สบช่องต่อวีซ่ายืดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631559

 

คุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา

จุดจบชีวิตในบั้นปลายของสองอดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่ง กกต. พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีต กกต.

ถูกศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอีกคนละ 10 ปี

หมดเวทีให้สู้อีกต่อไป ต้องเดินคอตกติดคุกยามแก่ เซ่นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ.2541

จากกรณีไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคเล็กลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย.2549 ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

เป็นอุทาหรณ์เตือนสติหน่วยงานผู้มีอำนาจทั้งหลาย หากเกียร์ว่าง ปล่อยปละละเลยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ก็มีสิทธิพบจุดจบไม่สวยในบั้นปลายเฉกเช่นเดียวกับอดีตบิ๊ก กกต.

ไล่เลี่ยกับจังหวะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติเอกฉันท์ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเนื้อหา พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 หรือไม่

ไม่กล้าเสี่ยงเก็บเผือกร้อนไว้กับตัว รีบส่งต่อเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้เกิดความกระจ่าง ตามที่มีผู้ยื่นร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบ

ช่วยเร้าอุณหภูมิการเมือง ปลุกกระแสเลื่อนโรดแม็ปประชามติกระหึ่มขึ้นทันที

สอดรับสัญญาณล้มโต๊ะประชามติตามที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กระพือก่อนหน้านี้ ในทำนองอาจเกิดอุบัติเหตุการเมืองล่มเวทีประชามติจากฝ่ายรัฐบาล โดยใช้ศาลรัฐธรรมนูญเจาะยางล้มประชามติ

เพราะห่วงว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

และก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคิวบังเอิญหรือจงใจกับรูปการณ์ ณ ขณะนี้ ดันไปเข้าเค้าสิ่งที่หัวโจก นปช.เคยจั่วหัวไว้พอดิบพอดี จึงเป็นอะไรที่ฝ่ายอำนาจพิเศษต้องรีบเคลียร์กระแสร้อนทันทีทันใด

ตามคิวที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แม้กระทั่ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ต่างประสานเสียงไปในทำนองเดียวกัน

แม้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า กฎหมายประชามติขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 แต่จะไม่มีผลกระทบให้โรดแม็ปประชามติเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม

3 อ๋องกฎหมาย คสช. ประสานเสียงตรึงโรดแม็ปการหย่อนบัตรประชามติให้นิ่งอยู่กับที่ ลดการขยายความไม่ให้เลยเถิด

แต่ที่แหวกทิศสวนทางกลับเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่พูดส่อนัยส่งซิกเลื่อนทำประชามติ

“ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจการแผ่นดิน ผลออกมาว่าอย่างไรก็ตามนั้น ถ้ามันขัดแย้งต้องเลื่อนการลงประชามติออกไป ก็ต้องเลื่อน ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเลื่อนอย่ามาบอกว่าผมเป็นคนสั่งเลื่อนแล้วกัน”

เบอร์หนึ่ง คสช.บรรเลงไปคนละคีย์กับคนอื่นๆ มันก็เป็นอะไรที่น่าคิด

แม้ตีความแล้วจะเป็นการพูดตามหลักการและเหตุผล แต่หากจับสุ้มเสียงของหัวหน้า คสช.ที่พูดก่อนหน้านี้ในฟลอร์การประชุมประเทศสมาชิกจี 77 ว่า “ผมไม่ไปไหนอยู่แล้ว ตราบใดยังไม่สงบก็จะอยู่”

ถอดรหัสตีความ เป็นการส่งสัญญาณหยั่งเชิงขอเพิ่มเงื่อนไข หากบ้านเมืองยังไม่สงบก็อาจขออยู่ต่อ

ฉวยจังหวะสถานการณ์การเมืองไม่นิ่ง คำรามขู่ฝ่ายการเมืองห้ามแตกแถว หากไม่อยากถูกแช่แข็งยาวๆ

ยิ่งมีเงื่อนไขเรื่องศาลรัฐธรรมนูญเตรียมตีความกฎหมายประชามติเข้ามาเป็นตัวแปร ก็ยิ่งเป็นอะไรที่อำนาจพิเศษจะประมาทไม่ได้

มองข้ามช็อต หากศาลรัฐธรรมนูญตีความในทางลบ ต้องตัดถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ตามมาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ

คลายเงื่อนไข ปล่อยฟรีสไตล์ ให้แต่ละฝ่ายแสดงความเห็นได้อย่างอิสระ มันก็เพิ่มความสุ่มเสี่ยงต่อการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายจ้องบิดเบือนได้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่สามารถเอาผิดได้

หากควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เลยเถิดไปถึงขั้นเกิดความวุ่นวาย ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับปฏิทินประชามติ 7 ส.ค.ให้ต้องยืดออกไปอีก

บรรยากาศยังไม่นิ่ง อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ สบช่องต่อวีซ่ายืดเวลาอำนาจพิเศษ.

ทีมข่าวการเมือง

 

สัญญาณยังแกว่งไปมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/630876

 

เครื่องสะดุด จากกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติเป็นเอกฉันท์ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2559 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยในความเห็นของผู้ตรวจการฯ ระบุ มาตรา 61 วรรคสองที่ว่า ผู้ใดเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อต่างๆที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

ยังมีความไม่ชัดเจน คลุมเครือ ประชาชนอาจสับสน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และเจ้าหน้าที่อาจใช้ดุลพินิจ จนนำไปสู่การดำเนินการกับประชาชน

ระหว่างเหยียบคันเร่งคิวประชามติ แต่เจอคิวนี้ต้องชะงักกึ้ก

ถึงแม้ทั้ง กกต.–สนช. กระทั่งคนรัฐบาลประสานเสียง เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญก็แก้ไขเฉพาะมาตราที่ถูกตีความ และยังมีกฎหมายอื่นๆดูแลกระบวนการทำประชามติได้

คิวลงคะแนน 7 ส.ค.นี้ ยังเดินต่อ ไม่มีล้ม ไม่มีเลิก

แต่ก็อีกนั่นแหละ สัญญาณจากห้องเครื่อง “เรือแป๊ะ” เริ่มแปร่ง ไล่ตั้งแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ล่าสุดกล่าวกับภาคธุรกิจกลุ่มจี 77 ระบุ “ตราบใดยังไม่สงบก็จะอยู่”

บอกตรงนี้ ไม่สงบ ไม่เรียบร้อยก็ไม่ไป

ล่าสุด ระบุถึงกรณีที่จู่ๆมีข้อเสนอให้ใช้มาตรา 44 สั่งเลื่อนการทำประชามติออกไปหากคุมสถานการณ์ไม่ได้ “บิ๊กตู่” ระบุ ถ้ามันขัดแย้งต้องเลื่อนการลงประชามติออกไปก็ต้องเลื่อน ไม่ได้ว่าอะไร

“แต่ถ้าเลื่อนอย่ามาบอกว่าผมเป็นคนสั่งเลื่อนแล้วกัน”

ดูแล้วโรดแม็ปเลือกตั้งชัก “ไม่นิ่ง” เหมือนกัน

และคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา สัญญาณแกว่งๆแปร่งๆเปิดออกมาถี่ แน่นอนย่อมถูกดักคอจากคนการเมืองว่าคิวนี้เป็นจังหวะ “ฉวยจังหวะ” ล้ม–เลื่อนประชามติ

ยืดเวลา “อำนาจพิเศษ”

คิวประชามติเกิดอาการกระตุก เครื่องสะดุดเป็นระยะๆ นั่นก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เอื้อต่อเป้าหมายทิศทางของอำนาจพิเศษในเวลานี้ 3 วันดี 4 วันไข้ เดินหน้ากันไม่ได้ไม่สุด

