แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459264

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วโลกติดลบ ร้อยละ 0.3

เสียงสะท้อนจากเสวนาความเสื่อมพุทธบริษัทและแนวทางแก้ไข ที่ ตึกไทยนครพัฒนา ถนนงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2559 จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มีทั้งชอบและชัง เพราะความเห็นวิทยากรที่แสดงออกมีหลายแบบทั้งแรงและกลางๆ แต่ก็มาจากใจที่รักพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 บอกว่า ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามาอย่างน้อย 9 ปี ได้พบได้เห็นทั้งเรื่องที่ศรัทธาเพิ่ม และศรัทธาถอย จึงจัดเสวนาเพื่อหาแนวทางแก้ไข และต้องการให้สื่อมวลชนทราบสมณสารูปของสงฆ์ ถ้าพุทธบริษัทตั้งมั่นในพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอีก 2,500 ปีแน่นอน

พระเมธีวรญาณ (สายเพชร ป.ธ.9) ผู้ช่วยอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กล่าวว่า ความเสื่อมพุทธบริษัทนั้น มาจากความเชื่อไม่ถูกต้อง แล้วนำไปขยายความกันผิดๆ ยิ่งในยุคสื่อไร้พรมแดน การกระจายข่าวไปรวดเร็วแบบไม่มีเหตุผล แต่่ถ้าเชื่อในพระพุทธศาสนาต้องหาเหตุและผล ก่อน ท่านพูดตามอนิจจลักษณะว่า ความเสื่อมมันเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ดังที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร เพราะหลักพระพุทธศาสนาว่า เกิดมา ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา เราต้องหาวิธีการชะลอความเสื่อม โดยใช้หลักอปริหานิยธรรม เช่น ประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เป็นต้น ดังที่สถาบันโพธิคยาจัดประชุมวันนี้

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดด่านใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา รองผู้อำนวยการหลักสูตร สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า จากการทำงานในหน้าที่ของพระสงฆ์อาตมามองว่าศาสนาในไทยไม่ได้เสื่อมจนน่าตกใจ ดังนั้นจึงขอฝากพุทธษริษัทให้อยู่กับความเป็นจริง มองทุกสิ่งเป็นบวก หูหนวกบางโอกาส ฉลาดเลือกสรร แบ่งปันสังคม ส่วนแนวทางแก้ไขความเสื่อมนั้น ท่านเสนอให้แก้ไที่ตัวเราก่อน และช่วยอธิบายให้คนในครอบครัว ขยายไปสู่ญาติและบุคคลรอบข้าง ถ้าทำได้ ศาสนาไปรอดแน่นอน

ผู้เขียนได้ยกตัวเลขจากสำนักวิจัย PEW Research Center ที่วิจัยเมื่อปี 2015 ในหัวข้อ The Future of the World Religions : Population Growth Project 2010-2050 : ที่ผู้เข้าประชุม พ.ส.ล. เสนอที่กรุงโซล เกาหลีใต้วันที่ 28 ก.ย. 2559 มาเสนอเพื่อให้มองเห็นภาพความเป็นไปของประชากรโลกที่นับถือศาสนา ดังนี้

 

การประมาณการเติบโตประชากรของโลก ระหว่างปี 2010-2050 พบว่า ประชากรที่เป็นมุสลิมเติบโตรวดเร็วมากกว่าการเพิ่มของประชากรของโลกโดยรวม ที่ทั้งโลกเติบโตประมาณร้อยละ 35

มุสลิมเติบโตร้้อยละ 73 คริสเตียนร้อยละ 35 ฮินดูร้อยละ 34 ยิวร้อยละ 16 ศาสนาประจำถิ่นร้อยละ 11 ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาร้อยละ 9 ศาสนาย่อยๆ อื่นๆ ร้อยละ 6

ผู้นับถือศาสนาพุทธติดลบร้อยละ 0.3

นอกจากนั้น เพื่อนชาวพุทธในมาเลยเซียส่งข้อมูลมาให้ศึกษา ดังนี้

เมื่อปี 1970 ชาวจีนในมาเลเซียที่เป็นชาวพุทธมีมากถึงร้อยละ 92 เป็นคริสเตียนร้อยละ 4 เมื่อมาถึงปี 2000 ชาวจีนที่เป็นชาวพุทธเหลือร้อยละ 86 ชาวจีนคริสเตียนเพิ่มเป็นร้อยละ 10

หนังสือพิมพ์มาเลเซียรายงาน โดยอ้างนักวิจัยคนหนึ่งในสิงคโปร์ว่าผู้มีอาชีพเป็นครูในสิงคโปร์นับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ 40 โดยบอกว่าจำนวนชาวจีนสิงคโปร์นับถือคริสต์ร้อยละ 2.4 ในปี 1920 ผ่านมา 80 ปี หรือปี 2000 จำนวนชาวจีนนับถือคริสต์เพิ่มร้อยละ 17

สำหรับประเทศไทย องค์กรคริสเตียน ชื่อ OMF รายงานว่าเมื่อปี 1952 ประเทศไทยมีประชากรชาวคริสต์ 1.4 แสนคน  ณ วันนี้ ประชากรชาวคริสต์เพิ่มเป็น 4.08 แสนคน ผู้ที่เพิ่มเป็นคนที่เปลี่ยนศาสนาหรือเข้ารีตทั้งสิ้น จึงคาดว่าอีก 60 ปี ประเทศไทยจะมีประชากรชาวคริสต์ร้อยละ 10

PEW Research รายงานว่า ประชากรชาวพุทธทั่วโลกจะมีประมาณ 490 ล้านคน ในปี 2010 เมื่อถึง 2050 ตัวเลขไม่เปลี่ยน แต่จะลดจากร้อยละ 7.1 เหลือร้อยละ 5.9 ประชากรคริสเตียนจะเพิ่มจาก 2,170 ล้านคน เป็น 2,920 ล้านคน หรือเติบโตร้อยละ 31.4

ประชากรมุสลิมจะเพิ่มจาก 1,600 ล้านคน เป็น 2,760 ล้านคน หรือเติบโตจากร้อยละ 23.2 เป็น 29.7

 

หยุดก่อน วัดราษฎร์ที่จะเป็นวัดหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457917

หยุดก่อน วัดราษฎร์ที่จะเป็นวัดหลวง

โดย…ส.คนจริง

จากการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอโครงการ/กิจกรรมร่วมงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 จำนวน 9 โครงการ/กิจกรรม คณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองโครงการและกิจกรรม งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เห็นว่าโครงการ/กิจกรรม ข้อ 1 และข้อ 3 ถึงข้อ 7 สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับโครงการข้อ 2 เห็นว่าข้อมูลรายละเอียดของโครงการตามที่เสนอยังไม่สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีลักษณะเป็นงานประจำที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานที่จะดำเนินการในหน่วยงานเอง

ทั้งนี้ การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุจำพรรษาควรพิจารณาและตรวจสอบว่าวัดร้างดังกล่าวเป็นโบราณสถานหรือไม่ โดยคำนึงถึงคุณค่าและความสำคัญของโบราณสถาน รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมและความต้องการของประชาชนในพื้นที่และภิกษุที่จะอยู่ประจำที่วัดดังกล่าวด้วย

(ข้อ 2 โครงการขอพระราชทานยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงเพื่อถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 12 ส.ค. 2559 และโครงการข้อ 3 ยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสมหามงคลดังกล่าว)

ลงนามโดย น.ส.ปภัสมน อัมราลิขิต ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ และเลขานุการ

ดังนั้น ข้อเสนอยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง 21 วัด ตามที่กรรมการเห็นชอบโดยลำดับจึงต้องหยุดไว้ก่อน

การพิจารณายกวัดเป็นพระอารามหลวง คณะกรรมการดำเนินการตามลำดับ ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ดังนี้

ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณายกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2557 ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ จำนวน 12 วัด และครั้งที่ 2/2557 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2557 ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ จำนวน 9 วัน รวมเป็น 21 วัด ดังนี้

1.วัดร่ำเปิง ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

2.วัดกระทุ่มแพ้ว ต.กระทุ่มแพ้ว อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

3.วัดใหญ่ชัยมงคล ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

4.วัดพะโคะ ต.ชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา

5.วัดพระพุทธฉาย ต.หนองปลาไหล อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี

