75 ปี อภัยภูเบศร ก้าวกระโดดของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สกู๊ปพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

75 ปี อภัยภูเบศร ก้าวกระโดดของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย

พ.ศ.2484 ในอดีต มีการก่อตั้งโรงพยาบาลปราจีนบุรี เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในปีพ.ศ.2509 เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ข้าราชการสยามคนสุดท้าย ที่ปกครองเมืองพระตะบอง และเป็นเจ้าของอาคารทรงบาโรกที่ก่อสร้างขึ้น เพื่อตั้งใจให้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 5 หากเสด็จประพาสเมืองปราจีน ซึ่งอาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดและยังเป็นอาคารสำหรับแผนกผู้ป่วยในแห่งแรกของโรงพยาบาล นับถึงปัจจุบัน รวมการก่อตั้งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ 75 ปี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ยิ่งเมื่อประเทศไทย ได้นำการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมาใช้ในระบบบริการสุขภาพ มาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 โดยเริ่มจากงานสาธารณสุขมูลฐานก่อน จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 มีโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบบริการการผสมผสานบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสุขภาพ จากนั้นมีการเปิดคลินิกการบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐหลายแห่ง

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการตามแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและบูรณาการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถึงระดับเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะของแบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรระดับต้นของประเทศไทย อันเนื่องมาจากการที่โรงพยาบาลเป็นผู้บุกเบิกงานด้านการพัฒนาสมุนไพร

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงเป็น 1 ใน 14 แห่ง ที่ได้รับมอบหมายให้พัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยตัวอย่าง และได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2256

เปิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

ในวันที่ครบรอบสถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 75 ปี เป็นโอกาสอันดี ในการเปิด “โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร” ในวันเดียวกัน โดยนายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการเปิดให้บริการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร ที่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบว่า ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมากว่า 30 ปี มีการพัฒนายาสมุนไพร การบริการและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การบริการผู้ป่วยนอก การเผยแพร่ความรู้ กระทั่งปีพ.ศ.2556 ได้มีการเตรียมการในด้านบุคลากร อาคารสถานที่ โรค และอาการที่จะบูรณาการ มาตรฐานการตรวจวินิจฉัย การให้การรักษา การประเมินผล การบริหารความเสี่ยง การส่งต่อระหว่างการแพทย์ทั้ง 2 ระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีการใช้ทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทยในการตรวจ วินิจฉัย รักษา ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพอย่างมีมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการใช้ยาสมุนไพรอย่างเป็นระบบ มีการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง และมีฐานข้อมูลสามารถสืบค้นและนำไปพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพด้านสาธารณสุข เกิดการเชื่อมโยงการรักษา การส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแหล่งฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านแพทย์แผนไทยให้มีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วย และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน อนุรักษ์ซึ่งภูมิปัญญาและทำให้ประเทศและประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน มีผู้ป่วยมารับบริการเฉลี่ยวันละ 50-100 คน มีหอผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล จำนวน 18 เตียง การให้บริการ จะเน้นโรคที่เป็นจุดแข็งของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และมีแนวทางการรักษา (CPG)ชัดเจน ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคสะเก็ดเงิน การดูแลมารดาหลังคลอด โรคกระดูกและข้อ โรคตับแข็ง และโรคพาร์กินสัน โดยแพทย์แผนไทยจะตรวจวินิจฉัยระบบธาตุทั้ง 4 และตรีโทษ เส้นสิบ ดูสีผิว ลิ้น และการบำบัดรักษาด้วยการนวด การอบ การประคบ และการกดจุดปรับสมดุลแต่ละที่ รวมถึงการเผายา ย่างยา การใช้ยาสมุนไพรที่ปรุงยาตามทฤษฎีแพทย์แผนไทยและตามคัมภีร์เฉพาะผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

สำหรับกระบวนการรักษาของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีขั้นตอนการตรวจโดยแพทย์แผนไทย หัวใจหลักคือ การดูอย่างเป็นองค์รวม และนำทฤษฎีธาตุเข้ามาใช้ โดยจะเริ่มจากการซักประวัติอาการคนไข้โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการทำให้เกิดโรค ประวัติการรักษาที่ผ่านมา ประวัติการแพ้ โรคประจำตัว ตรวจวัดสัญญาณชีพ จากนั้น เข้าสู่กระบวนการตรวจทางศาสตร์แผนไทย โดยดูธาตุเจ้าเรือนว่าผู้ป่วยมีธาตุเจ้าเรือนทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรที่กำเริบ หย่อนหรือพิการ ดูความสมดุลของตรีธาตุ (ปิตตะ วาตะ เสมหะ) โดยเน้นเรื่องความสมดุลเป็นหลัก ตรวจร่างกาย โดยดูรอยโรค อาการ ลักษณะทั่วไป ดูลิ้น เยื่อบุตา สีตา ตรวจเส้นประธาน 10 และเส้นตามร่างกาย ตรวจชีพจรแบบแผนไทย(ดูลักษณะการเต้นของชีพจรซึ่งสามารถบ่งบอกอาการเจ็บป่วยได้) และตรวจกำเดา คือความร้อนในร่างกาย จากนั้น นำมาประกอบกับการรักษา เพื่อปรับเข้าสู่สมดุลก็จะไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย

“โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้บริการรักษาทางด้านแผนไทยมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งโรคที่มีผู้มารับบริการมากสุดคือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม หัวไหล่ติดเข่าเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ และโรคที่แผนปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เช่น สะเก็ดเงิน โดยพบว่า ผู้ป่วยที่มารับการรักษาได้รับประทานยาต้มสมุนไพรเฉพาะราย พบว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มดีขึ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และบางรายสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกำเริบซ้ำ”

ส่วนหัตถการที่ให้บริการ ได้แก่ การเผายา การกักน้ำมัน การประคบแช่แผลโรคสะเก็ดเงิน และการพอกยา

การจัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศรนี้ นับว่าเป็นอีกทางที่จะช่วยในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ โดยนำมาใช้ประโยชน์อย่างมีมาตรฐาน มีแบบแผน ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็นและเปิดโอกาสการรักษาให้กับผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในบางโรค บางอาการที่แผนปัจจุบันอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่แพทย์แผนไทย ยาสมุนไพร สามารถตอบโจทย์ได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคสตรี (หนาวใน/วัยทอง/การอยู่ไฟหลังคลอด) ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น การแพทย์แผนไทยยังช่วยในเรื่องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงซึ่งไม่มีในศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบัน และเชื่อว่าการจัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยหันกลับมาสู่รากเหง้าที่มีคุณค่า ที่ปู่ย่าตายายทิ้งมรดกไว้ให้เราได้ใช้ประโยชน์ โดยผ่านระบบการบริการที่มีมาตรฐาน ในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

ก้าวสู่ยุคผลิตภัณฑ์สมุนไพร กับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร

การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้น ต้องให้เกียรติ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ที่เริ่มต้นวิชาชีพเภสัชกรของโรงพยาบาล หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล นอกเหนือไปจากงานประจำแล้ว ภญ.สุภาภรณ์ ยังเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านสมุนไพรแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) ส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานภายใต้นโยบายแห่งชาติด้านสาธารณสุข

ภญ.สุภาภรณ์ ได้เก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรท้องถิ่นและการใช้ยาสมุนไพรจากหมอยาพื้นบ้าน เป็นจุดเริ่มต้นให้ภญ.สุภาภรณ์ใช้เวลาในช่วงวันหยุดออกไปพูดคุยและเดินป่าสำรวจสมุนไพรร่วมกับหมอยาพื้นบ้านเหล่านั้น เพื่อจดบันทึกข้อมูลและรวบรวมความรู้จากภูมิปัญญา

การสะสมความรู้เหล่านี้ มาถึงจุดเปลี่ยนในปีพ.ศ.2529 เมื่อ พญ.อุไรวรรณ โชติเกียรติ เพื่อนร่วมงาน ได้ขอให้พัฒนายาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเริมในปากสำหรับเด็ก ที่สามารถทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน ภญ.สุภาภรณ์จึงได้คิดค้นพัฒนาผลิตยากลีเซอรีนพญายอ จากความรู้ภูมิปัญญาไทย พญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย) เป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาเริมและงูสวัดมานาน และยังรับประทานเป็นผักได้อีกด้วย งานวิจัยยังแสดงด้วยว่า พญายอ มีคุณสมบัติด้านการอักเสบและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ซึ่งกลีเซอรีนพญายอของภญ.สุภาภรณ์ ถือเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมครั้งแรกที่มีการนำพืชสมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบในตำรับยา และนำกระบวนการผลิตและสารที่ใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบันมาผลิตเป็นยาแผนโบราณ

นับเป็นความโชคดี ที่นายแพทย์เปรม ชินวัทนานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขณะนั้น ริเริ่มก่อตั้งโครงการสาธิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างครบวงจร มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธิตและให้การฝึกอบรมแก่ชุมชนในการบูรณาการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การผลิตเป็นผลิตภัณณ์สำเร็จรูป ไปจนถึงการจำหน่าย โดยมีการสาธิตเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายใต้ชื่อ อภัยภูเบศร แก่สาธารณชน

ในที่สุด ความพยายามส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากพืชเกษตรอินทรีย์ในหมู่ชุมชนท้องถิ่นก็เป็นรูปธรรมขึ้น เมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่ยอมรับในแนวทางเกษตรอินทรีย์ โดยกลุ่มเกษตรกรบ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ต่อมาได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM และยังคงเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหลักให้แก่โรงพยาบาล แม้ว่าจะมีกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรรายใหม่เพิ่มขึ้นมาในระยะหลัง

