แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456527

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จวัดเทพศิรินทร์และคณะลาไป LONDON

มีรายงานจากการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเร็วๆ นี้ว่า พระพรหมมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม ได้มีลิขิตที่พิเศษ/2559 ลงวันที่ 29 ส.ค. 2559 แจ้งว่า วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้อาราธนาสมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเทพศิรินทราวาส ไปปฏิบัติศาสนกิจเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลที่บ้านพัก ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันอาทิตย์ที่ 28 ก.ย. 2559 (ความจริงวันที่ 28 ก.ย. ตรงกับวันพุธ มิใช่วันอาทิตย์)  โดยกำหนดเดินทางวันที่ 26 ก.ย. 2559  ถึงวันที่ 1 ต.ค. 2559 (ระหว่างพรรษา) จึงขออนุมัติเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจดังกล่าวพร้อมคณะ 15 รูป

1.สมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเทพศิรินทราวาส

2.พระพรหมวิสุทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเครือวัลย์

3.พระราชวรเมธาจารย์ วัดโบสถ์ จ.ปทุมธานี

4.พระราชสุรวาที วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

5.พระราชธีรสารมุนี วัดพระศรีมหาธาตุ

6.พระราชกิตติมงคล วัดโสมนัสวิหาร

7.พระมงคลสุธี (หลวงพ่อแขก) วัดสุนทรประดิษฐ์ จ.พิษณุโลก

8.พระสรภาณกวี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

9.พระวินัยสุธี วัดธาตุทอง

10.พระนนทวิริยาภรณ์ วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี

11.พระกิตติสารมุนี วัดเทพศิรินทราวาส

12.พระปรีชามงคลญาณ วัดเทพศิรินทราวาส

13.พระครูภาวนาโสภณ วัดป่าธรรมโสภณ จ.ลพบุรี

14.พระมหาจินดา ฐานจินฺโต (ไชยฉิม) วัดบวรนิเวศวิหาร

15.พระมหาพิสิฐพงศ์ ปวิสิฏโฐ (กริสช่อ) วัดบวรนิเวศวิหาร

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติ โดยให้สมเด็จพระราชาคณะใช้หนังสือเดินทางทูต นอกจากนั้นให้ใช้หนังสือเดินทางราชการ มีกำหนดอายุหนังสือเดินทาง 5 ปี และดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

80 ปี สมเด็จพระวันรัต

สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ฉลองอายุ 80 ปี ด้วยการฐานานุกรม 2 รูป เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2559 คือแต่งตั้งให้ พระกรกฤษณ์ ฉายา กมฺมสุทฺโธ วิทยฐานะ น.ธ.เอก วัดมกุฏกษัตริยาราม  ดำรงตำแหน่งฐานานุกรม ที่ พระครูสังฆกิจจานุรักษ์

พระมหาสมชาย ฉายา อภิชโย วิทยฐานะ น.ธ.เอก, ป.ธ.5 วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งฐานานุกรม ที่ พระครูปลัดสัมพิพัฒนสุตาจารย์ ญาณโกศล วิมลศีลาจาร มหาคณาธิการนายก ปิฎกกธรรมรักขิต

(ข่าวโดยกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)

 

สถาบันโพธิคยาประชุมกับ อพส.ลาว

ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว เชิญสถาบันโพธิยา เข้าร่วมเป็นเกียรติในการประชุมของ อ.พ.ส. ที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2559 ในภาพ พระอาจารย์ใหญ่ มหางอน ดำรงบุญ ประธาน อ.พ.ส. ลาว หรือสมเด็จพระสังฆราชลาว  มอบพระพุทธรูปให้ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการ พ.ส.ล. ในฐานะแขกรับเชิญ และผู้อุปถัมภ์ หลังจากการประชุมในภาคเช้าวันที่ 19 ก.ย.

ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ นอกจากพระสงฆ์ทั่วประเทศแล้ว ก็มีญาติโยมชาวลาวที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ท่านไชยสมพร พรหมวิหาร ประธานแนวลาวสร้างชาติ เป็นต้น

 

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456526

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามพระด้วยธรรมะ “สิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา”

ขอเชิญชมพระที่แฟนทางบ้านส่งมาให้มากมายพร้อมทั้งข้อมูลเพื่อเป็นความรู้แลกเปลี่ยนกัน เป็นพระแท้พิมพ์ทรงถูกต้อง เนื้อหาถูกต้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสะสมได้ครับ

องค์แรก สุดยอดพระปิดตาจากชลบุรีครับ พระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก พิมพ์หลังแบบ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี เป็นต้นแบบของพระปิดตาเกือบทุกวัด มีอายุการสร้างมา 100 กว่าปี พระปิดตาของท่านเนื้อต้องละเอียด ทุกองค์ต้องมีสะดือ ขนาดไม่ใหญ่ ข้อศอกด้านขวาของพระสูงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

สำหรับเนื้อพระหลวงพ่อแก้วนั้นเป็นพระเนื้อผงคลุกกับน้ำรัก สีออกน้ำตาลเข้ม มีเส้นคล้ายๆ เสี้ยนสีน้ำตาลอ่อนเหมือนเนื้อกะลาและต้องจุ่มรักทั้งองค์ และด้วยคุณลักษณะของเนื้อรัก เมื่ออายุเป็นร้อยปีรักก็จะเลื่อม

พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ มีทั้งหมด 5 พิมพ์ คือพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก พิมพ์จิ๋วและพิมพ์ปั้น และมีทั้งหลังเรียบ หลังแบบ องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพิมพ์ใหญ่หลังแบบ ราคาองค์นี้หลักล้านกลางครับเป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่สองเป็นสุดยอดพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์เช่นกันครับ เป็นพิมพ์ปั้น เนื้อหาดูง่าย คราบรักจัดมากครับ พุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ครบเครื่อง ราคาเช่าหาหลักแสนกลาง องค์นี้เป็นของคุณหมออุดม เชิดชูชัยไพบูลย์

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

องค์ที่สามมาพบกับสุดยอดพระปิดตาแห่งยุค หาชมได้ยากยิ่งกว่าพระปิดตาของหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี เป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก พิมพ์กลาง ของหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) ครับเป็นพระสวยดูง่าย เนื้อจัด สภาพแบบนี้ก็มีหลักล้านต้น เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

องค์ที่สี่ มาชมพระเครื่องของหลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน วัดป่าโสตถิผล บ้านหนองโดก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เหรียญรุ่นอริยสัจสร้างถวายโดยศิษย์กรุงเทพฯ คุณสุชิน รัตนศิริวิไล ซึ่งมีความศรัทธาในองค์หลวงตา เพื่อบูชาพระคุณของหลวงตา โดยใช้ทุนส่วนตัวสร้างแจก

เหรียญนี้ต้องการสื่อความหมายให้ระลึกถึง อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รูปแบบเหรียญกลม องค์หลวงตาครึ่งองค์เป็นลักษณะนูนต่ำ หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตา ออกแบบโดยประติมากรที่มีผลงานระดับสำคัญมากมาย คือ อาจารย์วัชระ ประยูรคำ

