สกู๊ปพิเศษ : เนรมิตหนังไทย เอาใจสาวกเรโทร ‘Deadstock รักเก่าเก่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/205586

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เดินเครื่องถ่ายทำกันแล้ว สำหรับหนังไทยเรื่อง “Deadstock รักเก่าเก่า” ผลงานการปลุกปั้นของ ค่ายน้องใหม่ “ฟิล์ม ฟอร์ ฟัน”
กับการรวมตัวของทีมงานมือเก๋า ที่ต้องการพาผู้ชมร่วมค้นหาคำตอบว่า “ความรักต้องเก่าแค่ไหน…ถึงมีราคา”

หนังนำแสดงโดย “เนตั้น” แดนอรุณ รามณรงค์ ประกบคู่นางเอกใหม่ “น้องเล็ก” วสุ ปลื้มสกุลไทย ร่วมด้วย ชีวาลาภิณตั้งสุทธิ ผู้ชายที่หลงใหลความคลาสสิกของของเก่า เจ้าของรายการ ชีวา คลาสสิก อันโด่งดังในกลุ่มนักสะสมของเก่า, แจ๊ป เดอะ ริชแมนทอย, ฮิวโก้-จุลจักร, โจ๊ก-อัครินทร์, เต๋า-สมชาย, แจ๊ส ชวนชื่น, ลูกเกด-เมทินี กำกับภาพยนตร์โดย ศารศาสตร์ รมยานนท์  ผู้กำกับมิวสิกวีดีโอรุ่นเก๋าที่อยากทำหนังในแบบฉบับของตัวเอง ส่วนของบทภาพยนตร์ได้ ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ รับหน้าที่เขียน และกำกับภาพโดย สมคิด พุกพงษ์

Deadstock รักเก่าเก่า กำหนดแนวไว้ที่ Fashion Gangster กับเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับสิ่งของจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้  โละ (เนตั้น) เด็กชายจับของขายในตลาดมืดยุค 90’s ดิ้นรนเพื่อการยอมรับในสังคม จนได้ก้าวไปสู่วงการนักค้าของทุกชนิด แต่เมื่อโละมีความรัก ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไป โดยหนังมีกำหนดเข้าฉายเดือนมิถุนายนนี้

เจอกันวันก่อนที่งานแถลงข่าวเปิดตัวหนัง “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” เลยขอตรงเข้าไปฟัง ความในใจของ พระเอก-นางเอก กันสักหน่อย

“เนตั้น” แดนอรุณ รามณรงค์ ที่หลายคนรู้จักว่าเป็นหลานอาของ “ธัญญ่า” ธัญญาเรศ  เริ่มเข้าวงการจากละคร“บ่วงบาป” และตามด้วยงานหนังเรื่องแรก “อัลเทอร์มาจีบ” พอมาถึงเรื่องนี้ “เนตั้น” เปลี่ยนลุคไปเป็นคนละคน กับทรงผมยาว ในมาดของ หนุ่มเซอร์

“เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ชอบไว้ผมยาวอยู่แล้วครับ แต่หลายคนมองว่ารกรุงรัง ไม่เข้ากับหน้า ผมก็เชื่อ กลัวจะเหมือนโจร (หัวเราะ) แต่พอผมเข้าคณะสถาปัตย์ ถึงเราไม่ได้ตั้งใจไว้ผมยาว แต่เพราะการเรียน ที่ต้องทำงานส่งอาจารย์ตลอด กลายเป็นเราไม่มีเวลาไปตัดเอง แล้วพอผมยาวเลยช่วงไหล่มาแล้ว ผมรู้ว่าเป็นลุคอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้ดูโทรม แต่สามารถทำให้ดูดีได้ หากว่าเราดูแลผม ดูแลลุคตัวเอง


แสดงว่าชอบกับลุคนี้มาก?

ลุคผมในเรื่องนี้ ธรรมชาติที่สุดแล้วครับ
แม้จะเป็นทรงขัดใจพ่อแม่นิดหนึ่ง?

ไม่นิดนะครับ พูดทุกวัน คือตอนนี้ผม ผมยาวกว่าแม่แล้วครับ(หัวเราะ)”
ฟีดแบ๊กจากงานแสดงที่ผ่านมา

“ค่อนข้างจะโอเคครับ แต่ยังมีความเป็นเด็กนอก ในเรื่องของการพูด คือพูดเหมือนครึ่งคำ ครูสอนการแสดงแนะนำว่าเรื่องการแสดงสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ ถ้านิ่ง(หัวเราะ) คือผมเป็นคนเอเนอร์จี้สูงครับ  เลยต้องมีท่อระบาย แทนที่เราจะระบายออกทางร่างกาย เราก็เอาเอเนอร์จี้นี้ไประบายทางจิต เช่น ฟีลลิ่ง คือแทนที่จะเล่นร่างกายเต็มร้อย เราก็พยายามบาลานซ์อินเนอร์ระหว่างร่างกายกับอารมณ์”
เจอกันคราวนี้พูดไทยชัดขึ้นเยอะ?

“พอผมเข้ามหา’ลัย ตอนนี้กำลังจะขึ้นปี 3 สถาปัตย์ ด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่เอแบค ผมต้องเถียงกับอาจารย์(หัวเราะ) ผมเรียกว่าเถียงเลยครับ เพราะอ้อนไม่ได้ ก็เริ่มเถียง เลยทำให้พูดคล่องขึ้น”
เป็นพระเอกเต็มตัว ประกบคู่นางเอกใหม่?

“สนุกกับงานครับ เมื่อก่อนผมไม่รู้จะทำอะไร แต่พอมาอยู่ในตำแหน่งนี้ เหมือนขึ้นอยู่กับผม กลายเป็นว่าเราต้องส่งให้คนอื่นด้วย เป็นประสบการณ์ใหม่ อย่างเวลาเข้าบทกับพี่ชีวา ผมเหมือนได้เห็นเขาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนกับ เล็ก นางเอก วันแรกที่เข้าฉากด้วยกัน รู้สึกเลยว่าเขายังทำอะไรไม่ถูก แต่ผมก็พยายามคุยกับเขา ทำความรู้จักกัน เพื่อที่จะได้เข้าฉากกันง่ายขึ้นครับ”
ด้านนางเอก “น้องเล็ก” วสุ ปลื้มสกุลไทย ที่ถูกจิ้มให้มารับบทนี้โดยเฉพาะ บอกว่า

“แปลกใจมากค่ะที่ถูกเลือกตัวมา ตอนแรกพี่เขาบอกบทน้อยมาก คือเป็นอารมณ์ผู้หญิงซ่า ก๋ากั่น เราก็คิด จะดีเหรอ
เล็กไม่ใช่เป็นคนอย่างนั้นนะ แต่ถามว่ามีมุมแบบนั้นไหม ก็มีบ้างตามสไตล์ผู้หญิงค่ะ แล้วแทบจะไม่ได้ไปออดิชั่นเลย คือพี่เขา
ดูจากรูป แล้วเขาก็เรียกตัวไปคุย ไม่มีแคสบท พอรู้ว่าได้เล่น
ก็ดีใจค่ะ”
ทั้งที่เพิ่งเซ็นสัญญาจะไปเดินแบบที่ฮ่องกง?

“ใช่ค่ะ เพิ่งเซ็นสัญญาไป ก่อนที่จะได้เล่น พอเขามาเล่าโปรเจกท์ ว่ามีนักแสดงรุ่นใหญ่เยอะมาก แล้วเล็กไม่เคยเล่นภาพยนตร์เลย เราก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสของเรา ที่เราอยากจะลองดู เล็กก็ต้องไปขออนุญาตทางฮ่องกง ว่าขอเลื่อนงานเดินแบบไปก่อนได้ไหม ทางฮ่องกงเขาโอเคมากค่ะ เขาบอกถ่ายหนังไปให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปฮ่องกงก็ได้ เพราะเราเซ็นช่วงสั้นแค่ 3 เดือน แล้วถ้าเราอยากอยู่ต่อ ค่อยเซ็นเพิ่มค่ะ”


ก้าวเข้าวงการจากงานเดินแบบ?

“เล็กเริ่มจากนางแบบ แล้วค่อยมีงานอื่นๆเข้ามา อย่างภาพยนตร์โฆษณา และก็มิวสิกวีดีโอเพลง รักคำโตๆ”
เรียนมาทางด้านนี้?

