‘พี่ใหญ่’ ถอดใจถอย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/625270

 

ตั้งใจจะ “โชว์ของ” ในห้วงแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี คสช.

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พูดระหว่างการบรรยายพิเศษ “การขับเคลื่อนและการปฏิรูปประเทศไทยด้านความมั่นคง” ภายในงานสัมมนาการขับเคลื่อนและการปฏิรูปประเทศ

โดยระบุขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะมีข่าวดี ทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้มีการประเมินมาตรการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายของไทย

ปรากฏว่าไทยไม่โดน “ใบแดง” ถือว่ารอดไป

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา “เสธ.ต้อง” พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาให้ข่าวเพิ่มเติมว่า พล.อ.ประวิตรได้ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยทางสหภาพยุโรปยังไม่ได้แจ้งเรื่องผลการตัดสินใจเรื่องใบแดงหรือใบเหลืองแต่อย่างใด

ดังนั้น ณ วันนี้ถือว่าประเทศไทยยังมีเวลาในการทำงานก่อนที่ทางสหภาพยุโรปจะตัดสินใจอย่างเป็นทางการ และไทยยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าทำงานอย่างหนักต่อไป

สรุปยังไม่ชัวร์ถึงขั้นคอนเฟิร์มได้ สถานการณ์ยังอยู่ในจุดอ่อนไหว

แต่เรื่องของเรื่อง โดยสถานการณ์ก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่า พล.อ.ประวิตรลุ้นเต็มที่กับผลงานระดับ “โบแดง” ของ คสช.ในการปลดล็อก “ใบแดง” อุตสาหกรรมประมงไทยในอียู

ที่ดูแล้วมีโอกาสตามสัญญาณเชิงบวก กับการแก้ปัญหาที่ได้น้ำได้เนื้อ เห็นเป็นรูปธรรมกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆมา โดยอาศัยมุมบวกของรัฐบาลทหารใช้อำนาจพิเศษลัดขั้นตอนได้รวดเร็วเด็ดขาด

อย่างที่เห็นเรือไม่จดทะเบียน ขาดอาชญาบัตรต้องจอดลอยลำ ออกทำการประมงผิดกฎหมายไม่ได้ ตามเงื่อนไข “ใบเหลือง” อียู หรือการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์โรฮีนจาที่มีการไล่กวาดล้างขบวนการใหญ่ โดยไม่ละเว้นบิ๊กทหารที่อยู่เบื้องหลัง

รัฐบาล คสช.แสดงถึงความตั้งใจของไทยเต็มที่ แต่ในมุมด้านลบที่ย้อนแย้งกัน สถานการณ์การเมืองไทยภายใต้อำนาจพิเศษก็ไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ

จุดนี้น่าจะทำให้อียูยังตั้งแง่ รอความชัดเจนทางการเมืองที่จะไปสู่การเลือกตั้ง

มาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจยังไม่ลดระดับลงไป

ในสถานการณ์กดดัน อารมณ์เครียดๆของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ล่าสุดขู่ออกอากาศ จะให้สภาพัฒน์ฟ้องพวกวิจารณ์บิดเบือนว่าเศรษฐกิจตกต่ำ

หงุดหงิดกับปม “จี้ใจดำ” ถึงขั้นทนฟังไม่ได้แล้ว

และในอารมณ์ต่อเนื่องกัน แกะรอยจากที่ “บิ๊กตู่” หลุดความในใจแบบปล่อยเบรกยาวๆระหว่างการมอบนโยบายในการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศไทยแบบบูรณาการ

เริ่มต้นด้วยการปรบมือ ขอให้กำลังใจผู้ที่กำลังปฏิบัติงานทุกคน

วนไปวนมาก็วกเข้าประเด็นของพี่ใหญ่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์เปิดปมเบื้องหลังเลยว่า พล.อ.ประวิตรบอกกับตนเองว่าไม่ไหวแล้ว อายุ 70 แล้ว จะลาออก

แต่ “บิ๊กตู่” ยิงมุก ไม่ให้ออก ถ้าออกก็จะใช้มาตรา 44 ตั้งใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ยังบอกให้ทีมงาน คสช.ทุกคนต้องรักกัน อย่าคิดว่าเข้ามาเพื่ออะไรเลย

“เราร่วมชะตากรรมมาตั้งแต่ 22 พฤษภา จะทิ้งผมไปหรือ ผมไม่ทิ้งท่าน ท่านก็อย่าทิ้งผม”

จับความตามท้องเรื่อง สะท้อนอาการร้าวลึกๆในรัฐบาล คสช.

โดยเฉพาะโฟกัสไปที่มุมของ พล.อ.ประวิตรนั้นก็เป็นอะไรที่พอเข้าใจได้ ในสภาพของพี่ใหญ่ที่ต้องเจอแรงเสียดทานมาตลอด โดยเฉพาะชนวนหัวเชื้อที่โยงไปถึงน้องในสายเลือดอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

ไล่มาตั้งแต่กรณีของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เปิดปมแฉการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ไม่ทันซาไปก็มีกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะถอนฟ้องคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551

ล่าสุด ถึงคิวของขาซุ่มอย่างนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา ออกมาแฉลอยลม ตอกย้ำอีกรอบในเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจทำให้การแต่งตั้งล่าช้า ทำให้ พล.อ.ประวิตรต้องท้าให้นายอาทิตย์มาหา เอาหลักฐานมาโชว์เลย อย่าพูดลอยๆให้ประชาชนเกิดความสับสน

โดนทั้งศึกนอกศึกใน “พี่ใหญ่” ชักจะล่อเป้าแทนน้องเล็กไม่ไหว.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยังไม่หายเอียนม็อบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/624680

 

อารมณ์ยังกรุ่น พร้อมจุดติดได้ตลอด

ฟ้องด้วยภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้รวมตัวจัดกิจกรรมในโอกาสครบรอบ 2 ปีการยึดอำนาจของ คสช. แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกับกลุ่มประชาชนฝ่ายหนุน คสช.ระหว่างเคลื่อนขบวนมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เกือบได้ลงไม้ลงมือ ถ้าเจ้าหน้าที่แยกออกไม่ทัน

และนั่นก็ตัดคะแนนไปได้เลย ในเรื่องของการสร้างความปรองดอง ลดความขัดแย้ง ตามโปรแกรมที่จะมีการแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีของ คสช. ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

เป็นอะไรที่เห็นอยู่ตำตา หัวเชื้อเก่ายังแตกแยกรุนแรง

แค่หลบอยู่ใต้ความสงบฉาบหน้าเพราะถูกกดทับไว้ด้วยอำนาจพิเศษเท่านั้น

เช่นเดียวกับสถานการณ์ในเชิงบริหาร โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่เป็นไปตามฟอร์มของรัฐบาลท็อปบูตที่ต้องเผชิญสารพัดเงื่อนไขทั้งแรงเสียดทานภายในและแรงกดดันภายนอกประเทศ

ที่อำนาจพิเศษก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก

ตามผลคะแนนสะท้อนจาก “นิด้าโพล” ที่สุ่มถามระดับความสุขของประชาชนในโอกาสครบรอบ 2 ปีของ คสช.ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ปรากฏเสียงส่วนใหญ่กว่าครึ่ง ระบุมีความสุขเท่าเดิม เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา

โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้องที่ยังต้องการได้รับการแก้ไขอยู่

ดูกันตามเนื้อผ้า ปรองดองไม่เข้าเป้า เศรษฐกิจแป้กในสายตาของประชาชนทั่วไป

ไม่เว้นแม้แต่ในมุมของแนวร่วมฝั่งเดียวกัน ทั้งเครือข่ายม็อบ กปปส.อย่างกลุ่มนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (วายพีดี) ที่แถลงจุดยืนเลิกเชียร์ คสช.เพราะ 2 ปีปฏิรูปไม่คืบไปไหน หรือตัวแทนม็อบพันธมิตรฯอย่างนายสุริยะใส กตะศิลา ก็ฟันธงปัญหายังไม่ได้รับการคลี่คลายทั้งการปฏิรูปและการปรองดอง ขณะที่ทีมงานยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ให้คะแนน คสช.สอบตกเกือบทุกด้าน

