมทั้งนครอิสตันบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสองร้อยคน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันคน

แต่การรัฐประหารดังกล่าวได้ล้มเหลวลงจากการร่วมแรงร่วมใจของประชาชนที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนเพื่อคัดค้านการกระทำที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย อันแสดงถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และกำลังใจที่เข้มแข็งในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร โดยไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชน

“จากเหตุการณ์ข้างต้น พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอยกย่องการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ และชัยชนะของประชาชนตุรกี ที่ได้แสดงให้โลกได้เห็นถึงพลังประชาชนที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และไม่ยินยอมให้มีการใช้กำลังอาวุธและอำนาจนอกระบบ มาบังคับและกำหนดชะตาชีวิตของประเทศของตน”

ถือเป็นการ “โหนกระแส” ของพรรคเพื่อไทยโดยอาศัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกี เรียกทั้งคะแนนความสงสาร และยังได้ดิสเครดิตการทำรัฐประหารในประเทศไทย

แน่นอนว่าเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกีนั้นยากที่จะเอามาเปรียบเทียบกันได้กับประเทศไทย ด้วยบริบทที่แตกต่างกันในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้านี้ เบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มผู้สนับสนุน

ไม่แปลกที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ จะวิเคราะห์ว่าแถลงการณ์ของเพื่อไทยเป็นการ “ตีกิน” สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง พร้อมเปรียบเทียบว่าความพยายามทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่ทำรัฐประหาร นั้นสื่อมวลชนต่างประเทศต่างวิเคราะห์ว่า ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนก็รู้ดีว่าเป็นการทำเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์

“ดังนั้นชาวตุรกีจึงรวมตัวสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเขาเอง และเป็นรัฐบาลเน้นปกป้องผลประโยชน์ให้ชาวตุรกีมากกว่า และเป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐซึ่ง จาตุรนต์ ฉายแสง และวัฒนา เมืองสุข มองว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยกลับกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียเอง แสดงว่าประชาธิปไตยที่เราเห็น ก็มีด้านมืดที่อาจจะไม่ใช่ หรือเรามองไม่เห็น” นพ.วรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนเปรียบเทียบไปถึงการรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.นั้น ในมุมหนึ่งพรรคเพื่อไทยเสมือนตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ โดน คสช.เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ยกย่องเชิดชูกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารอีกด้านหนึ่งจึงเป็นการตอกย้ำเรียกคะแนนความสงสารที่พรรคเพื่อไทยเคยตกเป็นฝ่ายถูกยึดอำนาจ โดยไม่มีมวลชนออกมาปกป้อง สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยพยายามออกมาป่าวประกาศว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำจาก คสช.ทั้งในระดับพื้นที่และส่วนกลาง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่จะไม่มีประชาชนออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ถูกรัฐประหารแล้ว ตรงกันข้ามเหตุการณ์ในประเทศไทยช่วงนั้นยังมีมวลชนเรือนแสนเรือนล้านหมุนเวียนออกมาชุมนุมกดดันให้รัฐบาลลาออก และเปิดประตูเชิญชวนให้ทหารออกมารัฐประหารฝ่าทางตันทางการเมืองด้วยซ้ำ

ที่สำคัญช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาขาดความน่าเชื่อถืออย่างหนักตั้งแต่เรื่องออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเงื่อนงำการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายคดี โดยเฉพาะคดีจำนำข้าวที่นำไปสู่ความเสียหายหลายแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่มวลชนฝั่งที่เคยสนับสนุนรัฐบาลจะออกมาต่อต้านรัฐประหาร

อีกด้านหนึ่งแถลงการณ์เพื่อไทยที่ออกมายังถูกมองว่าเป็นความพยายามดิสเครดิต คสช. แบบ อ้อมๆ เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและมีคำสั่ง คสช.ออกมาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นที่สุ่มเสี่ยงกระทบกับความมั่นคง

จะเห็นว่าที่ผ่านมาเพื่อไทยได้แต่ใช้วิธีเลียบๆ เคียงๆ ออกมาแสดงความเป็นห่วงในการบริหารราชการของ คสช. โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจปลุกความเชื่อมั่นฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การค้า การลงทุนได้เสียที

อีกด้านการออกมาขย่ม คสช.ในเวลาใกล้ถึงกำหนดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น เพื่อนำไปสู่การถกเถียงหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ทาง คสช.ยังกลับควบคุมการแสดงความเห็นอย่างเข้มงวดจนถึงเวลานี้

แถลงการณ์ที่ถูกมองว่าออกมาเพื่อหวังดิสเครดิต คสช.นั้น อีกด้านหนึ่งจึงอาจหวังผลต่อเนื่องไปถึงการซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญอีกทางด้วย

