‘เอาไม่อยู่’ ขู่ล็อกต่อ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/638228

 

เรื่องของคนดัง ขยับไปทางไหนก็กลายเป็นจุดโฟกัสได้ทุกจังหวะ

ล่าสุดกรณีผู้ช่วยนักบินสายการบิน “นกแอร์” แอบถ่ายรูปอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะกำลังขึ้นเครื่องกลับจากจังหวัดแพร่กลับกรุงเทพฯ พร้อม “แชตไลน์” เม้าท์กับกลุ่มเพื่อนนักบินด้วยกัน

ในอารมณ์หมั่นไส้ ขู่จะเอาเครื่องบินโหม่งโลก

กลายเป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โต มีการขยายความในโลกโซเชียลมีเดีย กองเชียร์พรรคเพื่อไทยโวยวายลั่น สุดท้ายก็ถึงขั้นที่นายพาที สารสิน ซีอีโอใหญ่ของสายการบิน “นกแอร์” ต้องรีบแสดงความจำนงในการโทรศัพท์ไปขอโทษอดีตนายกฯหญิงด้วยตัวเอง

ยืนยัน “นกแอร์” ไม่มีการเมืองแน่นอน

และก็ถือว่าเล่นแต้มตามน้ำเป็นอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นเชิงไม่ติดใจอะไร เพราะการที่ตัวเองและลูกได้เดินทางกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัยก็ถือว่าดีแล้ว แต่อยากให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อไม่ให้การนำทัศนคติส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับงานบริการแบบความเป็นมืออาชีพ

ไม่กระโดดร่วมเกมบีบแบบเอาเป็นเอาตาย

เรื่องของเรื่องแทนที่พรรคเพื่อไทย กองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” จะไปไล่บี้เอาผิดกับผู้ช่วยนักบิน “นกแอร์” ทีมงานของอดีตนายกฯหญิงน่าจะหอบดอกไม้ไปแสดงความขอบคุณ

กับการที่ช่วยตีปี๊บขยายผลให้ทางอ้อม

นั่นก็เพราะปมร้อน “นกแอร์” มาได้จังหวะพอดิบพอดี เข้าทางยุทธศาสตร์เบียดแย่งพื้นที่ข่าวของอดีตนายกฯหญิงที่กำลังเลี้ยงเรตติ้ง เดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัด

จัดกิจกรรมแฝงเหลี่ยมการตลาดเลี้ยงกระแสกันนิ่มๆ

คิวทัวร์จังหวัดแพร่ไม่จบแค่ไปเช้าเย็นกลับ แต่กลายเป็นกระแสลากยาวต่อเนื่อง

ตามท้องเรื่องที่ตีคู่ไปกับการเล่นเกมรุกของกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ขอพื้นที่จากคสช.ในการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ

กวักมือเรียกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้ามาสังเกตการณ์

กองกำลัง “ทักษิณ” ทำสงครามชิงกระแส รุกเข้าใส่ทีมท็อปบูตไม่หยุด ด้วยเหลี่ยมการตลาดและเชิงทางการเมืองที่เหนือกว่า

แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกอาการหงุดหงิดทุกครั้งที่ถูกนักข่าวถามถึงการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง แฝงเหลี่ยมดิสเครดิตประชามติ

แต่ คสช.ทำได้แค่เฝ้าจับตา ส่งเสียงขู่คำราม

เพราะห้ามไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ทีมงาน “ทักษิณ” ยังตีกินกระแสได้ต่อเนื่อง

ตามแนวโน้มสถานการณ์มาถึงจุดที่ตัวละครเอกของฝ่ายต้านอำนาจ “ทักษิณ” อย่าง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องโดดออกหน้ามาเป็น “ตัวชน” ปะทะแทน คสช.

ด้วยบทเดิมๆสคริปต์เก่าๆ

ซัดกลับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นนายทุนอยู่เบื้องหลังการตั้งศูนย์ปราบโกงของกลุ่มเสื้อแดง นปช. มีวาระแฝง เจตนาซ่อนเร้นเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง

จึงทำให้สังคมไม่ยอมรับการตั้งศูนย์ปราบโกง

พูดไปพูดมาก็ปล่อยมุกขู่ตามฟอร์ม ปัจจัยที่จะทำให้มีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปหรือไม่ก็คือ นปช.เอง เพราะหากกลุ่มเสื้อแดงทำให้บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย

คสช.ก็คงต้องยึดอำนาจต่อไปเรื่อยๆ

ในจังหวะล้อกันอย่างบังเอิญพอดี กับมุกล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เอ่ยถามผู้เข้าร่วมประชุมการปรับปรุงประสิทธิภาพการ บริการภาครัฐกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ทำเนียบรัฐบาล

ท่ามกลางบิ๊กข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และสื่อมวลชน

หัวหน้า คสช.ถามกันตรงๆซึ่งๆหน้าเลยว่า “ไหนใครไม่ให้ผมอยู่ยกมือ”

เล่นมุก “มัดคอ” ไม่ให้หือให้อือกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

ดักทางล้มร่างรัฐธรรมนูญ : ปรับยุทธศาสตร์ปูพรมแจงจุดแข็งกติกาใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/637026

 

เปิดฉากยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับทำประชามติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กันไปแล้ว

โดยได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับจังหวัด (ครู ก.) มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ ทำงานร่วมกับ กรธ. ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน กรธ.

โครงการฝึกอบรมครู ก. มีผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนผู้นำชุมชน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ จาก 77 จังหวัด จังหวัดละ 5 คน มาเป็นหัวจักรรถไฟเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

แล้วนำไปถ่ายทอด จัดฝึกอบรมครู ข. ในระดับอำเภอ และครู ค. ในระดับหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งเมื่อรวมวิทยากรทุกระดับมีจำนวน 331,124 คน เพื่อนำความจริงไปบอกกล่าวกับประชาชน

ล่าสุด ทีมข่าวการเมือง ได้เกาะติดท่าทีของ กรธ.ระหว่างมีการประชุมวางแผนประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ สรุปผลการอบรมครู ก. และการวางแนวทางลงพื้นที่อบรมครู ค. โดยตอกย้ำให้วิทยากรทั้งหมดปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประชามติอย่างเคร่งครัด ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่โน้มน้าวให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ขอให้พูดเนื้อหาตามตัวร่างรัฐธรรมนูญ คำอธิบายสาระสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องเด่น ที่ครู ข. และครู ค.ควรมีคำอธิบายให้ประชาชนรู้และเข้าใจ

ประกอบด้วย “การคุ้มครองสิทธิประชาชนรอบด้าน” “ไม่ต้องร้องขอจากรัฐ” “ทุกเสียงมีค่ากาบัตรเดียว” “ตัดสิทธิคนโกง” “ยกระดับการเมือง” “ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริง” “ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี”

ขณะที่แนวทางครู ค. ควรชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ โดยทาง กรธ.ได้จัดทำเอกสาร 5 คำถามประกอบการชี้แจงด้วยว่า “รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร” “ประชาชนได้อะไรจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

“สิทธิในการเลือกตั้งเป็นอย่างไร” “จะมีการปฏิรูปอะไรบ้างและประชาชนได้อะไรจากการปฏิรูป” “เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนจะอยู่ดีกินดีขึ้นไหม”

ซึ่งนำลงเว็บไซต์ http://www.cdc.or.th ของ กมธ.แล้ว เพื่อให้เป็นการทดสอบความคิดและประเมินผลหลังจากเข้ากระบวนการอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ว่ากติกาใหม่ให้อะไรแก่ประชาชนบ้าง

และให้วิทยากรระดับต่างๆ โดยเฉพาะครู ค. นำไปขบคิด หาคำตอบด้วยกันภายในทีมว่าในพื้นที่ของพวกเขาจะต้องตอบอย่างไรให้เข้ากับพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้คำตอบนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อเผยแพร่ในระดับหมู่บ้าน ในชุมชนจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลอันก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างครู ก. ครู ข. ครู ค. และประชาชนในพื้นที่

ขอให้เอาความจริงสู้กับขบวนการบิดเบือนข้อมูล เรื่องนี้ กรธ.เน้นเป็นพิเศษ เพราะหลังจากเริ่มลงพื้นที่ไม่ทันไร ได้ถูกขบวนการจ้องดิสเครดิต กรธ. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่หัววัน มีการบิดเบือนโดยใช้ 108 วิชามาร โจมตีร่างรัฐธรรมนูญให้สะเทือนไปถึง กรธ. คสช. เปรียบเหมือนตีวัวกระทบคราด

ล่าสุดมีการ บิดเบือน ความหมายของคำว่า “ครู ค.” ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ จนกลายเป็นประเด็นใหญ่ให้สังคมเข้าใจผิด กระทรวงมหาดไทยต้องสั่งใช้คำว่า “วิทยากรระดับหมู่บ้านและชุมชน” แทนคำว่า “ครู ค.”