สถานการณ์ดูย่ำแย่ ไม่ใช่เฉพาะแค่ฝั่งของฝ่ายต่อต้านหลักอย่างเครือข่ายพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ให้คะแนน คสช.สอบตกตามฟอร์มอยู่แล้ว

โดยแนวโน้มสอบไม่ผ่าน ทำไม่ได้ตามเกณฑ์เป้าหมายที่แถลงไว้

ถ้าเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามปกติ อาการแบบนี้ไม่สู้ดีเท่าไหร่

จัดอยู่ในขั้นเสี่ยง “ติดเชื้อ” กระแสลามเข้าจุดตายได้ง่ายๆ

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ด้วยความพิเศษของรัฐบาลอำนาจพิเศษ ก็เลยไม่ถือว่าอยู่ในเงื่อนไข

เรื่องของเรื่อง ตามสภาพการณ์ มันก็มีจุดแข็งที่มากลบจุดอ่อน ตามฟอร์มของรัฐบาลทหารที่เชี่ยวเชิงคุมเกมด้านความมั่นคง

แบบที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.ทำให้ประเทศปลอดจากสภาพ “ม็อบครองเมือง” ผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย เศรษฐกิจการค้าขายยังขับเคลื่อนไปได้

ทำให้เมืองไทยพ้นจากสภาพ “รัฐล้มเหลว”

นี่คือเงื่อนสถานการณ์ที่ยัง “ค้ำเครดิต” ให้รัฐบาลทหาร คสช.

ในมุมแบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง “กล้าโชว์แต้มต่อ” ย้ำจุดแข็งผลงานด้านความมั่นคงที่ คสช.ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความสงบ

และทำให้งานด้านอื่นๆของประเทศเดินไปได้

ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ก็ร่วมด้วยช่วยการันตี คสช.เข้ามาบริหารประเทศเพราะสถานการณ์ก่อนเหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐมีความล้มเหลว ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ดังนั้น คสช.จึงพยายามรักษาความสงบให้กับบ้านเมือง

ตามท้องเรื่องที่ล้อไปกับโพลส่วนใหญ่ยังให้โอกาส “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และทีมงาน คุ้มกันประเทศไทยในห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อไปอีก 1–2 ปี

ตามโปรโมชั่นที่ลงทะเบียนขอเวลาไว้

เพราะคนไทยยังเอียนม็อบมากกว่าเซ็งทหาร.

ทีมข่าวการเมือง

 

จับตาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในมือคสช. : ถอยหลังลงคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/623868

 

สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจและบริหารราชการแผ่นดิน

มาถึงวันนี้สถานการณ์ดังกล่าวลดน้อยถอยลงไป หรือพอที่จะบอกได้เต็มปากเต็มคำตามที่ คสช.ย้ำอยู่เสมอว่าไร้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ลองไปติดตามมุมมองของ นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ฮิวแมนไรท์วอทช์ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมาตลอด

โดยดูจากสภาพปัญหา แนวโน้มหรือลู่ทางของปัญหาสิ้นสุดลงว่าพอจะเห็นวี่แววหรือไม่

ทั้งการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในด้านสิทธิการเมืองและสิทธิพลเมือง

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการสมาคม การยอมรับฟังความเห็นต่าง โดยเฉพาะประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐ มีการเปิดพื้นที่ให้หรือไม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัด

โดยเฉพาะ คสช.เมื่อเข้ามาปุ๊บก็ให้สัญญาถึงการเดินตามโรดแม็ปและจะเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่สภาวะปกติ มีรัฐบาลพลเรือนมาจากการเลือกตั้ง

ก็เอาสิ่งที่ คสช.ให้สัญญาเอาไว้ใช้เป็นดัชนีชี้วัด

แต่สภาพความเป็นจริงตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ตกอยู่ในภาวะถดถอยอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

สังเกตได้ว่าฮิวแมนไรท์วอทช์ ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยได้ 3 หรือ 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 แต่ได้ติดตามคำมั่นสัญญาของ คสช.ที่ย้ำมาตลอดว่าจะมอบให้คนไทย ตกลงมันมีหรือไม่

ที่สำคัญคำสัญญาที่ คสช.ให้ไว้ไม่ใช่เฉพาะแค่คนไทย แต่ยังไปพูดบนเวทีระหว่าง

ประเทศ เช่น ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็น (United Nations General Assembly) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ก็ไปพูดที่เวทีนี้ หรือตอนไปสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมประชุมกับมิตรประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป ก็ย้ำเรื่องนี้อีก

ถือเป็นสัญญาที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะแค่กับคนไทย แต่เป็นสัญญากับประชาคมโลก

กำลังจะบอกว่าพฤติการณ์ของ คสช.เดินสวนทางกับคำสัญญาที่ คสช.ให้ไว้กับคนไทยและประชาคมโลก นายสุณัย บอกว่า นับวันยิ่งมีความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ

ขอย้อนกลับไปดูในช่วงเริ่มรัฐประหารใหม่ๆ ก็ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้อำนาจกองทัพเต็มที่ แต่ภาพพจน์ไม่ดี หลังจากนั้นก็ยกเลิกกฎอัยการศึก เปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

สอดคล้องกับเวทียูพีอาร์ (รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน Universal Periodic Review ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ) ล่าสุด ซึ่งมีรอบการตรวจสอบทุก 5 ปี ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาว่า มาตรา 44 แย่มากกว่ากฎอัยการศึก เพราะไม่มีขอบเขตจำกัดการใช้อำนาจ

พร้อมสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีเยอะขึ้นและโยงกับบรรยากาศการเมืองของประเทศโดยจากรายงานของยูเอ็น รายงานของมิตรประเทศ และเอ็นจีโอองค์กรสิทธิมนุษยชน สอดคล้องกันหมด

ว่า คสช.กระชับอำนาจเป็นรัฐทหาร เผด็จการ ตรวจสอบไม่ได้ ใช้อำนาจแบบไม่มีขีดจำกัด

เป็นอำนาจที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในบริบทของประเทศ ที่ให้อำนาจกับหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่างเต็มที่โดยไม่จำกัด ที่สำคัญไม่มีการกลั่นกรองการใช้อำนาจ ใช้แล้วไม่ต้องรับผิดใดๆด้วย

จากมาตรา 44 ก็ยังคลอดลูกออกมาเป็นคำสั่งที่ 3 และคำสั่งที่ 13 กระชับอำนาจของคณะทหารให้มีมากขึ้นไม่มีขอบเขตจำกัด

รวมถึงคำสั่งอื่นที่นำศาลทหารมาใช้แทนศาลพลเรือน ยิ่งสะท้อนภาพรัฐทหารถูกกระชับมากขึ้น ทั้งขยายประเด็นลงทางลึก-ทางดิ่ง-ขยายแนวกว้าง ทหารทำทุกเรื่อง จากเดิมดูเฉพาะด้านความมั่นคง

สภาวะความเป็นรัฐทหารถูกทำให้กลายเป็นสภาวะปกติ ทำให้นานาชาติกังวลจนเขาใช้คำว่า New Normal สภาวะปกติใหม่ของประเทศไทย คือ สภาวะรัฐทหาร

ปูทางให้เป็นรัฐทหารให้เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่ เป็นการปูทางไปสู่ประชาธิปไตย

รัฐทหารชี้แจงว่า ประชาชนชอบที่ คสช.เข้ามา เพราะไม่มีม็อบ ไม่ตีกัน ขณะที่พยายามบอกว่าประเทศต่างๆที่วิจารณ์ประเทศ ไทยล้วนมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน นายสุณัย บอกว่า สิทธิมนุษยชนเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ ฉะนั้นไม่ควรไปบอกว่าประเทศอื่นไม่ทำตามพันธกรณี เราไม่เห็นต้องแคร์ แต่ทำไมเราไม่ทำตัวให้ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือศักดิ์ศรี เกียรติภูมิเรื่องประชาธิปไตย นานาชาติให้ความหวังเป็นที่พึ่งพาอาศัย เป็นเสาหลักในการเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชน

ตอนนี้เราไม่ใช่แค่อยู่ท้ายขบวน แต่ยังตกขบวน ทำไมวันนี้ไม่ยกความเด่นของประเทศไทยให้กลับมาอีกครั้ง โดยทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ถ้าสิทธิมนุษยชนมีปัญหา คนไทยย่อมได้รับผลกระทบ เราต้องแยกว่าหน้าที่ของรัฐในการรักษากฎหมาย ดูแลความสงบของบ้านเมืองเป็นพันธกิจที่สำคัญ แต่การดูแลความสงบเรียบร้อยจะต้องไม่แลกมาด้วยการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

โดยเฉพาะการลิดรอนที่ไม่จำเป็น เช่น ขณะนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีกองกำลังติดอาวุธมาก่อเหตุหรือไม่ ก็ไม่ใช่ กลับกลายเป็นว่าตามสถิติคนถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ในฐานความผิดยุยงปลุกปั่นหรือพูดยุยงปลุกปั่นผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งที่เป็นการแสดงความคิดเห็นด้วยสันติ ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ

คดีเหล่านี้ไปถึงไหนแล้ว ไม่มีการรายงานความคืบหน้า ขยายผลจับกุมสาวไปถึงใคร เครือข่ายที่บอกมีใหญ่โตตามแผนผัง ผังเหล่านั้นเป็นผังจริงหรือผังเฉพาะกิจ

อย่าลืมว่าในต่างประเทศยอมรับการลดทอนพันธะด้านสิทธิมนุษยชนอยู่บ้าง โดยต้องอธิบายว่ามีภัยคุกคามที่ชัดเจนคืออะไร กติการะหว่างประเทศมองว่ารัฐแต่ละประเทศสามารถทำได้ โดยแจ้งกลับไปที่ยูเอ็นว่า ตอนนี้มีความจำเป็นเพราะอะไร แต่ของประเทศไทยไม่ได้ตอบว่าเพราะอะไร พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีคำอธิบาย

เมื่อบวกกับคำสัญญาของ คสช.ที่พันตัวเองว่าจะเปลี่ยนผ่านประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนผ่าน กลายเป็นพฤติกรรมการสืบทอดอำนาจ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า คสช.จะกลับตัวทันได้อย่างไร เพื่อที่จะสอบผ่านด้านสิทธิมนุษยชน นายสุณัย บอกว่า ขณะนี้ยังกลับตัวทัน เพราะจุดที่เราเรียกร้องไม่ได้มากไปกว่าสิ่งที่ คสช.สัญญาเอาไว้เอง ธงเป็นแบบนี้

เมื่อ คสช.สัญญาแบบนี้ก็ต้องทำตามสัญญา ยังไม่สายที่พอจะกลับตัวได้หลายเรื่องอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขณะนี้เข้าสู่โหมดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโรดแม็ป

หากจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กระบวนการทำประชามติ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญควรให้มีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่รัฐจะต้องยุติการข่มขู่รายวัน และเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนแสดงออกโดยสันติ มีอารยะ จะเชียร์จะค้านไม่มีปัญหา อย่าจับอาวุธมาทำร้ายกัน อย่าใช้เฮทสปีช (Hate Speech) สร้างความเกลียดชัง

ถ้า คสช.กลับตัวทัน โดยเปิดพื้นที่ที่จะเข้าสู่สิทธิพื้นฐานจะได้รากของสิทธิขั้นพื้นฐานประชาธิปไตย

ขณะเดียวกันยังต้องปรับและกลับตัวในเรื่องศาลทหาร ทำไมเอาคดีการเมืองไปขึ้นศาลทหาร กลายเป็นทหารจับกุม คุมตัวไปสอบสวนในค่ายทหาร ส่งสำนวนอัยการศาลทหาร ตุลาการศาลทหาร ทั้งหมดเป็นองคาพยพที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหมทั้งหมด และกลาโหมเป็นองคาพยพอยู่ในบังคับบัญชาของ คสช.

ซึ่งเป็นคู่กรณีของคนที่ถูกดำเนินคดี องคาพยพจึงขาดความเป็นกลางและอิสระตามหลักการระหว่างประเทศ

แต่ทำไมในพื้นที่ขัดแย้งด้วยอาวุธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เคยใช้ศาลทหารไต่สวนพลเรือน

ฉะนั้นต้องปรับเข้าสู่ระบบศาลปกติ เพราะประเทศไทยยังไม่ใช่รัฐล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม ศาลยังสามารถทำงานได้ตามปกติ ภาพพจน์ของประเทศจะดีขึ้น ส่งผลดีต่อการปรองดองในประเทศ

และถึงเวลาที่ คสช.จะต้องมองความคิดเห็นที่ต่างว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม ไม่ใช่ไปไล่ปรับทัศนคติคนอื่นๆ

แต่ คสช.ต้องปรับทัศนคติตัวเอง.

ทีมการเมือง

 

2 ปี คสช.ภายใต้“วงล้อม”ศึกนอกเร้าศึกในปะทุ : ลดยาแรง ประคองโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/623622

 

พายุกระหน่ำ ฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ของภาคกลาง เหนือ อีสาน

สัญญาณเริ่มเข้าสู่หน้าฝนตามฤดูกาล โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19–20 หรือสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

โดยสถานการณ์ผ่อนคลายความร้อนระอุลงไปได้หลายองศา

ล้อไปกับบรรยากาศทางการเมืองที่ลดอุณหภูมิความร้อนแรงลงไประดับหนึ่ง

ตามปรากฏการณ์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเทียบเชิญพรรคการเมืองทุกพรรคมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เปิดสโมสรทหารบกเป็นเวทีให้นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์

แสดงความเห็นเต็มที่แบบไม่จบไม่เลิก

โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล พร้อมด้วยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมตอบคำถามและชี้แจงให้กับพรรคการเมือง

เปิดฟลอร์ดีเบตกันอย่างเป็นการเป็นงาน

ทั้งหมดทั้งปวงเป็นไปตามบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สั่งการก่อนเดินทางไปเยือนประเทศรัสเซีย ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ดำเนินการ

จุดประสงค์ต้องการที่จะผ่อนคลายสถานการณ์

รวมทั้งเพื่อสร้างการรับรู้ และทำความเข้าใจกับนักการเมืองและประชาชนทั่วไป พร้อมตอบคำถามในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญก่อนประชามติ

ปลดล็อกเงื่อนไข คสช.เริ่มเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองในสถานการณ์ต่อเนื่องกับท่าทีของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคสช.ระบุออกอากาศ ที่พูดชัดจากนี้ไปจะไม่มีการเชิญมาปรับทัศนคติแล้ว

แต่จะเชิญมาพูดคุยอย่างเดียว เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย

โดยที่ พล.อ.ประวิตร ก็ออกโรงหนุนแนวคิดของ พล.อ.ธีรชัย เพราะเชื่อว่า การยกเลิกเรียกปรับทัศนคติ และเปิดให้นักการเมืองสามารถซักถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

จะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ที่ผ่านมาเรียกมาปรับทัศนคติหลายรอบก็ยังไม่มีอะไร คงต้องปล่อยให้ว่าไปตามกฎหมาย

ตามความหมายก็คือ หยุดจ่าย “ยาแรง” นั่นเอง

โดยรูปการณ์ทั้งยอมเปิดพื้นที่ให้นักการเมืองได้แสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเลิกการเรียกพวกเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญมาปรับทัศนคติ

มันก็เป็นอะไรที่ชัด คสช.ลดระดับการคุมเข้มสถานการณ์ประชามติ

ปรับโทน เปลี่ยนท่าทีกันแบบวูบวาบ

ในห้วงสถานการณ์ที่สัมผัสได้ถึงแรงเสียดทานจากต่างประเทศ ตามปรากฏการณ์ชัดเจนแบบที่นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ชิงเป็นฝ่ายแถลงภายหลังการถูกเรียกเข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ

ตอกย้ำเลยว่า สหรัฐฯห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และการไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศการข่มขู่ของรัฐบาล คสช.