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

ด้านหลังเป็นยันต์มีคำว่าอริยสัจและลายเซ็นหลวงตาด้านล่างเหรียญ จำนวนการจัดสร้าง มีทองคำ 15 เหรียญ เนื้อทองเค 9 เหรียญ เนื้อเงินขัดเงา 299 เหรียญ เนื้อเงินปัดไฮไลต์ 100 เหรียญ เนื้อนวผสมชนวนกริ่งวัดสุทัศน์ 399 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า 399 เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำมันปู จำนวน 1.5 หมื่นเหรียญ เนื้อทองแดงผิวไฟ จำนวน 1.5 หมื่นเหรียญ เนื้อทองแดงรมดำไฮไลต์ 200 เหรียญ และเนื้อตะกั่วอีก 15 เหรียญ ชมเหรียญทองคำ ของคุณสุชิน รัตนศิริวิไล ครับ

จากกันด้วยธรรมะ “ใจเป็นทุกข์ เพราะปรุงแต่ง ฝึกใจให้นิ่ง รู้เท่าทันในอารมณ์ย่อมพบสุขเอย”

จะเข้าพรรษาแล้ว คิดใหม่ทำใหม่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/440937

จะเข้าพรรษาแล้ว คิดใหม่ทำใหม่ดีกว่า

โดย…ส.คลองเตย

ฝนฟ้ามาสร้างความชุ่มชื่นหัวใจให้คนไทยในต่างจังหวัดได้มีความหวังในการจะได้ทำไร่ไถนาเสียที หลังจากที่ต้องช้ำใจดูเรือกสวนไร่นาแตกระแหงมาเกือบทั้งปีที่ผ่านมา จนหนี้สินนอกระบบเติบโตแบบคนทั่วไปรับรู้ได้โดยทั่วกัน ยกเว้นนักวิชาการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารเอกชนบางแห่งที่ออกมาวิเคราะห์ด้วยความดีใจว่าหนี้สินระดับครัวเรือนลดลง

คนต่างจังหวัดดีใจเพราะฝนมา แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ แล้วกลับกันมีแต่สลดใจ ฝนตกทีไร ท่วมทุกที เดือดร้อนกันไปทั่ว ไม่เว้นผู้ว่าฯ กทม.ที่สมาชิกพรรค ปชป.บางคนออกมาเชิญให้ไปนอนตบยุงที่วังสวนผักกาดก่อนฝนตกน้ำท่วม

เรื่องฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลยังทำให้คนในสังคมมีมุมมองในเรื่องต่างๆ แตกต่างกันมากมายแม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่สำหรับชาวพุทธแล้วเป็นสัญญาณให้ชาวพุทธได้รู้ถึงช่วงเวลาแห่งการทำบุญที่วัดในห้วงระยะเวลาเข้าพรรษาใกล้มาแล้ว

เมื่อถึงเทศกาลอันเป็นมงคลเช่นนี้ ผู้เขียนฝันว่าเรื่องใหญ่ อื้อฉาวของวัดจะลดลง และยุติในทางสร้างสรรค์ เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง แสดงพลัง

ในขณะเดียวกัน &O5532;ก็อยากเห็นคู่กรณีที่โด่งดังอย่างพระธัมมชโยกับดีเอสไอ น่าจะหยุดใคร่ครวญให้หนักในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาว่าสังคมได้อะไรจากการต่อสู้ในลักษณะชิงไหวชิงพริบอย่างที่ผ่านมา เพราะหากพิจารณาในแง่ของการเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา สร้างธรรมทายาท ทำให้คนอยู่ในศีลธรรมแล้วก็ต้องยอมรับว่าพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายประสบความสำเร็จมากกว่าวัดอื่นๆ มีการจัดองค์กรจัดแบ่งหน้าที่มีระบบที่ชัดเจนทำให้จำนวนผู้ปฏิบัติธรรมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พระในสำนักเรียนมีมาก สอบได้เปรียญในจำนวนต้นๆ ของเมืองไทย แต่ก็มีจุดอ่อนในแง่การรับบริจาคเพื่อนำไปใช้ในการสร้างถาวรวัตถุในวัดหรือจัดกิจกรรมในวงเงินที่สูง จนทำให้คนในสังคมแปลกใจและกลายเป็นที่มาของการถูกโจมตี รวมทั้งถูกกล่าวหาว่าช่วยฟอกเงินให้ผู้บริหารสหกรณ์ฯ คลองจั่น แม้จะเพียรพยายามอธิบายว่าเป็นเงินทำบุญ และเมื่อทราบว่าเงินนั้นมีที่มามิชอบก็ได้คืนเงินไปแล้วก็ตามที

ส่วนดีเอสไอในฐานะเป็นอุบาสกอุบาสิกา ที่เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ควรคิดใคร่ครวญในช่วงที่ไปนั่งทำบุญดูว่าที่รุกไล่เอาเป็นเอาตายกับคดีของพระธัมมชโยที่ผ่านมานั้นมีกลวิธีใดที่จะดำเนินการพิสูจน์ความเชื่อของคณะศิษย์วัดพระธรรมกาย ในเรื่องจำนวนเงินบริจาคหรือฟอกเงินตามมุมมองของแต่ละฝ่ายว่าเป็นจำนวนเท่าใดแน่ เพื่อเปิดโอกาสให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นได้รับเงินคืนจะดีกว่าการประโคมโหมกำลังที่จะจับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซึ่งก็จะกลายเป็นการทำลายวัดที่มีความเข้มแข็งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ล่มสลายไปอย่างน่าเสียดาย

ที่สำคัญ ดีเอสไอต้องแสดงพลังอำนาจต่อผู้กระทำผิดอย่างเสมอหน้ากันด้วย เช่น กรณีเงินของสหกรณ์ฯ คลองจั่นนั้นมีอีกมากรายที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวมก็มากกว่าที่บริจาคให้วัดพระธรรมกาย ก็ต้องปรากฏต่อสาธารณะว่า ดีเอสไอเอาใจใส่ดำเนินการ หรือเรื่องคดีความรถหรูผิดกฎหมาย 5,000-6,000 คัน ผู้เกี่ยวข้องเป็นพันคน มีแต่ข่าวพยายามจับกุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อยู่รายเดียว ทำให้ภาพของดีเอสไอกลายเป็นองค์กรที่มีสองมาตรฐานในความเห็นของผู้คนจำนวนมากในสังคมอย่างช่วยไม่ได้

จะเข้าพรรษาแล้ว คิดใหม่ทำใหม่กันได้แล้ว

 

พุทธศาสนาในยุโรป อีกมิติหนึ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/440935

พุทธศาสนาในยุโรป อีกมิติหนึ่ง!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …ในห้วงเวลาที่ผ่านมา อาตมาได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมในสามประเทศของภาคพื้นยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สวีเดน และนอร์เวย์ ตามโครงการธรรมจาริก-ธรรมยาตรา ที่อำนวยการโดย พระธรรมเมธาจารย์ วัดโสมนัสวรวิหารฯ

การไปปฏิบัติศาสนกิจในครั้งนี้ นับว่าได้ผลสัมฤทธิ์ตามความประสงค์ของพระผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ ที่ต้องการสนับสนุนศาสนกิจของพระเล็กเณรน้อย ที่เดินทางไปทำงานเผยแผ่พระศาสนาในต่างแดน จนเกิดความเป็นรูปธรรมอย่างน่าอนุโมทนา โดยเฉพาะการทำให้ชาวเมืองในประเทศต่างๆ ภาคพื้นยุโรป มีความศรัทธาพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นอย่างถูกต้อง …ดังปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงให้ระลึกถึงคำพยากรณ์ที่ว่า “ต่อไปเบื้องหน้าพระพุทธศาสนาจะไปเจริญรุ่งเรืองทางยุโรปและอเมริกา!!