6.วัดศรีบุญเรือง ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย

7.วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

8.วัดสัตหีบ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

9.วัดอมรินทราราม (ธ) ต.โคกหม้อ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี

10.วัดวชิรธรรมาราม (ธ) ต.หันสัง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา

11.วัดโบสถ์ (ธ) ต.บางกระบือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

12.วัดราชบูรณะ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

13.วัดแสนสุข แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

14.วัดไผ่เงินโชตนาราม แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร

15.วัดบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ

16.วัดดอนเจดีย์ ต.ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

17.วัดศรีเอี่ยม แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

18.วัดสารนารถธรรมาราม (ธ) ต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง

19.วัดป่าแสงอรุณ (ธ) ต.พระลับ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

20.วัดอนาลโยทิพยาราม (ธ) ต.สันป่าม่วง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา

21.วัดสนามพราหมณ์ (ธ) ต.ท่าราบ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา

ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบ และให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

(นายกนก แสนประเสริฐ)

รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทน

เลขาธิการมหาเถรสมาคม

ตามข้อมูล ที่ มส.รับทราบวันที่ 9 ก.ย.นั้น จึงไม่มีการประกาศยกวัดราษฎร์ เป็นพระอารามหลวง ดังนั้น ทั้ง 21 วัดจึงยังคงสภาพเป็นวัดราษฎร์ ตามเดิม จนกระทั่งจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อไร แม้แต่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) ที่มหาเถรสมาคม มอบหมายให้เป็นประธานพิจารณายกวัดราษฎร์ เป็นพระอารามหลวง ยังงง ไม่สามารถหาคำตอบได้

 

บทธรรม จากหริภุญไชย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457916

บทธรรม จากหริภุญไชย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา … เข้าสู่ช่วงปลายพรรษา ฝนฟ้าค่อยๆ สงบลง … หลังเทศกาลเดือนสิบ สาธุชนมีความสุขใจยิ่งขึ้น เมื่อไปร่วมงานพลีบุญใหญ่ให้บรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว…

ดังที่ จ.ลำพูน … อาณาจักรหริภุญไชยที่เคยยิ่งใหญ่ในทางศาสนธรรม… ภายใต้การปกครองของปฐมกษัตริย์ พระนางเจ้าจามเทวี ที่ได้มีการจัดงานสารทเดือนสิบสองเหนือขึ้น เมื่อวันที่ ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๙ มีสาธุชนมาร่วมงานมากมายภายใต้การสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการของ จ.ลำพูน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน… ที่อำนวยการจัดงานโดยคณะศิษย์ศรัทธาวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย…

จิตศรัทธายังมากล้นบนแผ่นดินศาสนา โรงทานครบสมบูรณ์ทุกประเภท… ทั้งภัตตาหาร ไทยทาน จนต้องขนด้วยรถบรรทุกเพื่อไปแจกจ่าย… ถวายตามวัดต่างๆ

การได้ร่วมปฏิบัติบูชา… การได้เคารพธรรม ด้วยความสำรวมกาย วาจา ใจ อย่างพรั่งพร้อมกัน นับว่าเป็นพุทธปฏิบัติที่ควรสรรเสริญและควรอนุรักษ์ไว้ เพื่อเป็นมรดกธรรมให้ลูกหลานได้บูชาสืบทอดทางจิตวิญญาณความเป็นชาวพุทธที่มีพระพุทธธรรมเป็นสมบัติอันล้ำค่า…

การดำเนินชีวิตอย่างมีพรหมวิหารคุ้มครองรักษาจิต… การดำเนินชีวิตสัมพันธ์กับสังคมทุกด้านด้วยหลักสังคหวัตถุธรรม… การดำเนินชีวิตไปอย่างมีกำลังด้วยอิทธิบาทธรรม… จึงเป็นธรรมเพื่อชีวิตของศาสนิกชนที่ถือปฏิบัติอย่างเคารพ… ซื่อตรง… มั่นคง… ไม่หวั่นไหว เพื่อการก้าวไปสู่…ชีวิตสันติสุข

พระพุทธศาสนามีหลักคำสั่งสอนที่เรียกว่า พระธรรมวินัย อันเป็นอริยสัจอันล้ำเลิศ… พระพุทธศาสนาจึงดำเนินมาผ่านพ้นอุปสรรคปัญหานานัปการได้อย่างมีคุณค่า สง่างาม สมฐานะพุทธะ.. ที่แปลว่า รู้… ตื่น… เบิกบาน!

สามคำจากพุทธะ… รู้… ตื่น… เบิกบาน… เป็นปรัชญาชีวิตอันล้ำเลิศประเสริฐที่สุด หากชาวเรารู้จักน้อมนำเข้ามาพิจารณาจนเกิดความรู้เข้าใจในองค์ธรรม… ก็จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ชีวิต สังคม ประเทศชาติ ให้มีสันติสุขได้จริง

 

คำว่า “รู้จักพอ”… “ตื่นจากความมืดมน”… และ “เบิกบานด้วยธรรม” คือ พลังชีวิตที่สร้างสรรค์บันดาลโชคลาภ วาสนา มงคลชีวิต ให้กับตนเองได้อย่างอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยการพัฒนาตนเองให้เข้าถึงพุทธะ เพื่อการเข้าใจในธรรมะที่แท้จริงด้วยการปฏิบัติ…

อะไรจะยิ่งใหญ่กว่าการได้บูชาธรรมนั้นย่อมไม่มี ไม่ว่าดินฟ้าอากาศ พืชพรรณธัญญาหาร… จิตวิญญาณแห่งสัตว์ที่สืบสานไปตามแรงกรรมในโลกใบนี้ ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจแห่งธรรม ดังกล่าวกันว่า เหนือบุญคือกรรม… เหนือกรรมคือธรรมะนั่นเอง

หากถามว่า… พระพุทธศาสนามีวิธีกำจัดปัญหา…. ความวิตกกังวล… อันเป็นอุปนิสัยของสัตว์โลกได้อย่างไร… วิสัชนาตามวิถีพุทธได้ว่า… การพัฒนาจิตให้รู้ ตื่น เบิกบาน นั่นแหละ คือ ธรรมโอสถที่ขจัดความกลัว วิตกกังวล ปัญหาอุปสรรคได้อย่างแท้จริง ด้วยอำนาจคุณธรรมจากพุทธะ… คุณธรรมจึงเป็นยอดแห่งโอสถธรรมอันควรแก่การแสวงหา…!

ความวุ่นวายในสังคม… อุปสรรคปัญหาในชีวิต… ความทุกข์ใจที่เกิดจากความไม่สมปรารถนาในโลกธรรม… เรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เพื่อตื่นขึ้นมาสู่ความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในโลกธรรมว่า “สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้น ก็ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา”

…เมื่อรู้จริงตามสัจธรรมดังกล่าว ก็จะตื่นขึ้นมาจากความโง่งมที่ไปยึดติดยึดถือ… สุดท้าย จิตใจก็จะเบิกบาน สบายคลายทุกข์สิ้น… เพราะสาธุชนรู้จักคำว่า “พุทธะ” แท้จริงด้วยปัญญาประจักษ์แล้ว… ฤดูกาลนี้มีทั้งผู้สมหวัง ดีใจ… ผู้ผิดหวัง ทุกข์ใจ… อันเนื่องมาจากสมมติบัญญัติของโลก… จึงควรดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาทด้วยธรรมโอสถตามที่กล่าวมา… ก็จะพบกับคำว่า “พุทธะ” แท้จริง

เจริญพร

 

เสวนาความเสื่อมพุทธบริษัทกับแนวทางแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457915

เสวนาความเสื่อมพุทธบริษัทกับแนวทางแก้ไข

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดเสวนาเรื่อง ความเสื่อมของพุทธบริษัท : แนวทางที่ต้องแก้ไข วันที่ 5 ต.ค.  2559 โดยเชิญสื่อมวลชนเข้าฟังและนำผลเสนอผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดทั้งมหานิกาย และธรรมยุต รวมทั้งภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