ตัวเลขเศรษฐกิจของแต่ละหน่วยงานที่ออกมา เดี๋ยวดี–เดี๋ยวร้าย บวกๆลบๆ

จนจับทิศทางสถานการณ์จริงกันไม่ค่อยถูก

แต่ล่าสุดเหมือนมีตัวช่วยจาก “โลก” มาช่วยหนุนกรณีสถาบันการจัดการนานาชาติ (ไอเอ็มดี) ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยปี 2559 ถูกจัดอันดับจากที่ 30 มาเป็นอันดับที่ 28

ดีขึ้น 2 อันดับ สวนทางกับชาติอื่นๆในอาเซียน

เรียกว่านานทีถึงมีตัวเลขด้านบวกให้คนรัฐบาลออกมาตีฆ้องร้องป่าว หลังจากก่อนหน้านี้ข้อมูลด้านต่างๆเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

ไม่ว่าจะเป็นภาคส่งออก ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

ชนิด “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ระบุเป็นสัญญาณดีที่สะท้อนว่าการทำงานด้านต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น “มาถูกทางแล้ว”

ถึงจะออกตัวว่าคิวนี้ ยกเครดิตให้ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้นำ ที่แสดงเจตจำนงจะพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยแก้ปัญหาอุปสรรคการลงทุนทุกด้าน

แต่อีกทางสัญญาณเศรษฐกิจดี ก็เป็นบวกต่อ “ดร.สมคิด” ในจังหวะที่เร่งปั๊มงานปั่นโปรไฟล์รัฐบาล และแต้มส่วนตัว ที่จะส่งผลต่อเส้นทางอนาคต

หากคิดเดินสู่บัญชีแคนดิเดต “คว้าดาว”

ถึงแม้จะเคยถูกจับตาอาการ “ปลง” เพราะแม้จะเข้ามารับบทแม่ทัพเศรษฐกิจ ทำงานเข้าขากับผู้ถือดุลอำนาจพิเศษคนสำคัญ แต่ข้อเท็จจริงก็ยังถูกระแวงเรื่องสายสัมพันธ์กับ “ขั้วอำนาจเก่าแก่”

ยังต้องลุ้นมีชื่อใน “แผนการทำทีม” ของ “อำนาจสีเขียว” ในโหมดเปลี่ยนหัว-คุมเกม

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ยังมีเงื่อนไข กรณีผลงานแก้ปมเศรษฐกิจจนฟื้นตัว ตัวเลขด้านต่างๆกระเตื้อง อันดับการแข่งขันของประเทศดีขึ้น

อันดับการแข่งขันของ ดร.สมคิดก็ “ได้ลุ้น” มากขึ้นเช่นกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ดาวอังคารแรงจริง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/630166

 

อยู่ในห้วงดาวอังคารเคลื่อนใกล้โลก ต้องสงบปากสงบคำตามคำทำนายทายทักหมอดู

โดยเงื่อนสถานการณ์บังคับให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องเล่นบทคนอารมณ์ดีในฉากงานอีเวนต์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี โชว์ลีลาตีเข่าใส่นักมวย แข่งดูดนมกล่องกับเด็กไปตามประสา

คั่นเวลาช่วงเสี่ยงๆ เลี่ยงการพูดมากให้เป็นประเด็นปัญหาวุ่นวาย

แต่สุดท้ายก็อั้นไว้ไม่อยู่ ล่าสุด “บิ๊กตู่” เปิดฉากตีกราดบนเวทีเปิดการประชุมประเทศสมาชิก G77 ปะทุอารมณ์เครียดๆ กลางวงฝรั่งต่างชาติ

ซัดดะทั้งนักการเมือง สื่อมวลชน

ไล่ตั้งแต่โจทก์เก่าเจ้าประจำอย่าง “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่โดนเอ่ยชื่อกันตรงๆ เคยทำอะไรมา เรียนจบอะไรมา

วิจารณ์เศรษฐกิจเยอะแยะไปหมด เก่งเหลือเกิน

ขณะที่หนังสือพิมพ์ก็เจอหางเลขเข้าไปเต็มๆ ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งใจวิเคราะห์เป็นเชิงเบิ้ลบลัฟเลยว่า วันนี้ต้องเข้าใจเป็นการต่อสู้ของหนังสือพิมพ์กับสื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์คนไม่ค่อยซื้อแล้ว เพราะอ่านโซเชียลมากขึ้น

ตนเองก็เลยต้องช่วยเพิ่มเรตติ้งให้หนังสือพิมพ์ ได้ภาพนายกฯ ขึ้นปกทุกวัน

เรื่องของเรื่อง เป็นอารมณ์พาลต่อเนื่องหนังสือพิมพ์หัวภาษาอังกฤษ ที่ “บิ๊กตู่” เอ่ยชื่อตรงๆ เลยว่า หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ มีการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนหลักการ จนรับไม่ได้

พูดไปประชดประชันไป หนังสือพิมพ์คุมไม่ค่อยได้

“เขาเป็นพ่อผมมั้ง”

อิทธิฤทธิ์ดาวอังคารขลังสมคำทำนายทายทักจริงๆ

และตามรูปการณ์ก็น่าจะกระตุกอารมณ์เครียดๆ ของนายกฯ เข้าไปใหญ่ กับการที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติเอกฉันท์ฟันธง มาตรา 61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เพราะอาจทำชาวบ้านสับสน มีปัญหาตีความทางคดี เกิดความวุ่นวาย

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นวันเดียว “บิ๊กตู่” ก็เพิ่งเหน็บนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กรณีที่ฟันธงประเด็นที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯ ในยุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” กับอาจารย์จุฬาฯ ใส่เสื้อโหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมาย

ซัด กกต.ต้องรับผิดชอบด้วย หากปล่อยแล้วเกิดความวุ่นวาย

เอาเป็นว่า สถานการณ์ภายใน “บิ๊กตู่” ตีกราดหมด ไม่สนใจใคร เพราะคุมเกมได้

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ภายนอกประเทศที่อยู่เหนือการควบคุมด้วยอำนาจพิเศษ

จับอาการได้จาก พล.อ.ประยุทธ์ดูท่าเกร็งๆ จากการรับเชิญให้เป็น “คีย์โน้ต” ของการประชุมความมั่นคงภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 15 หรือ “แชงกรี–ลา ไดอะล็อก” ประจำปี 2016 ที่ประเทศสิงคโปร์

“เขาเชิญผม เขาไม่ได้รังเกียจผม เท่ากับคนในประเทศที่รังเกียจผม เขาเชิญผมไปพูด เพื่ออยากรู้ว่าผมมีทัศนะอย่างไร ยิ่งผมเป็นทหารด้วยก็ต้องเตรียมการให้ดี”

โดยท่าที พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญกับโปรแกรมนี้มาก

แบบที่เจ้าตัวบอกตามตรงเลยว่า ไม่ว่าใครไปต่างประเทศยามนี้ต้องระมัดระวังในการพูดจาให้ดี เพราะเดี๋ยวจะไม่มีใครคบ ไม่มีใครมาค้าขายด้วย

เรื่องของเรื่อง ผู้นำ คสช.ให้ความสำคัญสถานการณ์ภายนอกประเทศมากกว่าภายใน

ตามจังหวะแรงเสียดทานจากนานาชาติที่ยกระดับเกมบีบรัฐบาลทหารของไทย ทำให้ คสช.ต้องปลดล็อกคำสั่งห้ามนักการเมืองและนักธุรกิจบินออกนอกเมืองไทย ไฟเขียวกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเดินทางไปต่างประเทศได้

และต่อเนื่องกันกับการปรับเงื่อนไข เปลี่ยนสถานที่รายงานตัวปรับทัศนคติจากค่ายทหารมาเป็นศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการหรือสถานีตำรวจ

ลดโทนการปฏิบัติขั้นเด็ดขาดรุนแรงแบบเผด็จการท็อปบูต

จุดที่ทำให้ฝรั่งเห็นถึงความตั้งใจลดปมละเมิดสิทธิมนุษยชน.

