สกู๊ปพิเศษ : สวพ.2ขยายผลงานวิจัย‘ถั่วเขียว’ พืชใช้น้ำน้อยสู้ภัยแล้งได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225471

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้ว่าขณะนี้จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้วก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้มีความรุนแรงจริงๆ และคาดว่าในปีต่อๆ ไปสถานการณ์ภัยแล้งก็ยังคงมีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐก็ยังคงเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งในปีต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการศึกษาวิจัยการเพาะปลูกพืชทนแล้งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ซึ่งหนึ่งในหลายพืชที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้คุ้มค่ากับการลงทุนก็คือ ถั่วเขียวผิวมัน จากการศึกษาวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร พบว่าถั่วเขียวผิวมันเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนโรค ทนต่อสภาพแวดล้อม ใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตคุ้มค่า และสามารถปลูกได้ปีละหลายครั้ง

นายสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่าทั้งนี้สถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีปัญหาถึง “ขั้นวิกฤติ” ที่ผ่านมาทำให้ชลประทานหยุดการจ่ายน้ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่การทำนา และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน ซึ่งพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ต้องดูแลง่าย ลงทุนต่ำ ผลผลิตขายได้ราคา โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากข้อมูลการใช้น้ำของพืชตลอดฤดูเพาะปลูกคือ ข้าวนาปรังใช้น้ำ 1,920 ลบ.ม./ไร่ ถั่วเขียวผิวมันใช้น้ำ 320-400 ลบ.ม./ไร่ ถั่วลิสงใช้น้ำ 610 ลบ.ม./ไร่ ถั่วเหลืองใช้น้ำ 480-560 ลบ.ม./ไร่ ข้าวโพดหวานใช้น้ำ 410-500 ลบ.ม./ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้น้ำ 720-800 ลบ.ม./ไร่ พืชผักใช้น้ำ 200-800 ลบ.ม./ไร่เห็นได้ว่า การปลูกข้าวนาปรังใช้น้ำมากกว่าพืชอื่นๆ 2-9 เท่า และอายุมากกว่าพืชอื่น 2-4 เท่า อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกถั่วเขียวผิวมันในฤดูแล้งกว่า 2,435 ไร่ ปริมาณผลผลิต 242 ตัน ในฤดูฝนมีพื้นที่ปลูก 3,141 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 2,839 ไร่ ปริมาณผลผลิต 476 ตัน

“จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าถั่วเขียวผิวมันเป็นพืชอีกชนิดที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถปลูกได้ปีละหลายครั้ง ปลูกได้ในดินทุกชนิด ทนทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืช ทนต่อสภาพอากาศร้อน และเติบโตได้ในช่วงฤดูแล้ง จึงเหมาะสำหรับปลูกก่อนหรือหลังการทำนาเพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ตัดวงจรการระบาดของศัตรูพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน และสร้างรายได้หลังฤดูการทำนา หรือในช่วงที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง” นายสมเพชรกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการวิเคราะห์ปัญหา และนำเทคโนโลยีการผลิตพืชมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาในพื้นที่ผ่านการจัดทำแปลงต้นแบบการขยายผลงานวิจัยในเชิงปฏิบัติร่วมกับเกษตรกร 6 ราย ด้วยเทคโนโลยีการผลิตพืชที่เหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร ทั้งในด้านพันธุ์ (ถั่วเขียวผิวมัน พันธุ์ชัยนาท 84-1) ในอัตรา 4-5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกด้วยเครื่องปลูกแบบโรยเป็นแถว มีระยะระหว่างร่อง 50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร พร้อมทั้งมีการจัดการปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชอย่างเหมาะสมซึ่งเกษตรกรทุกรายมีวิธีการจัดการดินในแปลงนา มีการไถพรวน 1–2 ครั้ง เพื่อปรับหน้าดิน มีการจัดการธาตุอาหารเพียงการใส่ปุ๋ยเคมี 1 ครั้ง รองพื้นพร้อมปลูกถั่วเขียวผิวมัน คือใช้ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะการเก็บเกี่ยว ฝักถั่วเขียวผิวมันจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำตามแต่ลักษณะของพันธุ์ ซึ่งแสดงว่าฝักแก่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ สำหรับถั่วเขียวผิวมัน พันธุ์ชัยนาท 84-1 ฝักเกือบทั้งหมดจะแก่และพร้อมเก็บชุดแรกที่อายุ 65-75 วัน

นายสมเพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านต้นทุนและผลตอบแทนเกษตรกรสามารถขายถั่วเขียวผิวมันในราคาเฉลี่ย 24–30 บาทต่อกิโลกรัม โดยขึ้นกับช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ซึ่งจะได้กำไร 2,500-3,500 บาทต่อไร่ จากต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,000-2,300 บาทต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าการปลูกข้าวรอบที่ 2 ที่มีกำไรเพียง 1,000-1,200 บาทต่อไร่ ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (BCR) ของเกษตรกรแปลงต้นแบบทั้ง 6 ราย ที่มีค่า BCR ตั้งแต่ 1.19-1.73 ที่สำคัญถั่วเขียวผิวมันมีตลาดรองรับแน่นอน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ และสร้างรายได้ทดแทนการทำนาข้าวในช่วงหน้าแล้งให้กับเกษตรกรได้

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามพระราชดำริทฤษฎีใหม่ระยอง ศูนย์ฯ แห่งวิถีความพอเพียงและยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224315

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดระยอง เป็นศูนย์เรียนรู้หนึ่งใน 17 แห่งที่จัดตั้งขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปีกรมวิชาการเกษตร (ปี 2552) เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสนองแนวพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายสมพงษ์ กาทอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตร ให้ดำเนินการจัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ขึ้น โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติและนำผลงานวิจัยที่ประสบผลสัมฤทธิ์ของกรมวิชาการเกษตรมาปรับใช้ในพื้นที่จริง ให้เป็นแปลงต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ ได้นำสิ่งที่ได้รับไปพัฒนาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดระยอง มีการจัดทำแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่จำนวน 1แปลง บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น 4 ส่วน ตามหลักทฤษฎีใหม่ อัตราส่วน 30 : 30 : 30 :10 ดังนี้ 30% ส่วนที่ 1 เป็นบ่อน้ำ ประมาณ 3 ไร่ เพื่อกักเก็บน้ำเสริมการเพาะปลูกพืชในฤดูแล้ง ในบ่อเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ สำหรับเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและจำหนายเป็นรายได้เสริม ขอบบ่อปลูกพืชผักชนิดต่างๆ เช่น ไผ่เลี้ยงหวานมะละกอ กล้วยไข่ เป็นต้น 30% ส่วนที่ 2 เป็นนาข้าว ประมาณ 3 ไร่ ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยวิธีโยนกล้า และปลูกพืชหลังนา เช่น ข้าวโพดหวาน มันเทศ เป็นต้น 30% ส่วนที่ 3 เป็นแปลงไม้ผล ไม้ยืนต้น ประมาณ 3 ไร่ ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชหลัก และปลูกกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าเป็นพืชแซม และ 10% สุดท้าย เป็นที่พักอาศัย ประมาณ 1 ไร่ ประกอบด้วย ศาลาข้อมูลด้านวิชาการ เช่น มะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ผักปลอดภัยจากสารพิษ โรงเปิดดอกเห็ดกึ่งระบบปิด พลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้และหมูหลุม เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมเด่นและเป็นที่สนใจของเกษตรกรและบุคคลทั่วไป ได้แก่ การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ และโรงเรือนเปิดดอกเห็ดกึ่งระบบปิดด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ กิจกรรมภายในศูนย์ฯ เช่น การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ มีพันธุ์พิจิตร 1 และ พันธุ์ตาฮิติ โดยใช้บ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร วางตามแนวทางเดินของโครงการ ซึ่งมีต้นทุนการผลิต 410 บาท/ต้นให้ผลผลิตเฉลี่ยในปีแรก 100 ผล/ต้น ราคาจำหน่ายผลละ 5 บาท คิดเป็นเงิน 500 บาท/ต้น และนำเครื่องตะบันน้ำดึงน้ำจากคลองน้ำไหลขึ้นมาใช้กับต้นมะนาว ส่งน้ำเข้าแปลงมะนาวโดยใช้ระบบมินิสปริงเกอร์ให้น้ำในช่วงเช้าในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ซึ่งปริมาณน้ำที่เหลือนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นได้อีก จึงเป็นการลดต้นทุนค่าสูบน้ำไดประมาณ 856.80 บาท/ปีส่วนกิจกรรมผักปลอดภัยสารพิษ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ปลูกผักชนิดต่างๆ หมุนเวียน เช่น ผักบุ้ง ผักกาดเขียวคะน้า กวางตุ้ง ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 5,600 บาท/ปี โดยใช้จักรยานสูบน้ำ ซึ่งการปั่นจักรยาน 30 นาที จะได้น้ำประมาณ 750 ลิตรเชื่อมต่อเข้ากับระบบน้ำหยดแบบประหยัด ส่งน้ำเข้าแปลงผักเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ชั่วโมง จะใช้น้ำ 528 ลิตร/วัน ช่วยลดทุนค่าน้ำได้ 2,534 บาท/ปี

โรงเรือนเปิดดอกเห็ดกึ่งระบบปิดพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 4×5 เมตร บรรจุก้อนเห็ดได้จำนวน 1,000 ก้อน ซึ่งเป็นโรงเรือนที่นำเอาระบบการเติมอากาศและความชื้น ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ส่งความชื้นและความเย็นเข้าไปในโรงเรือน ทำให้มีอุณหภูมิคงที่ประมาณ25-28 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 80-85% ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดดอกของเห็ดสกุล นางฟ้า นางรม ทำให้ได้ผลผลิตดอกเห็ดที่สม่ำเสมอ ผลผลิตดอกเห็ดเฉลี่ยอยู่ที่ 250 กก. และมีรายได้ 15,000 บาท/รุ่นลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ 400 วัตต์/วันหรือ 146 ยูนิต/ปี คิดเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ลดลงประมาณ 648 บาท/ปี ซึ่งวิธีการดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการดูแลรักษา จึงมีเวลาเหลือสามารถไปทำกิจกรรมอื่นเพิ่มเติมได้อีก

นายสมพงษ์ กล่าวเพิ่มว่า ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ระยอง มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่บริเวณรอบศูนย์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการน้อมนำแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ทั้งการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต จึงนับว่าศูนย์แห่งนี้เปรียบเป็นศูนย์เรียนรู้สู่วิถีพอเพียงและสร้างความยั่งยืน

หากเกษตรกรหรือท่านใด ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ระยอง สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง 0-3869-2355

สกู๊ปพิเศษ : Come Back กับสาวเซ็กซี่ที่สุดในโลกแห่งปี ‘มิล่า คูนิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/222573

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กับการกลับมาอีกครั้งของ มิล่าคูนิส นางเอกสาวนัยน์ตาทรงเสน่ห์ของฮอลลีวู้ดเจ้าของดีกรีผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกแห่งปี 2012หลังจากที่เธอหายไปรับบทคุณแม่มือใหม่อยู่พักใหญ่ๆ เธอขอกลับมาสานต่อตำนานความห่ามในภาพยนตร์เรื่อง Bad Moms ที่เขียนบทพร้อมกำกับโดย จอน ลูคัส และ สก็อต มัวร์ สองคู่หูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ The Hangover ที่สุดของหนังปาร์ตี้วายป่วงทั้งสามภาค

เป็นเรื่องราวของ เอมี มิทเชลล์ หญิงสาวที่เหมือนจะมีชีวิตสุดเพอร์เฟกท์ แต่เป็นคนบ้างานและการที่พยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบทำให้เธอเกือบจะถึงจุดแตกหัก เธอจึงร่วมมือกับบรรดาแม่ๆจิตหลุดอีกสองคน ในภารกิจที่จะปลดแอกพวกเธอออกจากความรับผิดชอบอันหนักหนาทั้งหมดทั้งมวล ด้วยการทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ว่าจะเพี้ยนหรือแสบขนาดไหน ทำให้เธอต้องพบกับอริคนสำคัญคือแก๊งคุณแม่เกรดเอที่เลี้ยงลูกตามตำราอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

คุณรับบทเป็นใครในเรื่องนี้?

