สกู๊ปพิเศษ : คึกคัก ในงาน ‘ไทยเที่ยวไทย’ ชวนไปภาคเหนือตอนล่าง 2 นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234196

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หากเอ่ยถึงแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือของประเทศไทย หลายคนคงคิดไปไกลถึงเชียงใหม่ เชียงราย หรือแม่ฮ่องสอน ทำให้การวางแผนท่องเที่ยว ยาวไกลพอๆ กับสถานที่ ซึ่งนานๆ ครั้งถึงจะมีโอกาสได้ไปเที่ยว

แต่เชื่อว่าความคิดในการท่องเที่ยวภาคเหนือของหลายคนจะเปลี่ยนไป หากได้มาเที่ยวงาน “ไทยเที่ยวไทย”ครั้งที่ 40 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน 2559 ในงานนี้ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี ได้ร่วมงานจัดแสดงจำลองสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมถึงวิถีชีวิตและประเพณีต่างๆซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

“ช่องเย็น” อุณหภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของถนนคลองลาน-อุ้งผาง อยู่ในพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติแม่วงก์” จังหวัดกำแพงเพชร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสวยงาม  เป็นช่องเขาที่มีลมพัดผ่านตลอดเวลา เป็นที่มาของชื่อ “ช่องเย็น”เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นและชื้น จึงพบพันธุ์ไม้ที่ชอบความชุ่มชื้นได้แก่ กลัวยไม้ เฟิร์น และยังเป็นถิ่นอาศัยของนกหลากหลายชนิดเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองไทย ชวนให้น่าไปเที่ยวอย่างยิ่ง “น้ำตกคลองลาน” ในอุทยานแห่งชาติคลองลาน เป็นน้ำตกที่สวยงาม และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรที่ได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลก”จาก UNESCO เมื่อปี 2534 มีโบราณสถานที่น่าสนใจเช่น “วัดพระสี่อิริยาบถ” วัดช้างรอบ” ตลาดยัอนยุคนครชุม จำลองบรรยากาศแบบย้อนยุคเปิดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ต้นเดือน จังหวัดนครสวรรค์ เมืองสี่แคว เป็นต้นสายของแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนมีพุทธสถาน“วัดคีรีวงศ์ และหอชมเมือง” ซึ่งเป็นอาคาร 10 ชั้นสูงประมาณ 32 เมตร จะมองเห็นทัศนียภาพของเมืองนครสวรรค์ได้อย่างสวยงาม มี “พระจุฬามณีเจดีย์” ตั้งอยู่บนยอดเขาดาวดึงส์ ตัวฐานพระเจดีย์ สร้างในสมัยทศวรรษที่ 19 ปลายสมัยกรุงสุโขทัย สามารถเข้าชมได้ทุกวัน

จังหวัดพิจิตร สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ “บึงสีไฟ” เรื่องราวทางวรรณคดีไทยอย่างไกรทอง และ พญาชาละวัน ยังคงกล่าวขานถึงจนปัจจุบัน สักการะ “หลวงพ่อเพชร” พระคู่บ้านคู่เมือง ที่วัดท่าหลวง และ “หลวงพ่อเงิน” ที่วัดบางคลาน สุดท้ายที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่บอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมและประเพณีที่น่าสนใจไว้มากมาย อาทิเช่น “ประเพณีตักบาตรเทโวที่ วัดสังกัสรัตนคีรี” ซึ่งมีขึ้นในวันออกพรรษา พระสงฆ์เดินลงบันไดจากยอดเขาสะแกกรัง 449 ขั้นเพื่อมารับบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชน ช่างเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราววิถีชีวิตชาวแพ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ก็ยังเป็นภาพที่น่าตื่นตาทุกครั้งที่ได้มาสัมผัส ตลอดจน“ถนนคนเดินตรอกโรงยา” ที่รวบรวมเรื่องราวในอดีตให้นักท่องเที่ยวมาเดินในทุกวันเสาร์

นอกจากแบบจำลองที่มาจัดแสดงให้ผู้เดินเยี่ยมชมงานได้มาถ่ายภาพอย่างสนุกสนานแล้ว สิ่งที่ทำให้บูธของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ดูคึกคักเป็นพิเศษ ก็คือกิจกรรม “ถ่ายภาพในบูธ กดแชร์ กดไลค์” รับของที่ระลึก แก้วน้ำสกรีนภาพแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกลุ่มจังหวัด หรือเข็มกลัดภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อีกด้วย

สำหรับผู้ที่พลาดเที่ยวชมงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 40” สามารถดูข้อมูลการท่องเที่ยวของกลุ่มภาคเหนือตอนลาง 2 ได้ที่ facebook แฟนเพจ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2…. แล้วจะรู้ว่าชอบ การเดินทางที่ไม่ไกล มาเที่ยวนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตและอุทัยธานี มีดีกว่าที่คิด…

สกู๊ปพิเศษ : ‘Shin Godzilla ชิน ก็อดซิลล่า’ กับ 3 ซุป’ตาร์ดังจากแดนซามูไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/232574

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Shin Godzilla (ชิน ก็อดซิลล่า) เป็นหนังภาคล่าสุดของเฟรนไชส์ก็อดซิลล่า โดยอสูรกายขนาดยักษ์ที่สูงถึง 118.5 เมตรสูงสุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมได้ 3 ซูเปอร์สตาร์มากฝีมือที่มาร่วมถ่ายทอดบทบาทสำคัญ

ฮิโรกิ ฮาเซกาว่า หลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคอภาพยนตร์และซีรี่ส์ญี่ปุ่น เพราะฮิโรกิเพิ่งมี Attack of the Titans (แอทแทค ออฟ ดิ ไตตัน) ภาค 1 และ 2 นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล Best Supporting Actor (เบสท์ ซัพพอร์ทติ้ง แอคเตอร์) จากภาพยนตร์ซีรี่ส์ I’m Mita, Your Housekeeper (แอม มิตา, ยัวส์ เฮ้าส์คีพเปอร์) ในการประกาศรางวัล Television Drama (เทเลวิชั่นดราม่า) ครั้งที่ 71

ซาโตมิ อิชิฮาระ นางแบบนักแสดงซูเปอร์สตาร์สาวที่มีความสามารถด้านการแสดงโดดเด่น มีผลงานมากมายทั้งภาพยนตร์และซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็น My Granpa (มาย แกรนป้า) ที่เธอแสดงสามารถกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆมากมายถึง 6 สถาบัน, Teru Teru Kazoku, H2 ที่สร้างจากการ์ตูนวัยรุ่นระดับเบสท์เซลเลอร์ของอาดาจิ มิซึรุ รวมไปถึงผลงานภาพยนตร์ที่เคยเข้ามาฉายในเมืองไทยอย่าง The Bandage Club (ดิ แบรนเอจ คลับ) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลงานล่าสุดที่เปลี่ยนลุคสวมแว่นกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์สุดเนิร์ดบ้าพลังในภาพยนตร์สุดฮิตอย่าง Attack On Titan

ยูทากะ ทาเคโนะอุจิ นายแบบ ซูเปอร์สตาร์นักแสดงหนุ่มหล่อเซอร์ขวัญใจสาวๆจากผลงานที่ผ่านมาอย่าง “สื่อรักอินเตอร์เนต (WithLove–วิท เลิฟ)”, Beach boys และ ซีรี่ส์แอ๊กชั่นดราม่าสุดเข้มข้นอย่าง ทีมล่าทรชน (boss-บอส) ที่ฉายทาง ไทยพีบีเอส

ช่วยเล่าบทบาทของแต่ละคน

คุณฮาเซกาว่า

บทบาทของผมคือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นบทที่ต้องเผชิญหน้ากับก็อดซิลล่าโดยตรง ยางูจิ เป็นวีรบุรุษบูชิโดแบบดั้งเดิม ต้องฝึกให้ตัวเองฮึกเหิม ให้กลายเป็นผู้นำให้ได้ เขาแสดงความเป็นผู้นำภายในองค์กร และช่วยกระชับความสามัคคีความแข็งแกร่ง เป็นคนที่เป็นความหวังของอนาคตญี่ปุ่น โจทย์ของผมก็คือ ผมจะทำแบบไหนให้กลายเป็นนักการเมืองที่ทุกคนเชื่อ เป็นชายอายุ 30 กว่าๆ ได้เป็นเลขาฯ คณะรัฐมนตรี ผมพยายามเล่นให้มันดูมีตัวตนจริงๆ คิดว่าตัวละครต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง มันก็มีปัญหามากมายเกิดขึ้น ทั้งในองค์กรทั้งประเทศ อยากที่จะปกป้องพลเมืองในประเทศ พอคิดแบบนี้ ตัวละครมันก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเอง ส่วนอื่นๆ ผมก็จะถามผู้กำกับอันโนะ เขาจะค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ

ทาเคโนะอุจิ

ผมได้รับบทเป็นนักการเมืองครับ ผมไม่เคยเล่นบททำนองนี้มาก่อนเลย ปกติผมก็จะเห็นนักการเมืองจากในทีวี ครั้งนี้ต้องมาเล่นเอง มันตรงกันข้ามกับบุคลิกของผมเลย ผมไม่รู้จะแสดงยังไง พออยู่ในกองถ่าย พอไม่เข้าใจอะไรก็ถามผู้กำกับก่อน ก็ได้รับคำแนะนำอย่างดี ความคิดของผู้กำกับนั้นสุดยอดจริงๆ เขารู้ลึก รู้ไปหมด นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจตอนถ่ายทำกับคุณอันโนะ บทของคุณฮาเซกาว่าเป็นนักการเมืองที่อ่อนหัด ซึ่งมันตรงกับบทบาทของผมเลย