สุภชัย วีระภุชงค์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจระดับนานาชาติ แต่ทุ่มเทชีวิตและศรัทธายิ่งในพระพุทธศาสนา และเป็นเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้กล่าวถึงเหตุผลในการจัดเสวนา ครั้งนี้ว่าเพราะเป็นห่วงพระพุทธศาสนา ที่มีภัยทั้งภายนอกและภายใน ถ้าชาวพุทธไม่แสดงพลังทางด้านความคิด เพื่อรักษาศรัทธาในพระพุทธศาสนาในวันนี้แล้ว  ต่อไปจะแก้ไขยาก

ปัญหาภายในที่พอสรุปได้โดยมากมาจากพระภิกษุ ที่มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย เคยเกิดมาแล้ว จนศาสนาพุทธสูญหายไปจากชมพูทวีป ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ จึงเป็นที่มาของหัวข้อเสวนา ว่า ความเสื่อมพุทธบริษัท : แนวทางที่ต้องแก้ไข

ตามโปรแกรมเสวนานั้น ในช่วงเช้า พระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นผู้กล่าวเปิด ในช่วงปิดเสวนาตอนบ่าย  พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์) หัวหน้าธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย จะกล่าวปิดเสวนา พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น

ส่วนช่วงเสวนา วิทยากรแต่ละท่านจะบรรยายให้ทราบว่า ในอดีตนั้นปัญหาพุทธบริษัทนั้นมีมาแต่เมื่อไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร ปัญหาในปัจจุบันคืออะไร เพราะปัญหาแต่ละยุค แต่ละสมัย แตกต่างกัน ซึ่งสามารถฟังได้จากวิทยากรโดยในช่วงเช้า ได้นิมนต์และเชิญพระเมธีวรญาณ ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สมาน สุดโต คอลัมนิสต์ นสพ.โพสต์ทูเดย์  เด่นชัย เด่นชัยประดิษฐ์  (ไว เด่นชัย) ประธานผู้สื่อข่าวไทยรัฐ หัวหน้าศูนย์ข่าวไทยรัฐ จ.สุพรรณบุรี และสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย จะเป็นผู้บรรยาย ดำเนินการเสวนาโดย ตวงพร อัศววิไล

ช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงสำคัญไม่แพ้ช่วงเช้า จะเป็นการเสนอแนวทางที่ควรแก้ไข นำเสนอโดยพระเมธีวรญาณ พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดด่านใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ประกิต หลิมสกุล หรือ กิเลน ประลองเชิง แห่ง นสพ.ไทยรัฐ และดำเนินการเสวนาโดย สุภชัย วีระภุชงค์

ส่วนผู้ฟังนั้น สถาบันฯ โฟกัสไปที่สื่อมวลชน ที่ทำหน้าที่เหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน จะได้มีความรู้เพิ่มเติมว่าปัญหาความเสื่อมในศาสนาที่เราพูดๆ กันนั้น มีมูลเหตุจากอะไร วิธีแก้ไข และป้องกันนั้น  ควรมีมาตรการอะไร โดยวงเสวนาต้องการฟังเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมเสวนาด้วยว่ามีความคิดเห็น และเสนอแนะต่อที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ และความมั่นคงในพระพุทธศาสนาต่อไปอย่างไร

สุภชัย ถวายรูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ แด่ ดร.พระมหางอน สังฆราชสงฆ์ลาว ที่นครหลวงเวียงจันทน์

 

สุภชัย กล่าวย้ำว่า การเสวนาไม่ใช่ซ้ำเติม แต่เพื่อช่วยพยุงพระศาสนา  เพราะได้ยินว่าพระสงฆ์บางรูป บางท่าน ไม่ค่อยให้ความสนใจในพระธรรมวินัย อ้างว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในฝ่ายโยมเห็นว่าพระธรรมวินัยสำคัญมากแม้กาลสมัยจะเปลี่ยนแปลง

เสวนาครั้งนี้ อาจไม่จบแล้วจบเลย ที่ปรึกษาทางกฎหมายระดับปรมาจารย์ เสนอว่าควรต่อยอด โดยให้จัดเสวนาในแง่มุมมองของกฎหมาย ว่ากฎหมายควรเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ เห็นด้วยกับการจัดเสวนาครั้งนี้ พร้อมทั้งอนุโมทนากล่าวเพิ่มเติมว่าพุทธบริษัทเสื่อม หรืออะไรนั้น ควรดูที่ 5 จุด

1.ศาสนสถาน อย่าปล่อยให้พระสร้างอะไรตามใจขาดการวบคุมโดย กม. หรือมีแต่เจ้าหน้าที่ไม่อยากยุ่ง ขอชื่นชมที่มืองหนือใชกฏสังคมคม ห้ามสร้างนอกเหนือศิลปะเมืองเหนือ จึงเสนอว่า ต้องมีกรอบและมีการควบคุม เพื่อให้เกิดระเบียบ

2.ศาสนวัตถุ ไม่มีผลกระทบ และเสียหาย ทำกันพอดีในขณะนี้

3.ศาสนบุคคล เห็นว่าชาวพุทธปฏิบัติตามความเชื่อของตนมากเกินไป

4.ศาสนธรรม ไม่มีอะไรต้องแก้ ที่ต้องแก้คือวิธีเผยแผ่ เคยเห็นหลักเกณฑ์ในเมียนมาว่าจะพิมพ์หนังสือเผยแผ่ไม่ได้ ถ้าไม่อ้างที่มาของหนังสือ  ถ้าพูดถึงหลักธรรมต้องอ้างพระไตรปิฎกได้ว่ามาจากเล่มไหน ส่วนประเทศไทยบกพร่อง หนังสือไม่มีบรรณาธิการก็สามารถพิมพ์เผยแพร่ได้  เช่น ตำรายาผีบอกที่พิมพ์แจกจ่ายกันทั่วไป เป็นตัวกระทบศาสนาอย่างแรง  จึงเสนอว่า การเผยแพร่โดยวิธีใไ ดก็ตามต้องมีการอ้างอิง อย่าพูดลอยๆ มิเช่นนั้นจะเกิดความเสื่อมได้

5.ศาสนพิธี แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ปรากฏว่าทำโดยไม่มีบรรทัดฐาน อำเภอเดียวกัน ยังปฏิบัติแตกต่างกัน

ผู้ที่ทำให้เกิดความลักลั่น คือทายกที่ไม่ได้ผ่านการบวชเรียน  แต่เป็นคนนำพิธี  จึงควรแก้ไขให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ ทำให้ 5 จุดนี้ มีกฎหมายกำกับ ให้คุณ ให้โทษ การแก้ปัญหาความเสื่อมในศาสนาย่อมทำได้แน่นอน

ประกิต หลิมสกุล แสดงความคิดเห็นว่า ที่จัดเสวนาที่จะมีขึ้น สามารถกำหนดหลักได้ 3 ประเด็น คือที่มา ที่อยู่ และที่ไป

การพูดถึงที่มาก็คือพูดถึงปัญหา และสาเหตุที่เกิดแล้วในอดีต ปัญหาในปัจจุบันคือที่อยู่  ส่วนแนวทางแก้ไขที่เสนอคือ ที่ไป

เมื่อทำที่อยู่ หรือปัจจุบันให้เห็นชัด ก็จะเห็นที่ไปได้ชัดเช่นกัน

แต่ตราบใดที่เราไม่สามารถลงลึกของรากเหง้าของปัญหา จะแก้ปัญหาไม่ได้ จึงเสนอให้ใช้หลักอริสัจ 4 มา พิจารณาว่าอะไรคือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ และมรรค อาจแก้ปัญหาต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมความกล้าหาญที่สถาบันโพธิคยาหรือคุณสุภชัย ทำเรื่องนี้ขึ้นมา

ส่วนผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นเช่นกัน โดยสรุปว่าแม้เราไม่สามารถลงลึกของปัญหาได้ แต่ที่ทำก็เป็นแนวทางให้คนรู้ว่าศาสนามีปัญหาอะไร โดยมีกลุ่มคนคณะหนึ่งที่รักศาสนา มีความกล้าเข้ามาหยิบยกปัญหา แล้วเสนอทางแก้ไข เสวนาหนนี้เหมือนติดอาวุธทางปัญญา ใครที่รู้แล้วก็จะรู้มากขึ้น หากยังไม่รู้ก็จะมองเห็นปัญหา

