สกู๊ปพิเศษ : เจาะชีวิตสาวหวาน ‘เนย-ซินญอริต้า’ กับสองซิงเกิ้ลใหม่ พร้อมพ่วงธุรกิจแมนๆ ที่จริงแล้วเธอสตรองมาก…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/219215

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สวัสดีค่ะ เนย-ซินญอริต้า วันนี้ก็อยากฝากผลงานเพลง “มีใครเหงาเหมือนเราไหม (Lonely)” และ “ตัวหลอก (Don’t Fake)” ซึ่งทั้งสองซิงเกิ้ลนี้ก็ปล่อยออกมาพร้อมๆ กัน สำหรับเพลงมีใครเหงาเหมือนเราไหม (Lonely) เป็นเพลงแนว Soul Pop ที่มีเสียงเปียโนและบราสผสมอยู่ เนยมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนเลย ดีไซน์ วิธีการร้องแอดลิปวางเสียง การประสานเสียง ทำนอง

สไตล์เพลงนี้ยังคงความเป็นเนยที่มีไลน์กีตาร์ที่เป็น Brit Pop เพิ่มเข้ามาให้ทันสมัยในเพลงนี้ค่ะ เรียกว่าดึงประสบการณ์ความรักที่เคยผ่านมาในชีวิตใส่เอาไว้

ส่วนอีกซิงเกิ้ล “ตัวหลอก (Don’t Fake)” เป็นแนว Acoustic Pop ที่มีเปียโนผสมอยู่ ดนตรี ทำนอง แนวการร้องถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก ส่วนเนื้อหาของเพลงแต่งจากชีวิตจริงของเนย ที่ยังไม่แน่ใจในความชัดเจนของอีกฝ่าย เนยว่าเนยทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เพราะชีวิตเราอ่ะนะ (หัวเราะ)

พูดถึง MV หน่อย

เป็นครั้งแรกเลยค่ะ ตั้งแต่เป็นนักร้องมา 10 ปี ที่ได้เล่นมิวสิกวีดีโอและได้เป็นนางเอกด้วย (หัวเราะ) ที่เรามีพื้นฐานด้านการแสดงอยู่แล้ว อีกอย่างตัวละครก็เล่นเป็นตัวเราด้วย เลยไม่ยากเท่าไหร่ค่ะ สำหรับเอ็มวีนี้เป็นมิวสิกซีรี่ส์ 2 เพลงต่อกันเลย

อัพเดตชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ชีวิตแฮปปี้ดีมากค่ะ ช่วงที่หายไปก็ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน และก่อนหน้านี้เนยก็เป็นผู้จัดละคร มีซีรี่ส์สยองขวัญ เรื่องสยองผองเพื่อน เป็นซีรี่ส์ 13 ตอน 13 ผู้กำกับ ตอนนี้ก็มีคุยกับทางช่องอยู่ค่ะว่าจะอย่างไร ทำต่อไหม แต่อยู่ที่ตัวเราเองที่ยังไม่พร้อม

เรื่องทำธุรกิจ ทำอะไรบ้าง

ที่บ้านทำถนนค่ะ รับเหมาก่อสร้างถนนและก็ทำแท่งปูนคอนกรีตผสมเหล็กเส้น

ต้องลงไปดูเองหมดเลยหรอ

ต้องไปดูแลเองค่ะ ตัวถึงได้ดำแบบนี้ (หัวเราะ) ต้องดูแลเองหมดเลย ซึ่งงานที่ทำต้องเริ่มใหม่หมดเลย เรียนมาไม่ได้ตรงกับงานที่ทำสักนิด (หัวเราะ) ทุกอย่างคือความรู้ใหม่ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง

ลูกน้องรู้ไหมว่าเราคือ “เนย-ซินญอริต้า”

รู้ค่ะ ก็มีบางคนที่รู้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้รู้มากเพราะคนงานส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย เวลาทำงานเราก็จะใส่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยค่ะ ก็จะเหลือแต่ตา (หัวเราะ)

ธุรกิจทำถนนนี้ครอบครัวเนยทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นก๋ง ถือว่านานมากๆ ค่ะ แต่ธุรกิจที่เปิดใหม่ก็อย่างที่บอกจะเป็นแท่งคอนกรีตเนยต้องลงไปดูเองหมดเลย เพราะตัวนี้ยังใหม่จะหนักหน่อย ก็เหมือนทำปูนผสมเพื่อมาเสริมธุรกิจของตัวเองด้วยและก็มีส่งขายด้วย

เริ่มงานวันแรก

วันแรกค่ะ ออกแบบโลโก้ เสื้อพนักงานต้องสวย พี่สาวจบดีไซเนอร์ใช่ไหม นี่เลย!! ก็มาปรึกษากันชุดพนักงานเอาสีชมพูไหมลายแบบไหนดี ฉันจะทำแบบนี้ จะเอาน่ารักแบบนั้น พอตอนนี้ชุดพนักงานที่ได้ก็ “อืมม…อยากใส่อะไรก็ใส่เถอะ เอาที่มันไม่เลอะนะ” นึกออกใช่ไหมคะว่าไม่ควรจะไปคิดอะไรแบบนั้น (หัวเราะ) และพี่สาวเนยตอนนี้กลายเป็นเจ๊นับบิล หน้านี้มันน…ไม่มีเวลามาแต่งเลยค่ะ จบดีไซเนอร์มาใช่ไหมนี่เลยมาทำปูน ทำกันสองพี่น้องนี้แหละค่ะ (หัวเราะ)

ลักษณะการทำงานของสาวลุคหวานๆ มองไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร

ยากมากค่ะ เวลาเราทำงานเราต้องเด็ดขาดนิดหนึ่งเพราะเราอยู่กับคนที่โตกว่าเราหมดเลย แล้วทำงานกับผู้ชายล้วนๆ แล้วเขาก็มีความรู้กว่าเราด้วย ก็ค่อนข้างยากมาก หิน ปูน อิฐ ทราย เนยจะต้องเป็นคนควบคุมหมดเลย ออเดอร์ทุกอย่างต้องผ่านเรา จะได้รู้ว่าใครสั่งอะไรส่วนไหนไปบ้าง วันหนึ่งต้องสั่งอะไรบ้าง ต้องดูหน้างานค่ะจะรู้ว่าเป็นยังไง

ระหว่างร้องเพลงกับทำธุรกิจที่บ้าน

เนยชอบร้องเพลงมากกว่านะ แต่ก็มีกิจการของครอบครัวที่ต้องดูแล คือเราเห็นงานนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วมันก็เลยซึมซับ “ฉันโตไปแล้วฉันต้องมาทำตรงนี้อยู่ดี” ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันเลยได้ไหม นี่ก็ชอบ นั่นก็ทิ้งไม่ได้ เอาเป็นว่ารักทั้งสองดีกว่า

ถึงกับต้องขับรถไถ รถขนปูนเองเลย

ค่ะ เนยเริ่มลงมือตั้งแต่เอารถมาไถที่ปรับพื้นที่ จนมาถึงตอนนี้ก็เริ่มลงตัว มันสนุกตรงที่ว่าเราได้แก้ปัญหาทุกวัน มีอะไรมาให้คิดทุกวัน ปัญหาค่าใช้จ่ายเกิน ปัญหาคนขับรถก็เยอะพอสมควรค่ะ

แฟนมีมาช่วยบ้างไหม

แฟนก็ส่วนของแฟนสิคะ นี่ส่วนของเราต้องทำเอง (หัวเราะ) ไม่หรอก คือเนยอยากทำเองด้วย เราจะไปยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ เผื่อวันหนึ่งเลิกกันมาแล้วเราทำอะไรเป็น ฉะนั้นมีงานอะไรให้ ต้องทำ ต้องหัดเราต้องลุยอย่างเดียวค่ะ

ตอนนี้อยู่ชลบุรีมากกว่ากรุงเทพฯ

ไป-กลับกทม.-ชลบุรีบ่อยมาก จนวันหนึ่งพ่อสั่งห้ามไปกรุงเทพฯ ถ้าไม่ได้ไปร้องเพลงห้ามเด็ดขาดเลยค่ะ แล้วบอกว่าจะขายคอนโดฯ จะไม่ให้มากรุงเทพฯ แต่ส่วนเรื่องเพลงพ่อไม่ได้ห้าม เขาชอบที่เห็นเราร้องเพลง

ตอนนี้มีสัญญากับทางค่ายอยู่ไหม

มีค่ะ ตอนนี้ก็ต่อสัญญากับ RS ไปอีก 5 ปี อยู่กันจนแก่ไปข้างหนึ่งเลย (หัวเราะ)

ก็ฝากติดตามเพลงทั้งสองซิงเกิ้ลด้วยนะคะ ร้องเองเล่นเอง สนุกสนานมากค่ะ ลองฟังกันดู เผื่อจะตรงกับชีวิตของใครหลายๆ คน ติดตามได้ที่แอพ LINE MUSIC หรือดาวน์โหลด *339026 ทาง iTunes ก็มีนะ ชมมิวสิกวีดีโอได้ที่ Youtube : Rsfriends และ IG : noeysenorita

 

สกู๊ปพิเศษ : SEXY ที่สุดแห่งปี!! กับสาวๆ ในแคมเปญดัง FHM 100 SEXIEST WOMEN IN THE WORLD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/218048

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
แคมเปญดัง FHM 100 SEXIEST WOMEN IN THE WORLD  ล่าสุด นิตยสาร FHM ได้ประกาศผล ผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2015-2016 ด้วยความเผ็ดร้อนแรงแซงโค้งบวกกับความเซ็กซี่แซ่บเวอร์ทำให้ “แซมมี่ เคาวเวลล์” คว้าต่ำแหน่งนี้ไปครอง พร้อมอวดหุ่นความร้อนแรงบนปก นิตยสาร FHM ฉบับเดือนมิถุนายนนี้ทันที!!!

แซมมี่ เคาวเวลล์ นางเอกที่มาพร้อมฝีมือด้านงานแสดงที่โดดเด่นและด้วยความเซ็กซี่ เร้าใจ สร้างปรากฏการณ์ดีกรีเซ็กซี่น้องใหม่ที่มาแรงเบียดเขย่าดีกรีเซ็กซี่รุ่นพี่ ครั้งแรกในรอบ 13 ปี ตามติดด้วย

อันดับ 2 โบวี่-อัฐมา

อันดับ 3 สายป่าน-อภิญญา

อันดับ 4 วาววา-ณิชารีย์

อันดับ 5 เมย์-พิชญ์นาฏ

อันดับ 6 มิ้นต์-ณัฐวรา

อันดับ 7 บี-น้ำทิพย์

อันดับ 8 มด-ณปภัช

อันดับ 9 โม-อมีนา

อันดับ 10 ใบเตย อาร์สยาม

อันดับ 11 กัสจัง-จีราห์

อันดับ 12 โอซา แวง

อันดับ 13 แนนนี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่

อันดับ 14 แก้ม-กวินตา

อันดับ 15 อุ้ม-ลักขณา

อันดับ 16 มิน-พิชญา

อันดับ 17 ขวัญ-อุษามณี

อันดับ 18 หยาดทิพย์ ราชปาล

อันดับ 19 มะนาว-ศรศิลป์

อันดับ 20 ไอซ์-อภิษฎา

นอกจากนั้นรางวัลพิเศษ The sexiest forever in Thailand ได้แก่ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก, อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘เม้าส์-ใบเตย-คาเมรอน’ ตะลุยเชียงราย!! ตามรอยละคร สอนชีวิต ‘ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/216928

 

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
 

 

ออกอากาศไปได้ไม่นาน แต่กระแสตอบรับจากแฟนๆ ซีรี่ส์ “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ก็ดีไม่น้อย ล่าสุด ช่องทรูโฟร์ยู ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 เลยตอบแทนผู้ชมละครที่ร่วมสนุกจากการตอบคำถาม รวมถึงสื่อมวลชนจากหลากสำนัก ด้วยการจัดทริปตะลุยจังหวัดเชียงราย เพื่อตามรอยกองถ่ายซีรี่ส์“ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” กับ 3 นักแสดงนำ เม้าส์-ณัชชา จันทพันธ์, ใบเตย-สุวพิชญ์, คาเมรอน แนนซ์ ที่พาผู้โชคดีกว่า 20 คนไปทำกิจกรรมร่วมกัน

เทศนาธรรม จากท่าน ว.วชิรเมธี

เริ่มต้นที่ ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน โดยมี พระมหาวุฒิชัย หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี เจ้าของบทประพันธ์ซีรี่ส์ “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” เมตตาสละเวลามาต้อนรับ และพาเยี่ยมชมจุดต่างๆ ภายในไร่เชิญตะวัน ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องนี้ด้วยตัวเองนอกจากนี้ยังพาไปชมความงามของบ้านดำ, วัดร่องขุ่น, ไร่สิงห์ปาร์ค พร้อมกราบนมัสการพ่อขุนเม็งราย เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งบรรยากาศตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืน นอกจากแฟนๆ จะได้สัมผัสความสวยงามของจังหวัดเชียงรายกันอย่างเต็มอิ่มแล้วยังได้รับแง่คิดดีๆ พร้อมความสุขสนุกสนานเป็นกันเองจากเหล่านักแสดง สร้างความประทับใจให้ทุกคนได้ไม่รู้ลืม และ 3 ทั้งแสดงนำ
ยังกล่าวสั่นๆ ส่งท้า
ยว่า