ทีมข่าวการเมือง

 

โบแดงของ‘บิ๊กต๊อก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/629479

 

เผลอ “โดนของ” เข้าเนื้อเหมือนกัน

ตามปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ต้องออกอาการฉุนขึ้นจมูก กับคำถามเรื่องเงิน 2,000 ล้านบาท แลกกับการล้มคดี “ธัมมชโย” เจ้าสำนักธรรมกาย

ลั่น อย่าเอาข่าวลอยลมมาทำให้คนทำงานเสียกำลังใจ

“ทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี คนที่พูดถึงเรื่องนี้ละอายปากหรือไม่ บอกมาเลยว่าใครพูด ผมจะจัดการให้ดู อย่ามาพูดลอยๆแบบนี้”

ในจังหวะโดนกระตุกจากฝ่ายคุมเกมรุกไล่อยู่ดีๆ ต้องมาตั้งรับข่าวลือร้อนๆทำเสียสมาธิ

“บิ๊กต๊อก” เจอแรงสะท้อนกลับ บุกบุ่มบ่ามไม่ได้

ที่แน่ๆมันเป็นอะไรที่ต้องประเมินสัญญาณกันใหม่ ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ส่งซิกให้ชะลอคันเร่งเป็นนัย พูดเป็นเชิงทำไมจะต้องเร่งรัด อย่าไปเร่งรัดเขามาก

“ผมเองยังไม่ได้สั่งการอะไรเพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว”

พูดกันชัดแบบที่ว่า ถ้าทำแล้วเกิดผลกระทบมากเจ้าหน้าที่ก็ไม่ควรทำ สามารถดำเนินการวันหน้าได้ จะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157 ที่พูดเพราะเห็นห่วงจะเกิดม็อบชนม็อบจากแรงศรัทธา ถ้าไม่ห่วงก็ใช้อำนาจไปนานแล้ว

แปลความตามท้องเรื่องมันก็คือการแตะเบรก ชะลอคันเร่ง

ในห้วงสถานการณ์ใส่เกียร์ห้า ดับไฟหน้าพร้อมลุย ถึงขั้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเตรียมพร้อมเข้าเคลียร์พื้นที่

ตามฉากเร้าบรรยากาศบู๊ๆ มีการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ภายในอาณาจักรวัดพระธรรมกาย เพื่อนำมาวางแผน ล้อไปกับกระแสข่าววงในจากฝ่ายเจ้าหน้าที่เตรียมยุทธวิธีฝ่าวงล้อมลูกศิษย์และกองกำลังมนุษย์ที่รายล้อมรอบวัด อาจถึงขั้นใช้เฮลิคอปเตอร์โรยตัวหน่วยคอมมานโด

บุกเข้ารวบตัว “ธัมมชโย”

แต่ “บิ๊กตู่” พูดแบบนี้เลยต้องประเมินกันใหม่ เอายังไงกันแน่

และน่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ส่งสัญญาณมาตั้งแต่การพูดบนเวทีประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนและการปฏิรูปประเทศไทยแบบบูรณาการ วันเดียวกับที่หลุดปมร้อนเรื่อง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม บอกอายุ 70 ไม่ไหวแล้ว จะลาออก

โดยมีการพูดพาดโยงไปถึงคิวของ พล.อ.ไพบูลย์ ในทำนองว่า ทาง รมว.ยุติธรรมก็ไปถึงกระบวนการพระสงฆ์ยุ่งไปหมดแล้ว

มันไม่ควรจะวุ่น พระธรรมวินัยว่าอย่างไรก็ไปตามนั้น ตนเองไม่เข้าข้างใครเพราะเป็นไทยพุทธทั้งนั้น

2 จังหวะติดๆกัน มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ “บิ๊กต๊อก” จะลุยโดยไม่หันมาฟังกัปตันทีม คสช.

การลุ้นจัดการกับ “เจ้าลัทธิธรรมกาย” ต้องรอดูทิศทางลมก่อน

ขณะเดียวกัน มันยังมีอีกผลงานชิ้นโบแดงของ พล.อ.ไพบูลย์ ก็คือการชงบัญชีข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นที่ส่อพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันให้หัวหน้า คสช.ลงดาบเชือด ไล่ออก พักงาน

ถึงตอนนี้สะดุด หยุดอยู่แค่บัญชีเชือดลอต 3

ตามรูปการณ์ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาเร่งเกมตามบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กำชับให้แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งมีเรื่องค้างเก่าอยู่จำนวนมาก

เชื่อว่าคงจะมีบัญชีรายชื่อออกอีกเป็นลอตที่ 4 แต่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ยังไม่ส่งรายชื่อมาให้พิจารณา

ยุทธการลุยปราบพวกคอร์รัปชันของทีม “บิ๊กต๊อก” เงียบไปซะดื้อๆ

และโดยสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกัน กับการที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ตั้งคณะกรรมการสรรหาสภาท้องถิ่นกรณีมีการยุบสภาท้องถิ่น

เนื่องจาก คสช.ยังไม่ปล่อยไฟเขียวให้จัดเลือกตั้ง

ซึ่งนั่นก็มาจากปมปัญหาสุญญากาศในการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เกิดภาวะสภา อบจ.ถูกยุบ และน่าจะเผื่อรองรับกรณีนายก อบจ.หมดวาระ

แต่ที่พิลึกพิลั่นเลยก็คือ บางจังหวัดที่นายก อบจ.ถูกแบน อยู่ในบัญชีโดนหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 สั่งพักงานเพราะพัวพันทุจริต ถึงวันนี้ก็ยังนั่งบริหารอยู่เบื้องหลัง

ผ่าน “นอมินี” มีอำนาจเต็มในทางพฤตินัย ลากยาวโดยไม่หมดวาระ

ดาบมาตรา 44 ฟันโกงไม่สุด ยกประโยชน์ให้จำเลยสบายไป.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปล่อยหรือไม่ก็เท่ากัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/628763

 

ประกาศให้รู้กันไปเลยว่า มาจากความคิดของท่านผู้นำ

ตามการยืนยันจากปาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ย้ำชัดๆเลยว่า เป็นไอเดียของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ภายหลังที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคงของ คสช.มีมติอนุญาตให้นักการเมือง นักธุรกิจ และบุคคลที่เคยมีรายชื่อในการห้ามเดินทางออกนอกประเทศตามคำสั่ง คสช. สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ เว้นแต่กรณีที่มีคดีความในชั้นศาล ต้องขออนุญาตตามกระบวนการยุติธรรม

เปิดกรงเหล็กให้พวกต้องโทษ “กักบริเวณ”

เป็นจังหวะปรับลดโทนอำนาจพิเศษที่สำคัญอีกช็อตหนึ่ง

เบื้องต้นเลย ตามเงื่อนไขสถานการณ์น่าจะเป็นการเคลียร์แรงกดดันจากนานาประเทศว่าด้วยปมสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล

เหตุผลสำคัญน่าจะโยงกับกรณีที่รัฐสภายุโรปได้มีการทำหนังสือเชิญอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปให้ข้อมูลสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ คสช.ไม่อนุญาตให้อดีตผู้นำหญิงของไทยบินออกนอกประเทศไปตามคำเชิญ

กระตุกภาพอดีตผู้นำหญิงเป็นลูกไก่ในกำมือเผด็จการท็อปบูต

สุดท้ายทำให้คณะผู้แทนรัฐสภายุโรปบินมาพบอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ถึงบ้านที่กรุงเทพฯ

เทกแอ็กชั่น แสดงถึงการให้น้ำหนักอย่างมาก

ประกอบกับในห้วงสถานการณ์ที่รัฐบาลทหาร คสช.กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานหนักๆจากท่าทีของสหรัฐอเมริกาที่สะท้อนผ่านนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยที่ประจานดังๆ เป็นห่วงสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ล้อไปกับที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่รุมซักสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน

ฝากโจทย์การบ้านให้รัฐบาลทหาร คสช.รีบแก้ปมปัญหา ก่อนเจอมาตรการแซงก์ชั่น

งานนี้รัฐบาลทหาร คสช.เสี่ยงเกินไปที่จะฝืนกระแสโลก ก็เลยต้องปลดล็อกเกมกักบริเวณฝ่ายต่อต้าน เพื่อลดเงื่อนไข เลี่ยงโดน “แบน” จากภายนอกประเทศ

ขณะเดียวกันในมุมของยุทธศาสตร์เกมอำนาจภายในประเทศ การปลดล็อกให้คนติดแบล็กลิสต์เดินทางออกนอกประเทศไทยได้ ก็เป็นจังหวะต่อเนื่องจากการเปิดให้ตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญและการประชามติ

คสช.ค่อยๆผ่อนทีละเปลาะ คลายแรงกดดันจากนักเลือกตั้ง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังกั๊กเหลี่ยมสำคัญไว้ ไม่รับมุกที่พรรคการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์ขอให้ คสช.ปล่อยไฟเขียวพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม ประชุมพรรค

แบบที่ พล.อ.ประวิตร ย้ำเลยว่า ทำไม่ได้เพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ ถ้าปล่อยให้ทำแบบนั้นจะส่งผลให้ประเทศชาติ และประชาชนเกิดความสับสน อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง และความวุ่นวายได้ คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว

แนวโน้มยากที่ คสช.จะยอมปล่อยจระเข้ลงน้ำ

ตามสถานการณ์ก็อย่างที่เห็นๆ ขนาด คสช.ไม่ปล่อยไฟเขียวให้ทำกิจกรรมได้

ก็ยังมีรายการลักไก่ ปั่นเรตติ้งเก็บแต้มได้แบบเนียนๆ

ตามมุกความเคลื่อนไหวล่าสุดที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินสายไปลงพื้นที่จังหวัดหนองคายต่อเนื่องจากจังหวัดแรกคือกาฬสินธุ์ ในโครงการเปิดให้แฟนคลับโหวตผ่านโซเชียลมีเดียเลือกกัน อยากให้อดีตนายกฯหญิงไปเยี่ยมจังหวัดไหน

เรื่องของเรื่องหาเหตุลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้าน เลี้ยงกระแสกันแบบที่ทหารได้แค่มอง

พอเผลอก็ปล่อยซีนดราม่าเรียกคะแนนสงสาร แบบที่โพสต์ภาพซื้อมันปิ้งข้างทางบอกคิดถึงพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ตอนที่ซื้อมันปิ้งกินที่เมืองจีน เลยต้องกินให้หายคิดถึง

ส่งมุกให้ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร แชร์โพสต์ของ “อาปู” พร้อมแฉประจานเป็นเชิงบลัฟ ทราบมาว่ามีตำรวจนอกเครื่องแบบตามเพียบ “อย่าไปกลัวมันครับอา”

แค่อาศัยเหลี่ยมเชิงโคตรเซียนการตลาดก็เดินหมากฝ่าเกมล็อกได้

เพื่อไทยถึงไม่ค่อยเดือดร้อนกับไฟเขียวไฟแดงซักเท่าไหร่.

ทีมข่าวการเมือง

 

โรดแม็ปปฏิรูปการเมืองมิติใหม่ : ปลดแอกระบบทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/627591

 

การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆหยุดชะงักลง และสังคมเริ่มมองเห็นว่าการยึดอำนาจครั้งนี้จะเสียของ

นักวิชาการและภาคประชาชนบางกลุ่มก็เริ่มขยับ เตรียมเคลื่อนไหวปลุกกระแสเรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะต้องรับไม้สานงานการปฏิรูปให้สำเร็จ

การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นอีกด้านหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จุดประเด็นนี้ให้มีการปฏิรูป

โดย นายสมพงษ์ สระกวี กมธ. บอกระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า บรรยากาศการปฏิรูปยังมีการเร่งมือกันอยู่ ไม่ถึงกับหยุดชะงัก

หลายเรื่องเป็นนโยบายของรัฐบาล บางเรื่องสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะนำไปออกเป็นกฎหมาย สปท.ก็ผลิตงานการปฏิรูปออกมาเยอะ

โดยเฉพาะ กมธ.การเมือง ได้ศึกษาหลายเรื่องตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ทุกประเด็นได้ศึกษาเสร็จเกือบหมดแล้ว เช่น การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ได้เสนอให้สนช.ออกกฎหมายการลงโทษรุนแรงเอาผิดกับผู้ที่ทุจริตการเลือกตั้ง

แม้ไม่มั่นใจเมื่อมีโทษรุนแรงแล้วจะขจัดการทุจริตการเลือกตั้งได้ แต่อย่างน้อยก็ตอบสนองความรู้สึกทางสังคมว่า ถ้าการเลือกตั้งยังไม่สุจริต การเข้าสู่อำนาจรัฐยังไม่โปร่งใส ก็เท่ากับเอาอำนาจไปไว้ในมือผู้ทุจริต

ขณะที่ทัศนะของผมเห็นแย้งใน กรธ.ว่า การเลือกตั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา การทุจริตการเลือกตั้งเบาบางลงมาก เพราะสังคมแบ่งขั้วสีทางการเมืองในลักษณะผูกพัน เป็นสาวก มีการใช้ปัจจัยทางการเงินลดลง เงินซื้อไม่ได้ ประชาชนจะเลือกนโยบายและพรรคที่ชื่นชอบ

พรรคการเมืองที่มีเงิน ประชาชนไม่มีความผูกพัน จะเห็นว่าพ่ายแพ้อย่างหมดรูปมานักต่อนักแล้ว

เมื่อวัฒนธรรมการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ก็ขอเตือนให้ตระหนักกันเอาไว้ว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นบรรยากาศในลักษณะเดียวกับที่ชาวพม่าที่เป็นแรงงานอยู่ในประเทศไทย เดินทางกลับบ้านโดยใช้เงินของตัวเอง

เพื่อไปเลือกนางอองซาน ซูจี ประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี)

เพราะมีความผูกพัน สวามิภักดิ์ เป็นสาวก ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่

มองในแง่ดีจะลดการซื้อสิทธิขายเสียง ทุนสามานย์ลดน้อยลง ขณะที่ข้อเสียจะทำให้คนไม่มองพรรคการเมืองอื่น เพราะมีลักษณะผูกพัน เป็นสาวก ผิดถูกก็ว่าดีและเหมาะสม

เมื่อการเมืองอยู่ในลักษณะนี้จะเปลี่ยนไปสู่การเมืองมิติใหม่ยากมาก ยิ่งถ้าสังคมไม่ยอมรับวัฒนธรรมของผู้เลือกตั้งจะก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้ง่าย เช่น จะได้ยินอยู่เสมอว่าพรรคที่แพ้การเลือกตั้งแล้วไม่ยอมแพ้

ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่เปลี่ยนไปสู่การเมืองมิติใหม่ โดยทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชนหรือของประชาชน

ขอให้มองย้อนกลับไปที่ประชาชนผูกพันกับพรรคการเมืองนั้นๆ พรรคการเมืองหนึ่งเอาใจใส่ประชาชนในท้องถิ่นจนกลายเป็นความผูกพัน ส่วนอีกพรรคใช้นโยบายประชานิยมที่ทำได้จริง

แต่พรรคการเมืองถูกตั้งคำถามตัวใหญ่ๆว่า มุ่งหวังมีอำนาจโดยเอาแต่ชนะใจประชาชนด้วยนโยบายประชานิยม เพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายจะพาบ้านเมืองไปไม่รอด

ซึ่งทำให้การเมืองจะถูกพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง โดยในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองว่ามีผลต่องบประมาณแผ่นดิน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้บรรดานักการเมืองโวยวายกันอยู่

และขณะนี้สังคมเรียกร้องให้มีรัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่มี ศักยภาพสามารถยืนบนเวทีการแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบพรรคการเมือง อาทิ พรรคการเมืองมีบทบาทในวงแคบ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง นายทุน นักธุรกิจการเมือง ประชาชนโดยทั่วไปมีส่วนร่วมไม่มากนัก