จึงขอเตือนว่าไม่ควรพลาด เข้าร่วมเสวนา เพราะมีโอกาสไม่บ่อยนัก ที่วิทยากรที่มีชื่อดังกล่าว จะมาพูดให้ฟังได้ง่ายๆ ใครที่ได้รับหนังสือเชิญอย่ารีรอ ตอบรับ และขอรายละเอียดจาก ดร.อัจฉราวดี แมนชาติ โทรศัพท์  08-7 513-3318 ได้ครับ

 

‘พระพุทธเจ้า ก็เป็นไอดอล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457913

‘พระพุทธเจ้า ก็เป็นไอดอล’

โดย…ราช รามัญ

วันคืนผ่านไปใกล้สิ้นปี คนที่มีสุขจะรำพึงว่า เวลาผ่านรวดเร็ว ส่วนคนที่มีทุกข์คิดว่า ทำไมยาวนานนัก

ไม่ต่างจากครั้งที่พระพุทธเจ้าของเราที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมากไปด้วยความทุกข์ทางความคิดและจิตใจ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่พระองค์ปรารถนา โดนพระบิดาและวงศาคณาญาติจะให้ขึ้นเป็นผู้ปกครองแคว้น คนที่ต้องเป็นอะไรที่ไม่อยากจะเป็น ย่อมจะต้องมีความทุกข์อย่างแน่แท้

ในที่สุดก็ตัดสินพระทัย ขอเดินทางตามของพระองค์ที่จิตวิญญาณพึงปรารถนา ฝ่าฟันสิ่งต่างๆ นานัปการกว่าที่จะถึงวันปราบมารในหัวใจของพระองค์ได้สำเร็จอย่างราบคาบ กระทั่งเป็นผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ตลอดกาล มีคนเคยถามผมว่า พอทราบไหม เจ้าชายสิทธัตถะ มีใครเป็นไอดอล จึงได้เลือกทางเดินให้ชีวิตมาทางนี้จนบรรลุธรรม

ตอบแบบเอาตัวรอดในเชิงวรรณคดี คงจะต้องบอกว่า เกิดจากการตั้งเป้าหมายตั้งแต่สมัยเป็นสุเมธดาบสที่เอาตัวเองนอนขนานพื้นแล้วให้พระพุทธเจ้าองค์ก่อนเดินเหยียบข้ามไป แล้วก็ตั้งเป้าหมายอธิษฐานจิตขอเป็นพระพุทธเจ้าบ้างในอนาคตกาล เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้มีใครเป็นไอดอล แต่มีพันธสัญญากับจิตใต้สำนึกที่ผ่านข้ามภพชาติที่คอยเตือนสะกิดจิตใจตัวเองมากกว่า

วันก่อนผมได้มีโอกาสได้พบกับ คุณวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า พอลตี 10 เพราะเคยออกรายการตี 10 ผู้ชายคนนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก วันนี้เขาอายุเพียงแค่ 33 ปี แต่สามารถสร้างฐานะของตนเองเข้มแข็งเป็นปรึกแผ่นอย่างได้น่าอัศจรรย์ ขับรถราคาหลายสิบล้านบาทจากการซื้อด้วยเงินของตัวเองที่ทำธุรกิจ บ้านราคาหลังละหลายสิบล้าน บ้านริมถนนใหญ่ คำแรกที่ได้คุยก็ทำเอาตะลึงไปพอควร เมื่อถามว่า เดินทางแห่งลมหายใจมาถึงวันนี้มีใครเป็นไอดอลแบบอย่าง คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ผมมีพระพุทธเจ้าเป็นไอดอลครับ”

เป็นคำพูดที่ชวนกระตุกคิดอย่างมาก เพราะตามเนื้อผ้าแล้วพระพุทธเจ้ามักจะสอนเรื่องของการพ้นทุกข์เป็นเสียส่วนมาก จากความคิดของคนทั่วไป แต่สำหรับคุณพอล กล่าวว่า

“พระพุทธเจ้าสอนหลายเรื่องแม้แต่การใช้ชีวิตทางโลกก็ทรงสอน และสามารถนำเอามาใช้ได้กับชีวิตจริงๆ ด้วย แต่เดิมผมเป็นคนที่ยากจน จนมากๆ ผมทำงานแรกๆ เงินเดือนไม่เท่าไหร่ ได้มีโอกาสตามเจ้านายไปวัด เห็นทำบุญทีละพัน เราก็คิดว่า บุญมันดีอย่างไร ทำไมทำเยอะจัง เราก็ทำบ้างตามกำลังของเรา เราทำไป 20 บาท จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้เรื่องธรรมะทีละเล็กทีละน้อย

กระทั่งได้รู้จักหลวงพี่รูปหนึ่ง วัดในกรุงเทพฯ นี่แหละ ท่านก็คอยสอนผมในเรื่องธรรมะและเรื่องจิตใจ ท่านสอนทุกอย่างไม่ว่าเรื่องของการสร้างทานบารมี เรื่องของการปฏิบัติภาวนาสมาธิ ซึ่งผมเริ่มมีความเชื่อมั่นและมีศรัทธาในคำสอนมากขึ้นเป็นลำดับ

ผมสวดมนต์ทุกวัน เช้าตื่นมาก็เปิดฟังธรรมะในมือถือฟัง เพื่อทำให้จิตใจไม่แกว่ง ไม่ออกนอกเส้นทาง การภาวนาของผม มีจุดประสงค์เพื่อนำเอามาใช้กับชีวิต ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้ได้ฌาน หรืออะไรพิเศษ ภาวนาให้จิตตั้งมั่น แล้วก็เน้นสติกับสัมปชัญญะอย่างมาก

แน่ล่ะผมมักจะต้องพบอะไรที่เป็นทุกข์เป็นอุปสรรค ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะค่อนข้างทุกข์ แต่พอศึกษาธรรมะแล้วเราวางได้ เราปล่อยได้ เราไม่มีความเครียดใดๆ เลย มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าเราปรารถนาเป็นคนสำเร็จ เราต้องเจอคำว่าปัญหา”

ทราบว่าชอบทำบุญมาก พอลได้เล่าให้ฟังว่า

“ผมเคยอ่านพบในคัมภีร์ว่า การให้เป็นพื้นฐานแห่งการขัดเกลาจิตใจ พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ว่า แม่น้ำใหญ่แต่น้ำนิ่งและไม่ไหล กุ้งหอยปูปลาในน้ำนั้นไม่นานก็ย่อมจะต้องตาย แม่น้ำเล็กแต่น้ำไม่นิ่ง น้ำไหลตลอดเวลา กุ้งหอยปูปลาย่อมได้อาศัย ฉันใดฉันนั้น คนที่มีทรัพย์แต่ไม่คิดบริจาคทรัพย์ ไม่นานทรัพย์นั้นก็จะหมดลง คนที่แม้แต่มีทรัพย์น้อย แต่บริจาคทรัพย์อยู่เสมอ ทรัพย์นั้นย่อมไม่หมด ไม่หาย ไม่ละลายไป

ผมจดจำมาใช้กับชีวิต และเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยทำบุญไปเรื่อยๆ ทำเพื่อพระศาสนา เพราะอานิสงส์ในการทำบุญนั้นมีมาก และที่สำคัญเป็นกำลังหนุนนำในการเผยแพร่ธรรมของพระสงฆ์สาวกอีกทางหนึ่งด้วย”

นับได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าสอนสำหรับการครองเรือนแบบฆราวาสได้อย่างสมบูรณ์ คุณพอลนี้หลายคนอยากทราบทำธุรกิจอะไร ทำหลายอย่างมาก อาทิ ธุรกิจเสริมความงาม เพราะแนวคิดของเขาที่มีเป้าหมายชัดเจน มีคุณธรรมในใจ ที่ได้จากคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงสำเร็จอย่างงดงามเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมได้…แต่วลีเด็ด กระตุกต่อมมากที่สุด ที่พอลพูดเสมอ

“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย”

 

‘ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ’ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457912