เม้าส์-ณัชชา

เม้าส์-ณัชชา

ทริปนี้ถือว่าสนุกสนานมากครับถึงอากาศจะร้อนแต่พวกเราทั้ง 3 ก็สู่เต็มที่ ที่สำคัญเลยอยากให้แฟนละครได้มาเห็นสถานที่
ถ่ายทำจริง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีและผมก็ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นทุกๆคนเดินชมสัมผัสบรรยากาศอย่างสนุกสนาน ถึงแม้จะร้อนไปบ้าง และที่สำคัญคือทุกคนได้ฟังธรรมเทศนาจาก 
ท่าน ว.วชิรเมธี ได้แง่คิดดีๆ ด้วย

ใบเตย-สุวพิชญ์

 

ดีใจมากๆเลยค่ะ ที่ได้พาแฟนละครตามรอยละครเรื่องนี้ ถือว่าเป็นกำไร ได้เที่ยวด้วย ต้องบอกเลยว่าละครเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของความรักเท่านั้น เพราะเป็นบทประพันธ์ของ ท่าน ว.วชิรเมธี ฉะนั้นผู้ชมจะได้อะไรมากกว่าเรื่องราวของความรักแน่นอนค่ะ

คาเมรอน แนนซ์

ต้องขออภัยถ้าบางคำในภาษาไทยผมอาจจะฟังไม่เข้าใจ ในละครเรื่องนี้ คาเมรอน ดีใจมากๆ ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นนักแสดง ไม่เคยคิดว่าทุกๆ คนจะชอบ คาเมรอนแค่ชอบในหลักธรรมคำสอนของ ท่าน ว.วชิรเมธี แต่ก็โชคดีมากๆ ที่ท่านให้การสนับสนุน ให้โอกาสถึงได้มาเป็นนักแสดงในละครซีรี่ส์เรื่องนี้ คาเมรอนรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยแสดงละครมาก่อน แต่ก็ขอบคุณกำลังใจจากทุกๆ คน สำหรับวันนี้คาเมรอนรู้สึกประทับใจมากที่เห็นทุกๆ คนชอบที่นี่ ชอบละครของเรา อยากให้ทุกคนได้ฟัง ได้สัมผัสพระธรรม ซึ่งธรรมะนั้นสามารถชี้ทางให้เราทำในสิ่งที่ถูก อยากให้ทุกคนได้สิ่งดีๆ จากตรงนี้ครับ

 

อย่าลืมติดตามธรรมะดีๆจากปลายปากกา ท่าน ว.วชิรเมธี ละครซีรี่ส์ “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. ทางช่องทรูโฟร์ยู ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24

 

สกู๊ปพิเศษ : Pop Grand Sale’ …ค่ายเพลงน้องใหม่ เพื่อศิลปินที่มีใจ..ในทิศทางเดียวกัน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/214867

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เรื่องสนุกๆ นี้มันเริ่มมาจากบุคคลผู้รักดนตรีและเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ อย่างนักแต่งเพลงมืออาชีพที่ชื่อ อุทัย บุนทรีรัตน์
(เขาได้สร้างผลงานเพลงให้ศิลปินมามากมาย รวมถึงเป็นนักแต่งเพลงเจ้าของเพลงฮิต อาทิ ซื้อกุหลาบให้ตัวเอง, ไม่เหงาไม่มาใช่ไหม, เจ็บทุกเช้า, หาไม่เจอหรือเธอไม่มี, ใจกลางความเจ็บปวด, จีบได้แฟนไม่รัก ฯลฯ) จับมือกับ “โน้ต” เนติ ผ่องพุทธคุณ (นักแต่งเพลงระดับฝีมืออีกคน เจ้าของเพลง รักคนมีเจ้าของ, สักวันฉันจะดีพอ, หลอกได้หลอกไป, โจทย์รัก ฯลฯ) และ นรชัย ชาติภิรมย์ (ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานโปรดักชั่น ภาพ และงานดิจิตอลต่างๆ) มารวมตัวกันสร้างโปรเจกท์อุ่นๆ เพื่อศิลปินที่มีแนวทางของตนเองชัดเจน แต่ยังขาดโอกาสในการหาช่องทาง ปล่อยของ..

พวกเขาทั้งสามจะมีบทบาทอย่างไร…อยากให้ลองไปฟังพวกเขาพร้อมๆ กัน…

Pop Grand Sale จะวางแผนอย่างไรบ้าง

โน้ต : เราเป็นค่ายที่เน้นทำธุรกิจแบบใหม่ ว่าการทำดิจิตอลดาวน์โหลดต้องทำอย่างไร คนที่เข้ามาที่ค่ายก็จะมีทั้งแบบที่ทำเองได้หมดแล้ว แล้วเรามาช่วยด้านการโปรโมชั่น การทำดิจิตอลดาวน์โหลด โหลดและโปรโมทลงยูทูบให้ หรือศิลปินบางคนอาจจะมีศักยภาพ มีลุคที่ดี เล่นดี ร้องดี แล้วเรามาช่วยดูแลให้ คือมันเป็นค่ายที่เกิดขึ้นมาจากนักแต่งเพลงสองคนครับ ก็เลยอยากใช้จุดแข็งของเรามาช่วยดูแลให้ คือเราจะเน้นให้ดีที่ตัวเพลงก่อน เนื้อร้อง ทำนองก่อน ในขณะที่บางค่ายอาจจะเน้นไปที่ซาวนด์ เอ็นจิเนียบ้าง บางค่ายอาจจะเริ่มจากครีเอทีฟ ผู้กำกับมิวสิกวีดีโอมาเปิดค่าย ก็จะเน้นภาพสวยอะไรแบบนี้ แต่เราจะเน้นให้ตัวเพลงแข็งแรงก่อน นี่คือพื้นฐานของศิลปินเรา แล้วจะค่อยๆปล่อยทีละซิงเกิ้ลไป จะเน้นทางด้านดิจิตอลและช่วยกันโปรโมท เบอร์แรกที่ปล่อยไป คือเพลง “พลังงานบางอย่าง” ของ Write & Roll project เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และงานต่อไปก็คือเพลง
“เปลี่ยว” ของกิ๊ตา (กีต้าร์ เดอะวอยซ์) เมื่อเดือนเมษาฯ

อุทัย : โดยคอนเซ็ปต์หลัก ที่เราวางไว้ตอนต้นคือเราอยากจะเอาประสบการณ์ของการทำงานในค่ายใหญ่ มาจับลง
ในงานสเกลเล็กๆ ดู ว่ามันจะสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน โดยที่เรายังเชื่อในศักยภาพของเพลงอยู่ ทำยังไงก็ได้ให้เพลงของเราทำหน้าที่ในเรื่องของการขายด้วย แล้วก็เป็นเพลงที่ดีด้วย เหมือนกับสโลแกนของเราคือ We make pop music for mass market คือเราจะทำเพลงส่งไปถึงคนกว้างๆ ไม่อยากจะเป็นแก๊งอินดี้ที่ทำกันเอง ฟังกันเองในกลุ่มเล็กๆ ด้วยเราผ่านการทำงาน
ในค่ายใหญ่มา เรารู้วิธีการเคาะงาน ทั้งการทำภาพ โปรดิวซ์วงดนตรีที่มีชื่อเสียงมา เราก็พอจะรู้ว่าถ้าเราชัดเจนตั้งแต่ต้น เราก็สามารถหยิบจับมาใช้กับวงเล็กๆ ที่น่าสนใจ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจากตัวเพลง ทำให้เพลงมันวิ่งไปได้ด้วยตัวเอง นี่คือคอนเซ็ปต์ของเราครับ

ค้นหาศิลปินมาจากไหน

โน้ต : ส่วนใหญ่ก็เป็นน้องๆ ที่เคยมาเรียนในคลาส อย่างกลุ่มนี้ (มานั่งอยู่ในวงสัมภาษณ์ด้วยกัน) ก็คือวง “Osmosis” คือ
น้องเค้ามาเรียนกับเรา พอสืบโปรไฟล์กันแล้วก็พบว่าเค้าไม่ธรรมดานะ
อย่างคุณอ๊อดเนี่ยก็เป็นซาวนด์เอ็นจีเนีย ให้กับสไปร์ซซี่ดิสก์ ซึ่งตอนนี้
ดูแลวงอะไรอยู่บ้างครับ แนะนำเลย..

อ๊อด : ก็ดูแลวง Parkinson, Nap a Lean และก่อนหน้านี้เคยทำให้กับกรู๊ปไรเดอร์ พี่บุรินทร์ครับ

เอก : เป็น Front man ของ Osmosis ครับ ก็จะดูแลเรื่องการติดต่องานการแสดง งานโชว์ครับ

อุทัย : ของต้าร์นี่รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ต้าร์เค้าไปเป็นนักร้องไกด์ให้กับศิลปินกามิกาเซ่ ก็รู้สึกว่า เออ คนนี้เค้าเสียงดีนะ ก็เลยชวนมาทำโปรเจกท์กัน ก็มีส่งเพลงให้ต้าร์ไปร้อง ปรากฏว่าทิ้งช่วงไว้นานมาก ต้าร์ก็บอกว่าชอบเพลงมากเลยค่ะพี่ แต่ก็หายไปนาน จนกระทั่งหลังปีใหม่เราก็โทร.ไปชวนเค้ามาร้องเพลง เค้าบอกว่า “พี่อุทัย ต้าร์มีเพลงของต้าร์เองแล้ว” เราลองฟังเพลงต้าร์แล้วก็รู้สึกว่ามันลงตัวมาก มีเนื้อหาที่ตรงใจและเข้าถึงคนกลุ่มกว้างได้แน่นอน แถมยังได้มือดีระดับสไปด้ามังกี้ ดีเจโปรโตซัว ดนตรีมันก็เป็นแบบที่เราอยากได้เลย เราก็เลยชวนมาทำด้วยกันเลยดีกว่า โดยที่เราก็ดูแลเรื่องระบบ เรื่องงานภาพให้ในเชิงที่ปรึกษาเสียมากกว่า ว่าทิศทางของต้าร์น่าจะเป็นแบบไหนและทำอย่างไรได้บ้าง เราจะทำกันแบบกึ่งกองโจรครับ คือใช้วิธีคิดแบบค่ายใหญ่แล้วปรับมาทำในแบบสเกลเล็กๆ ฉะนั้น ถ้าศิลปินเดินเข้ามา เราก็อยากให้รู้สึกเหมือนเราเป็นสนามหนึ่งที่อยากชวนให้มาลองปล่อยของกัน ถ้าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราก็ร่วมงานกันได้

ฟีดแบ๊กจากการปล่อยผลงานชิ้นแรก

โน้ต : ตอนนี้ก็เริ่มเอาไปเล่นโชว์ในที่ต่างๆ และมีอยู่บนระบบสตรีมมิ่งต่างๆ เช่น iTune,JOOX,KKBox ก็มีการเริ่มโหลด ฟัง
แชร์มิวสิกวีดีโอกันเยอะขึ้นครับ ซึ่งถ้าอีกหน่อยมีศิลปินหลายๆเบอร์มากขึ้นก็อาจจะมีการเดินสายไปโชว์เป็นแพ็กครับ

เบอร์สองของ Pop Grand Sale

กิ๊ตา : คือใช้ชื่อกิ๊ตาเพราะยากให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เพราะกีต้าร์ เดอะวอยซ์ และในแวดวงเยอะแล้ว อีกอย่างมันเป็นชื่อเล่นที่หลายๆ คนเรียกเรา เพราะตอนนั้นมันมี“กีต้าร์” ใน CU Band หลายคน เค้าเลยเรียกเราว่า “กิ๊ตา” … ในส่วนของเพลง “เปลี่ยว” เราทำในส่วนของโปรดักชั่นเองทุกอย่าง คือไม่ได้แต่งเองนะคะ แต่เราโปรดิวซ์ และมีคุณ“แม็ค” โกสินทร์ ป้อมเอี่ยม เป็นคนแต่งเนื้อเพลงและทำนองให้ และจะมี เจนพัฒน์ มนตรีเลิศรัศมี จาก Mad Puppet Studio เป็นคนเรียบเรียงให้ และมี ดีเจสไปด้ามังกี้-ดีเจโปรโตซัว กับทาง Beat Lounge Records มาช่วยมิกซ์เพลง แล้วพอทำเพลงใกล้ๆ จะเสร็จก็มาคุยกับพี่อุทัย พี่เค้าจะช่วยดูเรื่องของการตลาดให้ ทางเราก็ยินดีมาก เพราะเราทำคนเดียวก็คงไม่ไหวอยู่แล้ว

ตัวเพลงเป็นสไตล์ Neo Soul ชิลล์ๆ ซึ่งแนวนี้ยังไม่ค่อยมีใครได้ยินในประเทศไทย ลักษณะของเพลงก็จะพูดถึงความเปลี่ยว ความเหงาของคนโสด ที่แม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ อยู่กับเพื่อนได้ แต่ลึกๆ แล้วทุกคนก็ย่อมจะอยากมีใครสักคน เพียงแต่มันอาจจะยังไม่เจอ ที่ไม่ใช้คำว่า “เหงา” เพราะมันจะดูเศร้าๆ สลดหดหู่ แต่คำว่า “เปลี่ยว” มันจะดูสตรองขึ้นมานิดนึง คนเรามันเปลี่ยวแต่ก็อยู่ได้ มันดูสร้างสรรค์กว่า และยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้อีกมากมาย ซึ่งมันน่าจะตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนสมัยนี้ อีกอย่างคนที่แต่งเพลงนี้เค้าแต่งมาจากบุคลิกของเรา คือเค้าเป็นเพื่อนเรา แล้วเราบอกเค้าว่าเราอยากได้เพลงที่เข้ากับตัวเรา หายไปสองวันเพลงกลับมาทันที (หัวเราะ)

แนะนำศิลปินเบอร์สามของ Pop Grand Sale

อ๊อด : แนวเพลงเราเป็นฟังก์ร็อกครับ ซึ่งพวกกรู๊ฟก็จะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ครับ มีพวกกีต้าร์ไฟฟ้าเป็นตัวชูโรง