อิชิฮาระ

บทที่ฉันได้รับคือ คายาโกะ แอน แพตเตอร์สัน เป็นคนอเมริกันที่เป็นผู้ติดตามพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐ พ่อของเธอมีอำนาจมันทำให้เธอโตมาเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง แต่คำพูดของยางูชิทำให้เธอได้นึกถึงรากเหง้าความเป็นญี่ปุ่นในตัวเธอ นอกจากเรื่องอสูรกายมันยังเป็นเรื่องราวการเติบโตของผู้หญิงคนหนึ่งด้วย

การทำงานในกองถ่ายเป็นอย่างไรบ้าง

อิชิฮาระ

ในช่วงระหว่างถ่ายทำ ฉันปวดท้องเพราะโรคกระเพาะกำเริบทุกวันเลยค่ะ จึงทำให้รู้สึกเคว้งมาก ทั้งยังรู้สึกกดดันสูงมากด้วย ตอนเริ่มถ่ายซีนแรกๆ ฉันเครียดมาก ฉันไม่เข้าใจ เวลาถ่ายฉากที่ต้องมองก็อดซิลล่า (ต้องมองอากาศ) ฉันต้องทำแบบไหนนะ ต้องมองยังไง ฉันเริ่มรู้สึกท้อแท้ ก็เลยบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่ายอมแพ้นะ ด้วยบทบาทในเรื่อง ฉันต้องเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์เก่งเสียด้วยสิ แล้วพอถ่ายไปเรื่อยๆ เปลี่ยนซีนไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ เล่นได้ ความรู้สึกเคว้งก็ค่อยๆ หายไป ค่อยๆ ปรับตัวได้

การถ่ายทำช่วงไหนที่คิดว่ายากที่สุด

ฮาเซกาว่า

ผมคิดว่าแสดงบทบาทการเมืองให้ดูสมจริงนั้น ค่อนข้างยากลำบาก บทบาทของผมก็จะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองครับ ถ้าพูดถึงนักการเมืองละก็ ผมก็เห็นทั่วไปตามสื่อโทรทัศน์แค่นั้นครับ ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง อย่างเช่น เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ก็จะมีกล้องถ่ายล้อมรอบพร้อมกับการถูกรุมถาม เป็นสิ่งที่ทำได้ยากลำบากมากๆครับเพื่อให้ดูสมจริง

ทาเคโนะอุจิ

ขณะถ่ายทำฉาก CG นั้นเนื่องจากข้างหลังเป็นฉากสีเขียวพอมองไปยังจอมอนิเตอร์ จึงทำได้เพียงจินตนาการภาพเอาเองครับ ซึ่งเมื่อก็อดซิลล่าปรากฏตัว ก็จำเป็นต้องแสดงท่าทางตกใจพร้อมกับพูดคำว่าว่า โอ้ว ซึ่งผมไม่อยากแสดงออกมาให้มันดูไม่สมจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดว่าจะต้องแสดงในลักษณะไหนดี ซึ่งนั้นแหละครับเป็นสิ่งที่ยาก

อิชิฮาระ

ช่วงก่อนที่จะถ่ายทำค่อนข้างลำบากค่ะ ตอนที่ได้รับบทภาพยนตร์มานั้น มีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมดแถมยังเป็นคำที่เข้าใจยากอีกด้วย ศัพท์เกี่ยวกับข่าวอะไรทำนองนั้น ซึ่งมันยากต่อการเข้าใจ มีส่วนที่ไม่เข้าใจเยอะมาก จึงจำเป็นที่จะต้องหาความหมายเพิ่มเติม

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำหนดฉายทั่วโลก 100 ประเทศ รู้สึกอย่างไรที่ได้รับความสนใจขนาดนี้

ฮาเซกาว่า

ก็ดีใจมากที่หนังได้ฉายในหลายๆ ประเทศ สมมุติว่าเวลาผมไปทำงานในต่างประเทศ คนก็จะถามว่า “คุณคือนักแสดงเรื่องก็อดซิลล่าใช่ไหม” แล้วการที่ก็อดซิลล่าไปฉายในเมืองนอก อาจจะทำรายได้ของหนังเพิ่มขึ้นด้วย(หัวเราะ) ผมดีใจมากครับ

ทาเคโนะอุจิ

ก็รู้สึกดีใจจริงๆ เพราะตอนแรกผมก็เหมือนกับคุณผู้กำกับอันโนะครับ ว่าเราจะรับงานนี้ดีไหมนะ แต่ว่าพอตอนนี้หนังมันเสร็จแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่ดีมากๆ เลย ดูจบแล้วมีความฮึกเหิมสุดๆ ก็รู้สึกไม่ได้อยากให้แค่คนญี่ปุ่นได้เห็นนะครับ แต่ผมก็อยากให้คนทั่วโลกได้เห็นเหมือนๆ กัน ที่สำคัญ ผมก็อยากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นที่มีต่อหนัง และนั่นก็คือสิ่งที่รู้สึกดีใจ เวลาที่มีคนพูดถึงงานของเรา

อิชิฮาระ

เป็นเวลา 60 ปีแล้วที่โตโฮสร้างก็อดซิลล่ามาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นใครเกิดในช่วงเวลาไหน ก็ต้องรู้จักก็อดซิลล่ากันหมด การได้ไปฉาย 100 ประเทศก็สุดยอดมากๆ เลย จนถึงตอนนี้ แม้จะอยู่มา 60 ปีแล้วก็อยากให้มันมีไปเรื่อยๆ อยากให้ทั่วโลกได้เห็น

ความรู้สึกเมื่อภาพยนตร์ถ่ายทำสร็จสมบูรณ์แล้ว

ทาเคโนะอุจิ

การที่ผมได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ “ก็อดซิลล่า” ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับยอดฝีมือขนาดนี้ คงจะเป็นความรู้สึกที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต ตอนที่ผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ บทหนามากครับ ตัวหนังสือเต็มพรืดไปหมด จนผมจินตนาการไม่ออกเลยว่ามันจะออกมาอย่างไร แม้กระทั่งตอนระหว่างถ่ายทำ พอหนังเสร็จแล้ว ตอนได้ดู ก็รู้สึกภูมิใจมาก

ฮาเซกาว่า

รู้สึกปลื้มสุดๆเลยครับ เพราะนี่เป็นภาพยนตร์ก็อดซิลล่าแนวใหม่ ผมเคยดูวีดีโอเมื่อตอนเด็กๆ ผมกลัวมันมากตอนนั้น แต่มันทำให้ผมรู้ว่าหนังญี่ปุ่นมันน่าทึ่งขนาดไหน

ชิฮาระ

ฉันว่าพวกเขาต้องกล้ามากที่ทำหนังแบบนี้ออกมาในตอนนั้น มันยอดมากที่เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ เป็นหนังเฟรนไชส์หนังที่ยาวนานมาถึง 60 ปี ซึ่งฉันเองก็เพิ่งจะได้ดูไปเมื่อวันก่อนนี้ค่ะ รู้สึกกลัวจนตัวสั่นเลย

อยากฝากอะไรทิ้งท้าย

อิชิฮาระ

ฝากถึงท่านผู้ชมว่าถ้าชอบส่วนไหน มีความรู้สึกยังไง มีประสบการณ์ระหว่างชมอย่างไร ตอนดูจบก็ช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันเยอะๆ นะคะ

ทาเคโนะอุจิ

“Shin Godzilla” สร้างโดยจินตนาการของคุณอันโนะ (ผู้กำกับ) โดยทำให้ก็อดซิลล่ามีตัวตนในประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ผมกลับคิดว่ามันไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยอยากให้ทุกคนทั่วโลกได้รับชมและแสดงความคิดเห็นกันเยอะๆ นะครับ

ฮาเซกาว่า

ในระหว่างการถ่ายทำนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งผมก็ได้สัมผัสมันมาแล้ว ทั้งทำงานหามรุ่งหามค่ำ การต้องเสี่ยงอันตราย แต่ก็ดีใจที่ได้ร่วมชะตากรรมพร้อมกับทีมงานทั้งหมด 328 ชีวิต โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ “ญี่ปุ่นยังคงมีอยู่” พวกเราจะได้เห็นการทำงานเป็นทีมเวิร์กที่ดีตามวิถีของคนญี่ปุ่น การให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาร่วมกัน มันเป็นประเด็นที่ดีมากๆ ผมอยากให้ทุกคนได้ชม กำหนดฉายในประเทศไทย 8 กันยายนนี้ และขอบคุณแฟนๆ ชาวไทยทุกคนด้วยนะครับ

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘Imperium สายลับขวางนรก’ กับการพลิกบทบาท ครั้งสำคัญของ ‘แดเนียล แรดคลิฟฟ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/231465

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ฮอลลีวู้ด ไทยแลนด์” แท็กทีม “แฮนด์เมด ดิสทริบิวชั่น” เอาใจแฟนพันธุ์แท้หนัง แอ๊กชั่นบู๊ระห่ำ ส่งสุดยอดภาพยนตร์แอ๊กชั่น-ทริลเลอร์เรื่อง “Imperium” (อิมพีเรียม) หรือที่มีชื่อภาษาไทยว่า “สายลับขวางนรก” พบกับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของนักแสดงหนุ่มชื่อดังอย่าง “Daniel Radcliffe” (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) ที่สลัดคราบพ่อมดน้อยจากภาพยนตร์แฟรนไชส์ Harry Potter (แฮร์รี่ พอตเตอร์) และ Now You See Me 2 (นาว ยู ซี มี 2) มาโกนหัวสวมวิญญาณเป็น เอฟบีไอหนุ่มที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกองทัพนาซีเพื่อสืบราชการลับ ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมืออย่าง Tony Collette (โทนี่ คอลเล็ตต์), Tracy Letts (เทรซี่ เลตต์), Sam Trammell (แซม แทรมเมล)ฯลฯ จากผลงานการกำกับของ Daniel Ragussis (แดเนียล รากัสซิส) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ Michael Garman (ไมเคิล เจอร์แมน) 8 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