ฉันรับบทเป็น เอมี มิทเชลล์ คุณแม่ลูกสองค่ะ เธอมีสามีที่น่ารัก มีบ้านที่สวยงาม แต่ดันพยายามทำทุกสิ่งให้ลูกของเธอเป็นเด็กที่เพอร์เฟกท์ ถึงขนาดเข้าร่วมสมาคมผู้ปกครองจอมเฮี้ยบ แต่แล้ววันหนึ่ง เธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความซ้ำซากจำเจ และกฎเกณฑ์มากมายของสมาคมทำเธอแทบเป็นบ้า จนเธอและเพื่อนสนิทอีกสองคน(คริสเทน เบล, คริสตินา แอปเปิลเกต) ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตกลายเป็น แก๊งคุณแม่ตัวแสบ เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกให้มันส์สะใจ ทั้งบ้า และเพี้ยน แต่มันคืนความสุขให้กับชีวิตเธอค่ะ

การเป็นแม่คนเปลี่ยนคุณไปมากแค่ไหน?

มันเปลี่ยนมุมมองฉันไปอย่างสิ้นเชิงเลย ฉันเคยเที่ยวเยอะในช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ บางครั้งฉันก็คิดว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวนิดหน่อย แต่ไม่ใช่ในทางที่ไม่ดีนะ เรียกว่าเป็นคนที่คิดถึงตัวเองก่อนจะดีกว่าพอฉันมีลูก มันทำให้ตระหนักได้ว่าฉันอยากเสียสละเพื่อคนอื่นมากขนาดไหน มันเปลี่ยนฉันให้เป็นคนที่ดีขึ้น มันเปลี่ยนการมองโลกของฉันว่ามันไม่มีสิ่งไหนที่จะคุ้มค่าไปกว่าการได้ใช้เวลากับลูกๆ แล้ว ฉันเคยเป็นคนที่ยึดติดกับตารางงานมาก ฉันเรียงลำดับเสมอว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ฉันพยายามใช้มันกับการเลี้ยงลูก พอสามทุ่มที่มันถึงเวลาเข้านอนของเธอ แต่พอเธอมองฉันด้วยสายตาอ้อนวอน แล้วพูดว่า “แม่จ๋า”ฉันก็ได้แต่ ช่างหัวตารางมันเถอะลูก (หัวเราะ)

ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ เพื่อนๆของคุณเคยเล่าวีรกรรม ‘คุณแม่สุดแสบ’ ให้คุณฟังบ้างไหม?

มีเสมอเลยค่ะ เพื่อนๆฉัน มักเปิดกว้างกับเรื่องพวกนี้แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นเรื่องโจ๊กนะคะ ฉันว่าคนเราจะรู้สึกดีที่ได้รู้ว่าไม่ได้เพี้ยนอยู่คนเดียว เวลาฟังที่เพื่อนเล่าแล้วฉันก็แบบว่า “เดี๋ยวนะ เธอก็เหมือนกันเหรอ?” ถ้าคุณมองในแง่ดี มองให้มันเป็นเรื่องตลกมันก็โอเคนะ สมัยก่อนตอนที่พ่อแม่ฉันเลี้ยงฉันกับพี่ชายมา ทุกอย่างมันคงต้องสมบูรณ์แบบ แต่เดี๋ยวนี้นะเหรอ ถ้าเกิดบ้าอะไรขึ้นฉันคงโทร.หาเพื่อนแล้วแบบ “เฮ้ มีไรออกทางจมูกลูกฉันไม่รู้ แต่ฉันว่าเธอกำลังจะตายแหงๆ” ซึ่งเดี๋ยวนี้มันปกติที่จะทำแบบนั้น ซึ่งฉันไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มันโอเคหรือเปล่า ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ประเด็นนี้กระจ่าง

ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือเป็นเครื่องเตือนว่าทุกคนอยู่ทีมเดียวกัน ผู้ชาย ผู้หญิง คนเป็นพ่อ คนเป็นแม่หรือแม้กระทั่งเพื่อนฝูงก็ตาม คุณเป็นแม่ลูกอ่อนได้ไม่นานหรอก ฉันไม่อยากจะมานั่งเสียใจทีหลังว่า “ฉันจะมานั่งแคร์เรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้นทำไมนะ”

คุณรับมือกับบรรดากลุ่มคุณแม่ระเบียบจัดจนน่ารำคาญ ที่ชอบตัดสินคนอื่น แบบในเรื่องอย่างไร

ฉันยังไม่เคยเจอคนแบบนั้นจังๆ แต่ฉันว่าคนที่ชอบตัดสินคนอื่น ส่วนใหญ่แค่เป็นพวกขี้กลัวและไม่มั่นคง แต่ละคนก็มีวิธีเลี้ยงลูกของตัวเอง ไม่มีผิดมีถูกหรอกมีแต่จะเวิร์กหรือไม่เวิร์กเท่านั้น การที่เรามีข้อมูลมากมายที่หาได้จากหลายแหล่งให้เราได้บริโภค ทำให้คนเราเริ่มจับตัวเป็นกลุ่มโดยสัญชาตญาณ แต่ในขณะเดียวกันมันก็น่ากลัวเพราะทุกคนต้องพยายามหาอัตลักษณ์ของตัวเอง

พูดถึงการถ่ายทำเรื่องนี้บ้าง

รู้สึกเหมือนยังไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องนี้ปิดกองได้เร็วที่สุดในชีวิตการแสดงของฉันเลย เผลอแป๊บเดียวฉันก็รู้ตัวว่าเหลือแค่ห้าวันแล้ว (หัวเราะ) ด้วยความสัตย์จริงฉันเศร้ามากทีเดียว ทั้งที่ฉันไม่เคยเศร้าเพราะถ่ายทำเสร็จมาก่อน ฉันคงคิดถึงบรรยากาศห้องแต่งตัวในตอนเช้า มันไม่มีหนุ่มๆ ในนั้นเลย เม้าท์กันได้สนุกปากเลยเชียวละ (หัวเราะ)

อะไรคือส่วนที่ดีที่สุดของการเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีดารานำทั้งหมดเป็นผู้หญิง เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง และนำเสนอให้ผู้หญิงดู

มันช่วยให้เข้าถึงบทได้ง่ายมากค่ะ เพราะฉันสามารถอ้างอิงตัวบทกับชีวิตจริงของฉันได้ แต่ในบางครั้ง
การเป็นแม่มันทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยว การได้พบปะกับแม่ๆ คนอื่นมันช่วยให้คุณสบายใจขึ้นเยอะทีเดียว อย่างคริสเทน เบล กับฉัน เราสนิทกันตั้งแต่ตอนร่วมแสดงในเรื่อง ForgettingSarah Marshall ตอนนั้นเรายังไม่คิดแม้กระทั่งเรื่องแต่งงาน แต่ดูเราทั้งคู่ตอนนี้สิ เป็นคุณแม่กันทั้งคู่แล้ว (หัวเราะ) เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เนอะว่าไหม

นักแสดงหญิงทุกคนในเรื่องเป็นแม่คนแล้วทั้งนั้น สิ่งแรกที่ต้องเช็คหลังตื่นนอนตอนตีห้า คือดูว่าลูกคุณหลับเป็นไงบ้าง นั้นแหละคือสิ่งแรกเลย พอเวลาพักกองเมื่อไหร่สิ่งที่คุณจะได้เห็นคือเหล่านักแสดงวีดีโอคอลคุยกับลูกๆ (ยิ้ม)

อยากให้คุณฝากถึงผลงาน

อย่างที่คุณคงรู้ว่าเรื่องนี้เขียนบทโดยทีมเดียวกับ The Hangover มันเลยเป็นหนังที่เต็มไปด้วยความห่าม การสบถ มันไม่ใช่หนังครอบครัว แต่ถ้าคุณโตพอคุณจะรู้ว่ามันมีประเด็นอะไรที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความห่ามนั้น ประเด็นที่ว่าการเป็นแม่ที่ดีนั้นมัน
ไม่ง่ายเลย เดี๋ยวนะฉันพูดไปแบบนี้จะทำให้คนมาดูน้อยลงหรือเปล่า? งั้นช่างมันปะไรพาลูกของคุณมาดูด้วยเลย รับรองว่าฮากลิ้งแน่นอน (หัวเราะ)

สกู๊ปพิเศษ : Come Back!! หนุ่มหล่อ ‘ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์’ กับประสบการณ์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/220316

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หลังจากที่เคยขโมยหัวใจสาวๆ กับบทบาท “น้องเสือ” ในละครแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา มาแล้ว ล่าสุดช่อง 7 สี ส่งหนุ่มหล่อหน้าใส “ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์” มามัดใจสาวน้อยสาวใหญ่อีกครั้ง กับบท มะยม ยมทูตฝึกหัด ในละครแฟนตาซี คอเมดี้ “หอเฮ้วขนหัวลุก” และครั้งนี้เจ้าตัวจะมาอัพเดท หลังจากที่ตัดสินใจก้าวเข้าวงการเพลงที่เกาหลี งานนี้มีน้ำตาซึมแน่นอน

ครับ สวัสดีครับ ผม ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์ ตอนนี้ก็มีผลงานเรื่อง “หอเฮ้ว ขนหัวลุก” ทางช่อง 7 สี

พูดถึงคาแร็กเตอร์ในเรื่อง

เรื่องนี้ผมรับบทเป็น มะยม ยมทูตมือใหม่ มีหน้าที่คือ เก็บดวงวิญญาณคนตายที่หมดอายุขัยไปยมโลก แต่แค่งานแรกมะยมก็ทำพลาดซะแล้ว ดันไปเก็บดวงวิญญาณที่ยังไม่ถึงฆาตของ “ทอย” (อั๋น-ชยพล) ไปแทนวิญญาณของ “ปลาทอง” (พลอย-พลอยไพลิน) ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง งานนี้เลยเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นครับ

รู้สึกจะหาย จากหน้าจอไปสักพัก

ครับ หายไปประมาณ 3 ปี กว่าๆ ก็ไปเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ครับ

เป็นมายังไง ถึงได้พลิกผันที่จะไปเป็นศิลปินที่เกาหลี

เริ่มแรกผมไปสมัครเรียนที่อคาเดมี่ที่ไทยเขามาเปิดสอนร้องเพลง สอนเต้น เกาหลี พอไปสมัครเสร็จ เขาก็วัดความสามารถ คือเจ้าของบริษัทมีเพื่อนเป็นคนเกาหลี เขาต้องการหาศิลปินเป็นคนไทย เพื่อที่จะไปเป็นศิลปินที่เกาหลี พอผมส่งวีดีโอไปเขาก็สนใจ แต่เขาต้องการดูพัฒนาการความสามารถเราก่อน ก็เลยให้ไปฝึกที่เกาหลีก่อน 2 เดือน ถ้ามีพัฒนาการ ทำได้ดี อดทนได้ เขาถึงจะเซ็นสัญญา ผมก็เลยตัดสินใจ

เรื่องภาษา?

ภาษาเกาหลีผมไม่ได้เลย ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่อย่างที่รู้ว่าคนเกาหลีเขาไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษกันเท่าไร

เห็นว่ามีค่ายดังที่โน้นมาติดต่อให้ลองไปแคสติ้ง ?