เอก : เราจะดึงกลองยุค 80 ที่เป็นแนวดิสโก้มาผสมกับกีตาร์แบบฟังก์ และจะมีซาวนด์ประหลาดๆ ออกเป็นแนวทดลองมากกว่าครับ (Experimental rock) ซึ่งคิดว่าน่าจะปล่อยเพลงให้ได้ฟังในช่วงกลางๆ ปีครับ

อ๊อด : ชื่อเพลงว่า “กฎธรรมชาติ” ครับ

เอก : พูดถึงเรื่องความรักของคนสองคน ว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่คนสองคนอยู่ด้วยกัน ความรักมันจะเกิดขึ้นมาเอง
มันจะเกิดเคมีที่ตรงกัน เพราะมันเป็นกฎของธรรมชาติที่สร้างมนุษย์ให้มาอยู่คู่กันครับ

ความหมายของชื่อวง “Osmosis”

อ๊อด : เป็นการผสมผสานของดนตรี หลายๆ แนวเข้าด้วยกันให้มันผสมกลมกลืนกัน

เอก : ถ้าพูดถึงคนก็เป็นคนสองคนที่เป็นคนละแนวแล้วมาแชร์กัน อย่างคุณอ๊อดเค้าชอบแนวดิสโก้ ฟังก์ ผมชอบแนวร็อก
พอรวมกันก็เลยซึมซับกลาย เป็นแนวใหม่

อ๊อด : ส่วนผลงานอื่นๆ นอกจากเพลงนี้พวกผมก็แต่งเพลงประกอบละคร “กฎแห่งกรรมคืนพระจันทร์ดับ” ฉายที่ช่องเคเบิลครับ

นับเป็นอีกหนึ่งโปรเจกท์ดีๆ ที่พวกเขาตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ฟัง และเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนธรรมดาที่มีฝีมือไม่ธรรมดาได้มีช่องทางในการแบ่งปันผลงานดีๆ ให้คนรักเสียงเพลงได้มีโอกาสได้สัมผัส หากใครที่ต้องการติดต่อกับพวกเขา ทั้งที่อยากส่งความคิดเห็น และที่อยากแชร์งานดีๆ ก็ลองติดต่อไปที่ fanpage : Popgrandsale ได้เลย!

สกู๊ปพิเศษ : จับตามอง ‘UrboyTJ’ แร็พเปอร์น้องใหม่มาแรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/213888

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เวลานี้หากจะกล่าวถึงแร็พเปอร์น้องใหม่ที่ดูจะมาแรงจนแร็พเปอร์รุ่นพี่ยังต้องจับตามอง คงต้องบอกเป็นยุคของ “UrboyTJ” หรือที่ทุกคนอาจจะเคยรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ในนาม “ทีเจ วง 3.2.1”นั่นเอง!

หนุ่มคนนี้เพิ่งจะหมดสัญญากับค่ายอาร์เอส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยของออกมาทันทีภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วเหลือเกินเมื่อเทียบกับประสบการณ์ อายุงาน และอายุจริง ของเขา…แต่ด้วยความสามารถของเด็กหนุ่มคนนี้ บวกกับการได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ในวงการที่มีฝีมือ ระยะเวลาจึงไม่มีผลกับการทำงานของเขาเลยแม้แต่น้อย…วัดได้จากที่มาของการทำเพลง และผลตอบรับที่น่าสนใจจากซิงเกิ้ลสุดเซ็กซี่ “คิดดัง” ที่ได้ร่วมงานกับ “แอ้ม” อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ (นักแต่งเพลงมือฉมังผลงานติดชาร์ทมากมาย อาทิ รักที่เป็นของจริง-นิวจิ๋ว, รู้ยัง ต้น-ธนษิต, ความรักต้องการฉันไหม OST. ละครก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล และอื่นๆ อีกมากมาย) ก็ได้เสียงตอบรับที่ทำให้เจ้าตัวค่อนข้างปลื้มไม่น้อย

พูดถึงซิงเกิ้ล “คิดดัง”

TJ : ซิงเกิ้ลนี้ ผมคิดว่าประสบความสำเร็จดีนะครับ เพราะท่อนฮุคมีร้องเมโลดี้ด้วย แต่เป็นแบบฮิพฮอพ ช่วยกันคิดกับพี่แอ้มครับ

แอ้ม : เนื้อหาจะเป็นแบบ ถ้าฟังเผินๆ จะเหมือนหนุ่ม-สาวหยอดกันธรรมดา ชั้นรู้นะว่าเธอคิดอะไรอยู่ เหมือนจะใสๆ แต่จริงๆ ก็จะแอบซ่อนความอีโรติก 18+ เอาไว้ คือคิดเหมือนกัน แต่ไม่มีใครพูดชัดๆ คือมันจะมีกิมมิคนิดหนึ่งตรงที่ ผู้ชายเค้าจะเหมือนใช้สายตาชัดเจนมาก เหมือนเราได้ยินความคิดเค้า ว่าเค้าคิดทะลึ่งกับเรา ซึ่ง เราก็คิดเหมือนกัน
แต่เราก็แอ๊บทำเป็นไม่รู้ไม่แน่ใจ(หัวเราะ) เราเลยบอกเค้าว่า “พูดสิ เอาดิ” ถ้าตั้งใจฟังก็จะรู้ว่าอีโรติกมาก

ตัวมิวสิกวีดีโอ

TJ : ได้เรฟเฟอร์เร้นซ์ (อ้างอิง/เอาแบบอย่าง) มาจากภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” จริงๆ แล้วอยากได้ฉากลงไปในน้ำตกแล้วมีแก้ผ้าด้วย แต่ตอนนั้นมันหน้าแล้ง ไม่มีน้ำ ก็เลยตัดฉากนั้นออกไป ก็เลยจะถ่ายเป็นภาพในป่า แบบอาร์ตๆ หน่อย ได้เพื่อนๆ ที่จบ มศว มาทำให้ ถ่ายเอ็มวีแนวฮิพฮอพมาหลายวงแล้วครับ เช่น ไทยเทเนียม ก็เลยให้เค้ามาลองทำดู

ที่มาของการแต่งเนื้อเพลง

แอ้ม : เราคุยกันในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คว่า เพลงนี้เมโลดี้ตรงท่อนที่ร้อง ทางของคอร์ดมันมีความโรแมนติก เซ็กซี่ ก็เลยคิดว่าเนื้อเพลงมันน่าจะเป็นผู้ชาย-ผู้หญิงตอบโต้กันในแนวที่ดูอีโรติกหน่อย และรู้สึกเหมือนแนวนี้ยังไม่ค่อยมีคนไทยทำ รู้สึกว่าถ้าจะเป็นเพลงจีบกันก็อยากจะให้เซ็กซี่ไปเลย ปกติเค้าก็จีบกันหวานๆ ใสๆ

TJ: คือแนวพวกฮิพฮอพเค้าจีบกัน มันจะมีความอีโรติกอยู่ด้วย พูดถึงเรื่องเซ็กส์ด้วย โดยที่ดนตรีก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง มันจะทำให้รู้สึกคอนทราสต์ (แตกต่าง) กัน

ใช้เวลาในการแต่งเพลงนานแค่ไหน

แอ้ม : คือตอนนั้นเราเจอกันที่งานแต่งงานของพี่เอฟู (อดีตผู้ก่อตั้งค่ายกามิกาเซ่) แล้วหลังเลิกงานเราก็กรึ่มๆ ก็คุยกันว่า เออ…ทีเจ เรามาแต่งเพลงกัน ก็เปิดแบ็กกิ้งแทร็คที่เรามีไว้อยู่แล้ว แล้วก็ร้องกันสดๆ เลย ทีเจก็จะแร็พเป็นไกด์ตัวเองมาก่อน พอท่อนร้องปุ๊บ แอ้มก็จะจื้อ ดือ ดือ… (ฮัมเพลงไปตามทำนองแบบยังไม่มีเนื้อร้อง) ฟังแล้วก็รู้สึก เฮ้ย… เพลงนี้ดีเนอะ ผ่านไปสามวัน TJ ก็อาเร้นจ์ (เรียบเรียง) มาเสร็จแล้ว

ทีเจ : คือผมคิดว่าเพลงนี้มันเพราะมากจริงๆ ตอนแรกผมมีเพลงอื่นจะปล่อยออกมาต่อจากซิงเกิ้ลแรก (เพลงเค้าก่อน) แต่พอมีอันนี้มาแทรกก่อนก็เลยรีบส่งไปให้พี่แอ้มทำ ลองเขียนดูแล้วผมก็ใส่ท่อนแร็พ คือตัว “เค้าก่อน” นี่ปล่อยออกมาก่อน แต่ก็ไม่ค่อยได้โปรโมท เพราะไม่ได้มีเอ็มวี เป็นแค่ Lyric Video (วีดีโอที่มีแต่เนื้อร้อง) แต่ยอดวิวก็ไปสามล้านแล้วนะ

การร่วมงานกับ TJ

แอ้ม : การทำงานกับทีเจมันสนุกและวัยรุ่นมากเลย คือคุยผ่านกันทางอินบ็อกซ์ ส่งเสียงให้ฟังกันทางนี้อย่างเดียวแล้วพอโอเคก็ไปอัดเสียงกันเลย (รู้สึกว่ารีบมาก?) คือไม่ใช่รีบนะ แต่รู้สึกชอบมาก ก็เลยอยากจะทำให้มันออกมาไวๆ แล้วก็อยากทำเอ็มวี พอทำเสร็จก็ส่งไปให้เพื่อนเค้าคิดเอ็มวีให้เลย อันนี้มันเป็นการฟีทเจอริ่งที่เหมือนกับศิลปินต่างชาติทำนะ (หัวเราะ) คือคุยกัน ตกลงกันเสร็จแล้วก็แบ่งท่อนกันไปทำเลย แร็พก็ปล่อยของทางทีเจไป ส่วนท่อนของเราทีเจก็ไม่มาแก้เลย คิดว่าที่มันลงตัวก็เพราะมันคอนทราสต์กันมากๆ ให้คนอื่นฟังเค้าก็จะบอกว่ามันเซอร์ไพรส์ดี

ย้อนกลับไปพูดถึงผลงานก่อนหน้านี้

TJ : เคยอยู่ กามิกาเซ่ ในวง 3.2.1 เพลงดังที่คนรู้จักก็คงเป็นเพลง “แน่นอก” ครับที่ดังสุด พอหมดสัญญาก็เลยออกมาทำเพลง เพราะเคยคิดอยากทำเองมานานแล้ว อยากรู้ว่ากระบวนการทำเพลงทั้งหมดมันมีอะไรบ้าง พอทำแรกๆ นี่เหนื่อยมาก เพราะผมต้องทำทุกอย่างเองหมดเลย ตั้งแต่ทำเพลง-ถ่ายวิดีโอ กับผู้ช่วย เอาเข้าคอมฯ ทำเอฟเฟกท์ ตัดต่อ อัพยูทูบ ฝากเพื่อนโปรโมท… เหนื่อยมาก แต่สุดท้ายมันออกมาเป็นตัวเราเองมากที่สุด มันไม่มีกรอบอะไรเลย คือตอนอยู่ค่ายมันก็ดีครับ แต่มันก็มีกรอบนิดนึง พอตอนนี้มาทำค่ายของตัวเองมันก็เป็นตัวเราจริงๆ ตอนนี้ใช้ชื่อค่ายแทนชื่อตัวเองอยู่ว่า “Urboy TJ” แต่ยังไม่ได้จริงจังกับชื่อค่ายเพราะยังมีแค่ผมคนเดียว แต่ในอนาคตค่อยหาศิลปิน ใครอยากมาทำเพลงด้วยกันก็มาลองดู ตอนนี้วางแผนเอาไว้สั้นๆ ก็คือ เอาตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) คือตอนนี้ผมก็มีเพลงในสต็อกเยอะ เราก็ขอทำของเราให้เต็มที่ก่อน มันยังมีหลายอย่างที่อยากพูดอยากทำอีกเยอะครับ

ผลงานที่วางแผนจะปล่อยต่อจากนี้

TJ: ที่จะปล่อยตอนนี้เลย คือมันเป็นเพลงรีมิกซ์ ที่กะว่าจะทำเล่นๆ เอาไปร้องในคอนเสิร์ตคือเพลง “เดจาวู” เพลงเก่าของเคโอติก เอามารีมิกซ์เป็นฮิพฮอพซึ่งคุยกับทางอาร์เอสแล้วนะครับ เค้าก็โอเค แล้วจริงๆ ก็มีเพลงที่อยากปล่อยช่วงสงกรานต์ด้วยนะ แต่มันไม่ทัน เพราะผมเพิ่งปล่อยคิดดังไปเมื่อ 25 มีนาฯ แล้วจะมาปล่อยอันนี้สงกรานต์อีกมันก็จะติดกันเกินไป ก็เลยคิดว่ารอหลังสงกรานต์ดีกว่า และหลังจากนี้ก็จะเป็นเพลงที่ทำกับพี่เดย์ ไทยเทเนียมครับ แล้วก็มีโปรเจกท์พิเศษที่ทำกับพี่เวย์ แต่เดี๋ยวให้ทุกอย่างมันลงตัวแล้วค่อยบอกอีกทีครับ ช่วงที่ทำก็คือไปทัวร์คอนเสิร์ตกับเดอะบอยเวย์ (เวย์ ไทยเทเนียม) ล่าสุดก็ไปโคราช ก็เอาเพลงของเราไปร้องด้วยครับ คือ..ผมได้ไปรู้จักกับพี่เวย์เค้าตอนงานครบรอบ 8 ปี ร้านตัดผมของเค้า Neversay Cutz พี่เค้าเคยได้เห็นงานผมในยูทูบ ก็เลยให้คนโทร.มาตามว่าสนใจจะมาเล่นสดที่งานเค้ามั้ย