Daniel Ragussis (แดเนียล รากัสซิส) ผู้กำกับเล่าถึงที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ฟังว่า

“โดยเนื้อแท้แล้ว Imperium (อิมพีเรียม) เป็นเรื่องราวของตำรวจลับที่ชื่อ Michael Garman (ไมค์ เจอร์แมน) อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ผู้คร่ำหวอดกับการแฝงตัวเข้าไปในชุมชนผู้เทิดทูนคนขาว เป็นแรงบันดาลใจให้ผมบอกเล่าเรื่องราวคลาสสิกนี้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร เจ้าหน้าที่คนนี้ต้องซึมซับตัวเองให้อยู่ในโลกที่แปลกแยก ดังนั้นเรื่องราวของ Mike (ไมค์) เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำอย่างเดียวกัน ผมเริ่มต้นการเดินทางไปที่ชุมชนขนาดใหญ่ในเมือง ที่นั่นมีการแสดงออกที่โจ่งแจ้งเช่น พวกสกินเฮ้ดที่กระหายการต่อสู้ พวกคูคลักซ์แคลน พวกคนยากจนไร้การศึกษา ถูกกระทำทารุณ พวกเขาทั้งหมดต่างก็ถูกร้อยโยงกันด้วยความศรัทธาที่ไม่สั่นคลอนที่ว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในรัฐเผด็จการ

เหตุการณ์ปฏิวัติแบบนี้นี่เองที่ Michael Garman (ไมค์ เจอร์แมน) ใช้เวลาหลายปีเพื่อป้องกันมัน และแม้ว่านี่จะเป็นภาพยนตร์
เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มที่เสี่ยงชีวิตที่จะทำเช่นเดียวกัน แต่มันก็ยังเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตคู่ขนานกับสังคมของเรา ผู้ที่เฝ้ารออย่างอดทนให้ถึงวันที่พวกเขาจะสามารถสลัดจากอำนาจของผู้กดขี่พวกเขาและลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครั้ง

“ในภาพยนตร์เรื่องนี้แฟนๆ จะได้เห็นบทบาทการแสดงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของ “Daniel Radcliffe” (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) ที่ยอมลงทุนโกนหัวเพื่อให้สมกับบทบาทเอฟบีไอที่เขาได้รับ อยากให้ลองติดตามฝีมือการแสดงของ Daniel (แดเนียล) ที่แปลกตาออกไป ผมกล้าการันตีว่าคุณไม่เคยเห็นเขาเล่นแอ๊กชั่นเต็มๆ แบบนี้ในภาพยนตร์เรื่องไหนมาก่อนครับ…”

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘โป๊ป-เดียร์น่า’ ดราม่าเชือดเฉือนเต็มอารมณ์ ใน ‘เลือดรักทระนง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/230356

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ได้คิวออกอากาศแล้วสำหรับละครดราม่าเข้มข้นเรื่อง “เลือดรักทระนง” ของผู้จัด จริยา แอนโฟเน่ บริษัทเมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด สร้างจากบทประพันธ์ของ นางแก้ว บทโทรทัศน์โดย ดนยา ทรัพย์ยิ่ง กำกับการแสดงโดย แมน เมธี นำแสดงโดยพระ-นาง โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และ เดียร์น่า ฟลีโป ร่วมด้วยนักแสดงเจ้าบทบาทอีกคับคั่ง

โป๊ป-ธนวรรธน์ พูดถึงบท “ราม” ลูกชายของคุณพระศานต์ ที่ได้รับว่า

“เรื่องนี้จะฉีกจากเรื่องอื่นๆ ที่เล่นมาเลยครับ แล้วต้องแสดงตั้งแต่อายุ 19 ปี ขึ้นมาเรื่อยๆ ตัวละครค่อยๆ พัฒนา ตอนวัยรุ่นก็จะเหมือนแบบเป็นหนุ่มเจ้าอารมณ์ ออกแนวร้ายหน่อย ชอบแกล้งนางเอกกระถิน (เดียร์น่า) ทะเลาะกับแม่เลี้ยง (พี่ธัญญาเรศ) แบบไม่สนใจใครเลย เอาแต่ใจมากๆ จะเรียกร้องความสนใจ แบบขาดความรักความอบอุ่น ต้องการให้คนมารัก ก็เลยแสดงออกด้วยการเกเร ชอบเอาชนะ แต่พอเรียนจบ ก็จะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ก็ต้องมาแก้ปัญหาต่างๆ เมื่อพ่อตาย ก็ต้องรับผิดชอบเยอะ

เรื่องนี้บทค่อนข้างดราม่ามากเหมือนกันครับ กับเดียร์น่า เป็นละครที่เค้าเป็นนางเอกเต็มตัว เดียร์น่าก็เล่นดีนะครับ เต็มที่
เต็มอารมณ์มากก็จะมีทั้งฉากตีกันทะเลาะกันฉะกันแล้วก็ฉากหวานโรแมนติก รักกัน แต่งงานกัน แล้วเรื่องราวของละครเยอะมาก เข้มข้น ชวนติดตามมาก มีครบทุกรสเลย บู๊ แอ๊กชั่นก็มี ครบทุกอย่าง อยากให้ติดตามชมกันดูครับ”

สาวเดียร์น่า พูดถึงบทบาทของกระถินว่า

“คาแร็กเตอร์ของกระถินในเรื่องนี้ จะแก่นเซี้ยว ไม่ค่อยยอมคน ยึดในความถูกต้อง แม้จะเป็นลูกโจร แต่เชื่อว่าความดีจะชนะใจคนได้ ซึ่งก็คือแม่แท้ๆ ของเราที่ไม่รับเราเป็นลูก คือเราพยายามทำดีที่สุด เพราะคิดว่าจะเปลี่ยนเขาได้ แต่แม่ก็ยังเหมือนเดิม เกลียดเรา ทำร้ายเราตลอด กระถินก็เลยโตขึ้นมาแบบสู้คน ไม่ยอมใคร ทระนงในศักดิ์ศรี”

“ก็เป็นบทที่ยากสำหรับเดียร์เหมือนกันค่ะ ต้องปรับเยอะ ร้องไห้ก็เยอะ เพราะกระถินเจอเหตุการณ์มากมาย โดนรังแก ทำร้าย โดนไล่ออกจากบ้าน สุดจะทนเลย ร้องไห้ก็หลายระดับเลยค่ะ

ส่วนกับ พี่โป๊ป เขาก็ช่วยเยอะ เค้าประสบการณ์เยอะกว่าก็ช่วยรับส่งอารมณ์ให้เรา เคยเจอกันตั้งแต่สามีตีตรา มาเรื่องนี้
เข้าฉากกันตลอด ก็ไม่ค่อยเกร็งกันแล้ว ก็แสดงกันเต็มที่ พี่ๆ นักแสดงอาวุโส ทั้ง แม่ตุ๊ก-ดวงตา, พี่ปูเป้-รามาวดี, พี่ธัญญ่า, พี่ต้น-จักรกฤษณ์ ช่วยเดียร์ได้เยอะเลยค่ะ ก็ต้องขอบคุณมากๆ โดยเฉพาะผู้กำกับ พี่แมน เมธี ก็ช่วยเคี่ยวเดียร์มากๆ เห็นทรีเซอร์ออกมา เดียร์ค่อนข้างลุ้นมากเพราะเป็นละครเรื่องแรกที่เป็นนางเอกเต็มตัว ก็อยากให้ติดตามชมละครเรื่องนี้ด้วยค่ะ อย่าลืมติดตามด้วยนะคะ “เลือดรักทระนง” ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3”

 

สกู๊ปพิเศษ : ครั้งแรกกับคอนเสิร์ตยกค่าย ‘ไวท์มิวสิค’ เปิดบ้านเฉพาะกิจ สนิทจนสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/229295

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หลังแยกตัวไปแจม ร้องเล่นคอนเสิร์ตให้กับคนอื่นมาหลายครั้งหลายครา ครั้งนี้ศิลปินเบอร์ดังทั้ง 9 ของค่ายไวท์มิวสิค อย่าง GETSUNOVA /JETSET’ER / ป๊อป-ปองกูล / ลุลา /อะตอม ชนกันต์ / แอมมี่ THE BOTTOM BLUES / เบล-สุพล / MUZU และ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ขอชูความเด่นภายในบ้าน ที่เติบใหญ่ขยายกิ่งก้าน กับโปรเจกท์ที่ศิลปินบอกว่าไม่ “อลังการ” แต่ “งดงามและอบอุ่น” ไปด้วยเสียงเพลง ใน “Chang Music Connection Presents WHITEHAUS CONCERT”

โปรเจกท์เก๋ๆ ที่ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ต้องขอล้วงลึกโดยมีพ่องานคนสำคัญอย่าง “โอ เจ็ทเซ็ทเตอร์” ทฤษฎี ศรีม่วงผู้รับหน้าที่ มิวสิคไดเร็คเตอร์ และตัวแทนศิลปิน อะตอม-ชนกันต์,แอมมี่ THE BOTTOM และ เบล-สุพล มาบอกเล่ารายละเอียดให้ฟังกัน

“เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่มาพร้อมภาระอันหนักอึ้งครับกับการเป็นมิวสิคไดเร็คเตอร์ ในภารกิจที่ท้าทายครั้งนี้” โอ เจ็ทเซ็ทเตอร์เกริ่นกับเราเมื่อถามถึงความรับผิดชอบครั้งใหม่