ครับ ต้องเล่าก่อนว่าช่วงที่ผมซ้อมๆ พอซ้อมไปเกือบๆ 2 เดือน เขาก็มีตั๋วคอนเสิร์ต Big Bang มาให้ ซึ่งผมกับเพื่อนๆ ที่ซ้อมก็ไปดูด้วยกัน ด้วยความที่เราไม่รู้ภาษา เลยเข้าผิดประตู เขาก็บอกว่า “ตรงนี้ไม่ใช่ประตูเข้า เป็นประตูของศิลปิน” ความโชคดีมันอยู่ที่ว่าคนที่ผมเจอ เขาเป็นฝ่ายแคสติ้งของ YG เขาก็เลยวิ่งมาถามผมว่ามาทำอะไรที่เกาหลี ผมก็บอกว่ามาเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลี เขาเลยบอกว่าสนใจอยากเป็นนักร้องไหม ถ้าสนใจลองมาแคสดู คือใครๆ ก็รู้ว่า YG เป็นค่ายที่ใหญ่และดังในเกาหลี มีวงดังๆ ในค่ายเยอะมาก มีเด็กหลายๆ คนที่ดิ้นรนเพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในค่ายนี้ แต่ตอนนั้นผมเกรงใจบริษัทแรกด้วยที่เขาให้โอกาสเราได้มาที่เกาหลี

แล้วตัวเราตัดสินใจยังไง

ผมก็กลับมาคุยกับบริษัทแรกว่าตกลงจะเซ็นสัญญากับผมหรือป่าว เพราะว่ามันก็ครบ 2 เดือนแล้ว เขาก็ไม่ตอบอะไร ผมก็เลยติดต่อ YG ไปว่าเรามาคุยเรื่องรายละเอียดกัน หลังจากนั้นผมก็ไปอยู่ที่เกาหลี

หลังจากตัดสินใจไปอยู่เกาหลี ชีวิตที่โน้นเป็นไงบ้าง

ก็เรียนครับ ซ้อมตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงเที่ยงคืน เหมือนโรงเรียน ผมไปอยู่ผมกดดันมาก คือภาษาเกาหลีไม่ได้เลย ทักษะด้านต่างๆ ก็ยังอ่อนมาก เรียนภาษาเกาหลีอยู่ 2 เดือน คือเรียนอ่านกับเขียน อ่านออกเสียงให้ถูก เพื่อให้ร้องเพลงได้ แต่ความหมายไม่รู้เลย พอฝึกมาเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ รู้ความหมายทีหลังจากการถามเพื่อน จากการดูมิวสิกบ้าง

เหมือนชีวิตจะสนุกดูแฮปปี้นะ

ไม่เลยครับ ระหว่างเดินมันมีอุปสรรคมากมาย ผมท้อมากๆ ทั้งจากการทำงาน และจากเพื่อนในวง ปัจจัยใหญ่ๆ ก็มาจากเพื่อนร่วมวงนี่แหละครับ ภาพคนส่วนใหญ่จะเห็นคนในวงเกาหลีรักกัน สนิทกัน แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น จะมีแค่คน สองคน เท่านั้นแหละที่เราสามารถคุยได้ คนที่ไม่ชอบเราก็มีเหมือนกัน มันไม่มีเดินที่จะจับคน 6 คน ให้มารักกันได้หรอก ยิ่งคนเยอะยิ่งเรื่องเยอะ เขากดดันเรามาก เกาหลีเป็นชาตินิยมครับ เราเป็นชาวต่างชาติ ถ้าเราไม่เข้มแข็งเราก็จะถูกเขากดขี่ แต่เราได้ตัดสินใจมาแล้ว ผมก็ต้องอดทน และสู้กับมันจริงๆ

เห็นว่าเครียดจนล้มป่วยเลยหรอ

คือมันกดดันมากๆ และเป็นช่วงที่ผมป่วย ผมเต้นจนปอดแตกหายใจไม่ออก ต้องไปผ่าตัด นอนที่โรงพยาบาล ไม่มีใครเฝ้า ติดต่อที่บ้านไม่ได้ แล้วแม่ผมเพิ่งมารู้ตอนที่ผมผ่าตัดเสร็จ

ผมพักอยู่โรงพยาบาลได้หนึ่งอาทิตย์ก็ออกมาแต่แผลยังไม่หาย แต่เขาก็ไม่ให้ผมนอนพักอยู่บ้านนะ เขาก็ให้ผมไปนั่งดูเพื่อนซ้อม มันเป็นความกดดันที่สะสมมาเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ป่วยเป็นช่วงที่อ่อนแอที่สุด แต่ผมก็ผ่านมันมาได้

เห็นอะไรจากการที่ไปใช้ชีวิตเป็นศิลปินฝึกหัดที่โน้น

คือคนที่เป็นศิลปินที่เกาหลี ต้องทุ่มเทให้กับวง และทิ้งทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กหรือโตแล้วก็ตาม ต้องทิ้งการเรียนทิ้งครอบครัว เพื่อทุ่มเทให้กับงานได้เต็มที่

ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ไม่เดินหน้าซะที ?

ขอเล่าก่อนว่าระหว่างซ้อมมันก็มีปัญหาคนในวงหนีออกเรื่อยๆ ต้องหาคนใหม่มาแทน แล้วก็ทุกเดือนเขาจะมีการทดสอบ ถ้าทดสอบไม่ผ่านก็คัดออก ทำให้มีการเปลี่ยนคนเข้า-ออกอยู่เรื่อยๆ แล้วกว่าจะเต้นให้พร้อม กว่าจะแบ่งท่อนร้องกันใหม่ แผนที่จะออกเพลงก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคนที่ดูแลโปรเจกท์นี้ไปเสนอสปอนเซอร์ไม่ผ่าน แล้วเขาพิจารณาตัวเองออก ก็เท่ากับว่าต้องหาคนที่จะมาดูแลโปรเจกท์ใหม่อีก ทุกคนในวงทั้ง 6 คน ก็เลยตัดสินใจออกพร้อมกันหมด กลับกันหมดเลยครับ

พอออกมาจากตรงนั้นแล้ว ?

ตอนแรกผมมองกลับไปผมรู้สึกเสียเวลามาก แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมขอบคุณมากๆ ถ้าแลกกับสิ่งที่ได้มาคือ “วินัย” ตอนผมไปอยู่แรกๆ ผมขาดวินัยเลย คือนิสัยคนไทยอยากจะสายนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ที่นั่นเขาไม่ได้ เขาคิดว่าเวลาทุกวินาทีเป็นเงินเป็นทอง และอีกอย่างที่ผมได้กลับมาคือภาษาเกาหลี ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้

พอมาถึงตอนนี้ยังอย่างจะเป็นศิลปินที่โน้นอยู่ไหม

ตอนนี้ผมว่าไม่แล้วครับ แต่ถ้ามีโอกาสด้านการแสดงก็อยากทำ เพราะการแสดงมันเป็นอะไรที่ผมเริ่มมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมสามารถใช้ประสบการณ์ที่ผมมีอยู่ได้

ถือว่ากลับมาบ้าน สิ่งที่ได้เจอขอให้เป็นประสบการณ์ดีๆละกันเนาะ

ครับ ขอบคุณประสบการณ์ที่แสนทรหดในครั้งนี้ ผมรู้สึกแกร่งที่สู้มากๆ

ฝากผลงาน

ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้ผมใน “หอเฮ้ว ขนหัวลุก” ออกอากาศ ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-09.45 น. ทางช่อง 7 สี และ ช่อง 35 ในระบบ HD และ ผลงานอื่นๆ ที่จะตามมาให้ได้ชมกันนะครับ ติดตามผมได้ที่ IG : @sugus0811 ครับ

 

สกู๊ปพิเศษ : เจาะชีวิตสาวหวาน ‘เนย-ซินญอริต้า’ กับสองซิงเกิ้ลใหม่ พร้อมพ่วงธุรกิจแมนๆ ที่จริงแล้วเธอสตรองมาก…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/219215

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สวัสดีค่ะ เนย-ซินญอริต้า วันนี้ก็อยากฝากผลงานเพลง “มีใครเหงาเหมือนเราไหม (Lonely)” และ “ตัวหลอก (Don’t Fake)” ซึ่งทั้งสองซิงเกิ้ลนี้ก็ปล่อยออกมาพร้อมๆ กัน สำหรับเพลงมีใครเหงาเหมือนเราไหม (Lonely) เป็นเพลงแนว Soul Pop ที่มีเสียงเปียโนและบราสผสมอยู่ เนยมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนเลย ดีไซน์ วิธีการร้องแอดลิปวางเสียง การประสานเสียง ทำนอง

สไตล์เพลงนี้ยังคงความเป็นเนยที่มีไลน์กีตาร์ที่เป็น Brit Pop เพิ่มเข้ามาให้ทันสมัยในเพลงนี้ค่ะ เรียกว่าดึงประสบการณ์ความรักที่เคยผ่านมาในชีวิตใส่เอาไว้

ส่วนอีกซิงเกิ้ล “ตัวหลอก (Don’t Fake)” เป็นแนว Acoustic Pop ที่มีเปียโนผสมอยู่ ดนตรี ทำนอง แนวการร้องถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก ส่วนเนื้อหาของเพลงแต่งจากชีวิตจริงของเนย ที่ยังไม่แน่ใจในความชัดเจนของอีกฝ่าย เนยว่าเนยทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เพราะชีวิตเราอ่ะนะ (หัวเราะ)

พูดถึง MV หน่อย

เป็นครั้งแรกเลยค่ะ ตั้งแต่เป็นนักร้องมา 10 ปี ที่ได้เล่นมิวสิกวีดีโอและได้เป็นนางเอกด้วย (หัวเราะ) ที่เรามีพื้นฐานด้านการแสดงอยู่แล้ว อีกอย่างตัวละครก็เล่นเป็นตัวเราด้วย เลยไม่ยากเท่าไหร่ค่ะ สำหรับเอ็มวีนี้เป็นมิวสิกซีรี่ส์ 2 เพลงต่อกันเลย

อัพเดตชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ชีวิตแฮปปี้ดีมากค่ะ ช่วงที่หายไปก็ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน และก่อนหน้านี้เนยก็เป็นผู้จัดละคร มีซีรี่ส์สยองขวัญ เรื่องสยองผองเพื่อน เป็นซีรี่ส์ 13 ตอน 13 ผู้กำกับ ตอนนี้ก็มีคุยกับทางช่องอยู่ค่ะว่าจะอย่างไร ทำต่อไหม แต่อยู่ที่ตัวเราเองที่ยังไม่พร้อม

เรื่องทำธุรกิจ ทำอะไรบ้าง

ที่บ้านทำถนนค่ะ รับเหมาก่อสร้างถนนและก็ทำแท่งปูนคอนกรีตผสมเหล็กเส้น

ต้องลงไปดูเองหมดเลยหรอ

ต้องไปดูแลเองค่ะ ตัวถึงได้ดำแบบนี้ (หัวเราะ) ต้องดูแลเองหมดเลย ซึ่งงานที่ทำต้องเริ่มใหม่หมดเลย เรียนมาไม่ได้ตรงกับงานที่ทำสักนิด (หัวเราะ) ทุกอย่างคือความรู้ใหม่ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง

ลูกน้องรู้ไหมว่าเราคือ “เนย-ซินญอริต้า”

รู้ค่ะ ก็มีบางคนที่รู้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้รู้มากเพราะคนงานส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย เวลาทำงานเราก็จะใส่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยค่ะ ก็จะเหลือแต่ตา (หัวเราะ)

ธุรกิจทำถนนนี้ครอบครัวเนยทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นก๋ง ถือว่านานมากๆ ค่ะ แต่ธุรกิจที่เปิดใหม่ก็อย่างที่บอกจะเป็นแท่งคอนกรีตเนยต้องลงไปดูเองหมดเลย เพราะตัวนี้ยังใหม่จะหนักหน่อย ก็เหมือนทำปูนผสมเพื่อมาเสริมธุรกิจของตัวเองด้วยและก็มีส่งขายด้วย

เริ่มงานวันแรก

วันแรกค่ะ ออกแบบโลโก้ เสื้อพนักงานต้องสวย พี่สาวจบดีไซเนอร์ใช่ไหม นี่เลย!! ก็มาปรึกษากันชุดพนักงานเอาสีชมพูไหมลายแบบไหนดี ฉันจะทำแบบนี้ จะเอาน่ารักแบบนั้น พอตอนนี้ชุดพนักงานที่ได้ก็ “อืมม…อยากใส่อะไรก็ใส่เถอะ เอาที่มันไม่เลอะนะ” นึกออกใช่ไหมคะว่าไม่ควรจะไปคิดอะไรแบบนั้น (หัวเราะ) และพี่สาวเนยตอนนี้กลายเป็นเจ๊นับบิล หน้านี้มันน…ไม่มีเวลามาแต่งเลยค่ะ จบดีไซเนอร์มาใช่ไหมนี่เลยมาทำปูน ทำกันสองพี่น้องนี้แหละค่ะ (หัวเราะ)