มาร่วมงานกับแอ้มได้อย่างไร

แอ้ม : เคยแต่งเพลงด้วยกันมาตั้งแต่อยู่กามิกาเซ่แล้ว และทีเจจะเป็นคนที่แต่งแร็พเองตลอด ถ้าเป็นเดโมเก่าๆ ก็จะคล้ายๆ กับการทำเพลงนี้ และทีเจเค้าก็จะไปฟีทเจอริ่งกับศิลปินอื่นๆ ในกามิกาเซ่ด้วย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มาร่วมกันแบบนี้ เพราะปกติคือเราร้องไกด์แล้วก็จะมีศิลปินคนอื่นมาร้องทับ

TJ : แล้วงานนี้เป็นงานแรกที่ได้มีโอกาสมาทำเต็มๆ ซะที (หัวเราะ)

แอ้ม : ก็ฝากผลงานของทีเจด้วย เพราะในฐานะที่ทำงานด้วยกันมานาน รู้สึกว่าดีใจที่น้องออกมาทำงานเอง เพราะเห็นเค้าแอบทำเดโมของเค้ามาตั้งนานแล้ว น้องขยันมาก และทำเพลงที่น่าสนใจเยอะมาก รู้สึกว่าตอนนี้ก็อยากให้เค้าได้ปล่อยของเต็มที่

TJ : ในอนาคตก็จะมีงานร่วมกับพี่แอ้มอีกแน่นอน เพราะตัวผมเองบางทีก็แต่งมาแต่แร็พ ไม่ถนัดแต่งเมโลดี้ หลายๆ เพลงผมจะทำไว้ก่อนแล้วจะส่งเมล์ไปให้พี่แอ้มช่วยแต่งท่อนฮุคให้หน่อย อย่างเพลง “เค้าก่อน” ก็ให้พี่แอ้มแต่งท่อนฮุคให้ด้วยครับ

ช่องทางการติดตาม

TJ : ก็ติดตามได้ทางแฟนเพจ อินสตาแกรม ยูทูบ ชื่อเดียวกันหมดเลยครับ ชื่อ Urboy TJ ทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลยครับ แฟนเพจผมก็ดูแลเอง แล้วก็มีให้โหลดทาง JOOX, Apple Music, iTune, Deezer, Spotify ทุกอย่างที่เป็นสตรีมมิ่งทั่วโลกครับ ล่าสุดมีแฟนคลับจากเดนมาร์ก เค้าแคปหน้าจอมาให้ดูว่าเค้าซื้อเพลงจาก iTune ที่เดนมาร์กมา ล่าสุดเพลง “คิดดัง” ก็ไปขึ้นชาร์ต Deezer ที่เขมร ถ้าใครอยากติดต่องาน โทร.มาที่เบอร์ 085-5554764 เบอร์คุณโด่ง ผู้จัดการครับ ติดต่อได้ทุกอย่างครับ ทั้งงานถ่ายแบบ เดินแบบ MC ในผับฮิพฮอพ รับจ้างทำเพลงโฆษณา ทุกอย่างยันโปรดักชั่นเฮ้าส์เลยครับ (หัวเราะ)

นอกจากจะแต่งเพลง ทำนอง เดินแบบ เป็นพิธีกรแล้ว พ่อหนุ่มคนนี้ยังเดินเรื่องหาสปอนเซอร์ เสื้อผ้า ตัดต่อมิวสิกวีดีโอเองต่างหาก ความสามารถรอบด้านขนาดนี้…ใครได้ไปร่วมงาน บอกได้คำเดียวว่าคุ้ม!

ส่วนผู้ฟังอย่างเราๆ ก็คุ้มที่ได้ฟังผลงานดีๆ จากเขาแน่นอน!!

สกู๊ปพิเศษ : 12 ปี แก๊ง ‘แฟนฉัน’ รียูเนียนในหนัง ‘บุปผาอาริกาโตะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/212860

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เผลอแป๊บเดียว 12 ปีแล้ว กับหนังไทยที่คลาสสิกอย่าง “แฟนฉัน” ที่เคยสร้างความประทับใจในวันเก่า ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางบันเทิงของพวกเขา “แน็ค” ชาลี ไตรรัตน์, “แจ็ค” เฉลิมพลทิฆัมพรธีรวงศ์, “เกตต์” อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล, “อ๋อง” ธนา วิชยาสุรนันท์, หยก ธีรนิตยาธาร และ “ออฟ” อภิชาญ เฉลิมชัยนุวงศ์

“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสพูดคุยพร้อมหน้ากับทั้ง 6 หนุ่มอีกครั้ง เมื่อ “ต้อม” ยุทธเลิศ สิปปภาค มีโปรเจกท์สำคัญ ภาพยนตร์ปลุกวิญญาณ ผีบุปผา ใน “บุปผาอาริกาโตะ” หนังหลอน สยอง ขำ ที่วางโปรแกรมเข้าฉาย 5 พฤษภาคมนี้

วันแรกที่กลับมาเจอกัน?

ออฟ : ห่างกันไป 12 ปีก็มีเขินๆ กันบ้างครับ ประมาณ2 นาที (หัวเราะ) คือหนังเรื่องอื่นจะมีการเวิร์กช็อป ให้มาทำความรู้จักกันก่อน แต่พี่ต้อม ผู้กำกับฯ อยากให้เกิดความเรียล ความเป็นตัวเราจริงๆ บอกไม่ต้องมีเวิร์กช็อป ให้เจอกันเลย เจอแบบเพื่อนๆ เจอกัน ครั้งแรกที่เจอกัน ก็เจอกันที่สนามบินเลยครับ พร้อมถ่ายทันที พวกเราก็จะเกร็งๆกันนิดหนึ่ง ไม่ได้เจอนาน ไม่รู้ว่าจะคุยกันรู้เรื่องไหม

แน็ค : ก่อนหน้านี้ เรียกว่าแทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลยครับมีแต่น้อยมาก เพราะแต่ละคนก็ห่างหายกันไปทำในสิ่งที่แต่ละคนตั้งใจไว้

พอเจอกันที่สนามบิน?

เกตต์ : ทุกอย่างอัตโนมัติขึ้นมาเองครับ เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันนาน พอมาเจอกัน ก็ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เราก็คุยกันเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเดิม

แจ็ค : เราแบบ “เฮ้ย! เป็นไงบ้างวะ” จบครับ

ออฟ : เราต้องการแค่คำทักทาย ที่เหลือเดี๋ยวมันก็ไหล พลิ้วเหมือนเดิม

เนื้อหาของหนังที่ดึงทั้งหมดกลับมาเจอกัน?

เกตต์ : ตามเนื้อเรื่องคือเรารู้จักกันมาก่อน แล้วก็ไปถ่ายเอ็มวีให้พี่แน็คที่ญี่ปุ่น แล้วตัวละครก็เป็นตัวของเราเองที่ไปช่วยเพื่อนถ่ายเอ็มวีที่ญี่ปุ่นครับ

แน็ค : เนื้อเรื่องเริ่มจากผมเป็นนักดนตรี มีเพลงที่อยากถ่ายทำเอ็มวี ก็เลยเชิญชวนเพื่อนที่อยู่ในชีวิตจริง ไปช่วยถ่ายเอ็มวีที่ญี่ปุ่นหน่อย เราก็คาดหวังว่าเอ็มวีจะถ่ายได้แบบราบรื่น แต่พอไปถึงเราได้เจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่ทำให้มีอุปสรรคมากมาย

เริ่มภารกิจถ่ายทำ?

หยก : ผมตื่นเต้นมากครับ พอรู้ว่าจะได้ไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่น พอรู้ว่าจะไปถ่ายที่เมือง “นิเซโกะ” ก็รีบเสิร์ชหาข้อมูล เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนโอ้โห…เมืองเป็นเมืองสกี หิมะขาวสวยมากเลย ใจก็คิดว่าคงไม่สวยเท่าในรูปหรอก แต่พอเรานั่งเครื่องไปถึง สิ่งที่เห็น ผมว่าทุกคนประทับใจเหมือนกับผม เพราะว่าเมืองนี้สุดยอดมาก เขามีชื่อเรียกว่า snow powderคือหิมะเหมือนกับแป้งเลยครับ เหมือนที่เราเห็นในรูปเลย (ออฟ : เป็นหิมะที่กระโดดใส่แล้วนุ่มครับ เหมือนเป็นเบาะเลย) ลองชิมนี่ละลายในปาก
เลยครับ

เกตต์ : พวกเรายังไม่มีใครเคยไปเมืองนี้มาก่อน เป็นเมืองเฉพาะสำหรับคนเล่นสกี ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น เป็นครั้งแรกของทุกคนที่ได้ไปที่นั่น

อ๋อง : ครั้งแรกของผมที่ได้ไปต่างประเทศเลยครับ

ใช้เวลาถ่ายทำที่ญี่ปุ่น?

แน็ค : ครึ่งเดือนครับ

ออฟ : เหมือนได้ไปร่วมใช้ชีวิตกันอีกครั้ง ตื่นมาก็เจอหน้ากัน พวกเราสนุกกับการถ่ายทำมากครับ

วีรกรรม?

ออฟ : ช่วงนั้นพี่แจ็คเขาลดน้ำหนักอยู่ แล้วคนอ้วนเวลาลดน้ำหนักก็จะขี้หงุดหงิด โมโหหิว แล้วเวลาที่เขาโมโหหิวเขาก็จะมาลงกับน้องๆ

แจ็ค : น้องๆ พอเห็นว่าผมโมโห ก็จะหยิบปลาดิบยัดใส่ปากก็จะอารมณ์ดีขึ้นมาครับ (หัวเราะ)

เกตต์ : เราใช้พลังงานเยอะ อยู่ในห้องร้อนๆ ออกไปเจอหิมะหนาวๆ ร่างกายก็ต้องปรับ แล้วเดินเข้าเดินออกบ่อยมาก

แน็ค : แจ็คมีไปวิ่งกลางหิมะออกกำลังกายด้วย แต่วิ่งเสร็จแล้วกลับมากินขาหมู (หัวเราะ)

ออฟ : มีชวนน้องๆ ไปวิ่งด้วยครับ แต่ไม่มีใครไป (หัวเราะ)

นอกจากถ่ายทำกับพักผ่อน ได้ออกนอกเส้นทางกันบ้างไหม?

ออฟ : ที่พอจะไปได้ ก็มีแต่แฟมิลี่มาร์ทแถวนั้นครับ หรือไม่ก็เดินเล่นดูความสวยงามของเมืองเขา ไปออนเซ็นบ้าง

ทำงานกับต้อม-ยุทธเลิศ?

ออฟ : พี่เขาเป็นผู้กำกับที่เจ๋งมากครับ

เกตต์ : เราไม่เคยเจอซูเปอร์แมน ก็ได้เจอ เขาถ่ายเอง ทำเอง กำกับเอง ตัดต่อเอง โหดมาก

ออฟ : แล้วพี่ต้อมเป็นคนที่มีไอเดียตลอดเวลา เขาจะเปิดโอกาสให้นักแสดงร่วมคิดบทไปกับเขา อยากเล่นมุขไหน เพิ่มอะไร เขาพร้อมจะปรับเปลี่ยน เพื่อทำให้หนังดียิ่งขึ้น มุขสดตลอดเวลา และที่เห็นว่าได้แก้ผ้ากันก็ไอเดียของพี่แจ็คนี่แหละครับ

แจ็ค : เรื่องของเรื่องคือผมมองหนังพี่ต้อมไม่ค่อยมีแนวโป๊ๆเลย เราก็ถามว่ากลุ่มพวกเราจะมีเลิฟซีนไหม พี่ต้อมก็บอกว่า “เออดีๆ” ก็เลยให้เราแก้ผ้าเลย ผมไม่น่าไปพูดเลยตอนนั้น(หัวเราะ)

ฉากประทับใจ?

หยก : ซีนแก้ผ้านี่แหละครับ เพราะเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่มีฟิลอยากแก้ผ้ากลางหิมะ ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่คิดนะ แล้วเราได้ไปทำจริงๆ ถึงมันจะหนาวจับใจ แต่สนุกมากครับ

ออฟ : ตอนแรกผมไม่ชอบนะครับ ที่ต้องแก้ผ้า แต่พอได้ลองก็สนุกดี เป็นฉากที่ได้ท้าทายตัวเองและเพื่อนๆ ทรหดแต่สนุกครับ

แจ็ค : อุณหภูมิ -8 แล้วเราไม่ได้ใส่รองเท้า เหยียบหิมะที่ละลายแฉะๆ เย็นๆ ผมเท้าชาไปหมดเลยครับ หนักถึงขนาดเป็นไข้กันก็มี

ก่อนหน้านี้มีกรุ๊ปไลน์กันไหม?

เกตต์ : ไม่มีครับ เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของกลุ่มแฟนฉัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไลน์มีมากี่ปีแล้วไม่รู้ แต่เราไม่เคยมีกรุ๊ปไลน์กันเลย (หัวเราะ) เจอกันบ้างแต่ก็ไม่เคยขอไลน์กัน จนมาปีที่ 12 นี่แหละ เราถึงเพิ่งได้ตั้งกรุ๊ปไลน์แฟนฉันขึ้นมา

ความเปลี่ยนแปลง?

ออฟ : ผมว่าทุกคนเป็นตัวของตัวเองหมดเลยครับ 12 ปีที่ผ่านมาทุกคนแสดงความเป็นตัวเองออกมาชัดเจนมากขึ้น

อัพเดตตัวตนในปัจจุบัน?