ยังมีการใช้เงินเป็นใหญ่ ผูกขาดอำนาจทางการเมืองโดยคนจำนวนน้อย คนจนและเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจ เข้าไม่ถึงทรัพยากร

คนเหล่านี้จึงต้องพึ่งพิงผู้มีทรัพยากรในหัวเมือง ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ทำให้คนเหล่านี้เป็นผู้มีอิทธิพล และสามารถได้รับความไว้วางใจเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทนในฐานะผู้แทนราษฎรและก้าวไปสู่อำนาจที่มากกว่านั้นในฐานะรัฐมนตรี

ทหารจึงอยากให้สิ่งเหล่านี้หายไป ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและ กมธ.ก็อยากให้สิ่งเหล่านี้หายไป เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เป็นสถาบันการเมืองเพื่อประชาชน

ฉะนั้นพรรคการเมืองจะต้องเริ่มต้นปฏิรูปโดยระดมบุคลากรชั้นเลิศของประเทศมาไว้ในพรรค เพื่อกำหนดนโยบายบริหารประเทศให้แข็งแกร่ง แข่งขันกับต่างประเทศได้

เพราะนับจากนี้ไปนโยบายที่เสนอสู่สาธารณะ ไม่เพียงแค่เอาใจประชาชนเท่านั้น แต่จะต้องกำหนดอนาคตของประเทศและทำตามนั้น ทำให้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองในอนาคต จะแข่งขันนโยบายที่สังคมตรวจสอบได้ทั้งในแง่คุณค่าของนโยบาย ความสุ่มเสี่ยงไม่คุ้มค่า

การจะเดินไปสู่จุดนี้ได้ต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจริง ประชาชนเป็นเจ้าของทุนพรรคการเมือง ไม่ใช่ของนายทุน ฉะนั้นสมาชิกพรรคจะต้องจ่ายเงินให้พรรคการเมืองและรัฐสร้างแรงจูงใจสนับสนุนอีกทางหนึ่ง เช่น สมทบงบประมาณสนับสนุนให้พรรคการเมือง เงินบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้

เมื่อมีสมาชิกพรรคจำนวนมาก ประชาชนก็เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของพรรค ทำให้คนดีๆ เก่งๆ นักวิชาการเข้าร่วมงานกับพรรค เพื่อกำหนดนโยบายต่างๆที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนและประเทศชาติ

พอพรรคการเมืองเดินมาสู่จุดนี้ก็เป็นหน้าที่คณะผู้บริหารพรรคต้องสร้างศรัทธาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ถึงจะได้ความร่วมมือกับประชาชน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การปฏิรูประบบพรรคการเมืองในยุคนี้ทำได้ยาก เพราะพรรคการเมืองจะสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ยาก หลังจากรัฐธรรมนูญมีมาตรการเข้มตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง จนไม่สามารถออกนโยบายประชานิยมได้อีก นายสมพงษ์ บอกว่า ตรงนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรค

แต่ปัญหาอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ผู้เสียภาษีบริจาคเงินให้พรรคการเมืองและเพิ่มฐานผู้เสียภาษี

เพราะตามสถิติมีผู้ยื่นภาษี 10 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้ไม่เสียภาษี 6 ล้านคน มีผู้เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 1 ล้านคนบริจาคให้พรรคการเมือง อัตราส่วน 1 ต่อ 4 สะท้อนว่าประชาชนไม่ศรัทธาพรรคการเมือง

จึงเป็นเรื่องท้าทายมากที่พรรคการเมืองจะเข้าสู่การเมืองมิติใหม่ โดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้ประชาชนศรัทธา เชื่อมั่นและบริจาคเงินสนับสนุนพรรคและเป็นเจ้าของพรรค ไม่ใช่เป็นของนายทุน

ตรงนี้ใน กมธ.ที่มีทุกกลุ่มทุกสีอยู่ล้วนตั้งคำถามสอดคล้องกันว่าจะเป็นไปได้หรือ

ในฐานะที่รับผิดชอบปฏิรูปพรรคการเมืองก็อธิบายให้ฟัง โดยเชื่อมั่นว่าเป็นไปได้ เพราะสังเกตได้จากการเคลื่อนไหวของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อขับไล่รัฐบาล มีการบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก

เมื่อถึงวันนั้นพรรคการเมืองก็เป็นมหาชน ไม่ใช่ของนายทุน การบริหารพรรคต่อจากนี้ไปจะต้องเป็นประชาธิปไตย ทุกขั้นตอนจะกำหนดให้สมาชิกพรรคมีสิทธิ มีอำนาจ ตั้งแต่การเลือกหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค การบริหารพรรค อำนาจในการกำหนดนโยบายจะอยู่ในกำมือของประชาชน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า หากมีเหตุทำให้ไม่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา การปฏิรูประบบพรรคการเมืองจะถูกผลักดันต่ออย่างไร นายสมพงษ์ บอกว่า ไม่ว่าจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด

ถ้ามีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองจะต้องมีการปฏิรูประบบพรรคการเมือง เพราะข้อเสนอเหล่านี้จะต้องกำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องและรัฐธรรมนูญ

ตามความต้องการของประชาชนที่ให้ก้าวพ้นการซื้อเสียง และขจัดนายทุนครอบงำพรรคการเมือง

เพื่อทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน.

ทีมการเมือง

 

จับอาการ“ประยุทธ์”กลบรอยร้าว คสช.ไม่มิด : โจทย์ยาก ส่งไม้ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/627108

 

คึกคัก จัดฉากออกสตาร์ตได้น่าตื่นตาตื่นใจ

ตามโปรแกรมที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดกิจกรรมคิกออฟแคมเปญ “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” เดินหน้าทำประชามติ 7 สิงหาคม 2559

ส่งทีมงาน “ขายตรง” ร่างรัฐธรรมนูญลงพื้นที่

โดยการปล่อยขบวนรถจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญลอตแรกจำนวน 100,000 เล่ม เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน

และจะทยอยส่งอีก 900,000 เล่ม รวมถึงการจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับย่ออีก 17 ล้านเล่ม

พร้อมทั้งบรรยายสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติให้กับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการทั้ง 77 จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนจากส่วนราชการและภาคเอกชน

ยังไม่นับรวมการเผยแพร่เพลงการทำประชามติที่ขับร้องด้วยเสียงสำเนียงของทั้ง 4 ภาค และเปิดช่องทาง พิเศษสำหรับการศึกษา
เรียนรู้ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ

เรียกว่า เดินแผนโปรโมต จัดเต็มกันทุกช่องทาง

เป้าหมายเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเข้าถึงชาวบ้านให้มากสุดเท่าที่จะมากได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อผลในการตัดสินใจของประชาชนเพียวๆ ในการโหวตรับหรือไม่รับ ให้มาจากความชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาร่างกติกาใหม่จริงๆ

โดยไม่มีปัจจัยอื่นมาชักจูงทำให้ไขว้เขว

ที่สำคัญเลยก็คือการเอาชนะระบบการจัดตั้งฐานคะแนนทางการเมือง

และในจังหวะต่อเนื่องที่ล้อไปกับแรงเสียดทานของฝ่ายต่อต้าน สถานการณ์ของพวกไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ก็เปิดปฏิบัติการยื้อสกัดทุกทาง

กระตุกขากันตามเหลี่ยมเกม

แบบที่ทีมงานพรรคเพื่อไทยไล่จับผิดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่บอกให้รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง รวมทั้งกรณีที่ครูเอกชนในจังหวัดสงขลายื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีที่พูดเป็นนัยถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะให้แก้การศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ม. 6