“(หัวเราะ) เปล่าเลยค่ะ คนละสายเลย เล็กจบนิติศาสตร์ เอแบคค่ะ เล็กยังแปลกใจตัวเอง เรามาถึงวันนี้ได้ยังไง คือจริงๆที่บ้านไม่ได้บังคับ เขาถามแค่ว่าจะเรียน BBA หรือว่า กฎหมาย เราก็เลือกทางกฎหมาย เพราะอย่างน้อยเป็นวิชาชีพที่เราอาจได้นำมาใช้ในอนาคตค่ะ”
กับบทนางเอกภาพยนตร์ครั้งแรก?

“เริ่มถ่ายทำมาระยะหนึ่งแล้วค่ะ เล็กเข้าฉากกับใคร ก็เกร็งหมดเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่บทเล็กจะไม่ค่อยเยอะมาก จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะอยู่กับ เนตั้น (พระเอก) เป็นส่วนใหญ่ ถ้าให้คะแนนตัวเองคงประมาณ 80% มั้งคะ คือจริงๆ เล็กทำเต็มร้อยทุกอย่าง แต่อยากเผื่อไว้ให้คนดูช่วยตัดสินค่ะ ส่วนของซีนความรัก เป็นอะไรที่ร้อนแรง และรวดเร็วมากๆ ทุกคนจะงงว่าแบบไหน ต้องลองไป
ติดตามชมกันค่ะ ที่สำคัญคือภาพสวยมาก เล็กอยากให้ชมกัน เพราะอารมณ์หนังจะเน้นที่แฟชั่น คอสตูมจะแน่น เลิฟซีนสวยงาม”


ฝั่งผู้รับผิดชอบเรื่องของเพลงประกอบ วงเดอะ ริชแมนทอยส่วนตัวแทน แจ๊ป เดอะ ริชแมนทอย มาร่วมแสดงด้วย

“วงเดอะ ริชแมนทอย ดูแลตั้งแต่เนื้อเพลง เมโลดี้ จนถึงขั้นเรียบเรียงครับ คือผมสนิทกับพี่ชีวาอยู่แล้ว ก็เลยเหมือนเป็นโจทย์
ที่ไม่ใช่โจทย์ เพราะเราคุยเรื่องหนังกันมาตั้งแต่ต้น  พอเขาบอกอยากให้ริชแมนทอย ทำเพลง เราก็รู้สึกว่าน่าจะมาจากเรื่องราว
บางอย่างที่พี่ชีวาเขาชอบพูดเกี่ยวกับหนัง ผมเลยยกมาอันหนึ่งที่เขาบอกว่า “ของเก่า มันต้องรอเวลา ถึงจะมีมูลค่า แต่ว่าความรักมันรอไม่ได้ มันต้องรักเดี๋ยวนี้เลย” ผมเลยเอาตรงนี้มาเป็นกิมมิกเพลงเหมือนเป็นท่อนฮุค สไตล์เพลงก็จะมีความเป็นร็อก แนวของริชแมนทอย สนุกร่าเริง ชื่อเพลง รักเก่าๆ (ราคาเท่าไหร่)”
หายจากงานเพลงไปร่วมปี?

“ห่างจากซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ร่วมปีแล้วครับ ปีนี้คิดกันว่าอยากจะทำอัลบั้ม เพลงนี้ก็เป็นเพลงหนึ่งที่เป็นการเปิดหัวว่าอัลบั้มหน้า น่าจะไปในทิศทางไหน”
ยอมรับงานแสดงเป็นครั้งแรก?

“มีเยอะมาก ที่ติดต่อมาให้แสดง แต่ผมมองว่าผมเป็นนักร้องดีกว่า เพราะผมไม่สันทัดทางด้านแสดง แต่เรื่องนี้เหมือนเป็นการรับเชิญเล็กๆ น้อยๆ แล้วพี่ชีวาก็เป็นพี่น้องกันด้วย เลยลองดูครับ กับบทของ เจ๋ง นักดนตรีเล่นในผับ เป็นเพื่อน โละ (พระเอก) คือเราเรียนซ้ำชั้นเป็นเด็กโข่ง เลยได้รู้จักกับพระเอกเนื้อหามีกิมมิกที่พี่ชีวาเขียนบทได้อย่างน่าสนใจมากครับ”

ได้ชมตัวอย่างในงานวันแถลง ยอมรับว่าภาพสวยโดดเด่น ส่วนเรื่องของเนื้อหาต้องรอดูทั้งเรื่องก่อนลงความเห็น แต่ที่เด่นอีกอย่างคือดาราดังระดับประเทศพาเหรดกันมาร่วมรับเชิญเพียบ!!

สกู๊ปพิเศษ : ตามหาดินแดนในฝันของเหล่า ซุป’ตาร์ ‘ครั้งหนึ่งฉันจะต้องไปเหยียบที่นั่นให้ได้!!’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/204524

วันจันทร์ ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ป้าไก่ , กิ๊ฟ สิรินาถ , ชาช่า มัจฉา

ยุคนี้จะเดินทางไปไหนก็สะดวกสบาย ยิ่งวันหยุดยาวมีให้เลือกมากมายในแต่ละปี ว่าแต่ “คนมายา” ที่เวลาไม่ค่อยมี เขามีที่ไหนบ้างนะ!? ที่เฝ้ารอจะไป แต่ยังไม่มีโอกาสสักกะที!?

ทีม เดอะวอยซ์ ซีซั่น 4 นำโดย “ป้าไก่” อัญชุลีอร บัวแก้ว บอกถึงสถานที่ในฝันที่ยังไม่เคยไปว่า “อยากไปเที่ยวธรรมชาติ ไปที่ไหนก็ได้แต่ขอให้เป็นในประเทศไทยค่ะ เพราะแค่ในไทยก็ยังเที่ยวไม่หมดเลย”

“นุ๊ก” สมัชญ์ เนียมสะอาด จากทีม “โค้ชคิ้ม” บอกว่า “ผมอยากไปเที่ยวภาคเหนือครับ ชีวิตอยู่แต่ปักษ์ใต้ อยากไปเห็นว่าคนดอยเขาอยู่กันยังไง อยากไปสัมผัสความหนาวบนยอดเขา ว่าสวยแค่ไหน”

เช่นเดียวกับ “เดย์” พงศ์ธร ปทุมานนท์ จากทีม “โค้ชสิงโต” “ผมอยากขึ้นดอยเหมือนกันครับ อยากไปเห็นป่าเห็นเขา เห็นทะเลหมอกกับเขาบ้าง

ส่วนผู้คว้าตำแหน่งแชมป์ “เบสท์” ทิฏฐินันท์ อันปาน บอก “ผมอยากไปเที่ยวเกาะทางใต้ครับ อยากไปเห็นทะเลใสๆ ชายหาดขาว ผมเคยไปแต่เกาะสีชัง ยังไม่เคยมีโอกาสได้นั่งเรือออกไปเที่ยวเกาะไกลๆ คิดอยากไปสักครั้งครับ เพราะปกติอยู่แต่บนดอย เห็นแต่ป่าเขา”

พระเอกหนุ่มจากช่อง 3 ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง เผยว่า “ผมอยากไปอินเดียครับ ไปที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไปตามรอยพุทธศาสนา ผมรู้จักหลายคนที่ไปนั่งปฏิบัติธรรม แล้วได้เห็นอะไรมากมาย เราก็อยากไปนั่งบ้าง หน้าผมก็คล้ายๆ แขกด้วย ไปก็น่าจะกลมกลืน เคยไปที่ใกล้เคียงกับอินเดียที่สุดก็มีศรีลังกาครับ”

“สิริ” ณิชาวรินทร์ อรุณรุ่งไพศาล จากละคร “บุญหล่นทับ” เหมือนโดยไม่ตั้งใจกับหนุ่ม ณัฐ เพราะบอกว่า “อยากไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดีย อยากเห็นว่าคนที่อินเดียเขานับถือศาสนาพุทธยังไง อยากลองไปสักครั้ง” (มีเสียงแซวมาจากด้านหลังให้ “ชวน เจสัน ยัง ไปด้วย”

“แพน” นันท์ปภัทร ปิ่นโรจน์กีรติ จากละคร “บุษบาหน้าตลาด” และ “กลลวงทวงหนี้รัก” ดูจะชอบที่หนาวๆ “แพนอยากไปภาคเหนือ ขึ้นดอยสะเมิง ที่เชียงรายค่ะ อยากไปสัมผัสอากาศหนาว”