สร้างศูนย์กลางสมุนไพรฯ เพื่อความยั่งยืนทางยา

แต่ความจำเป็นที่จะให้สมุนไพรคงอยู่ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นปัจจัยที่ภญ.สุภาภรณ์ ผู้ริเริ่มคำนึงถึง โดยภญ.สุภาภรณ์เปิดเผยถึงแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพรอย่างถูกทางว่า พืชสมุนไพรมีหลายชนิด และในจำนวนหลายชนิดก็เข้ากับกระบวนการยาตำรับ จำนวน 80-90 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวจากป่า หากไม่มีระบบการจัดการที่ดี สมุนไพรก็เสี่ยงสูญพันธุ์ การแก้ปัญหาตรงนี้ได้วางแนวคิดไว้แล้ว โดยขอสนับสนุนพื้นที่จากหน่วยงานทหารในการสร้างสวนป่าสมุนไพรลดโลกร้อนโดยความยั่งยืนทางยา ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพรหายากและเก็บรวบรวมสมุนไพรไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ชนิด อาทิ แก่นมหาด กำแพงเจ็ดชั้น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู เป็นต้น แบ่งพื้นที่เป็นส่วนปลูกไว้สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบและศึกษาวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน อีกส่วนเป็นพื้นที่ปลูกสำหรับการวิจัย ดูการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพร และมีแปลงสาธิตให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาการปลูก การเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพที่ดี ถ่ายทอดในมุมของเทคโนโลยี ทั้งยังเป็นเสมือนคลังสินค้าให้กับเกษตรกรในเครือข่าย เมื่อมีความรู้ในการปลูกดูแลเก็บเกี่ยวที่ได้คุณภาพ นำไปปลูก มีการควบคุม จากนั้นอภัยภูเบศรก็เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายวัตถุดิบให้กับเกษตรกร

“ตอนนี้มีการปลูกแต่เป็นลักษณะของการกระจัดกระจาย ดังนั้น สวนป่าสมุนไพรฯ นี้จะเป็นเสมือนศูนย์วิจัยสมุนไพร เป็นสถานที่แรกที่มีการวิจัยและการส่งเสริมในแห่งเดียวกัน และศูนย์กลางแห่งนี้จะช่วยรักษาระบบให้ยั่งยืน”

เมื่อวางเป้าหมายให้กับความยั่งยืนของระบบสมุนไพร การส่งต่อสู่อนาคต ก็ไม่ละทิ้ง

ที่ทราบมาคือในทุกปี อภัยภูเบศร โดยภญ.สุภาภรณ์ เป็นโต้โผในการจัดกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับเยาวชน เช่น การเดินป่า และค่ายหมอยาน้อย เพื่อสนับสนุนความรู้ในการใช้ยาสมุนไพรในทางปฏิบัติ และความรักธรรมชาติให้เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงค่ายรักษ์เขาใหญ่ ซึ่งเป็นค่ายฤดูร้อน เริ่มต้นจากเด็กที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปลูกฝังให้เด็กมีความรักหวงแหนในธรรมชาติ ต่อมาได้ขยายวงเป็นการจัดให้เด็กนับร้อยคนจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม มีจิตอาสา รู้บทบาทของตนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

กลุ่มรักษ์เขาใหญ่-ค่ายหมอยาน้อย

อนาคตของสมุนไพรไทย

นับเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับ คุณเกรียง ฤทธิ์เจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโรงงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในฐานะที่เป็นเยาวชนรุ่นแรกๆ ที่ได้ร่วมกิจกรรมในการออกค่ายหมอยาน้อย ซึ่งมี ภญ.สุภาภรณ์ เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งปัจจุบันคุณเกรียง ยังควบตำแหน่งประธานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ เพื่อนำทีมในการจัดกิจกรรมค่ายหมอยาน้อย และการขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มรักษ์เขาใหญ่

คุณเกรียง ในวัย 41 ปี ย้อนเล่าถึงอดีตที่เขาเดินตามภญ.สุภาภรณ์ เมื่อครั้งเป็นเยาวชน อายุราว 18-19 ปีก่อน ให้ฟังว่า กิจกรรมเริ่มราวปีพ.ศ.2535 ในแต่ละปีจัดกิจกรรมค่ายประมาณ 3 ครั้ง ระยะแรกเป็นเด็กที่อาศัยอยู่พื้นที่โดยรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และจังหวัดโดยรอบ เช่น นครนายก ปราจีนบุรี นครราชสีมา เพื่อชี้ให้เด็กเชื่อมต่อกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญา ต่อมามีเด็กที่ทราบรายละเอียดของกิจกรรมค่าย ติดต่อเข้ามา จึงขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น

“สมัยผมเด็กๆ ผมเดินตามหลังพี่ต้อม (ภญ.สุภาภรณ์) เดินป่า ชวนกันศึกษาธรรมชาติ นอนในป่า คุยภาพธรรมชาติ เขาใหญ่ สมุนไพร พูดตรงๆ ว่าตอนนั้นคิดว่าพี่ต้อมเพ้อ จะทำให้ต้นไม้ใบหญ้ามาขายเป็นเศรษฐกิจระดับร้อยล้านได้อย่างไร แต่มาถึงวันนี้ สิ่งที่พี่ต้อมคิดมันยิ่งใหญ่ เป็นจริง สร้างคนได้ สร้างเศรษฐกิจได้”

คุณเกรียง บอกด้วยว่า ในปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นผู้จัดการส่วนพัฒนาโรงงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดูแลเรื่องการผลิต แต่การทำกิจกรรมในฐานะประธานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งเมื่อเด็กได้ออกค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ ปล่อยให้เด็กลงแปลงแบบง่ายๆ ก็สรุปรวบมาถึงเรื่องขอการนำภูมิปัญญามาผนวกกับวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดสายการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรออกจำหน่ายได้

แม้ว่า ข้อมูลเรื่องต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งหมดกว่า 200 ชนิด ของอภัยภูเบศร ที่ทราบจากคุณเกรียง ทำให้เห็นภาพได้ว่า ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มเครื่องสำอางมากกว่ากลุ่มยา อีกทั้งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มเครื่องสำอางก็จำหน่ายได้ปริมาณมากกว่ากลุ่มยาก็ตาม แต่ตัวเลขการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกลุ่มเครื่องสำอางและกลุ่มยาไม่แตกต่างกัน คุณเกรียง อธิบายว่า การผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มยามีต้นทุนที่สูงมาก และผู้บริโภคมีความต้องการไม่มากเท่าที่ควร แต่อภัยภูเบศร จำเป็นต้องผลิตและจำหน่ายในราคาถูก วัตถุประสงค์เดียวคือ ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยาสมุนไพร ยังคงอยู่ในสังคม ให้คนจดจำและรู้จัก

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

จากการผลิตกลีเซอรีนพญายอ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีความเจริญเติบโตไปสู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวนมาก ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 200 รายการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ดอื่น ในจำนวนผลิตภัณฑ์กว่า 200 รายการ ผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ดังนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยา ได้แก่ 1.มะขามป้อมแก้ไอ 2.ขมิ้นชัน 3.ฟ้าทลายโจร 4.เพชรสังฆาต และ 5.หญ้าปักกิ่ง ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้แก่ 1.เซรั่มบัวไผ่ข้าว 2.แอนตี้ ดาร์ก สปอร์ต (เซรั่ม) 3.ยาสีฟันกระชาย 4.เอ็มบริก้า สกัดจากมะขามป้อม และ 5.โทนเนอร์

มะขามป้อม หรือ มะขามป้อมอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthusemblicaเป็นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Phyllanthaceaeเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และมีคุณค่าทางสมุนไพรด้วย มะขามป้อมเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือ กันโตด (เขมร-กาญจนบุรี) กำทวด (ราชบุรี) มะขามป้อม (ทั่วไป) มั่งลู่, สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด ในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เพราะมะขามป้อมลูกเล็กๆเพียงลูกเดียว ให้วิตามินซีสูงกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ถึง 12 เท่า และมากกว่าน้ำส้มคั้นถึง20 เท่า

การใช้ประโยชน์

ใช้รับประทานเพื่อบรรเทาหวัด แก้ไอ และละลายเสมหะได้ มีแทนนินซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชัน ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ยับยั้งการสร้างเมลานิน และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ได้

ขมิ้นชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ :Curcuma loga Linn., Curcuma domesticaValetonชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว ยากยอ สะยอ หมิ้น ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือ เหง้าสดและแห้ง

การใช้ประโยชน์

มีวิตามิน เอ ซี อี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว มีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดให้ลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง และช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้ดี รองจากการรับประทานหัวปลี

ฟ้าทลายโจร อยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographispaniculata (Burm.f.) Wall ex Nees.) เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียว ในตระกูล Acanthaceaeมีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา โดยในตำรายาโบราณของไทย จัดให้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถหามารับประทานแก้โรคได้เอง สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งมาก ใบรียาว ปลายใบแหลม ดอกขนาดเล็กสีขาว มีรอยกระสีม่วงแดง ลักษณะเป็นหลอด ฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ใบมีสารประกอบแลกโตน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ โรคทางเดินหายใจ แก้เจ็บคอ แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งต้องหยุดยาทันที

การใช้ประโยชน์

ฟ้าทลายโจรมีสรรพคุณหลายประการ เช่น แก้ไข้หวัด แก้ไข้หวัดใหญ่ ระงับอาการอักเสบ ไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง ฝี แก้ติดเชื้อ ที่ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ เป็นยาขมเจริญอาหาร มีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ ซึ่งควรใช้ให้ถูกต้องด้วยจะได้ผลดีมาก

เพชรสังฆาตชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissusquadrangularis L. จัดอยู่ในวงศ์องุ่น มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น

การใช้ประโยชน์

ในอดีตใช้รักษาปัญหาเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนในเพศหญิง เช่น วัยทอง ประจำเดือนผิดปกติ ความต้องการทางเพศ และใช้รักษากระดูกหัก โดยมีผลเพิ่มมวลกระดูกและช่วยให้กระดูกสมานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังใช้แก้ปวดและรักษาริดสีดวงทวารหนัก ส่วนฤทธิ์ของเพชรสังฆาต มีการศึกษาวิจัย พบว่าทำให้นอนหลับได้เร็วขึ้นและนานขึ้น นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้เพิ่มขึ้น เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก

หญ้าปักกิ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannialoriformis (Hassk.) ถิ่นกำเนิดของหญ้าปักกิ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าปักกิ่งทั่วไปในประเทศไทย

การใช้ประโยชน์

ยาจีนใช้หญ้าปักกิ่งบรรเทาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและขับพิษ หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจและกำลังมีการวิจัยออกมาสนับสนุน เช่น จากการศึกษาหญ้าปักกิ่งเพื่อใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ไม่พบความเป็นพิษ เมื่อทำการวิจัยในหลอดทดลองนั้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเต้านม โดยพบว่ามีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งปานกลางของเซลล์มะเร็ง ที่สำคัญยังพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานหญ้าปักกิ่งเมื่อได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบันนั้น ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานลดลงจากผลข้างเคียงของการฉายแสงและคีโมเทอราปี ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งและการกลับมาเป็นอีก รวมทั้งใช้ปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

คุณค่าแห่งสมุนไพร สร้างรายได้เกษตรกรบ้านดงบังปราจีนบุรี ด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สกู๊ปพิเศษ

ธัญวรัตน์ คงถาวร

คุณค่าแห่งสมุนไพร สร้างรายได้เกษตรกรบ้านดงบังปราจีนบุรี ด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์

คุณสมัย คูณสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 6 บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในแปลงอินทรีย์ เพื่ออบแห้งส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านดงบัง ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำนาทำสวนเป็นหลัก ประมาณปี 2537 เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับเริ่มต้นไปได้สวย รายได้มีขึ้นลงบ้างตามธรรมชาติของตลาด ต่อมาปี 2540 ไม้ดอกไม้ประดับราคาตกต่ำอย่างมาก ชาวบ้านจึงมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปลูกพืชสมุนไพร เริ่มจากปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริมส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

คุณสมัย เริ่มมีความสนใจที่จะปลูกสมุนไพรจึงได้ไปสอบถามทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตยาสมุนไพรควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว มีการตกลงระหว่างกันว่าบ้านดงบังจะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรมีการคุยกันและตกลงว่าจะซื้อจึงจะเริ่มปลูก

วัตถุดิบที่โรงพยาบาลต้องการในช่วงนั้นคือหญ้าปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมุนไพรตัวแรกที่ปลูกคือหญ้าปักกิ่ง โดยโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้นำพันธุ์มาให้ทดลองปลูก เมื่อปลูกสำเร็จมีความเจริญงอกงาม นำมาสู่การขยาย มีการปลูกสมุนไพรชนิดอื่นเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันปลูกสมุนไพรหลักที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ทั้งสิ้น 15 ชนิดอาทิ หญ้าปักกิ่ง หญ้าหนวดแมว เพชรสังฆาต เสลดพังพอน ชุมเห็ดเทศ ขมิ้นชัน ใบชะพลู ทองพันชั่ง อัคคีทวาร เป็นต้น พื้นที่ปลูกกว่า 70 ไร่

คุณสมัยเล่าว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่สนใจปลูกมีมากถึง 300 ราย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 12 รายเท่านั้น เนื่องด้วยความซับซ้อนในการดูแลให้ถูกต้อง ซึ่งที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์มากมาย ชาวบ้านบางรายยังคงคุ้นชินกับการใช้สารเคมี ทำให้ไม่สามารถเป็นแปลงปลูกอินทรีย์ ทำต่อไม่ไหว ซึ่งผู้ปลูก 12 รายที่เหลือในปัจจุบันได้รับรองมาตรฐานเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์แล้ว

บ้านดงบังได้รับมาตรฐานรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือมกท. ซึ่งเน้นในเรื่องของความหลากหลายทางระบบนิเวศ ไม่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช้สารเคมี และทำตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลักษณะแปลงปลูกเป็นการปลูกป่า 3 ระดับ ประกอบด้วยไม้สูง ไม้กลาง และไม้ล่าง เป็นการจัดการแปลงปลูกแบบองค์รวม เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งบ้านดงบังแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรพื้นที่แรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์ซึ่งหลังจากได้รับรองมาตรฐานแล้ว เพื่อให้มั่นใจในความสะอาดปลอดภัย จะมีการตรวจแปลงปลูกถึงปีละ3 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจรับของมูลนิธิตรวจปีละ 2 ครั้ง และมกท.ตรวจอีกปีละครั้ง ทุกๆปี

สมุนไพรเด่นที่บ้านดงบังปลูกเป็นหลัก มีจำนวนการสั่งซื้อสูง และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องทุกรอบการสั่งซื้อคือ ฟ้าทลายโจร หญ้าปักกิ่งและเพชรสังฆาต ซึ่งในการผลิตแต่ละครั้งจำนวนจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการวางแผนส่งขายสมุนไพรแต่ละชนิดภายในสมาชิกด้วยกัน โดยการแบ่งกันปลูกและส่งขายตามจำนวนสมาชิก เช่น เมื่อมีการส่งฟ้าทลายโจร 1,200 กิโลกรัม สมาชิกทั้ง 12 รายต้องรับผิดชอบผลิตด้วยกัน คือมีการผลิตเฉลี่ยรายละ 100 กิโลกรัมเพื่อส่งให้กับโรงพยาบาล เป็นวิธีการช่วยเหลือและแบ่งปันรายได้กันอย่างทั่วถึง

ส่วนวิธีการขยายพันธุ์ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ เช่น ฟ้าทลายโจรจะใช้การเพาะเมล็ดแต่ส่วนมากแล้วเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ มีข้อดีคือเติบโตเร็ว

ก่อนที่จะมีการปลูก ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี ฝ่ายการตลาดของโรงพยาบาลจะประชุมวางแผนว่าในปีต่อไปโรงพยาบาลจะใช้สมุนไพรอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร แล้วผู้ปลูกจะเริ่มการปลูกในช่วงปลายฝนต้นหนาวกระทั่งถึงเดือนธันวาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวก็จะขึ้นอยู่กับอายุของสมุนไพรแต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ได้คุณภาพและสารออกฤทธิ์ทางยาที่เป็นมาตรฐาน

วิธีการดูแล ให้ปุ๋ย

การทำเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่ใช้ต้องปลอดสารเคมี ที่นี่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแทนซึ่งปุ๋ยคอกก็ต้องมีที่มาที่ไป หากจะใช้ขี้ไก่ ห้ามใช้ขี้ไก่กรงตับ เนื่องจากไก่ที่ถูกเลี้ยงลักษณะนี้จะมีความเครียด เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะมีสารเคมีหลั่งออกมาด้วย

ศัตรูพืชของสมุนไพรไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสมุนไพรที่ปลูกส่วนมากมีรสขม ซึ่งศัตรูพืชไม่ชอบอยู่แล้ว อีกทั้งการปลูกแบบหลากหลายทางระบบนิเวศ ธรรมชาติจะจัดการตัวเองอย่างเป็นระบบ มีนก มีตั๊กแตน มีกิ้งก่า มีหนู เป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การจัดการแปลงปลูกส่วนมากเป็นเรื่องของการกำจัดวัชพืช

ให้น้ำบ่อย

เนื่องจากเป็นแปลงปลูกที่เลียนแบบธรรมชาติ จึงให้น้ำไม่บ่อยนัก คือให้ทุกเช้า วันเว้นวัน ช่วงฤดูฝนไม่ต้องรดน้ำ ให้ธรรมชาติจัดการด้วยตัวเอง โดยรวมแล้วการปลูกสมุนไพรปัญหาในเรื่องของความแคระแกร็นต่างๆจะน้อยหรือแทบไม่มีเลย มีก็ต่อเมื่อพืชบางชนิดไม่เหมาะกับบางฤดูกาล ทำให้การเติบโตมีปัญหาบ้าง

วิธีเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บผลผลิตจะเก็บตามอายุของสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น ฟ้าทลายโจรจะมีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 2-3 เดือน ในแต่ละรอบการผลิตจะปลูกสมุนไพรแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาล

บ้านดงบังแห่งนี้ถือเป็นส่วนผลิตวัตถุดิบให้กับโรงพยาบาลคือมีพื้นที่ปลูก มีโรงล้างและโรงหั่น ซึ่งแปรรูปออกมาเป็นวัตถุดิบชิ้นแห้ง ส่งให้กับโรงพยาบาล

ขั้นตอนคือเมื่อเก็บสมุนไพรจากแปลงแล้ว จะมาคัดสิ่งปนเปื้อน ส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งจากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำมาหั่น เข้าโรงตาก ตากให้แห้ง 80%แล้วนำเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 60 องศา นาน 2 ชั่วโมงก่อนจะบรรจุถุงเตรียมส่งขาย

สมุนไพรชิ้นแห้งที่ส่งขายราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 150,000 บาท เป็นราคาสมุนไพรออร์แกนิก ซึ่งราคาสมุนไพรจะมีอยู่ 3 ระดับ คือ ราคาทั่วไป ราคาปรับเปลี่ยนและราคาออร์แกนิก เปรียบเทียบราคาคือ เมื่อส่งขายฟ้าทลายโจรทั่วไปราคาจะอยู่ที่ 50 บาท ต่อกิโลกรัม หากอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ราคาจะอยู่ที่ 100 บาท ต่อกิโลกรัม และเมื่อได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์แล้วราคาจะสูงถึง 150 บาท ต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว สำหรับสมุนไพรที่แพงที่สุดของสวนบ้านดงบังคือ หญ้าปักกิ่ง ราคาตันละ 850,000 บาท ในเวลา 1ปี เกษตรกรจะส่งสมุนไพรขายให้โรงพยาบาล รายได้ 30,000-40,000 บาทต่อครอบครัว ก่อนหน้านี้ชาวบ้านปลูกสมุนไพรเป็นรายได้เสริม แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นรายได้หลักของแต่ละครอบครัวไปแล้ว

“สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากปลูกสมุนไพรขาย สิ่งสำคัญอยู่ที่การตลาด เกษตรกรปัจจุบันทำการตลาดไม่เป็น ควรมีการพูดคุยกัน ตกลงกันกับผู้ซื้อ วางระบบให้เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ปลูกต้องมีใจด้วย เพราะการปลูกสมุนไพรมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่ต่างกันแต่ละชนิด มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”บ้านดงบังนอกจากจะเป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรแล้ว ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีเกษตรกรเข้ามาดูงาน ทั้งในพื้นที่นอกพื้นที่หรือกลุ่มเกษตรกรในอาเซียนด้วย และมีกล้าพันธุ์สมุนไพรจำหน่าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมัย คูณสุข ประธานที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง เบอร์โทรศัพท์ (087) 087-5039

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทอม แฮงค์’ ในโลเกชั่นชื่อเสียงก้องโลก ‘เวนิส ฟลอเรนซ์ บูดาเปสต์ อิสตันบูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/244468

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โลเกชั่นที่งดงาม พร้อมทั้งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กลายเป็นฉากหลังทริลเลอร์ลึกลับสำหรับ ภาพยนตร์เรื่อง “Inferno
(อินเฟอโน่) โลกันตนรก สถานที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในโลเกชั่นต่างๆ ทั้ง “เมือง เวนิส, ฟลอเรนซ์, บูดาเปสต์ และอิสตันบูล” ซึ่งวันนี้เราจะมาให้ความรู้สำหรับสถานที่สำคัญนี้ ซึ่งต่างก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแตกต่างกันออกไป เริ่มต้นกันที่..เวนิส

สถานที่การถ่ายทำ ที่เริ่มต้นขึ้นที่จัตุรัสเซนต์มาร์คที่น่าตื่นตาตื่นใจเมื่อแลงดอนและเซียนน่าติดตามเงื่อนงำไปยังพระราชวังดอดจ์

จัตุรัสเซนต์มาร์ค หรือ เปียซซา ซาน มาร์โก เป็นหัวใจที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส มันถูกพูดถึงว่าเป็นห้องวาดภาพแห่งยุโรป ด้วยโบสถ์เซนต์มาร์คที่ตั้งอยู่ปลายด้านหนึ่ง หอระฆังตั้งตระหง่านตรงกลาง และบรรดาร้านกาแฟดังๆ ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างงดงามที่ทั้งสามฝั่ง พระราชวังดอดจ์ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำของจัตุรัส เป็นอาคารเวเนเชียนสไตล์กอธิค ตามชื่อพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของดยุคแห่งเวนิส ผู้ครองอดีตสาธารณรัฐเวนิส พระราชวังแห่งนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1923

ฟลอเรนซ์

ฉากในการไล่ล่ากันทั่วฟลอเรนซ์ นำ แลงดอนและเซียนน่า ผ่านอุทยานที่ยิ่งใหญ่ของพระราชวังพิตติ เพื่อไปยังเส้นทางหลบหนีของพวกเขาผ่านทางประตูลับในสวนโบโบลิ ประตูนั้นนำไปสู่ระเบียงวาซารี ซึ่งทอดตัวตามความยาวของสะพานเวคคิโอ เข้าสู่พิพิธภัณฑ์ศิลปะอุฟฟิซี

พระราชวังพิตติ เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยพระราชวังแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะพระราชวังของแกรนด์ดยุคโคสิโมที่หนึ่งแห่งตระกูลเมดิซี และเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของตระกูลนี้อีกด้วย สิ่งที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระราชวังคือสวนโบโบลิที่วิจิตรงดงาม เดิมที สวนแห่งนี้ถูกออกแบบเพื่อตระกูลเมดิซี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆ ของสวนรูปแบบอิตาเลียน ซึ่งภายหลังเป็นแรงบันดาลใจให้กับอุทยานของพระราชวังในยุโรปมากมาย

จุดสำคัญของฟลอเรนซ์คือสะพานเวคคิโอ (สะพานเก่า) คุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของมันคือร้านค้าจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นที่ขอบสะพาน และตั้งอยู่ได้บนไม้ค้ำ นอกจากนั้น สะพานแห่งนี้ยังมีทางเดินยกระดับที่เชื่อมต่อระหว่างปาลาซโซ พิตติและพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซี หนึ่งในแกลเลอรี่ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก สะพานแห่งนี้ ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นครั้งแรกโดยชาวอีทรัสคันในสมัยโบราณ เป็นสะพานเพียงแห่งเดียวในเมืองที่รอดจากเพลิงสงครามโลกครั้งที่สอง

พระราชวังเวคคิโอ เป็นศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์และเป็นหนึ่งในสถานที่สาธารณะที่สำคัญที่สุดในอิตาลี แม้ว่าตอนนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของพระราชวังเวคคิโอจะเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่มันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองท้องถิ่นเช่นเดิม นับตั้งแต่ปี 1872 พระราชวังแห่งนี้ได้เป็นที่ทำการของนายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์และเป็นที่ทำการของสภาเมืองด้วย

บูดาเปสต์

หลายฉากของเรื่องถูกถ่ายทำในบูดาเปสต์ รวมถึงงานสเตจส่วนมากของเรื่อง ตามโลเกชั่นต่างๆ บรรยากาศแบบยุโรปของเมืองนี้ยังสามารถถูกใช้แทนโลเกชั่นอื่นๆ อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุโรป คอลเลคชั่น
ที่หลากหลายของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมสิ่งของทางชาติพันธุ์มากกว่า 200,000 ชิ้น รวมถึงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ ต้นฉบับ แผ่นบันทึกเสียงเพลงโฟล์ค ภาพยนตร์และวีดีโอ ที่เป็นประเด็นน่าสนใจทางวัฒนธรรมทั้งของฮังกาเรียนและนานาชาติ

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ อาคารแห่งนี้ยังถูกใช้เป็นอาคารที่พักทหารและโรงพยาบาล ก่อนที่มันจะถูกซื้อไปในปี 1910 โดยนักสะสมงานศิลปะและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเวียนนา แม็กซ์ ชมิดท์ ผู้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นคฤหาสน์หรู ในพินัยกรรมสุดท้ายของชมิดท์ เขาทิ้งอาคารและที่ดินผืนนี้ไว้ให้กับชาวเมืองบูดา เพื่อให้มันกลายเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์สำหรับสาธารณชน แม้ว่าจะเสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงตั้งอยู่ในฐานะพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ฉากที่น่าสะพรึงกลัวและน่าขนลุกที่เกิดขึ้นในภาพหลอนของแลงดอนถูกถ่ายทำในถนนที่งดงามด้านข้างของ โรงโอเปร่าแห่งชาติฮังการี โรงโอเปร่าแห่งชาติฮังการีได้รับการออกแบบโดยมิคลอส อิบิล บุคคลสำคัญแห่งวงการสถาปัตยกรรมฮังการีในศตวรรษที่ 19 และเปิดประตูต้อนรับสาธารณชนครั้งแรกในปี 1884 อาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสไตล์นีโอ-เรเนซองส์ ด้วยองค์ประกอบแบบบาโค้ค สิ่งของประดับประดารวมถึงภาพวาดและประติมากรรมโดยบุคคลชั้นนำในแวดวงศิลปะของฮังการี

ในแง่มุมของความงามและคุณภาพของสุนทรียศาสตร์แล้ว โรงโอเปร่าในบูดาเปสต์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโรงโอเปร่าที่งดงามที่สุดของโลก, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการีถูกใช้แทนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสำหรับฉากที่แลงดอนพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของเขา, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการี (แม็กยาร์ เนมเซติ มิวเซียม) เป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในฮังการี ตัวอาคารปัจจุบันถูกสร้างขึ้นระหว่าง ปี 1837-1847 และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-คลาสสิก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่ถูกก่อตั้งขึ้น เมื่อ 200 ปี ก่อน ถูกอุทิศให้กับประวัติศาสตร์ของฮังการี และปัจจุบัน มันก็ยังคงเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์แห่งชาติฮังการี

และตบท้ายด้วย อิสตันบูล

กับฉากการถ่ายทำฉากการมาเยือน ฮาเกีย โซเฟีย ที่งดงามจับตาของแลงดอน, ซินส์กี้ และซิมส์

“ฮาเกีย โซเฟีย เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด” ปัจจุบัน กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ สถานที่แห่งนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นตามพระบัญชาของจัสติเนียน จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันออกในช่วงศตวรรษที่หก เป็นอาคารเพียงหลังเดียวในโลกที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาสามศาสนา ได้แก่พาแกน คริสเตียนออร์โธด็อกซ์และอิสลาม นิกายซุนหนี่ มีทางน้ำขนาดใหญ่หลายเส้นทางใต้อาคารหลังนี้ที่นักประวัติศาสตร์กล่าวถึงว่ามีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับเรือได้

 

สกู๊ปพิเศษ : Secret!! ‘เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์’ จอมเวทย์ DOCTOR STRANGE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/242361

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์” เขาคือ นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ วัย 38 ปี ที่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นในเวทีนักแสดงระดับฮอลลีวู้ด ได้จากบทบาทยอดนักสืบ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ของ เซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ ในซีรี่ส์เรื่อง Sherlock ซึ่งปัจจุบันเดินทางมาถึงซีซั่นที่ 4 แล้ว จากบทบาทนี้ เขาได้รับรางวัลเอมมี อวอร์ด ปี 2014 สาขานักแสดงนำชายประเภทมินิซีรี่ส์ พร้อมคว้ารางวัลศิลปินสหราชอาณาจักรแห่งปี จาก เวทีบาฟตา/แอลเอ บริทานเนีย อวอร์ด เมื่อปี 2013