มีพฤติกรรมเข้าข่ายชี้นำให้รับร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่เว้นแม้แต่เพลงฉ่อยของนักแสดงตลกชื่อดัง ก็ยังถูกจับผิดในท่อนที่มีเนื้อร้องเกี่ยวกับเรื่องการเรียนฟรี 14 ปี ก็ถูกตีความเป็นการชี้นำให้ประชาชนโหวตรับร่างฉบับ “มีชัย”

“เก็บตก” กันแบบละเอียดยิบทุกช็อต

เผลอพลาดเป็นเจอแฉ โดนโวยประจานทันที

แน่นอนอ่านแต้มกันได้ โดยยุทธศาสตร์ย้อนเกล็ดคสช. ย้อนศรที่ กกต.ออกกฎหมายคุมเข้มประชามติชนิดที่ห้ามมีการชี้นำในทุกกรณีไม่ว่าจะโหวตโนโหวตเยส

บล็อกฝ่ายต่อต้านจนกระดิกตัวแทบไม่ออก

งานนี้ก็เลยได้เหลี่ยมเบิ้ลคืน และพร้อมๆกันนั้น พรรคเพื่อไทย เครือข่าย “ทักษิณ” ก็ถือโอกาสเดินเกมเลี้ยงกระแส ตามบทต้อง
แสดงตนเป็นฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการทหาร

ยึดภาพของนักประชาธิปไตยโดยอุดมการณ์

ในสถานการณ์ที่เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ลดโทนร้อนแรงลงไป อย่างดีก็แค่เสนอแนะแบบเปิดปลายเปิด ไม่มีท่าทีหักดิบแบบที่ประกาศโหวตคว่ำกันดังๆออกสื่อเหมือนช่วงแรก

ตรงกันข้ามกับเป้าหมายแท้จริงที่แทรกเข้ามา โดยลีลาของพรรคประชาธิปัตย์มุ่งไปที่การขอพื้นที่เคลื่อนไหว อยากให้ คสช.ปล่อยไฟเขียวพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้มากกว่า

ลุ้นขยับแข้งขยับขา เผื่อเวลาแต่งตัวล่วงหน้า

เรื่องของเรื่อง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยก็อยู่ภายใต้เงื่อนสถานการณ์เดียวกัน โดยวิสัยของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมลงสนาม

ตามปฏิทินเวลาที่เหลืออีกปีกว่า

โดยยึดเอาตามท่าทีล่าสุดในการตอบคำถามเดิมๆของนักข่าวกับปมการยืดโรดแม็ปออกไปหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ มาถึงจุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังยืนยันโปรแกรมโรดแม็ปเดิม

ต้องมีเลือกตั้งอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่

นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้นักการเมืองต้องทำโจทย์การบ้านข้ามช็อตประชามติไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ส่อแววจะเจอโจทย์ยากกว่านักเลือกตั้งอาชีพก็คือ คสช.นั่นเอง ตามเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ล็อกไว้ชัดเลย

คสช.ต้องอยู่คุมเกมจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

นั่นหมายถึงว่าต้องใช้เวลานานเกินปีกว่าขึ้นไป อย่างเร็วก็หลังการเลือกตั้งเสร็จแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์ก็อย่างที่เห็นกันตรงหน้า ตามอาการแปร่งๆที่ พล.อ.ประยุทธ์หลุดความในใจแบบปล่อยเบรกยาวระหว่างการมอบนโยบายในการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนประเทศไทยแบบบูรณาการ

ในอารมณ์ต้องขอเสียงปรบมือ กระตุ้นกำลังใจ ทีมงาน คสช.

ก่อนวกเข้าประเด็นที่ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม บอกกับตนเองว่า ไม่ไหวแล้ว อายุ 70 แล้ว จะลาออก

โดย “บิ๊กตู่” ยิงมุก ไม่ให้ออก ถ้าออกก็จะใช้มาตรา 44 ตั้งใหม่

แม้ในวันถัดมาทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร จะออกมาช่วยกันแก้ข่าวว่า เป็นแค่การหยอกล้อกันเล่น ไม่มีอารมณ์น้อยใจหรือปัญหาอะไรเลย

หัวเราะกลบเกลื่อนกันไป

แต่แน่นอนตามปรากฏการณ์ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา

ด้วยสถานะของคนระดับนี้ ประเด็นล่อแหลมแบบนี้ โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ที่สำคัญเป็นการพูดออกอากาศให้ได้ยินกันทั่วไป

ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นแน่ มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่หลังกอไผ่

ในสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์อั้นแรงกดดันเอาไว้ไม่ไหว ต้องหลุดกระฉอกออกมา

กลบรอยร้าวไม่มิด

เบื้องต้นเลย แกะรอยตามเงื่อนสถานการณ์เกี่ยวโยงกับ พล.อ.ประวิตร ที่ต้องตกอยู่ในวงล้อมตำบลกระสุนตก กับสภาพของ “พี่ใหญ่” ที่เจอกับแรงเสียดทานตลอดเวลาไม่หยุดหย่อน

โดยเฉพาะปมที่โยงไปถึงน้องชายในสายเลือดอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

มีกรณีมาต่อเนื่องตั้งแต่คิวของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดปมแฉในแอพพลิเคชั่นไลน์มีการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ไม่ทันซาก็ตามมาด้วยกระแสร้อนๆ กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะถอนฟ้องคดีสลายม็อบพันธมิตรฯเมื่อปี 2551 ล่าสุดยังมาเจอคิวของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา แฉลอยลมตอกย้ำปมซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

พล.อ.ประวิตรต้องไล่ตามเคลียร์รายวัน

ทั้งศึกนอกศึกใน “บิ๊กป้อม” โดนล่อเป้า กลายเป็นบ่อน้ำมันของรัฐบาล คสช.ไปเลย

ในสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับอีกชื่อหนึ่ง ที่ พล.อ.ประยุทธ์เอ่ยถึงในคิวเดียวกันกับที่บอกว่า พล.อ.ประวิตรจะลาออก นั่นคือรายของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่หัวหน้า คสช.พูดถึงปฏิบัติการลุยจัดการกับพระชื่อดังที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่

สะท้อนบทบาทโดดเด่นในการคุมเกมกระบวนการยุติธรรม

ประกอบกับข่าววงในการตั้ง พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล จากตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินคนใหม่ ก็เป็นการผลักดันจาก พล.อ.ไพบูลย์ ตอกย้ำพลังภายในที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน

เทียบกันสถานการณ์กระแสของ พล.อ.ไพบูลย์กับ พล.อ.ประวิตรจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

และเป็นความแตกต่างของคนในขั้วอำนาจ คสช.ที่อยู่ “คนละสาย” กัน

อีกจุดที่อั้นไว้ไม่มิด พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันจะไม่ทอดทิ้งใครที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในจังหวะเบรกข่าวลือ ปฏิเสธกระแสข่าวปรับ ครม.

แต่อีกนัยนั่นก็คือการขยายความ กระพือควันให้คลุ้งไปกันใหญ่

ในสถานการณ์ไฟต์บังคับ เตรียมรองรับฤดูเกษียณอายุราชการ โดยเฉพาะบรรดาขุนทัพนายกอง ผบ.เหล่าทัพที่ร่วมคัดท้ายให้
คสช.มาจะต้องได้ปูนบำเหน็จหลังเกษียณ

บางคนก็ลุ้นเก้าอี้ใน ครม.เพื่อไม่ให้ขาลอยจากอำนาจ

ประกอบกับอาการขบเหลี่ยมในทีมเศรษฐกิจที่ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันเสียทีเดียว แม้ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีในสายของนายสมคิด
จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ก็มีบางคนอย่างนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ก็ถือว่าตัวเองมาจาก
สายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์

นั่นคือที่มาของเมกะโปรเจกต์รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง สะดุดล่าช้า

ยังมีความไม่ลงรอยกันในเรื่องการระบายข้าวที่ยื้อยุดฉุดกระชากกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ตามเงื่อนสถานการณ์หนีไม่พ้นต้องขยับปรับ ครม.กันใหม่เพื่อเคลียร์ปมติดขัดในเชิงบริหารและแชร์อำนาจในหมู่ขุนทัพนายกอง

และแน่นอนมันก็ต้องก่อภาวะทางใจคนที่ผิดหวัง เป็นหัวเชื้ออันตรายต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

ยกระดับโจทย์ยากๆของทหาร

ที่ต้องคุมเกมจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่.