จุดเริ่มต้นของโปรเจกท์

“เริ่มจาก พี่อาร์ม (รัฐการ น้อยประสิทธิ์) เจ้าของค่ายไวท์ มิวสิค เห็นว่าค่ายเราเริ่มโตขึ้น ขยายขึ้น และทำให้ดีเอ็นเอของค่ายเริ่มชัดเจน 9 ศิลปินมีความแตกต่างในตัวเอง แต่มาอยู่รวมกันได้ เลยทำให้มีไอเดียว่าคงจะน่าสนุกดี ถ้าเอาความแตกต่างทั้ง 9 คน มารวมกันในคอนเสิร์ตเดียวครับ”

คอนเซ็ปต์ของคอนเสิร์ต

“เป็นการเปิดบ้านต้อนรับศิลปินและแฟนเพลงทุกคนคนที่รักในเสียงดนตรีเข้ามาทัวร์ในบ้านไวท์เฮ้าส์ของเรา และบ้านหลังหนึ่งก็จะมีหลายมุม มีมุมนั่งเล่น ห้องรับแขก มีสวน มีห้องนอนฯลฯ เรียกว่าศิลปินแต่ละคนที่อยู่ในค่ายไวท์ มิวสิค จะมีคาแร็กเตอร์ของตนเอง เราจะพาทัวร์รอบบ้าน เหมือนเราเป็นเจ้าบ้านทั้ง 9 คน ดูแลในแต่ละห้องของตนเอง”

ประสบการณ์มิวสิคไดเร็คเตอร์

“ผมเคยเป็นมิวสิคไดเร็คเตอร์ครั้งแรกและครั้งเดียว ให้กับเจ็ทเซ็ทเตอร์ ตอนนั้นแค่ดูแลคอนเสิร์ตใหญ่ของตนเอง ก็หนักแล้วนะครับ เพราะว่าคอนเสิร์ตใหญ่ 3 ชั่วโมง เพลงที่เราเลือกเล่น เราต้องโคว์กับโชว์ไดเร็คเตอร์ ซึ่งตอนนั้นสนุก และค่อนข้างโอเค ด้วยความที่เป็นเพลงของเราเอง เรารู้ว่ากราฟของเราเป็นยังไงพอต้องมาเป็นมิวสิคไดฯ ให้กับไวท์เฮ้าส์ ศิลปิน 9 คน เป็นอะไรที่ท้าทาย และต้องทำการบ้านค่อนข้างหนัก เกี่ยวกับเรื่องการอเร้นจ์ เรียบเรียงเพลง ซึ่งแต่ละคนมีเพลงฮิต เพลงที่เป็นตัวตนที่ทำให้คนรู้จัก ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมต้องทำการบ้าน และต้องควบคุมวงดนตรีที่จะเล่นให้กับศิลปินเหล่านี้ แต่สิ่งที่ผมสบายใจ คือผมมีทีมนักดนตรีที่ค่อนข้างรู้ใจ เข้าขา เล่นด้วยกันมานาน เพราะก่อนหน้าที่ผมจะเป็นเจ็ทเซ็ทเตอร์ ผมเคยเล่นดนตรีแบ๊กอัพมาก่อน เล่นให้ศิลปินหลายค่าย เพราะฉะนั้นผมเคยผ่านคอนเสิร์ตใหญ่พวกนี้มาพอสมควร พอโปรเจกท์นี้เกิดขึ้น ผมก็โทร.ตามนักดนตรีเหล่านั้น กลับมาเล่นด้วยกันอีกครั้ง เป็นความสุขอย่างหนึ่งด้วยครับ ที่ได้เจอกับเพื่อนๆ นักดนตรีที่เล่นเข้าขากัน นอกเหนือจากวงของตนเอง”

เบล-สุพล กับความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

“คอนเสิร์ตนี้เป็นความพิเศษมากๆ เพราะลำพังที่จะมารวมตัวกัน 9 ศิลปิน ก็เป็นเรื่องยากแล้ว และมาอยู่ในบรรยากาศที่เราอยากให้ทุกคนรู้สึกเหมือนบ้าน คนเราสนิทกัน หรืออยากจะสนิทกัน ถึงได้ชวนมาบ้าน วันนั้นเราอยากชวนทุกคนให้มาบ้านเรา ให้รู้ว่าเราอยู่กันยังไง ตัวตนจริงๆของแต่ละคนเวลาอยู่บ้านเป็นยังไง และก็คงจะเป็นบรรยากาศที่ไม่ได้มีบ่อยๆ ผมว่าเป็นอีกรสชาติหนึ่ง ที่ไวท์ มิวสิคตั้งใจโฟกัสเรื่องของดนตรีจริงๆ และความสามารถของแต่ละศิลปิน”

ส่วนที่ “เบล” รับผิดชอบ

“ ในบ้านหลังนี้จะแบ่งเป็นห้องๆ ของผมจะอยู่ในส่วนของ “ห้องฟังเพลง” เพราะเป็นคนที่ชอบฟังเพลง สะสมแผ่นเสียง และก็อาจจะมีอะไรพิเศษอีกหนึ่งอย่าง ที่คนอาจจะยังไม่เห็นผมเคยทำมาก่อนครับ รวมถึงเรื่องโชว์ที่มีการฟีทเจอร์ริ่งกัน รอลุ้นกับครับว่าใครจะร้องกับใคร แจมกันในรูปแบบไหน”

แอมมี่ THE BOTTOM BLUES

“ดีใจครับที่จะได้ร่วมคอนเสิร์ตนี้ เพราะเป็นบรรยากาศของบ้านที่น่าอยู่ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เขาบอกว่าอยากเป็นยังไงให้อยู่กับคนนั้น ผมก็ได้ซึมซับทั้งด้านดนตรี ด้านการทำงาน ระบบต่างๆ จากที่นี่ และในแง่ของมิวสิคไดเร็คเตอร์ ที่ได้พี่โอมาดูแลก็ถือว่าไว้ใจได้ กับความเข้มข้นในเรื่องของดนตรีครับ”

พาร์ทของ “แอมมี่” ในคอนเสิร์ต

“ผมดูแลในส่วนของห้องน้ำครับ คอนเซ็ปต์ของผมคือส่งถึงประตูบ้าน ก็จะตรงกับคอนเซ็ปต์ธีมใหญ่ ที่คอนเสิร์ตอื่นๆ อาจจะยิ่งใหญ่อลังการ แต่ของเราจะเป็นความใกล้ชิด สนิทสนมถึงเนื้อถึงตัว (หัวเราะ) ถ้าคนจะรู้จักผม น่าจะรู้จักจากเพลง “เก็บรัก”กับ “12345ไอเลิฟยู” ก็น่าจะเป็น 2 อารมณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน แต่ว่าจะจัดมาอยู่หัวท้ายโชว์หรือตรงการ ต้องไปลุ้นกันครับ”

การเตรียมตัว

“เราอยู่ในค่ายที่รวมดีว่า ศิลปินก็ต้องฟิตตัวเองในเรื่องของการร้อง การเล่นให้ได้มาตรฐานของศิลปินในค่าย ผมก็หนักใจตัวเองอยู่เหมือนกันครับ กลัวว่าร้องไปแล้วจะเป็นช่องโหว่ให้เขา (โอ: เอมมี่มีคาแร็กเตอร์ที่สามารถสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในคอนเสิร์ตได้ครับ ด้วยความที่ดีเอ็นเอของเอมมี่ สามารถทำอะไรก็ได้) ส่วนของผมน่าจะเด่นในเรื่องของพล็อตครับ เรื่องของเปียโน คอสตูม (โอ: อาจจะได้เห็นเอมมี่ใส่เสื้อคลุมอาบน้ำ) แล้วก็เรียกคนดูมาอาบด้วย (หัวเราะ)

น้องเล็กสุด…อะตอม ชนกันต์

“ของผมเป็นห้องอ่านหนังสือครับ ตอนที่ไปถ่ายวีดีโอโปรโมทกัน เขาบอกว่าผมเรียนกฎหมายมา และเป็นคนเขียนเพลงเองด้วยมั้งครับ เลยให้รับผิดชอบห้องอ่านหนังสือ ซึ่งก็น่าจะเข้ากับบรรยากาศที่สุดแล้ว ส่วนของเพลงที่เตรียมมาร้อง เราคงเลือกมาอเร้นจ์ใหม่ได้ไม่ทั้งหมด อาจจะมีบางเพลงที่ได้ฟังคล้ายต้นฉบับ แต่ที่จะเปลี่ยนไปคือการได้อยู่ใกล้ชิดกัน และโชว์ที่สื่ออารมณ์ได้มากกว่าโชว์อื่นๆ เพราะตอนนี้เราเปิดบ้านให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในบ้านเรา โดยที่พี่อาร์มอนุญาตให้ทำเต็มที่ ใครอยากทำอะไรบอกออกมา และทำการบ้านให้ออกมาสมบูรณ์”

ร่วมงานกับรุ่นพี่

“สนุกครับ ทุกคนมีคาแร็กเตอร์ที่ชัด และแตกต่างกันไป แต่ละคนมีความน่าสนใจคนละแบบ มีเรื่องที่อยากทำอยากเล่าในบ้านหลังนี้เยอะมาก พอมารวมกัน จะว่าป่วน ก็ป่วน แต่ก็สนุก และในฐานะที่ผมเด็กสุด ก็รู้สึกอุ่นใจ ที่ห้อมล้อมไปด้วยพี่ๆที่น่ารักทุกคน และทุกคนรักในสิ่งเดียวกัน คือการทำดนตรี การร้องเพลง เราทำตรงนี้ เพื่อให้คนได้รู้สักทีว่า ไวท์ มิวสิค คืออะไร ช่วงเวลาที่ผ่านมา คนจะรู้จักแต่ชื่อของศิลปิน โดยที่ภาพของไวท์มิวสิค อาจจะยังเห็นไม่ชัด งานนี้จะช่วยให้คนทำความเข้าใจ และเห็นตัวตนของไวท์ มิวสิค ว่าคืออะไรครับ”