เขาไม่ธรรมดา กับผลงานล่าสุดในหนังเรื่อง “The Imitation Game” กับการรับบทเป็น “อลัน เทอริง นักคณิตศาสตร์ผู้ไขรหัสลับ
ของนาซีเยอรมัน” ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเขาคือ มังกรสม็อก และ เนโครแมนเซอร์ ในเรื่อง The Hobbit : The Army of the Five Armies

โดยสำหรับบทสม็อก ทำให้คัมเบอร์แบตช์ ได้ก้าวเข้าสู่การแสดงผ่านอุตสาหกรรมโลกแห่งวงการภาพยนตร์ด้วย เทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์ อีกด้วย หลายคนที่เป็นนักดูหนังหรือนักดูซีรี่ส์ คงจะรู้จักเขากันเป็นอย่างดี เพราะเขามีผลงานมากมายในตลอดหลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดเขาได้รับบทเป็น Sherlock holmes ในทีวีซีรี่ส์ที่โด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมาก และจากการมารับบท “ดอกเตอร์ สเตรนจ์” แน่นอน เขาต้องเข้าร่วมในความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างในโลกแห่งภาพยนตร์มาร์เวล ดิ อเวนเจอร์ ในอีกไม่ช้า รวมถึง “แบล็กแพนเธอร์” ที่รับบทโดย “แชดวิค โบสแมน” อีกคน

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่คุณยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับตัวของนักแสดงยอดฝีมือคนนี้

เหตุการณ์แรกกับประสบการณ์เฉียดตาย ขณะที่เบเนดิกต์ กำลังไปถ่ายซีรี่ส์เรื่อง “To the Ends of the Earth” ในประเทศแอฟริกาใต้เขาได้ถูกปล้นรถ และก็ถูกลักพาตัวไป แต่ในที่สุดก็โดนปล่อยตัวออกมา

-เบเนดิกต์ บอกว่าหากมีเวทมนตร์เสกให้ตัวเองกลายเป็นใครก็ได้ 1 วัน เขาอยากเป็น เอลวิส

-เขาเรียนจบปริญญาโท จากโรงเรียนสอนการแสดงที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ คือ สถาบันสอนการแสดงและดนตรีแห่งกรุงลอนดอน ในสาขาการแสดงคลาสสิกสำหรับการละครมืออาชีพ

-เขามีพ่อและแม่เป็นนักแสดงทั้งคู่

-ก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เบเนดิกต์ ได้ไปยังประเทศทิเบตพักอยู่ในวัด เพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับพระ เป็นเวลาถึง 1 ปี และเขารู้สึกทึ่งและนับถืออย่างมากในการทำสมาธิของพระ

-สำหรับบท เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ทีวีซีรี่ส์ที่ฮิตกันถล่มทลาย ก่อนรับบทเขาต้องลดน้ำหนักลงหลายกิโล เพื่อให้ตัวเองมีรูปร่างผอมบางแบบฉบับ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ที่ใช้สมองมากกว่ากำลัง

-เขาอยู่ในตระกูลและสังคมชั้นสูงของลอนดอน เพราะปู่ของเขาเคยได้รับเหรียญกล้าหาญจากสงครามโลก ทั้งสองครั้ง

-เบเนดิกต์สามารถเลียนเสียงของ Alan Rickman หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อ ศาสตราจารย์สเนป ได้อย่างเหลือเชื่อ

-เขามีลักษณะม่านตาแบบพิเศษ ในดวงตาของเขามีทั้งสี น้ำเงิน สีเขียว และ สีทอง

-เบเนดิกต์ ชื่นชอบ Stanley Kubrick ผู้กำกับเรื่อง The Space Odyssey เป็นอย่างมาก โดยเขาบอกว่า เขาสามารถเขียนบรรยายความชอบที่เขามีต่อ Stanley Kubrick ได้ถึง 30,000 หมื่นคำ
เลยทีเดียว

-นอกจากในเรื่อง Sherlock ที่มาร์ติน ฟรีแมน และเขาได้เล่นด้วยกัน ยังมีเรื่อง The Hobbit อีกด้วย นั่นทำให้เขาทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทกัน

และสุดท้าย เขามักจะบริจาคภาพวาดเพื่อใช้ในการประมูลการกุศล เป็นประจำ

 

สกู๊ปพิเศษ : สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเสด็จสู่สวรรคาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/240385

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปีนี้เป็นปีแห่งการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้าเหลือเกินที่ต้องสูญเสียพ่อทั้งสอง ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และคุณพ่ออาโนล แคมเปน พ่อผู้ให้กำเนิด ลูกขอให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุด แม้ว่าพระองค์จะอยู่แห่งหนใด พระองค์จะคงอยู่ในใจข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป

ราณี แคมเปน

 

ข้าพระพุทธเจ้า นายอธิชาติ ชุมนานนท์ ขอกราบเบื้องพระยุคลบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่สวรรคาลัย ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดไม่ได้

 

อธิชาติ ชุมนานนท์

 

เป็นบุญอย่างหาที่สุดมิได้ของ คุณพ่อวรวุฒิ ไชยเชื้อ ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เข้าเฝ้าฯและกราบแทบพระบาทพระองค์ท่าน พระองค์จะสถิตในหัวใจประชาชนตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

 

คุณพ่อวรวุฒิ ไชยเชื้อ

 

“สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ #kingbhumibol #ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙

 

นนท์-ภูดิศ สุริยวงศ์

 

ข้าพเจ้า #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #kingbhumibol

 

วู้ดดี้ มิลินทจินดา

 

ลูกขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

เขมนิจ จามิกรณ์

ท่านทรงงานหนักเพื่อลูกของท่านอย่างไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ทรงทำพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จะทรงสถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยชั่วนิรันดร์ ผมขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป และจะทำความดีถวายท่าน ถวายต่อแผ่นดินไทยสืบไปครับ

ฟลุค

 

จิระ ด่านบวรเกียรติ

ขอน้อมเกล้า กราบพระบาทส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ นายศุกลวัฒน์ คณารศ #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ศุกลวัฒน์ คณารศ

ส่งพ่อหลวงสู่สวรรคาลัย

มาร์กี้ ราศรี

ถึงลูกจะไม่ได้เกิดในไทย ถึงลูกจะเป็นแค่ครึ่งไทย แต่ทั้งกายและใจของลูกเป็นคนไทยเต็มดวงหัวใจ… ภูมิใจที่ได้มีโอกาสอยู่บนแผ่นดินของพ่อภูมิใจที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร รัชกาลที่ ๙ ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์เสด็จฯ สู่สวรรคาลัยด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวคิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ #เหงื่อและน้ำตานี้เพื่อพ่อ #TheGreatestKing #ILoveMyKing

คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ

 

ในวันที่ไม่มีพ่อแล้ว แต่ความรัก ความทรงจำที่มดและคนไทยมีต่อในหลวง จะยังคงอยู่ในหัวใจตลอดไปค่ะด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

มด-ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ

หลังจากนี้ไป แชจะมีในหลวงเป็นแนวทาง จะเดินตามคำพ่อสอน และจะเป็นคนดีเพื่อให้สมกับความรักของพระองค์ และเพื่อประเทศไทย ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป รักพระองค์สุดหัวใจด้วย

 

หลี่แช-วิยดา พีรรัฐกุล  

ตอนที่ได้ทราบข่าวจากแถลงการณ์เมื่อคือวันที่ 13 ตุลาคม รู้สึกช็อกมากครับ ระหว่างทางที่นั่งรถตู้กลับมาน้ำตาไหล
ตลอดทาง มันหยุดไม่ได้จริงๆ มันเป็นความรู้สึกความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากๆ นึกถึงก็น้ำตาซึมตลอด ที่ผ่านมาก็จะเห็นท่านทรงงานหนักมากๆ เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของคนไทยในการดำรงชีวิต ขยันหมั่นเพียร ดูแลรักษาหน้าที่ตัวเอง พระองค์ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย และประชาชนคนไทยอย่างมหาศาล

 

แบล็คแจ็ค-จารุพงศ์ กล้วยไม้งาม

 

ผมรู้สึกเสียใจ และใจหายอย่างที่สุดเมื่อได้รู้ว่าเรากำลังสูญเสียพ่อของแผ่นดินไปจากโลกนี้แล้ว เพราะตั้งแต่ผมลืมตาขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทย ผมก็ได้เห็นเรื่องราวของพ่อที่สอนประชาชนมาตลอด และหนึ่งในนั้นก็คือ พ่อ แม่ ของผมด้วย เวลาท่านเสด็จฯไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ ซึ่งผมเคยนั่งดูไปก็ร้องไห้ไป เพราะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านมีต่อปวงชนชาวไทย และครอบครัวผมก็ได้ใช้แนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านสอนมาปฏิบัติด้วยครับ เพราะครอบครัวของผมเป็นชาวนา พ่อ แม่ ของผมก็ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ใช้จ่ายเกินตัว แม้วันนี้ผมจะก้าวมาทำอาชีพศิลปินผมก็ยังคงนำแนวคิดของท่านมาใช้เสมอครับ

 

เบิ้ล-ปทุมราช อาร์สยาม

+

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบแทบเบื้องพระยุคลบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

นางสาวเอมิกา กลิ่นประทุม

สกู๊ปพิเศษ : ‘โบ๊ท-ธารา’ ขึ้นแท่นพระเอกเต็มตัว ละคร ‘แสงเทียน’ ถ่ายทอดเรื่องโขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/239229

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นพระเอกเต็มตัวครั้งแรกกันเลยทีเดียว สำหรับ “โบ๊ท-ธารา ทิพา” ซึ่งผู้จัด “หนุ่ม-กฤษณ์ ศุกระมงคล” แห่งบ้านเมคเกอร์ เค พร้อมมอบบทดราม่าหนักๆ แถมจัดคอร์สเรียนโขนอย่างหนักให้อีกชุดใหญ่ เช่นเดียวกับนางเอก “เม-นิศาชล ต้วมสูงเนิน” ที่ถึงแม้จะมีพื้นฐานรำ แต่เจอรำโขน ทำเอาเครียดทุกครั้ง