‘ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ’ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นายตำรวจใหญ่ รูปร่างสูงสง่า พูดจาฉะฉานเสียงดัง ไม่ใช่ใครอื่น พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เกษียณอายุราชการตำรวจได้เพียง 2 วัน เป็นนายตำรวจมือปราบจอมบู๊เติบโตมาในพื้นที่ บช.ภ.7 ทำคดีสำคัญมานับไม่ถ้วน จนได้รับสมญานามว่า “มือปราบขุนดง” หรือ “มือปราบศยามล” ซึ่งเป็นคดีดังซับซ้อนซ่อนเงื่อนกระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ เรื่อง ศยามล

ย้อนกางบันทึกมือปราบ “รุ่นเก่า” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชื่อของ พล.ต.ท.เรวัช ถือเป็นมือปราบ “รุ่นเก๋า” แนวหน้า จากผลงานที่โดดเด่นโลดแล่นในยุทธจักร
สีกากีมานาน จับปืนวิสามัญคนร้าย อภิบาลคนดี ช่วยสังคมมามากมาย หลายคดีถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว คลี่คลายความซับซ้อนลึกลับในทุกมิติทางคดี โจรผู้ร้ายต่างเกรงกลัวในชั้นเชิงฝีมือสังหารที่ฉกาจฉกรรจ์ จนได้สมญานามเป็นตำนานมือปราบที่โจรต้องสยบให้

 

ในทุกคดี พล.ต.ท.เรวัช จะลงมาทำคดีด้วยตัวเอง กลายเป็นต้นแบบตำรวจที่เคียงข้างลูกน้อง ไม่เกรงกลัวอิทธิพล เติบโตจากผลงาน หลายเหตุการณ์ผ่านความเป็นความตายมาสารพัด ลุยป่าฝ่าดงจับคนร้ายทั่วทุกสารทิศ แต่รอดชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัยทุกครั้ง นั่นแสดงว่าต้องมีเคล็ดลับหรือรูปแบบการทำงานที่แปลกแตกต่างอย่างแน่นอน

พล.ต.ท.เรวัช เล่าบอกเคล็ดไม่ลับ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทุกครั้งเวลาล่าวายร้ายว่า จะแขวนพระเป็นเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ ปี 2499 ส่วนด้านหลังเหรียญพระเป็นล็อกเกตรูปพ่อแม่ นอกจากพระเครื่องแล้วยังมีมีดพกฝั่งติดเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ ปี 2499 เช่นกัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จะแขวนพกติดตัวทำงานและเดินทางเป็นประจำ จนบางครั้งเคยพกมีดขึ้นเครื่อง (หัวเราะ) ถามว่าองค์เท่าไหร่ 200 บาทเอง ห้อยมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนพระเครื่องชื่อดังอื่นๆ ก็เก็บสะสมเป็นพุทธศิลป์ไว้

“เรานับถือพระก็ไหว้แค่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไหว้พระคุณพ่อ พระคุณแม่ เวลากราบจะกราบ 5 ครั้ง ขออำนาจพุทธคุณให้ลูกแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย และพระคุณพ่อ พระคุณแม่ปกป้องลูกด้วย เมื่อพุทธคุณเราพร้อมแล้วให้นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปนึกถึงหลวงพ่อนั้นหลวงพ่อนี้ไม่ดี เพราะพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าหลวงพ่อทุกองค์”

 

เมื่อมีพระดียึดเหนี่ยวใจมือปราบจอมบู๊ เลยยิงคำถามว่าแล้วมีคาถาป้องกันตัวไหมนอกจากพระเครื่องและมีดพก ในฐานะมือปราบรุ่นเก๋า วงสนทนาเงียบชะงักสัก 10 วินาที ก่อนที่ พล.ต.ท.เรวัช จะสวนตอบว่า มี พร้อมยกสิบนิ้วพนมท่องคาถาว่า “นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระคุณพ่อ พระคุณแม่ นะอุต โมอะ พุธยะ ทายัน ยะกันเข้าไว้ แคล้วคลาดปลอดภัย นะโม พุทธายะ ลุย”

“เวลาทำงานลงสนามเคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกน้องพี่ลุยบุกเดี่ยวเข้าไปเอง ดวลกับโจรเป็นประจำ ถ้ากูตายลูกกูโตแล้ว เมียพอมีฐานะ แต่ลูกเมียมึงยังเดือดร้อน กูยิงเอง บุกเดี่ยวไปยิงไม่เคยโดนยิงสักครั้ง เสียงกระสุนปืนผ่านหูนับไม่ถ้วน”

พล.ต.ท.เรวัช หยิบยกเหตุการณ์ดวลปืน อย่างออกรสออกชาติว่า ในสมัยครองยศ “พันตำรวจเอก” เป็น รอง ผบก.เป็นหัวหน้าศูนย์สืบสวน ภ.7 นำกำลังตำรวจเข้าจับกุมตัวนายจารุวัฒน์ บุหลาด 1 ในกลุ่มมือปืนรายสำคัญ ในบังกะโลแห่งหนึ่ง จ.กระบี่ ก่อนจะมาขยายผลจนทราบว่า ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ กำไล ซึ่งเป็นมือปืนลำดับ 5 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการตัวมากที่สุด ได้หนีมากบดานในพื้นที่ อ.เหนือคลอง เลยนำกำลังอาวุธครบมือล้อมบ้านไว้ หมาดันเห่าลูกน้องของ ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ 3 คน เลยกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง

จากนั้นเลยขึ้นไปบนบ้านพร้อมเปรยบ่นว่า “ไอ้…มันหนีไปหมดแล้ว” ก่อนจะตรวจค้นดูเผื่อคนร้ายทิ้งปืนทิ้งหลักฐานไว้เวลาผ่านไปทุกอย่างเคลียร์ แต่เหลือเพี

ยงกองผ้าห่มบริเวณระเบียงบ้าน ก็เอะใจเล็กน้อย เลยค่อยๆ ย่องเดินไปดู ทันใดนั้นปรากฏว่า ส.ต.อ.ชัววัฒน์ ยิงปืนสวนออกมา 6 นัด โชคดีเหลียวตัวหลบทัน เลยยิงสวนไป 1 นัด ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ เสียชีวิตคาที่ นับเป็นเหตุการณ์ฉิวเฉียดที่ต้องจดจำไว้เป็นตำนาน

“ดวงเรายังไม่ตาย ให้มีพระดียังไง ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ มันอยู่ที่คุณงามความดี และบุญเก่ากับบุญใหม่ที่เราสร้าง พี่ก็ไม่ใช่ตำรวจดี” พล.ต.ท.เรวัช บอกทิ้งท้าย

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457911

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สงฆ์ไทยในเวทีโลก

การประชุม พ.ส.ล.จัดว่าเป็นการประชุมนานาชาติ พระสงฆ์ไทยที่ถูกนิมนต์ให้เข้าร่วมประชุมหนนี้ ได้แก่ พระธรรมวราจารย์ (หลวงปู่แบน) วัย 88 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ที่จะทำบุญอายุวัฒนมงคล 89 ปี วันที่ 8 ต.ค. 2559 พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิล มาน ดร.) นักวิชาการพุทธศาสนา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ส่วนพระต่างประเทศ ได้แก่ พระสงฆ์จากอินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา จีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน ออสเตรเลีย รวมแล้วที่แต่งกายเป็นพระสงฆ์เข้าประชุมทั้งเถรวาท มหายาน วัชรยาน มีรวมกันประมาณ 20 รูป

 

พ.ส.ล.เลือกแผน นั่งเป็นประธานอีกสมัย

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) จัดประชุมใหญ่ 4 ปีครั้ง ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 มีประชาชนชาวพุทธประมาณ 600 คน จาก 185 ภาคี ใน 46 ประเทศทั่วโลก มาประชุมกันด้วยสปิริตแห่งชาวพุทธ ที่ถือหลักเมตตา และสามัคคีธรรม เป็นเครื่องหมายนำทาง และตกลงเลือก แผน วรรณเมธี อายุ 93 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งอีกครั้งโดยไม่มีคู่แข่ง ซึ่งท่านต้องทำหน้าที่ต่ออีก 4 ปี

ผู้เขียนได้มีโอกาสถามท่านแผน วัย 93 ปี ว่า ทำไมจึงสามารถทำงานต่างๆ ได้ ท่านแผนซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง พูดด้วยความภูมิใจว่า เพราะมี พัลลภ ไทยอารี ทำหน้าที่เลขาธิการอย่างเข้มแข็ง

ในวัย 93 ปี นั่งเครื่องบินจากเมืองไทยใช้เวลาบิน 5 ชม. ถึงสนามบินอินชอน รุ่งขึ้นวันที่ 26 ก.ย. นั่งเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหาร พ.ส.ล. 3 ชม. โดยไม่พัก 27 ก.ย. ซึ่งเป็นวันประชุมใหญ่ ที่ห้องประชุมจินกัก (Jin Gak) พระพุทธศาสนาในนิกายวัชรยาน นั่งประชุมเต็มวันทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย คู่กับพระคุณเจ้า โฮ จอง (Rev. Hoe-Jeong) ประธานพุทธนิกายจินกัก จนเลิกงาน เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.