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยได้เปิดหน้าประกาศตัว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมพยายามเคลื่อนไหวตามกรอบที่จะทำได้

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ศูนย์ปราบโกงประชามติและการเปิดรายการแสดงความเห็นต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายช่องทาง

แต่ทั้งหมดด้วยบริบทและสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมาก สุดท้ายแถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ออกมาโหนกระแสตุรกีหวังว่า
จะได้รับคะแนนสงสาร หรือทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นนี้ อาจไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ตรงกันข้ามอาจเป็นช่องว่างให้ถูกถล่มและเกิดกระแสตีกลับไปยังเพื่อไทยก็เป็นได้

 

อาการสะดุดเป็นระยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/639028

 

ช็อตระทึกแทรกงานอีเวนต์ประจำสัปดาห์

เหตุเกิดระหว่างที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินเยี่ยมชมกิจกรรมที่กระทรวงและหน่วยงานต่างๆนำมาแสดงที่บริเวณหน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะขึ้นห้องประชุมคณะรัฐมนตรี

เมื่อจู่ๆก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งอายุ 27 ปี ได้บุกเข้าเกือบถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมตะโกนเสียงดัง ร้องขอความเป็นธรรม อ้างเรื่องที่ถูกโครงการคอนโดมิเนียม ปล่อยคลื่นรบกวน อ่านความคิดของสมองมนุษย์

ยื้อยุดฉุดกระชากกับหน่วย รปภ.นายกฯ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้หันไปมองและถามขึ้นด้วยเสียงดังว่า “เกิดอะไรขึ้น ไปฟังเขามา ว่ามีเรื่องอะไร และอย่าไปทำอะไรเขา” และหลังจากนั้นยังได้เรียกผู้บัญชาการตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาลไปสอบถามสถานการณ์

และย้ำให้รับเรื่องร้องเรียนเดือดร้อนมา เดี๋ยวจะดูแลให้

เรื่องของเรื่อง มันสะท้อนภาพของความเป็น “จุดศูนย์กลางอำนาจ” ที่ต้องแบกรับภาระไม่ว่าเรื่องใหญ่ระดับประเทศไปจนถึงเรื่องเล็กระดับมโนสาเร่

ล้วนแต่มุ่งตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้กุมอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์”

ถือดาบสารพัดนึก “มาตรา 44”

ประชาชนมอง “บิ๊กตู่” เป็นที่พึ่งในการแก้ปัญหา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

หนัก เบา ต้องแก้ไขได้ทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานะของผู้นำที่ประชาชนคาดหวังในตัวของนายกฯและหัวหน้า คสช. มุ่งให้ช่วยเหลือโดยไม่เลือกปมขี้หมูราขี้หมาแห้ง

แต่ในภาพใหญ่ มันก็มีปัญหาในเชิงบริหารที่มีจังหวะสะดุดให้เห็นเป็นระยะ

ดังปรากฏการณ์แบบที่ต้องมีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เรื่องรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)

ที่เป็นข่าวใหญ่โต รัฐบาลสั่งปิดเหมืองทองคำภายในสิ้นปีนี้

โดย พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับเองว่า จำเป็นต้องมีการเขียนในส่วนของเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย เพราะมติ ครม.ในวันดังกล่าวเป็นการรับทราบและเห็นชอบในหลักการ ซึ่งก็ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย

ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าตนเองใช้อำนาจของ ครม.ซึ่งจะมีผลทางธุรกิจ

ตามรูปการณ์ต้องย้อนกลับมาปิดช่องโหว่ เหมือนลืมคิดถึงผลสะเทือนที่ตามมา

แต่นั่นยังไม่เท่ากับเรื่องใหญ่กว่านั้น ประเมินจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเลยว่า จะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อดูแลขับเคลื่อนการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค

โดยจะนั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง

เบื้องต้นเลยมันก็เป็นการตอกย้ำสถานการณ์ ปัญหาการติดขัดในการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล มาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ไม่เดินไปตามเป้าหมาย

อันเป็นผลมาจากการขบเหลี่ยมภายในของทีมเศรษฐกิจ

อย่างที่มีข่าวกระเส็นกระสายว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่สามารถคุมเกมสั่งการให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจเล่นเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคิวของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม หรือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต่างถือว่าเป็นสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์

ต่างคนต่างมีเส้น เล่นกันคนละคีย์ ทำให้ภาพรวมในการกู้เศรษฐกิจสะดุด

“บิ๊กตู่” เลยต้องกระโดดมากำกับเอง.

ทีมข่าวการเมือง