“แม็ค” ปวิช เวียงนนท์ “ผมอยากไปหมู่เกาะมัลดีฟส์ เพราะอนาคตอาจจะหายไป เพราะยิ่งนับวันน้ำทะเลยิ่งมากขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ไปครับ ซึ่งปกติผมไม่ค่อยชอบเที่ยวทะเลสักเท่าไหร่นะครับ จะชอบไปทางป่าเขาน้ำตกมากกว่า แต่ที่อยากไปมัลดีฟส์ เพราะอยากไปเห็นไปดู เพราะเขาบอกวันหนึ่งจะหายไป”

“เม” นิศาชล ต้วมสูงเนิน “อยากไปทะเลที่น้ำใส มองเห็นปลา อย่างที่อันดามันค่ะ อยากไปมาก คือชีวิตนี้แทบจะไม่ได้ไปไหนเลย ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อทำงานบริษัททัวร์ก็จริง แต่ไม่เคยได้ไปด้วย จะอยู่บ้านกับคุณแม่มากกว่า ชีวิตก็มีแต่เรียน
เรียนพิเศษ รำ เต้น ออกนอกสถานที่ก็ไม่ค่อยไปไหน จะตัวติดกับคุณแม่ตลอดค่ะ ตั้งแต่มาจากอุดรฯ มาอยู่กรุงเทพฯ เคยไปพัทยาประมาณ 2 ครั้งได้ค่ะ ที่ไม่รวมกับทำงานนะคะ”

ฝั่งทีมละคร “หน้ากากนางเอก” จากช่องเวิร์คพ้อยท์ มารี เบิร์นเนอร์ บอกว่า “มารีอยากไปเที่ยวที่บาฮามาสค่ะ ที่แคริบเบียน เขามีหมูที่ใช้ชีวิตอยู่บนชายหาด โดยเราสามารถไปว่ายน้ำในทะเลกับหมูได้ ให้อาหารได้เหมือนปลาเลยค่ะ เป็นที่ที่เห็นแค่รูปแล้วอยากไปมากค่ะ”

“หลับปุ๋ย” พิมพ์รตา กิตติพัฒนาวัฒน์ “หนูอยากไปนิวซีแลนด์ค่ะ ที่อยากไปเพราะเห็นคลิปที่มีเรือดริฟท์ได้ในทะเล หนูชอบเล่นกีฬาแอดเวนเจอร์ค่ะ โดดร่ม ปีนเขา ซึ่งที่นั่นมีเยอะมาก เลยอยากไปค่ะ”

“บุศ” บุศย์สิริ รัตนาไพศาลสุข “อยากไปอเมริกาค่ะ อยากไปฮาวาย ไปฟลอริด้า อยากเที่ยวทะเลของอเมริกาบ้าง หรือไม่ก็ไปในเมืองของนิวยอร์ก”

ปิดท้ายด้วยพระเอกผู้จัด “ต่าย” นัฐฐพนธ์ ลียะวณิช “ผมอยากไปอียิปต์ครับ อยากไปดูพีระมิด เป็นสถานที่ ที่ครั้งหนึ่งควรไป และก็อยากไปตามรอยพระธรรม คือเห็นทุกคนไปแล้วอินมาก เคยมีไปนั่งสมาธิมาบ้าง แต่ช่วงนี้อาจจะห่างหายไปหน่อย”

ทีมนักแสดงจาก ค่าย เวฟ ทีวี นำโดยผู้จัดฯ “ตู่” ปิยวดี มาลีนนท์ “อยากไปไอซ์แลนด์ค่ะ ที่เขาไปดูแสงเหนือกัน อยากเห็นวัฒนธรรมของเขา และอีกที่ที่อยากไป คือ อียิปต์ค่ะ อยากไปเห็นอะไรที่แปลกๆ และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นมหัศจรรย์ของโลก”

“กิ๊ฟ” สิรินาถ สุคันธรัต “อยากไปแอฟริกาค่ะ ไปดูช้าง ดูสิงโต ไปอยู่ทุ่งหญ้า ได้ไปอยู่กับสัตว์ เป็นคนชอบอากาศอบอุ่น และชอบวัฒนธรรมการกินอยู่ของเขา อยากลองไปอยู่กับชนเผ่าดูว่าเขาอยู่ยังไง กินยังไง น่าสนุกดีค่ะ”

“ชาช่า” มัจฉา โมชิมันน์ “อยากไปแถวอาหรับค่ะ และก็อยากไปซัลโว ส่วนมากจะอยากไปเที่ยวยุโรป เพราะเอเชียไปมาแล้ว เลยอยากไปเที่ยวแนวทะเลทรายบ้าง อยากไปดูวัฒนธรรมแปลกๆ ของประเทศอื่นบ้างค่ะ”

“อาย” กมลเนตร เรืองศรี “อายอยากไปภูฏานค่ะ อยากเดินขึ้นเขา คือได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า ถ้าอยู่ที่นู่นจะเห็นดาวเยอะ แล้วเขาบอกว่าเป็นประเทศที่มีเงินอย่างเดียวไปเที่ยวไม่ได้ เขาจะเลือกคนเข้าประเทศ และก็เป็นประเทศที่ลำบากมาก การที่เราเดินมันเหมือนการปฏิบัติธรรม เพราะเราได้อยู่กับตัวเอง เมื่อเราเดินจนเหนื่อยมากแล้ว ร่างกายมันล้า มันไม่มีอารมณ์ไปคิดถึงเรื่องงาน หรือปัญหาที่เรามีอยู่ เราคิดเพียงว่าจะก้าวขาอย่างไรให้มันผ่านพ้นไป ใจมันจะอยู่ที่ลมหายใจและทุกก้าวที่เราเดิน ประเทศนี้เป็นประเทศที่กันดารแต่ว่า ค่า GNH (ดัชนีความสุขมวลรวม)สูงที่สุดในโลก ผู้คนเขาไม่มีกิเลส เนื่องจากความเจริญเข้าไม่ถึง ถ้าจะไปก็ต้องเตรียมความพร้อมมากๆ ทั้งเรื่องเงิน และร่างกายก็ต้องแข็งแรงมากๆ ค่ะ”

น้องเล็กตัวน้อย “อันดา” กุลฑีรา ยอดช่าง บอกทิ้งท้ายว่า “หนูอยากไปดูดิสนีย์ที่อเมริกา ที่จริงเคยไปดูมาแล้วที่ฮ่องกง กับที่สิงคโปร์ แต่ยังไม่เคยไปที่อเมริกาค่ะ เลยอยากไป” งานนี้พี่เลี้ยงตัวติดอย่าง ผู้จัดฯ “ตู่” ที่ชอบหนีบ “น้องอันดา” ไปเที่ยวอยู่บ่อยๆ จะเซย์เยสไหมคะ!?

สกู๊ปพิเศษ : ‘เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี’ โฟล์คร็อกฟังสบาย สไตล์ PoP PANANA and The RoadHome

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/203426

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“วงเราก็เป็นสไตล์โฟล์คร็อกครับ ถ้าพูดถึงโฟล์คร็อกในประเทศไทยก็จะมี วงอินคา วงโกแกง และก็มีวงพรรณนาในเมืองไทยก็จะมีอยู่แค่นี้ ตอนนี้ก็มีวงที่ดังสุด ก็คือ วงนั่งเล่น ที่เป็นโปรดิวเซอร์พวกเรา เป็นคนปั้นพวกเรามา”


ที่มาของชื่อวง PoP PANANA and The Road Home

จริงๆแล้วเราประชุมและคิดกันอยู่นานพอสมควรที่กว่าจะได้ชื่อที่เราชอบจริงๆ ไม่รู้จะใช้ชื่อวงหรือชื่อสดๆ ดี แต่ว่า
คำเรียก PoP PANANA and The Road Home มันเป็นแบบของเรา และพวกเราก็รู้สึกชอบ และคนที่จำเราได้ส่วนใหญ่ก็จะเรียก ป๊อป พรรณนา


ซิงเกิ้ลแรกของ PoP PANANA and The Road Home

ครับ ชื่อเพลง “เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี” เพลงนี้จะเป็นสไตล์โฟล์คร็อก ที่พวกเราทั้ง 4 คนตั้งใจทำกันมาก มีเนื้อหามาจากเรื่องจริง ของผู้ชายคนหนึ่ง…ที่มีความเชื่อว่าวันหนึ่งคนรักจะกลับมาหาเขาอีกครั้ง ซึ่งการรอคอยอย่างไรจุดหมาย ครั้งนี้เขาจะใช้ความดี เขาจะทําทุกอย่าง ที่เคยทําเหมือนตอนที่คนรักของเขายังอยู่

สำหรับเนื้อเพลงกว่าจะลงตัวและชอบ นึกอยู่นานว่า โฟล์คร็อกมันต้องเป็นยังไงถึงจะแปลกใหม่ เป็นเพลงรักธรรมดาก็ไม่ได้ ต้องเป็นการเล่าเรื่อง มันต้องมีที่มาที่ไป


กับซิงเกิ้ลแรกของวงกว่าจะออกมาเป็นที่น่าพอใจใช้เวลานานแค่ไหน ?