หยก : ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ปี 4 ครับ ตั้งใจว่าจบแล้วจะลองทำงานเป็นสถาปนิก ส่วนอนาคตกำลังคิดอยู่ครับว่าจะเรียนต่อทางด้านไหน ถ้าเกิดทำงานแล้วไม่ชอบขึ้นมา ก็อาจจะไปโทด้านอื่นครับ เกี่ยวกับพวกด้านลงทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่เราสามารถเอาความรู้ที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้ได้ครับ

ออฟ : ผมเพิ่งเรียนจบปีที่แล้วครับ ด้านนิเทศฯโฆษณา จากเอแบค ปัจจุบันผมก็ทำงานด้านดิจิตอลเอเจนซี่ทางด้านโฆษณาอยู่ครับ คือด้วยความที่ผมชอบวงการโฆษณามาตั้งแต่ก่อนที่จะเลือกเรียนด้านนี้แล้ว แล้วพอเรียนจริงๆ ก็ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และทำได้ เลยเลือกที่จะทำงานนี้ ส่วนงานแสดงก็ทำควบคู่กันไปครับ

เกตต์ : ผมทำงานในวงการครับ มีถ่ายละคร แล้วก็เรียนบริหารธุรกิจ ที่ชินวัตร ปี 3 ที่เลือกเรียนทางนี้ เพราะเป็นคณะที่สามารถใช้ได้ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน แล้วก็เคยคิดกับเพื่อนว่าอยากทำสตูดิโอเล็กๆ เป็นคาเฟ่สตูดิโอ แต่ตอนนี้เรียนกับทำงานด้านการแสดงก่อนครับ

แจ็ค : ผมอยากเป็นผู้กำกับอย่างเดียวเลยครับ ถ้ามีโอกาสก็อยากลองดู คือถ้าวันหนึ่งงานเบื้องหน้าเราไม่มี เราก็ยังทำเบื้องหลังได้ (ออฟ : เขาเคยกำกับเรื่องสั้นด้วยนะครับ แล้วเอาผมไปเล่น เป็นโปรเจกท์ที่พี่แจ็คเขาได้ลงมือเป็นผู้กำกับจริงๆ เขาตั้งใจกว่าแสดงอีกนะ (หัวเราะ) ได้เห็นภาพเขาในมุมนั้นแล้วแปลกตาดีครับ ดูจริงจังมาก)

แน็ค : ผมอยากฝากเรื่องของดนตรีครับ อยากฝากให้เปิดใจรับฟังผมร้องเพลง เพราะตอนนี้ผมกำลังทำงานด้านดนตรีอยู่ครับ (เกตต์ : หนังเรื่องนี้พี่แน็คก็ร้องเพลงเองด้วยครับ) คือตอนแรกผมเริ่มจากทำเพลงอินดี้ ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนแนว มาทำเพลงตลาด อยากให้ลองฟังกันดูครับ อย่าติดภาพว่าเป็นนักแสดงมาร้องเพลง (ไปเรียนด้านเพลงมาจริงจังหรือว่ายังไง?) ไม่ได้เรียนเลยครับ หัวดื้อ ไม่ชอบให้คนสอน และก็ไม่ได้อยากรู้ทฤษฎีด้วย อยากเอาความพยายามของเราเองออกมา ผมแต่งทั้งเนื้อร้องทำนองเองหมดทุกชิ้น คิดงานเองหมด ผมไม่ได้เก่งอะไร แต่ผมอยากคิดเองทั้งหมด รวมถึงเอ็มวี ภาพด้วย (ปล่อยมากี่เพลงแล้วคะ?) ก่อนหน้านี้ปล่อยทางยูทูบแล้วก็ลบไป เพลงต่อไปที่จะปล่อยมา จะทำแบบจริงจังแล้วครับชื่อเพลง “จะรออยู่ตรงนี้” เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่รอผู้หญิงคนหนึ่งอยู่โดยที่ไม่ได้บอกสาเหตุว่าเขาหายไปเพราะอะไร (แต่งเพลงจากชีวิตจริงรึเปล่า ?) ไม่ครับ ผมไม่ได้เป็นคนที่เอาชีวิตจริงมาแต่งเพลง แต่งแบบที่ว่าเพลงนี้อยากให้เป็นยังไงก็แต่งอย่างนั้นครับ

อ๋อง : ผมทำงานแฮนด์เมดขายอยู่ครับ แล้วก็ทำงานศิลปะด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าหลงเสน่ห์อะไรด้านนี้ ตั้งแต่เด็กแล้วครับ ดิ้นไม่หลุด เหมือนกับทำให้เรามีความเป็นคนขึ้น ลองคิดว่าถ้าไม่มีศิลปะ คนก็คงไม่ต่างจากสัตว์ป่า ที่ป่าเถื่อน แต่เมื่อคนเราเห็นอะไรที่สวยงาม มันจะทำให้คนเรามีความคิดหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนไป (ทำงานแฮนด์เมดไปขายที่ไหนคะ?)
ขายตามถนนคนเดินทั่วไปครับ ที่ชลบุรี บ้านเกิดผม ก่อนหน้านี้ผมไปอยู่ที่เชียงรายมา 3 ปี ไปช่วยงานที่วัดอาจารย์เฉลิมชัย ก็ได้ความคิด การใช้ชีวิต และศิลปะจากอาจารย์มา และผมก็ทำงานมือขายตั้งแต่อยู่ที่โน่นแล้วครับ ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ชลบุรีก็ทำในสิ่งที่ฝัน ที่ชอบต่อไปให้ดีที่สุด ฝากด้วยนะครับ ผมมีขายทางออนไลน์ด้วย เข้าไปดูที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ 70shippie ได้เลยครับ

มุมมองต่อหนังไทย?

แน็ค : เดี๋ยวนี้หนังเยอะมากครับ หนังไทยอยู่ได้ แต่ต้องดีจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้การถ่ายทำง่ายมาก ใครมีเงินนิดหน่อยก็สามารถถ่ายหนังได้แล้ว แต่จะทำเงินได้ไหม ขึ้นอยู่กับคุณภาพจริงๆ ต้องแข่งกันเยอะ
พอสมควร

ออฟ : หลายคนมองว่าหนังไทยหนีไม่พ้นเรื่องของ ตลก ผี แต่ในเรื่องบุปผาอาริกาโตะ แม้จะยึดความชอบของคนไทยในเรื่องนี้ แต่เราหยิบเอามาทำในรูปแบบใหม่ ผีหลอกกลางวันแสกๆ ตลกก็สอดแทรกสิ่งที่วัยรุ่นเข้าใจได้มากขึ้น อิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมรับรองว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีที่คุ้มกับการดูครับ

แจ็ค : หนังไทยถ้าพูดตรงๆ ตอนนี้แย่ครับ ไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะโลกดิจิตอลเข้ามาเยอะมาก ก็อยากเชิญชวนคนไทยทุกคนครับ ถ้ามีโอกาสช่วยกันสนับสนุนหนังไทย เพื่อที่หนังไทยจะได้ไม่หายไปไหนครับ

หยก : จริงๆ ผมเป็นคนดูหนังไม่เยอะครับ แต่ถ้าจะดูก็จะเป็นเรื่องที่สนใจจริงๆ หรือตามกระแสบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังฝรั่งหมด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแนวโน้มของการพัฒนาขึ้นของหนังไทย มีบางเรื่องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอได้ดูแล้ว ดีเกินคาดครับ ผมก็คิดว่าอนาคตน่าจะไปต่อได้ครับ หรืออนาคตอาจจะกลับมาฟีเวอร์เหมือนฟุตบอลไทยก็เป็นได้นะครับ

เกตต์ : ด้วยกระแสโซเชียล ทุกวันนี้คนเลยตัดสินใจที่จะดูหนังหรือไม่ดู จากกระแสโซเชียลก่อน ทั้งที่ความจริงเนื้อเรื่องอาจจะดี เราอาจจะชอบ แต่ด้วยมุมมองของคนอื่นที่เข้าไปอ่าน ทำให้รู้สึกไม่อยากดู หรือบางคนดูหนังซูมแล้วบอกว่าหนังไม่ดี ทั้งที่อรรถรสของหนังลักลอบถ่าย กับหนังในโรงคนละเรื่องกันเลย หนังไทยในโรงเจ๋งกว่าที่คุณคิดเยอะมากๆครับ อยากให้เปลี่ยนทัศนคติกัน ไม่ใช่ยึดแค่จากลมปากของคนอื่น ผมว่าหนังจะสนุกหรือไม่สนุกอยู่ที่คุณดูเองมากกว่าครับ

อ๋อง : ผมเป็นคนชอบดูหนังครับ แต่จะเลือกดูเฉพาะสิ่งที่ผมชอบ ผมเปิดรับทุกแนวทั้งหนังเกรดดี หนังนอกกระแส แต่ผมจะชอบหนังเรโทรมากกว่าครับ ยุคปี’69 หรือ 70 พวก God Father อะไรอย่างนั้นคนไทยชอบคิดอย่างหนึ่ง และสมัยเด็กๆ ผมก็คิดด้วยเหมือนกัน คือดูหนังไทยไม่คุ้ม เขาลงทุนนิดเดียว แต่หนังนอกเขาใช้ทุนเยอะ น่าจะคุ้มค่า แต่พอเราโตขึ้นมา เราได้รู้ว่าหนังฝรั่งที่ใช้ทุนต่ำ แต่กำไรเยอะก็มี ผมคิดว่าเราน่าจะเปิดใจดูที่เนื้อหาของเรื่องกัน และก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังด้วย ว่าจะตอบโจทย์ผู้ชมได้มากแค่ไหน เราต้องเปิดใจให้กว้างครับ รวมถึงเลือกที่จะรับชมของลิขสิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้สร้างผู้ผลิต และเป็นกำลังใจให้เขาได้ทำผลงานที่ดีๆต่อไปด้วยครับ

ไม่ใช่แค่เด็กที่เพิ่งเริ่มโต แต่ทั้ง 6 หนุ่มกำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อัพเดตชีวิตและมุมมองกันหลังห่างหาย ส่วนนอกเหนือจากนี้ พวกเขาบอกไปสนุกด้วยกันได้ใน “บุปผาอาริกาโตะ” ผลงานที่พวกเขาตั้งใจกลับมาเจอ และส่งต่อความสุขให้ผู้ชมอีกครั้งในรอบ 12 ปี!!

12-15 พฤศจิกายน 2558 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ พบกับพืชพรรณชั้นยอด ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม…ที่นี่ ที่เดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05067011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สกู๊ปพิเศษ เกษตรมหัศจรรย์วันเส้นทางเศรษฐี 2558

กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน

12-15 พฤศจิกายน 2558 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ พบกับพืชพรรณชั้นยอด ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม…ที่นี่ ที่เดียว

ถึงแม้ฝนปีนี้น้อยกว่าปีก่อนๆ แต่เมื่อถึงช่วงปลายฤดู หลายพื้นที่ได้รับน้ำชุ่มฉ่ำไปตามๆ กัน

งานเกษตรที่ต้องอิงแอบกับธรรมชาติ เป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถของเกษตรกร ที่ต้องแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละปีมีความแตกต่างกันไป ฝนมาก ฝนน้อย ฝนมาเร็วมาช้า สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการผลิตของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนของงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ คือ งาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ถึงแม้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม รวมทั้งดินฟ้าอากาศจะไม่ปกตินัก แต่ทางเครือมติชน โดยนิตยสารทางการเกษตรและอาชีพที่ได้รับความนิยมสูง อย่าง เทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ได้จัดงานขึ้น ที่ เอ็มซีซี ฮอล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 นี้

ขอพาย้อนไปดูเอกลักษณ์ ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ซึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรและอาชีพอิสระ มีตัวนิตยสารเป็นสื่อ โดยปัจจุบันเพิ่มช่องทาง…ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก เข้ามาเพิ่มเติม นอกจากเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว การสื่อสารกับผู้อ่าน ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่น สัมมนา ทัวร์เกษตร และงานประจำปี อย่างเกษตรมหัศจรรย์

การจัดงานเกษตรมหัศจรรย์นั้น มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ผลิตซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และผู้อ่านได้มาพบปะ และแลกเปลี่ยนกัน ทางด้านความรู้ รวมทั้งซื้อขายผลิตผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป จากทุกมุมของประเทศไทย

การจัดงานปีนี้ ทางผู้จัดได้เตรียมงานกันนาน เพื่อให้สมกับที่รอคอยกันเป็นปี

ขอแนะนำเนื้อหาในงานพอสังเขป ดังนี้

ผู้ทรงคุณค่า วงการเกษตรไทย

ในฐานะที่ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน อยู่มา 28 ปี จึงรู้และเห็นบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อวงการเกษตร ซึ่งบางครั้งอาจจะถูกหลงลืม ไม่ได้นำออกเชิดชูและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น

ผู้ทรงคุณค่าคนแรก คือ คุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ ประธานชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร

คุณทวีศักดิ์ เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นศึกษาพันธุ์ไม้ผลและไม้หายากอย่างจริงจัง เมื่อแน่ใจก็เผยแพร่สู่ผู้สนใจ ผลงานของนักเกษตรคนนี้ มีการตอบรับจากเกษตรกรในวงกว้าง เช่น ตะขบยักษ์ มะเดื่อฝรั่ง มะละกอเรดแคริเบี้ยน มะม่วงจากประเทศไต้หวัน ฟักยักษ์ เป็นต้น

ผู้ทรงคุณค่าคนที่สองคือ คุณสมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรวัย 73 ปี เจ้าของพรชัยฟาร์ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กิจกรรมหลักคือ การเลี้ยงโคเนื้อ พันธุ์โลวไลน์แองกัส อเมริกันบราห์มัน และ ชาร์โรเล่ส์