ภาพรวมของ ไวท์เฮ้าส์คอนเสิร์ต

เมื่อถามถึงอุปสรรคในการทำงาน โอ เจ็ทเซ็ทเตอร์ บอกว่า “อุปสรรคอย่างเดียว คือเรื่องเวลาครับ ผมกับพี่อาร์มวางแผนไว้แล้วว่าคอนเสิร์ตจะมีขึ้นช่วยต้นเดือนกันยา เรามีเวลาเดือนครึ่งเกือบ 2 เดือนในการซ้อม ผมว่ามันเกินพอ เพราะเราทุ่มเวลาสำหรับคอนเสิร์ตนี้เต็มที่ แต่ติดที่ว่าแต่ละคนว่างไม่ตรงกัน”

อะตอม : รวมตัวกันยากครับ เพราะแต่ละคนมีอะไรของตัวเองให้ทำเยอะแยะมากมาย โปรเจกท์นี้นอกจากจะทำให้เรามีโชว์ร่วมกันแล้ว ยังทำให้เรามีเวลาสานสัมพันธ์กัน ซ้อม พูดคุย และเปลี่ยนไอเดีย เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้ทำความรู้จักกัน และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในค่ายมากขึ้นครับ

รายละเอียดการจัดแจงคอนเสิร์ต

โอ : คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการเปิดบ้านไวท์ มิวสิค อย่างเป็นทางการ ก็อยากเชิญชวนทุกคนที่ชื่นชอบในเสียงดนตรี เสียงเพลง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง มารู้จักพวกเรามากขึ้น มาใช้เวลาอันมีค่าด้วยกัน กับคอนเสิร์ตที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ โดยจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2559 เวลาทุ่มตรง ที่ เมืองไทย GMM LIVE HOUSE @CENTRALWORLD ชั้น8 เรียกว่าเป็นคอนเสิร์ตครั้งประวัติ ครั้งแรกของไวท์มิวสิค ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ!!

เบล : นอกเหนือจากคอนเสิร์ต เรายังมีบรรยากาศของแกลเลอรี่อาร์ต เอ็กซิบิชั่น ไม่ได้มีแค่ในฮอลล์ของคอนเสิร์ตอย่างเดียวแต่บริเวณโดยรอบทั้งหมด ก็จะเป็นเหมือนทุกคนได้เข้ามาอยู่ในบ้านของเราจริงๆ

อะตอม: ไม่อยากให้คิดมากครับ ถ้ามองเข้ามาในไวท์ แล้วเจอสิ่งที่คุณชอบ สิ่งที่คุณรัก ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะผมเองยังรู้สึกพิเศษ ตื่นเต้นที่ได้ทำ เพราะฉะนั้นไม่ต้องลังเลครับ ทุกคนรอเปิดบ้านต้อนรับทุกคน ใครที่มีบัตรแล้วไปเจอกันครับ ส่วนคนที่ผิดหวังต้องขอโทษจริงๆ เพราะบัตรขายหมด sold out ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

นอกจากตัวแทนศิลปินทั้ง 4 คนนี้แล้ว ยังมีห้องอื่นๆ ที่น่าสนใจรออยู่ ไม่ว่าจะเป็น ห้องรับแขก ของ เจ็ทเซ็ทเตอร์, ห้องครัวของ ป๊อป-ปองกูล หรือสวนหน้าบ้าน ของ ลุลา รวมทั้งเพลงคอนเซ็ปต์ของคอนเสิร์ตที่จะปล่อยออกมาให้ฟังกัน เชื่อว่าความอบอุ่นของบ้านหลังนี้คงทำให้ผู้ฟัง ติดลม จนอยากขอนอนค้างที่บ้านกันเป็นแถว!!

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘จีจ้า-ฉันทธนิสา’ ปัดฝุ่นการแสดง! จัดเต็มลีลาบู๊

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/227099

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนราชินีนักบู๊ชื่อดังอย่าง “จีจ้า-ฉันทธนิสา วิสมิตะนันทน์” ที่งานนี้คุณแม่ยังสาวแบ่งเวลาจากการเลี้ยงลูก มาปัดฝุ่นการแสดง จัดเต็มโชว์ลีลาบู๊ขั้นเทพให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงในละครแนวแอ๊กชั่น แฟนตาซี เอฟเฟกท์สมจริงเรื่อง  “คงกระพันนารี” แห่งค่าย บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่นซึ่งครั้งนี้สาวจีจ้ากลับมาในบทบาทของ “หมวดจ๋า” เพื่อนคู่หูของพระเอก “เคน-ภูภูมิ” ซึ่งเจ้าตัวออกอาการปลื้มปริ่มที่ได้มาเล่นละคร แฮปปี้ทีมงานมีความสนิทสนมเป็นกันเอง

“เรื่องนี้จีจ้ารับบทเป็นตำรวจค่ะ หมวดจ๋า ซึ่งในเรื่องเราจะต้องสนิทกับ หมวดณัฐ (เคน-ภูภูมิ) คือเราสองคนจะเล่นเป็นเพื่อนกันมาเป็นคู่หูที่ลองผิดลองถูกมาด้วยกัน ไปไหนไปกันลุยบู๊ด้วยกัน เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะเล่นเป็นตัวของตัวเองเลยค่ะ ด้วยความที่บทบาทของหมวดจ๋า ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ก็เหมือนๆ กับตัวเรา อายุก็ใกล้เคียงกัน เวลาที่แสดงเราก็จะไม่รู้สึกกดดันอะไร แสดงออกมาได้เต็มที่เลยค่ะ ใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปด้วย

แฟนๆ ก็จะได้เห็นศิลปะสไตล์การต่อสู้หลายอย่างมากขึ้นเพราะปกติจะเป็นมวยไทย แต่ในเรื่องนี้จะเป็นยูยิตสู ศิลปะการป้องกันตัวอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการโชว์ลวดลายการบู๊ที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเห็นกัน ก็คิดว่าคนดูน่าจะชอบความแปลกใหม่ที่ได้จากละครเรื่องนี้ และได้มาร่วมงานกับน้องเคนและน้องวาววาสนุกค่ะ ทั้งสองคนมีความธรรมชาติมาก อย่างเคน

คิวแรกที่ได้เจอกัน เป็นฉากโจรปล้นแบงก์ ตอนแรกยังไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยนะคะ ตอนนั้นจ้าทำอะไรอยู่ไม่แน่ใจ หันไปเจอเคน เคนก็ทำท่าแบบเซ็กซี่ หนีบหน้าอก แล้วก็บอกว่า “เนี่ยน่าอกผมยังใหญ่กว่าหน้าอกพี่อีก (หัวเราะ)” จ้าก็คิดในใจ งานนี้มีสนุกแน่ๆ

ส่วนวาววา น้องเป็นคนเก่งค่ะ มาเล่นบู๊เรียนรู้ไวมาก อย่างเช่นฉากหนึ่งที่เป็นการสอนยูยิตสู ต้องสอนให้วากระโดด  ขึ้นคีบคอที่หัวม้วนตัวลงมาเกาะขา แล้วม้วนตัวลงพื้นเพื่อทุ่ม วาววาจะไม่มีการบ่นหรืออะไรเลยค่ะ คำถามคือ ทำแบบนี้ใช่ไหมพี่ ปีนขึ้นไปปุ๊บ คีบ แล้วลงมาตามสเต็ป คือน้องทำได้ทุกอย่าง ไม่มีความกลัวเลย ยิ่งทีมงาน ทั้งผู้กำกับและคนอื่นๆมีความเป็นกันเองมากค่ะ แฮปปี้มากๆ กับการได้มาเล่นละครเรื่องนี้ ทุกคนตั้งใจเต็มที่ ยังไงจ้าก็ฝากหมวดจ๋า ในละครคงกระพันนารีด้วยนะคะ รับรองว่าได้เห็นลวดลายบู๊สวยๆ แบบจัดเต็มทุกคิวแอ๊กชั่นแน่นอนค่ะ”

ละคร “คงกระพันนารี” ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20-22.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 (ออริจินอล) และช่อง 33”

 

สกู๊ปพิเศษ : สวพ.2ขยายผลงานวิจัย‘ถั่วเขียว’ พืชใช้น้ำน้อยสู้ภัยแล้งได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225471

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้ว่าขณะนี้จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้วก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้มีความรุนแรงจริงๆ และคาดว่าในปีต่อๆ ไปสถานการณ์ภัยแล้งก็ยังคงมีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐก็ยังคงเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งในปีต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการศึกษาวิจัยการเพาะปลูกพืชทนแล้งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ซึ่งหนึ่งในหลายพืชที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้คุ้มค่ากับการลงทุนก็คือ ถั่วเขียวผิวมัน จากการศึกษาวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร พบว่าถั่วเขียวผิวมันเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนโรค ทนต่อสภาพแวดล้อม ใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตคุ้มค่า และสามารถปลูกได้ปีละหลายครั้ง

นายสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่าทั้งนี้สถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีปัญหาถึง “ขั้นวิกฤติ” ที่ผ่านมาทำให้ชลประทานหยุดการจ่ายน้ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่การทำนา และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน ซึ่งพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ต้องดูแลง่าย ลงทุนต่ำ ผลผลิตขายได้ราคา โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากข้อมูลการใช้น้ำของพืชตลอดฤดูเพาะปลูกคือ ข้าวนาปรังใช้น้ำ 1,920 ลบ.ม./ไร่ ถั่วเขียวผิวมันใช้น้ำ 320-400 ลบ.ม./ไร่ ถั่วลิสงใช้น้ำ 610 ลบ.ม./ไร่ ถั่วเหลืองใช้น้ำ 480-560 ลบ.ม./ไร่ ข้าวโพดหวานใช้น้ำ 410-500 ลบ.ม./ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้น้ำ 720-800 ลบ.ม./ไร่ พืชผักใช้น้ำ 200-800 ลบ.ม./ไร่เห็นได้ว่า การปลูกข้าวนาปรังใช้น้ำมากกว่าพืชอื่นๆ 2-9 เท่า และอายุมากกว่าพืชอื่น 2-4 เท่า อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกถั่วเขียวผิวมันในฤดูแล้งกว่า 2,435 ไร่ ปริมาณผลผลิต 242 ตัน ในฤดูฝนมีพื้นที่ปลูก 3,141 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 2,839 ไร่ ปริมาณผลผลิต 476 ตัน

“จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าถั่วเขียวผิวมันเป็นพืชอีกชนิดที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถปลูกได้ปีละหลายครั้ง ปลูกได้ในดินทุกชนิด ทนทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืช ทนต่อสภาพอากาศร้อน และเติบโตได้ในช่วงฤดูแล้ง จึงเหมาะสำหรับปลูกก่อนหรือหลังการทำนาเพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ตัดวงจรการระบาดของศัตรูพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน และสร้างรายได้หลังฤดูการทำนา หรือในช่วงที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง” นายสมเพชรกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการวิเคราะห์ปัญหา และนำเทคโนโลยีการผลิตพืชมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาในพื้นที่ผ่านการจัดทำแปลงต้นแบบการขยายผลงานวิจัยในเชิงปฏิบัติร่วมกับเกษตรกร 6 ราย ด้วยเทคโนโลยีการผลิตพืชที่เหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร ทั้งในด้านพันธุ์ (ถั่วเขียวผิวมัน พันธุ์ชัยนาท 84-1) ในอัตรา 4-5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกด้วยเครื่องปลูกแบบโรยเป็นแถว มีระยะระหว่างร่อง 50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร พร้อมทั้งมีการจัดการปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชอย่างเหมาะสมซึ่งเกษตรกรทุกรายมีวิธีการจัดการดินในแปลงนา มีการไถพรวน 1–2 ครั้ง เพื่อปรับหน้าดิน มีการจัดการธาตุอาหารเพียงการใส่ปุ๋ยเคมี 1 ครั้ง รองพื้นพร้อมปลูกถั่วเขียวผิวมัน คือใช้ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะการเก็บเกี่ยว ฝักถั่วเขียวผิวมันจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำตามแต่ลักษณะของพันธุ์ ซึ่งแสดงว่าฝักแก่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ สำหรับถั่วเขียวผิวมัน พันธุ์ชัยนาท 84-1 ฝักเกือบทั้งหมดจะแก่และพร้อมเก็บชุดแรกที่อายุ 65-75 วัน

นายสมเพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านต้นทุนและผลตอบแทนเกษตรกรสามารถขายถั่วเขียวผิวมันในราคาเฉลี่ย 24–30 บาทต่อกิโลกรัม โดยขึ้นกับช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ซึ่งจะได้กำไร 2,500-3,500 บาทต่อไร่ จากต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,000-2,300 บาทต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าการปลูกข้าวรอบที่ 2 ที่มีกำไรเพียง 1,000-1,200 บาทต่อไร่ ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (BCR) ของเกษตรกรแปลงต้นแบบทั้ง 6 ราย ที่มีค่า BCR ตั้งแต่ 1.19-1.73 ที่สำคัญถั่วเขียวผิวมันมีตลาดรองรับแน่นอน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ และสร้างรายได้ทดแทนการทำนาข้าวในช่วงหน้าแล้งให้กับเกษตรกรได้

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามพระราชดำริทฤษฎีใหม่ระยอง ศูนย์ฯ แห่งวิถีความพอเพียงและยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224315

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดระยอง เป็นศูนย์เรียนรู้หนึ่งใน 17 แห่งที่จัดตั้งขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปีกรมวิชาการเกษตร (ปี 2552) เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสนองแนวพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายสมพงษ์ กาทอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตร ให้ดำเนินการจัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ขึ้น โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติและนำผลงานวิจัยที่ประสบผลสัมฤทธิ์ของกรมวิชาการเกษตรมาปรับใช้ในพื้นที่จริง ให้เป็นแปลงต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ ได้นำสิ่งที่ได้รับไปพัฒนาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดระยอง มีการจัดทำแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่จำนวน 1แปลง บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น 4 ส่วน ตามหลักทฤษฎีใหม่ อัตราส่วน 30 : 30 : 30 :10 ดังนี้ 30% ส่วนที่ 1 เป็นบ่อน้ำ ประมาณ 3 ไร่ เพื่อกักเก็บน้ำเสริมการเพาะปลูกพืชในฤดูแล้ง ในบ่อเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ สำหรับเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและจำหนายเป็นรายได้เสริม ขอบบ่อปลูกพืชผักชนิดต่างๆ เช่น ไผ่เลี้ยงหวานมะละกอ กล้วยไข่ เป็นต้น 30% ส่วนที่ 2 เป็นนาข้าว ประมาณ 3 ไร่ ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยวิธีโยนกล้า และปลูกพืชหลังนา เช่น ข้าวโพดหวาน มันเทศ เป็นต้น 30% ส่วนที่ 3 เป็นแปลงไม้ผล ไม้ยืนต้น ประมาณ 3 ไร่ ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชหลัก และปลูกกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าเป็นพืชแซม และ 10% สุดท้าย เป็นที่พักอาศัย ประมาณ 1 ไร่ ประกอบด้วย ศาลาข้อมูลด้านวิชาการ เช่น มะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ผักปลอดภัยจากสารพิษ โรงเปิดดอกเห็ดกึ่งระบบปิด พลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้และหมูหลุม เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมเด่นและเป็นที่สนใจของเกษตรกรและบุคคลทั่วไป ได้แก่ การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ และโรงเรือนเปิดดอกเห็ดกึ่งระบบปิดด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ กิจกรรมภายในศูนย์ฯ เช่น การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ มีพันธุ์พิจิตร 1 และ พันธุ์ตาฮิติ โดยใช้บ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร วางตามแนวทางเดินของโครงการ ซึ่งมีต้นทุนการผลิต 410 บาท/ต้นให้ผลผลิตเฉลี่ยในปีแรก 100 ผล/ต้น ราคาจำหน่ายผลละ 5 บาท คิดเป็นเงิน 500 บาท/ต้น และนำเครื่องตะบันน้ำดึงน้ำจากคลองน้ำไหลขึ้นมาใช้กับต้นมะนาว ส่งน้ำเข้าแปลงมะนาวโดยใช้ระบบมินิสปริงเกอร์ให้น้ำในช่วงเช้าในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ซึ่งปริมาณน้ำที่เหลือนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นได้อีก จึงเป็นการลดต้นทุนค่าสูบน้ำไดประมาณ 856.80 บาท/ปีส่วนกิจกรรมผักปลอดภัยสารพิษ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ปลูกผักชนิดต่างๆ หมุนเวียน เช่น ผักบุ้ง ผักกาดเขียวคะน้า กวางตุ้ง ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 5,600 บาท/ปี โดยใช้จักรยานสูบน้ำ ซึ่งการปั่นจักรยาน 30 นาที จะได้น้ำประมาณ 750 ลิตรเชื่อมต่อเข้ากับระบบน้ำหยดแบบประหยัด ส่งน้ำเข้าแปลงผักเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ชั่วโมง จะใช้น้ำ 528 ลิตร/วัน ช่วยลดทุนค่าน้ำได้ 2,534 บาท/ปี

โรงเรือนเปิดดอกเห็ดกึ่งระบบปิดพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 4×5 เมตร บรรจุก้อนเห็ดได้จำนวน 1,000 ก้อน ซึ่งเป็นโรงเรือนที่นำเอาระบบการเติมอากาศและความชื้น ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ส่งความชื้นและความเย็นเข้าไปในโรงเรือน ทำให้มีอุณหภูมิคงที่ประมาณ25-28 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 80-85% ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดดอกของเห็ดสกุล นางฟ้า นางรม ทำให้ได้ผลผลิตดอกเห็ดที่สม่ำเสมอ ผลผลิตดอกเห็ดเฉลี่ยอยู่ที่ 250 กก. และมีรายได้ 15,000 บาท/รุ่นลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ 400 วัตต์/วันหรือ 146 ยูนิต/ปี คิดเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ลดลงประมาณ 648 บาท/ปี ซึ่งวิธีการดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการดูแลรักษา จึงมีเวลาเหลือสามารถไปทำกิจกรรมอื่นเพิ่มเติมได้อีก

นายสมพงษ์ กล่าวเพิ่มว่า ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ระยอง มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่บริเวณรอบศูนย์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการน้อมนำแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ทั้งการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต จึงนับว่าศูนย์แห่งนี้เปรียบเป็นศูนย์เรียนรู้สู่วิถีพอเพียงและสร้างความยั่งยืน

หากเกษตรกรหรือท่านใด ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ระยอง สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง 0-3869-2355

สกู๊ปพิเศษ : Come Back กับสาวเซ็กซี่ที่สุดในโลกแห่งปี ‘มิล่า คูนิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/222573

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กับการกลับมาอีกครั้งของ มิล่าคูนิส นางเอกสาวนัยน์ตาทรงเสน่ห์ของฮอลลีวู้ดเจ้าของดีกรีผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกแห่งปี 2012หลังจากที่เธอหายไปรับบทคุณแม่มือใหม่อยู่พักใหญ่ๆ เธอขอกลับมาสานต่อตำนานความห่ามในภาพยนตร์เรื่อง Bad Moms ที่เขียนบทพร้อมกำกับโดย จอน ลูคัส และ สก็อต มัวร์ สองคู่หูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ The Hangover ที่สุดของหนังปาร์ตี้วายป่วงทั้งสามภาค

เป็นเรื่องราวของ เอมี มิทเชลล์ หญิงสาวที่เหมือนจะมีชีวิตสุดเพอร์เฟกท์ แต่เป็นคนบ้างานและการที่พยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบทำให้เธอเกือบจะถึงจุดแตกหัก เธอจึงร่วมมือกับบรรดาแม่ๆจิตหลุดอีกสองคน ในภารกิจที่จะปลดแอกพวกเธอออกจากความรับผิดชอบอันหนักหนาทั้งหมดทั้งมวล ด้วยการทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ว่าจะเพี้ยนหรือแสบขนาดไหน ทำให้เธอต้องพบกับอริคนสำคัญคือแก๊งคุณแม่เกรดเอที่เลี้ยงลูกตามตำราอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

คุณรับบทเป็นใครในเรื่องนี้?