การได้สัมผัสกับสภาพนิสัยของบุคคลในภาคพื้นยุโรป แสดงให้เห็น… ความมีวินัย การให้ความเคารพกฎระเบียบ… การอยู่ร่วมกันในสังคม โดยคำนึงถึงประโยชน์อันพอเหมาะทั้งตนเองและผู้อื่น… การพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีดุลยภาพ… จึงเกื้อให้ประชาคมในภาคพื้นดังกล่าวสามารถเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ง่ายในเบื้องต้น…โดยเฉพาะการเคารพในธรรมชาติ!!

การปรับตัวเองเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้ได้ประโยชน์สูงสุด การเรียนรู้เพื่อสร้างดุลยภาพชีวิตให้พร้อมในทุกด้าน… ดังที่ปรากฏในชาวเมืองแถบภาคพื้นยุโรป ที่มีปรัชญาชีวิตว่า “ความพอดี… ความพอเพียง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ กล่าวเป็นภาษาสวีเดนว่า … Logam ออกเสียงว่า … ลอร์ก้อม … นับว่าเป็นจุดสำคัญที่น่าสนใจศึกษาว่า “Logam (ลอร์ก้อม) คืออะไร?”

Logam (ลอร์ก้อม) … กลายเป็นเครื่องหมายทางจิตวิญญาณของหมู่ชนในประเทศสวีเดน ที่คำนึงถึงความพอดี… ความพอเพียง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ที่นำไปสู่การปฏิบัติที่ว่า… ใช้ให้น้อยกว่าความต้องการที่ตนเองอยากได้ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้อื่น และความพอเพียงในทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ…

จึงเป็นพื้นฐานอุปนิสัยแห่งชีวิตของคนในประเทศเหล่านี้ ที่ถูกสั่งสอนให้มีการรู้คิดพิจารณาในการจะดำเนินชีวิตให้มีดุลยภาพ… ที่สัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับหลักพระธรรมคำสั่งสอนในพระศาสนา ที่แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะการกำหนดแน่นอนตายตัวในความเป็นธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่ควบคุมความเป็นไปของดินฟ้าอากาศ พืชพรรณธัญญาหาร และสภาพจิตวิญญาณของสัตว์โลก ที่ดำเนินไปภายใต้ “กฎแห่งกรรม”

การยกหลักกฎเกณฑ์กรรมมาเป็นเบื้องต้นแห่งการศึกษาธรรมะ จึงดูว่าน่าจะเป็นจุดจูงใจให้หมู่ชนในภาคพื้นยุโรป ไม่ว่า เยอรมนี นอร์เวย์ หรือสวีเดน มีความเข้าใจจนโน้มไปสู่ตถาคตโพธิสัทธา…ในพระศาสนา!

ภาพความสามัคคีของชาวพุทธและชาวต่างชาติ ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงปรากฏในงานวันสำคัญของศาสนาที่ทางวัดของชาวพุทธได้จัดให้มีขึ้น ดังปรากฏที่ เมืองกีเซ่น/เยอรมนี เมื่อได้ไปแสดงธรรม ณ วัดป่าภูริทัตตาราม… ที่ได้เห็นความพร้อมเพรียง ทั้งของคณะสงฆ์ไทยในต่างแดน… ทั้งศรัทธาญาติโยม และชาวต่างชาติ ที่หลั่งไหลมาร่วมงานวิสาขบูชา ประจำปี ๒๕๕๙ โดยมีงานการจัดฉลองสมณศักดิ์พัดยศพระครูสัญญาบัตรให้แก่เจ้าอาวาสด้วย เนื่องในผลงานที่ได้อุทิศชีวิต เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ จนสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม… ดังที่ปรากฏ

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ บทบาทของพระภิกษุเหล่านี้ที่เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเผยแผ่ในต่างแดน จนเกิดดอกออกผล ปลูกฝังศรัทธาลงในจิตใจชาวเมืองในภาคพื้นยุโรปได้จริง ล้วนแล้วแต่ไปกันเองด้วยความสำนึกต่อหน้าที่ของพระสงฆ์ในพระศาสนา… ไม่ได้ผ่านการอบรมโครงการพระธรรมทูตใดๆ เป็นส่วนใหญ่ ดังเช่น พระอาจารย์เบญจมิน เจ้าอาวาสวัดโพธิธรรม ในแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) … ที่ได้สร้างวัดสาขาตามกระแสศรัทธาถึง ๗-๘ วัด ทั้งในเยอรมนี นอร์เวย์ ฝรั่งเศส ฯลฯ …

ควรแก่สาธุการจริงๆ ต่อความสำเร็จในงานเผยแผ่พระศาสนาของพระภิกษุเหล่านี้…

เจริญพร

 

เจ้าคุณ ความในใจของอมโรภิกฺขุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/440934

เจ้าคุณ ความในใจของอมโรภิกฺขุ

โดย…สมาน สุดโต

เจ้าคุณ

อาตมารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมในวันนี้ และมีความสุขเป็นอย่างยิ่งที่ได้กลับมาที่วัดป่านานาชาติและกลับมาที่ จ.อุบลฯ เวลาใครถามว่าหลวงพ่อเกิดที่ไหน อาตมาจะบอกว่าเกิดที่ จ.อุบลฯ เขาก็จะมองอย่างสงสัย อาตมาก็จะบอกว่า เกิดเป็นพระที่ จ.อุบลฯ ชีวิตพระภิกษุของอาตมาเริ่มที่นี่ อาตมาจึงรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดของอาตมาโดยแท้

พวกเรามารวมกันในวันนี้เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ให้หลวงพ่อปสันโน ท่านเจ้าคุณโพธิญาณวิเทศและอาตมา เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อปสันโนได้กล่าวมาซึ่งอาตมาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับท่านว่า “เราไม่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในฐานะส่วนตัวหรือด้วยความสำเร็จหรือคุณความดีเฉพาะตัวเรา หากได้รับในฐานะที่เป็นตัวแทนของหมู่คณะ แสดงถึงการได้รับความยอมรับ ยกย่องเชิดชูเกียรติในคุณค่า คุณธรรมความดีงามและคุณประโยชน์ของหมู่คณะศิษย์หลวงพ่อชาทั้งหมด”