ประจานรัฐบาลทหารไทยออกจอสื่อไปทั่วโลก

สะท้อนท่าทีของมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯที่ไปในทิศทางเดียวกับท่าทีของชาติตะวันตกในเวทีการประชุมคณะทำงาน Universal Periodic Review (ยูพีอาร์) แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

มีการไล่บี้ไล่ซัก กดดันรัฐบาลไทยอย่างหนัก

ให้รับข้อเสนอแนะมาพิจารณาในเรื่องที่ต่างชาติมีความกังวลในหลายประเด็น เช่น การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุม การนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร การจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

ฝากโจทย์การบ้านมาชุดใหญ่

ไม่เท่านั้น ล่าสุดคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปยังเดินทางมาเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และในโอกาสเดียวกันยังได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

ชาติตะวันตกเฝ้าจับตาการเมืองไทยไม่กะพริบ

ตามเงื่อนไขที่รู้กัน อย่างไรเสียต่างชาติก็ไม่ยอมรับกระบวนการทำประชามติที่ไม่ได้มาตรฐานตามกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการปิดกั้นการเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

และนั่นก็หนีไม่พ้นการยกระดับ “แซงก์ชั่น”

เพิ่มความยากลำบากในการเคลียร์ปัญหา “ใบแดง” การแบนสินค้าประมงจากประเทศไทยของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) หรือปมติดล็อก “ธงแดง” มาตรฐานการบินพลเรือนของสหรัฐฯ

บวกกับสถานการณ์ส่งออกและการเจรจาทางการค้าที่ต้องสะดุดจากเงื่อนไขนานาชาติไม่คุยกับรัฐบาลจากการรัฐประหาร

อันจะมีผลตกกระทบมากดทับภาวะทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยากลำบากอยู่แล้วจากวิกฤติภัยแล้งที่มาพร้อมกับภาวะข้าวยากหมากแพง

ซ้ำเติมภาวะความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

ในมุมผลสะเทือนของแรงกดดันจากต่างประเทศก็หนักหนา ขณะที่แรงเสียดทานภายในประเทศก็ไม่มีทีท่าจะพูดจาภาษาเดียวกัน

ตามฉากปราการณ์ที่นักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่บุกแจกเอกสารความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญให้กับมือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

แสดงตัว “โหวตโน” กันแบบซึ่งๆหน้า

กลางงานสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับ กกต.จัดโครงการอบรมวิทยากรกระบวนการ (ครู ก.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ดักดิสเครดิตกันทุกเวที

ตามสถานการณ์ไม่ได้ผิดจากการคาดหมายที่นายมีชัยแสดงความกังวลถึงขั้นร้องขอให้รัฐบาล คสช.ช่วยคุ้มกันในช่วงเดินสายชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ขนาดแอ็กชั่น ขู่กันแรงๆ ไล่บล็อกแนวร่วมนักศึกษา ล็อกตัวนักการเมืองเข้าค่าย

รัฐบาลท็อปบูตยังกุมสภาพไม่ได้

มันก็เป็นอะไรที่น่าคิด ตามยุทธศาสตร์บังคับของรัฐบาลทหาร คสช. ขั้นต่อไปก็จำเป็นต้องยกระดับการคุมเข้มสถานการณ์ประชามติด้วยยาแรงกว่านี้เพื่อกดแรงกระเพื่อมจากฝ่ายต้าน

ถ้ายังเอาไม่อยู่ ก็ยิ่งเสี่ยงกับอาการ “ดื้อยา”

ยากต่อการควบคุมความปั่นป่วนวุ่นวาย

ในสภาวะอันตรายที่หัวเชื้อเก่าๆ ปมความขัดแย้งทางการเมืองขั้วต่างๆก็เริ่มกลับมาปะทุ

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนไหวต่อต้านกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งท่าถอนฟ้องคดีการสลายชุมนุมม็อบพันธมิตรฯในปี 2551 ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.เป็นเงื่อนไขสำคัญ

หรือสถานการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดง นปช.และพรรคประชาธิปัตย์ออกมาคัดค้านการปรองดองเวอร์ชั่นของนายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท.ที่ชงพักโทษให้พวกก่อคดียึดสนามบิน ที่ส่งอานิสงส์ให้แกนนำพันธมิตรฯ

โดยเงื่อนไขที่เดาทางได้ ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียประโยชน์ หรืออะไรที่มีผลลบกันแกนนำขั้วขัดแย้ง ก็หนีไม่พ้นการระดมม็อบมาต่อรองกับฝ่ายคุมอำนาจ

วนไปวนมา คสช.กลับมาตกอยู่กลางวงล้อมเกมมวลชน

ในสถานการณ์กดดัน เดิมพันประชามติ

ที่สำคัญเลย วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ก็ครบรอบ 2 ปีพอดี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำการ “รัฐประหารเงียบ” ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินมาจากอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ขอฉันทามติจากประชาชนในการใช้อำนาจพิเศษเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปใหญ่

มาถึงวันนี้ภารกิจสำคัญจริงๆก็คือเงื่อนไขที่ดีลไว้กับชาวบ้านยังสัมผัสไม่ได้

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามโรดแม็ปยังลูกผีลูกคน

ต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คว่ำไม่เป็นท่า

ฟาวล์ เสียงบประมาณ เสียเวลาเปล่ามาแล้ว

มาถึงคิวร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” ของนายมีชัย ที่กำลังจะลุ้นผ่านด่านประชามติ ก็มีปัญหาเผชิญแรงเสียดทานทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

จนมาถึงจุดอันตรายที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องตัดสินใจปรับลด “ยาแรง”

มันก็พอประเมินได้ ภายใต้วงล้อมศึกนอกศึกใน สถานการณ์บีบให้ คสช.เลือกที่จะประคองโรดแม็ปเดินหน้าต่อไปได้จนถึงเป้าหมาย

ภายใต้รูปแบบอำนาจพิเศษที่ยังยืดได้หดได้ ไม่ขึงตึงให้ขาด

เพราะถ้าพลาด เล่นเกมหักดิบแล้วฝ่าด่านแรงต้านไม่ไหว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” โดนคว่ำ

ความชอบธรรมของ คสช.ก็จะมลายหายไปด้วย.

“ทีมการเมือง”

 

คลายกฎเข้มเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/623415

 

ไม่มียึกยัก-ดราม่าเหมือนคิวที่กรรมการวอลเลย์บอลทัวร์นาเมนต์คัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่กรุงโตเกียวนัดไทย-ญี่ปุ่น ที่ทั้งเข้มกฎเหล็ก ไม่ฟังเสียงประท้วง ควักใบแดง แจกแต้มให้คู่แข่ง จนทีมวอลเลย์ฯไทยต้องปราชัย

น้ำตาร่วงทั้งผู้เล่น-โค้ช ที่สำคัญสะเทือนใจกองเชียร์ทั่วประเทศ

แต่กรรมการกลางของไทยอย่าง กกต.ในรายการเปิดเวทีชี้แจงพรรคการเมืองเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี วันก่อน

ทำหน้าที่คนกลางได้ดีระดับหนึ่ง ทั้งชี้แจง รับฟังข้อเสนอพรรคการเมือง-กลุ่มการเมือง

ชนิดที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ระบุ คิวนี้พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ กกต.จึงเตรียมเปิดเวทีในต่างจังหวัดต่อไป

ในห้วงก่อนทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ บรรยากาศผ่อนคลายระดับหนึ่ง ตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งลดโทนคุมเข้ม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เห็นด้วยคิว “เปิดรูระบาย”

หลังจากโดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้มาตรการทางกฎหมาย กฎเหล็กสารพัดจับกุม ควบคุมตัว เบรกความเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญของนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรม

โดนโลกตะวันตกจับตาปมละเมิดสิทธิมนุษยชน

สัญญาณจากอำนาจพิเศษส่งออกมา ฝ่ายต่างๆก็เด้งรับทันควัน ทั้ง ผบ.ทบ.เสนอให้ ยกเลิกการเรียกบุคคลเข้าปรับทัศนคติ เพราะไม่ได้ผล ถึงแม้จะแฝงน้ำเสียงแปร่งๆ