แค่เริ่มต้นก็ถูกบิดเบือนตั้งแต่หัววัน กรธ.หลายคนก็เชื่อมั่นว่าโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันทำประชามติ ขบวนการจ้องล้มร่างรัฐธรรมนูญคงออกอาวุธกันหนักขึ้น

กรธ.จึงเน้นย้ำให้วิทยากรทั้งหมดพูดตามตัวร่างรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายสาระสำคัญ พูดตามข้อมูลจริง อย่าปั้นเสริมเติมแต่ง ห้ามโน้มน้าวให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

มุ่งทำตามที่กฎหมายกำหนด ขอย้ำให้เน้นเอาความจริงเข้าสู้ขบวนการบิดเบือนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

หากพบคำถามจากประชาชนแล้วตอบไม่ได้ หรือเจอคำถามประหลาดๆ ก็อย่าไปตอบ อะไรที่ตอบไม่ได้ ให้มาถาม กรธ. ทาง กรธ.มีช่องทางให้บรรดาวิทยากรมาสอบถามได้ เพื่อความถูกต้องของข้อมูล หรือหากไปได้ยินชาวบ้านคุยหรือเป็นข่าวลือต่างๆนานา ขอให้มาปรึกษา กรธ.ก่อน จะได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้และหาทางออกให้

หากไปเจอขบวนการยั่วยุ ไปเจอเหตุการณ์ที่ประชาชนมีท่าทีไม่รับฟัง ชวนทะเลาะ ขอให้วิทยากรหลีกเลี่ยง อย่าลงไปทะเลาะ อย่าไปเป็นคู่กรณี เพราะวิทยากรมีหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ทำงานเพื่อบ้านเมือง

กรธ.ไม่ลืมที่ต้องการให้เกิดความปลอดภัยกับบรรดาวิทยากร และหาเกราะป้องกันให้วิทยากร แม้บางพื้นที่ที่อาจจะดูว่ามีความเสี่ยง มีกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาและอุปสรรค

เพราะเชื่อมือ “วิทยากรระดับหมู่บ้านและชุมชน” ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ รู้ดีว่ากลุ่มไหนคุยได้หรือไม่ได้

แต่ กรธ.ก็ไม่ได้ปล่อยให้ “วิทยากรระดับหมู่บ้านและชุมชน” ลงพื้นที่ตามลำพัง จะส่งคนตามไปสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ต่างๆลงไปให้กำลังใจ และให้คำปรึกษาด้วย

ที่ผ่านมามีปัญหาการอบรมวิทยากรบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเทคนิคมากกว่า อาทิ เอกสารประกอบชี้แจงไม่เพียงพอ ปัญหาเกี่ยวกับเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทาง กรธ.ก็แก้ไขกันไปแล้ว

อีกปัญหาเกี่ยวกับการตอบคำถามของวิทยากรยังไม่ชัดเจน ยังมีความคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อย กรธ.ก็เข้าไปช่วยเสริมและทำความเข้าใจ เช่น ประชาชนมักถามถึงกระบวนการทำงานและนโยบายของรัฐ อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการบัตรทอง เป็นคำถามที่เกี่ยวกับรัฐบาลแต่ละยุคจัดการ ไม่มีเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่วันที่ 8-21 มิ.ย.2559 กรธ.จะกระจายลงพื้นที่เพื่อช่วย “วิทยากรระดับหมู่บ้านและชุมชน” เผยแพร่และทำความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญ และแบ่งสายลงไปสร้างบรรยากาศ สร้างความมั่นใจแก่ “วิทยากรระดับหมู่บ้านและชุมชน”

โดยแบ่งเป็น 9 กลุ่มทั่วประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มจังหวัดภาคกลาง ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายกสมุทรปราการ

กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี

กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ เลย นครพนม มุกดาหาร สกลนคร ขอนแก่น กาฬสินธุ์

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ชัยภูมิ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม

กลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนบน ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง ตรัง

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง พิษณุโลก ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี

และอาจจะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมกระจายลงพื้นที่ช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง

ทั้งหมดจะมีการติดตาม ประเมินผล ผ่านกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ตั้งศูนย์ประสานงานระดับจังหวัดและระดับอำเภอ มีแบบฟอร์มเป็นคู่มือให้ “วิทยากรระดับหมู่บ้านและชุมชน” ดำเนินการ ก่อนส่งกลับให้ศูนย์ประสานงานดังกล่าว เพื่อประเมินผลงาน

และในเดือน ก.ค.2559 จะมีการทำโพลทุกสัปดาห์ พร้อมขอให้สำนักงานสถิติแห่งชาติทำโพลในภาพรวมว่าประชาชนเข้าใจในข้อเท็จจริงของรัฐธรรมนูญอย่างไร

เพื่อทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลก่อนตัดสินใจลงประชามติ.

ทีมการเมือง

 

ผ่าสถานการณ์ “ประยุทธ์” พูดไม่ออกบอกไม่ได้ : ขบเหลี่ยมใน หนาวเหลี่ยมนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636496

 

ในบรรยากาศที่เมืองไทยอบอวลไปด้วยความ จงรักภักดี

กับภาพที่ยากจะเห็นที่ไหนในโลก ประชาชนคนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครองราชย์ครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2559

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมกันสดุดีมหาราชา

เปล่งวาจาขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ขณะที่สถานการณ์ฟุตบอลยูโรฟีเวอร์ก็เข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความสนุกสนาน กระแสความสนใจของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่มุ่งไปที่มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ประเทศฝรั่งเศส

อย่างน้อยก็อีกหนึ่งเดือนนับจากนี้ไป ฟุตบอลยูโรจะเบี่ยงความสนใจ เบียดกระแสอื่นซาไปชั่วขณะ

ผ่อนดีกรีร้อนๆทางการเมืองโดยอัตโนมัติ

ตามจังหวะที่เริ่มเห็นถึงความชัดเจนในคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ค้างอยู่กระบวนการศาล

จากปรากฏการณ์ล่าสุดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการรมว.เกษตรฯ ในยุคเดียวกัน

คนละ 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในฐานความผิดร่วมกันทุจริตจัดซื้อปุ๋ยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหตุเกิดระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545

ส่งผลให้นายชูชีพอายุ 72 ปี นายวิทยา อายุ 75 ปี ต้องถูกนำตัวส่งเข้าคุมขังในเรือนจำทันที

และในเวลาไล่เลี่ยกับก่อนหน้านั้นแค่ไม่กี่วัน ศาล ฎีกาก็มีคำพิพากษาในคดีที่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อายุ 67 ปี อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 68 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42

กรณีที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549

จำคุกคนละ 2 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปคุมขังในเรือนจำทันที

ชะตากรรมโหด ติดคุกตอนแก่ไปตามๆกัน

และนั่นก็ทำให้สะดุ้งกันเป็นแถว โดยเฉพาะโฟกัสไปที่เครือข่ายของอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย ที่มีคดีค้างอยู่ในศาล

สัญญาณอันตรายจ่อกระชั้นเข้ามาทุกขณะ

ไล่ไปทั้งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ปี 2551 คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ฯลฯ ถึงตอนนี้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ น่าจะนั่งกันไม่ติด

ระทึกกับชะตากรรมที่แขวนไว้บนเส้นด้าย

ในสถานการณ์ที่ขุมข่ายขั้วอำนาจ “ทักษิณ” โดนเช็กบิล ติดคุกกันต่อหน้าต่อตา

และเหมือนจะมาได้จังหวะตรงกันโดยบังเอิญพอดี กับสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช.กำลังเดินเกมกดดันท้าทายรัฐบาลทหาร คสช.

ด้วยมุกตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ยั่วให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประสานเสียงต้าน “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของทีมงานเสื้อแดง นปช.