ในวาระนี้ อาตมาจึงรู้สึกว่าเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะแสดงความซาบซึ้งใจและกตัญญูกตเวทีต่อคุณพระศรีรัตนตรัย ต่อพระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเรา ผู้ทรงค้นพบและเปิดเผยสัจธรรมที่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายได้ปฏิบัติสืบต่อกันมากว่า 2500 ปีแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความกตัญญูและความสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อชาซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนและนำทางพวกเราในยุคนี้ รวมถึงครูบาอาจาย์ผู้ใหญ่ในหมู่คณะของเราที่ได้มารวมตัวกัน ณ ที่นี้ในค่ำคืนนี้ ที่หลวงพ่อปสันโนได้กล่าวนามมาแล้ว หลวงพ่อเลี่ยม หลวงพ่อคูณ วัดนาโพธิ์ หลวงพ่อสุเมโธ และครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ

อย่างที่อาตมาได้พูดอยู่เสมอว่า คุณธรรมและคุณงามความดีทั้งหลายที่อาตมาได้พัฒนาให้เกิดขึ้นในชีวิต ตลอดจนความสงบและความรู้ความเข้าใจใดๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการสั่งสอนนำทางจากมหาบุรุษและครูบาอาจารย์ทั้งหลายเหล่านี้ หากปราศจากความปรารถนาดี ความเมตตากรุณาและปัญญาของท่าน อาตมาคงไม่ได้มาถึงจุดนี้ ด้วยเหตุนี้อาตมาจึงขอแสดงความซาบซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์ ด้วยการประนมมือทั้งสองเข้าด้วยกันและขอกล่าวว่า “ขอบคุณมากครับ”

 

หลวงพ่ออมโร ยกเหตุการณ์ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้าก่อนนิพพาน ณ ป่าสาลวันเมืองกุสินารา มาเล่าให้ที่ประชุมฟัง ว่าเป็นความอัศจรรย์ยิ่ง คนธรรพ์มาบรรเลงดนตรีถวาย เทวดาและพรหมมารวมตัวกัน ต้นไม้ผลิดอกนอกฤดูกาล จนพระอานนท์ทูลถามความอัศจรรย์ที่เกิด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าก็เป็นเพียงอามิสบูชา ผู้ที่ต้องการจะแสดงความเคารพบูชาต่อพระตถาคตอย่างยิ่ง ผู้นั้นจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระตถาคต จึงจะเป็นการปฏิบัติบูชาซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพอย่างสูงสุด…

ดังนั้น เมื่อได้มาร่วมพิธีกรรมในวันนี้ เห็นการแสดงความเคารพอย่างสูงด้วยการถวายดอกไม้และการกราบไหว้ทำให้อาตมาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า และคำพูดระหว่างพระอานนท์และพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเรามีความเคารพ มีความซาบซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์ และอยากจะแสดงออกถึงความรู้สึกนั้น การกราบไหว้ การถวายดอกไม้ หรือการกล่าววาจาที่แสดงออกถึงความเคารพนั้นก็ดีอยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นยังเป็นเรื่องของโลกธรรม และยังเป็นเพียงอามิสบูชา การแสดงออกถึงความเคารพ ความซาบซึ้งและความกตัญญูกตเวทีในทางที่สูงกว่านี้ แม้จะยากขึ้น แต่ก็มีประโยชน์มากกว่า คือ การปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั่นแหละจึงจะเป็นแสดงความเคารพที่สมบูรณ์ที่สุด

หลวงพ่อได้พูดถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานว่าทำให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีเกียรติยิ่ง

คำว่า “คุณ” ตามความเข้าใจของอาตมาคือ คุณธรรมคุณงามความดี ส่วนคำว่า “เจ้า” หมายถึงสูงสุด ดีสุด ดังนั้นการที่เราได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคุณซึ่งเป็นเสมือนการได้รับดอกไม้ แท้จริงแล้วคือการปฏิบัติให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ด้วยคุณธรรม คุณงามความดี ในจิตในใจของเรา และนี่คือสิ่งที่ยากกว่าการเขียนชื่อเจ้าคุณ การที่จะเขียนยศว่า “เจ้าคุณ” นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การที่จะปฏิบัติคุณธรรมให้ถึงพร้อมนั้นยากยิ่งกว่า

คุณธรรมที่ประกอบด้วยจิตบริสุทธิ์ ที่ประกอบด้วยปัญญาที่ประกอบด้วยคุณความดี การทำคุณธรรมนั้นให้เกิดขึ้นและผดุงรักษาไว้ทุกขณะ เป็นหน้าที่ที่ทำได้ยากยิ่งกว่า แต่ถ้าทำได้ก็จะยังประโยชน์ที่สูงกว่าการได้ชื่อว่าเป็นเจ้าคุณ

สุดท้าย หลวงพ่ออมโร กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาที่นี่อีกครั้ง เพราะเป็นที่ที่ท่านได้พบหลวงพ่อปสันโน ท่านเจ้าคุณโพธิญาณวิเทศ ซึ่งขณะนั้นตัวท่านอยู่ในสภาพฮิปปี้ผมยาวที่เพิ่งมาจากชายทะเล เราได้อยู่ด้วยกันที่นี่ (เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว) แล้วยังได้ไปทำงานร่วมกันที่สหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าอาวาสสองหัว คือ เป็นเจ้าอาวาสคู่กันหลายปีที่วัดป่าอภัยคีรีที่แคลิฟอร์เนีย ครั้งนี้เรายังได้รับเกียรติเป็นเจ้าคุณพร้อมกันด้วย ราวกับถูกผูกไว้ด้วยกัน แยกกันไม่ได้ จะทำอะไรก็ต้องทำพร้อมกัน แล้วอาตมาก็รู้สึกสบายใจมากๆ ที่เป็นเช่นนี้

เมื่อได้เห็นประกาศชื่อเจ้าคุณใหม่ มีชื่อเราสองคนด้วยกัน อาตมาก็คิดว่า…โอ…ได้ทำอะไรด้วยกันกับหลวงพ่อปสันโนอีกแล้ว… รู้สึกสบายใจมาก

 

โค้ชเป็นศิลปะ คือธรรมส่องทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/440932

โค้ชเป็นศิลปะ คือธรรมส่องทาง

โดย…ราช รามัญ

สัปดาห์ที่แล้ว…กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบของการโค้ช เพราะวิธีการเผยแพร่ธรรมของพระพุทธองค์นั้น มักจะอาศัยการถามตอบเสียเป็นส่วนใหญ่และเป็นการถามตอบที่ทำให้ผู้ร่วมสนทนานั้นคิดคำตอบได้เองโดยปราศจากการชี้นำใดๆ

สมัยก่อนการเรียนการสอนธรรมและบาลี ลูกศิษย์ต้องฟังครูแล้วทำตาม แม้การศึกษาในทางโลกก็เช่นกัน แต่โลกวันนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว แม้จะอาบน้ำร้อนมาก่อน ก็หาใช่จะเป็นผู้รู้เสียทุกเรื่องไม่