กว่า 42 ปี กับประสบการณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้ง สุกร โคนม และโคเนื้อ เกษตรกรผู้นี้ได้เป็นเกษตรกรผู้นำในการริเริ่มการพัฒนาในด้านการเลี้ยง โดยเฉพาะสายพันธุ์ ที่จะเน้นการผลิตสัตว์พันธุ์ดี โดยนำเข้าปศุสัตว์เลือด 100 จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ เช่น โคนมพันธุ์โฮลสไตล์ฟรีเชี่ยน เลือด 100, โคเนื้อพันธุ์โลวไลน์แองกัส เลือด 100 จนเป็นที่ยอมรับทั้งในวงการวิชาการและเกษตรกร ในฐานะเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ประสบความสำเร็จในอาชีพปศุสัตว์

ผู้ทรงคุณค่า คนที่สาม คือ คุณเศวตฉัตร สมสวย ปราชญ์ปลานิล ของจังหวัดนครสวรรค์ มีดีกรีการศึกษาทางด้านการผลิตสุกร จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่มาประสบความสำเร็จในการประมงมากกว่าปศุสัตว์ เพราะเริ่มจากการทำงานในตำแหน่งนักวิชาการประมง เก็บสะสมความรู้นำมาประยุกต์ใช้ในระบบการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิลให้มีอัตรารอดสูง เมื่อออกสู่ระบบการเลี้ยงของเกษตรกรแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดี จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นปราชญ์ปลานิล ประจำจังหวัดนครสวรรค์

พืชพรรณเศรษฐี

ส่วนนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของงาน

กล้วย…มีมาแสดงมากกว่า 50 สายพันธุ์ จำนวนกว่า 100 เครือ

ปัจจุบัน กล้วยที่ได้รับความนิยม ได้แก่ กล้วยน้ำว้า ซึ่งพบเห็นมากกว่า 10 ลักษณะ ด้วยกัน นอกจาก กล้วยน้ำว้า ยังมีกล้วยอื่นๆ อีก ยกตัวอย่าง

กล้วยหอมกะเหรี่ยง

อยู่ในกลุ่ม กล้วยหอม

ชื่ออื่น กล้วยหอมเพ็ชร หอมแม้ว พบปลูกบริเวณพรมแดนไทย-พม่า เช่น ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี จัดเป็นกล้วยที่ทนความแห้งแล้งได้ดี นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีแยกหน่อ หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ลำต้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 18-25 เซนติเมตร สูง 250-300 เซนติเมตร กาบนอกสีเขียวอมเหลือง ตอนโคนมีประสีน้ำตาลแดง กาบในสีชมพูเจือแดง ลำต้นแข็งแรง

ใบ ทางใบยาว แผ่นใบกว้างสีเขียวเข้ม ก้านใบสีเขียวมีนวล ร่องใบกว้าง มีปีกสีน้ำตาลแดง

ปลี รูปทรงกระบอกยาว ปลายแหลม กาบนอกสีแดงคล้ำเจือม่วง กาบในสีซีด เมื่อบานเปิดม้วนขึ้นหลังจากติดผลหวีสุดท้ายแล้วปลีจะมีรูปร่างป้อมขึ้น

ผล ใน 1 เครือ จะมี 8-11 หวี หวีละ 16-20 ผล ผลมีขนาดกว้าง 3.5-4 เซนติเมตร ยาว 21-25 เซนติเมตร รูปร่างโค้งคล้ายกล้วยหอมทอง แต่ปลายผลทู่และจุกไม่ชัดเจน ผลดิบสีเขียวอ่อน ผลสุกค่อนข้างกลม สีเหลืองเข้ม หากปล่อยงอมจะมีกระสีดำเล็กๆ ที่ผิว เนื้อในสีส้มค่อนข้างฟู รสหวานอมเปรี้ยวถึงหวานหอม อายุตั้งแต่ออกปลีถึงผลแก่จัด 100 วัน

การใช้ประโยชน์ ผลดิบทำแป้งกล้วย กล้วยทอดกรอบ ผลสุกรับประทานสด

กล้วยน้ำว้าดำ

เป็นกล้วยน้ำว้า ที่รสชาติดีมาก

ชื่ออื่น น้ำว้าแดง น้ำว้าไฟ (ไหม้) น้ำว้าทองสำริด (สีทองแดงเกือบดำ) เป็นกล้วยโบราณในสวนย่านตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และหายสูญไปเมื่อน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2483 จนกระทั่ง นายบรรจง คล้ายถม เจ้าของสวนย่านตลิ่งชันได้เสาะหาจนพบและนำกลับมาขยายพันธุ์ใหม่ ในปี พ.ศ. 2539 นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีแยกหน่อและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ลำต้น มีขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 18-22 เซนติเมตร สูง 320-420 เซนติเมตร กาบนอกสีเขียวอมเหลืองเจือน้ำตาล มีประดำบริเวณโคนใบเล็กน้อย หน่ออ่อนสีเขียวนวล

ใบ ทางใบยาว แผ่นใบกว้าง สีเขียวสดค่อนข้างหนา ก้านใบสีเขียวอ่อน ร่องค่อนข้างชิด มีนวลจับเล็กน้อย บางต้นใต้ก้านใบมีสีม่วงเห็นชัดเจน (ต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ)

ปลี รูปไข่ ไหล่ปลีกว้าง ปลายมน กาบนอกสีแดงคล้ำ เมื่อบานเปิดม้วนขึ้นเห็นลูกกล้วยสีเขียวหม่น หลังจากติดผลหวีสุดท้ายแล้วปลีจะมีปลายแหลมขึ้น

ผล ใน 1 เครือ จะมี 7-11 หวี หวีละ 14-16 ผล ขนาดผลกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 12 เซนติเมตร เปลือกบาง เมื่อดิบสีเขียวเข้ม หลังจากติดผล 20-45 วัน จะเกิดจุดสีส้มคล้ายสีสนิมบนผิว และเมื่อกล้วยใกล้จะแก่ผิวทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเกือบดำคล้ายถูกไฟไหม้ ผลสุกเนื้อสีขาว ค่อนข้างเหนียว รสหวาน ปล่อยให้งอมเนื้อไม่เละ อายุตั้งแต่ออกปลีถึงผลแก่จัด 120-130 วัน

การใช้ประโยชน์ รับประทานผลสด ข้าวต้มผัด กล้วยเชื่อม

กล้วยนมสาว

เพียงแต่ชื่อ ก็เรียกร้องความสนใจได้

ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (AAB group) “Kluai Nom Sao”

แหล่งที่พบ ภาคใต้

ลำต้น สูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ

ใบ ก้านใบค่อนข้างสั้น มีประดำ ร่องก้านใบเปิด

ดอก ปลีเป็นทรงดอกบัว ปลายแหลม สีแดงอมม่วง

ผล เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-12 ผล ผลอ้วนกลมผิวสีสดใส ปลายผลมีจุกใหญ่งอนขึ้น ผลสุกเปลือกหนา

การใช้ประโยชน์ ผลใช้รับประทานสด

มะละกอ พืชพรรณล้ำค่า…เป็นพืชที่คนไทยใช้ประโยชน์มากกว่าแหล่งดั้งเดิมเขาเสียอีก โดยบริโภคมะละกอดิบเป็นส้มตำ และบริโภคสุกเป็นผลไม้

คุณประโยชน์ของมะละกอมากล้ำ ความหลากหลายของสายพันธุ์ ทำให้มะละกอเป็นพืชที่ได้รับความนิยมไม่เปลี่ยนแปลง

มะละกอเรดแคริเบี้ยน โดดเด่นตรงที่มีขนาดผลใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 2-5 กิโลกรัม เนื้อหนา มีสีแดงส้ม รสชาติหวาน สามารถบริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ลำต้นมีความแข็งแรง ติดผลดก

มะละกอสีทอง ผลเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ผลดิบจนกระทั่งผลสุก เป็นสีส้มหรือสีเหลืองทอง จึงถูกเรียกชื่อว่า “มะละกอสีทอง” ผลดิบเนื้อกรอบฉ่ำน้ำ ทำส้มตำอร่อยมาก ผลสุกเนื้อแน่น ไม่เละ รสหวาน

ผลดิบ ผลิตเป็นยาช่วยย่อย ยาลดอาการบวมอักเสบจากบาดแผลที่ผ่านการผ่าตัด

ผลสุก มีวิตามินเอมาก

ต้น ส่วนโคนตัดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นวดกับเกลือป่น ทำเป็น “ฉายโป๊ย” รับประทานอร่อยมาก

มะละกอเรด เลดี้ สายพันธุ์นี้มีความพิเศษตรงที่ให้ผลผลิตเร็ว ลำต้นสูง 60-80 เซนติเมตร ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตมากกว่า 40-50 ผล ต่อต้น ต้านทานไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคใบด่างวงแหวนได้ดี

มะละกอสายพันธุ์นี้ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากประเทศไต้หวัน และมีการเรียกชื่อพันธุ์ตามลักษณะเด่นของมะละกอว่า RED LADY ซึ่งเป็นคำเรียกที่มีภาษาจีนว่า หงเผย หรือ นางสนมแดง ทำให้มะละกอสายพันธุ์นี้มีชื่อเรียกที่หลากหลาย ซึ่งบางแห่งเรียกมะละกอสายพันธุ์นี้ว่า สาวน้อยแก้มแดง

มะพร้าว พืชน่าสน มากคุณค่า

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 1.28 ล้านไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิต 1.008 ล้านตัน ซึ่งมะพร้าวนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารคาว-หวาน ไทย รวมทั้งเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า คนไทย 1 คน จะบริโภคเนื้อมะพร้าว ประมาณปีละ 8,273.2 กรัม หรือประมาณ 18 ผล ต่อคน ต่อปี นอกจากนี้ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมมะพร้าวมีความต้องการใช้วัตถุดิบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มะพร้าว จึงนับเป็นพืชที่น่าสนใจและมากด้วยคุณค่า

สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวที่น่าสนใจนั้นมีอยู่มากมาย อาทิ

มะพร้าวพันธุ์สวีลูกผสม 1 มีอายุการตกผลเร็ว สามารถเก็บผลผลิตได้ในปีที่ 5 เนื้อมะพร้าวแห้ง มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ให้ปริมาณผลสูงสุดในช่วงอายุ 7-15 ปี จำนวนผลดก แต่ผลมีขนาดค่อนข้างเล็ก เนื้อหนากว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยพื้นเมือง

มะพร้าวพันธุ์ชุมพรลูกผสม 60 ตกผลเร็ว เก็บผลได้ในปีที่ 5 หลังจากปลูก และผลมีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ตรงตามความต้องการของชาวสวนมะพร้าว ให้ผลผลิตเนื้อมะพร้าวแห้งต่อไร่สูง ทนทานต่อความแห้งแล้งดีกว่าพันธุ์พ่อเวสต์แอฟริกันต้นสูง ตอบสนองต่อปุ๋ยดีกว่าพันธุ์ไทยพื้นเมืองต้นสูง

มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 ให้ผลขนาดใหญ่ ผลดก และออกผลเร็ว สามารถเริ่มเก็บได้เมื่ออายุ 4 ปีครึ่ง มีคุณภาพ เนื้อมะพร้าวมีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ประมาณ 66% ทนแล้งพอสมควร

มะพร้าวพันธุ์กะโหลก เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์มะพร้าวพื้นเมืองของไทย ที่จัดว่าหายากแล้วในปัจจุบัน ที่สำคัญ มะพร้าวกะโหลก ถือว่าเป็นมะพร้าวพันธุ์ใหญ่ที่สุดที่พบในเมืองไทย แต่เดิมนั้นจะนิยมนำมาใช้ประโยชน์ในการนำกะลาไปทำเป็นบาตรพระ

มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ทุ่งเคล็ด ถือเป็นหนึ่งในมะพร้าวน้ำหอมขึ้นชื่อว่า ทั้งหอม ทั้งเตี้ย จนเอามือปลดได้ มะพร้าวแก่ขูดทำขนมและทำกับข้าวได้ เป็นพันธุ์ออกผลเร็ว ต้นเตี้ยไม่มีสะโพก พันธุ์พวกนี้มักจะติดดอกออกผลในช่วง 3-4 ปี หลังจากปลูก

มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ รบ. 1 รบ. ย่อมาจาก ราชบุรี ตามแหล่งของการพัฒนาต้นพันธุ์ ที่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี โดย ผศ. ประสงค์ ทองยงค์ เป็นสายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมใหม่ที่ได้มาครั้งแรก ต้นเตี้ยเหมือนมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป โคนต้นหรือสะโพกใหญ่ มีความคงทนแข็งแรง หาอาหารเก่ง เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่น เปอร์เซ็นต์การโค่นล้มน้อยกว่า

ต้นพันธุ์ เกิดขึ้นจากการซื้อมะพร้าวน้ำหอม จากฟาร์มอ่างทองมาปลูก โดยผสมผสานกับมะพร้าวหมูสีในท้องถิ่น ต่อมาได้มีการเก็บพันธุ์มะพร้าวจากต้นน้ำหอมไปเพาะ เพื่อขยายพันธุ์ต่อ ปรากฏว่า พบลักษณะของมะพร้าวที่เปลี่ยนไป ได้มะพร้าวสายพันธุ์ใหม่ มีลักษณะนิ่ง มีความโดดเด่น จึงขยายปลูกเต็มที่