ทั้งบลัฟทั้งขู่ ให้ราคาแค่ “ศูนย์อากาศธาตุ” ไม่ได้รับรองตามกฎหมาย แต่ถ้าล้ำเส้นทำผิด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ โดนเล่นแน่

เรื่องของเรื่อง ยิ่งบิ๊กท็อปบูต คสช.ออกอาการเต้นแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งให้มุกของเสื้อแดง นปช. สะท้อนเกมการตลาดของยี่ห้อ “ทักษิณ” เข้าเป้ามากเท่านั้น

เพราะเกมนี้เป้าหมายก็คือการ “ยั่ว” กระตุกหนวดทหาร

พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ได้เหลี่ยมเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมทางการเมือง กระตุ้นมวลชน เลี้ยงกระแสปูทางไปสู่สนามเลือกตั้งแบบเนียนๆ

แต่เรื่องของเรื่อง ภายใต้อาการซีเรียสของบิ๊ก คสช.ต่อมุกการเคลื่อนไหวตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช. มันก็มีจุดที่ต้องตามแกะรอย

กับช็อตที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”

“ถ้าทุกคนรู้อย่างที่ผมรู้นะ จะหนาวอีกเหมือนกันผมอดทนทุกอย่างคือแรงไปก็ไม่ได้ ทั้งที่เลวร้าย น่ากลัว ที่เขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าพูดมากๆ ประเทศก็ไม่ปลอดภัย ประเทศก็ไม่มีคนเชื่อมั่น แต่คนเหล่านี้เขาสนใจไหมล่ะ พูดทุกวันนี้ แล้วก็จะมาเป็นรัฐบาลกันอีกหรือ พวกนี้ ผมว่าไม่ไหวนะ ประชาชนคิดเอาแล้วกัน ผมไม่อยากจะมีอำนาจอะไรสักอย่างไม่อยากอยู่ต่อทั้งสิ้น ถ้ามีคนมารับดีๆ ท่านไปเตรียมตัวมา ไม่ใช่มารบกับผมอย่างวันนี้ เพราะผมทำให้คนทั้งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลใหม่ ประชาชนก็ต้องแยกให้ออกนะ อย่าไปให้เขาปลุกระดมต่างประเทศ ผมพูดคนเดียว ทางโน้นพูดเป็นร้อยคน ผมจะสู้ไหวไหม แล้วประเทศก็วุ่นวาย”

โดยไม่รู้ปมแท้จริงที่ซ่อนอยู่ เพราะ “บิ๊กตู่” ปฏิเสธจะขยายความเพิ่มเติม

แต่ตามเงื่อนสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกัน มันก็เป็นอะไรที่พอจะประเมินได้ในความหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสื่อถึงปมที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต้าน คสช.

ไม่ใช่สถานการณ์ปกติธรรมดา

ในจังหวะสอดรับกับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง ต่อเนื่องกับ พล.อ.ประวิตรได้เรียกประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพเพื่อถ่ายทอดคำสั่งให้ผู้บังคับหน่วยความมั่นคงรับทราบ

คสช.ขยับกระชับยุทธศาสตร์ความมั่นคง

โดยปรากฏการณ์ที่ล้อกับข่าววงในจากลูกข่าย “นายใหญ่” ตอนนี้ “หัวจ่าย” ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มไหล ในสถานการณ์ที่ขุมข่ายอำนาจรัฐบาลเก่ากำลังโดนต้อนเข้าตาจน

เกมบีบต้องตั้งป้อมสู้ เพราะรู้แล้วว่า การเจรจา ไม่เป็นผล

และก็หนีไม่พ้น การปลุกมวลชนมาวัดดวงกับท็อปบูต

ขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ได้เปรียบของฝ่าย “ทักษิณ” ที่ถือแต้มเหนือกว่ารัฐบาล คสช.ในการเดินหมากเชื่อมโยงกับเงื่อนไขโลกล้อมประเทศไทย

ใช้แรงบีบจากนานาชาติในการกดดันรัฐบาลเผด็จการทหาร

ตามจังหวะเคลื่อนไหวที่เห็นได้จากการที่พี่เบิ้มสหรัฐอเมริกากำลังเดินหมากเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเวียดนาม ถึงขั้นที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา บินมาเยือนด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพม่าที่ได้รับการปลดล็อกมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจหลังมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

เลือกที่รักมักที่ชังกันให้เห็นๆในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเลย

โดยรูปการณ์ก็เป็นอะไรที่รู้กันรัฐบาลทหารของไทยต้องเผชิญในลำดับต่อไป ไม่ใช่แค่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มันยังมีปัจจัยด้านอื่นที่อาจจะแทรกเข้ามาในมุมของความมั่นคงที่โยงกับเกมการเมืองโลก มหาอำนาจจ้องใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเดินเกมถ่วงดุลอำนาจกัน

แรงเสียดทานภายนอกนับวันจะหนักขึ้น

ในขณะที่แรงเสียดทานจากภายในก็ยกระดับรุนแรงขึ้นตลอดเวลา

แบบที่เห็นกันแล้วว่า ถึงวันนี้รัฐบาลทหาร คสช.ไม่ได้อยู่ในสถานะ “คนกลาง” ที่เข้ามาเบรกวิกฤติความขัดแย้ง แยกคู่กรณีระหว่างรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” กับม็อบ กปปส.ออกจากกัน

แต่พัฒนามาเป็นคู่ฟัดโดยตรงกับขุมข่ายอำนาจเก่าของ “ทักษิณ”

ตั้งป้อมสงครามวิวาทะ เปิดเกมรบกันแบบรายวัน

ท่ามกลาง แรงกระเพื่อมที่แฝงอยู่ภายในขุมอำนาจ คสช.ด้วยกัน จากคลื่นใต้น้ำที่กระฉอกออกมาเป็นระลอก ตามสัญญาณบอกเหตุ “ทิ่มกันเอง”

โดยเฉพาะปมที่ทีมงานสายตรงบ้านสี่เสาเทเวศร์ออกมากระตุกขุมข่าย “พี่ใหญ่” มุ่งเป้ากระแทกไปที่การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจที่ปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือนประจานให้รู้ว่าใครคุมอยู่เบื้องหลัง

หรือแม้แต่การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสอง ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ก็ถูกมองเป็นการขัดขา คสช.

เพราะองค์กรนี้มีใครเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็รู้กันดี

มันยังมีปมร้าวๆภายในรัฐบาล คสช.ด้วยกัน กับสถานการณ์การปรับคณะรัฐมนตรี ตามความจำเป็นในการรองรับขุนทัพนายกองที่จะเกษียณอายุราชการ

สมนาคุณที่ทำงานให้ คสช. ปล่อยขาลอยไม่ได้

แต่จะปรับใครเข้า เอาใครออก ก็หนีไม่พ้นภาวะทางใจ

ไหนจะต้องแก้ปมทีมเศรษฐกิจที่ขัดลำกล้อง แบบที่มีข่าวออกมาหนาหูพักหลัง สายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ไม่เดินตามเส้นทางนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

โดยสถานการณ์ขบเหลี่ยมใน หนาวเหลี่ยมนอก

นี่แหละผู้นำ คสช.ถึงพูดไม่ออก บอกใครไม่ได้.

“ทีมการเมือง”

 

ลุ้นระทึกล้างกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636394

 

ก้าวเข้าสู่ช่วงบรรเลงเพลงแข้งศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 หรือ ยูโร 2016 อย่างเป็นทางการ

ตามเทศกาล 4 ปีมีหนเดียว ในอารมณ์ที่คนไทยกำลังใจจดใจจ่อ รอชมทัวร์นาเมนต์ระดับโลกที่คอยมานาน

มันก็เป็นธรรมดาที่ซีนทางการเมืองจะถูกสะกด ลดความสำคัญลงไปชั่วคราว หลีกทางให้แฟนบอลได้เกาะกระแสฟีเวอร์ ส่งกำลังใจลุ้นทีมโปรดในการแข่งขันเที่ยวนี้

โดยเฉพาะในช่วงที่บรรยากาศการเมืองยังวนเวียนอยู่กับที่

ในปมเดิมๆ เรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยังอยู่ในโหมดชวนทะเลาะ เปิดศึกดวลน้ำลายกันไม่เลิก

และต้องรอวัดดวงจะฝ่าด่านศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเนื้อหามาตรา 61 วรรคสอง เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ตามคิวที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ตีความหรือไม่

ในอารมณ์ที่ฝ่ายต้านรัฐธรรมนูญกำลังเลี้ยงกระแส จับผิดการทำประชามติของรัฐบาลคสช.ในทุกมิติ

และที่ดูเหมือนจะเขี่ยกันถูกจุด ก็คือมุกการตั้ง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของทีมงาน นปช. ที่ไปกระตุกต่อมฉุน 3 พี่น้องตระกูล ป. ให้ออกอาการหงุดหงิด

ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. หลงเหลี่ยมหัวโจกแดง ดาหน้าต้านศูนย์ปราบโกงกันพร้อมเพรียง

นปช.โชว์ลูกยั่ว แหย่หนวดเสือไม่มีหยุดหย่อน

ไม่เว้นแม้กระทั่งการจับผิดเรื่องหยุมหยิม อย่างเพลงรณรงค์ประชามติ “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ก็ถูกกองเสี้ยมปั่นกระแสตีกิน นำมาบลัฟ กกต.กันดื้อๆ

ฉวยจังหวะแปลความเนื้อเพลงประชามติในทำนองเตือนคนอีสาน และคนเหนือให้ระวังอย่าให้ใครมาชักจูงการทำประชามติ ตีความเป็นการดูถูกเหยียดหยามคนอีสานและเหนือ

ไม่สามารถคิดเองได้

จับความเปราะบางทางอารมณ์ของคนมาปลุกประเด็นดราม่า

ฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญพลิกเกม เลิกถล่มเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนกลยุทธ์มาโจมตี ดิสเครดิตความน่าเชื่อถือกระบวนการจัดทำประชามติแทน

สวนหมัดฝ่ายกุมอำนาจและ กกต.ที่ตรึงยาแรง บล็อกฝ่ายตรงข้ามไม่ให้กระดิกตัวเคลื่อนไหวจนเลยเถิด

ตีตราให้สังคมเห็นความไม่โปร่งใสในกระบวนการทำประชามติ เพื่อโน้มน้าวประชาชนทางอ้อมให้โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.นี้

แต่ในจังหวะที่ฝ่ายต้านกำลังติดลม ไล่บลัฟขั้วอำนาจพิเศษ มันก็มีคิวแทรกที่น่าจับตากับปรากฏการณ์ที่ทีมงานเครือข่ายนายใหญ่ถูกเด็ดขั้ว ปิดฉากบั้นปลายชีวิตไปนอนคุก 2 คดีติดๆกัน

ตั้งแต่กรณีศาลฎีกาสั่งจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ 2 อดีต กกต. เป็นเวลา 2 ปี โทษฐานเกียร์ว่าง ไม่เร่งสอบสวนคดีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งปี 2549

ตามด้วยคิวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ กับ นายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ คดีทุจริตจัดซื้อปุ๋ย สมัยรัฐบาลไทยรักไทย

ล่าสุด นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวโจกเสื้อแดง ก็เพิ่งถูกศาลอุทธรณ์ จำคุก 2 ปี กรณีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี คดีกล่าวหาสั่งฆ่าประชาชนระหว่างสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ต้องประกันตัวมาสู้คดี

เครือข่ายยี่ห้อ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปีกหักร่วงระนาวภายในช่วงสัปดาห์เดียว

ส่งสัญญาณเตือนไปถึงระดับหัวขบวนและหางแถวรายอื่นๆที่มีชนักปักหลัง มีคดีติดตัวอยู่ทั้งในชั้นศาลและ ป.ป.ช. ได้หนาวๆร้อนๆ ลุ้นระทึกมีสิทธิถูกตัดสินหมดอนาคตทางการเมืองได้ทุกขณะ

กางรายชื่อดูมีทั้งระดับ “บิ๊กเนม” สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องลุ้นคดีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที ตลอดจนอดีต ส.ส.แทบยกลอต ต่างมีคดีค้างท่ออยู่ใน ป.ป.ช.

ล่าสุด นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ตัวจี๊ดพรรคเพื่อไทย ก็มีบัญชีรอถูกถอดถอนใน สนช.

ขุมข่ายอำนาจเก่าติดแบล็กลิสต์เพียบ รอเวลาถูกสลายขุมกำลังไปเรื่อยๆ เหลือแต่ทีมหางแถวก็ทำอะไรไม่ได้

มัวแต่ไล่บลัฟเพลินๆ มีสิทธิโดนล้างกระดานหงายเงิบได้เช่นกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

รู้ว่า ‘หนาว’ แล้วไงต่อ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635619

 

มองในมุมมองพุทธศาสนา ก็น่าจะเป็นเรื่องของ “การกระทำ” กรรมดี-กรรมร้ายที่ก่อกันไว้

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ

ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดตามกฎหมายฮั้วประมูล โครงการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์กระทรวงเกษตรฯ

สั่งจำคุก 2 อดีตนักการเมืองคนละ 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา

2 บิ๊กเนมการเมืองสูญสิ้นอิสรภาพ

เรียกว่า เมื่อผลสรุปคดีนี้ออกมา คงทำให้นักการเมืองน้อยใหญ่ โดยเฉพาะประเภทที่มีชนักคดีความติดตัว ได้เวลาสะบัดร้อนสะบัดหนาว

ระทึกขวัญไปตามๆกัน

แล้วก็ไม่ใช่คดีแรกที่นักการเมืองใหญ่ต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ ที่ผ่านมาเคยมีผู้ที่ต้องถูกจำคุก และหลบหนีคดี ไม่ไปรับฟังคำพิพากษา ต้องจรลีไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศกันหลายราย

ยังหาทางกลับบ้านไม่ได้

หนำซ้ำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กฎกติกาบ้านเมืองฉบับ “ปราบโกง” หากผ่านประชามติ วางเงื่อนไขสารพัด ปิดทางคนทุจริตเข้าสู่การเมือง

เส้นทางคัมแบ็กปิดตายไปเลย

โดยเฉพาะซุปเปอร์บิ๊กเนมอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่ต้องหลบหนีโทษจำคุกไปต่างประเทศ และยังมีอีกสารพัดคดีติดตัว

จากคดีนี้คง “ยิ่งหนาว” เข้าไปใหญ่

แถมเครือข่ายลูกทัพ ติดชนักคดีเป็นหางว่าว ทั้งอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี

รวมถึงคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ในคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายยังลุ้นชนักเกี่ยวโยงคดียักยอกเงินธนาคารกรุงไทย และ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในกรณีชดใช้ความเสียหายและคดีอาญาโครงการจำนำข้าว

เมื่อ “ทักษิณ” รู้แล้ว “ยิ่งหนาว” ปฏิกิริยาตอบสนองจะเป็นอย่างไร

หลังบู๊ใส่อำนาจพิเศษเป็นพักๆ แล้ว “อดีตนายกฯทักษิณ” ก็เก็บตัวเงียบไป ในห้วงกระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังไม่ส่งสัญญาณชัด

“นายใหญ่” เอาไงแน่

จนลูกทีมขุนทัพต้องลุยสู้กันไปด้วยความระแวง เพราะเมื่อสะบัดตีธงไม่แรง ประกอบกับยุทธวิธี “นายใหญ่” ที่ใช้มาจนรับรู้กัน “รบไป–เจรจาไป” หากถึงเวลาหาช่องเคลียร์ได้

หันมา “หักธง” ทิ้งดื้อๆก็มี

ลูกข่ายทัพ “ฝ่ายต้าน” ก็เลยต้องเล่นกันไปตามบทบาท

เพียงแต่เมื่อถึงคิวบิ๊กเนมการเมืองในเครือข่ายทยอยประสบชะตากรรมด้านร้าย ตรงนี้ก็อาจทำให้ “ทักษิณ” ต้องหาทางเลี่ยงเข้าโซนอันตรายให้คนในเครือข่าย

อาจขยับสู้ “หนาว” ในดีกรีที่เข้มข้นขึ้น เพิ่มน้ำหนักโหมดต่อรอง

แล้วก็บังเอิญที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ผู้ถือดุลอำนาจพิเศษ เพิ่งออกมาระบุถึงสถานการณ์ในบ้านเมือง ถ้ายังเกิดเหตุการณ์ “ไม่สงบ” ก็ยังไม่ไปไหน

เปิดข้อมูลข่าวกรองส่วนตัว ทราบว่ามีฝ่ายคิดแผน “กระทำเหตุเลวร้าย”

ชนิด “รู้แล้วจะหนาว”

ขมวดปมจากคิว “รู้แล้วยิ่งหนาว” ของ “ทักษิณ” กับรายการ “รู้แล้วจะหนาว” ของ “บิ๊กตู่” แน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องเตรียมแผนแก้สถานการณ์

จึงน่าจับตา 2ต้นขั้วอำนาจจะหาทางแก้ “หนาว” กันอย่างไร

ในจังหวะของประเทศไทย ยังอยู่ในภาวะสะบัดร้อนสะบัดหนาวรุนแรง.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘โบแดง’ อำนาจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/634954