ดังนั้น ครูอาจารย์สมัยใหม่ต้องปรับตัว ปรับทัศนคติ มิเช่นนั้นอาจจะไม่ทันโลก ทั้งหลักวิธีคิดวิธีทำ เพราะเด็กรุ่นใหม่คิดว่าตัวเขาเองนั้นมีความคิดเป็นของตัวเองเหมือนกัน จึงไม่ค่อยชอบอะไรๆ ที่ต้องทำตามผู้ใหญ่หรือครูอาจารย์บอกเสมอไปถ้าหากครูอาจารย์รุ่นใหม่ไม่ปรับตัว ไม่ปรับทัศนคติบอกได้คำเดียว…เป็นครูอาจารย์ที่ตกโลก

ผู้เขียนเคยคุยกับอาจารย์สถาวร เลิศสุวรรณกุล หัวหน้าหลักสูตรธุรกิจการบิน ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มีโอกาสเดินทางไปศึกษาปรัชญาจากชีวิตจริงที่อินเดีย เห็นคุณภาพชีวิตของมนุษย์พร้อมกับศึกษาธรรมด้วย นอกจากนี้ยังมีความรู้ในเรื่องศาสตร์ของการโค้ช ที่เรียนจากสถาบันยอดนิยมของโลก อาจารย์เล่าให้ผมฟังว่า

“เด็กสมัยนี้…ต่างจากเด็กรุ่นก่อนๆ ที่ครูสอนอะไรก็ทำตาม แต่เด็กยุคนี้เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เขาคิดเป็น ไม่ต้องการให้ใครมาชี้นำ แต่บางครั้งความคิดของพวกเขาอาจจะหลงอยู่ในกรอบเดิมๆ จึงทำให้เขาได้รับคำตอบเดิมๆ ทุกครั้งที่คิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากเรื่องของการศึกษาหรือเรื่องชีวิต ถ้าคิดในกรอบเดิมแต่มุมผิดก็อาจจะทำให้เราสูญเสียเยาวชนของชาติไปได้ การโค้ช…จึงเป็นศาสตร์ที่สำคัญอย่างมาก พระพุทธองค์ทรงใช้การเผยแพร่ธรรมกับพระภิกษุหลายรูปด้วยวิธีการลักษณะนี้ คือ การแลกเปลี่ยนแนวคิดและทำให้เขาคิดออกเองได้ด้วยปัญญาของเขา บางครั้งการตั้งคำถามที่เป็นคำถามง่ายๆ แต่สามารถได้รับคำตอบอันทรงพลัง เป็นคำตอบที่มาจากปัญญาของเขาเองโดยแท้”

อาจารย์สถาวรทุ่มเทและหางานวิจัยจากทั่วโลกมาอ่านเสมอ เพื่อนำเอามาพัฒนาคุณภาพในด้านการศึกษาของเด็กไทย ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า “ในสหรัฐอเมริกา เขาวัดเด็กนักศึกษาว่าหัวดีหรือหัวอ่อนกันที่หลักคิดและจินตนาการ ไม่ได้วัดกันจากเศษตัวเลขค่าเฉลี่ยใดๆ ทั้งสิ้น”

ถ้าถามกันว่าเราจะทำอย่างไรให้เด็กไทยหลุดกรอบจากปัญหาไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว เรื่องของการศึกษา เพื่อไม่ให้ไปพึ่งพายาเสพติด หรือไปทำในสิ่งที่ไม่ดีงามต่อสังคม คำตอบที่ได้ คือ การโค้ชชิ่ง จะช่วยนักศึกษาได้อย่างมาก เพราะทุกคำถามที่โค้ชถามไปนั้น จะได้รับคำตอบที่มาจากสติปัญญาของนักศึกษาเอง เมื่อเขาคิดได้เอง เขาก็จะรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้ถูกบังคับให้ทำแต่อย่างใด และนั่นเองจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เหมือนคนที่เกาได้ถูกที่คัน

“อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน นี่เป็นหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนไว้ เพราะ ทุกๆ เรื่องราวไม่มีใครทราบไปได้ดีกว่าเจ้าตัวของเขาเอง ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหาต้องให้เจ้าตัวคิดออกด้วยตัวของเขาเอง นั่นแลจึงเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

ตามแนวคิดนักธรรมอย่างผม เชื่อเหลือเกินว่า ศาสตร์แห่งการโค้ช เป็นเหมือนศิลปะแขนงหนึ่ง ที่สามารถผสานกับข้อธรรมต่างๆ ได้อย่างงดงาม ยังสามารถหยิบยกไปเป็นตัวอย่างเพื่อแชร์เป็นประสบการณ์ให้กับนักศึกษาที่มารับการโค้ชได้ลองสังเกต วิเคราะห์ พิจารณาได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

ผมจึงได้กล่าวมาแต่ต้นแล้วว่า การโค้ช เป็นเหมือนศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ใช้ควบคู่กับหลักธรรม ปรัชญาได้อย่างลงตัว บุคคลในโลกนี้อีกท่านหนึ่งที่สอนธรรมโดยใช้วิธีการโค้ชได้อย่างยอดเยี่ยมเลย ก็คือ องค์ทะไลลามะ พระองค์เคยตรัสว่า

“การสอนธรรม เป็นเหมือนการช่วยให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้นและการเข้าใจชีวิตจะมากหรือน้อย มันก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของเขาเอง ปัญหาคือเราจะทำอย่างไรให้ปัญญาของเขาเกิดได้อย่างฉับพลัน ในทางพระพุทธศาสนา มหายาน วัชระยานของทิเบต เรามีการปุจฉา วิสัชนา เป็นการถามแล้วให้ตอบ และต้องตอบแบบรวดเร็วด้วย เพราะทุกคำตอบนั้นจะแสดงออกถึงปัญญาของเขาผู้นั้น และเราไม่ได้ดูที่เรื่องของคำตอบที่ผิดหรือถูก แต่เราดูเรื่องของปัญญาและเจตนามากกว่า”

สมัยนี้ตามมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยกย่องว่ามีมาตรฐาน มักจะนิยมอบรมคณะครูอาจารย์ในเรื่องของศาสตร์การโค้ชควบคู่กับหลักปรัชญาของการใช้ชีวิต เพื่อเป็นการช่วยกันปลูกฝังจิตวิญญาณที่ดีและสร้างแนวคิดต่างๆ แม้บางครั้งแนวคิดจะนอกกรอบแต่งดงามตามครรลอง เพื่อให้เด็กและเยาวชน นักศึกษาเติบโตไปอย่างมีคุณธรรมอย่างแท้จริง

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/440931

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

จะทำอย่างไรให้เรื่องธรรมกายยุติในเขตปกครอง?