คุยกันไม่รู้เรื่องก็ให้ใช้กฎหมายคุยแทน

ในคิวนี้ตัวแทนรัฐบาลอย่าง “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯฝ่ายกฎหมายรัฐบาลมาร่วมวง แพลม โปรแกรมโรดแม็ปกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติคงต้องร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ 2 เดือน

แต่ยืนยันยังอยู่ในโปรแกรมเดิม ไม่ขยับคิวเลือกตั้งปี 2560

ก็เรียกว่าคิวนี้ ฝ่ายรัฐบาล กกต. กรธ. ออกโรงเคลียร์กันได้ระดับหนึ่ง ถึงแม้จะมีเสียงติงเรื่องคิวเวลาให้พรรคการเมืองที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นยังน้อยเกินไป

เช่นกรณีนายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย ที่ออกจากห้องประชุมก่อน เพราะมองว่า กกต.จัดเวลาและคิวแสดงความคิดเห็น ไม่ให้ความสำคัญกับพรรคขนาดเล็ก

แต่ฝากข้อเสนอผ่านสื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยึดหลัก 4 ป.

คือเปิดหู เปิดใจรับฟัง เปิดตามองรอบด้าน และเปิดปากให้ประชาชนกล้าพูด

เพื่อให้ประชามติสะท้อนความต้องการประชาชนแท้จริง

เช่นเดียวกับขั้วการเมืองใหญ่ มีเงื่อนไขข้อเรียกร้องค้างอยู่ ทั้งพรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ประสานเสียงขอจัดกิจกรรมพรรคการเมือง อีกปมสำคัญที่ ดร.วิษณุยังไม่ตอบรับ อ้างมีตัวแปรพิจารณาหลายเรื่อง

โดยเฉพาะปัจจัยล่อแหลมที่อาจนำไปสู่ความแตกแยก

ยังกั๊ก “ปลดล็อก” พรรคการเมือง

ตามรูปการณ์ ทางหนึ่งดูเหมือน “อำนาจพิเศษ” จะผ่อนกฎเหล็กคุมเข้ม แต่ดูแล้วก็น่าจะเป็นการ “ถอย” เพื่อคลายแรงกดดัน-แรงต้านที่ถาโถม

ปรับจังหวะก่อนรุกสู่เป้าหมาย ฝ่าด่านประชามติ

เพราะอีกทาง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดอบรมวิทยากรกระบวนการ (ครู ก.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ

นำร่องติวเข้มครู ก. วิทยากรระดับจังหวัด ก่อนจะไปสู่ครู ข. ระดับอำเภอ และครู ค. ระดับหมู่บ้าน

ทางหนึ่ง ตามภารกิจเผยแพร่ร่างกฎกติกาใหม่ทั่วทุกพื้นที่ แต่เมื่อดูการขยับที่สอดคล้องไปกับการระดมทุกสรรพกำลังกลไกรัฐบาลอำนาจพิเศษ ทั้งกระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข ศึกษาธิการ บุคลากรกองทัพ เครือข่าย กอ.รมน. รด.จิตอาสา

เลยถูกมองอาจแฝงภารกิจ ซ่อนคิวสกัดแรงต้านเต็มพิกัด

เพราะจัดชุดจัดทีมลงลึกระดับหมู่บ้าน ประกบถึงตัวระดับหัวคะแนนกันเลย

เรียกว่าถึงปรับแผน คลายกฎเหล็ก แต่เป้าหมายหลักยังเข้ม.

ทีมข่าวการเมือง

 

คลายกฎเหล็กนำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/623022

 

ตอกหน้ากันแรงๆ ชนิดไม่เกรงใจเจ้าบ้าน ระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อหารือกับภาคส่วนต่างๆทั้งพรรคการเมือง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

คำแถลงของคณะสมาชิกสภายุโรป (อียู) นำโดย นายเวอร์เนอร์ แลงเกน ประธานคณะกรรมการด้านความสัมพันธ์กับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน

ตั้งข้อสังเกตการออกเสียงประชามติ เหน็บฝ่ายอำนาจพิเศษยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียได้อภิปรายแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญต่อสาธารณะได้อย่างทั่วถึง

พุ่งโฟกัสจับผิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เอื้อให้ทหารสืบทอดอำนาจระยะยาว กีดกันพรรคการเมือง และให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งอาจมีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

แทงใจ คสช.ด้วยประโยคเจ็บๆ “ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่กลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม”

อียูส่งสัญญาณจับตามองพัฒนาการทางการเมืองของไทย

และก็เป็นโจทย์ที่คาดการณ์กันได้ล่วงหน้าว่า หลังจากนี้ประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงถูกมาตรการต่างๆมากดดัน บีบ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. คืนประชาธิปไตยเต็มใบโดยเร็ว

แลกกับการไม่ถูกแซงก์ชั่นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ

แรงเสียดทานจากต่างประเทศยังวนเวียนเล่นงานรัฐบาลทหารดิ้นไม่หลุดจากยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ

ล้อกระแสกับกรณี นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ออกโรงกระทุ้งรัฐบาลเรือแป๊ะให้เร่งเคลียร์ปมละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยก่อนหน้านี้

ทั้งองค์กรยักษ์ใหญ่และมหาอำนาจโลกยังตั้งเครื่องหมายคำถามไม่ไว้วางใจกองทัพมากมาย

หักหน้าท็อปบูตให้เสียความรู้สึกในจังหวะที่กำลังเข้าเกียร์เดินหน้าสู่การทำประชามติ เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปปี 2560

ตามฉากการโหมโรงของ กรธ. และกระทรวงมหาดไทยที่กำลังออกสตาร์ตเดินเครื่องอบรมวิทยากรกระบวนการ หรือ “ครู ก.” เฟ้นมือดีระดับหัวกะทิทุกจังหวัดมาเข้าคอร์สติวเข้ม

ใช้เป็นตัวกลางช่วยถ่ายทอดสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญแก่ครู ข. และครู ค. เพื่อกระจายไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ต่อไป

เปิดปฏิบัติการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ทั้งการปูพรมเดินเคาะประตูบ้านทุกหลัง การเปิดคลิปเสียงของ กรธ.เรื่องร่างรัฐธรรมนูญไปตามวิทยุชุมชน และการดึงศิลปินดังในแต่ละภาคมาช่วยแต่งเพลงโปรโมตข้อดีร่างรัฐธรรมนูญ

ตั้งเป้ามัดใจชาวบ้านให้เห็นคล้อยกับข้อดีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในห้วงเวลาที่ปัจจัยรอบด้านชักไม่เป็นใจต่อฝ่ายอำนาจพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายการเมืองไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างเหมือนที่ผ่านมา หันมาแข็งข้อใส่ คสช.มากขึ้น

ผนึกกำลังเหยียบคันเร่งถูกจังหวะและเวลา ในช่วงที่ คสช.กำลังเผชิญแรงเสียดทานจากเวทีโลก

ดูตามรูปการณ์เกมชักจะพลิก คสช.ไม่ได้มีแต้มต่อเหนือทุกฝ่ายอีกต่อไป

และก็ย่อมเป็นอะไรที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อ่านเกมออก จึงต้องปรับตำรารับมือใหม่ หยุดยาแรงชั่วขณะ

ยอมเจาะรูระบาย เปิดเวทีที่สโมสรทหารบก ให้ตัวจี๊ดพรรคการเมืองได้ปริปากระเบิดอารมณ์เต็มที่เรื่องการทำประชามติ เคลียร์ทางขอปรับกติกาใหม่ให้ฝ่ายเห็นต่างได้เพิ่มพื้นที่แสดงความเห็นมากขึ้น

ขณะที่ “บิ๊กตู่” ก็ส่งสัญญาณข้ามน่านฟ้าจากประเทศรัสเซียไปในทำนองเดียวกัน ยอมเปิดไฟเขียวให้ฝ่ายการเมืองพูดได้ทุกเรื่อง เพื่อจะได้รู้ความคิดของทุกคน