มะพร้าวกะทิ เป็นที่นิยมบริโภคเป็นของหวาน มีเนื้อหนาฟู อ่อนนุ่ม และหวานมัน อร่อย และมีราคาแพง ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่นิยมบริโภคมะพร้าวกะทิกันมาก จึงรู้จักนำมาแปรรูปเป็นของหวาน และส่วนประกอบของอาหารว่าง เช่น pies และ tarts ทำไอศกรีมที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก มะพร้าวกะทิในธรรมชาติโดยปกติเป็นมะพร้าวลูกผสม แต่จะไม่ทราบว่ามะพร้าวต้นนั้นมีกะทิที่แตกต่างกับมะพร้าวพันธุ์อื่นๆ นอกเสียจากว่าจะเก็บผลมาตอนแก่แล้ว จึงทราบว่าบางลูกเป็นกะทิ ปกติถ้าตามทฤษฎีแล้ว จะได้อัตราส่วน 3 ส่วน เป็นมะพร้าวธรรมดา และ 1 ส่วน เป็นมะพร้าวกะทิ

ความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์ของสับปะรด…ถือว่าเป็นผลไม้ที่แปลก เพราะปลูกเหมือนพืชไร่ แต่นำมาบริโภคเป็นพืชสวนคือ ผลไม้

สับปะรด ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้

สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 หรือ พันธุ์ฉีกตา เป็นสับปะรดพันธุ์ใหม่ เหมาะสำหรับรับประทานผลสด ถูกพัฒนาพันธุ์โดย ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และสถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรี จุดเด่นอยู่ที่ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย เจริญเติบโตดีแม้ในสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำขังแฉะ

ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ภูเก็ตและสวี ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธุ์เดียวกัน

รสชาติ อมเปรี้ยว กลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบใกล้เคียงพันธุ์สวีและภูเก็ต สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตาออกจากกันโดยง่าย และรับประทานแกนผลได้

สับปะรดพันธุ์อินทรชิต หรือ อินทรชิตแดง ถือเป็นสับปะรดสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เพราะปลูกมานานนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะทั่วไป ขอบใบมีหนามแหลมร่างโค้งงอสีน้ำตาลอมแดง ใบสีเขียวอ่อนไม่เป็นมัน ขอบใบทั้ง 2 ข้าง มีแถบสีแดงอมน้ำตาลตามแนวยาว ใต้ใบจะมีสีเขียวออกขาวและมีวาวออกสีน้ำเงินกลีบดอกสีม่วงเข้ม

ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย รสหวานอ่อน เนื้อเป็นสีทอง ภายในผลมีเส้นใยมากและผลค่อนข้างเล็ก มีตะเกียงติดอยู่ที่ก้านผล เปลือกผลเหนียวแน่นทนทานต่อการขนส่ง เหมาะสำหรับบริโภคสด

ปัจจุบัน พันธุ์อินทรชิต เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรไม่นิยมปลูก ปัจจุบัน สวนสับปะรดของ คุณสมศรี อ้งเจริญ ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นแหล่งสุดท้ายที่ปลูกในประเทศไทย

สับปะรดพันธุ์ MD2 ลักษณะพิเศษ รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อมีสีเหลืองเข้ม เนื้อตัน แน่น และไม่เป็นโพรง มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสับปะรดพันธุ์อื่นๆ เมื่อรับประทานแล้วไม่กัดลิ้น ทำให้คนรับประทานได้มากขึ้น เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนจากผิวสีเขียวเป็นสีเหลืองทองทั้งผล ทำให้เป็นที่ดึงดูดลูกค้า ได้รับการพัฒนามาเพื่อให้เดินทางขนส่งทางเรือได้ โดยไม่เป็น “ไส้สีน้ำตาล” เมื่อต้องอยู่ในห้องเย็น ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส นานเกิน 10 วัน

มะนาว ยังคงเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง คุณประโยชน์ที่ใช้ได้จากมะนาวนั้นหลากหลาย ในงานเกษตรมหัศจรรย์ ได้นำมะนาวที่มากทั้งน้ำและความหอมมาจัดแสดง

มะนาวยักษ์ไร้เมล็ดดอกหอม จุดเด่นอยู่ที่ทนแล้ง ทนโรค ออกดอกออกผลทั้งปี ผลโตเท่าส้มโอ ไร้เมล็ด ระบบรากแข็งแรง หาอาหารเก่งมาก หนามน้อยมาก

ดอกหอมมาก กลิ่นเย็นๆ คล้ายมะลิผสมดอกแก้ว เวลาดอกบานจะหอมสดชื่นมาก

ลักษณะผลกลมเป็นพวง ไม่ต้องดูแลมาก ทำให้สามารถปลูกแปลงแบบอินทรีย์ได้

ลูกชก

ชก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปาล์ม เช่นเดียวกับตาลและมะพร้าว มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ต๋าว หรือ ตาว

ลำต้นตรง ใหญ่กว่าต้นตาล ไม่แตกหน่อ ใบเป็นแฉกคล้ายใบมะพร้าวแต่ใหญ่กว่า ดอกเป็นดอกช่อ แยกตัวผู้ ตัวเมีย ช่อดอกตัวผู้ออกได้หลายครั้ง แต่ช่อดอกตัวเมียออกเพียงครั้งเดียว ออกผลเพียงครั้งเดียวก็ตาย

การใช้ประโยชน์จาก ชก มีมาก น้ำตาลที่ปาดได้จากช่อดอกตัวผู้ ทำเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลเมา และน้ำส้มได้ ในอินเดียปาดเอาน้ำหวานต้นชกไปทำน้ำตาล เรียก gur และหมักเป็นน้ำส้มสายชู ทางภาคใต้ของไทย นิยมทำน้ำตาลจากต้นชกเช่นกัน และเรียกว่าน้ำตาลฉก ชาวชวาและบาหลีนิยมใช้ใบมุงหลังคา ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์รับประทานผลชกทั้งผลดิบและนำไปเชื่อม

ยอดอ่อนรับประทานได้ ราก ลำต้น และ ก้านใบ ย่อยเป็นส่วนที่ให้เส้นใยใช้ทำเชือก แปรงทาสี วัสดุเสริมคอนกรีต เยื่อละเอียดบริเวณกาบใบ ใช้ทำคบไฟและหมันเรือ สายเบ็ด สายแร้ว ดักนก หรือสานเสื่อ ใบอ่อน ใช้รับประทานได้ ก้านใบ ย่อยทำไม้กวาดและไม้เสียบสะเต๊ะ ใบใช้มวนบุหรี่ มัดสิ่งของ ก้านช่อดอก ใช้ทำไม้เท้า ผลดิบ ตำให้ละเอียดใช้เบื่อปลา รากแก่ ใช้แก้ปวดฟัน เยื่อละเอียดในกาบใบ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำตาลที่ได้มีสรรพคุณเป็นยาระบาย

มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ญี่ปุ่น

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวาที่รับประทานแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู

มะระโอกินาวา หรือ มะระญี่ปุ่น นั้น มีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบรับประทานนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น

ผักและน้ำพริกพื้นบ้าน 4 ภาค

งานปีนี้พิเศษจริงๆ ผู้จัดงานได้ยกผักท้องถิ่นแต่ละภาคมาแสดง

ตัวอย่างผักภาคเหนือ ได้แก่ มะนอย คราดหัวแหวน พ่อค้าตีเมีย เชียงดา

ผักภาคอีสาน ได้แก่ อีนูน แขยง อ่อมแซบ ผักติ้ว หูเสือ เม็ก

ภาคกลาง ได้แก่ ขจร มะระขี้นก หน่อกะลา ขมิ้นขาว

ภาคใต้ ได้แก่ ผักหนาม ส้มแขก ส้มมวง หมุย มันปู

ในแต่ละวันมีปรุงน้ำพริกสาธิตแต่ละภาค พร้อมแนะนำรับประทานกับผักในภาคนั้นๆ

ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม

คุณวิมล ตัน บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี แจ้งว่า ในงานได้นำผลิตภัณฑ์ดีเด่นจากทุกภาคมาแสดง ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับพืชพรรณเศรษฐี เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น กล้วยฉาบ

ผลิตภัณฑ์จากข้าว มี ครีมพอกหน้า ลิปสติก แป้งพัฟ ชา น้ำนมข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น สบู่จากผลไม้

ผลิตภัณฑ์บางชนิด มีเจ้าของกิจการมาออกร้านจำหน่ายในงาน

จำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร

อาหารอร่อย

นับเป็นโอกาสอันดี ที่การจัดงานเกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558 ครั้งนี้ เปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกรตัวจริง นำผลผลิตจากสวนสดใหม่ มาจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าที่มีกิจการเป็นของตนเอง ทั้งมือใหม่และผู้คร่ำหวอดในวงการ SME มาเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์ให้เลือกซื้อกันอย่างใกล้ชิด ในราคาย่อมเยาที่หากพลาดแล้วจะเสียดาย

เสวนาบนเวที

แม้จะนำผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ดีเด่นจากทุกภาคมาจัดแสดงใช้ชมแล้ว การเผยแพร่ความรู้ให้เข้าถึงผู้สนใจ ก็ยังคงเป็นอุดมการณ์หลักที่กองบรรณาธิการคงไว้ จึงจัดให้มีส่วนของการเสวนาบนเวทีกลาง เพื่อประโยชน์อย่างทั่วถึง

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “มะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สกู๊ปพิเศษ เกษตรมหัศจรรย์วันเส้นทางเศรษฐี 2558

ทิดโส โม้ระเบิด

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “มะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม”

“แม่ค้าจ๋า หมูโล มะนาวลูก”

“เอาไปทำอะไรจ๊ะ”

“อยากกินลาบหมู”

การจะลาบหมู ตั้ง 1 กิโลกรัม โดยใช้มะนาวเพียง 1 ผล คงเป็นที่น่าหัวเราะของคนทั่วไป อาจถึงกับตั้งคำถาม จะเปรี้ยวหรือ? ขี้เหนียวแท้ ลาบหมูเยอะปานนี้ใช้มะนาวลูกเดียว? ใช้น้ำส้มสายชูหรือเปล่าเนี่ย? สารพัดจะตั้งคำถาม ตามความเข้าใจเดิมๆ ของแต่ละคนนั่นเอง เพราะเขาคงเข้าใจว่ามะนาวลูกเล็กๆ ไม่คิดว่าจะเจอลูกเท่าส้มโอเช่นนี้

ที่สำคัญไม่มีเมล็ดมาให้เห็นกันเลยเชียว

พูดถึงมะนาว ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ราคาในท้องตลาดน่าจับตามองอย่างยิ่ง ช่วงแล้งๆ ไม่ต้องพูดถึง ลูกละเกิน 10 บาท ทั้งนั้น ขนาดช่วงนี้ก็ 3-4 บาท เข้าไปแล้ว หามาปลูกไว้กินเองที่บ้านสักต้นสองต้นก็คงจะดี ปัญหาคือจะปลูกสายพันธุ์อะไรล่ะ เพราะบางคนปลูกมะนาวไทยอยู่ดีๆ แต่พอวันเวลาผ่านไป กลับได้เป็นมะนาว “ดูใบ” เสียนี่ ไม่เค้ยไม่เคยจะได้เห็นผลให้ชื่นใจสักครั้ง อยากให้ลองมาพิจารณามะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม สายพันธุ์นี้ คุณสมบัติดีๆ ที่น่าปลูกคือ ทนแล้ง ทนโรค ออกดอกออกผลทั้งปี ผลโตเท่าส้มโอ ไร้เมล็ด ดอกหอมชื่นใจ ระบบรากแข็งแรง หากินเก่งมาก หนามน้อยมาก เรียกว่าปลูกกันบ้านละต้นสองต้นก็ไม่ต้องซื้อมะนาวกินแล้ว เหลือแจกกันเลยเชียว

สมัยผมเป็นเด็ก มะนาวยักษ์-มะนาวควาย หรือ บักเว่อ ในภาษาอีสาน ถือเป็นเครื่องปรุงรสเปรี้ยวในอาหาร เครื่องดื่ม และยาสมุนไพร เด็ดสดๆ จากต้นมา 1 ผล สามารถประกอบอาหารได้สบายๆ ไม่ว่าจะเป็น ลาบ น้ำตก ต้มยำ ข้อเสียคือ ผลใหญ่ เปลือกหนา เมล็ดเยอะ และน้ำน้อย ต้องคั้นต้องบีบจนเมื่อยมือนั่นแหละจึงจะได้น้ำมะนาวออกมาปรุงอาหาร

แต่กับสายพันธุ์นี้ต่างกันไป เปลือกไม่หนามากนัก ไร้เมล็ดและน้ำเยอะมาก จึงได้เร่งขยายพันธุ์เพื่อปลูกไว้เก็บผลมาคั้นน้ำในช่วงหน้าแล้งที่มะนาวแพงๆ ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมะนาวสายพันธุ์นี้ดอกหอมมาก กลิ่นเย็นๆ คล้ายมะลิผสมดอกแก้ว เวลาดอกบานจะหอมสดชื่นมากๆ ออกดอกออกผลทั้งปี ลักษณะผลกลมเป็นพวง ดกอย่างน่ากลัวว่ากิ่งจะหักกันไปเลยเชียว ด้วยระบบรากที่แข็งแรงและทนโรค ทำให้การปลูกมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอมเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องดูแลกันมากมายนัก ปลูกในแปลงแบบอินทรีย์ได้ เรื่องแมลงที่มารบกวนในช่วงแรกก็คือ หนอนผีเสื้อ แต่ด้วยใบใหญ่เท่าฝ่ามือ หนอนจะกินไปสักใบก็ไม่เป็นไรหรอก รากพุ่งหากินเก่งรอบด้าน ทำให้บางคนนำมาทำเป็นตอส้ม ตอมะนาวนิ้วมือกันมาก เมื่อรากพุ่ง ต้นแข็งแรง ยอดที่นำมาเสียบก็จะโตเร็วและแข็งแรงตามไปด้วยนั่นเอง ด้วยหนามที่มีน้อยทำให้การปลูกและบำรุงรักษาทำได้ง่าย ไม่ต้องกลัวจะโดนหนามตำเหมือนสายพันธุ์อื่นๆ