นอกจากนี้ยังได้นักแสดงมากฝีมือ อาทิ ต้อม-รัชนีกร พันธุ์มณี, ศักราช ฤกษ์ธำรง, บีน-วีระกิตต์ วรัตน์ชยุต, เบสท์-ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ ฯลฯ  และแนะนำนักแสดง “โบนัส-นภสร เอกพันธ์กุล” “ซีเจมส์-ธรรมวิทย์ รัฒนาภรณ์” และ “อองตวน ปินโต”  งานนี้ได้ “กังฟู-นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริ” รับหน้าที่กำกับ

สำหรับละครเรื่อง “แสงเทียน” เป็นละครเทิดพระเกียรติที่เกี่ยวกับนักแสดงโขนพระราชทาน ระหว่าง สิบทิศและเพลงพิณพระเอก-นางเอกของเรา ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กและมีอดีตในใจที่ทำให้เพลงพิณต้องหวาดกลัวสิบทิศ แต่แล้วทั้งคู่ก็ได้รับคัดเลือกให้มาร่วมแสดงโขนพระราชทานชุด “นางลอย” ทำให้ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง และต้องซ้อมการแสดงด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มดีขึ้นและพัฒนา แต่ก็มีอุปสรรคมากมายเกิดขึ้น ทั้งพ่อของสิบทิศคือ สุทิน ที่คอยกีดขวางทั้งการเลือกเรียนนาฏศิลป์และยังเข้าใจผิดในตัวเพลงพิณอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี ศิวา พี่ชายของสิบทิศที่คอยสร้างเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น

โบ๊ท-ธารา ทิพา 

ผมรับบท สิบทิศ ซึ่งเป็นตัวละครที่น่าสงสาร เกิดมาพร้อมกับปมที่พ่อไม่รักเพราะฝังใจว่าแม่ตายเพราะคลอดเรา ตลอดเรื่องก็จะมีดราม่ากับ พ่อ (ศักราช ฤกษ์ธำรง) ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ ฉากที่เข้ากับพ่อต้องถ่ายทอดอารมณ์เยอะมาก ทั้งความเจ็บที่พ่อไม่เห็นค่าในตัวเรา หรือการไม่เคยได้รับความรักความห่วงใย กับนางเอกก็แอบรักเขามาตั้งแต่เด็ก คอยตามดูแล ก็จะมีโมเม้นต์น่ารักๆ ที่ผมคอยตามดูแลอยู่ห่างๆ รอที่ป้ายรถเมล์ขึ้นรถคันเดียวกันกลับบ้าน อารมณ์นี้เลยครับ”

ในเรื่องของการแสดงโขน

ครับ นอกจากการแสดงที่ต้องจูนต้องปรับ ผมเล่นเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รำโขน พี่หนุ่มก็ส่งไปเรียนโขน คิวละครถ่ายวันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ ผมเรียนรำช่วงเย็นวันจันทร์-วันพุธผมต้องไปเรียนควบคู่ไปกับการถ่ายทำแบบนี้

รู้สึกอย่างไรบ้าง

เหนื่อยครับ แต่ก็ภูมิใจมากครับที่ทุกฉากรำโขน ผมได้รำเองจริงๆ ใต้เศียรโขนยักษ์คือผมจริงๆ เป็นตัวเราจริงๆ ทางกองจะใช้สแตนด์อินก็ได้ แต่ผมอยากรำได้ด้วยตัวเองครับ

เม-นิศาชล ต้วมสูงเนิน 

บท เพลงพิณ มีอะไรให้เล่นเยอะค่ะ กับพระเอกช่วงแรกจะกลัว เพราะฝังใจตั้งแต่เด็กว่าเขาจะมาทำร้ายเรา เขาเป็นคนไม่ดี จนเขามาช่วยน้องชายเราถึงได้ค่อยๆ เปลี่ยนความรู้สึกที่มีทีละเล็กละน้อย ประกอบกับครูมอบหมาย ให้รำคู่กัน ซ้อมด้วยกันบ่อยๆ ก็เริ่มมีความกุ๊กกิ๊กเกิดขึ้น”

เรื่องของการรำ

เมพอมีพื้นฐานอยู่บ้างนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ ค่ะ(หัวเราะ) เพราะการรำโขน ไม่เหมือนที่เคยเรียนมาเลย พี่หนุ่มจัดให้เรียนรำสลับกับการถ่ายฉากปกติค่ะ เวลาถ่ายฉากรำก็จะมีครูคอยดู

รู้สึกกังวลหรือเครียดบ้างไหม

สารภาพตามตรงค่ะ ว่าเครียดทุกครั้งที่ถ่ายฉากรำ เมกดดันตัวเองด้วย เราอยากทำให้ดี ทำให้ได้ แต่ก็ไม่เคยท้อค่ะ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็เป็นความภูมิใจ รู้สึกว่าอินกับบทบาทที่ได้รับมาก (ยิ้ม) ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้สวมชุดโขนพระราชทานและรำ ฝากคุณผู้ชมให้ติดตามด้วยนะคะ

หนุ่ม-กฤษณ์ ศุกระมงคล ผู้จัด

ผมเตรียมงานละครเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนงานโขนพระราชทานปีที่แล้ว กังฟู (ผู้กำกับ) ก็เริ่มงานตั้งแต่ช่วงวันที่น้องๆ นาฏศิลป์เขาเริ่มออดิชั่นคัดเลือกนักแสดงโขนพระราชทานกันจริงๆ เราไปดูการออดิชั่น และตั้งใจทำ ละครถ่ายทอดเรื่องราวให้ได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะรำอย่างเดียวนะ ต่อยมวยก็มี ได้ อองตวน ปินโต มาเป็นนักแสดงรับเชิญ เป็นนักมวย (หัวเราะ) ดราม่าก็เยอะนะ เรียกว่าครบทุกรสชาติ ฝากติดตามด้วยครับ ละครชุดแม่ของดิน ในตอน “แสงเทียน” ออกอากาศตอนแรกวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 19.15 น. และออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี 19.15 น. และวันศุกร์ 18.45 น.ทางช่อง 3 และช่อง 33

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ใหม่-ดาวิกา’ เปิดใจ สนุกสุดๆ!! กับผลงานคอเมดี้เรื่องแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238159

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สุดเก๋ สำหรับภาพยนตร์ “20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น” ผลงานเรื่องใหม่ของ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ที่โดดมารับบทบาทคอเมดี้เต็มตัวเป็นครั้งแรก โดยล่าสุดนางเอกสาวโดยเปิดใจถึงการมารับบทคอเมดี้ครั้งนี้ว่า สนุกสุดๆ และเป็นอะไรที่แปลกใหม่จริงๆ นำแสดงโดย“ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่, ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา, เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม”

“ในภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงเรื่องราวของ ปาน คุณย่าวัย 74 ปี ทั้งหัวดื้อและขี้โวยวาย ครอบครัวของเธอวางแผนส่งตัวคุณย่าไปอยู่บ้านพักคนชรา ย่าปาน ออกจากบ้านไปด้วยความเศร้าและผิดหวัง เธอเดินเรื่อยเปื่อยจนไปเจอร้านถ่ายภาพแห่งหนึ่งชื่อ “ฉายารำลึก” ย่าปาน ตัดสินใจเข้าไปในร้านเพื่อถ่ายรูปตั้งใจว่าจะเป็นภาพสุดท้ายของตน แต่เมื่อออกมาจากร้าน เธอต้องตะลึงที่เห็นตัวเองหน้าตากลับย้อนไปเหมือนเธออายุ 20 ปีอีกครั้ง จากนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป เธออยากใช้ชีวิตให้สดใสและอิสระแต่อีกใจก็อยากกลับไปสานสัมพันธ์กับครอบครัว ด้วยเหตุนี้ ย่าปานจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ป่าน (ดาวิกาโฮร์เน่) และเข้าร่วมวงดนตรีกับ บูม (เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม) หลานชายของเธอ โดยมี นัท (สหรัถ สังคปรีชา) โปรดิวเซอร์หนุ่มเจ้าของรายการโทรทัศน์ ที่เห็นความสามารถอันแตกต่างจากนักร้องคนอื่นๆ ของป่าน จึงพยายามผลักดันวงดนตรีนี้ให้โด่งดัง”

ดาวิกา โฮร์เน่

“สำหรับใหม่ ก็เป็นเรื่องแรกที่ตัวเองเล่นคอเมดี้เยอะมาก และมันแตกต่างจากตัวจริงของเรา แต่มันกลายเป็นว่าทำให้เราสดชื่นมาก ชุ่มชื่น สนุกขึ้นมาอีกรอบ เราได้ทำอะไรที่มันสุดโต่งมากๆไม่เคยที่จะต้องมาทำอะไรแบบนี้ แสดงอารมณ์ได้ชัดเจน และศาสตร์การแสดงมันต่างกัน คอเมดี้ก็อีกแบบ ดราม่าก็อีกแบบ”

“ใหม่ได้รู้สึกว่าใหม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ จากสิ่งที่ใหม่เคยทำ ทุกคนจะเห็นว่าใหม่ทำอะไรมาค่อนข้างหลากหลาย เล่นอะไรที่แรง เล่นผี เล่นย้อนยุค แต่คอเมดี้ร่วมสมัยใหม่ยังไม่เคย เป็นอะไรที่แปลกใหม่จริงๆ ที่ผ่านมาก็อาจจะมีคอเมดี้บ้าง แต่เป็นแบบตัวแสดงล้อมรอบเราเขาตลก แต่ใหม่ไม่ได้ตลกไปด้วย จะจริงจังอยู่คนเดียว แต่เรื่องนี้คือไม่จริงจังแล้วนะ ฉันจะเอาฮาแล้วนะ”  ปาฏิหาริย์ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขี้น ความสนุกครั้งใหม่กำลังจะมา “20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น” พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘Stephen Lang สตีเฟน แลง’ คุณจะต้องจำชื่อเขาไปอีกนาน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/237017