ลักษณะการทำงานของสาวลุคหวานๆ มองไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร

ยากมากค่ะ เวลาเราทำงานเราต้องเด็ดขาดนิดหนึ่งเพราะเราอยู่กับคนที่โตกว่าเราหมดเลย แล้วทำงานกับผู้ชายล้วนๆ แล้วเขาก็มีความรู้กว่าเราด้วย ก็ค่อนข้างยากมาก หิน ปูน อิฐ ทราย เนยจะต้องเป็นคนควบคุมหมดเลย ออเดอร์ทุกอย่างต้องผ่านเรา จะได้รู้ว่าใครสั่งอะไรส่วนไหนไปบ้าง วันหนึ่งต้องสั่งอะไรบ้าง ต้องดูหน้างานค่ะจะรู้ว่าเป็นยังไง

ระหว่างร้องเพลงกับทำธุรกิจที่บ้าน

เนยชอบร้องเพลงมากกว่านะ แต่ก็มีกิจการของครอบครัวที่ต้องดูแล คือเราเห็นงานนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วมันก็เลยซึมซับ “ฉันโตไปแล้วฉันต้องมาทำตรงนี้อยู่ดี” ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันเลยได้ไหม นี่ก็ชอบ นั่นก็ทิ้งไม่ได้ เอาเป็นว่ารักทั้งสองดีกว่า

ถึงกับต้องขับรถไถ รถขนปูนเองเลย

ค่ะ เนยเริ่มลงมือตั้งแต่เอารถมาไถที่ปรับพื้นที่ จนมาถึงตอนนี้ก็เริ่มลงตัว มันสนุกตรงที่ว่าเราได้แก้ปัญหาทุกวัน มีอะไรมาให้คิดทุกวัน ปัญหาค่าใช้จ่ายเกิน ปัญหาคนขับรถก็เยอะพอสมควรค่ะ

แฟนมีมาช่วยบ้างไหม

แฟนก็ส่วนของแฟนสิคะ นี่ส่วนของเราต้องทำเอง (หัวเราะ) ไม่หรอก คือเนยอยากทำเองด้วย เราจะไปยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ เผื่อวันหนึ่งเลิกกันมาแล้วเราทำอะไรเป็น ฉะนั้นมีงานอะไรให้ ต้องทำ ต้องหัดเราต้องลุยอย่างเดียวค่ะ

ตอนนี้อยู่ชลบุรีมากกว่ากรุงเทพฯ

ไป-กลับกทม.-ชลบุรีบ่อยมาก จนวันหนึ่งพ่อสั่งห้ามไปกรุงเทพฯ ถ้าไม่ได้ไปร้องเพลงห้ามเด็ดขาดเลยค่ะ แล้วบอกว่าจะขายคอนโดฯ จะไม่ให้มากรุงเทพฯ แต่ส่วนเรื่องเพลงพ่อไม่ได้ห้าม เขาชอบที่เห็นเราร้องเพลง

ตอนนี้มีสัญญากับทางค่ายอยู่ไหม

มีค่ะ ตอนนี้ก็ต่อสัญญากับ RS ไปอีก 5 ปี อยู่กันจนแก่ไปข้างหนึ่งเลย (หัวเราะ)

ก็ฝากติดตามเพลงทั้งสองซิงเกิ้ลด้วยนะคะ ร้องเองเล่นเอง สนุกสนานมากค่ะ ลองฟังกันดู เผื่อจะตรงกับชีวิตของใครหลายๆ คน ติดตามได้ที่แอพ LINE MUSIC หรือดาวน์โหลด *339026 ทาง iTunes ก็มีนะ ชมมิวสิกวีดีโอได้ที่ Youtube : Rsfriends และ IG : noeysenorita

 

สกู๊ปพิเศษ : SEXY ที่สุดแห่งปี!! กับสาวๆ ในแคมเปญดัง FHM 100 SEXIEST WOMEN IN THE WORLD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/218048

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
แคมเปญดัง FHM 100 SEXIEST WOMEN IN THE WORLD  ล่าสุด นิตยสาร FHM ได้ประกาศผล ผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2015-2016 ด้วยความเผ็ดร้อนแรงแซงโค้งบวกกับความเซ็กซี่แซ่บเวอร์ทำให้ “แซมมี่ เคาวเวลล์” คว้าต่ำแหน่งนี้ไปครอง พร้อมอวดหุ่นความร้อนแรงบนปก นิตยสาร FHM ฉบับเดือนมิถุนายนนี้ทันที!!!

แซมมี่ เคาวเวลล์ นางเอกที่มาพร้อมฝีมือด้านงานแสดงที่โดดเด่นและด้วยความเซ็กซี่ เร้าใจ สร้างปรากฏการณ์ดีกรีเซ็กซี่น้องใหม่ที่มาแรงเบียดเขย่าดีกรีเซ็กซี่รุ่นพี่ ครั้งแรกในรอบ 13 ปี ตามติดด้วย

อันดับ 2 โบวี่-อัฐมา

อันดับ 3 สายป่าน-อภิญญา

อันดับ 4 วาววา-ณิชารีย์

อันดับ 5 เมย์-พิชญ์นาฏ

อันดับ 6 มิ้นต์-ณัฐวรา

อันดับ 7 บี-น้ำทิพย์

อันดับ 8 มด-ณปภัช

อันดับ 9 โม-อมีนา

อันดับ 10 ใบเตย อาร์สยาม

อันดับ 11 กัสจัง-จีราห์

อันดับ 12 โอซา แวง

อันดับ 13 แนนนี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่

อันดับ 14 แก้ม-กวินตา

อันดับ 15 อุ้ม-ลักขณา

อันดับ 16 มิน-พิชญา

อันดับ 17 ขวัญ-อุษามณี

อันดับ 18 หยาดทิพย์ ราชปาล

อันดับ 19 มะนาว-ศรศิลป์

อันดับ 20 ไอซ์-อภิษฎา

นอกจากนั้นรางวัลพิเศษ The sexiest forever in Thailand ได้แก่ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก, อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘เม้าส์-ใบเตย-คาเมรอน’ ตะลุยเชียงราย!! ตามรอยละคร สอนชีวิต ‘ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/216928

 

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
 

 

ออกอากาศไปได้ไม่นาน แต่กระแสตอบรับจากแฟนๆ ซีรี่ส์ “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ก็ดีไม่น้อย ล่าสุด ช่องทรูโฟร์ยู ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 เลยตอบแทนผู้ชมละครที่ร่วมสนุกจากการตอบคำถาม รวมถึงสื่อมวลชนจากหลากสำนัก ด้วยการจัดทริปตะลุยจังหวัดเชียงราย เพื่อตามรอยกองถ่ายซีรี่ส์“ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” กับ 3 นักแสดงนำ เม้าส์-ณัชชา จันทพันธ์, ใบเตย-สุวพิชญ์, คาเมรอน แนนซ์ ที่พาผู้โชคดีกว่า 20 คนไปทำกิจกรรมร่วมกัน

เทศนาธรรม จากท่าน ว.วชิรเมธี

เริ่มต้นที่ ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน โดยมี พระมหาวุฒิชัย หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี เจ้าของบทประพันธ์ซีรี่ส์ “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” เมตตาสละเวลามาต้อนรับ และพาเยี่ยมชมจุดต่างๆ ภายในไร่เชิญตะวัน ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องนี้ด้วยตัวเองนอกจากนี้ยังพาไปชมความงามของบ้านดำ, วัดร่องขุ่น, ไร่สิงห์ปาร์ค พร้อมกราบนมัสการพ่อขุนเม็งราย เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งบรรยากาศตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืน นอกจากแฟนๆ จะได้สัมผัสความสวยงามของจังหวัดเชียงรายกันอย่างเต็มอิ่มแล้วยังได้รับแง่คิดดีๆ พร้อมความสุขสนุกสนานเป็นกันเองจากเหล่านักแสดง สร้างความประทับใจให้ทุกคนได้ไม่รู้ลืม และ 3 ทั้งแสดงนำ
ยังกล่าวสั่นๆ ส่งท้า
ยว่า

เม้าส์-ณัชชา

เม้าส์-ณัชชา

ทริปนี้ถือว่าสนุกสนานมากครับถึงอากาศจะร้อนแต่พวกเราทั้ง 3 ก็สู่เต็มที่ ที่สำคัญเลยอยากให้แฟนละครได้มาเห็นสถานที่
ถ่ายทำจริง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีและผมก็ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นทุกๆคนเดินชมสัมผัสบรรยากาศอย่างสนุกสนาน ถึงแม้จะร้อนไปบ้าง และที่สำคัญคือทุกคนได้ฟังธรรมเทศนาจาก 
ท่าน ว.วชิรเมธี ได้แง่คิดดีๆ ด้วย

ใบเตย-สุวพิชญ์

 

ดีใจมากๆเลยค่ะ ที่ได้พาแฟนละครตามรอยละครเรื่องนี้ ถือว่าเป็นกำไร ได้เที่ยวด้วย ต้องบอกเลยว่าละครเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของความรักเท่านั้น เพราะเป็นบทประพันธ์ของ ท่าน ว.วชิรเมธี ฉะนั้นผู้ชมจะได้อะไรมากกว่าเรื่องราวของความรักแน่นอนค่ะ

คาเมรอน แนนซ์

ต้องขออภัยถ้าบางคำในภาษาไทยผมอาจจะฟังไม่เข้าใจ ในละครเรื่องนี้ คาเมรอน ดีใจมากๆ ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นนักแสดง ไม่เคยคิดว่าทุกๆ คนจะชอบ คาเมรอนแค่ชอบในหลักธรรมคำสอนของ ท่าน ว.วชิรเมธี แต่ก็โชคดีมากๆ ที่ท่านให้การสนับสนุน ให้โอกาสถึงได้มาเป็นนักแสดงในละครซีรี่ส์เรื่องนี้ คาเมรอนรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยแสดงละครมาก่อน แต่ก็ขอบคุณกำลังใจจากทุกๆ คน สำหรับวันนี้คาเมรอนรู้สึกประทับใจมากที่เห็นทุกๆ คนชอบที่นี่ ชอบละครของเรา อยากให้ทุกคนได้ฟัง ได้สัมผัสพระธรรม ซึ่งธรรมะนั้นสามารถชี้ทางให้เราทำในสิ่งที่ถูก อยากให้ทุกคนได้สิ่งดีๆ จากตรงนี้ครับ

 

อย่าลืมติดตามธรรมะดีๆจากปลายปากกา ท่าน ว.วชิรเมธี ละครซีรี่ส์ “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. ทางช่องทรูโฟร์ยู ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24

 

สกู๊ปพิเศษ : Pop Grand Sale’ …ค่ายเพลงน้องใหม่ เพื่อศิลปินที่มีใจ..ในทิศทางเดียวกัน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/214867

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เรื่องสนุกๆ นี้มันเริ่มมาจากบุคคลผู้รักดนตรีและเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ อย่างนักแต่งเพลงมืออาชีพที่ชื่อ อุทัย บุนทรีรัตน์
(เขาได้สร้างผลงานเพลงให้ศิลปินมามากมาย รวมถึงเป็นนักแต่งเพลงเจ้าของเพลงฮิต อาทิ ซื้อกุหลาบให้ตัวเอง, ไม่เหงาไม่มาใช่ไหม, เจ็บทุกเช้า, หาไม่เจอหรือเธอไม่มี, ใจกลางความเจ็บปวด, จีบได้แฟนไม่รัก ฯลฯ) จับมือกับ “โน้ต” เนติ ผ่องพุทธคุณ (นักแต่งเพลงระดับฝีมืออีกคน เจ้าของเพลง รักคนมีเจ้าของ, สักวันฉันจะดีพอ, หลอกได้หลอกไป, โจทย์รัก ฯลฯ) และ นรชัย ชาติภิรมย์ (ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานโปรดักชั่น ภาพ และงานดิจิตอลต่างๆ) มารวมตัวกันสร้างโปรเจกท์อุ่นๆ เพื่อศิลปินที่มีแนวทางของตนเองชัดเจน แต่ยังขาดโอกาสในการหาช่องทาง ปล่อยของ..