คสช.ยอมคลายกฎเหล็ก ผ่อนอารมณ์นักเลือกตั้งอาชีพ พร้อมจัดเวทีดีเบตให้ฝ่ายการเมืองได้แสดงความเห็นต่อเนื่อง

ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 21 อรหันต์ กรธ.ให้ฝ่าด่านประชามติสถานเดียว

เพราะหากยังดื้อดึง ไม่รับฟังเสียงพรรคการเมือง ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำสูงยิ่งขึ้น ในภาวะที่ถูกแรงเสียดทานภายในและภายนอกกระหน่ำทั่วสารทิศ และต้นทุน คสช.ไม่ปึ้กเหมือนเดิม

เป็นเดิมพันชี้ชะตาฝ่ายอำนาจพิเศษ หากนำร่างรัฐธรรมนูญแหกด่านประชามติไปไม่ได้

ความน่าเชื่อถือของ คสช.ก็น่าห่วงเช่นกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรับลดระดับคุมเข้ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622483

 

มาตามนัด ปฏิบัติการป่วนเชิงสัญลักษณ์กันทุกเวที

ล่าสุดตัวแทนนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ บุกแจกเอกสารความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญให้กับมือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

แสดงตัว “โหวตโน” กันแบบซึ่งๆหน้า

กลางงานใหญ่ในโรงแรม ที่กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จัดโครงการอบรมวิทยากรกระบวนการ (ครู ก.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

ซ้อมใหญ่ก่อนลงพื้นที่ “ขายตรง” กับชาวบ้าน

ตามสถานการณ์ไม่ได้เกินความคาดหมายจากที่นายมีชัยแสดงความไม่สบายใจ ถึงขั้นร้องขอให้รัฐบาล คสช.คุ้มกันในช่วงเดินสายชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ

และก็เป็นอะไรที่ท้าทาย เพราะก่อนหน้านี้ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ประสานเสียงขู่จัดหนัก

ตีหน้ายักษ์ขู่พวกป่วนโดนของแข็งแน่

แต่ก็อย่างที่เห็น เทกแอ็กชั่นกันขนาดนี้ รัฐบาลท็อปบูตยังกุมสภาพไม่ได้

เรื่องของเรื่องไม่ใช่แค่แรงเสียดทานภายใน มีแต่เกมการเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านที่เป็นชนชั้นปัญญาชนเท่านั้น

มันยังแทรกด้วยแรงกดดันจากภายนอกประเทศ

ตามปรากฏการณ์ที่คณะผู้แทนรัฐสภายุโรปเดินทางเข้าพบอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อสอบถามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และในโอกาสเดียวกันยังได้เข้าพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน

โดยสถานการณ์ชาติตะวันตกเฝ้าจับตาการเมืองไทยในห้วงสำคัญก่อนการทำประชามติ

เป็นห่วงวิกฤติการเมืองไทยจะบานปลาย

แน่นอนถ้ามีการปิดกั้นการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ สะท้อนภาพการปิดปากฝ่ายคัดค้าน สถานการณ์มันก็จะยิ่งชัดเจนไปกันใหญ่

ยังไงต่างชาติก็ไม่ยอมรับการทำประชามติไม่ได้มาตรฐานตามกระบวนการประชาธิปไตย

หนีไม่พ้นเข้าเงื่อนไขโดน “แซงก์ชั่น”

ท่ามกลางภาวะกดดัน เจอแรงปะทะพุ่งเข้าใส่ทั้งภายนอกภายใน

มันก็เป็นอะไรที่ต้องยอมถอย 1 ก้าว ตามจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ส่งซิกให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ไปหาช่องทางจัดเวทีให้พรรคการเมืองได้วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

เปิดพื้นที่ระบาย ผ่อนคลายแรงกดดัน

ฟื้นบรรยากาศธรรมชาติของการประชามติตามวิถีประชาธิปไตย

และก็เป็นอะไรที่ล้อกันไปกับท่าทีของ พล.อ.ธีรชัย ที่พูดชัดจากนี้ไปจะไม่เชิญมาปรับทัศนคติแล้ว แต่จะเชิญมาพูดคุยอย่างเดียว

ใครสร้างความวุ่นวายจะไม่ปล่อยไว้ เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย

ขณะที่ พล.อ.ประวิตรก็ออกโรงหนุนแนวคิดของ พล.อ.ธีรชัย เพราะเชื่อว่าการยกเลิกเรียกปรับทัศนคติ และเปิดให้นักการเมืองสามารถซักถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

จะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ที่ผ่านมาเรียกมาปรับทัศนคติหลายรอบก็ยังไม่มีอะไร คงต้องปล่อยให้ว่าไปตามกฎหมาย

ตามรูปการณ์มันจึงเป็นอะไรที่ชัดเจน คสช.ปรับโทน ลดระดับการคุมเข้มสถานการณ์ประชามติ ผ่อนแรงเสียดทานทั้งภายนอกภายในประเทศ

อำนาจพิเศษยังยืดได้หดได้ ไม่ขึงตึงจนขาด.

ทีมข่าวการเมือง

 

เมื่ออะไรก็เกิดขึ้นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/621889

 

ได้เหลี่ยมเดินหมากแก้ลำกันทันทีทันควัน

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา นำทีมรัฐมนตรีชุดใหญ่บินเหินฟ้าไปเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการในรอบ 11 ปี

ตามจังหวะเล่นเชิงประคองดุลอำนาจยุทธศาสตร์การเมืองโลก

“บิ๊กตู่” นำทัพหันไปจู๋จี๋กับรัสเซียพี่ใหญ่ของโลกหลังม่านเหล็ก ในห้วงสถานการณ์ที่รัฐบาลทหาร คสช.กำลังมีปัญหาเหยียบตาปลากับพี่เบิ้มโลกเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการแทรกแซงกิจการภายใน กดดันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปิดกั้นการวิพากษ์ วิจารณ์ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

ถึงขั้นมีการปลุกกระแสชาตินิยมขับไล่นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯกลับประเทศ

โอกาสพิเศษแบบนี้ จึงเป็นอะไรที่เข้าทางรัฐบาลทหาร คสช.พอดิบพอดีในการประคองสถานการณ์ผ่องแรงกดดันจากภายนอก

แต่นั่นก็ไม่วายกระตุกปมยั่วแรงเสียดทานภายใน ตามรูปการณ์อย่างที่ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.ต้องตอบคำถามสื่อมวลชนถึงโครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ รถถังและยุทโธปกรณ์จากประเทศรัสเซีย

โดยยอมรับเลยว่าจะมีการไปเจรจาในขั้นต้นในการร่วมมือจัดหายุทโธปกรณ์แลกกับซื้อสินค้าทางการเกษตรของไทยในลักษณะการค้าต่างตอบแทน

สรุปไม่ปฏิเสธแผนจัดซื้ออาวุธเพื่อทดแทนของเก่าที่หมดอายุ

เรื่องของเรื่อง มันก็ไปกระตุกภาพย้อนแย้งกัน เพราะในขณะที่รัฐบาลทหารทุ่มงบประมาณซื้ออาวุธ ตามสถานการณ์สวนกระแสกับปมร้อนๆที่กระทรวงการคลังชงตัดเบี้ยคนชรา

โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันชัดเจนเลยว่า ตนเองมีแนวคิดจะยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600 บาท ให้กับผู้ที่มีเงินฝากในบัญชี 3 ล้านบาทขึ้นไป และมีรายได้เดือนละ 9,000 บาทต่อเดือน เพราะจะอ้างอิงอายุอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูภาระงบประมาณด้วย

ในเครื่องหมายคำถาม เงินคนแก่กับงบซื้ออาวุธอะไรสำคัญกว่า

ที่แน่ๆมันง่ายต่อการที่ฝ่ายต้านจะนำไปขยายผล กระตุกแรงต้านรัฐบาล คสช.