ฉันรับบทเป็น เอมี มิทเชลล์ คุณแม่ลูกสองค่ะ เธอมีสามีที่น่ารัก มีบ้านที่สวยงาม แต่ดันพยายามทำทุกสิ่งให้ลูกของเธอเป็นเด็กที่เพอร์เฟกท์ ถึงขนาดเข้าร่วมสมาคมผู้ปกครองจอมเฮี้ยบ แต่แล้ววันหนึ่ง เธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความซ้ำซากจำเจ และกฎเกณฑ์มากมายของสมาคมทำเธอแทบเป็นบ้า จนเธอและเพื่อนสนิทอีกสองคน(คริสเทน เบล, คริสตินา แอปเปิลเกต) ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตกลายเป็น แก๊งคุณแม่ตัวแสบ เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกให้มันส์สะใจ ทั้งบ้า และเพี้ยน แต่มันคืนความสุขให้กับชีวิตเธอค่ะ

การเป็นแม่คนเปลี่ยนคุณไปมากแค่ไหน?

มันเปลี่ยนมุมมองฉันไปอย่างสิ้นเชิงเลย ฉันเคยเที่ยวเยอะในช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ บางครั้งฉันก็คิดว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวนิดหน่อย แต่ไม่ใช่ในทางที่ไม่ดีนะ เรียกว่าเป็นคนที่คิดถึงตัวเองก่อนจะดีกว่าพอฉันมีลูก มันทำให้ตระหนักได้ว่าฉันอยากเสียสละเพื่อคนอื่นมากขนาดไหน มันเปลี่ยนฉันให้เป็นคนที่ดีขึ้น มันเปลี่ยนการมองโลกของฉันว่ามันไม่มีสิ่งไหนที่จะคุ้มค่าไปกว่าการได้ใช้เวลากับลูกๆ แล้ว ฉันเคยเป็นคนที่ยึดติดกับตารางงานมาก ฉันเรียงลำดับเสมอว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ฉันพยายามใช้มันกับการเลี้ยงลูก พอสามทุ่มที่มันถึงเวลาเข้านอนของเธอ แต่พอเธอมองฉันด้วยสายตาอ้อนวอน แล้วพูดว่า “แม่จ๋า”ฉันก็ได้แต่ ช่างหัวตารางมันเถอะลูก (หัวเราะ)

ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ เพื่อนๆของคุณเคยเล่าวีรกรรม ‘คุณแม่สุดแสบ’ ให้คุณฟังบ้างไหม?

มีเสมอเลยค่ะ เพื่อนๆฉัน มักเปิดกว้างกับเรื่องพวกนี้แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นเรื่องโจ๊กนะคะ ฉันว่าคนเราจะรู้สึกดีที่ได้รู้ว่าไม่ได้เพี้ยนอยู่คนเดียว เวลาฟังที่เพื่อนเล่าแล้วฉันก็แบบว่า “เดี๋ยวนะ เธอก็เหมือนกันเหรอ?” ถ้าคุณมองในแง่ดี มองให้มันเป็นเรื่องตลกมันก็โอเคนะ สมัยก่อนตอนที่พ่อแม่ฉันเลี้ยงฉันกับพี่ชายมา ทุกอย่างมันคงต้องสมบูรณ์แบบ แต่เดี๋ยวนี้นะเหรอ ถ้าเกิดบ้าอะไรขึ้นฉันคงโทร.หาเพื่อนแล้วแบบ “เฮ้ มีไรออกทางจมูกลูกฉันไม่รู้ แต่ฉันว่าเธอกำลังจะตายแหงๆ” ซึ่งเดี๋ยวนี้มันปกติที่จะทำแบบนั้น ซึ่งฉันไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มันโอเคหรือเปล่า ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ประเด็นนี้กระจ่าง

ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือเป็นเครื่องเตือนว่าทุกคนอยู่ทีมเดียวกัน ผู้ชาย ผู้หญิง คนเป็นพ่อ คนเป็นแม่หรือแม้กระทั่งเพื่อนฝูงก็ตาม คุณเป็นแม่ลูกอ่อนได้ไม่นานหรอก ฉันไม่อยากจะมานั่งเสียใจทีหลังว่า “ฉันจะมานั่งแคร์เรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้นทำไมนะ”

คุณรับมือกับบรรดากลุ่มคุณแม่ระเบียบจัดจนน่ารำคาญ ที่ชอบตัดสินคนอื่น แบบในเรื่องอย่างไร

ฉันยังไม่เคยเจอคนแบบนั้นจังๆ แต่ฉันว่าคนที่ชอบตัดสินคนอื่น ส่วนใหญ่แค่เป็นพวกขี้กลัวและไม่มั่นคง แต่ละคนก็มีวิธีเลี้ยงลูกของตัวเอง ไม่มีผิดมีถูกหรอกมีแต่จะเวิร์กหรือไม่เวิร์กเท่านั้น การที่เรามีข้อมูลมากมายที่หาได้จากหลายแหล่งให้เราได้บริโภค ทำให้คนเราเริ่มจับตัวเป็นกลุ่มโดยสัญชาตญาณ แต่ในขณะเดียวกันมันก็น่ากลัวเพราะทุกคนต้องพยายามหาอัตลักษณ์ของตัวเอง

พูดถึงการถ่ายทำเรื่องนี้บ้าง

รู้สึกเหมือนยังไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องนี้ปิดกองได้เร็วที่สุดในชีวิตการแสดงของฉันเลย เผลอแป๊บเดียวฉันก็รู้ตัวว่าเหลือแค่ห้าวันแล้ว (หัวเราะ) ด้วยความสัตย์จริงฉันเศร้ามากทีเดียว ทั้งที่ฉันไม่เคยเศร้าเพราะถ่ายทำเสร็จมาก่อน ฉันคงคิดถึงบรรยากาศห้องแต่งตัวในตอนเช้า มันไม่มีหนุ่มๆ ในนั้นเลย เม้าท์กันได้สนุกปากเลยเชียวละ (หัวเราะ)

อะไรคือส่วนที่ดีที่สุดของการเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีดารานำทั้งหมดเป็นผู้หญิง เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง และนำเสนอให้ผู้หญิงดู

มันช่วยให้เข้าถึงบทได้ง่ายมากค่ะ เพราะฉันสามารถอ้างอิงตัวบทกับชีวิตจริงของฉันได้ แต่ในบางครั้ง
การเป็นแม่มันทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยว การได้พบปะกับแม่ๆ คนอื่นมันช่วยให้คุณสบายใจขึ้นเยอะทีเดียว อย่างคริสเทน เบล กับฉัน เราสนิทกันตั้งแต่ตอนร่วมแสดงในเรื่อง ForgettingSarah Marshall ตอนนั้นเรายังไม่คิดแม้กระทั่งเรื่องแต่งงาน แต่ดูเราทั้งคู่ตอนนี้สิ เป็นคุณแม่กันทั้งคู่แล้ว (หัวเราะ) เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เนอะว่าไหม

นักแสดงหญิงทุกคนในเรื่องเป็นแม่คนแล้วทั้งนั้น สิ่งแรกที่ต้องเช็คหลังตื่นนอนตอนตีห้า คือดูว่าลูกคุณหลับเป็นไงบ้าง นั้นแหละคือสิ่งแรกเลย พอเวลาพักกองเมื่อไหร่สิ่งที่คุณจะได้เห็นคือเหล่านักแสดงวีดีโอคอลคุยกับลูกๆ (ยิ้ม)

อยากให้คุณฝากถึงผลงาน

อย่างที่คุณคงรู้ว่าเรื่องนี้เขียนบทโดยทีมเดียวกับ The Hangover มันเลยเป็นหนังที่เต็มไปด้วยความห่าม การสบถ มันไม่ใช่หนังครอบครัว แต่ถ้าคุณโตพอคุณจะรู้ว่ามันมีประเด็นอะไรที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความห่ามนั้น ประเด็นที่ว่าการเป็นแม่ที่ดีนั้นมัน
ไม่ง่ายเลย เดี๋ยวนะฉันพูดไปแบบนี้จะทำให้คนมาดูน้อยลงหรือเปล่า? งั้นช่างมันปะไรพาลูกของคุณมาดูด้วยเลย รับรองว่าฮากลิ้งแน่นอน (หัวเราะ)

สกู๊ปพิเศษ : Come Back!! หนุ่มหล่อ ‘ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์’ กับประสบการณ์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/220316

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หลังจากที่เคยขโมยหัวใจสาวๆ กับบทบาท “น้องเสือ” ในละครแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา มาแล้ว ล่าสุดช่อง 7 สี ส่งหนุ่มหล่อหน้าใส “ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์” มามัดใจสาวน้อยสาวใหญ่อีกครั้ง กับบท มะยม ยมทูตฝึกหัด ในละครแฟนตาซี คอเมดี้ “หอเฮ้วขนหัวลุก” และครั้งนี้เจ้าตัวจะมาอัพเดท หลังจากที่ตัดสินใจก้าวเข้าวงการเพลงที่เกาหลี งานนี้มีน้ำตาซึมแน่นอน