พวกเขาทั้งสามจะมีบทบาทอย่างไร…อยากให้ลองไปฟังพวกเขาพร้อมๆ กัน…

Pop Grand Sale จะวางแผนอย่างไรบ้าง

โน้ต : เราเป็นค่ายที่เน้นทำธุรกิจแบบใหม่ ว่าการทำดิจิตอลดาวน์โหลดต้องทำอย่างไร คนที่เข้ามาที่ค่ายก็จะมีทั้งแบบที่ทำเองได้หมดแล้ว แล้วเรามาช่วยด้านการโปรโมชั่น การทำดิจิตอลดาวน์โหลด โหลดและโปรโมทลงยูทูบให้ หรือศิลปินบางคนอาจจะมีศักยภาพ มีลุคที่ดี เล่นดี ร้องดี แล้วเรามาช่วยดูแลให้ คือมันเป็นค่ายที่เกิดขึ้นมาจากนักแต่งเพลงสองคนครับ ก็เลยอยากใช้จุดแข็งของเรามาช่วยดูแลให้ คือเราจะเน้นให้ดีที่ตัวเพลงก่อน เนื้อร้อง ทำนองก่อน ในขณะที่บางค่ายอาจจะเน้นไปที่ซาวนด์ เอ็นจิเนียบ้าง บางค่ายอาจจะเริ่มจากครีเอทีฟ ผู้กำกับมิวสิกวีดีโอมาเปิดค่าย ก็จะเน้นภาพสวยอะไรแบบนี้ แต่เราจะเน้นให้ตัวเพลงแข็งแรงก่อน นี่คือพื้นฐานของศิลปินเรา แล้วจะค่อยๆปล่อยทีละซิงเกิ้ลไป จะเน้นทางด้านดิจิตอลและช่วยกันโปรโมท เบอร์แรกที่ปล่อยไป คือเพลง “พลังงานบางอย่าง” ของ Write & Roll project เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และงานต่อไปก็คือเพลง
“เปลี่ยว” ของกิ๊ตา (กีต้าร์ เดอะวอยซ์) เมื่อเดือนเมษาฯ

อุทัย : โดยคอนเซ็ปต์หลัก ที่เราวางไว้ตอนต้นคือเราอยากจะเอาประสบการณ์ของการทำงานในค่ายใหญ่ มาจับลง
ในงานสเกลเล็กๆ ดู ว่ามันจะสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน โดยที่เรายังเชื่อในศักยภาพของเพลงอยู่ ทำยังไงก็ได้ให้เพลงของเราทำหน้าที่ในเรื่องของการขายด้วย แล้วก็เป็นเพลงที่ดีด้วย เหมือนกับสโลแกนของเราคือ We make pop music for mass market คือเราจะทำเพลงส่งไปถึงคนกว้างๆ ไม่อยากจะเป็นแก๊งอินดี้ที่ทำกันเอง ฟังกันเองในกลุ่มเล็กๆ ด้วยเราผ่านการทำงาน
ในค่ายใหญ่มา เรารู้วิธีการเคาะงาน ทั้งการทำภาพ โปรดิวซ์วงดนตรีที่มีชื่อเสียงมา เราก็พอจะรู้ว่าถ้าเราชัดเจนตั้งแต่ต้น เราก็สามารถหยิบจับมาใช้กับวงเล็กๆ ที่น่าสนใจ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจากตัวเพลง ทำให้เพลงมันวิ่งไปได้ด้วยตัวเอง นี่คือคอนเซ็ปต์ของเราครับ

ค้นหาศิลปินมาจากไหน

โน้ต : ส่วนใหญ่ก็เป็นน้องๆ ที่เคยมาเรียนในคลาส อย่างกลุ่มนี้ (มานั่งอยู่ในวงสัมภาษณ์ด้วยกัน) ก็คือวง “Osmosis” คือ
น้องเค้ามาเรียนกับเรา พอสืบโปรไฟล์กันแล้วก็พบว่าเค้าไม่ธรรมดานะ
อย่างคุณอ๊อดเนี่ยก็เป็นซาวนด์เอ็นจีเนีย ให้กับสไปร์ซซี่ดิสก์ ซึ่งตอนนี้
ดูแลวงอะไรอยู่บ้างครับ แนะนำเลย..

อ๊อด : ก็ดูแลวง Parkinson, Nap a Lean และก่อนหน้านี้เคยทำให้กับกรู๊ปไรเดอร์ พี่บุรินทร์ครับ

เอก : เป็น Front man ของ Osmosis ครับ ก็จะดูแลเรื่องการติดต่องานการแสดง งานโชว์ครับ

อุทัย : ของต้าร์นี่รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ต้าร์เค้าไปเป็นนักร้องไกด์ให้กับศิลปินกามิกาเซ่ ก็รู้สึกว่า เออ คนนี้เค้าเสียงดีนะ ก็เลยชวนมาทำโปรเจกท์กัน ก็มีส่งเพลงให้ต้าร์ไปร้อง ปรากฏว่าทิ้งช่วงไว้นานมาก ต้าร์ก็บอกว่าชอบเพลงมากเลยค่ะพี่ แต่ก็หายไปนาน จนกระทั่งหลังปีใหม่เราก็โทร.ไปชวนเค้ามาร้องเพลง เค้าบอกว่า “พี่อุทัย ต้าร์มีเพลงของต้าร์เองแล้ว” เราลองฟังเพลงต้าร์แล้วก็รู้สึกว่ามันลงตัวมาก มีเนื้อหาที่ตรงใจและเข้าถึงคนกลุ่มกว้างได้แน่นอน แถมยังได้มือดีระดับสไปด้ามังกี้ ดีเจโปรโตซัว ดนตรีมันก็เป็นแบบที่เราอยากได้เลย เราก็เลยชวนมาทำด้วยกันเลยดีกว่า โดยที่เราก็ดูแลเรื่องระบบ เรื่องงานภาพให้ในเชิงที่ปรึกษาเสียมากกว่า ว่าทิศทางของต้าร์น่าจะเป็นแบบไหนและทำอย่างไรได้บ้าง เราจะทำกันแบบกึ่งกองโจรครับ คือใช้วิธีคิดแบบค่ายใหญ่แล้วปรับมาทำในแบบสเกลเล็กๆ ฉะนั้น ถ้าศิลปินเดินเข้ามา เราก็อยากให้รู้สึกเหมือนเราเป็นสนามหนึ่งที่อยากชวนให้มาลองปล่อยของกัน ถ้าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราก็ร่วมงานกันได้

ฟีดแบ๊กจากการปล่อยผลงานชิ้นแรก

โน้ต : ตอนนี้ก็เริ่มเอาไปเล่นโชว์ในที่ต่างๆ และมีอยู่บนระบบสตรีมมิ่งต่างๆ เช่น iTune,JOOX,KKBox ก็มีการเริ่มโหลด ฟัง
แชร์มิวสิกวีดีโอกันเยอะขึ้นครับ ซึ่งถ้าอีกหน่อยมีศิลปินหลายๆเบอร์มากขึ้นก็อาจจะมีการเดินสายไปโชว์เป็นแพ็กครับ

เบอร์สองของ Pop Grand Sale

กิ๊ตา : คือใช้ชื่อกิ๊ตาเพราะยากให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เพราะกีต้าร์ เดอะวอยซ์ และในแวดวงเยอะแล้ว อีกอย่างมันเป็นชื่อเล่นที่หลายๆ คนเรียกเรา เพราะตอนนั้นมันมี“กีต้าร์” ใน CU Band หลายคน เค้าเลยเรียกเราว่า “กิ๊ตา” … ในส่วนของเพลง “เปลี่ยว” เราทำในส่วนของโปรดักชั่นเองทุกอย่าง คือไม่ได้แต่งเองนะคะ แต่เราโปรดิวซ์ และมีคุณ“แม็ค” โกสินทร์ ป้อมเอี่ยม เป็นคนแต่งเนื้อเพลงและทำนองให้ และจะมี เจนพัฒน์ มนตรีเลิศรัศมี จาก Mad Puppet Studio เป็นคนเรียบเรียงให้ และมี ดีเจสไปด้ามังกี้-ดีเจโปรโตซัว กับทาง Beat Lounge Records มาช่วยมิกซ์เพลง แล้วพอทำเพลงใกล้ๆ จะเสร็จก็มาคุยกับพี่อุทัย พี่เค้าจะช่วยดูเรื่องของการตลาดให้ ทางเราก็ยินดีมาก เพราะเราทำคนเดียวก็คงไม่ไหวอยู่แล้ว

ตัวเพลงเป็นสไตล์ Neo Soul ชิลล์ๆ ซึ่งแนวนี้ยังไม่ค่อยมีใครได้ยินในประเทศไทย ลักษณะของเพลงก็จะพูดถึงความเปลี่ยว ความเหงาของคนโสด ที่แม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ อยู่กับเพื่อนได้ แต่ลึกๆ แล้วทุกคนก็ย่อมจะอยากมีใครสักคน เพียงแต่มันอาจจะยังไม่เจอ ที่ไม่ใช้คำว่า “เหงา” เพราะมันจะดูเศร้าๆ สลดหดหู่ แต่คำว่า “เปลี่ยว” มันจะดูสตรองขึ้นมานิดนึง คนเรามันเปลี่ยวแต่ก็อยู่ได้ มันดูสร้างสรรค์กว่า และยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้อีกมากมาย ซึ่งมันน่าจะตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนสมัยนี้ อีกอย่างคนที่แต่งเพลงนี้เค้าแต่งมาจากบุคลิกของเรา คือเค้าเป็นเพื่อนเรา แล้วเราบอกเค้าว่าเราอยากได้เพลงที่เข้ากับตัวเรา หายไปสองวันเพลงกลับมาทันที (หัวเราะ)

แนะนำศิลปินเบอร์สามของ Pop Grand Sale

อ๊อด : แนวเพลงเราเป็นฟังก์ร็อกครับ ซึ่งพวกกรู๊ฟก็จะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ครับ มีพวกกีต้าร์ไฟฟ้าเป็นตัวชูโรง

เอก : เราจะดึงกลองยุค 80 ที่เป็นแนวดิสโก้มาผสมกับกีตาร์แบบฟังก์ และจะมีซาวนด์ประหลาดๆ ออกเป็นแนวทดลองมากกว่าครับ (Experimental rock) ซึ่งคิดว่าน่าจะปล่อยเพลงให้ได้ฟังในช่วงกลางๆ ปีครับ

อ๊อด : ชื่อเพลงว่า “กฎธรรมชาติ” ครับ

เอก : พูดถึงเรื่องความรักของคนสองคน ว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่คนสองคนอยู่ด้วยกัน ความรักมันจะเกิดขึ้นมาเอง
มันจะเกิดเคมีที่ตรงกัน เพราะมันเป็นกฎของธรรมชาติที่สร้างมนุษย์ให้มาอยู่คู่กันครับ

ความหมายของชื่อวง “Osmosis”

อ๊อด : เป็นการผสมผสานของดนตรี หลายๆ แนวเข้าด้วยกันให้มันผสมกลมกลืนกัน

เอก : ถ้าพูดถึงคนก็เป็นคนสองคนที่เป็นคนละแนวแล้วมาแชร์กัน อย่างคุณอ๊อดเค้าชอบแนวดิสโก้ ฟังก์ ผมชอบแนวร็อก
พอรวมกันก็เลยซึมซับกลาย เป็นแนวใหม่

อ๊อด : ส่วนผลงานอื่นๆ นอกจากเพลงนี้พวกผมก็แต่งเพลงประกอบละคร “กฎแห่งกรรมคืนพระจันทร์ดับ” ฉายที่ช่องเคเบิลครับ

นับเป็นอีกหนึ่งโปรเจกท์ดีๆ ที่พวกเขาตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ฟัง และเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนธรรมดาที่มีฝีมือไม่ธรรมดาได้มีช่องทางในการแบ่งปันผลงานดีๆ ให้คนรักเสียงเพลงได้มีโอกาสได้สัมผัส หากใครที่ต้องการติดต่อกับพวกเขา ทั้งที่อยากส่งความคิดเห็น และที่อยากแชร์งานดีๆ ก็ลองติดต่อไปที่ fanpage : Popgrandsale ได้เลย!