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“สตีเฟน แลง” เกิดเมื่อ 11 ก.ค. 2495 คุณได้รู้จักและคุ้นเคยเขาดีจาก อวตาร Avatar และจะจดจำเขาในฐานะนักรบ เขาได้ใช้ประโยชน์จากรูปร่างที่น่ายำเกรงและพลังงานที่เหลือล้นของเขาในการแสดงที่ทรงพลัง

“สตีเฟน แลง” อดีตผู้กำกับร่วมของ แอ็กเตอร์ส สตูดิโอที่โด่งดัง  เขาได้สร้างความประทับใจ ต่อบทชายตาบอด ใน Don’t Breathe “ด้อนท์ บรีธ” ลมหายใจสั่งตาย เขาชำนาญในการแสดงทั้งภาพยนตร์ ซีรี่ส์และละครเวทีไม่ต่างกัน และเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มาอย่างยาวนาน

Don’t Breathe “ด้อนท์ บรีธ” ลมหายใจสั่งตาย ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 จาก มือเขียนบท และ “ผู้กำกับ “เฟเด้อัลวาเรซ (Evil Dead)” และผู้กำกับในตำนาน “แซม ไรมี” ในผลงานเรื่องที่ 2 ของเขา อัลวาเรซเลือกที่จะสู้ยิบตาด้วยทริลเลอร์สยองขวัญหักมุมโหดดิบ ที่นำ ….หัวขโมยสามคนมาเผชิญหน้ากับคู่ปรับที่อันตรายอย่างคาดไม่ถึง ด้วยความตั้งใจที่จะหนีจากแม่ที่ทำร้ายเธอและช่วยเหลือน้องสาวของเธอจากชีวิตที่ไร้ทางออก ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดหมายปลายทางที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับพวกเธอทั้งคู่ ร็อคกี้ (เจน เลวี)ยินดีทำทุกอย่างเพื่อหนทางรอด เธอและเพื่อนสองคน อเล็กซ์(ดีแลน มินเน็ตต์) และ มันนี (แดเนียล โซวัตโต้) ได้ดำเนินการโจรกรรมที่ผ่านการวางแผนมาอย่างรอบคอบหลายครั้ง เพื่อหาเงินสำหรับการหลบหนีจากดีทรอยท์ บ้านเกิดของพวกเขา อย่างไรก็ดี การลงมือของพวกเขากลับทำเงินได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้น เมื่อทั้งสามคนได้รู้ว่ามี ชายตาบอด (สตีเฟน แลง) ที่อาศัยอยู่ในย่านที่ไม่ค่อยมีผู้คนอาศัย เก็บซ่อนเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้ในบ้าน พวกเขาก็ตกลงที่จะลงมือทำการปล้นครั้งใหญ่ที่สุดและครั้งสุดท้ายของพวกเขา แต่แผนการของพวกเขากลับผิดพลาดอย่างมหันต์เมื่อเหยื่อของพวกเขากลับน่าสะพรึงกลัวกว่าที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้

สตีเฟน แลง

เป็นนักแสดงที่มีพลังในการแปลงกายที่ไม่ธรรมดา เขาชำนาญในการแสดงทั้งภาพยนตร์ ซีรี่ส์และละครเวทีไม่ต่างกันผลงานภาพยนตร์ของเขาที่กำลังจะเข้าฉายในปีหน้า ได้แก่ Isolation,Gridlocked, Braven, Beyond Valkyrie, Justice และ SolarEclipse ด้านจอแก้ว เขายังจะรับบท วัลโด้ มือสังหารพิการในซีรี่ส์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้โดยเอเอ็มซีเรื่อง “Into the Badlands”และตัวตนที่ลึกลับของเขายังจะปรากฏในบทอินครีส มาเธอร์ในซีรี่ส์ยอดนิยมทางดับลิวจีเอ็นเรื่อง “Salem” อีกด้วย

ด้านจอเงิน ปัจจุบัน เขากำลังเตรียมตัวที่จะกลับมารับบท ผู้พันไมลส์ ควอริทช์ซีเควล 4 เรื่องสำหรับภาพยนตร์โดย เจมส์คาเมรอนเรื่อง Avatar

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รับรางวัล “สเปเชียล จูรี ไพรซ์สาขาการแสดง” จากงานเทศกาลภาพยนตร์ฟินิกซ์จากสารคดีเรื่องBeyond Glory ซึ่งบันทึกช่วงเวลาสิบปีเบื้องหลังการแสดงเดี่ยวของเขาเกี่ยวกับผู้ได้รับเหรียญรางวัลเกียรติยศทั้งแปดคน ภาพยนตร์เรื่องนี้ควบคุมงานสร้างและนำเสนอโดย เจมส์ คาเมรอน และจอน แลนเดา ประธานบริษัทไลท์สตอร์ม เอนเตอร์เทนเมนต์และได้ถูกซื้อสิทธิ์เพื่อจัดจำหน่ายโดยกราวิทัส เวนเจอร์สผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจของเขารวมถึง Band Of Robbers, Last Exit To Brooklyn, Tombstone, Gettysburg, Gods And Generals, Public Enemies, White Irish Drinkers, Christina, A Good Marriage, Manhunter,Band Of The Hand,Conan The Barbarianและ ฯลฯ

รางวัลและการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลของเขารวมถึง รางวัลแซทเทิร์น อวอร์ดสาขาผู้ร้ายยอดเยี่ยม, รางวัลเกรซ ไพรซ์,เอ็มทีวีและทีน ชอยซ์ อวอร์ด, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์บัฟฟาโล-ไนแอการา และ วิชันเฟสต์เอ็กซ์ ภาพยนตร์เรื่อง Beyond Glory ได้รับเหรียญรางวัลคุณูปการโดดเด่นจากผู้อำนวยการของเอ็นอีเอและรางวัลบ็อบ โฮป อวอร์ดจากสมาคมเหรียญเกียรติยศสภาคองเกรส ซึ่งยกย่องการถ่ายทอดเรื่องราวของทหารอเมริกันอย่างถูกต้องของแลง

ผลงานจอแก้วของเขารวมถึงการเป็นขาประจำซีรี่ส์ในซีรี่ส์ “Terra Nova” โดย สตีเวน สปีลเบิร์ก และซีรี่ส์คลาสสิก โดยไมเคิล แมนน์ เรื่อง “Crime Story” รวมถึงบทเบ๊บ รูธ ในซีรี่ส์เอ็นบีซีเรื่อง “Babe Ruth” และ “แฮปปี้” ใน “Death of a Salesman” ประกบ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน

ผลงานละครเวทีของเขาที่นิวยอร์กรวมถึงเรื่อง A Few Good Men, The Speed Of Darkness, Defiance, Death Of A Salesman, The Guys, Hamlet และการแสดงเดี่ยว 101 ครั้ง ในเรื่อง Beyond Glory ที่โรงละครเดอะ ราวน์อเบาท์รางวัลและการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลด้านละครเวทีที่เขาได้รับรวมถึงรางวัล โทนี, ดรามา เดสก์, ลูซิลล์ ลอร์เทล,โจเซฟ เจฟเฟอร์สัน, เฮเลน เฮย์ส และสมาคมนักวิจารณ์ละครเวทีนอกเมือง

สตีเฟน แลง เป็นสมาชิกของ ดิ แอ็กเตอร์ส สตูดิโอ เขาได้รับ ปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์จากสวอร์ธมอร์ คอลเลจ และมหาวิทยาลัยแจ็คสันวิลล์ และล่าสุดกับผลบทบาทของ ชายตาบอดใน Don’t Breathe “ด้อนท์ บรีธ”ลมหายใจสั่งตาย อยากรู้จะสะพรึงแค่ไหนต้องไปพิสูจน์ ด้วยตัวคุณเองในโรงภาพยนตร์

 

สกู๊ปพิเศษ : ช่อง 3 ส่งละครนํ้าดี ‘ดวงใจพิสุทธิ์’ ส่งเสริม สถาบันครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/234768

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เรียกว่าเป็นการสวนกระแสละครในช่วงนี้กันเลยทีเดียว เมื่อช่อง3 ส่งละครรสละมุนตีตื้นฐานแฟนคลับทุกเพศทุกวัยอย่าง “ดวงใจพิสุทธิ์” แห่งค่ายโซนิกซ์ บูม 2013 โดยผู้กำกับ โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์ และ 2 ผู้จัดมากฝีมือ ชุดาภา จันทเขตต์ และ ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล ที่ส่งละครน้ำดี ตีแผ่ความบริสุทธิ์ในจิตใจ ถ่ายทอดความสดใสของเด็กๆ ผ่านพระ-นางเคมีใหม่ “สน-ยุกต์ ส่งไพศาล” ที่มารับบทเป็น หัฏฐ์ อาจารย์หนุ่มหล่อมาดขรึม เจ้าระเบียบ มั่นใจในตัวเองสูง ควงคู่พ่อแง่แม่งอนมากับสาวหน้าใส “แยม-มทิรา ตันติประสุต” ที่มารับบทเป็น ช้าง/ชินานาง นักวาดภาพประกอบสาวอารมณ์ดี ร่วมด้วยกามเทพตัวน้อยทั้งสองที่มาเชื่อมความรักให้กับทั้งคู่อย่าง น้องมาเรีย-ทิพย์รดา และ น้องรถบัส-ภคพล พร้อมทั้งนักแสดงมากฝีมืออีกคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น จอย-รินลณี, เขม-นราวิชญ์, อุ้ม-อิษยา, เพชร-กรุณพล, เจี๊ยบ-พิจิตตรา, แพร์-พิชชาภา, เป็ก-เปรมณัช, ตุ๊ก-ดวงตา,เจี๊ยบ-ปวีณา, ปู-ปริศนา ฯลฯ