ครับ สวัสดีครับ ผม ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์ ตอนนี้ก็มีผลงานเรื่อง “หอเฮ้ว ขนหัวลุก” ทางช่อง 7 สี

พูดถึงคาแร็กเตอร์ในเรื่อง

เรื่องนี้ผมรับบทเป็น มะยม ยมทูตมือใหม่ มีหน้าที่คือ เก็บดวงวิญญาณคนตายที่หมดอายุขัยไปยมโลก แต่แค่งานแรกมะยมก็ทำพลาดซะแล้ว ดันไปเก็บดวงวิญญาณที่ยังไม่ถึงฆาตของ “ทอย” (อั๋น-ชยพล) ไปแทนวิญญาณของ “ปลาทอง” (พลอย-พลอยไพลิน) ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง งานนี้เลยเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นครับ

รู้สึกจะหาย จากหน้าจอไปสักพัก

ครับ หายไปประมาณ 3 ปี กว่าๆ ก็ไปเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ครับ

เป็นมายังไง ถึงได้พลิกผันที่จะไปเป็นศิลปินที่เกาหลี

เริ่มแรกผมไปสมัครเรียนที่อคาเดมี่ที่ไทยเขามาเปิดสอนร้องเพลง สอนเต้น เกาหลี พอไปสมัครเสร็จ เขาก็วัดความสามารถ คือเจ้าของบริษัทมีเพื่อนเป็นคนเกาหลี เขาต้องการหาศิลปินเป็นคนไทย เพื่อที่จะไปเป็นศิลปินที่เกาหลี พอผมส่งวีดีโอไปเขาก็สนใจ แต่เขาต้องการดูพัฒนาการความสามารถเราก่อน ก็เลยให้ไปฝึกที่เกาหลีก่อน 2 เดือน ถ้ามีพัฒนาการ ทำได้ดี อดทนได้ เขาถึงจะเซ็นสัญญา ผมก็เลยตัดสินใจ

เรื่องภาษา?

ภาษาเกาหลีผมไม่ได้เลย ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่อย่างที่รู้ว่าคนเกาหลีเขาไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษกันเท่าไร

เห็นว่ามีค่ายดังที่โน้นมาติดต่อให้ลองไปแคสติ้ง ?

ครับ ต้องเล่าก่อนว่าช่วงที่ผมซ้อมๆ พอซ้อมไปเกือบๆ 2 เดือน เขาก็มีตั๋วคอนเสิร์ต Big Bang มาให้ ซึ่งผมกับเพื่อนๆ ที่ซ้อมก็ไปดูด้วยกัน ด้วยความที่เราไม่รู้ภาษา เลยเข้าผิดประตู เขาก็บอกว่า “ตรงนี้ไม่ใช่ประตูเข้า เป็นประตูของศิลปิน” ความโชคดีมันอยู่ที่ว่าคนที่ผมเจอ เขาเป็นฝ่ายแคสติ้งของ YG เขาก็เลยวิ่งมาถามผมว่ามาทำอะไรที่เกาหลี ผมก็บอกว่ามาเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลี เขาเลยบอกว่าสนใจอยากเป็นนักร้องไหม ถ้าสนใจลองมาแคสดู คือใครๆ ก็รู้ว่า YG เป็นค่ายที่ใหญ่และดังในเกาหลี มีวงดังๆ ในค่ายเยอะมาก มีเด็กหลายๆ คนที่ดิ้นรนเพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในค่ายนี้ แต่ตอนนั้นผมเกรงใจบริษัทแรกด้วยที่เขาให้โอกาสเราได้มาที่เกาหลี

แล้วตัวเราตัดสินใจยังไง

ผมก็กลับมาคุยกับบริษัทแรกว่าตกลงจะเซ็นสัญญากับผมหรือป่าว เพราะว่ามันก็ครบ 2 เดือนแล้ว เขาก็ไม่ตอบอะไร ผมก็เลยติดต่อ YG ไปว่าเรามาคุยเรื่องรายละเอียดกัน หลังจากนั้นผมก็ไปอยู่ที่เกาหลี

หลังจากตัดสินใจไปอยู่เกาหลี ชีวิตที่โน้นเป็นไงบ้าง

ก็เรียนครับ ซ้อมตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงเที่ยงคืน เหมือนโรงเรียน ผมไปอยู่ผมกดดันมาก คือภาษาเกาหลีไม่ได้เลย ทักษะด้านต่างๆ ก็ยังอ่อนมาก เรียนภาษาเกาหลีอยู่ 2 เดือน คือเรียนอ่านกับเขียน อ่านออกเสียงให้ถูก เพื่อให้ร้องเพลงได้ แต่ความหมายไม่รู้เลย พอฝึกมาเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ รู้ความหมายทีหลังจากการถามเพื่อน จากการดูมิวสิกบ้าง

เหมือนชีวิตจะสนุกดูแฮปปี้นะ

ไม่เลยครับ ระหว่างเดินมันมีอุปสรรคมากมาย ผมท้อมากๆ ทั้งจากการทำงาน และจากเพื่อนในวง ปัจจัยใหญ่ๆ ก็มาจากเพื่อนร่วมวงนี่แหละครับ ภาพคนส่วนใหญ่จะเห็นคนในวงเกาหลีรักกัน สนิทกัน แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น จะมีแค่คน สองคน เท่านั้นแหละที่เราสามารถคุยได้ คนที่ไม่ชอบเราก็มีเหมือนกัน มันไม่มีเดินที่จะจับคน 6 คน ให้มารักกันได้หรอก ยิ่งคนเยอะยิ่งเรื่องเยอะ เขากดดันเรามาก เกาหลีเป็นชาตินิยมครับ เราเป็นชาวต่างชาติ ถ้าเราไม่เข้มแข็งเราก็จะถูกเขากดขี่ แต่เราได้ตัดสินใจมาแล้ว ผมก็ต้องอดทน และสู้กับมันจริงๆ

เห็นว่าเครียดจนล้มป่วยเลยหรอ

คือมันกดดันมากๆ และเป็นช่วงที่ผมป่วย ผมเต้นจนปอดแตกหายใจไม่ออก ต้องไปผ่าตัด นอนที่โรงพยาบาล ไม่มีใครเฝ้า ติดต่อที่บ้านไม่ได้ แล้วแม่ผมเพิ่งมารู้ตอนที่ผมผ่าตัดเสร็จ

ผมพักอยู่โรงพยาบาลได้หนึ่งอาทิตย์ก็ออกมาแต่แผลยังไม่หาย แต่เขาก็ไม่ให้ผมนอนพักอยู่บ้านนะ เขาก็ให้ผมไปนั่งดูเพื่อนซ้อม มันเป็นความกดดันที่สะสมมาเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ป่วยเป็นช่วงที่อ่อนแอที่สุด แต่ผมก็ผ่านมันมาได้

เห็นอะไรจากการที่ไปใช้ชีวิตเป็นศิลปินฝึกหัดที่โน้น

คือคนที่เป็นศิลปินที่เกาหลี ต้องทุ่มเทให้กับวง และทิ้งทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กหรือโตแล้วก็ตาม ต้องทิ้งการเรียนทิ้งครอบครัว เพื่อทุ่มเทให้กับงานได้เต็มที่

ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ไม่เดินหน้าซะที ?

ขอเล่าก่อนว่าระหว่างซ้อมมันก็มีปัญหาคนในวงหนีออกเรื่อยๆ ต้องหาคนใหม่มาแทน แล้วก็ทุกเดือนเขาจะมีการทดสอบ ถ้าทดสอบไม่ผ่านก็คัดออก ทำให้มีการเปลี่ยนคนเข้า-ออกอยู่เรื่อยๆ แล้วกว่าจะเต้นให้พร้อม กว่าจะแบ่งท่อนร้องกันใหม่ แผนที่จะออกเพลงก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคนที่ดูแลโปรเจกท์นี้ไปเสนอสปอนเซอร์ไม่ผ่าน แล้วเขาพิจารณาตัวเองออก ก็เท่ากับว่าต้องหาคนที่จะมาดูแลโปรเจกท์ใหม่อีก ทุกคนในวงทั้ง 6 คน ก็เลยตัดสินใจออกพร้อมกันหมด กลับกันหมดเลยครับ

พอออกมาจากตรงนั้นแล้ว ?

ตอนแรกผมมองกลับไปผมรู้สึกเสียเวลามาก แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมขอบคุณมากๆ ถ้าแลกกับสิ่งที่ได้มาคือ “วินัย” ตอนผมไปอยู่แรกๆ ผมขาดวินัยเลย คือนิสัยคนไทยอยากจะสายนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ที่นั่นเขาไม่ได้ เขาคิดว่าเวลาทุกวินาทีเป็นเงินเป็นทอง และอีกอย่างที่ผมได้กลับมาคือภาษาเกาหลี ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้

พอมาถึงตอนนี้ยังอย่างจะเป็นศิลปินที่โน้นอยู่ไหม

ตอนนี้ผมว่าไม่แล้วครับ แต่ถ้ามีโอกาสด้านการแสดงก็อยากทำ เพราะการแสดงมันเป็นอะไรที่ผมเริ่มมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมสามารถใช้ประสบการณ์ที่ผมมีอยู่ได้

ถือว่ากลับมาบ้าน สิ่งที่ได้เจอขอให้เป็นประสบการณ์ดีๆละกันเนาะ

ครับ ขอบคุณประสบการณ์ที่แสนทรหดในครั้งนี้ ผมรู้สึกแกร่งที่สู้มากๆ

ฝากผลงาน

ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้ผมใน “หอเฮ้ว ขนหัวลุก” ออกอากาศ ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-09.45 น. ทางช่อง 7 สี และ ช่อง 35 ในระบบ HD และ ผลงานอื่นๆ ที่จะตามมาให้ได้ชมกันนะครับ ติดตามผมได้ที่ IG : @sugus0811 ครับ