วันนี้ (30 มิ.ย. 2559) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 14/2559 โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นประธานการประชุม และมี พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการ มส. เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ ผู้อำนวยการ พศ.ได้เสนอขอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกายต่อที่ประชุม มส. ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม สมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก พศ. เปิดเผยว่า พศ.ได้นำปัญหาวัดพระธรรมกายมาขอหารือต่อที่ประชุม เพื่อขอความเห็นในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ประชุม มส.ได้เห็นชอบให้เจ้าคณะปกครองทุกระดับยึดมติ มส.ครั้งที่ 4/2544 มติที่ 65 ที่ระบุว่า เพื่อให้การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ มส.และระเบียบ มส. เสนอให้เจ้าคณะใหญ่ทุกหน ปฏิบัติพร้อมกับเจ้าคณะทุกระดับทุกกรณี ให้เป็นที่ยุติในเขตปกครองแต่ละหน ซึ่งหมายความว่า เรื่องวัดพระธรรมกายต้องให้เจ้าคณะปกครองทุกระดับ คือ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค แก้ไขปัญหาให้เกิดข้อยุติในเขตปกครองนั้นๆ

ตามมตินี้ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) และตามสายงานบังคับบัญชา จากบนลงล่าง ได้แก่ พระราชวิสุทธิเวที (สายชล) เจ้าคณะภาค 1 พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินฺธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระครูมงคลกิจจาภิรักษ์ เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง และพระครูพิพัฒน์ปัญญาวุธ เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยตรง ต้องแสดงพลังเพื่อให้เรื่องยุติแค่วัดพิชยญาติการาม ซึ่งคงไม่ใช่ปัญหาหนักอกอะไร ถ้าเป็นเรื่องของสงฆ์ แต่มันหนักอกเมื่อไปยุ่งขิงกับ DSI

ถ้าเป็นเรื่องของสงฆ์เพียวๆ ก็ง่าย เพราะเป็นเรื่องการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามที่กฎ มส. ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) กฎ มส.ฉบับที่ 28 (พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติมกฎ มส.ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541)) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ 6 ชั้น 12 ตำแหน่ง วางเป็นแนวทางไว้แล้ว

แต่เมื่อพระธัมมชโยแห่งวัดพระธรรมกาย ตกเป็นผู้ต้องหา ร่วมฟอกเงิน และรับของโจร เป็นคดีอาญา คณะสงฆ์จะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้กฎหมายบ้านเมืองมีอำนาจบังคับ และพระธรรมวินัยมีความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้ท้าทายสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ และคณะมาก

 

เรื่องพระธัมมชโย มิใช่เรื่องใหม่ ในอดีต เมื่อ พ.ศ. 2542 พระธัมมชโยเคยถูกฟ้องในคดีอาญา ตอนนั้น ไพบูลย์ เสียงก้อง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการศาสนา ได้มีหนังสือ ถึงเจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง (พระครูปทุมกิจโกศล) ให้พิจารณาสั่งพักพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ธัมมชโย) จากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในระหว่างดำเนินคดีอาญา เพราะถ้าอยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสอาจกระทบต่อการดำเนินกิจการของวัดพระธรรมกายได้ แต่พระครูปทุมกิจโกศล ไม่ทำตาม ผลที่ตามมาเจ้าคณะเหนือขึ้นไปสั่งปลดพระครูปทุมกิจโกศล ฐานหย่อนความสามารถ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2542 และแต่งตั้ง พระปริยัติวโรปการ วัดเขียนเขต ให้เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะตำบล ซึ่งท่านสามารถสนองตอบระดับบนได้ โดยมีคำสั่งวันที่ 8 ธ.ค. 2542 ให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ (เจ้าอาวาส) ในกรณีพระสังฆาธิการถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา

พระปริยัติวโรปการ คือ พระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี รูปปัจจุบัน ที่เคยร่วมคณะเจรจากับ DSI และ พศ. เพื่อหาข้อสรุปพระธัมมชโย ได้ประกาศเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2559 ว่าคณะเจรจาขอวางมือ เนื่องจาก DSI ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดไปแล้ว เรื่องจึงไม่เกี่ยวกับทางสงฆ์ แต่เป็นการกล่าวโทษของฝ่ายบ้านเมือง

นับแต่นี้ จึงต้องคอยเอาใจช่วยคณะสงฆ์อีกครั้งว่าจะหาทางออกอย่างไรในกรณีนี้ เพราะ มส.ว่าให้เรื่องยุติในระดับหนกลาง ไม่ต้องส่งมาให้ มส.พิจารณา นอกจากให้รับทราบ

 

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/440930

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

โดย…อาจารย์ชวินท์ chavintapoti@gmail.com

สนามพระคลองเตยโพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.เริ่มด้วยสิ่งดีๆ จาก ปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์ หันทะ ทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, วะยะธัมมา สังขารา, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ. “ภิกขุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

พระเครื่องชุดแรก ที่นำมาให้ชมเป็นพระชุดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จากแฟนทางบ้าน เป็นพระที่ไม่เคยออกสู่ตลาด ผิวดูง่าย มีให้ชมทั้งสองพิมพ์ คือ เหรียญหล่อจอบใหญ่ และเหรียญหล่อจอบเล็กแข้งตรง ทั้งสองพิมพ์จากอายุการสร้างถึงวันนี้ประมาณ 100 ปี เป็นพระของ เสี่ยปอม ทวีวัฒนา ครับ

องค์ที่ 2 พระปิดตาหลวงปู่ภู่ พิมพ์พ่อแก้วเนื้อคลุกรัก วัดนอก จ.ชลบุรี เป็น 1 ใน 5 เสือพระปิดตาเมืองชลบุรี องค์นี้เป็นพระของคุณธรรมรัสมิ์ พุทธมาลีเกษม แฟนทางบ้าน ราคาเช่าหาปัจจุบันอยู่ที่แสนต้นถึงกลาง หลวงปู่ภู่ท่านเก่งทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด อีกทั้งทางด้านกระสุนด้าน และเวลาท่านเดินเหมือนกับลอยไปเท้าไม่ติดพื้น พระที่ท่านสร้างไว้ในราวปี พ.ศ. 2430-2440 เนื่องจากหลวงปู่ภู่ท่านมรณภาพประมาณปี พ.ศ. 2441

 

พระของท่านเท่าที่พบเป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก และเนื้อผงจุ่มรัก มีทั้งพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ ด้านหลังจะมีอักขระตัว เฑาะว์ หรือไม่ก็เป็นตัว อุ ทับทม พระปิดตาของหลวงปู่ภู่สังเกตง่ายๆ ก็คือ องค์พระจะประทับนั่งขาซ้ายทับขาขวา ซึ่งต่างจากพระปิดตาของหลวงพ่อองค์อื่นๆ ใน จ.ชลบุรี