 

ปรากฏการณ์ “เหลืองทั่วแผ่นดิน” เกิดขึ้นอีกวาระ

กับภาพที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ พสกนิกรทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครองราชย์ครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2559

รัฐบาล ภาคเอกชน ร่วมจัดกิจกรรมถวายความจงรักภักดีอย่างยิ่งใหญ่

ไม่ใช่แต่ที่เมืองไทยเท่านั้น ในโอกาสสำคัญนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ยังร่วมถวายราชสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวาระมหามงคล โดยเผยแพร่สารถวายพระพรผ่านเว็บไซต์และทวิตเตอร์ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย

ก็เป็นอะไรที่ชัด “ในหลวง” ของเรา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในโลกปัจจุบัน

และในโอกาสเดียวกันนี้ พสกนิกรชาวไทยจะได้รวมพลังถวายกำลังใจ ส่งพลังจิตอธิษฐานขอให้ “พ่อ” ของแผ่นดินทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

บรรยากาศแห่งความจงรักภักดีอบอวลปกคลุมประเทศไทย

ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังวนเวียนอยู่กับเรื่องของการประชามติ ตามอารมณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประสานเสียงต้าน “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของทีมงานเสื้อแดง นปช.

ทั้งบลัฟทั้งขู่ ให้ราคาแค่ “ศูนย์อากาศธาตุ” ไม่ได้รับรองตามกฎหมาย

แต่ถ้าล้ำเส้นทำผิด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ โดนเล่นแน่

เรื่องของเรื่อง ยิ่งบิ๊กท็อปบูต คสช.ออกอาการเต้นแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งให้มุกของเสื้อแดง นปช. เกมการตลาดของยี่ห้อ “ทักษิณ” เข้าเป้ามากเท่านั้น

เพราะเกมนี้เป้าหมายก็คือการ “ยั่ว” กระตุกหนวดทหาร

แค่เหลี่ยมชิงกระแส ตีกินพื้นที่ข่าว เลี้ยงเรตติ้งกันตามฟอร์ม

และโดยจังหวะฉวยลูกเข้าทาง ล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง คืนอนาคตประเทศไทย คืนประชามติที่อยู่ในบรรยากาศเสรี เป็นธรรม และเท่าเทียมกันทุกฝ่าย

โดยอ้างอิงกับการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557

ตามสาระสำคัญคือถ้อยคำที่กำหนดไว้ในมาตรา 61 วรรคสอง เป็นการบัญญัติกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคบรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พรรคเพื่อไทยกับกลุ่มเสื้อแดงได้ทีเล่นแต้ม ไล่บี้ทวงความชอบธรรมและความโปร่งใส

ในมิติทางการเมือง งานนี้ทีมงาน “ทักษิณ” นำหน้า คสช.ไปหนึ่งก้าว

เหลี่ยมการตลาด แต้มทางการเมือง ทหารสู้นักเลือกตั้งอาชีพไม่ได้

แต่ก็เพิ่งแสดงความเหนือกว่า ในเชิงของการกล้าตัดสินใจโดยไร้วาระแอบแฝง แสดงให้เห็นว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

กับผลงานชิ้น “โบแดง” ของรัฐบาลอำนาจพิเศษ โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ

จัดระบบการเข้าถึงทรัพยากรกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม

โดยที่พักอาศัยหลักหรือบ้านหลังแรกเก็บภาษีในส่วนที่ราคาเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไปร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 0.1 บ้านหลังที่สองขึ้นไปเก็บในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 0.03 ไปจนถึงร้อยละ 0.3 รวมทั้งที่ดินรกร้างก็ต้องเสียภาษีแบบขั้นบันได ยิ่งเก็บนานก็ยิ่งสูงตามจำนวนปี

“แลนด์ลอร์ด” ราชาที่ดิน มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ โดนรีดภาษีอ่วมแน่

นี่คือปมร้อนที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่กล้าแม้แต่จะคิดไปแตะขุมทรัพย์ปู่โสมของชนชั้น “นายทุน” ที่จะส่งผลอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเมือง กลัวสะเทือนความเป็นอยู่ของรัฐบาล

แต่รัฐบาลทหารไม่กลัว “นายทุน” อาละวาด.

ทีมข่าวการเมือง

 

ที่ต้องลุ้นคือเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/634191

 

แค่เริ่มตีปี๊บออกตัวก็เกินเป้าแล้ว

ตามอาการฉุนเฉียวของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์โมโห บอกให้เปิดไปเลย แต่ไม่รับให้อยู่ตามกฎหมาย

ขู่เลยว่า ศูนย์ฯนี้อย่าทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการประชามติ ถ้าผิดก็โดนจับหมด อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแหลมในคูหา อย่าเข้าไปพูดว่าล้มไม่ล้ม ผิด พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด

“ไอ้ตัวศูนย์ฯน่ะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง”

ในจังหวะต้องเด้งรับมุกต่อเนื่อง พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็สั่งให้จับตาการดำเนินการของศูนย์ดังกล่าวถ้าไปละเมิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ตามฉากก่อนหน้านั้น ในวันที่แกนนำ นปช.ทำพิธีเปิดศูนย์ฯก็มีตำรวจกับทหารบุกถึงกลางงานแถลงข่าว กองบัญชาการใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง ส่งสารจากผู้บังคับบัญชาขอความร่วมมือไม่ให้เปิดศูนย์ดังกล่าว

กระตุก คสช.จนหนวดกระดิก

เห็นได้ชัดว่า มุกเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ 7 สิงหาคมของทีมเสื้อแดง นปช.สามารถยั่วฝ่ายคุมเกมความมั่นคง คสช.จนนั่งไม่ติด หงุดหงิดไปตามๆกัน

ตีกินกระแส ปั่นเรตติ้งได้ภายในไม่กี่วัน

นี่คือความเขี้ยวในยุทธศาสตร์ของโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่นำหน้าคู่ต่อสู้อย่างน้อยก็หนึ่งก้าว ตามเป้าหมายเกมนี้ก็แค่ต้องการดักคอแกมบลัฟ

ประทับภาพมัวๆ ประชามติไม่โปร่งใส

เป็นอะไรที่แสบลึกกว่าปฏิบัติการเชียร์แขกให้ “โหวตโน”

ในขณะที่ทีมงาน “ขายตรง” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมะงุม-มะงาหรา อยู่ในขั้นทดสอบวิทยากรครู ก ครู ข ครู ค ก่อนลงพื้นที่ชี้แจงกับประชาชน

ใช้เวลานานจนกระแสความสนใจเนื้อหากติกาใหม่ซาไปแล้ว

แนวโน้มตามสถานการณ์ที่คนหันมาลุ้นปมร้อนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯมาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 หรือไม่

จะทำให้คิวโหวตร่างรัฐธรรมนูญต้องยื้อออกไปหรือเปล่า

ในจังหวะที่แกนนำเสื้อแดง นปช.ก็ชิงเหลี่ยมกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญเร่งฟันธงภายใน 7 วัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายถ้าไปฟันธงขัดรัฐธรรมนูญภายหลังการประชามติ

จริงๆก็คือมุกดักทางเกมล้มประชามติ เข้าเหลี่ยมลากยาว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นโคตรปรมาจารย์อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยืนกรานเสียงแข็ง

ถ้าไม่เกิดสงครามโลกก่อน

ก็ไม่มีเหตุอะไรให้ต้องเลื่อนการออกเสียงประชามติออกไป ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าวรรคสองในมาตราดังกล่าวขัดรัฐ-ธรรมนูญจริงก็ตาม

สำทับด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กับนายสมชัย ศรี-สุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยืนยันตามเงื่อนเวลาที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ทำให้เลื่อนประชามติไม่ได้

“มีชัย-วิษณุ-สมชัย” การันตี นั่นก็ต้องยึดตามโปรแกรมโรดแม็ปเดิมไว้ก่อน

ประชามติ 7 สิงหาคมแน่

แต่ที่ต้องลุ้นก็คือช็อตต่อจากนั้นไป ที่ยังไม่มีหลักประกันความชัวร์อะไร แม้จะมีการยืนยันจากบิ๊ก คสช.ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือคว่ำก็ต้องมีเลือกตั้งตามโรดแม็ปภายในปี 2560

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่แกะรอยจากปรากฏการณ์ปัดแข้งปัดขา เจาะยางสกัด แม้แต่ฝ่ายคุมเกมอำนาจด้วยกัน มันทำให้ต้องประเมินกันช็อตต่อช็อต