เพลงนี้เราทำประมาณ 2-3 เดือน แต่งเสร็จก็อัดเสียง ทำ MV ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ติดตามชมกันได้ทาง Youtube และขอได้ตามคลื่นวิทยุ


พูดถึง MV กันบ้าง

เรื่องของ MV พวกเราก็ถ่ายกันเองและก็แสดงเอง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะโชว์ตัวเองโดดๆ แบบนั้นไม่ใช่ จะโชว์ความเป็นตัวตนมากกว่าโชว์ฝีมือในการเล่นโชว์อารมณ์ของเพลงอารมณ์เหงาๆ บนเส้นทางของชีวิต คือเล่าเรื่องของเพลงนี้ด้วยตัวของ The Road Home

ส่วนโลเกชั่น เริ่มจากสะพานพระราม 8 อุปกรณ์ก็เป็นของเราเอง ทั้งรถ ทั้งอะไรต่างๆ สบายๆ ตามถนน มีผู้กำกับคนหนึ่ง มีกล้องตัวหนึ่ง เราอยากนำเสนอให้ออกมาดูแล้วไม่เศร้า อารมณ์แบบเหงานะ แต่อยู่ได้ เพราะสุดท้ายคนเรามันก็ต้องมีช่วงเวลาของความสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเช่นกัน


จะตอกย้ำความเหงา สำหรับคนขี้เหงา ไปไหม?

ผมว่าไม่ขนาดนั้นนะ อย่างที่บอก เหงานะแต่อยู่ได้ เหงาแบบมีจุดหมาย เหงาแบบมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่เหงาแล้วฉันต้องตาย ต้องไขว่ขว้าสิ่งต่างๆ มาแก้เหงา เพลงนี้เป็นเพลงที่เล่าเรื่องให้ฟัง วัยรุ่นอย่าไปเหงาอะไรขนาดนั้น เรายังมีชีวิตต่อไปได้ คนเราจะมีอารมณ์เหงาหลายมุม เหมือนใน MV เหงาแบบไม่รู้ตัวสนุกสนานมันก็มีหลายมุม ซึ่งเราต้องอยู่กับความเหงาให้ได้

แต่สุดท้ายเพลงนี้มันจะบอกว่า ทุกคนที่รอคอยความรักรอคอยงาน หรือรอคอยอะไรก็แล้วแต่ ก็รอได้ถ้ามีศรัทธา
เพลงนี้จะให้อะไรกับคนฟังบ้าง

แน่นอนครับ สิ่งแรกคือกำลังใจ ถ้าคุณมีความรัก สำหรับคนเคยรักกัน เคยทำอะไรดีๆ แต่เมื่อเขาจากไปแล้วไม่ใช่เราจะทำตัวไม่ดี แต่เราจงทำตัวดีกว่าเดิมเพื่อให้เขากลับมาหรือถ้าเขาไม่กลับมาอย่างน้อยเราก็เป็นคนหนึ่งที่ดีในสังคม มันก็สะท้อนหลายมุม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากให้ฟังแล้วได้กำลังใจและมองมันให้สวยงามมากกว่า


ภาพปกซิงเกิ้ลสวยงามมาก

อันนี้เราพยายามดีไซน์ออกมา ทำยากมาก ทำออกมาหลายตัวมาก บางรูปก็กลายเป็นปก จริงๆ อยากดีไซน์ให้มันดูอินเตอร์ มีอะไรให้น่ามอง แต่บางภาพที่ดีไซน์กลับกลายเป็นคันทรี่เพื่อชีวิต (หัวเราะ) อันนี้พวกเราก็เป็นไอเดียเพิ่มอีกอย่าง

คมสัน รัตนวงศ์ (ป๊อป) 
ผลงานออกมาพอใจมากน้อยแค่ไหน?

พอใจครับ เท่าที่คนดูในยูทูบ กับฟังเพลงไปในทางบวกหมดเลย บอกว่ามันเหงา แต่มันอบอุ่นนะ ฟังแล้วก็เศร้า เหงาแบบมีความสุข

ชวลัน บัณฑิตย์ (ป๊อป) 

แฟนเพลงจะสามารถติดตามได้จากที่ไหนบ้าง

ตอนนี้เราก็มีแฟนเพจครับ Facebook : PoP PANANA and The RoadHome เพลงและ MV ของพวกเราชมกันได้ที่ YouTube : เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี – PoP PANANA and The RoadHome [MV]

ก็ฝากติดตามและให้กำลังใจพวกรา PoP PANANA and The RoadHome ด้วยครับ

ทรงฤทธิ์ จิรังกรณ์ (ริท) 

บรรฑูรย์ โพธิสมโภชน์ (ซาฟ) 

สกู๊ปพิเศษ : ‘วิน-ฮิวโก้-ไมร่า’ 3 เลือดไทย ในละครเวทีโปรดักชั่นนอก Dracula-Blood Is Life

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201180

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากวรรณกรรมสุดคลาสสิก… 12 กุมภาพันธ์–6 มีนาคมนี้ เมืองไทยกำลังจะได้เห็นมิติใหม่ของ แดร็กคิวล่าที่มาในรูปแบบ ละครเวที แต่ที่ ไม่ธรรมดา ก็ตรงที่ “Dracula–Blood Is Life” เป็นงานโปรดักชั่นนอก สร้างสรรค์โดยผู้คร่ำหวอดในวงการละครเวทีระดับโลก ทั้ง เวสต์เอนด์ ของสหราชอาณาจักร และบรอดเวย์ ของสหรัฐอเมริกา โดย พอล ยูวิ่ง ผู้อำนวยการผลิตซึ่งเป็นนักแสดงระดับโลกมากว่า 60 ปี รวมทั้งเป็นนักร้องนักแต่งเพลง ได้หยิบต้นฉบับของ แบรม สโตกเกอร์ เจ้าของบทประพันธ์ดั้งเดิมชาวไอริชมาดัดแปลง และ โจ ฮาร์มสตัน รับหน้าที่กำกับการแสดง โดยมีนักแสดงทั้งไทยและเทศร่วมถ่ายทอดเรื่องราว

“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสพิเศษ เข้าชมการซ้อมของละครเวทีเรื่องนี้ จึงถือโอกาสพูดคุยกับ 3 สายเลือดไทย ที่ได้เติมเต็มประสบการณ์สู่ผลงานระดับโลก!! นำโดยพระเอกของเรื่อง “ฮิวโก้” จุลจักร จักรพงษ์ รับบทเป็น แดร็กคิวล่า, “ไมร่า”
มณีภัสสร มอลลอย สาวเสียงดี ผู้ชนะการแข่งขันไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ซีซั่นแรก รับบทเป็น ลูซี่ และ “วิน” ดนัยนันท์
กฤดากร หนุ่มนักเรียนนอกจากสหรัฐอเมริกา ผู้รับบทเป็น โจนาธาน ฮาร์เกอร์

ด้วยความที่ไม่คุ้นหน้า แต่ทราบมาว่า “วิน” คือนักแสดงละครเวทีมืออาชีพ ที่โลดแล่นอยู่ในอเมริกา ความน่าค้นหา จึงพาให้เราเข้าไปนั่งคุยกับหนุ่มคนนี้ทันที

“คุณพ่อ-คุณแม่ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ ผมเกิดที่อเมริกา แต่กลับมาเรียนที่ไทยช่วงประถม จากนั้นก็กลับไปเรียนไฮสคูลและต่อปริญญาตรีและโททางด้านการแสดงที่อเมริกา และเป็นนักแสดงอยู่ที่นั่นมาประมาณ 5-6 ปี ส่วนเหตุผลที่ผมได้มาแสดงเรื่องนี้ คือผมกลับมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ตั้งใจกลับมาเซอร์ไพรส์วันเกิดอายุครบ 60 ปีของคุณแม่ แล้วก็ถือโอกาสเที่ยวด้วยครับ ระหว่างนั้นมีเพื่อนบอกว่า มีคนกำลังหานักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ ผมก็ลองติดต่อไป แล้วก็ได้เจอกับคุณพอล ผู้อำนวยการผลิต จนประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน เขาติดต่อกลับมาว่าผมได้ร่วมแสดง ที่บ้านก็ดีใจกันใหญ่ ว่าลูกได้อยู่บ้านนานขึ้น (หัวเราะ) และก็ได้ดูงานที่ผมทำด้วย เพราะปกติผมแสดงที่โน่น เขาไม่มีโอกาสบินไปดูกัน ครั้งนี้เหมือนเป็นโชค
ที่เข้าทางพอดี เขาต้องการนักแสดงที่พูดภาษาอังกฤษได้ และผมมีประสบการณ์ทางด้านการแสดงละครเวทีมา ก็เลยลงล็อกครับ”