องค์ต่อมาเป็นพระดี ราคาเล่นหาไม่แพง พิธีดีมากครับ คือ พระนางพญา พิมพ์ใหญ่ เข่าโค้งและพิมพ์เล็ก สังฆาฏิ หลังยันต์ดวง ปี 2514 วัดนางพญา จ.พิษณุโลก ตามประวัติการสร้างเป็นพระนางพญาที่ถอดพิมพ์และผสมผงเก่าจากนางพญากรุ โดยได้อัญเชิญพระฤกษ์พระราชทานประดิษฐานหลังพระนางพญารุ่นนี้ทุกองค์ (มีหลังบางองค์ไม่มียันต์ดวง) ปั้นกดด้วยมือและใช้ใบเลื่อยตัดออกทีละองค์ๆ

สันนิษฐานว่า สร้างจำนวน 84,000 องค์ ในขณะนั้นให้บูชาองค์ละ 5 บาท 10 บาท สำหรับผู้ร่วมทำบุญสร้าง

 

ในวงการให้การยอมรับใช้แทนชุดนางพญาเบญจภาคีได้ มีมวลสารพระนางพญาที่แตกหักชำรุดผสมอยู่ เสมือนพระสมเด็จบางขุนพรหมปี 09 ที่มีผงเก่ามาผสมเช่นกัน เป็นพระที่น่าใช้ ราคาไม่แพง ครูบาอาจารย์ที่มาร่วมพิธีอธิษฐานจิตมหาพุทธา ภิเษก เช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม อาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร หลวงพ่อทบ วัดชนแดน หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นต้น

จากกันวันนี้ด้วยพุทธวจนะอีกครา “สิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา, สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมดับไปเป็นธรรมดา” พบกันฉบับหน้า สวัสดีครับ

 

นิราศหนองคาย คนเขียนถูกเฆี่ยน และติดคุก ต้นฉบับถูกเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/439607

นิราศหนองคาย คนเขียนถูกเฆี่ยน และติดคุก ต้นฉบับถูกเผา

โดย…ส.สต

ตามหัวเรื่องดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2421 สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้แต่งนิราศหนองคายคือหลวงพัฒนพงศ์ภักดี หรือบรรดาศักดิ์ในขณะนั้นคือขุนพิพิธภักดี ชื่อเดิม ทิม สุขยางค์ ได้แต่งขึ้น ขณะที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง) ที่โปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. 2418 และกลายเป็นเรื่องดังเมื่อมีการพิมพ์นิราศฉบับดังกล่าวออกจำหน่าย และเผยแพร่ใน พ.ศ. 2421 แต่รัชกาลที่ 5 ไม่โปรดฯ ทรงรับสั่งให้เก็บเผาทำลายทั้งต้นฉบับ และที่พิมพ์เผยแพร่  อย่าให้ติดเปนแบบอย่างอยู่ในแผ่นดินสืบไป  พร้อมทรงลงพระราชอาญาเฆี่ยนขุนพิพิธภักดี 50 ที และให้จำคุก 8 เดือน

ส่วนฉบับที่มีให้อ่านกันในขณะนี้ เพราะพระปรีชาญาณของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสั่งให้คัดลอกเก็บไว้ที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2459 (หลังรัชกาลที่ 5 สวรรคต แปลว่าต้นฉบับถูกเก็บไม่หมด)

ผู้เขียนยกเรื่องนี้มาเล่า สืบเนื่องมาจากวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระประทีปแห่งประวัติศาสตร์ไทย เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2559  ณ ห้องประชุมหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมการอ่าน เนื่องด้วยสมเด็จฯ ท่านเป็นนักคิดนักเขียน และนักค้นคว้า ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงประพันธ์เรื่องต่างๆ ไว้ไม่น้อยกว่า 1,050 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วรรณคดี โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม ในโอกาสนี้ สำนักหอสมุดฯ ได้เชิญรองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต วิงวอน มาบรรยายเรื่องประทีปด้านภาษา และวรรณกรรม ซึ่งท่านอาจารย์บรรยายผลงานที่สมเด็จฯ ท่านทรงไว้หลายเรื่องหลายประการในเวลาที่จำกัด 2 ชั่วโมง เต็มไปด้วยประเด็นน่าสนใจทั้งสิ้น ไม่ว่าภาษา โบราณคดี วรรณคดี วัฒนธรรม ประเพณี แม้กระทั่งมาตรฐานการเขียนประะวัติบุคคลที่ใช้พิมพ์ในงานศพ หรือประวัติศาสตร์ เช่นหนังสือไทยรบพม่า นั้น ท่านได้ค้นคว้าหาข้อมูล คล้ายกับงานวิจัยสมัยนี้ เพราะอ้างอิงจากพงศาวดารภาษาไทย จดหมายเหตุไทย บันทึกของฝั่งเช่น Jeremais van Vliet (จดหมายเหตุ วันวลิต) ต่อมาเมื่อมีข้อมูลใหม่ ก็แก้ไขหากมีการคลาดเคลื่อน

ที่น่าทึ่ง แสดงถึงพระปรีชาญาณที่มองการณ์ไกล ของสมเด็จฯ ที่ทรงสั่งเมื่่อ พ.ศ. 2459 ให้คัดลอกหนังสือนิราศหนองคาย ที่แต่งโดยหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) มาเก็บไว้ที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร จึงทำให้สามารถรักษานิราศประวัติศาสตร์นี้ แม้ว่าในกาลต่อมาจะมีการดัดแปลงถ้อยคำ ก็ดำเนินการโดยนักปราชญ์กรมศิลปากร นับตั้งแต่อธิบดี ถึงนักอักษรศาสตร์ลือนามเช่นอาจารย์ หรีด เรืองฤทธิ์ เป็นต้น ดังที่ บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์  กรมศิลปากร เรียบเรียงไว้ ในคำชี้แจงการตรวจสอบต้นฉบับ นิราศหนองคาย ว่า นิราศหนองคาย เมื่อพิมพ์โดยโรงพิมพ์หมอสมิธ พ.ศ. 2421 เพื่อจำหน่ายนั้น เป็นหนังสือที่ถูกสั่งให้เผาทำลาย ผู้ประพันธ์ถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยนและจำขังคุก  เนื่องจากเนื้อหาหนังสือบางส่วนในนิราศหนองคาย กล่าวพาดพิง กระทบกระเทือนทำให้ผู้อื่นเสียหาย  ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 5 ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก 1240 ดังนี้

ข่าวส่งอ้ายทิมไว้ ณ คุก.0. ณ วันศุกร์ เดือนเก้า ขึ้นสิบแปดค่ำ ปีขาน สัมฤทธิศก ศักราช 1240 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสดจประทับพระที่นั่งบรมราชสฐิตมโหฬาร มีพระบรมราชโองการมารบัณฑรสุรสิงหนาท ดำรังสั่งพระยามมหามนตรีศรีองครักษ เจ้ากรมพระตำรวจในขวา ให้เอาตัวอ้ายทิม ขุนพิพิธภักดี ในกรมพระสรัศวดี เป็นคนคิดนิราศหนองคาย ถ้อยคำฟุ้งซ่านรานระเหลือเกินมากนัก ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน 50 จำคุกไว้ และหนังสือนิราศหนองคายที่พิมพ์เยบเป็นเล่มไว้นั้น ใครได้ซื้อมาอ่านมาฟัง ให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เกบเอามาเผาไฟเสียให้สิ้น อย่าให้มีเปนแบบฉบับเหลืออยู่ได้ พระยามหามนตรีศรีองครักษ รับพระบรมราชโองการ นำเอาตัวอ้ายทิม ขุนพิพิธภักดี ลงพระราชอาญาเฆี่ยน 50 ทีส่งหลวงพัศดีกลางจำขังคุกไว้ (จำคุก 8 เดือน)