ที่สำคัญไม่ใช่แค่ปัจจัยการเมืองเท่านั้น มันยังต้องเผื่อเรื่องนอกเหนือการเมืองด้วย

ตามรูปการณ์ที่ต้องลุ้น ต่อให้ได้เลือกตั้งตามโปรแกรมโรดแม็ปที่ คสช.ผูกมัดตัวเองไว้

แต่ระหว่างรอเข้าคูหา ก็ยังไม่ชัวร์จะได้ลงคะแนนหรือเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง

 

ใครว่า‘ตลกอินเตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/633331

 

สัญญาณไม่ตรงกัน พลิกกลับไปกลับมา

ตามสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.มีโปรแกรมต้องขึ้นเวทีโชว์กึ๋นในเวทีนานาชาติหลายคิวติดต่อกัน

และนั่นก็หนีไม่พ้นต้องพูดถึงสถานการณ์ความคืบหน้าในเมืองไทย

โดยล่าสุดนายกฯบินไปเป็นองค์ปาฐกเวทีการประชุม IISS Shangri–La Dialogue 15th asia Security Summit ที่ประเทศสิงคโปร์

ท่ามกลางผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย ผู้นำรัฐบาล ผู้แทนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคง รวมทั้งนักวิชาการทั้งจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสหภาพยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา

ผู้นำรัฐบาล คสช.ยืนยันประเทศไทยจะคืนสู่ประชาธิปไตยตามโรดแม็ปแน่นอน

ซึ่งนั่นก็หักมุมกับคิวก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน บนเวทีประชุมจี 77 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางสมาชิกเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน

ในอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดฉากซัดอดีตรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่วิจารณ์เศรษฐกิจรัฐบาล พาลด่าหนังสือพิมพ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง “เขาเป็นพ่อผมมั้ง”

ก่อนที่จะประกาศให้ได้ยินกันชัดๆเลยว่า จะอยู่จนกว่าบ้านเมืองจะสงบ ไม่ต้องมาถามอีกว่า คสช.จะอยู่อีกนานแค่ไหน ไปเมื่อไหร่

ทำให้มีการตีความว่าเป็นเหลี่ยมปูทาง คสช.จ้องลากยาว

เปลี่ยนเวทีก็เปลี่ยนเป้าหมาย

และก็เป็นอะไรที่หากสังเกตให้ดี ก็เหมือนเป็นความตั้งใจ เลือกเวทีสื่อสาร

เปรียบเทียบตามพื้นฐานของฟลอร์การประชุม จะเห็นได้ว่า เวทีจี 77 เป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันไม่ได้สนใจเงื่อนไขประชาธิปไตยสักเท่าไหร่ ผู้นำทหารของไทย ก็ยืนยันยุทธศาสตร์การคุมเข้มแรงกระเพื่อมของฝ่ายต่อต้านด้วยอำนาจพิเศษ

ตามวิถีปกติของประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าใจกันได้

แต่ในอารมณ์ของการประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สิงคโปร์ ล้วนแต่เป็นประเทศมหาอำนาจที่พัฒนาแล้วที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีของไทยก็เลยจำเป็นต้องเลี่ยงแรงเสียดทานด้วยการประกาศเลือกตั้งตามโปรแกรม

ประคองแรงบีบ ยื้อมาตรการแซงก์ชั่น

ฉะนั้นใครที่มองผู้นำทหารของไทยเป็น “ตัวตลก” ในเวทีอินเตอร์ ต้องประเมินกันใหม่

ในมุมที่ผู้เชี่ยวชาญเกมการเมืองระหว่างประเทศ ประเมินว่า นี่คือความ “เขี้ยว” ของผู้นำทหารในการประคองสถานการณ์เอาตัวรอดจากวงล้อมแรงเสียดทานภายนอกประเทศ

เด้งเชือกประคองตัว ถ่วงดุลอำนาจ ติ๊ดชึ่งไปได้เรื่อยๆ

ในเมื่อสถานการณ์ยังไม่งวดถึงขั้นต้องตัดสินใจเลือกไปซ้ายไปขวา

เอาเป็นว่า แรงเสียดทานภายนอก เงื่อนสถานการณ์โลกล้อมประเทศไทยยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลทหาร คสช.พอรับมือไหว

แรงกดดัน มาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจยังไม่ถึงจุดบีบกันหน้าดำหน้าเขียว

ตรงกันข้าม จุดน่าหวาดเสียวกลับเป็นสถานการณ์ภายใน

ตามควันไฟที่โชยออกมาจากวงในทีมคณะรัฐมนตรี กำลังก่อตัวรุนแรงขึ้นทุกขณะ

สังเกตพักหลังข่าวคราวทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กัปตันทีม ชักจะตื้อๆไป ไม่ลื่นไหลเหมือนช่วงข้าวใหม่ปลามัน

สวนทางกับปมร้อน อาการ “เหยียบตาปลา” กันเองที่ลามไปหลายจุด

แบบที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ถือ “ตั๋ว” สายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เล่นคีย์เดียวกันกับทีม “สมคิด”

กระตุกต่อม “หงุดหงิด” ของ “พี่ใหญ่” ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

งานนี้น่าจะรวบยอดรวมไปคิดบัญชีกันทีเดียวในการปรับ ครม.รองรับบิ๊กท็อปบูตเกษียณ

มีลุ้นเปลี่ยนทีมแบบยกเครื่องกันอีกรอบ.

ทีมข่าวการเมือง

 

เขย่าขบวนการปล้นชาติ : เพิ่มเขี้ยวเล็บองค์กรสกัดโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/632290

 

“มุ่งเน้นการป้องปราม”

เป็นนโยบายเชิงรุกติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ในยุค นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ลูกหม้อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าการ สตง.

ซึ่งเปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ระหว่างเป็นวิทยากรติวเข้มนักบริหารตรวจเงินแผ่นดินระดับสูง ส่วนใหญ่เป็นระดับผู้อำนวยการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด (ผตจ.) ตามโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษ

โดยเน้นย้ำให้นักบริหารตรวจเงินแผ่นดินทำงานเชิงรุก ยิ่งเจอข่าวเกี่ยวกับการใช้งบประมาณแผ่นดินไม่เหมาะสม ขอให้เดินหน้าตรวจสอบได้ทันที ไม่ต้องรอมาถามผู้ว่าการสตง.ให้เสียเวลา

บางเรื่องผมจะเป็นฝ่ายถามกลับด้วยซ้ำไปว่าข่าวที่ลงในสื่อมวลชนเรื่องนั้นๆตรวจสอบไปถึงไหนกันแล้ว

เนื่องจากในยุคปัจจุบันการทุจริตกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ จนถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

และการทำหน้าที่ของ สตง.ที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามว่าเป็นเสือกระดาษ คำๆนี้อาจเป็นเพราะอำนาจหน้าที่ของ สตง.ไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน ทำได้เพียงส่งข้อมูล หลักฐานใส่กระดาษและส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ ทำให้คดีไม่ได้ไปถึงที่สุดตามที่สังคมคาดหวัง

ขณะนี้ สตง.ยังใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินปี 2542ก็ไม่ใช่เป็นอุปสรรคในการตรวจสอบ เพราะกฎหมายตรวจเงินแผ่นดินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งมา 100 ปี ใช้กฎหมายมาหลายฉบับ

แล้วพัฒนาให้เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เป็นกันชนระหว่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ สตง.กับรัฐบาล

คตง.เป็นฝ่ายให้นโยบายและชี้ขาดการตรวจสอบที่ สตง.เสนอผ่านผู้ว่าการ สตง. ซึ่งผู้ว่าการ สตง. และ คตง. มาจากกระบวนการสรรหาตามที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่นำข้าราชการประจำตรวจสอบและรายงานผลต่อ คตง.