สกู๊ปพิเศษ : จับตามอง ‘UrboyTJ’ แร็พเปอร์น้องใหม่มาแรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/213888

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เวลานี้หากจะกล่าวถึงแร็พเปอร์น้องใหม่ที่ดูจะมาแรงจนแร็พเปอร์รุ่นพี่ยังต้องจับตามอง คงต้องบอกเป็นยุคของ “UrboyTJ” หรือที่ทุกคนอาจจะเคยรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ในนาม “ทีเจ วง 3.2.1”นั่นเอง!

หนุ่มคนนี้เพิ่งจะหมดสัญญากับค่ายอาร์เอส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยของออกมาทันทีภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วเหลือเกินเมื่อเทียบกับประสบการณ์ อายุงาน และอายุจริง ของเขา…แต่ด้วยความสามารถของเด็กหนุ่มคนนี้ บวกกับการได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ในวงการที่มีฝีมือ ระยะเวลาจึงไม่มีผลกับการทำงานของเขาเลยแม้แต่น้อย…วัดได้จากที่มาของการทำเพลง และผลตอบรับที่น่าสนใจจากซิงเกิ้ลสุดเซ็กซี่ “คิดดัง” ที่ได้ร่วมงานกับ “แอ้ม” อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ (นักแต่งเพลงมือฉมังผลงานติดชาร์ทมากมาย อาทิ รักที่เป็นของจริง-นิวจิ๋ว, รู้ยัง ต้น-ธนษิต, ความรักต้องการฉันไหม OST. ละครก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล และอื่นๆ อีกมากมาย) ก็ได้เสียงตอบรับที่ทำให้เจ้าตัวค่อนข้างปลื้มไม่น้อย

พูดถึงซิงเกิ้ล “คิดดัง”

TJ : ซิงเกิ้ลนี้ ผมคิดว่าประสบความสำเร็จดีนะครับ เพราะท่อนฮุคมีร้องเมโลดี้ด้วย แต่เป็นแบบฮิพฮอพ ช่วยกันคิดกับพี่แอ้มครับ

แอ้ม : เนื้อหาจะเป็นแบบ ถ้าฟังเผินๆ จะเหมือนหนุ่ม-สาวหยอดกันธรรมดา ชั้นรู้นะว่าเธอคิดอะไรอยู่ เหมือนจะใสๆ แต่จริงๆ ก็จะแอบซ่อนความอีโรติก 18+ เอาไว้ คือคิดเหมือนกัน แต่ไม่มีใครพูดชัดๆ คือมันจะมีกิมมิคนิดหนึ่งตรงที่ ผู้ชายเค้าจะเหมือนใช้สายตาชัดเจนมาก เหมือนเราได้ยินความคิดเค้า ว่าเค้าคิดทะลึ่งกับเรา ซึ่ง เราก็คิดเหมือนกัน
แต่เราก็แอ๊บทำเป็นไม่รู้ไม่แน่ใจ(หัวเราะ) เราเลยบอกเค้าว่า “พูดสิ เอาดิ” ถ้าตั้งใจฟังก็จะรู้ว่าอีโรติกมาก

ตัวมิวสิกวีดีโอ

TJ : ได้เรฟเฟอร์เร้นซ์ (อ้างอิง/เอาแบบอย่าง) มาจากภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” จริงๆ แล้วอยากได้ฉากลงไปในน้ำตกแล้วมีแก้ผ้าด้วย แต่ตอนนั้นมันหน้าแล้ง ไม่มีน้ำ ก็เลยตัดฉากนั้นออกไป ก็เลยจะถ่ายเป็นภาพในป่า แบบอาร์ตๆ หน่อย ได้เพื่อนๆ ที่จบ มศว มาทำให้ ถ่ายเอ็มวีแนวฮิพฮอพมาหลายวงแล้วครับ เช่น ไทยเทเนียม ก็เลยให้เค้ามาลองทำดู

ที่มาของการแต่งเนื้อเพลง

แอ้ม : เราคุยกันในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คว่า เพลงนี้เมโลดี้ตรงท่อนที่ร้อง ทางของคอร์ดมันมีความโรแมนติก เซ็กซี่ ก็เลยคิดว่าเนื้อเพลงมันน่าจะเป็นผู้ชาย-ผู้หญิงตอบโต้กันในแนวที่ดูอีโรติกหน่อย และรู้สึกเหมือนแนวนี้ยังไม่ค่อยมีคนไทยทำ รู้สึกว่าถ้าจะเป็นเพลงจีบกันก็อยากจะให้เซ็กซี่ไปเลย ปกติเค้าก็จีบกันหวานๆ ใสๆ

TJ: คือแนวพวกฮิพฮอพเค้าจีบกัน มันจะมีความอีโรติกอยู่ด้วย พูดถึงเรื่องเซ็กส์ด้วย โดยที่ดนตรีก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง มันจะทำให้รู้สึกคอนทราสต์ (แตกต่าง) กัน

ใช้เวลาในการแต่งเพลงนานแค่ไหน

แอ้ม : คือตอนนั้นเราเจอกันที่งานแต่งงานของพี่เอฟู (อดีตผู้ก่อตั้งค่ายกามิกาเซ่) แล้วหลังเลิกงานเราก็กรึ่มๆ ก็คุยกันว่า เออ…ทีเจ เรามาแต่งเพลงกัน ก็เปิดแบ็กกิ้งแทร็คที่เรามีไว้อยู่แล้ว แล้วก็ร้องกันสดๆ เลย ทีเจก็จะแร็พเป็นไกด์ตัวเองมาก่อน พอท่อนร้องปุ๊บ แอ้มก็จะจื้อ ดือ ดือ… (ฮัมเพลงไปตามทำนองแบบยังไม่มีเนื้อร้อง) ฟังแล้วก็รู้สึก เฮ้ย… เพลงนี้ดีเนอะ ผ่านไปสามวัน TJ ก็อาเร้นจ์ (เรียบเรียง) มาเสร็จแล้ว

ทีเจ : คือผมคิดว่าเพลงนี้มันเพราะมากจริงๆ ตอนแรกผมมีเพลงอื่นจะปล่อยออกมาต่อจากซิงเกิ้ลแรก (เพลงเค้าก่อน) แต่พอมีอันนี้มาแทรกก่อนก็เลยรีบส่งไปให้พี่แอ้มทำ ลองเขียนดูแล้วผมก็ใส่ท่อนแร็พ คือตัว “เค้าก่อน” นี่ปล่อยออกมาก่อน แต่ก็ไม่ค่อยได้โปรโมท เพราะไม่ได้มีเอ็มวี เป็นแค่ Lyric Video (วีดีโอที่มีแต่เนื้อร้อง) แต่ยอดวิวก็ไปสามล้านแล้วนะ

การร่วมงานกับ TJ

แอ้ม : การทำงานกับทีเจมันสนุกและวัยรุ่นมากเลย คือคุยผ่านกันทางอินบ็อกซ์ ส่งเสียงให้ฟังกันทางนี้อย่างเดียวแล้วพอโอเคก็ไปอัดเสียงกันเลย (รู้สึกว่ารีบมาก?) คือไม่ใช่รีบนะ แต่รู้สึกชอบมาก ก็เลยอยากจะทำให้มันออกมาไวๆ แล้วก็อยากทำเอ็มวี พอทำเสร็จก็ส่งไปให้เพื่อนเค้าคิดเอ็มวีให้เลย อันนี้มันเป็นการฟีทเจอริ่งที่เหมือนกับศิลปินต่างชาติทำนะ (หัวเราะ) คือคุยกัน ตกลงกันเสร็จแล้วก็แบ่งท่อนกันไปทำเลย แร็พก็ปล่อยของทางทีเจไป ส่วนท่อนของเราทีเจก็ไม่มาแก้เลย คิดว่าที่มันลงตัวก็เพราะมันคอนทราสต์กันมากๆ ให้คนอื่นฟังเค้าก็จะบอกว่ามันเซอร์ไพรส์ดี

ย้อนกลับไปพูดถึงผลงานก่อนหน้านี้

TJ : เคยอยู่ กามิกาเซ่ ในวง 3.2.1 เพลงดังที่คนรู้จักก็คงเป็นเพลง “แน่นอก” ครับที่ดังสุด พอหมดสัญญาก็เลยออกมาทำเพลง เพราะเคยคิดอยากทำเองมานานแล้ว อยากรู้ว่ากระบวนการทำเพลงทั้งหมดมันมีอะไรบ้าง พอทำแรกๆ นี่เหนื่อยมาก เพราะผมต้องทำทุกอย่างเองหมดเลย ตั้งแต่ทำเพลง-ถ่ายวิดีโอ กับผู้ช่วย เอาเข้าคอมฯ ทำเอฟเฟกท์ ตัดต่อ อัพยูทูบ ฝากเพื่อนโปรโมท… เหนื่อยมาก แต่สุดท้ายมันออกมาเป็นตัวเราเองมากที่สุด มันไม่มีกรอบอะไรเลย คือตอนอยู่ค่ายมันก็ดีครับ แต่มันก็มีกรอบนิดนึง พอตอนนี้มาทำค่ายของตัวเองมันก็เป็นตัวเราจริงๆ ตอนนี้ใช้ชื่อค่ายแทนชื่อตัวเองอยู่ว่า “Urboy TJ” แต่ยังไม่ได้จริงจังกับชื่อค่ายเพราะยังมีแค่ผมคนเดียว แต่ในอนาคตค่อยหาศิลปิน ใครอยากมาทำเพลงด้วยกันก็มาลองดู ตอนนี้วางแผนเอาไว้สั้นๆ ก็คือ เอาตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) คือตอนนี้ผมก็มีเพลงในสต็อกเยอะ เราก็ขอทำของเราให้เต็มที่ก่อน มันยังมีหลายอย่างที่อยากพูดอยากทำอีกเยอะครับ

ผลงานที่วางแผนจะปล่อยต่อจากนี้

TJ: ที่จะปล่อยตอนนี้เลย คือมันเป็นเพลงรีมิกซ์ ที่กะว่าจะทำเล่นๆ เอาไปร้องในคอนเสิร์ตคือเพลง “เดจาวู” เพลงเก่าของเคโอติก เอามารีมิกซ์เป็นฮิพฮอพซึ่งคุยกับทางอาร์เอสแล้วนะครับ เค้าก็โอเค แล้วจริงๆ ก็มีเพลงที่อยากปล่อยช่วงสงกรานต์ด้วยนะ แต่มันไม่ทัน เพราะผมเพิ่งปล่อยคิดดังไปเมื่อ 25 มีนาฯ แล้วจะมาปล่อยอันนี้สงกรานต์อีกมันก็จะติดกันเกินไป ก็เลยคิดว่ารอหลังสงกรานต์ดีกว่า และหลังจากนี้ก็จะเป็นเพลงที่ทำกับพี่เดย์ ไทยเทเนียมครับ แล้วก็มีโปรเจกท์พิเศษที่ทำกับพี่เวย์ แต่เดี๋ยวให้ทุกอย่างมันลงตัวแล้วค่อยบอกอีกทีครับ ช่วงที่ทำก็คือไปทัวร์คอนเสิร์ตกับเดอะบอยเวย์ (เวย์ ไทยเทเนียม) ล่าสุดก็ไปโคราช ก็เอาเพลงของเราไปร้องด้วยครับ คือ..ผมได้ไปรู้จักกับพี่เวย์เค้าตอนงานครบรอบ 8 ปี ร้านตัดผมของเค้า Neversay Cutz พี่เค้าเคยได้เห็นงานผมในยูทูบ ก็เลยให้คนโทร.มาตามว่าสนใจจะมาเล่นสดที่งานเค้ามั้ย