“ทีมการเมือง”

 

บู๊ซีนเศรษฐกิจเอื้อแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/626990

 

ยกโจทย์แก้เศรษฐกิจ เป็นไฮไลต์คิวโชว์

จากสกู๊ปที่เผยแพร่ในรายการเดินหน้าประเทศไทย เมื่อวันก่อน ฉายภาพให้เห็นโดยสรุปว่า ช่วง 2 ปี คสช. รัฐบาลได้เข้ามาฟื้นฟูและหนุนเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงขึ้นจากมาตรการต่างๆ

ทำให้เศรษฐกิจที่ถดถอย ขยายตัวสูงขึ้นเป็นร้อยละ 2.8 ในปี 2558 ร้อยละ 3 ในปี 2559

ถึงจังหวะ “อำนาจพิเศษ” งัดตัวเลขเศรษฐกิจแจ่มๆออกมาโชว์

แล้วก็ไม่พลาด หยิบตัวเลขเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดก่อนที่ คสช.จะเข้ามายึดอำนาจการบริหารประเทศมาเปรียบเทียบ ย้อนอดีต ขุดปัญหารัฐบาลก่อนมาหลอนความจำ

นั่นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เน้นเป็นพิเศษในช่วงหลังมานี้ คือการเร่งเคลียร์ข้อกล่าวหา

เลี่ยงถูกพะยี่ห้อ ล้มเหลวแก้ “โจทย์เศรษฐกิจ”

กระทั่งในการลงพื้นที่ต่างจังหวัด ก็แทรกคิวฟ้องชาวบ้าน บอกอย่าไปเชื่อใครว่าเศรษฐกิจประเทศไทยตก เพราะที่เข้ามามันตกต่ำอยู่แล้ว รวมทั้งจวกอดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ออกมาพูดยุแหย่ชาวบ้าน

ทั้งที่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ดีขึ้น แต่ไม่วายถูกหาว่าเป็นตัวเลขปลอม

“ที่ว่าเศรษฐกิจตกต่ำเพราะ คสช. ใครพูดอย่าไปเชื่อ จะให้สภาพัฒน์ฟ้อง บิดเบือนตัวเลข”

จ่อติดเบรกกันหนักๆ

รับลูกด้วย “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลออกมาโต้ข้อมูลของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่ระบุ เศรษฐกิจไทยโตน้อยที่สุดในอาเซียน ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น
เป็นข้อมูลที่ห่างไกลจากความจริง

โดยยกข้อมูลจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ยืนยันประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ติดอันดับนักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
สวนอดีตรัฐมนตรี โต้กลับทีมโฆษกพรรคเพื่อไทยแรงๆ

และจากที่โต้กันเรื่องข้อมูลตัวเลข พักหลังเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-รัฐบาลนายกฯลุงตู่” เศรษฐกิจในยุครัฐบาลชุดไหน “ย่ำแย่กว่า”

กลายเป็นศึกน้ำลายรายวัน

แต่ก็อย่างว่า เรื่องสถิติตัวเลขที่เปิดกันออกมาก็เป็นข้อเท็จจริง

ส่วนหนึ่ง แต่ที่มาของข้อมูลมีองค์ประกอบหลายเรื่อง จะหยิบยกบางส่วนมาเปิด เลี่ยงบิดบางเรื่องกันไปได้

แล้วดูเหมือนจะติดเบรกไม่อยู่กันจริงๆ ล่าสุด รมว.พาณิชย์ เปิดแถลงตัวเลขการส่งออกเดือน เม.ย.ด้วยตัวเอง ตัวเลขออกมาสีแดงเถือก

ติดลบ 8 เปอร์เซ็นต์ หดตัวในรอบ 2 เดือน

ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ยืนยันตัวเลขส่งออกปรับลดลง แต่นั่นก็เป็นไปตามคาดการณ์ เพราะเดือน เม.ย.เป็นเดือนที่มีวันหยุดยาวหลายวัน มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไปแล้ว

แต่อีกทางก็เหมือนยอมรับกันตรงๆ คาดการณ์ส่งออกทั้งปีเหลือ 2 เปอร์เซ็นต์

วืดเป้าของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่ตัวแทนรัฐบาลชุดก่อน กับรัฐบาลอำนาจพิเศษต้องออกมาเปิดศึกตอบโต้ในปมเศรษฐกิจกันร้อนแรง เพราะในห้วงไคลแมกซ์กระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้

ปมเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยเกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะฟากรัฐบาลเน้นหนัก ออกสารพัดมาตรการปั๊มชีพจรเศรษฐกิจ

ขณะที่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯแม่ทัพเศรษฐกิจรัฐบาล รู้ดีว่ามีภารกิจเร่งด่วน เพราะถ้าปลุกเศรษฐกิจกระเตื้อง ปากท้องชาวบ้านอิ่ม

ย่อมเป็นผลดีต่อทิศทางร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งเป้าไว้

จึงถือเป็นไฟต์บังคับที่อำนาจพิเศษต้องยื้อ “ความรู้สึก” ชาวบ้าน เปิดเกมช่วงชิงกระแสกันสุดแรง

ไม่ให้มีภาพเศรษฐกิจทรุดมาฉุดแผนประชามติ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ตีกรรเชียงประคองตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/626360

 

หลบมุมตีปี๊บแบบเงียบๆและเรียบง่าย

ฉากการแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ใช้เพียงแค่การออกอากาศผ่านรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

นำเสนอแบบเรียบง่าย ในรูปแบบสกู๊ปพิเศษ แจกแจงผลงาน คสช.รอบ 2 ปี ในแบบฉบับสุดกระชับ 20 นาที ไม่ต้องยืดยาว เยิ่นเย้อ หรือโชว์ความเว่อร์วังอลังการ ให้มีเสียงค่อนขอด ไล่หลังตามมา

ปรับสไตล์ใหม่แจกแจงผลงานให้สั้นและกระชับ ตามแนวทางที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ก็เตรียมปรับรูปแบบการประชาสัมพันธ์ของ คสช. ช่วงก้าวขึ้นสู่ปีที่ 3

ส่งทีมโฆษก คสช.แถลงผลงานการดำเนินงานของ คสช. และทหารทุกเหล่าทัพ

ทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี เพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าการทำงานของ คสช. โดยไม่เน้นการตอบโต้เรื่องการเมือง

เน้นหนักเนื้อหาสาระการทำงานล้วนๆ ไม่แฉลบออกนอกเรื่องไปเปิดศึกกับฝ่ายการเมืองโดยไม่จำเป็น

พลิกรูปแบบ ปรับแผนประชาสัมพันธ์ใหม่ ทวงความเชื่อมั่นคืนจากประชาชน

ในห้วงเวลาที่ กกต.ได้ฤกษ์เปิดแคมเปญ “คิกออฟ 7 สิงหาประชามติร่วมใจประชาธิปไตยมั่นคง”

เป่านกหวีดส่งสัญญาณเข้าสู่โหมดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

ปล่อยขบวนรถไปรษณีย์ 7 คัน นำเอกสารร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 1 แสนชุด ไปแจกจ่ายให้ กรธ.และ สนช. เพื่อนำไปแพร่เผยประชาสัมพันธ์

รวมถึงการดึงศิลปินดัง 4 ภาค มาร่วมร้องเพลง โดยใช้สำเนียงท้องถิ่นของแต่ละภาค เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิหย่อนบัตร