โดยเฉพาะในห้วงลุ้นเดิมพันประชามติ

ที่แน่ๆ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แบไต๋ล่วงหน้าแล้ว หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมา และไม่ชัวร์ว่าจะต้องเลื่อนโรดแม็ปออกไปหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตรได้ระบุถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบให้ฝ่ายความมั่นคงไปหาวิธีผ่อนปรนให้พรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นได้ โดยมีการมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้พิจารณาในเรื่องนี้

นั่นหมายถึง คสช.ก็เตรียมเจาะรูระบาย

ต้องปล่อยพื้นที่ให้นักการเมืองได้ขยับ ผ่องแรงกดดันก่อนระเบิด

ในสถานการณ์ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตามฉากเซอร์ไพรส์ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่ม นปช. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้จำนวน 17 ต้น เพื่อความร่มเย็น ปรองดอง

เนื่องในพิธีรำลึก 24 ปีเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”

ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวสดุดีวีรชนฯตอนหนึ่งว่า วันนี้ไม่อยากเห็นวิกฤตการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก เหตุการณ์ที่พี่น้องประชาชนออกมารวมตัวเรียกร้อง ต่อต้านการสืบทอดอำนาจโดยมิชอบ

จนเกิดการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ สูญหายเป็นจำนวนมาก

อารมณ์เดียวกับนายจตุพรที่กล่าวว่า พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตเลือดเนื้อแลกคำว่าประชาธิปไตย ทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

วันนี้เราต้องมาต่อสู้ในประเด็นเดิม เพราะไม่ปรารถนาจะให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก

ขณะที่นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ชี้ชัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ทำให้การเมืองล้าหลัง เพราะเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งเป็นปมปัญหาเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ตามปรากฏการณ์ปรองดองอัตโนมัติ ขั้วขัดแย้งทางการเมืองสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน

ประสานเสียงตีกันทหารสืบทอดอำนาจ.

ทีมข่าวการเมือง

 

เขี่ยแผล ‘โกง’ ย้อนศร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/621342

 

ไม่ต้องมีสคริปต์ “นายกฯสู้ๆ” แบบทีมอีเวนต์งาน “นายกฯพบเพื่อนครู”

แต่ดูเหมือนกองเชียร์จะดาหน้ากันออกมาถือหาง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กันโดยอัตโนมัติ

ไล่ตั้งแต่คิวของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร “หนูติ่ง” มัลลิกา มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ

แสดงตัวแสดงตนเป็นพวกชาตินิยม เล่นบทต้านฝรั่งหัวแดง

ทั้งด่า ทั้งไล่ โซ้ยกลับแรงๆใส่นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โทษฐานก้าวก่ายกิจการภายใน จากท่าทีล่าสุดที่แสดงออกมาภายหลังถูกเรียกเข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ

ก่อนออกมาแถลงตอกย้ำว่า สหรัฐฯห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและการไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ของรัฐบาลทหาร คสช.

ประจานรัฐบาลทหารไทยออกจอสื่อไปทั่วโลก

เรื่องของเรื่องพี่เบิ้มนำทีมแห่กระแส ล้อไปกับท่าทีของชาติตะวันตก ในเวทีการประชุมคณะทำงาน Universal Periodic Review (ยูพีอาร์) แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่นานาชาติตั้งคำถาม ไล่บี้ไล่ซักนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะตัวแทนรัฐบาล คสช.

ให้เคลียร์สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย

และสุดท้ายนายชาญเชาวน์ต้องหอบเอาข้อเสนอแนะ 68 ข้อ จาก 249 ข้อ จาก 102 ประเทศนำกลับมาให้รัฐบาล คสช.พิจารณา โดยเป็นเรื่องที่ต่างชาติยังคงมีความกังวลในหลายประเด็น เช่น การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุม การนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร การจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่รู้กันอยู่แก่ใจว่า ทำไม่ได้ ตามเงื่อนไขย้อนแย้งกับสถานการณ์ที่คสช.เลือกเดินยุทธศาสตร์คุมเข้มความมั่นคง กดแรงกระเพื่อมในห้วงสถานการณ์ประชามติ

และก็ไม่มีหลีกเลี่ยงได้ ตามแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่จะยกระดับขึ้นเรื่อยๆผ่านมาตรการแซงก์ชั่นโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

เพิ่มโจทย์ยากๆให้รัฐบาล คสช.ต้องออกแรงคุมปัจจัยพลิกผัน

ขณะที่ละสายตาไม่ได้กับปมอันตรายแฝงอยู่ในเงื่อนทางการเมือง ตามฉากความเคลื่อนไหวล่าสุดของตัวละครสำคัญอย่าง

“เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เปิดคฤหาสน์ย่านถนนแจ้งวัฒนะ เลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 61 ปี

โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมอวยพรพร้อมหน้าพร้อมตา อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที

สะท้อนบารมี “เจ้าแม่” เพื่อไทย ยังแน่นปึ้ก

ในจังหวะบังเอิญพอดิบพอดีกับ “ศึกใหญ่” วิบากกรรมที่กำลังเฉียดเข้าใกล้ กับปมที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดคนสนิทของ “เจ๊แดง” อย่างนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย

กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และร่ำรวยผิดปกติกว่า 186 ล้านบาท

ลากคอพาดเขียงในห้วงคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวงวดเข้ามาทุกขณะ

พี่น้อง “ตระกูลชิน” โดนต้อนเข้ามุมทีละคน

แต่ก็ใช่จะยอมโดนทุบแต่ฝ่ายเดียว ตามเหลี่ยมที่ทีมงานพรรคเพื่อไทยก็เปิดปฏิบัติการตีปี๊บ “จับโกง” ไล่บี้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสโครงการขุดลอกบึงหนองพล ต.หินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดจ้างองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ในสังกัดกระทรวงกลาโหม

“เขี่ยแผล” เร่งหัวเชื้อทุจริต ให้พิษลามใส่รัฐบาลทหาร คสช.

เลี้ยงกระแสรอจังหวะย้อนศร “โกง” ล้ม “โกง”.

ทีมข่าวการเมือง

 

กลไกรัฐปูพรมปลุกพลังประชาชน : เดิมพันอนาคตประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/620567

 

กลไกของรัฐขับเคลื่อนทันทีตามมติ ครม.5 เม.ย.59 ให้กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น ร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เพื่อให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และเที่ยงธรรม

กระทรวงมหาดไทย เด้งรับแจ้งให้ทุกจังหวัดถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติในการออกเสียงประชามติ โดย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยนับจากนี้เป็นต้นไปว่า เรามีภารกิจเร่งให้ความรู้ในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ

โดยจะจัดอบรมวิทยากรที่จะเป็นผู้ลงไปขยายความรู้ในระดับอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน เพื่อชี้แจงให้ประชาชนรับทราบอย่างกว้างขวางและทั่วถึง

ภารกิจการอำนวยความสะดวกให้ กกต. ทั้งการสนับสนุนบุคลากร สถานที่การจัดหน่วยออกเสียง การตรวจสอบทะเบียนราษฎรในส่วนของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทั่วประเทศ

จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงของแต่ละหน่วยออกเสียงและแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงในทะเบียนบ้านไปยังเจ้าบ้านให้ทราบก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 15 วัน

การรับลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด ซึ่งผู้มีสิทธิออกเสียงจะต้องยื่นคำขอลงทะเบียนก่อนวันออกเสียงอย่างน้อย 30 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 7 ก.ค.59 ในวันและเวลาราชการ โดยยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น

ผ่านทางไปรษณีย์ สามารถยื่นได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.59 ซึ่งจะปิดก่อนการยื่นด้วยตนเอง

เช่นเดียวกับยื่นผ่านเว็บไซต์ http://election.dopa.go.th ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิลงคะแนน สามารถยื่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากนั้นระบบจะปิดการรับสมัครในเวลา 24.00 น.ของวันที่ 30 มิ.ย.59

และภารกิจการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในการออกเสียงประชามติ การช่วยเหลือในการปฏิบัติที่หน้าที่ของ กกต. โดยผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) นายอำเภอ และพนักงานฝ่ายปกครอง เป็นผู้มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในการออกเสียงตามกฎหมาย

โดยได้ให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง พร้อมขอความร่วมมือกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มเครือข่ายต่างๆในสังกัดทุกประเภท ทุกระดับ

ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สนับสนุนให้การดำเนินการออกเสียงประชามติให้เกิดความถูกต้อง โปร่งใสและดำเนินการอื่นที่จำเป็นเมื่อ กกต.ร้องขอ

และกำชับให้วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด อย่าชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปลงคะแนนออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

แม้งานจะถาโถมเข้ามาตลอด ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ยังบอกว่าบางวันก็มีความสุข เมื่อเห็นสิ่งที่ผลักดันตามนโยบายของรัฐบาลในรอบ 2 ปีเกิดเป็นมรรคเป็นผล

เมื่อประชาชนยอมรับจากที่เราได้ลงไปทำงานในยามที่ประชาชนทุกข์ยาก แม้จะเกิดความไม่พอใจบ้าง แต่เมื่อประชาชนได้เจอหน้านายอำเภอ ผวจ.ที่เคยไปช่วยเหลือในยามทุกข์ยาก ความไม่พอใจตรงนั้นก็จะลดลง

เราจึงไม่ลำบากใจที่จะเข้าไปให้ความรู้กับประชาชน และไม่ลำบากใจที่รัฐบาลมอบให้กระทรวงมหาดไทยรับภารกิจนี้ไปดำเนินการ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ไม่ได้บอกไปทำให้ประชามติผ่านหรือไปทำอย่างไรให้ประชามติไม่ผ่าน

แต่จะติดปัญหานิดหนึ่งตรงที่ครู ก. 5 ที่มาจากส่วนราชการ เช่น ปลัดจังหวัดหรือรอง ผวจ. อีกกลุ่มมาจากครู สาธารณสุข กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ ผวจ.คัดเลือกมาเป็นตัวแทนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และส่วนราชการ ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชน

ถ้าเกิดมีคนมาทักท้วงว่าเอาทหารมาร่วมเป็นครู ก. 5 ด้วยจะรู้เรื่องหรือ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ลำบากใจ ความจริงคนที่ 5 มาจากทหารจะมีผลดีต่อการทำประชามติ

เพราะอย่าลืมว่าอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยแบ่งออกเป็น 2 ขา ขาหนึ่งมาจากตำรวจและฝ่ายปกครอง อีกขาหนึ่งมาจากทหาร

ที่เราใช้ตำรวจและฝ่ายปกครองซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนอาจจะทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก

เมื่อมีทหารเข้ามาจะช่วยได้ถ้าเกิดเหตุความไม่สงบเรียบร้อยระหว่างเผยแพร่ ทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญหรือในวันทำประชามติก็สามารถประสานแม่ทัพนายกองและประสานหน่วยกำลังต่างๆเข้ามาระงับเหตุ

เรื่องแบบนี้จะต้องระวังไว้ก่อน บางทีไม่สามารถคาดการณ์ได้ นายก- รัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยล้วนไม่ต้องการให้เกิดเหตุความไม่สงบเรียบร้อย ถึงสั่งย้ำนักย้ำหนาว่าในเมื่อรัฐบาลไม่มีธงว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน บทบาทของ ผวจ.ต้องรักษาสถานการณ์ให้ได้ ไม่ให้ฝ่ายเชียร์หรือฝ่ายที่ไม่อยากให้ผ่านตีกัน

ขณะที่การโกงก็ทำได้ยากแสนเข็ญ เพราะมีความผิดตามกฎหมายและหากข้าราชการทำยังผิดวินัยอีก ประกอบกับทุกวันนี้อยู่ในยุคโซเชียลมีเดีย ที่มีอยู่ในมือของทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะจ้องฝ่ายที่เห็นด้วย ต่างฝ่ายต่างจ้องตรวจสอบกัน และกัน ที่สำคัญอยู่ในสถานการณ์ที่นักการเมืองและทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลเหล่านี้เชื่อมั่นว่าการทำประชามติครั้งนี้จะโปร่งใสแน่นอน

ตอนนี้มีทั้งเครือข่ายกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุมทั้งประเทศแล้ว ยังมีทหารเข้ามาเสริมอีก ปัญหาคือจะเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างไรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับทาง กรธ. นายกฤษฎา บอกว่า ทุกฝ่ายที่ลงพื้นที่จะใช้ข้อมูลชุดเดียวกันหมด

เริ่มจากในวันที่ 18-19 พ.ค.นี้จะเปิดอบรมชนิดเข้มข้นครู ก. โดย กรธ.จะมาชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ พร้อมเก็งคำถามที่จะถูกถามในพื้นที่

เมื่อฟังจากครู ก. ครู ข. ครู ค. กรธ.ที่จะออกไปตามกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ทำงานเป็นคู่ขนานและติดตามผ่านสื่อต่างๆแล้ว ในวันใกล้ๆทำประชามติอาจจะมีการทำความเข้าใจผ่านสถานีโทรทัศน์อีก

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า คสช. รัฐบาลเหมือนต้องการใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยออกไปกระตุ้นประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ นายกฤษฎา บอกว่า ขอย้ำอีกครั้งรัฐบาลไม่มีธง

ไม่เหมือนสมัยก่อนๆนายอำเภอ ผวจ.จะรู้ดีว่าช่วงมีธงเป็นอย่างไร ช่วงไม่มีธงเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะย้อนไปว่าเมื่อสมัยก่อนมีธง แล้วคราวนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่มีธง ก็ต้องไปพิสูจน์กัน

วันนี้ฝ่ายปกครองเตรียมพร้อมรับมือฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะการเคลื่อนไหวในช่วงนับจากนี้ไปอาจเป็นเชื้อปะทุก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงได้ นายกฤษฎา บอกว่า ในช่วงวันที่ข้าราชการหยุดยาว ได้ทดสอบข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ตามหัว เมืองหรืออำเภอ โดยเรียกประชุมด่วนภายใน 12 ชั่วโมง

ผวจ. นายอำเภอสามารถขึ้นมาสแตนด์บายบนที่ว่าการอำเภอ บนศาลากลางได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรับฟังข้อสั่งการผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ และยังสามารถมีทั้งภาพและเสียงลงไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ด้วย

ส่วนการรับมือเหตุการณ์ต่างๆ มี ผวจ.เป็นผู้จัดการพื้นที่ผ่านศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ ที่มีตำรวจ กองร้อยอาสารักษาดินแดน ร่วมกับฝ่ายทหาร และรัฐบาลยังมีอำนาจพิเศษอยู่

ฉะนั้น หาก ผวจ.ลงไปเจรจาไม่สำเร็จ ขอให้ตั้งสติกลับมาหารือผู้บังคับการตำรวจภูธรในจังหวัดและหัวหน้าหน่วยทหารในพื้นที่ เรื่องนี้ได้บอกกับ ผบ.ตร. (พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา) ผบ.ทบ. (พล.อ.ธีรชัย นาควานิช) ไว้แล้ว ให้หารือ 3 ฝ่ายก่อนตัดสินใจแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ถ้าสถานการณ์ยังหนัก กระทรวงมหาดไทยจะเป็นแบ็ก ออฟฟิศให้ ผวจ. นายอำเภอ หรือถ้าต้องการให้สนับสนุน เช่น การออกมติ ครม.แก้ไขระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการ จะไม่ทอดทิ้งกัน

มาถึงวันนี้คงถึงเวลาที่ทุกคนคงไม่อยากถูกตราหน้าว่า เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความรุนแรง จนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่มีใครขัดขวางและสนับสนุนทำให้เกิดเหตุวุ่นวาย

ถ้ามีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น ส่วนตัวมีความคิดเห็นว่าอาจจะกระทบต่อโรดแม็ปได้

ฉะนั้น อยากจะบอกประชาชนถ้ามีจิตมุ่งมั่นที่จะพาประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ขอให้ไปใช้สิทธิลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแม็ปแน่นอน.

ทีมการเมือง