มาร่วมงานกับแอ้มได้อย่างไร

แอ้ม : เคยแต่งเพลงด้วยกันมาตั้งแต่อยู่กามิกาเซ่แล้ว และทีเจจะเป็นคนที่แต่งแร็พเองตลอด ถ้าเป็นเดโมเก่าๆ ก็จะคล้ายๆ กับการทำเพลงนี้ และทีเจเค้าก็จะไปฟีทเจอริ่งกับศิลปินอื่นๆ ในกามิกาเซ่ด้วย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มาร่วมกันแบบนี้ เพราะปกติคือเราร้องไกด์แล้วก็จะมีศิลปินคนอื่นมาร้องทับ

TJ : แล้วงานนี้เป็นงานแรกที่ได้มีโอกาสมาทำเต็มๆ ซะที (หัวเราะ)

แอ้ม : ก็ฝากผลงานของทีเจด้วย เพราะในฐานะที่ทำงานด้วยกันมานาน รู้สึกว่าดีใจที่น้องออกมาทำงานเอง เพราะเห็นเค้าแอบทำเดโมของเค้ามาตั้งนานแล้ว น้องขยันมาก และทำเพลงที่น่าสนใจเยอะมาก รู้สึกว่าตอนนี้ก็อยากให้เค้าได้ปล่อยของเต็มที่

TJ : ในอนาคตก็จะมีงานร่วมกับพี่แอ้มอีกแน่นอน เพราะตัวผมเองบางทีก็แต่งมาแต่แร็พ ไม่ถนัดแต่งเมโลดี้ หลายๆ เพลงผมจะทำไว้ก่อนแล้วจะส่งเมล์ไปให้พี่แอ้มช่วยแต่งท่อนฮุคให้หน่อย อย่างเพลง “เค้าก่อน” ก็ให้พี่แอ้มแต่งท่อนฮุคให้ด้วยครับ

ช่องทางการติดตาม

TJ : ก็ติดตามได้ทางแฟนเพจ อินสตาแกรม ยูทูบ ชื่อเดียวกันหมดเลยครับ ชื่อ Urboy TJ ทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลยครับ แฟนเพจผมก็ดูแลเอง แล้วก็มีให้โหลดทาง JOOX, Apple Music, iTune, Deezer, Spotify ทุกอย่างที่เป็นสตรีมมิ่งทั่วโลกครับ ล่าสุดมีแฟนคลับจากเดนมาร์ก เค้าแคปหน้าจอมาให้ดูว่าเค้าซื้อเพลงจาก iTune ที่เดนมาร์กมา ล่าสุดเพลง “คิดดัง” ก็ไปขึ้นชาร์ต Deezer ที่เขมร ถ้าใครอยากติดต่องาน โทร.มาที่เบอร์ 085-5554764 เบอร์คุณโด่ง ผู้จัดการครับ ติดต่อได้ทุกอย่างครับ ทั้งงานถ่ายแบบ เดินแบบ MC ในผับฮิพฮอพ รับจ้างทำเพลงโฆษณา ทุกอย่างยันโปรดักชั่นเฮ้าส์เลยครับ (หัวเราะ)

นอกจากจะแต่งเพลง ทำนอง เดินแบบ เป็นพิธีกรแล้ว พ่อหนุ่มคนนี้ยังเดินเรื่องหาสปอนเซอร์ เสื้อผ้า ตัดต่อมิวสิกวีดีโอเองต่างหาก ความสามารถรอบด้านขนาดนี้…ใครได้ไปร่วมงาน บอกได้คำเดียวว่าคุ้ม!

ส่วนผู้ฟังอย่างเราๆ ก็คุ้มที่ได้ฟังผลงานดีๆ จากเขาแน่นอน!!

สกู๊ปพิเศษ : 12 ปี แก๊ง ‘แฟนฉัน’ รียูเนียนในหนัง ‘บุปผาอาริกาโตะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/212860

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เผลอแป๊บเดียว 12 ปีแล้ว กับหนังไทยที่คลาสสิกอย่าง “แฟนฉัน” ที่เคยสร้างความประทับใจในวันเก่า ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางบันเทิงของพวกเขา “แน็ค” ชาลี ไตรรัตน์, “แจ็ค” เฉลิมพลทิฆัมพรธีรวงศ์, “เกตต์” อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล, “อ๋อง” ธนา วิชยาสุรนันท์, หยก ธีรนิตยาธาร และ “ออฟ” อภิชาญ เฉลิมชัยนุวงศ์

“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสพูดคุยพร้อมหน้ากับทั้ง 6 หนุ่มอีกครั้ง เมื่อ “ต้อม” ยุทธเลิศ สิปปภาค มีโปรเจกท์สำคัญ ภาพยนตร์ปลุกวิญญาณ ผีบุปผา ใน “บุปผาอาริกาโตะ” หนังหลอน สยอง ขำ ที่วางโปรแกรมเข้าฉาย 5 พฤษภาคมนี้

วันแรกที่กลับมาเจอกัน?

ออฟ : ห่างกันไป 12 ปีก็มีเขินๆ กันบ้างครับ ประมาณ2 นาที (หัวเราะ) คือหนังเรื่องอื่นจะมีการเวิร์กช็อป ให้มาทำความรู้จักกันก่อน แต่พี่ต้อม ผู้กำกับฯ อยากให้เกิดความเรียล ความเป็นตัวเราจริงๆ บอกไม่ต้องมีเวิร์กช็อป ให้เจอกันเลย เจอแบบเพื่อนๆ เจอกัน ครั้งแรกที่เจอกัน ก็เจอกันที่สนามบินเลยครับ พร้อมถ่ายทันที พวกเราก็จะเกร็งๆกันนิดหนึ่ง ไม่ได้เจอนาน ไม่รู้ว่าจะคุยกันรู้เรื่องไหม

แน็ค : ก่อนหน้านี้ เรียกว่าแทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลยครับมีแต่น้อยมาก เพราะแต่ละคนก็ห่างหายกันไปทำในสิ่งที่แต่ละคนตั้งใจไว้

พอเจอกันที่สนามบิน?

เกตต์ : ทุกอย่างอัตโนมัติขึ้นมาเองครับ เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันนาน พอมาเจอกัน ก็ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เราก็คุยกันเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเดิม

แจ็ค : เราแบบ “เฮ้ย! เป็นไงบ้างวะ” จบครับ

ออฟ : เราต้องการแค่คำทักทาย ที่เหลือเดี๋ยวมันก็ไหล พลิ้วเหมือนเดิม

เนื้อหาของหนังที่ดึงทั้งหมดกลับมาเจอกัน?

เกตต์ : ตามเนื้อเรื่องคือเรารู้จักกันมาก่อน แล้วก็ไปถ่ายเอ็มวีให้พี่แน็คที่ญี่ปุ่น แล้วตัวละครก็เป็นตัวของเราเองที่ไปช่วยเพื่อนถ่ายเอ็มวีที่ญี่ปุ่นครับ

แน็ค : เนื้อเรื่องเริ่มจากผมเป็นนักดนตรี มีเพลงที่อยากถ่ายทำเอ็มวี ก็เลยเชิญชวนเพื่อนที่อยู่ในชีวิตจริง ไปช่วยถ่ายเอ็มวีที่ญี่ปุ่นหน่อย เราก็คาดหวังว่าเอ็มวีจะถ่ายได้แบบราบรื่น แต่พอไปถึงเราได้เจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่ทำให้มีอุปสรรคมากมาย

เริ่มภารกิจถ่ายทำ?

หยก : ผมตื่นเต้นมากครับ พอรู้ว่าจะได้ไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่น พอรู้ว่าจะไปถ่ายที่เมือง “นิเซโกะ” ก็รีบเสิร์ชหาข้อมูล เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนโอ้โห…เมืองเป็นเมืองสกี หิมะขาวสวยมากเลย ใจก็คิดว่าคงไม่สวยเท่าในรูปหรอก แต่พอเรานั่งเครื่องไปถึง สิ่งที่เห็น ผมว่าทุกคนประทับใจเหมือนกับผม เพราะว่าเมืองนี้สุดยอดมาก เขามีชื่อเรียกว่า snow powderคือหิมะเหมือนกับแป้งเลยครับ เหมือนที่เราเห็นในรูปเลย (ออฟ : เป็นหิมะที่กระโดดใส่แล้วนุ่มครับ เหมือนเป็นเบาะเลย) ลองชิมนี่ละลายในปาก
เลยครับ

เกตต์ : พวกเรายังไม่มีใครเคยไปเมืองนี้มาก่อน เป็นเมืองเฉพาะสำหรับคนเล่นสกี ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น เป็นครั้งแรกของทุกคนที่ได้ไปที่นั่น

อ๋อง : ครั้งแรกของผมที่ได้ไปต่างประเทศเลยครับ

ใช้เวลาถ่ายทำที่ญี่ปุ่น?

แน็ค : ครึ่งเดือนครับ

ออฟ : เหมือนได้ไปร่วมใช้ชีวิตกันอีกครั้ง ตื่นมาก็เจอหน้ากัน พวกเราสนุกกับการถ่ายทำมากครับ

วีรกรรม?

ออฟ : ช่วงนั้นพี่แจ็คเขาลดน้ำหนักอยู่ แล้วคนอ้วนเวลาลดน้ำหนักก็จะขี้หงุดหงิด โมโหหิว แล้วเวลาที่เขาโมโหหิวเขาก็จะมาลงกับน้องๆ

แจ็ค : น้องๆ พอเห็นว่าผมโมโห ก็จะหยิบปลาดิบยัดใส่ปากก็จะอารมณ์ดีขึ้นมาครับ (หัวเราะ)

เกตต์ : เราใช้พลังงานเยอะ อยู่ในห้องร้อนๆ ออกไปเจอหิมะหนาวๆ ร่างกายก็ต้องปรับ แล้วเดินเข้าเดินออกบ่อยมาก

แน็ค : แจ็คมีไปวิ่งกลางหิมะออกกำลังกายด้วย แต่วิ่งเสร็จแล้วกลับมากินขาหมู (หัวเราะ)

ออฟ : มีชวนน้องๆ ไปวิ่งด้วยครับ แต่ไม่มีใครไป (หัวเราะ)

นอกจากถ่ายทำกับพักผ่อน ได้ออกนอกเส้นทางกันบ้างไหม?

ออฟ : ที่พอจะไปได้ ก็มีแต่แฟมิลี่มาร์ทแถวนั้นครับ หรือไม่ก็เดินเล่นดูความสวยงามของเมืองเขา ไปออนเซ็นบ้าง

ทำงานกับต้อม-ยุทธเลิศ?

ออฟ : พี่เขาเป็นผู้กำกับที่เจ๋งมากครับ

เกตต์ : เราไม่เคยเจอซูเปอร์แมน ก็ได้เจอ เขาถ่ายเอง ทำเอง กำกับเอง ตัดต่อเอง โหดมาก

ออฟ : แล้วพี่ต้อมเป็นคนที่มีไอเดียตลอดเวลา เขาจะเปิดโอกาสให้นักแสดงร่วมคิดบทไปกับเขา อยากเล่นมุขไหน เพิ่มอะไร เขาพร้อมจะปรับเปลี่ยน เพื่อทำให้หนังดียิ่งขึ้น มุขสดตลอดเวลา และที่เห็นว่าได้แก้ผ้ากันก็ไอเดียของพี่แจ็คนี่แหละครับ

แจ็ค : เรื่องของเรื่องคือผมมองหนังพี่ต้อมไม่ค่อยมีแนวโป๊ๆเลย เราก็ถามว่ากลุ่มพวกเราจะมีเลิฟซีนไหม พี่ต้อมก็บอกว่า “เออดีๆ” ก็เลยให้เราแก้ผ้าเลย ผมไม่น่าไปพูดเลยตอนนั้น(หัวเราะ)

ฉากประทับใจ?