ที่เล่ามาทั้งหมด เพื่อจะบอกว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข ส่วนร่างกายและจิตใจที่มีธรรมนั้นเข้มแข็ง ยิ่งนัก

 

จินกัก นิกายใหม่แห่งวัชรยาน

กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ เป็นเมืองหลวงของประทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งชีวิต จิตใจของผู้คน สภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับมนุษย์ รวมทั้งการจราจรของประเทศที่ผลิตรถยนต์ออกขายทั่วโลก แต่ไม่มีชื่อเสียงเรื่องจราจรติดขัด การนัดหมายพบปะกันจึงทำได้ตามกำหนดเวลา โดยไม่มีปัญหาการจราจรติดขัดมาเป็นข้ออ้าง ที่ทำให้เขามาอยู่จุดนี้ได้ ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านสงครามมา 66 ปี นับแต่ปี 1950 จนถึงปัจจุบัน นอกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาระเบียบวินัย ให้ประชาชนยึดและปฏิบัติก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของประเทศนี้

ประเทศนี้ก้าวเดินหน้าด้วยเทคโนโลยีทันสมัยไม่หยุดยั้ง แต่กลับเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกทางวัฒนธรรมผ่านซีรี่ส์เกาหลีได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญสำหรับประชาชนประเทศนี้คือการนับถือศาสนา

ศาสนาที่มาแรงมาก ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ส่วนพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แต่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตามหลักมหายานและวัชรยาน จึงเห็น วอน บุดดิสม์ และจินกัก บุดดิสม์ ออเดอร์ ที่ได้รับความนิยม และนับถือของชาวเกาหลี การประชุม พ.ส.ล.วันที่ 26-29 ก.ย. 2559 ที่จินกักรับเป็นเจ้าภาพนั้น พระคุณเจ้า โฮ จอง (Rev. Hoe-Jeong) ประธานพุทธนิกายจินกัก เข้าร่วมงานทุกเวที และขึ้นพูดแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันให้เกิดสันติภาพโดยยกกรณีเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกมาเป็นตัวอย่าง

 

งานพลีบุญ…ระลึกคุณ พระนางเจ้าจามเทวี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456531

งานพลีบุญ...ระลึกคุณ พระนางเจ้าจามเทวี!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๙ ได้มีงานพลีบุญ …สู่เปตชน “เทศกาลเดือนสิบ” ณ ลานอนุสาวรีย์พระนางเจ้าจามเทวี/จ.ลำพูน ที่มีการวางแผนงานอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่จากแรงศรัทธาของชาวลำพูน ที่ยกระดับขึ้นเป็นงานบุญประเพณีประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนของ จ.ลำพูน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่มี นิชาดา สุริยะเจริญ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน เป็นแม่งานใหญ่ นำไปสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดถวายมหาทาน เพื่อพระนางเจ้าจามเทวี ทรงโปรยทานแด่มหาชน… ที่นับเป็นครั้งแรก

การทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย ที่เรียกว่า เปตพลี ชาวเหนือเรียก ป๋าเวณี๋ตานเปตพลี… ภาคกลางเรียก ตรุษสารท… ชาวปักษ์ใต้เรียก ประเพณีเดือนชิงเปรต และทางภาคอีสานเรียก ประเพณีบุญข้าวประดับดิน นั้น ล้วนแต่มีความหมายและจุดประสงค์เป็นอย่างเดียวกัน ด้วยเป็นประเพณีอุทิศบุญให้แก่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งนิยมจัดงานพลีบุญดังกล่าว ตั้งแต่ขึ้น ๑ ค่ำ ไปจนถึงแรม ๑๔ ๑๕ ค่ำ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ติโรกัณฑสูตร ซึ่งได้ทรงสรรเสริญทานที่ทายกอุทิศบริจาคแก่ญาติที่ตายไปแล้ว ดังคำกล่าวอุทิศถึงญาติในเปตภูมิเป็นบาลีว่า “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโยฯ” แปลว่า ทานนี้จงถึงแก่ญาติทั้งหลายที่เกิดในเปรตวิสัย ขอญาติทั้งหลายเหล่านั้น จงสำเร็จประโยชน์ เพื่อความสุขทั้งปวงเทอญ

การจัดงานเทศกาลเดือนสิบ ณ อาณาจักรหริภุญไชย/จ.ลำพูน ในปีนี้ ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งคณะทายก-ทายิกาที่บริสุทธิ์ด้วยเจตนาจากศรัทธาจิตที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา รู้ เข้าใจในอานิสงส์อันเกิดจากการทำบุญกุศลในเขตบุญพระพุทธศาสนา วัตถุไทยธรรมอันบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกาลเวลา เหมาะควรแก่สมณสารูป ไม่ผิดพระวินัย และปฏิคาหก คือ ฝ่ายพระภิกษุผู้รับที่มั่นคงดำรงอยู่ในพระธรรมวินัย รู้ประโยชน์และความเหมาะควรต่อการปฏิบัติ จึงเกื้อกูลกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประกาศความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพชนและบุคคลที่ควรระลึกถึง ดังเช่นพระนางเจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญไชย

การจัดมหาทานถวายแด่พระนางเจ้าจามเทวี เพื่อถวายแด่พระสงฆ์ ๙ วัด และโปรยทานในงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเดือนสิบ เพื่อมหาชนและสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการออกโรงทานในเขตงาน จัดปัจจัยถวายเป็นทานกุศลแด่กองทุนสงฆ์อาพาธ เด็กด้อยโอกาส คนที่พิการ หรือการสงเคราะห์วัดวาอาราม นอกเหนือจากการใส่บาตร ถวายไทยทานแด่พระสงฆ์จำนวน ๒๓ รูป จากวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย และ

วัดป่าในสาขาแล้วนั้น… นับเป็นเรื่องที่ควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง จากปัจจัยของคณะศรัทธาสาธุชนทั้งหลายที่พร้อมใจกันจัดงานบุญดังกล่าว เพื่อการสำเร็จประโยชน์แห่งการพลีบุญอุทิศไปยังพ่อแม่บรรพชน ญาติสายโลหิตของตน ตลอดจนการอุทิศบุญแก่เทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายในทุกภพภูมิ ด้วยอำนาจเมตตากรุณา… ที่นำไปสู่จาคะอันล้ำเลิศประเสริฐโดยธรรม… ยังให้เกิดความปีติสุขกันถ้วนหน้า

การร่วมกันถวายมตกภัตรอันเป็นสังฆทานแด่คณะสงฆ์ เพื่ออุทิศแด่ญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยพร้อมเพรียงกันที่เกิดขึ้นใจกลางนครลำพูนในครั้งนี้ จึงเป็นอัศจรรย์แห่งธรรมที่ควรแก่การจดจำ โดยเฉพาะการร่วมถวายเครื่องไทยธรรม “กัณฑ์ธรรม” แด่องค์พระธรรมกถึกเทศนา ซึ่งล้วนแต่เป็นการสืบสานประเพณีตนบุญ… ที่ควรแก่การกล่าวถึง เนื่องในงานเทศกาลสารทเดือนสิบ (ใต้) หรืองานพลีบุญเดือน ๑๒ เหนือ ซึ่งเป็นประเพณีส่งบุญหาผู้ตายที่ชาวเหนือเรียกว่า งานป๋าเวณี๋ตานเปตพลี ที่บัดนี้ได้กลับมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้งในแผ่นดินธรรมอาณาจักรหริภุญไชย/จ.ลำพูน …ที่ควรแก่การอนุโมทนา

เจริฐญพร

 