บทของ โจนาธาน ฮาร์เกอร์ ที่ “วิน” ได้รับ เป็นบุคคลที่ไปร่างสัญญาย้ายบ้านให้กับแดร็กคิวล่า “โจนาธานช่วยโดยไม่รู้อะไร แต่พอรู้ว่าจริงๆ แล้วแดร็กคิวล่าเป็นใคร ตอนหลังเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่จะปราบแดร็กคิวล่า คาแร็กเตอร์นี้ถือว่าท้าทายพอสมควรครับเพราะเขามีเส้นทางที่เกือบจะสติแตกก็ว่าได้ แต่ก็ต้องกลับมาด้วยความรักด้วยหน้าที่ เพื่อปราบแดร็กคิวล่า”

หันไปทางพระเอกของเรื่อง “ฮิวโก้” หนุ่มมาดนิ่ง ผู้มีเสน่ห์แม้กระทั่งตอนนั่งเงียบๆ บอกความรู้สึกในการทำงานครั้งนี้ว่า “Dracula-Blood Is Life เป็นการแสดงละครเวทีครั้งแรกของผมครับ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นนักแสดงอาชีพขนาดที่จะรับบทอะไรก็ได้ แต่บทเรื่องนี้ไม่ได้ห่างไกลกับความเข้าใจผมมากนัก เพราะด้วยคาแร็กเตอร์ที่เป็นคนกลางคืน เป็นคนผิดยุค และเป็นคนที่มาจากตระกูลเก่าแก่ มีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ผมเข้าใจอาการเหงา และความที่แตกต่างจากสังคมยุคปัจจุบันของเขาตรงนี้ครับ และจริงๆ บทพูดของผมในเรื่องถือว่าน้อยมาก เลยไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องของการจำเยอะเท่า
นักแสดงคนอื่นๆ ซึ่งอันนี้เป็นจุดขายที่คุณพอล เขาเอามาพรีเซ็นต์กับผม (หัวเราะ) ว่าไม่ต้องจำบทมาก แต่จะท้าทายในด้านการทำงานที่ประสบการณ์น้อยกว่าคนอื่นครับ”

ส่วนสาวน้อยลูกครึ่งอเมริกัน ซึ่งเป็นน้องเล็กของทีมนักแสดงอย่าง “ไมร่า” แม้จะมีผลงานละครเวทีมาแล้วอย่าง “เรยา เดอะมิวสิคัล” และละครโอเปร่า A Boy and a Tiger และ Ayodhya เธอบอกว่า “เจอรุ่นใหญ่ๆ แล้วเครียดค่ะ(หัวเราะ)ไมร่าดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานตรงนี้ แต่เครียดพอสมควรค่ะ เพราะไมร่าเป็นคนที่ทำอะไรอยากทำให้ดีที่สุด แต่ว่างานนี้ยากมากๆ ไมร่าต้องใช้เวลา และฝึกซ้อมเองเยอะมากค่ะ ในเรื่องไมร่ารับบทเป็นลูซี่ เป็นเด็กวัยใส โตมากับแม่ ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอก พอเริ่มโตก็อยากรู้อยากเห็น เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดี มีเพื่อนสนิทอีกคน เป็นผู้หญิงแค่ 2 คนในเรื่องค่ะ ที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้หญิงเต็มตัว แต่สุดท้ายก็โดนแดร็กคิวล่ากัด กลายเป็นแวมไพร์”

ถึงจะมีประสบการณ์ของการแสดงละครเวทีมาก่อน แต่ “ไมร่า” บอกงานนี้ไม่ง่ายเลย “ความยากที่ไมร่าเจอคือต้องพลิก
บทบาท ตอนแรกยังง่ายอยู่ คล้ายๆ เรา แต่สุดท้ายพอต้องกลายเป็นแวมไพร์ก็จะมีเซ็กซี่ และอาจต้องกลายเป็นบ้าไปเลยค่ะ ยากตรงที่ไมร่าเป็นคนขี้อาย และแอ๊กติ้งก็ไม่เก่ง คือไม่ได้ชินกับแอ๊กติ้งขนาดนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นเวลาซ้อมก็จะโดนติงเรื่องพูดให้ดังขึ้น แล้วก็ใช้พลังจากท้องในการเปล่งเสียง ออกเสียงพยัญชนะให้ชัดค่ะ”

และแม้จะต่างที่มา แต่ดูเหมือนว่านักแสดงทุกคนจะเข้าขากันได้เป็นอย่างดี

ฮิวโก้ : ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุด น่าจะมาจากผู้กำกับฯครับ โจเขาสื่อสารกับเราได้ดี และเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ ในเรื่องของนักแสดงคนอื่น มีส่วนดีตรงที่ว่าเขามีประสบการณ์มากกว่าผม ถึงจะกดดันบ้างตรงที่เราเป็นมือใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เบาใจที่เขาคาดหวังจากเราน้อยกว่าคนอื่นครับ (หัวเราะ)

วิน : คุณพอลเขามีประสบการณ์เยอะครับ พอมาเป็นผู้จัดฯ เขาก็เอาประสบการณ์นั้นมาใช้ แล้วระบบการทำงานก็คล้ายกับที่ผมทำมา คือเข้ากันได้ค่อนข้างดี ทำงานไม่มีปัญหาเลยครับ จะมีปัญหาก็เพียงความท้าทายกับบทบาทที่ได้รับมากกว่า ที่ผมชอบคือนักแสดงทุกคนมีประสบการณ์ด้วยกันทั้งหมด เพียงแต่มีในด้านที่ต่างกัน การที่เรามาจูนกัน ถือเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายครับ และจะช่วยให้ละครเข้มข้น มีเลเยอร์มากขึ้น เพราะว่าเราเอาประสบการณ์จริงๆ ของเรามาใช้ในฉากด้วย

ไมร่า : ดีใจมากเลยค่ะ ที่ได้ทำงานกับโจ เพราะโจเข้าใจว่าไมร่าไม่ได้มีประสบการณ์ทางการแสดงมากนัก และยังค่อนข้าง
ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เขาก็จะช่วยไมร่ามากๆ นั่งคุยกับไมร่าทำให้เรารู้สึกว่าเขาแคร์เราจริงๆ อยากให้ไมร่าเติบโตและพัฒนาจริงๆ เขาเห็นว่ามีอะไรในตัวไมร่า ที่เขาอยากจะดึงออกมา และช่วยให้ทำให้ดีที่สุด

ก่อนที่จะเริ่มการแสดงในสุดสัปดาห์นี้ พวกเขาอยู่ในห้องซ้อม 6 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่เช้าถึง 6 โมงเย็น ร่วม 2 เดือน เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ที่หลายคนสะดุดน่าจะเป็นเรื่องของ อีโรติก ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในเรื่องนี้ด้วย

ฮิวโก้ : ฉากเหล่านั้นเหมือนเป็นตัวแทนของความหวาดกลัวที่คนมีต่ออารมณ์ทางเพศครับ บทประพันธ์เรื่องนี้ยังมองเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ฝ่ายหนึ่งได้ และฝ่ายหนึ่งเสีย ซึ่งเมืองไทยเรายังใช้ภาษาแบบนี้กันอยู่ เพราะฉะนั้นมันเหมาะสมมาก แต่เปรียบเทียบ
กับสังคมทุกวันนี้ ผมว่าเบากว่าพอสมควร อีโรติกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสมอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใต้สะดือ เพราะฉะนั้นอีโรติกในเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากจินตนาการครับ

วิน : คุณพอลเขาอยากทำให้เรื่องนี้ดีที่สุดจริงๆ เขาเอานักแสดงที่คิดว่าเล่นแต่ละบทได้ดีที่สุดมา ดีไซเนอร์และโปรดักชั่นจัดมาแบบดีที่สุด ที่เราซ้อมกันมา ผมว่าโปรดักชั่นเรื่องนี้ไม่ต่างจากที่เมืองนอกเลยครับ หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำในบางเรื่อง เพราะทุกคนตั้งใจทำงานกันจริงๆ แล้วมีความมุ่งหวังที่จะทำให้เท่าเทียมกับเมืองนอก ผมว่าคนไทยไม่เคยดูเรื่องแบบนี้มาก่อน อยากให้มาดูกันครับ เพราะนอกจากอีโรติก เซ็กซี่ แล้วก็มีความน่ากลัว สยองขวัญ แต่ว่าก็มีเรื่องที่สนุกและความรัก มีหลายๆ อย่างที่
คนไทยคุ้นอยู่แล้ว แต่ว่าการนำเสนอต่างกันเท่านั้นเอง ในเรื่องของฉาก แสง สี เสียง เรามีกลไก มีมายากล ที่คนดูเห็นแล้วจะตะลึงแน่นอนครับ เขาตั้งใจนำเข้ามาเพื่อให้คนไทยได้ดูจริงๆ และราคานี้ไม่ต่างจากของเมืองนอกครับ ผมว่าดูยังไงก็คุ้ม

แม้ Dracula–Blood Is Life จะไม่ใช่ละครมิวสิเคิลแต่ก็ได้มีเพลงที่ปล่อยออกมาเพื่อใช้ในการโปรโมท ซึ่งเป็นการแต่งเนื้อร้องโดย “ฮิวโก้” ในชื่อเพลง Blood Is Life (เลือดคือชีวิต)

ฮิวโก้ : พอล ไมร่า และผม ต่างก็เป็นนักร้อง เราจึงร้องร่วมกันในเพลงนี้ โดยทำนองของเพลงก็จะถูกแซมเข้าไปในเรื่อง ให้มีความเป็นธีมเดียวกันครับ

ก่อนจากกัน ทั้ง 3 ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อยากให้คนไทยพลาดกับงานโปรดักชั่นสากลระดับนี้ ซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนในเมืองไทยมาก่อน แม้จะสร้างเป็นภาษาอังกฤษ แต่จะมีคำบรรยายภาษาไทยประกอบ รวมถึงการใช้เทคนิคและเอฟเฟกท์พิเศษ ดึงดูดให้ผู้ชมได้รื่นรมย์กับเนื้อเรื่อง

ฮิวโก้ : เราจัดแสดงหลายรอบอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นข้ออ้างที่จะไม่มาดู ก็แทบไม่มีเลย เรามีให้เลือกทั้งรอบเช้า รอบเย็น ย้ำอีกทีนะครับ ไม่มีข้ออ้างที่จะพลาดครับ (ไมร่าและวินต่างพยักหน้าสนับสนุน)

นักแสดงเขาขายของกันขนาดนี้ เพราะฉะนั้น 12 กุมภาพันธ์–6 มีนาคม 2559 นี้ จับจองตั๋วกันได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โดย“ฮิวโก้” จะร่วมแสดงตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 อาคารสยามสแควร์ วัน (ละครจำกัดเฉพาะผู้ชมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี)

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลูกหว้า-พิจิกา’ สาวความสามารถล้น กับ ‘ทฤษฎีที่จอดรถ’ ที่สะท้อนตัวตนของเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/200065

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เชื่อว่าคอเพลงหลายๆ ท่านคงจะได้ยินเพลง “ทฤษฎีที่จอดรถ”กันมาสักพักแล้ว และคิดว่าน่าจะโดนใจบรรดาคนโสด ทั้งหญิงและชายกันไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญคือเพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วสนุกสนานได้ข้อคิด และเจ้าของบทเพลงนี้ “ลูกหว้า-พิจิกา” เองก็ตั้งใจทำเพลงนี้ขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจให้คนโสดโดยเฉพาะ

เรื่องราวในเพลงเป็นอย่างไร?

เพลงนี้เนื้อหาจะบอกถึงคนโสดว่า อย่าท้อ อย่ารู้สึกแย่ เหมือนบางครั้งเวลาเราขับรถแล้วเราวนหาที่จอดไม่ได้ เรามักจะหงุดหงิด เพราะว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ทั้งรถติด รถเยอะ ไม่มีที่จอด เราก็รู้สึกว่าไอเดียนี้ไม่ค่อยมีคนเอามาเล่าในเพลง และก็โจทย์ที่เราตั้งกับโปรดิวเซอร์ ก็คือว่าเราอยากได้เพลงที่เล่าเรื่องแตกต่าง โดยความที่เราหายจากการปล่อยซิงเกิ้ลไปประมาณเกือบ 2 ปี เราก็อยากจะนำเสนองาน

แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าลูกหว้าหายไปนานขนาดนั้น?

ใช่ เพราะเรามีเพลงประกอบละครตลอด และเราก็ไม่ได้หายไป เรามีผลงานด้านละครเวทีเรื่อยๆ มีงานอีเว้นท์ร้องเพลงอยู่ตลอด เพียงแค่ว่าตัวซิงเกิ้ลของเราเองไม่ได้ปล่อยมานานแล้ว เพราะฉะนั้นเราอยากปล่อยเพลงที่มันมีไอเดีย ซึ่งตัวเราเองก็ชอบมีปรัชญา แล้วโปรดิวเซอร์เขาก็เลยคิดว่าเราควรจะลิงค์กับเพลงนิดหนึ่ง ก็คือมันมีดีเทลของการเปรียบเทียบ มันได้ใส่ไอเดียความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย ซึ่งความโสดเป็นเรื่องที่อยู่กับเรามานานเช่นกัน ดังนั้น พูดเลยว่าเป็นเรื่องของเราเองค่ะ พูดง่ายๆ มันคือเพลงที่ให้กำลังใจคนโสด ให้ลองใช้ชีวิตชิลๆ ไป เดี๋ยวก็เจอเอง

ได้มีส่วนร่วมในการแต่งมากแค่ไหน?

พูดได้ว่ามีส่วนร่วมในการแต่งตั้งแต่วันแรกของการทำเพลงนี้ก็คือคุยไอเดียกันว่าในโชว์สดของเราที่ไปพร้อมกับวง เราต้องการโชว์ที่มีเพลงสนุกของเราเพิ่มขึ้น อันนี้คือโจทย์ทั้งหมด พี่โตน (โปรดิวเซอร์) ก็เก่งมาก สามารถเอาโจทย์ทั้งหมดไปแต่งเป็นเพลงนี้ได้ ดนตรีของเพลงนี้อาจจะซับซ้อนขึ้น ดนตรีจะดูเป็นสากลขึ้นมาหน่อย มันจะมีกลิ่นฟังค์ มันจะมีลักษณะของซาวนด์ที่ค่อนข้างแตกต่าง คนฟังอาจจะรู้สึกแปลก แต่ว่านักดนตรีส่วนใหญ่ที่ฟังเพลงนี้แล้ว ทุกคนจะบอกว่าชอบมาก เพราะว่าดนตรีมันมีอะไรที่ซ่อนอยู่ที่มันไม่ได้เล่นง่าย มันเหมือนจะฟังง่ายแต่มันมีรายละเอียด เราก็รู้สึกแฮปปี้ว่าเราก็ทำเพลงได้ตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ ซึ่งตัวเราเองเราไม่ได้คาดหวังเยอะมาก เราคาดหวังแค่ว่าอย่างน้อยเราได้นำเสนอสิ่งใหม่ และอยากขอบคุณสนามหลวงมิวสิกด้วย ที่ให้โอกาสได้ทำอะไรที่มันแตกต่าง เพราะว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เราร้องเพลงละคร เพลงละครมันค่อนข้างจะใช้ตัวตนเราประมาณครึ่งหนึ่ง มันจะมีความเด็กกว่านี้นิดหนึ่ง มีความหวาน ใช้ประกอบกับละคร เพื่อให้ละครมันสมบูรณ์ขึ้น

แต่ว่าจริงๆ ตัวเราเวลาเป็นศิลปิน แล้วทำงานออกมา เราอยากทำจากสิ่งที่เราเป็นมากกว่า เราไม่ใช่สาวหวานนัก คือเราอาจจะมีมุมหวานบ้าง แต่เราไม่ใช่คนงุ้งงิ้ง ถ้าฟังเพลงละครอาจจะดูหวานงุ้งงิ้งเลย แต่ถ้ารู้จักกันจะรู้ว่าพี่ไม่ได้เป็นแนวนั้น บางคอนเสิร์ตจะมีคนถามว่า นี่ร้องเพลงพลังแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอ แต่ทำไมในเพลงไม่เห็นทำอะไรแนวนี้เลย เราก็เลยอยากตั้งต้นจากสิ่งที่เราทำได้ด้วย มันก็เลยพยายามค่อยๆ ใส่ตัวเราลงมาในเพลงนี้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าคนจะเปิดใจรับแล้วเข้าใจในไอเดียเราแค่ไหน แต่ว่าเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่าความรู้สึกที่ว่าเราทำเพลงให้มันมีกลิ่นของตัวเราเข้าไปมากที่สุด

หลายคนฟังแล้วคิดว่าเปลี่ยนไปเยอะ แต่จริงๆ เป็นตัวเองเลยใชไหม?