หยก : ซีนแก้ผ้านี่แหละครับ เพราะเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่มีฟิลอยากแก้ผ้ากลางหิมะ ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่คิดนะ แล้วเราได้ไปทำจริงๆ ถึงมันจะหนาวจับใจ แต่สนุกมากครับ

ออฟ : ตอนแรกผมไม่ชอบนะครับ ที่ต้องแก้ผ้า แต่พอได้ลองก็สนุกดี เป็นฉากที่ได้ท้าทายตัวเองและเพื่อนๆ ทรหดแต่สนุกครับ

แจ็ค : อุณหภูมิ -8 แล้วเราไม่ได้ใส่รองเท้า เหยียบหิมะที่ละลายแฉะๆ เย็นๆ ผมเท้าชาไปหมดเลยครับ หนักถึงขนาดเป็นไข้กันก็มี

ก่อนหน้านี้มีกรุ๊ปไลน์กันไหม?

เกตต์ : ไม่มีครับ เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของกลุ่มแฟนฉัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไลน์มีมากี่ปีแล้วไม่รู้ แต่เราไม่เคยมีกรุ๊ปไลน์กันเลย (หัวเราะ) เจอกันบ้างแต่ก็ไม่เคยขอไลน์กัน จนมาปีที่ 12 นี่แหละ เราถึงเพิ่งได้ตั้งกรุ๊ปไลน์แฟนฉันขึ้นมา

ความเปลี่ยนแปลง?

ออฟ : ผมว่าทุกคนเป็นตัวของตัวเองหมดเลยครับ 12 ปีที่ผ่านมาทุกคนแสดงความเป็นตัวเองออกมาชัดเจนมากขึ้น

อัพเดตตัวตนในปัจจุบัน?

หยก : ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ปี 4 ครับ ตั้งใจว่าจบแล้วจะลองทำงานเป็นสถาปนิก ส่วนอนาคตกำลังคิดอยู่ครับว่าจะเรียนต่อทางด้านไหน ถ้าเกิดทำงานแล้วไม่ชอบขึ้นมา ก็อาจจะไปโทด้านอื่นครับ เกี่ยวกับพวกด้านลงทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่เราสามารถเอาความรู้ที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้ได้ครับ

ออฟ : ผมเพิ่งเรียนจบปีที่แล้วครับ ด้านนิเทศฯโฆษณา จากเอแบค ปัจจุบันผมก็ทำงานด้านดิจิตอลเอเจนซี่ทางด้านโฆษณาอยู่ครับ คือด้วยความที่ผมชอบวงการโฆษณามาตั้งแต่ก่อนที่จะเลือกเรียนด้านนี้แล้ว แล้วพอเรียนจริงๆ ก็ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และทำได้ เลยเลือกที่จะทำงานนี้ ส่วนงานแสดงก็ทำควบคู่กันไปครับ

เกตต์ : ผมทำงานในวงการครับ มีถ่ายละคร แล้วก็เรียนบริหารธุรกิจ ที่ชินวัตร ปี 3 ที่เลือกเรียนทางนี้ เพราะเป็นคณะที่สามารถใช้ได้ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน แล้วก็เคยคิดกับเพื่อนว่าอยากทำสตูดิโอเล็กๆ เป็นคาเฟ่สตูดิโอ แต่ตอนนี้เรียนกับทำงานด้านการแสดงก่อนครับ

แจ็ค : ผมอยากเป็นผู้กำกับอย่างเดียวเลยครับ ถ้ามีโอกาสก็อยากลองดู คือถ้าวันหนึ่งงานเบื้องหน้าเราไม่มี เราก็ยังทำเบื้องหลังได้ (ออฟ : เขาเคยกำกับเรื่องสั้นด้วยนะครับ แล้วเอาผมไปเล่น เป็นโปรเจกท์ที่พี่แจ็คเขาได้ลงมือเป็นผู้กำกับจริงๆ เขาตั้งใจกว่าแสดงอีกนะ (หัวเราะ) ได้เห็นภาพเขาในมุมนั้นแล้วแปลกตาดีครับ ดูจริงจังมาก)

แน็ค : ผมอยากฝากเรื่องของดนตรีครับ อยากฝากให้เปิดใจรับฟังผมร้องเพลง เพราะตอนนี้ผมกำลังทำงานด้านดนตรีอยู่ครับ (เกตต์ : หนังเรื่องนี้พี่แน็คก็ร้องเพลงเองด้วยครับ) คือตอนแรกผมเริ่มจากทำเพลงอินดี้ ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนแนว มาทำเพลงตลาด อยากให้ลองฟังกันดูครับ อย่าติดภาพว่าเป็นนักแสดงมาร้องเพลง (ไปเรียนด้านเพลงมาจริงจังหรือว่ายังไง?) ไม่ได้เรียนเลยครับ หัวดื้อ ไม่ชอบให้คนสอน และก็ไม่ได้อยากรู้ทฤษฎีด้วย อยากเอาความพยายามของเราเองออกมา ผมแต่งทั้งเนื้อร้องทำนองเองหมดทุกชิ้น คิดงานเองหมด ผมไม่ได้เก่งอะไร แต่ผมอยากคิดเองทั้งหมด รวมถึงเอ็มวี ภาพด้วย (ปล่อยมากี่เพลงแล้วคะ?) ก่อนหน้านี้ปล่อยทางยูทูบแล้วก็ลบไป เพลงต่อไปที่จะปล่อยมา จะทำแบบจริงจังแล้วครับชื่อเพลง “จะรออยู่ตรงนี้” เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่รอผู้หญิงคนหนึ่งอยู่โดยที่ไม่ได้บอกสาเหตุว่าเขาหายไปเพราะอะไร (แต่งเพลงจากชีวิตจริงรึเปล่า ?) ไม่ครับ ผมไม่ได้เป็นคนที่เอาชีวิตจริงมาแต่งเพลง แต่งแบบที่ว่าเพลงนี้อยากให้เป็นยังไงก็แต่งอย่างนั้นครับ

อ๋อง : ผมทำงานแฮนด์เมดขายอยู่ครับ แล้วก็ทำงานศิลปะด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าหลงเสน่ห์อะไรด้านนี้ ตั้งแต่เด็กแล้วครับ ดิ้นไม่หลุด เหมือนกับทำให้เรามีความเป็นคนขึ้น ลองคิดว่าถ้าไม่มีศิลปะ คนก็คงไม่ต่างจากสัตว์ป่า ที่ป่าเถื่อน แต่เมื่อคนเราเห็นอะไรที่สวยงาม มันจะทำให้คนเรามีความคิดหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนไป (ทำงานแฮนด์เมดไปขายที่ไหนคะ?)
ขายตามถนนคนเดินทั่วไปครับ ที่ชลบุรี บ้านเกิดผม ก่อนหน้านี้ผมไปอยู่ที่เชียงรายมา 3 ปี ไปช่วยงานที่วัดอาจารย์เฉลิมชัย ก็ได้ความคิด การใช้ชีวิต และศิลปะจากอาจารย์มา และผมก็ทำงานมือขายตั้งแต่อยู่ที่โน่นแล้วครับ ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ชลบุรีก็ทำในสิ่งที่ฝัน ที่ชอบต่อไปให้ดีที่สุด ฝากด้วยนะครับ ผมมีขายทางออนไลน์ด้วย เข้าไปดูที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ 70shippie ได้เลยครับ

มุมมองต่อหนังไทย?

แน็ค : เดี๋ยวนี้หนังเยอะมากครับ หนังไทยอยู่ได้ แต่ต้องดีจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้การถ่ายทำง่ายมาก ใครมีเงินนิดหน่อยก็สามารถถ่ายหนังได้แล้ว แต่จะทำเงินได้ไหม ขึ้นอยู่กับคุณภาพจริงๆ ต้องแข่งกันเยอะ
พอสมควร

ออฟ : หลายคนมองว่าหนังไทยหนีไม่พ้นเรื่องของ ตลก ผี แต่ในเรื่องบุปผาอาริกาโตะ แม้จะยึดความชอบของคนไทยในเรื่องนี้ แต่เราหยิบเอามาทำในรูปแบบใหม่ ผีหลอกกลางวันแสกๆ ตลกก็สอดแทรกสิ่งที่วัยรุ่นเข้าใจได้มากขึ้น อิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมรับรองว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีที่คุ้มกับการดูครับ

แจ็ค : หนังไทยถ้าพูดตรงๆ ตอนนี้แย่ครับ ไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะโลกดิจิตอลเข้ามาเยอะมาก ก็อยากเชิญชวนคนไทยทุกคนครับ ถ้ามีโอกาสช่วยกันสนับสนุนหนังไทย เพื่อที่หนังไทยจะได้ไม่หายไปไหนครับ

หยก : จริงๆ ผมเป็นคนดูหนังไม่เยอะครับ แต่ถ้าจะดูก็จะเป็นเรื่องที่สนใจจริงๆ หรือตามกระแสบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังฝรั่งหมด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแนวโน้มของการพัฒนาขึ้นของหนังไทย มีบางเรื่องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอได้ดูแล้ว ดีเกินคาดครับ ผมก็คิดว่าอนาคตน่าจะไปต่อได้ครับ หรืออนาคตอาจจะกลับมาฟีเวอร์เหมือนฟุตบอลไทยก็เป็นได้นะครับ

เกตต์ : ด้วยกระแสโซเชียล ทุกวันนี้คนเลยตัดสินใจที่จะดูหนังหรือไม่ดู จากกระแสโซเชียลก่อน ทั้งที่ความจริงเนื้อเรื่องอาจจะดี เราอาจจะชอบ แต่ด้วยมุมมองของคนอื่นที่เข้าไปอ่าน ทำให้รู้สึกไม่อยากดู หรือบางคนดูหนังซูมแล้วบอกว่าหนังไม่ดี ทั้งที่อรรถรสของหนังลักลอบถ่าย กับหนังในโรงคนละเรื่องกันเลย หนังไทยในโรงเจ๋งกว่าที่คุณคิดเยอะมากๆครับ อยากให้เปลี่ยนทัศนคติกัน ไม่ใช่ยึดแค่จากลมปากของคนอื่น ผมว่าหนังจะสนุกหรือไม่สนุกอยู่ที่คุณดูเองมากกว่าครับ

อ๋อง : ผมเป็นคนชอบดูหนังครับ แต่จะเลือกดูเฉพาะสิ่งที่ผมชอบ ผมเปิดรับทุกแนวทั้งหนังเกรดดี หนังนอกกระแส แต่ผมจะชอบหนังเรโทรมากกว่าครับ ยุคปี’69 หรือ 70 พวก God Father อะไรอย่างนั้นคนไทยชอบคิดอย่างหนึ่ง และสมัยเด็กๆ ผมก็คิดด้วยเหมือนกัน คือดูหนังไทยไม่คุ้ม เขาลงทุนนิดเดียว แต่หนังนอกเขาใช้ทุนเยอะ น่าจะคุ้มค่า แต่พอเราโตขึ้นมา เราได้รู้ว่าหนังฝรั่งที่ใช้ทุนต่ำ แต่กำไรเยอะก็มี ผมคิดว่าเราน่าจะเปิดใจดูที่เนื้อหาของเรื่องกัน และก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังด้วย ว่าจะตอบโจทย์ผู้ชมได้มากแค่ไหน เราต้องเปิดใจให้กว้างครับ รวมถึงเลือกที่จะรับชมของลิขสิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้สร้างผู้ผลิต และเป็นกำลังใจให้เขาได้ทำผลงานที่ดีๆต่อไปด้วยครับ

ไม่ใช่แค่เด็กที่เพิ่งเริ่มโต แต่ทั้ง 6 หนุ่มกำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อัพเดตชีวิตและมุมมองกันหลังห่างหาย ส่วนนอกเหนือจากนี้ พวกเขาบอกไปสนุกด้วยกันได้ใน “บุปผาอาริกาโตะ” ผลงานที่พวกเขาตั้งใจกลับมาเจอ และส่งต่อความสุขให้ผู้ชมอีกครั้งในรอบ 12 ปี!!