องค์กรนี้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภาครัฐ ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพื่อป้องกัน ปราบปรามไม่ให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน

พูดง่ายๆเราดูแลการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้อง มีประโยชน์ คุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินที่ต้องจ่ายไป

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบของ ตจ.เป็นอย่างไรบ้าง เพราะเริ่มกระจายงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด นายพิศิษฐ์ บอกว่า ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีระบบควบคุมภายในที่รัดกุม เป็นจุดอ่อนของการบริหาร มีความเสี่ยงตรวจพบความผิดอยู่เนื่องๆ

สตง.จึงให้ความสำคัญโดยตั้ง สตง.ขึ้นทุกจังหวัด จังหวัดละ 15-30 คน แต่มีข้อจำกัดเรื่องอัตรากำลังและงบประมาณ

สตง.มีข้าราชการทั้งหมด 3,107 คน เมื่อทำงานตรวจสอบแต่ละงานจะทำอย่างน้อยครั้งละ 2 คนเพื่อความโปร่งใส วันหนึ่งๆตรวจสอบส่วนราชการได้ 1,000 กว่าคู่เท่านั้น

บางครั้งไม่สามารถทำงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เจอปัญหาลงบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน จะต้องเพิ่มความรอบคอบในการสุ่มตรวจมากยิ่งขึ้น แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดสิ้นไป

โดยเฉพาะส่วนงานที่ผู้บริหารไม่ยึดถือวินัยการเงินการคลัง หรือเข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้การตรวจสอบมีความยากมากขึ้น

แต่ไม่พ้นขีดความสามารถของ สตง. ซึ่งมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาเทคนิคในการสุ่มตรวจ สืบค้นหาความจริงมาอย่างต่อเนื่อง บนข้อจำกัดด้านอัตรากำลังและงบประมาณ ถ้ามีบุคลากรมากขึ้นและงบประมาณมากขึ้น จะสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีปัญหา ตจ.บางจังหวัดถูกวิจารณ์ว่ารู้เห็นกับนักการเมืองท้องถิ่น จึงปล่อยผ่านโครงการที่เข้าข่ายใช้งบประมาณแผ่นดินไม่คุ้มค่า สตง.จะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดความโปร่งใสอย่างไร นายพิศิษฐ์ บอกว่า ถ้ามีการทุจริตเกิดขึ้น ป.ป.ช.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

สตง.ไม่สามารถทำงานได้ตามอำเภอใจ เพราะงานตรวจสอบสามารถติดตามกันได้ และต้องมีตัวชี้วัด มีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข หากแก้ไขไม่ได้จะต้องชี้แจงมายัง สตง. ฉะนั้นปัญหาที่กังวลกันอยู่นั้น สายตาคนนอกอาจจะมองว่าเป็นปัญหา แต่ สตง.มองว่าไม่เป็นปัญหา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีแต่ละครั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การใช้งบประมาณแผ่นดินไม่มีประสิทธิภาพ สตง.เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร นายพิศิษฐ์ บอกว่า ยุค คสช.จะผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณฯเร็วหรือไม่เร็ว ไม่ได้บ่งบอกถึงการใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพหรือมีความเสี่ยง

เพราะสิ่งที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงอยู่ที่กระบวนการใช้จ่ายงบประมาณ และในยุคนี้มีปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่ ที่มีการแจ้งเตือนเสริมสร้างจริยธรรมตลอด ทำให้ไม่ค่อยเจอปัญหา

ตรงนี้อาจจะเป็นข้อดีที่ผู้บริหารไม่มากดดัน แต่หากผู้บริหารไม่อิสระ มีคนมาสั่งซ้ายหันขวาหัน จะนำไปสู่การใช้จ่ายเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีส่วนต่างที่หายไปกับผู้มีอำนาจ

อย่างในอดีต การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีการแปรญัตติตัดงบประมาณแบบไม่ค่อยมีเหตุผลเฉลี่ยกระทรวงละ 30 เปอร์เซ็นต์

แล้วนำมากองรวมกันให้ผู้มีบุญบารมีจากการเลือกตั้งเข้าไปหยิบฉวยเอาเข้าจังหวัดของตัวเอง แม้มาจากต่างพรรคการเมืองที่เป็นปรปักษ์กัน แต่เรื่องนี้กลับมีความสามัคคี ไม่ทะเลาะกัน และผลักดันนโยบายที่นอกเหนือความต้องการปกติ เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย

แต่ยุคนี้มีกระแสข่าวโครงการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผส.) มีพิรุธ สตง.เข้าไปตรวจสอบอย่างไร นายพิศิษฐ์บอกว่า สตง.ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน

จึงมีความสำนึกต้องใส่ใจเป็นลำดับต้นๆ ไม่กลัวไปชนอำนาจหรือเกรงกลัวอิทธิอะไร

และเรายังได้นำประสบการณ์และปัญหาการทำงาน นำเสนอปรับปรุงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ หมวดว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มีเนื้อหาแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550

โดยกำหนดให้อำนาจผู้ว่าการ สตง. นำเสนอข้อสังเกตความเสี่ยงต่อความเสียหายการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินในโครงการนั้นๆ ต่อ คตง. เพื่อให้พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า การตรวจพบดังกล่าวสมควรแก่การระงับยับยั้งไว้หรือไม่

หากเห็นพ้องกับผู้ว่าการ สตง. จะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสภาผู้แทนราษฎรให้ระงับยับยั้งการใช้งบประมาณแผ่นดินในครั้งนั้นๆเสีย ถือเป็นมาตรการใหม่ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเงินแผ่นดิน

ก่อนหน้านั้น เราเคยติติงนโยบายบางอย่าง เช่น โครงการรับจำนำข้าว ทำได้เพียงส่งหนังสือหลายฉบับไปเตือนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกิดผลอะไร ต้องทนรอดูความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ก่อนจะไปหาตัวผู้รับผิดชอบต่อไป

เมื่อมีมาตรการใหม่ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งจะทำให้เกิดวินัยการใช้งบประมาณแผ่นดิน สามารถระงับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เฉกเช่นเดียวกับงบแปรญัตติ ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในอดีตจะนำงบแปรญัตติไปใช้ตามความต้องการของนักการเมือง แต่ไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ต่อไปจะแปรญัตติไม่ได้ กำหนดให้ตัดงบประมาณได้อย่างเดียวเลย

กติกาใหม่ได้เพิ่มเติมอุดจุดอ่อนเหล่านี้ ในอนาคตจะทำให้การใช้งบประมาณแผ่นดินลดความเสี่ยงที่จะเสียหาย และลดปัญหาอิทธิพลของฝ่ายการเมือง

ขอย้ำว่ากติกาใหม่ที่จะออกมา ได้ให้อาวุธ ให้อำนาจที่ยับยั้งโครงการต่างๆที่มีความเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎร

ในอนาคตจะยับยั้งไม่ให้ผู้ใดกระทำผิด

ความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินก็จะไม่เกิดขึ้นอีก.

ทีมการเมือง

 

ผ่อนกฎเหล็ก ลุ้นประชามติ : ประเมิน คสช.“แก้เกม”ฝ่าแรงเสียดทานรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631682

 

จากร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ปฏิทินล่วงเข้าเดือนมิถุนายนผ่านครึ่งปีแล้ว

ก่อนอื่นใด ณ ห้วงเวลานี้ น่าจะอยู่ในบรรยากาศที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต่างรวมพลังส่งกำลังใจถวายพ่อของแผ่นดิน จากการที่สำนักพระราชวังได้แถลงการณ์พระอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จฯมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ตลอดเดือนพฤษภาคม

ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

สำหรับพสกนิกรชาวไทยแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าในหลวงที่เป็นศูนย์รวมดวงใจ

ขณะที่บรรยากาศในภาพรวมก็กำลังเข้าสู่เทศกาลแห่งความสนุกสนาน กับมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือ “ยูโร 2016” ที่ประเทศฝรั่งเศส จะเริ่มฟาดแข้งกันในวันที่ 10 มิถุนายนนี้

กระแสฟุตบอลยูโรน่าจะปกคลุมประเทศไทยไปอีกเป็นเดือน

กลบเรื่องอื่นๆให้ซาลงไปชั่วคราว

ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองโดยภาพรวมทั่วไปก็ยังอยู่ในสภาวการณ์ปกติ

นั่นคือไม่ถึงกับสงบแต่ก็อยู่ในวิสัยที่ คสช.ยังเอาอยู่

และแนวโน้มผ่อนคลายลงไประดับหนึ่ง ภายหลังที่ประชุมหน่วยความมั่นคงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เป็นประธาน

อนุญาตให้นักการเมือง นักธุรกิจ และบุคคลที่เคยมีรายชื่อห้ามเดินทางออกนอกประเทศตามคำสั่ง คสช. สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

เว้นแต่กรณีที่มีคดีความในชั้นศาล ต้องขออนุญาตตามกระบวนการยุติธรรม

และในจังหวะต่อเนื่องกันเลย ที่ประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช.ที่มี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการ คสช.เป็นประธาน ก็มีการปรับเปลี่ยนสถานที่ในการเชิญบุคคลเข้าทำการปรับทัศนคติในค่ายทหาร เป็นศาลากลางจังหวัดหรือสถานีตำรวจ