อย่างที่บอกแหละ จุดเริ่มต้นเราอาจจะเริ่มมาด้วยความที่เราเด็ก เราก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่ แต่ว่าระยะเวลาผ่านไป ถ้าจะนับตั้งแต่ตอนดูบาดู จนถึงตอนนี้ก็ 10 ปี แล้วนะ กับเพลง “ไม่ใช่ผู้ชาย”นี่คือ 10 ปีแล้ว  ดังนั้น คนอายุ 20 กับคนอายุ 30 มันต้องเปลี่ยนค่ะ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นปกติ ดังนั้นมันก็ต้องมีมุมที่เปลี่ยนไป

คนทั่วไปก็ไม่เคยเห็นลูกหว้าเต้น พอได้มาเต้นแล้วรู้สึกเขินไหม?

ไม่เขินเลย วันที่ถ่ายก็ไม่เขิน เพราะว่ามันเป็นการเต้นแบบฮาๆ สนุกสนาน ไหลไปตามเพลง มันไม่ถึงกับเป็นสเต็ป มันเป็นการเต้นแบบไหลๆ ซึ่งความบ้านี่มีในตัวเองตลอด อยากให้คนฟังเพลงแล้วสนุกไม่ต้องคิดอะไรกับมันมาก การเปรียบเทียบมันก็เป็นแค่การเล่าเรื่องในเพลง แต่เอาจริงๆ แล้วมันก็คือเพลงที่ฟังแล้วสามารถโยกไปตามเพลง สนุกไปกับมัน

แล้วมีฟีดแบ๊กมาว่ายังไงบ้าง?

จริงๆ แล้วเรามีหลายคนที่แทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันอาจจะเป็นคนในวงการ แต่พอเพลงนี้ปล่อยไป มันจะมีฟีดแบ๊กเข้ามาแบบฝากมาบอก ซึ่งบางคนก็เป็นคนที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ว่า เขาก็ฟังเพลงเราด้วยเหรอ เขาจะโพสต์ว่า จริงๆ แล้วเพลงนี้ไม่เหมือนใครเลยนะเจ๋งมากเลย ดนตรีดีมาก แนวมาก คือมันก็จะมีฟีดแบ๊กที่เรารู้สึกว่ามันเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น คืออย่างน้อยมันเกิดสิ่งใหม่ๆ ที่พูดถึงว่าเรากำลังนำเสนออะไร และก็ข้อที่มันตลกและขำก็คือ ชอบเวลาคนเอาไปแตกประเด็น เช่น…“เฮ้ยพี่!! เพลงแนวมากนะ แต่ขอโทษมีที่จอดแล้ว” หรือประเภทแบบประมาณว่า “เก๋มากจะทำไงดี วนจนยางแตกแล้วนะ” หรือวันนั้นพี่พีเคพูดว่า “ถ้าสมมุติว่าจอดแล้วมันมีรถมาปิดท้าย แล้วออกไม่ได้ จะเปรียบเทียบยังไงดี” คือทุกคนจะมีมุขต่อจากไอเดียนี้ แสดงว่าคนแบบเขาเก็ทในไอเดียว่าเราต้องการทำเพลงนี้ให้มันเป็นมุขเฉยๆ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นแน่นอน ทุกคนจะเก็ทในไอเดียเพลงนี้ทั้งหมด พี่ก็ไม่ได้ตั้งความคาดหวังให้เป็นเพลงที่มีคนร้องทั่วร้านตลาด สำหรับตัวพี่ พี่แฮปปี้ที่ได้ทำแล้ว และก็ต้องขอบคุณค่ายที่เขาเปิดโอกาสให้เราได้ทำด้วย

อย่างที่บอกว่าเพลงนี้ มันจะมีความเป็นสากล เป็นอเมริกันฟังค์ ซึ่งซาวนด์มันก็ทำให้ค่อนข้างเป็นซาวนด์ 2015 ก็คือซาวนด์มันก็ไม่ได้เอ้าท์ไป คนที่ฟังดนตรีก็จะเก็ทว่าเราทำซาวนด์ให้มันค่อนข้างแปลกใหม่

คอนเซ็ปต์การแต่งตัวก็เปลี่ยนด้วยใชไหม?

คอนเซ็ปต์ลูกหว้าต้องมีหมวก คือมีการเปลี่ยนสไตล์หมวก และก็เน้นสีปากดูชัดขึ้น ก็คืออยากให้มันมีสีสันมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่คุมโทนเดิม ก็คือวันที่ไปถ่าย สไตลิสต์ก็บอกว่าสีปากเอาแจ่มๆ หน่อยไหมเพราะว่าเพลงมันเป็นเพลงเก๋ น่าจะมีลุคที่สีปากมันชัดขึ้น ส่วนสไตล์ก็คือเป็นของทีมเราคิด และก็สไตลิสต์ก็ช่วยกันคิด อยากให้ออกมาดูทันสมัยขึ้น และก็อย่างที่บอกเราไม่ได้เป็นสาวหวานขนาดนั้น เขาก็เลยพยายามดึงสิ่งที่เราเป็นให้ออกมาชัดขึ้น จากเมื่อก่อนแบบอาจจะร้องเพลงหวานจริง แต่เผอิญตัวเราไม่หวานไง เขาก็เลยรู้สึกว่าถึงเวลาที่เราจะไม่หวานแล้ว ก็คือให้มันดูเป็นอีกมุมหนึ่ง เรื่องหวานก็คือเป็นการร้องเพลงไป แต่บุคลิกเราก็ให้มันชัดไปเลย

พูดถึงผลงานด้านอื่น?

ลูกหว้าจะมีงานด้านมิวสิคัลเรื่อยๆ อย่างที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ นี่ก็มีเรื่อง “มอม เดอะมิวสิคัล” บทประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเล่นสลับกับพี่น้ำมนต์-ธีรนัยน์ และก็กลางปีจะมีอีกหนึ่งเรื่อง อันนี้เขายังไม่ให้บอกชื่อ แต่ว่าเรื่องนี้ก็สนุก เรื่องนี้จะเป็นแนวทันสมัยค่ะ

ความรู้สึกกับงานด้านมิวสิคัล?

จริงๆ ต้องบอกว่ามันเป็นโอกาสของเราที่ได้เล่นเดอะมิวสิคัลต่อกัน 3 เรื่อง ในปีที่ผ่านมา สำหรับเดอะซาวนด์ ออฟ มิวสิค ก็ไปออดิชั่นธรรมดาเลย เพราะว่าตอนที่เปิดออดิชั่น เราก็ดูแล้วว่าบท “มาเรีย” เขาต้องเอาคนที่เด็กกว่าเราแล้วล่ะ ดังนั้น เราขอออดิชั่นบทนี้แล้วกัน เป็นบทตัวร้าย แต่ก็ไม่ได้ร้ายขนาดนั้น ต้องขอบคุณ “ป้าแจ๋ว” ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ ที่สามารถสร้างคาแร็กเตอร์ตัวละครที่ชื่อ “เอลซ่า” ที่อยู่ในเดอะซาวนด์ มิวสิก ให้มีสีสัน เป็นรสชาติที่คนไทยจะชอบ แต่มันก็ไม่ได้ดูร้ายไปจนแบบดูเป็นตัวละครตัวร้าย มันยังดูเป็นตัวละครฝรั่ง ความหรู แต่มันก็มีความตลกอยู่ในนั้นด้วย ก็ดีใจที่ได้เล่นเรื่องนี้ เพราะว่าเราได้พัฒนาเรื่องจังหวะคอเมดี้เพิ่มขึ้น