“ดวงใจพิสุทธิ์” เรื่องราวความบริสุทธิ์ของเด็ก 2 คน ที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ลูกหมี (รับบทโดย น้องรถบัส) หลานสาวของ อาช้าง (รับบทโดย แยม-มทิรา) เด็กน้อยที่มีความสดใส ช่างพูด ฉลาด มองโลกในแง่ดี กับ ปุ๊คกี้ (รับบทโดย น้องมาเรีย) หลานสาวของ น้าหัฏฐ์ (รับบทโดย สน-ยุกต์) ที่พ่อ-แม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ทำให้ต้องมาอยู่ในความดูแลของ ชลีกร(จอย-รินลณี) ป้าสะใภ้ ที่แอบชิงชังริษยาครอบครัวของปุ๊คกี้มาโดยตลอด จึงถูกป้าสะใภ้กับลูกๆ กลั่นแกล้ง และทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจ โดยที่ลุงแท้ๆ ไม่มีเวลาพอที่จะเอาใจใส่ เด็กน้อยจึงมีสภาพจิตใจเสียหายยับเยิน มีอาการซึมเศร้า หวาดระแวง จนน้าหัฏฐ์ต้องขอมาเลี้ยงดูในสังคมใหม่ๆ เรื่องราวความสนุกจึงเกิดขึ้น เมื่อเพื่อนบ้านอย่าง อาช้างและน้าหัฏฐ์ ต้องมาพบปะกันโดยมีกามเทพตัวน้อยอย่างสองเด็กน้อย เป็นสื่อรักเชื่อมเรื่องราวต่างๆ ให้เกิดขึ้น

ผู้กำกับ โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์

“สำหรับละคร ดวงใจพิสุทธิ์ จริงๆ ละครเรื่องนี้เป็นละครที่ผมคิดว่ามันยากมากนะครับสำหรับผมนะ สิ่งที่คิดก่อนจะลงมาทำเพราะว่ามันมีเรื่องของคดีความ เรื่องของความอบอุ่นภายในครอบครัว เรื่องของการดูแลเด็ก เรื่องของการทารุณกรรมเด็ก สภาวะจิตใจเด็ก เรื่องของสถาบันครอบครัวมันมีความสำคัญอย่างไรต่อเด็กบ้าง การทอดทิ้ง การเพิกเฉย การไม่ดูแล การเลี้ยงดูอย่างไรให้เด็กได้มีสภาพจิตใจที่สมบรูณ์ มีสภาวะจิตใจที่สดใสแข็งแรง พวกนี้มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับผมนะครับ ต้องเข้าไปศึกษารายละเอียดต่างๆ แต่ว่าเราทำๆ ไปมันมีความรู้สึกว่าเราอยากนำเสนอเรื่องนี้ให้กับคนดูบ้านเราได้ดูในสิ่งที่เรากำลังสื่อสารบอกว่า ทำไมสังคมไทยเราปัจจุบันนี้ถึงมีความรุนแรงเกิดขึ้นเยอะมาก มันเริ่มมาจากอะไร มันเริ่มมาจากครอบครัวไหม ครอบครัวให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรือเปล่า การดูทีวี การดูสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครหรือข่าวสารต่างๆ คุณอธิบายให้เด็กมากน้อยแค่ไหน ว่ามันมีสิ่งดีและสิ่งไม่ดีแอบแฝงในข่าวสารนั้นๆ อยู่ เราทำความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนที่จะให้เด็กเขากล้าที่จะถาม กล้าที่จะคุยกับคุณว่าทำไมคนนี้เขาถึงเป็นคนดี ทำไมคนนี้ถึงไม่ดี คุณสอนเขายังไง เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนของสิ่งที่ควรทำประจำสม่ำเสมอครับ ไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียวแล้วก็ปล่อยผ่านไป แล้วให้เขาไปเสพสิ่งต่างๆ แล้วเข้าใจแล้วคิดกันเอง ซึ่งพอผมได้มาทำละครเรื่องนี้ ผมมีความรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นละครที่มีประโยชน์ต่อสังคมบ้านเรา ในสภาวะที่สังคมเกิดความรุนแรงอยู่ในสังคมต่างๆ อยากให้ได้ติดตามชมกันครับ รับรองว่าเป็นละครน้ำดีที่แฝงข้อคิดต่างๆ มากมายครับผม”

ละครน้ำดี “ดวงใจพิสุทธิ์” ติดตามชมได้ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20-22.50 น. ทางช่อง 3 (ออริจินัล) และช่อง 33HD ออกอากาศตอนแรก วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายนนี้

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘หัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพ’ลดต้นทุนได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234985

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันฝรั่งเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรสูงถึง15,000-25,000 บาท/ไร่/ปี ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งผลิตมันฝรั่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา ตาก และเพชรบูรณ์ และมีการขยายไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย สกลนคร และนครพนม โดยมีการเพาะปลูกทั้งมันฝรั่งพันธุ์สปุนต้าซึ่งใช้บริโภคทั่วไป มีความต้องการ ประมาณ 10,000 ตัน/ปี และมันฝรั่งพันธุ์โรงงาน คือ พันธุ์แอตแลนติกใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมมันฝรั่งที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการแปรรูปเป็นมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ(potato chip) ต้องการใช้มากถึง140,000 ตัน/ปี ผู้ประกอบการจึงต้องนำเข้ามันฝรั่งสดจากต่างประเทศปีละ34,000-35,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งสูงถึง 13,000ตัน/ปี มีมูลค่านับร้อยล้านบาท

นางสาวอรทัย วงค์เมธา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากหัวพันธุ์มันฝรั่งนำเข้ามีราคาแพง บางปีสูงถึง 35 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขณะที่หัวพันธุ์มันฝรั่งที่เกษตรกรเก็บไว้ใช้เองไม่มีคุณภาพ และมีปัญหาเรื่องโรค ทำให้การผลิตหัวพันธุ์ใช้ภายในประเทศยังมีปริมาณน้อย และไม่เพียงพอต่อความต้องการ จากปัญหาดังกล่าวกรมวิชาการเกษตรจึงได้เร่งดำเนินการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งหลัก (G0) ปีละ 500,000 หัว และหัวพันธุ์ขยาย (G1) ปีละ 50 ตัน จำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการและลดการนำเข้าหัวพันธุ์บางส่วนจากต่างประเทศ พร้อมลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรด้วย

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้เกษตรกรได้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพดี ให้มีผลผลิตส่งโรงงานแปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการเป็นผู้ผลิตหัวมันฝรั่งสด เพื่อการแปรรูปให้เพียงพอกับความต้องการของโรงงานแปรรูปในระยะยาว

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ได้พัฒนาขั้นตอนการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของสหกรณ์และเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยมี6 ขั้นตอน คือ 1.ผลิตต้นอ่อนปลอดเชื้อโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในอาหารแข็ง และการผลิตด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราว (TIB) 2.การผลิตต้นแม่พันธุ์ในโรงเรือน 3.การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งหลัก G0ในระบบแอโรโปนิค (Aeroponic) หรือระบบรากลอยในอากาศ และวัสดุปลูกภายในโรงเรือนกันแมลง โดยจะเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์เมื่อต้นมันฝรั่งอายุได้ 90 วัน4.การผลิตหัวพันธุ์ขยาย หรือ G1 ในแปลงปลูก ใช้ระยะเวลาปลูก90 วัน ก็เก็บเกี่ยวหัวพันธุ์คุณภาพจำหน่ายให้เกษตรกรได้ ราคากิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งต่ำกว่าหัวพันธุ์ที่นำเข้า 5.การผลิตหัวพันธุ์รับรอง หรือ G2-G3โดยกรมวิชาการเกษตรจะผลิตและจำหน่ายให้เกษตรกรหรือบริษัทเอกชนในราคาถูก ซึ่งหัวพันธุ์ G2 กิโลกรัมละ20 บาท และหัวพันธุ์ G3 ราคากิโลกรัมละ 18 บาท และ6.การตรวจสอบโรคไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งทุกขั้นตอนการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งของกรมวิชาการเกษตรต้องดำเนินการตรวจสอบโรคไวรัสและแบคทีเรีย เพื่อให้ได้หัวพันธุ์คุณภาพ โดยหัวพันธุ์ทุกชุดที่ผ่านการตรวจแล้วจึงจะจำหน่ายให้เกษตรกร

ปีนี้ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เร่งดำเนินการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่ง G1คุณภาพไม่น้อยกว่า 50 ตัน จำหน่ายให้กับสหกรณ์ผู้ปลูกมันฝรั่ง บริษัทเอกชน นำไปปลูกขยายเป็นหัวพันธุ์ G2 ป้อนให้เกษตรกรที่ผลิตมันฝรั่งสดป้อนโรงงานแปรรูป เป็นช่องทางหนึ่งที่จะเพิ่มปริมาณหัวพันธุ์คุณภาพให้เพียงพอ ช่วยลดปริมาณการนำเข้าจากประเทศ ที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้

“หัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพที่กรมวิชาการเกษตรผลิตได้นั้น มีขนาดหัวเล็กกว่าหัวพันธุ์ที่นำเข้า เมื่อนำไปปลูกเกษตรกรไม่ต้องผ่าหัว ทำให้ต้นมันฝรั่งมีความแข็งแรง ทนทานต่อโรคได้ดีกว่า เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 3.5 ตัน/ไร่ ขณะที่หัวพันธุ์นำเข้าจะมีขนาดใหญ่ เกษตรกรจะใช้วิธีผ่าหัวแล้วนำไปปลูก ทำให้ต้นมันฝรั่งไม่ค่อยแข็งแรงและให้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 2-2.5 ตัน/ไร่” นางสาวอรทัยกล่าว

หากสนใจหรือต้องการ “หัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพ” สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร โทร.0-5311-4133-36 และ 0-5311-4070-71 ในวันและเวลาราชการ