พ.ส.ล.ชูหลักธรรม ในการประชุมใหญ่ที่เกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456530

พ.ส.ล.ชูหลักธรรม ในการประชุมใหญ่ที่เกาหลีใต้

โดย…สมาน สุดโต

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ยกหัวข้อพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน และชีวิตประจำวันของชาวพุทธ เป็นหัวข้อใหญ่ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 28 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ วันที่ 26-29 ก.ย.  2559

พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. กล่าวว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 28 ของ พ.ส.ล. ได้รับความร่วมมือจากพุทธศาสนานิกายจินกัก (Jin Gak) ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของวัชรยาน รับเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่พุทธจากนิกายวัชรยาน เป็นเจ้าภาพการประชุม หลังจากสถาปนาองค์กรมา 66 ปี

พัลลพ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. เล่าเรื่องการเกิด พ.ส.ล. เมื่อ พ.ศ. 2493 ว่าเกิดจากการรวมตัวของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา 27 ประเทศ ประชุมกันที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

นำโดยG.P.Malasekara  นักปราชญ์ชาวพุทธ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ชาวพุทธต่างนิกายรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ครั้งนั้นมีผู้แทนไทยได้รับเชิญเข้าประชุม 3 ท่าน ได้แก่ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล สุชีโวภิกขุ หรืออาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ และสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเดลลี ที่ประชุมได้แต่งตั้ง ม.จ.พูนพิศมัย เป็นรองประธาน หลังจากนั้นอีก 8 ปี มีการประชุมเลือกประธานคนใหม่ ได้แก่ อู จันทุน ประธานศาลฎีกาพม่า สำนักงาน พ.ส.ล. ย้ายจากศรีลังกา มาตั้งที่พม่าในครั้งนั้นด้วย  เมื่อเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในพม่า อู จันทุน จึงฝากองค์การนี้ไว้กับ อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นนักเรียนกฎหมายรุ่นน้อง ต่อมาที่ประชุม พ.ส.ล. ที่มาเลเซีย ได้มีมติเลือก ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล เป็นประธาน และมีมติให้สำนักงาน พ.ส.ล. มาตั้งถาวรที่ประเทศไทย

คนไทยดำรงตำแหน่งทรงเกียรตินี้ 3 ท่าน คือ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล  อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ และปัจจุบันได้แก่ แผน วรรณเมธี ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 4 สมัยติดต่อกัน ถ้าการประชุมใหญ่ครั้งที่ 28 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 เห็นชอบให้ แผน ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย ก็จะเป็นสมัยที่ 5 เมื่อท่านดำรงตำแหน่งครบเทอมใน พ.ศ. 2563 เท่ากับดำรงตำแหน่งประธานรวม 20 ปี และวันนั้นท่านจะมีอายุ 97 ปี

ส่วนวิสัยทัศน์ในการประะชุมครั้งนี้ พัลลภ ว่าก่อนการประชุมใหญ่ 4 ปี 1 ครั้งนั้น เราจะประชุมผู้บริหารทุก 2 ปี เพื่อหาทางส่งเสริมและทำงานร่วมกัน ทั้งทางด้านสังคม และการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งประสบภัยทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เป็นต้น

พัลลภ ย้ำว่า พ.ส.ล.เป็นองค์กรแรกที่ทำให้แต่ละนิกายของพระพุทธศาสนาที่มีความแตกต่างกันมาทำงานร่วมกัน มาแลกเปลี่ยนหาแนวทางร่วมกันในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องมาจากหลากหลายนิกาย จึงเป็นทัศนะที่แตกต่างจากผู้นำที่มาจากสายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน รวมทั้งนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา และผู้ที่มีความคิดทางพุทธศาสนาแนวใหม่

เมื่อถามว่า พ.ส.ล.จะมีบทบาทเข้ามาแก้ไขความเสื่อมศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อศาสนาหรือไม่ พัลลภ ตอบว่า พ.ส.ล.มีปณิธานที่จะช่วยกันเอาเนื้อแท้พระพุทธศาสนามาเผยแพร่  เพราะแต่ละประเทศ และแต่ละนิกายมีความถนัดที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศที่พุทธศาสนายังเข้าไปไม่ถึงรวมทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ได้พูดถึงแอฟริกา และตะวันออกกลาง ที่พวกเราหาทางเข้าไป

การเข้าไปก็ไม่คิดว่าเราจะไปสร้างปัญหาให้เขา แต่จะนำสิ่งที่เป็นหลักธรรมที่แท้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประยุกต์ และทำให้เขาเข้าใจ ทั้งเรื่องหลักธรรมและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  เช่น การทำสมาธิ ที่คนสนใจศึกษามากขึ้น

อีกประการหนึ่ง ผู้ไปเผยแพร่ยึดหลักมนุษยธรรม ไม่ได้คิดว่าจะไปแย่งศาสนิกอื่นมาเป็นพุทธศาสนิก แต่เราต้องการให้เขารู้ว่าเราสอนอะไร ปฏิบัติอย่างไร ผมเชื่อว่านี้คือสิ่งหนึ่ง เมื่อเราพยายามเผยแพร่ในสิ่งนี้ ก็ทำให้มีผู้สนใจมากขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อเราคิดว่ามีความเสื่อมในบางส่วน แต่ต้องคิดว่าเราก็มีการพัฒนา และความสำเร็จอีกส่วนหนึ่งเช่นกัน

ส่วนการที่จินกัก ซึ่งเป็นพุทธนิกายวัชรยาน เข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่เกาหลีใต้ ก็เนื่องในโอกาสที่พุทธนิกายนี้ เตรียมเฉลิมฉลองแห่งการก่อตั้งมาครบ 70 ปี ในขณะเดียวกันองค์กรนี้ซึ่งมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนทั้งในแและนอกเกาหลี ได้มีบทบาทสนับสนุนการทำงานองค์การ พ.ส.ล. มาตลอด เพราะได้เข้าร่วมประชุมเสมอมา นับแต่ปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ที่มีการประชุมที่กรุงเทพมหานคร

ปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) เป็นปีครบรอบ 70 ปี แห่งการก่อตั้งพุทธจินกักนิกาย ซึ่งอุทิศตนตามแนวทางการฝึกฝนตนเอง และการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก่อนการประชุมวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 พระคุณเจ้า โฮ จอง (Rev. Hoe-Jeong) ประธานพุทธนิกายจินกัก ส่งสารถึงสมาชิก พ.ส.ล. ผ่าน online มีความโดยสรุปว่า จินกักถือว่าเป็นสัญญาณที่เป็นมงคลที่มีความร่วมมือระหว่างจินกัก กับ พ.ส.ล.

ซึ่งจะทำให้ได้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน ในขณะที่จินกักก็มีแผนงานที่จะขยายความร่วมมือ และการช่วยเหลือไปยังศูนย์ภาคีของ พ.ส.ล. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวิธีการที่ศูนย์ภาคีแต่ละแห่งได้สร้างสรรค์งานเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาก่อน

ในขณะนี้ชาวโลกเผชิญกับปัญหานานาประการ ตั้งแต่ภาวะทุพภิกขภัย การอพยพของผู้ลี้ภัย สิ่งแวดล้อม สงคราม และการก่อการร้ายที่ยากต่อการแก้ปัญหา ดังนั้นความร่วมมือของพวกเรา โดยเฉพาะจากศูนย์ภาคีทั่วโลกจะช่วยต่อสู้กับความทุกข์ยากต่างๆ ได้

ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ในการประชุมใหญ่ พ.ส.ล.เราคงไม่ต้องประกาศตัวว่า เป็นองค์กรของชาวพุทธโลก แต่ขอให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ว่าเราจะมีบทบาทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอนาคต เพื่อยุติเรื่องที่ยังขัดแย้งกันอยู่

ด้วยสปิริตแห่งมิตรภาพ  ข้าพเจ้ามีความแน่วแน่ในการสร้างมิตรภาพ ความร่วมมือกับท่านที่มาประชุม ซึ่งได้สร้างกันเป็นประเพณี มาเป็นเวลายาวนาน จึงหวังว่าการประชุมใหญ่จะเป็นสะพานเพื่อผลักดันไปข้างหน้า เพื่อการร่วมมือกัน