นิราศเล่มนี้มีประวัติการคัดลอก และการจัดพิมพ์ โดยจำแนกเป็นฉบับต่างๆ ได้ถึง 6 ฉบับ ซึ่งฉบับที่พิมพ์ พ.ศ. 2559 โดยกรมศิลปากรเป็นฉบับล่าสุด ซึ่งกรมศิลปากรออกตัวว่า ฉบับพิมพ์พุทธศักราช 2559 นี้ อาจมิใช่ฉบับสมบูรณ์ที่สุดเพราะไม่สามารถตรวจสอบกับต้นฉบับสมุดไทยได้ ประกอบกับตอนปลายของเรื่องที่คัดลอกจากสมุดไทยเล่ม 3 (ตอนปลาย) และสมุดไทยเล่ม 4 ซึ่ง หรีด เรืองฤทธิ์ เป็นผู้คัดลอกไม่อาจทราบได้ว่ามีการตรวจ คัด ตัดตอน หรือไม่อย่างไร นิราศหนองคาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา สืบค้นกันต่อไป เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาวรรณคดี และประวัติศาสตร์ของชาติ

เพื่อให้ได้อรรถรส นิราศหนองคาย จึงคัดลอกให้อ่านเป็นกระษัย ดังนี้

แลท่านทำแหวนเพชรสิบเอ็ดวง หวังใจจงแจกจ่ายนายทหาร ที่ไม่ย่อหย่อนเข้ารอนราญ ใครทำการศึกสำเร็จบำเหน็จมือ แต่อย่างไรก็ไม่ได้รบเป็นแน่ เพาะท้อแท้ไม่อยากไปหมีใช่หฤา แต่ทำแหวนเพชรไปให้เขาฤา พอเสร้จทัพกลับใส่มือนางละคร ไม่ต้องเสียแหวนเพชรสักเม็ดเดียว ทำกราวเกรียวพอให้ชื่อลือกระฉ่อน แต่ขี้ขลาดท่านยังอาจมาทำกลอน หวังจะอวดราษฎรให้เลื่องลือ ทั้งเสื้อผ้าสารพัดท่านจัดครบ ถ้าใครรบจริงใจไม่วิ่งตื้อ เข้าตีข้าศึกแยกให้แตกฮือ จดเอาชื่อแล้วจะได้ให้รางวัล

ประวัติหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์)

ทิม (สุขยางค์) เกิดในรัชกาลที่ 3 เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือน 2 ขึ้น 11 ค่ำ ปีมะแมนพศก จุลศักราช 1209 พ.ศ. 2390 ตระกูลเป็นพ่อค้า จอดแพอยู่หน้าวัดราชบุรณะในกรุงเทพฯ บิดาฝากตัวอยู่กับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง แต่ยังเป็นพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ เมื่อในรัชกาลที่ 4 ทิมบวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดราชบุรณะ 3 พรรษา ได้ศึกษากระบวนหนังสือไทยในเวลาเมื่อบวช ครั้นปีมะเมียโทศก พ.ศ. 2413 ในรัชกาลที่ 5 ทิมลาสิกขาบท มาเป็นทนายอยู่กับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงเมื่อเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงใช้สอยชอบใจจึงใช้เป็นคนใกล้ชิดติดตัวมาแต่ครั้งนั้น ครั้นถึงปีกุนสัปตศก พ.ศ. 2418 เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงได้เป็นแม่ทัพคุมกองทัพกรุงเทพฯ ทัพ 1 ซึ่งจะยกไปรบฮ่อที่เมือหนองคาย เอาทิมเป็นทนายไปด้วย

ภรรยาชื่อเสงี่ยม มีบุตรชาย 2 คน ล้วนแต่เป็นอภิชาตบุตร คนแรกชื่อสรรเสริญ เรียนจบวิชายันตรศาสตร์ ในเมืองอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา รับราชการตำแหน่งเจ้ากรมทาง อยู่ในกระทรวงคมนาคม มีบรรดาศักดิ์ที่พระผดุงสาครศาสตร์  บุตรอีกคนชื่อสาโรช กำลังเรียนที่ประเทศอังกฤษ ( พ.ศ. 2459)

หลวงพัฒนพงศ์ภักดี ถึงแก่กรรม วันที่ 4 ต.ค. 2458 อายุ 68 ปี

 

พระประจำพระชนมพรรษา 7 รอบพระบรมราชินีนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/439566

พระประจำพระชนมพรรษา 7 รอบพระบรมราชินีนาถ

โดย…ส.สต

รัฐบาลจัดสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ 12 ส.ค. 2559  พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย  สาขากระทรวงการคลัง ชื่อบัญชี “สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” เลขที่บัญชี 068-0-17120-7

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งที่ 1/2559 ณ ตึกสันติไมตรี ซึ่งมีสาระสำคัญคือ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำพระพรรษาฯ  โดยมีคณะกรรมการอำนวยการฯ ประกอบด้วย คณะที่ปรึกษาที่เป็นพระเถระ 19 รูป ล้วนแต่ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานที่ปรึกษา

ส่วนคณะกรรมการอำนวยการฯ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีทุกท่าน เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทุกท่าน เป็นกรรมการ

และมีคณะกรรมการอำนวยการอื่นๆ ได้แก่ เลขาธิการสำนักพระราชวัง, ราชเลขาธิการ, รองราชเลขาธิการ (ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ), ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์), เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงต่างๆ 20 กระทรวง, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารเหล่าทัพ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมี พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

พร้อมแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานฝ่ายต่างๆ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร

สำหรับลักษณะพระพุทธรูป ซึ่งออกแบบโดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เป็นพระพุทธรูปปางลีลา ซึ่งจะจัดสร้างด้วยเนื้อทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีความสูง 38 เซนติเมตร ใช้ทองคำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม แท่นฐาน 8 เหลี่ยม สร้างด้วยทองคำขาว น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม

พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปที่จัดสร้างถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 แต่แตกต่างกันตรงที่พระพุทธรูปที่จัดสร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยกพระหัตถ์ขวา

พระพุทธรูปนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “พระสัมพุทธโคดม สิริกิตบรมราชินีนาถจตุราสีติวรรษมงคล”  ซึ่งมีความหมายว่า “พระสัมพุทธโคดม องค์เป็นมงคลสร้างเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา”

ตอนท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานงานวัดต่างๆ ทั่วประเทศจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิ.ย. 2559 และถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559

ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกันทุกวัน ตลอดปี 2559