ส่วนในเรื่อง “มอม” จะเป็นแนวดราม่าเลยค่ะ เป็นเรื่องราวในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งแก่นของเรื่องพยายามจะบอกว่าสงครามมันมีผลกับชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะประชาชนไปจนถึงน้องหมา น้องแมว คือความรุนแรงมันมีผลจริงๆ กับสังคม อันนี้คือแก่นหลักๆ แต่ว่าเรื่องนี้มันก็จะพูดถึงในเรื่องของความสัมพันธ์ของคนที่รักหมา อันนี้ทุกคนอินอยู่แล้ว แต่ว่าตัวบทจะเป็นนายผู้หญิงคือเป็นนายของมอม คือมอมจะมีทั้งนายผู้ชายและนายผู้หญิง เขาจะรักนายมาก นายผู้ชายเป็นคนเอามาเลี้ยง นายผู้หญิงก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนให้เห็นถึงผลของสงครามที่มันทำลายครอบครัว มันทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก เกิดความสูญเสีย เรื่องนี้มันก็เลยเป็นดราม่าเลย เพราะว่าจากชีวิตดีๆ ของครอบครัวหนึ่งในยุคนั้น พอเจอสงครามโลกครั้งที่ 2  ถึงแม้ว่าบ้านเราจะไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหา แต่สุดท้ายมันก็มีผลมาถึงบ้านเรา และมันก็จะมีคนจำนวนหนึ่งในยุคนั้นที่ชีวิตต้องล่มสลายไปเพราะสงคราม มันก็เลยมีการนำเสนอออกมาแนวดราม่าเลย  ยากมากเพราะเราต้องเล่นเป็นคนที่มีลูกเล็กๆ ซึ่งเราไม่มีครอบครัว เราจะต้องใช้จินตนาการ ทำการบ้าน และก็พี่น้ำมนต์ที่แสดงร่วมที่เป็นตัวบทเดียวกัน ที่สลับกันเล่นเนี้ย พี่น้ำมนต์มีลูกสาวอยู่แล้วด้วย เราก็ได้เรียนรู้วิธีการ จากพี่ที่มีประสบการณ์ เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ข้อดีของการได้เล่นละครเวที คือเราจะได้เจอคนใหม่ๆ เรียนรู้คนใหม่ๆ ก็สนุกดี ช่วงนี้ก็เป็นช่วงของการเข้าไปซ้อมเรื่อยๆ

ได้ทราบถึงผลงานต่างๆ มากมายของสาวมากความสามารถคนนี้ไปพอสังเขปแล้ว เชื่อว่าเธอคนนี้จะยังมีความสามารถอื่นๆ ที่ซ่อนเร้นไว้อยู่อีกมากแน่ๆ อยากให้ลองมอง ลองติดตามเธอไปเรื่อยๆ รับรองว่าคุณจะต้องทึ่งกับความเป็น “ลูกหว้า-พิจิกา” ไม่น้อย!

“ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เพจ Facebook “pijika” หรือ IG “pijika_offioial” เดี๋ยวนี้ระบบที่สามารถฟังเพลงถูกกฎหมายมีเยอะแล้วค่ะ ไม่แพง อย่างเช่น ไลน์มิวสิค แอปเปิลมิวสิค KKBOX หรือว่าจะเป็นที่ดาวน์โหลดจาก itunes ก็ได้ หรือว่า *1231123 ของแกรมมี่ก็ได้ ได้ทุกทางเลย หรือจะให้ดี ดูในยูทูบก็ได้ รับรองว่ามิวสิกวีดีโอของเราแจ่มมาก เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น อยากให้เข้าไปดูกัน”

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ROOMz’ Liveteractive Platform เอาใจวัยฟิน!! กับเหล่า DJ และคนดัง ในคอนเซ็ปต์ ‘Let’s Get Closer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/198982

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
INDEPENDENT DIGITALIZATION กับ “ROOMz” สื่อออนไลน์รูปแบบ ที่ให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
ตาม คอนเซ็ปต์ “Let’s Get Closer”

อยากให้ขยายความหน่อยครับ

“ROOMz” เป็นแอพพลิเคชั่น Platform แบบใหม่ที่ออนไลน์ Platform ของ Independent เดิมที Independent
เราจะมีวิทยุอยู่แล้ว ทีวี.อยู่แล้ว ตอนนี้เราก้าวเข้ามาที่ออนไลน์ โดยที่เป็นการเปิดรูมส์ ซึ่ง INDI ROOMz (อินดิ รูมส์) มันจะเป็นเว็บไซต์ http://www.ROOMz.in.th แล้วก็ใช้ในแอพพลิเคชั่นได้ รูมส์อันนี้มันเป็น Platform ถ้าคุ้นเคยก็จะรู้สึกว่าเราจะได้ดูสลิมมิ่งวิทยุ ได้ดูทีวีไลฟ์ แต่ว่าความแตกต่างของรูมส์ก็คือ เป็นการดูไลฟ์แล้วสามารถแชท Interactive กับพิธีกร กับดีเจได้ ณ ตอนนั้นเลย

เห็นหน้าด้วย ?

ค่ะ เห็นหน้าได้เลย อย่างเช่น น้องไทม์ น้องบอส จัดรายการ เดิมทีเราจะฟังเขาทางวิทยุ แต่ถ้าดูเขาในรูมส์ ทั้งบอสทั้งไทม์
ก็จะหันมาพูดคุย แชทด้วยได้เลย อันนี้ถือเป็นสิ่งที่เทสดิจิทัลมีเดีย

อันนี้คือจุดเด่นของ “ROOMz”

ใช่ ค่ะ จะสามารถพูดคุยกับ DJ / CJ ของเราได้แล้ว ยังสามารถสนุกกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ อย่าง คอนเสิร์ตของศิลปินไทย / เทศ, แฟนมีตติ้ง, ทริปท่องเที่ยว อื่นๆ และยังมีคอนเทนต์อีกมากมายผ่านห้องต่างๆ อาทิ Idol ROOMz
(ไอดอล รูมส์) ที่ทุกคนสามารถใกล้ชิดตามติดไลฟ์สไตล์เหล่าบรรดาศิลปิน/นักแสดง/เซเลบฯ/เนตไอดอล ที่จะหมุนเวียนมาสนุกสนานกับผู้ฟัง

คอนเซ็ปต์ ‘Let’s Get Closer’ คือ ?

“Let’s Get Closer” จะทำให้เราใกล้กันมากขึ้น เช่น ปกติอาจจะไม่เห็นดีเจนั่งจัดรายการ อาจจะเห็นดูเท่ๆ แต่พอตัวจริงอาจจะตลก เห็นกันสดๆ เลย อันนี้ก็เป็นคอนเซ็ปต์คร่าวๆ

กระแสตอบรับเป็นไงบ้าง

ก็ในปีนี้เราวางไว้ว่า เดือน สองเดือนนี้ เราน่าจะมีคนล็อกอินประมาณสองแสน ซึ่งในสองแสนนี้ เขาจะมีคนที่ติดตามเขาอยู่แล้ว เราแทบไม่ได้โปรโมทเลย เพราะเราเตรียมให้ห้องมันครบทุกห้องแล้วเราก็จะเริ่มออน Social แต่ว่าที่ผ่านมาก็มีคนล็อกอินทุกวันมีคนใช้งานทุกวัน วันละพันกว่า สองพัน ตลอด

ทุกคนสามารถ Login ใช้งานได้ อาจจะมีคนที่ทำทะลึ่งๆ หน่อย จัดการปัญหานี้ยังไง

ในแต่ละห้อง จะมีหัวหน้าห้องเป็นคนสแกน คนที่เข้าห้อง ฉะนั้นถ้าเกิดปัญหาอย่างที่กล่าวมา เราก็เตะออกจากห้องเลย

มี VIP ROOMz ด้วย ?

ค่ะ จะมีคนที่เป็นวีไอพี สามารถเข้ามาคุยกับดีเจได้เป็นการส่วนตัว ก่อนที่เราจะมาเป็นวีไอพีได้ เราจะต้องอัพเงินขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในรูมส์ของเราจะมีค่าเงินเป็นชิฟ ซึ่งรายการของเราไม่ได้ทำมาเพื่อดูดเงิน แต่มีเป้าหมายเพื่อให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น

นอกจากความสนุกสนานผู้ฟังยังได้ความรู้จาก ROOMz

ในห้องไม่ได้มีแค่ความบันเทิงเท่านั้น สิ่งที่พิเศษอีกอย่างของเราคือ ในห้องก็จะรูมเมอร์ที่เป็นเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำ เรื่องสุขภาพ การดูแลสุขภาพ อาหาร และให้ข้อคิดเรื่องการใช้ชีวิต และยังมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษและมีการดูดวงให้คนที่สนใจอีกด้วย

ช่องทางในการพูดคุยและร่วมสนุก

เข้าไปที่ www.ROOMz.in.th หรือระบบออนไลน์ “ROOMz” ได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, แท็บเลต,
โทรศัพท์มือถือทั้งระบบ iOS, Android และในอนาคตเราจะมีพัฒนาให้ ดีเจ, เซเลบฯ, นักจัดรายการต่างๆ สามารถออกอากาศตัวเองแบบสดๆ บนมือถือได้เลย