ขอพูดในฐานะส่วนตัวว่า ในฐานะประธานพุทธนิกายจินกัก และรองประธานสมาคมพุทธนิกายเกาหลี ขอให้สัญญาว่า จะทำดีที่สุดเพื่อให้การเป็นเจ้าภาพประสบความสำเร็จ และขอสนับสนุนการประชุมนี้ด้วยใจจริง ในฐานะที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงคนหนึ่ง

ขอให้คุณพระรัตนตรัย อำนวยพรแก่ทุกท่าน ขอบคุณ

 

‘ธรรมะธรรมชาติย่อมบำบัดมนุษย์ได้ดีเสมอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456529

'ธรรมะธรรมชาติย่อมบำบัดมนุษย์ได้ดีเสมอ'

โดย…ราช รามัญ

ในครั้งพุทธกาลแพทย์ประจำพระองค์ที่มีชื่อเสียงมาก คือชีวกโกมารภัจจ์  ซึ่งจบการแพทย์มาจากตักสิลา ซึ่งถือได้ว่าเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงระดับมาสเตอร์เลยทีเดียว

เล่ากันว่า ตอนเรียนที่ตักสิลาชีวกโกมารภัจจ์ ปรารถนาจะกลับบ้านแล้ว เพราะเรียนมานานถึง 7 ปีแล้ว จึงไปถามอาจารย์ว่าจะได้กลับบ้านหรือยัง อาจารย์ตอบมาด้วยความเมตตาว่า  ตำรับยามีมากมายหลายอย่างตั้งใจจะให้อยู่อีกสัก 2 ปี แต่เมื่ออยากกลับแล้ว เอาแบบนี้ ขอทดสอบความรู้หน่อย ถ้าผ่านก็กลับได้

อาจารย์บอกว่าให้เดินทางไปทั้ง 4 ทิศ ภายในรัศมี 400 เส้น ให้ดูว่าหญ้าชนิดไหน ใบไม้ชนิดไหน เปลือกไม้ชนิดไหน ที่ทำยาได้บ้างแก้โรคอะไรบ้าง แล้วแบบไหนที่ไม่สามารถทำยาได้บ้าง ครั้นชีวกเดินไปครบ 7 วันทั้ง 4 ทิศ กลับมารายงานอาจารย์เจียรนัยจนหมด แล้วก็สรุปลงตรงคำว่า  “ใบไม้ หญ้า  เปลือกไม้ ทุกอย่างทุกอย่างในชมพูทวีปล้วนเป็นยาทั้งหมด  อาจารย์จึงลูบศีรษะแล้วบอกว่า ชีวกเรียนรู้จบหมดแล้ว

การเดินทางกลับบ้านของชีวก ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้คนมากมาย และได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์พระเจ้าพิมพิสาร

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงไม่ถ่าย (พระบังคนหนัก) พระอานนท์ได้กราบทูลว่าจะเชิญชีวกมารักษา เมื่อชีวกทราบข่าวจึงปีติและไม่ได้ปฏิเสธ  หมอชีวกใช้ก้านอุบลอบ สามก้านแล้วนำไปถวายให้พระพุทธองค์สูดดมจนครบทั้งสามก้าน ปรากฏว่าไม่นานก็ทรงถ่ายจนหมด อาการกลับมาเป็นปกติ  นับแต่นั้นชีวกได้เป็นแพทย์ประจำพุทธองค์ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

นับว่าสูตรยาของหมอชีวกที่ร่ำเรียนมานั้นได้ผลเป็นอย่ามาก คนโบราณ นิยมยาสมุนไพรในการรักษา และมีการสืบทอดมายาวนาน แต่สมุนไพรนั้นผู้ที่จะทำการรักษาก็ต้องมีความรู้ความชำนาญ และควรรู้ว่ายาบางอย่างไม่ต้องทานต่อเนื่อง ยาบางอย่างควรทานอย่างไร

จำได้คราวๆ ในตำรายาโบราณของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครชัยศรี นครปฐม มีการจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นหลักฐานว่า ยาบางตัวนั้นมีฤกษ์เก็บในยามเช้า ยาบางตัวนั้นมีฤกษ์เก็บในยามค่ำ  ไม่ใช่เป็นเพราะความเป็นสิริมงคลอะไรหรอก  แต่เป็นเพราะว่า สมุนไพรบางอย่างคลายตัวยาแล้วรีดพิษออกในยามเช้า บางสมุนไพรรีดพิษในยามบ่าย เท่านั้นเอง

แม้จะผ่านกาลเวลามาเนินนานเท่าไหร่เรื่องของยาสมุนไพรกับคนไทยก็ได้มีการสนับสนุนและพัฒนาปรับปรุงให้ถูกลักษณะมากยิ่งขึ้น แล้วดูเหมือนว่าหลักวิชาของสมุนไพรสาขาต่างๆ นั้น ผู้ที่จะปรุงต้องมีการผ่านการรับรองต่างๆ มากมายในยุคปัจจุบัน และผู้ที่เป็นหมอยาสมุนไพรก็ต้องมีคุณธรรม หรือมีธรรมะประจำใจอยู่ด้วยจึงจะสามารถเป็นหมอตามตำราโบราณกล่าวไว้

ในยุคนี้ผมชอบหลักคิดของหมอฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร หรือที่คนทั้งประเทศรู้จักกันในนาม หมอเส็ง ผมดูหมอเส็งออกรายการวู้ดดี้แล้วชอบแนวคิด เมื่อมีโอกาสพบหมอเส็งเลยถามถึงแนวทางความคิดเพิ่มเติมหมอเส็งให้ความเป็นกันเองแม้ว่าจะอยู่ในขั้นเศรษฐีหมอยาแล้วก็ตาม หมอเส็งเล่าให้ฟังว่า

“วิชาผมสืบทอดมาจากพ่อ เป็นตำรับยาโบราณทั้งสิ้น เป็นยาสมุนไพรจีน ที่มีการสืบทอดมานานหลายอายุคน  ผมตระหนักเสมอว่า เราเป็นหมอจะต้องทำให้ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ วันนี้อายุ 78 ปีแล้ว คุณดูนะ คนมารอวันหนึ่งมากมายเข้าคิวยาว 300 กว่าเป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์

“ผมต้องรักษาเขา ช่วยเหลือเขา ให้เต็มกำลังความรู้ความสามารถ  ไม่เอาเปรียบ ตรงไปตรงมา ไม่มีการโกหกหลอกลวง  แต่ต้องบอกก่อนว่า คนที่มารักษาด้วยสมุนไพรนี่ โดยมากทานยาฝรั่งมาเยอะแล้วแต่ไม่ดีขึ้น จึงลองมาทานสมุนไพรดู บางคนก็ดีขึ้น บางคนทุเลาอาการไป ซึ่งเรื่องแบบนี้แล้วแต่อาการหนักเบาของแต่ละคน

“ผมอยู่มาได้หลายสิบปี เพราะผมเน้นเรื่องการตรงไปตรงมา แค่เพียงซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวก็สามารถครอบคลุมไปได้หมดทุกข้อธรรมแล้ว ธรรมะที่ผมยึดมาโดยตลอด คือ ข้อนี้ ไม่เอาเปรียบใคร  เงินทุกบาทของคนไข้ มีคุณค่ามีความหมาย ดังนั้น เขาก็ต้องได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าเช่นเดียวกัน  จิตวิญญาณของผมเป็นหมอยาสมุนไพร  ผมก็ต้องทำให้คุ้มค่า ผมก็ต้องใช้จิตวิญญาณของผมทุ่มเท ไม่ผิดสัจจะ กับคนไข้ทุกคน”

เป็นเสียงประกาศก้องจากหมอสมุนไพรชั้นนำของสังคมไทยในวันนี้  บุคคลที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะสาขาอาชีพใดๆ ก็ตาม ต่างก็มีหลักธรรมในใจของตัวเอง เป็นที่ยึดเหนี่ยวเสมอ แม้กาลเวลาผ่านไปหลายพันปีแล้ว เรื่องของสมุนไพรก็ยังคงอยู่คู่กับมนุษย์แบบนี้ไปอีกนานจนกว่าโลกนี้จะถึงกัลปาวสานเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าธรรมชาติย่อมบำบัดในความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีกว่าสารเคมีเสมอ