โหมโรงจุดกระแสให้เห็นความสำคัญของการทำประชามติเที่ยวนี้

ในบรรยากาศผ่อนปรนที่ คสช.ยอมคลายกฎเหล็ก ยกเลิกการเรียกคนเห็นต่างไปปรับทัศนคติ การเปิดโอกาสให้นักเลือกตั้งอาชีพมีเวทีแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น

แต่ก็ยังจับตาคุมเข้มสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ไหลไปเข้าทางฝ่ายการเมืองที่เริ่มปีกกล้าขาแข็ง ออกมายื่นข้อเรียกร้องต่างๆมากขึ้น

ตามเกมที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนหลายพรรคการเมืองต่าง รบเร้าให้ยกเลิกประกาศ คสช.ที่ 57/2557

ส่งสัญญาณขอปลดล็อกกฎเหล็ก ให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้โดยอิสระ หลังถูกแช่แข็งมา 2 ปี

แต่ก็ถูกปฏิเสธทันทีจากคีย์แมน คสช. ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม

ไม่ตอบรับการขอไฟเขียวให้พรรคการเมืองประชุมพรรค หรือทำกิจกรรมต่างๆได้ตามระบบปกติ

ฝ่ายอำนาจพิเศษยังยื้อกฎเหล็ก ในห้วงเวลาที่สงครามสีเสื้อยังอึมครึม มีอารมณ์คุกรุ่นพร้อมจุดติดได้ตลอด ไม่มีทีท่าจะเลิกรากันได้ง่ายๆ

ทุบโต๊ะยังไม่ถึงเวลาคืนอิสรภาพเต็มที่ให้นักเลือกตั้ง เพราะสุ่มเสี่ยงเจอคลื่นแทรกที่รอฉวยโอกาสป่วน ถ้ามีการปลดล็อกกฎเหล็กให้เสรีภาพพรรคการเมืองอย่างเต็มที่

ในภาวะไฟต์บังคับของ คสช.ที่มีทางออกแค่สถานเดียว ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติไปให้ได้

หากเปิดเงื่อนไขปล่อยให้ฝ่ายการเมืองซ่าได้สุดฤทธิ์ เร้าอารมณ์ชาวบ้านได้เต็มที่ ก็มีโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

ยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ คสช.ให้สั่นคลอนหนักเข้าไปอีก

และยิ่งเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเคลื่อนไหวได้มากเท่าไร ก็ยิ่งล่อแหลมต่อการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติมากขึ้น

จับอาการฝ่ายอำนาจพิเศษยังต้องคงยาแรง คุมฝ่ายการเมืองให้อยู่หมัด

เดิมพันสำคัญยังค้ำคอฝ่ายท็อปบูต ไม่ให้ถอนคันเร่งในช่วงนี้

ทำได้แค่ตีกรรเชียงประคองตัว ลดแรงกดดันไปพลางๆก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

 

คนเดียวและคนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/625777

 

“สปอร์ตแมน” ตัวจริง

มวยไทย แบดมินตัน ยิงปืนเป้าบิน ตีกอล์ฟ เล่นเป็นเล่นโชว์ได้ทุกช็อต

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เปิดทำเนียบรัฐบาลให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุดคัดโอลิมปิกเกมส์ 2016 เข้าพบ

ก็โชว์ลูกตบวอลเลย์ชนิดที่นักตบสาวไทยยอมรับว่า “แรงมาก”

เรื่องของเรื่อง ไม่ใช่แค่ฉากโชว์สื่อตามกระแสเท่านั้น มันยังมีคิวแทรกวาระเป็นการเป็นงาน

แบบที่ “น้องกิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ออกมาเปิดเผยว่า การได้เข้าพบในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะท่านนายกฯได้อธิบายถึงโครงการต่างๆให้เราเข้าใจว่าท่านกำลังทำอะไรเพื่อพัฒนาประเทศบ้าง ทำให้เราได้ความรู้และสามารถนำไปบอกต่อได้

อาศัยนักวอลเลย์สาวไทยช่วยประชาสัมพันธ์ให้เนียนๆ

นี่แหละเหลี่ยมน้องๆโคตรเซียนการตลาด “บิ๊กตู่” ทำให้ฉากที่ทำเนียบรัฐบาลไม่อึมครึมเหมือนยุครัฐบาลทหารทั่วไป แต่งแต้มสีสันไม่ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่างน้อยก็ได้จังหวะเบี่ยงแรงเสียดทาน

กลบข่าวเครียดๆปมร้อนๆ ลดโทนกระแสของฝ่ายต้านไปได้แบบวันต่อวัน

ตามอารมณ์กวนๆล่าสุดที่เจ้าตัวออกอาการยักท่า แค่ทำเป็นขี้เกียจตอบคำถามเดิมๆ แต่ถึงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังยืนยันโปรแกรมตามโรดแม็ป

“สำหรับผมต้องมีเลือกตั้งอยู่แล้ว”

โดยไม่เกี่ยวกับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ล็อกเงื่อนไขแค่ว่า รัฐบาล คสช.จะต้องอยู่คุมเกมจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

นั่นหมายถึงกระแสเลือกตั้งจะเริ่มหนาหูขึ้นจากนี้ไป ตามเงื่อนเวลาที่เหลืออีกปีกว่านับอย่างช้าที่สุดภายในปี 2560 ตามความเคลื่อนไหวของนักเลือกตั้งอาชีพที่ขยับเดินสาย “เปิดดีล” กันแล้ว

สูตรรัฐบาลผสมถูกปรุงกันตั้งแต่หัววัน

แต่ที่แน่ๆ ต้องรีบตัดควันก่อนเลย ตามปรากฏการณ์ล่าสุดที่ “เจ้าสัวเลสเตอร์” นาย วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ และในฐานะประธานสโมสร “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องกระโดดออกมาเคลียร์กระแสข่าวร้อนในวงการ

เตรียมแต่งตัวลงสนามการเมือง

บอกปัดหมดไม่ว่าจะเป็นการตั้งพรรคใหม่ การเทกโอเวอร์ค่ายภูมิใจไทย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ผ่านทางนายเนวิน ชิดชอบ บอสใหญ่แห่งค่ายสีน้ำเงิน

เมินสถานะของคน “เนื้อหอม” ไม่สนใครจะดันก้นให้ลุ้นตำแหน่งใหญ่

นายวิชัยพูดชัดเลยว่า วิ่งหนีการเมืองมาตลอด แม้มีโอกาสวิ่งมาชนก่อนหน้า

เป็นอันว่าจบข่าว เลิกมโนกันได้ ก็อย่างที่เห็นๆกันขนาดนายวิชัยยังไม่ได้โดดลงสนามการเมือง ยังมีเรื่องที่พาลไปกระทบธุรกิจส่วนตัวอยู่เนืองๆ

ตามสถานการณ์ที่คิงเพาเวอร์ฯโดนไล่บี้ตรวจสอบปมร้อน การทำผิดสัญญาเช่าพื้นที่กับบริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ

การลักลอบขายสินค้าปลอดภาษี ฯลฯ

หรือกรณีล่าสุดที่นายวิชัยตั้งข้อสังเกต การจ้องโจมตีความสำเร็จของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ที่เดินทางมาเมืองไทยแล้วถูกเสนอข่าวด้านลบ ดิสเครดิตกันแบบตั้งใจ

พูดเหมือนตกเป็นเหยื่อขบวนการหมั่นไส้ ไม่ชอบเห็นใครเด่นกว่า

และนี่คือความโหดร้ายของการเมือง เหตุผลที่ทำให้ “คนฉลาด” จะไม่ออกหน้า บรรดาเจ้าสัวตัวจริงลุ้นอยู่หลังฉากปลอดภัยกว่าเล่นเอง

เศรษฐีกล้ากระโดดลงสนามการเมืองก็คงจะมีแค่ “ทักษิณ ชินวัตร”

คนเดียวและคนสุดท้าย.

ทีมข่าวการเมือง