ไม่ใช้คำว่า ปรับทัศนคติ แต่เป็นการ “พูดคุยทำความเข้าใจ” แทน

เบื้องต้นเลย ประเมินตามแผนยุทธศาสตร์ที่ออกมาในลักษณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมรับว่า เป็นการพยายามทำให้ทุกอย่างดูเบาลงทุกเรื่อง

ตามรูปการณ์ชัดเจนว่า คสช.พยายามปรับลดโทนความเข้มของอำนาจพิเศษ

โดยเหตุผลที่เป็นสถานการณ์เชื่อมโยงกับแรงกดดันจากนานาประเทศว่าด้วยประเด็นสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล ผลจากชาติตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปแสดงท่าทีชัดเจนในการขอให้รัฐบาลทหาร คสช.ลดปัญหาการละเมิดสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

ล้อไปกับมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจที่ยกระดับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

คสช.จึงต้องยอมปลดล็อกให้นักการเมือง นักธุรกิจ และกลุ่มบุคคลที่โดนกักบริเวณ เพื่อให้ต่างชาติเห็นถึงความตั้งใจลดระดับละเมิดสิทธิมนุษยชน

ลดแรงเสียดทานจากภายนอกประเทศซึ่งเป็นเงื่อนไขที่คุมเกมยาก

ถ้าโดนแบนแล้วจะทำให้สถานการณ์ยิ่งลำบาก

คสช. ต้องประคองเกมสู้แรงบีบจากโลกล้อมประเทศไทยเฉพาะหน้าไปก่อน

ขณะเดียวกันก็เป็นการผ่อนแรงเสียดทานภายใน เพราะการที่ คสช.ปลดล็อกให้กลุ่มบุคคลที่ติดแบล็กลิสต์เดินทางไปต่างประเทศได้ ต่อเนื่องกับการปรับเปลี่ยนการเรียกบุคคลเข้าปรับทัศนคติในค่ายทหารเป็นการพูดคุยทำความเข้าใจที่ศาลากลางจังหวัดหรือโรงพัก

มันทำให้ระดับความตึงเครียดลดโทนลงไป

ไม่ดุดันเข้มข้นเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

แม้ในทางปฏิบัติจริงก็ไม่ได้ปล่อยไฟเขียวให้เคลื่อนไหวกันอย่างอิสระแต่อย่างใด เพราะยังคงมีการดำเนินการทางกฎหมายกับพวกที่ฝ่าฝืน ฐานขัดประกาศหรือคำสั่งของ คสช.

ทหารยังคุมเกมป่วน ต้องกดแรงกระเพื่อมไว้ก่อน

แต่โดยเงื่อนสถานการณ์ก็มองได้ว่า คสช.แก้เกมฝ่าแรงเสียดทานรอบด้าน

พยายามเคลียร์บรรยากาศในห้วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งตามโรดแม็ปของ คสช.

ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปตามโปรแกรม

อย่างไรก็ตาม มันก็มีจังหวะสะดุด เมื่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งคำร้องของเครือข่ายนักวิชาการนำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรคสอง

ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

เนื่องจากมีเนื้อหาไม่ชัดเจน คลุมเครือ อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะมีการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม และอาจมีการใช้เนื้อหา พ.ร.บ.ดังกล่าวไปดำเนินการทางคดีกับประชาชนได้

กฎหมายคุมกติกามีปัญหา

นั่นก็ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบต่อการทำประชามติตามปฏิทิน

แม้จะมีการยืนยันจากบรรดาผู้รู้ กูรูทางกฎหมายระดับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร

จะไม่กระทบต่อการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

ในมุมหากศาลวินิจฉัยว่าทั้ง 3 คำ หรือคำใดคำหนึ่งในนั้นไม่ถูกต้องจะต้องตัดออกไปเฉพาะคำคำนั้นเท่านั้น ไม่ต้องไปแก้ไขในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วน 3 คำที่เหลือ คือ ข้อมูลเป็นเท็จ ปลุกระดม และข่มขู่ก็ยังอยู่ ไม่กระทบใดๆต่อ พ.ร.บ.ทั้งฉบับ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทั้ง 3 คำไม่ขัดถือว่าจบ

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า อย่าคิดไปไกล เพราะประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องสาหัสแต่อย่างใด

ยึดตาม “มีชัย-วิษณุ” ณ ขั้นนี้ ไม่มีผลทำให้ประชามติ สะดุด

หรือแม้แต่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ มือกฎหมายเบอร์ต้นๆของพรรคเพื่อไทย ก็ยังฟันธง ปมนี้จะไม่มีผลทำให้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯต้องล้มไปทั้งฉบับ เพราะมาตรา 61 ไม่ได้เป็นมาตราที่เมื่อเสียไปแล้วจะทำให้ พ.ร.บ.ใช้ไม่ได้ทั้งฉบับ

เรื่องนี้ไม่ได้มีผลทำให้โรดแม็ปของ คสช.เปลี่ยนไป

ในมุมของพวกมองโลกแง่บวก การดำเนินการของผู้ตรวจการแผ่นดินก็แค่การทำให้เกิดความชัดเจน เคลียร์ปมเทคนิคทางกฎหมายไม่ให้วุ่นวาย

แต่อีกมุมของพวกมองโลกในแง่ร้าย ก็หนีไม่พ้นอาการระแวงเกมล้มประชามติ

แฝงเหลี่ยมเปิดทาง คสช.ลากยาวอำนาจ

ยิ่งเป็นอะไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดชัดเลยว่า ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร ก็ตามนั้น ถ้ามีการพิจารณาทันก่อนวันที่ 7 สิงหาคมแล้วผิด ก็ต้องหยุด

ถ้ามันขัดแย้งต้องเลื่อนการลงประชามติออกไปก็ต้องเลื่อน “แต่ถ้าเลื่อนอย่ามาบอกว่าผมเป็นคนสั่งเลื่อนแล้วกัน”

โดยจังหวะไล่เลี่ยกันกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดบนเวทีเปิดประชุมจี 77 ประกาศจะอยู่จนกว่าบ้านเมืองจะสงบ ไม่ต้องมาถามอีกว่าจะอยู่นานแค่ไหน ไปเมื่อไหร่

หัวหน้า คสช.พูดเป็นเชิงทีเล่น เอาจริง

และยังสำทับด้วย พล.อ.ประวิตร ที่ระบุหากสถานการณ์ในประเทศยังไม่สงบ และไม่สามารถเปลี่ยนตามโรดแม็ปได้ คสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อรักษาเสถียรภาพและภาพรวมของประเทศ

“พี่ใหญ่” ก็ไม่ปฏิเสธการอยู่ต่อในอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร บิ๊ก คสช.สะท้อนเสียงออกมาในโทนเดียวกัน มันก็เป็นอะไรที่ยิ่งกระตุกต่อมหวาดระแวงของพวกที่พยายามดักทางเกมล้มประชามติ

เปิดทางทหารลากเกมอำนาจต่อไปเนียนๆ

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าประเมินกันอีกมุมหนึ่ง ในสถานการณ์ที่ผลโพลสำนักต่างๆสะท้อนความเห็นของประชาชนต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในจุดต้องลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

ประชามติไม่มีหลักประกันความชัวร์

ในอารมณ์ที่ คสช.ก็อาจกลัวว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋มีชัยไม่ผ่านประชามติ โดนคว่ำซ้ำรอยร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

การปฏิรูปประเทศไทยวนอยู่กับที่ ไม่คืบไปไหน

ดีลการใช้อำนาจพิเศษที่สัญญาไว้กับประชาชน ขอเวลาอีกไม่นานจะคืนความสุขให้ประเทศไทย ทำไม่ได้อย่างเพลงเพราะๆที่แต่งไว้

มันก็ถึงจุดที่ศรัทธาหด ความชอบธรรมหาย

ต่อให้มีกระบองยักษ์ อำนาจพิเศษ รัฐบาลทหารก็อยู่ต่อลำบาก

เพื่อไม่ให้ไปถึงจุดนั้น คสช.จึงต้องแก้เกม ฝ่าแรงเสียดทานรอบด้าน

เปิดเกมวัดใจประชาชน ลุ้นประชามติ

ถ้าอยากให้ประเทศสงบ

ก็ต้องโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญใหม่.

“ทีมการเมือง”