วิธีการผสมดินปลูกก็สำคัญ พืชตระกูลส้ม ตระกูลมะนาว ต้องการดินปลูกที่มีความโปร่ง ร่วนซุย จะทำให้ระบบรากหาอาหารได้สะดวกมากขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตได้ดีมากๆ

ขุดหลุมระยะ 50x50x50 เซนติเมตร ผสมดินเดิม 1 ส่วน แกลบดิบเก่า 2 ส่วน ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน หากมีมะพร้าวสับก็เติมไปอีก 1 ส่วน นำต้นหรือกิ่งที่ชำพร้อมลงปลูก ปักไม้กันลมและมัดให้เรียบร้อย พูนดินที่ผสมให้เรียบร้อยเป็นหลังเต่า รดน้ำเพื่อให้ดินยุบตัวและคงความชื้น จากนั้นก็ดูแลไปตามปกติ ปล่อยไว้ 8-10 เดือน ก็ปล่อยให้ติดดอกออกผลได้แล้ว หากดอกออกก่อนก็เด็ดทิ้ง เพื่อป้องกันต้นโทรม เท่านี้ก็จะมีมะนาวยักษ์ไร้เมล็ดดอกหอมไว้เก็บผลกินได้ตลอดไป

ระยะเวลาตั้งแต่ติดดอกไปจนถึงเก็บผลผลิตคือ 4 เดือน เป็นต้นไป การขยายพันธุ์ โดยการตอนกิ่ง ควั่นและหุ้มไว้ 30-45 วัน จนรากเต็มตุ้ม ก็ตัดมาชำหรือปลูกได้แล้ว หากปักชำก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เช่นกัน แต่จะต้องระวังเชื้อราในช่วงอบ ช่วงอากาศชื้นมากๆ ไม่ควรชำ เพราะมีความเสี่ยงเยอะ ไม่แนะนำให้เสียบยอด เพราะมะนาวสายพันธุ์นี้โตเร็วมาก กลัวว่าตอกับยอดจะโตไม่สัมพันธ์กัน ขอบคุณที่ติดตามกันครับ หากมีคำถามหรือข้อแนะนำใดๆ แจ้งมาได้ครับ โทร. (099) 254-6542 ด้วยความยินดีครับ

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับ มะนาวมีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้น ในช่วงฝนตกชุกเช่นนี้ เรามาทำเครื่องดื่มป้องกันไข้หวัดกันดีกว่า ส่วนผสมก็ไม่มีอะไรมาก น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือครึ่งช้อนชา น้ำอุ่นครึ่งแก้ว ชงให้เข้ากันแล้วดื่ม หากไอให้จิบเรื่อยๆ รับรองว่าแม้อากาศจะเปลี่ยนเช่นไร แต่เราก็มีภูมิคุ้มกันง่ายๆ จากพืชที่เราปลูกนั่นเอง วันนี้ คุณมีมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม ไว้ติดสวนหรือยัง? ข่าวดี!! ในงานเทคโนโลยีชาวบ้านปีนี้ ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ เราแจกต้นมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม ให้ไปปลูกกันเลย กติกาเดี๋ยวแจ้งให้ทราบต่อไป

พบกับ ทิดโส โม้ระเบิด และตัวอย่างมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม ได้ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

รางวัล ผู้ทรงคุณค่า สมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรเลือดปศุสัตว์ 100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สกู๊ปพิเศษเกษตรมหัศจรรย์วันเส้นทางเศรษฐี 2558

รางวัล ผู้ทรงคุณค่า สมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรเลือดปศุสัตว์ 100%

“ผมลองผิดลองถูกมาหลายรูปแบบ แต่ไม่เคยท้อ ก็ใจมันชอบเลี้ยงสัตว์ เพราะทำให้รู้เรื่องพืช เรื่องดิน เรื่องอาหารสัตว์ต่างๆ คุณลองคิดดูสิ เลี้ยงสัตว์มันเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง สัตว์มันต้องกินอาหาร เราก็ต้องหาอาหารดีๆ มาให้กิน สัตว์ที่เลี้ยงจะได้เจริญเติบโต น้ำหนักดี ราคาก็ดีใช่ไหม”

คุณสมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรวัย 73 ปี เจ้าของพรชัยฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 153 หมู่ที่ 2 บ้านดอนโพธิ์ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โทร. (081) 829-8425 บอกกล่าวถึงความรู้สึกต่อการประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ตลอดระยะเวลา 42 ปี ที่ผ่านมา

คุณสมหมาย หรือที่คนในวงการปศุสัตว์ต่างเรียกขานกันว่า จ่าหมาย เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยอาชีพหลักในปัจจุบันคือ การเลี้ยงโคเนื้อ

จ่าหมาย ผ่านประสบการณ์เลี้ยงสัตว์มาอย่างมากมาย ไม่ว่าการเลี้ยงสุกร โคนม และโคเนื้อ และที่สำคัญเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่มุ่งมั่นในการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดที่ทำมา

ตลอดระยะเวลาของการเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ จ่าหมาย บอกว่า มีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สามารถก้าวมาได้ถึงวันนี้ เพราะสู้ พยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“โดยมากผมจะเป็นผู้ริเริ่มโดยตรง อย่าง โคเนื้อ ก็เป็นคนรุ่นๆ ที่นำโคเนื้ออเมริกันบราห์มันยุคใหม่เข้ามาเลี้ยง โคนมก็เป็นคนแรกๆ ที่เลี้ยงโคนมเลือดร้อยจนประสบความสำเร็จ ทุกอย่างที่ทำได้ เพราะตั้งใจจริงและทำจริง” จ่าหมาย กล่าว

“ผมนั้นเป็นลูกชาวนา เกิดที่ ตำบลวัดสิงห์ อำเภอโพธาราม ตามพ่อไปเลี้ยงวัวตั้งแต่อายุ 6 ขวบ พอโตขึ้นไปเรียนเป็นนักเรียนนายสิบ แล้วมาประจำการอยู่ที่กรมการสัตว์ เป็นเวลา 14 ปี จึงลาออกมาทำฟาร์ม เลี้ยงมาหมดทุกอย่าง เพราะชอบ”

สำหรับในวันนี้ จ่าหมายได้มุ่งมั่นกับการเลี้ยงโคเนื้อ เพราะพื้นที่ในเขตอำเภอโพธารามมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำและหญ้า

ส่วนพันธุ์โคเนื้อที่โดดเด่นของพรชัยฟาร์มในวันนี้คือ โคพันธุ์โลวไลน์แองกัส ซึ่งเป็นโคเนื้อนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย

“โคเนื้อที่เลี้ยงตอนนี้ ไม่ใช่ว่าผมมีสตางค์แล้ว ซึ่งมาเลี้ยงเพื่อโชว์ว่ามีรสนิยม แต่ผมเลี้ยงเพราะต้องการทำเป็นอาชีพ เลี้ยงโคเพื่อหากำไรมายังชีพ ดังนั้น โคเนื้อพันธุ์ที่ผมเลี้ยงได้ ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ต้องเลี้ยงได้เช่นกัน เลี้ยงแล้วมีกำไรได้ด้วยเหมือนกัน” จ่าหมาย กล่าว

โคเนื้อพันธุ์โลวไลน์แองกัส จ่าหมาย บอกว่า เป็นสายพันธุ์ที่ทางประเทศออสเตรเลียนำมาปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้มีขนาดลำตัวที่เล็กลง โดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก เป็นพันธุ์ที่มีความสูงประมาณ 90-100 เซนติเมตร ขนาดกลาง เป็นพันธุ์ที่มีความสูงประมาณ 100-120 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 120-150 เซนติเมตร

ในส่วนของพรชัยฟาร์ม ปัจจุบันได้เน้นการนำโคพันธุ์โลวไลน์แองกัสขนาดกลางเข้ามาเลี้ยง ทำให้ในปัจจุบันเป็นฟาร์มที่มีพันธุ์โคเนื้อโลวไลน์แองกัสเลือด 100% มากที่สุดในประเทศไทย

“ผมอยากให้เกษตรกรไทยได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพราะโคพันธุ์นี้มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย เลี้ยงได้จำนวนมาก กินอาหารง่าย เมื่ออายุ 14-15 เดือน สามารถผสมพันธุ์ได้แล้ว ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมือนกับโคพื้นเมืองของบ้านเรา อีกทั้งเนื้อมีคุณภาพและอร่อย เพราะมีไขมันแทรก ตลาดมีความต้องการมาก” จ่าหมาย กล่าว

จ่าหมาย ยืนยันว่าโคเนื้อพันธุ์โลวไลน์แองกัสสามารถเลี้ยงในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี เพราะมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ยืนยันออกมาแล้ว

“การที่ประเทศไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนกับการเลี้ยงโคเนื้อ ในมุมมองของผมมองว่า อาเซียนแต่ละประเทศนิยมเลี้ยงโคเนื้อไม่เหมือนกัน ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนสมาคมโคต่างๆ ให้แข็งแรง หน่วยงานของรัฐควรช่วยให้เกษตรกรมีกำลังการผลิตเพื่อส่งโคเนื้อไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมืองไทยนั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นศูนย์กลางการส่งออกโคเนื้อและเนื้อโคนม ส่วนเกษตรกรก็ต้องรู้จักการเลี้ยงโคสายพันธุ์ที่ดี และเลี้ยงให้ถูกหลักเหมาะสมกับความต้องการ อาชีพเกษตรกรรมนั้นสำหรับผมแล้วมองว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้ไม่แพ้อาชีพอื่น ขออย่างเดียวให้ทำจริงๆ เท่านั้น” จ่าหมาย กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : 4 หนุ่ม 4 สไตล์ กับภารกิจ ‘โตแล้ว’ ไปไหนก็ได้!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/211798

วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น่าจับตาทีเดียวสำหรับ 4 หนุ่ม เฟย – ภัทร เอกแสงกุล, ทอย – ปฐมพงศ์ เรือนใจดี, นนท์ – กฤตธวัฒน์ เอกชัย และ ปลาย -ปัณฑา พัฒนอำไพวงศ์ กับภารกิจพิธีกรวัยรุ่นต่างสไตล์ ในรายการใหม่ “โตแล้ว” ทางช่อง GMM25 วาไรตี้ของคนชอบเที่ยว ที่พร้อมจะเลี้ยวออกนอกเรื่องตลอดเวลา รูปแบบรายการมีทั้งท้าประลอง แกล้ง อัพเดทเทรนด์ต่างๆ แต่ไม่ลืมที่จะแฝงสารพันข้อมูลดีๆ

เปิดตัวมาแล้ว 2 เทป พาไปเลาะ บางเสร่ และบุก เกาะเป็ด กันสนุกสนาน “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” เลยขอย่องไปตามเก็บภาพบรรยากาศของ 4 หนุ่มระหว่างอัดรายการที่ ราชบุรี มาฝากกัน

ความกระตือรือร้นของทั้ง 4 หนุ่ม จัดว่ามากโข เพราะก่อนที่จะเริ่มเดินกล้อง ทั้งหมดนั่งล้อมวงขายของ เอ้ย! ช่วยกันแนะนำรายการใหม่

เฟย : รายการโตแล้ว จะพาวัยรุ่นออกไปท่องเที่ยว ไปรู้จักที่ใหม่ครับ

ทอย : และไม่ใช่แค่พาไปเที่ยวอย่างเดียว แต่เรามีภารกิจที่จะต้องทำ มีบทลงโทษด้วย

นนท์ : คือให้เห็นว่าเวลาวัยรุ่นเขาไปเที่ยวกัน เขาทำอะไรได้บ้าง

ปลาย : แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้นะครับ ทุกคนสามารถไป และทำตามพวกเราได้

“เฟย” พี่ใหญ่ของกลุ่ม ขยายความต่อว่า “คอนเซ็ปต์ของเราคือโตแล้วไปไหน โตแล้วไปเป็นฮิปสเตอร์ได้ โตแล้วไปสโลว์ไลฟ์ ไปเป็นเด็กสตรีทได้ จะมีธีมในแต่ละครั้ง และเราก็จะไปทำภารกิจในแต่ละที่ครับ”

ด้านนอกเล็กของกลุ่มอย่าง “ปลาย” เสริมว่า “เรา 4 คนจะเป็น 4 สไตล์เลยครับ พี่เฟยเขาจะแนวฮิปๆ หน่อย พี่ทอยจะเป็นแนวผู้ชายมุ้งมิ้งหวานๆ ส่วนพี่นนท์จะเป็นนักกล้าม เฮลตี้ ดูเป็นนักกีฬา ส่วนผมจะเป็นแบบว่า… (เฟย : ติดยา) ไม่ใช่ครับ (เฟย : ออ ขอโทษๆ ครับ เห็นมันคล้องจอง พอดีแร็พบ่อย) ผมจะเป็นหนุ่มกวนๆ ครับ รวมแล้วเป็น 4 หนุ่ม 4 มุม”

ทั้ง 4 หนุ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เพื่อสัมผัสกับชีวิตแบบ Slowlife และเมื่อถึงปลายทาง ไม่ต้องพูดพร่ำฮัมเพลงใดๆ ทั้ง 4 หนุ่มและทีมงานต่างพร้อมใจเริ่มปฏิบัติภารกิจของตน

เริ่มจากเดินเลาะ สถานีรถไฟโพธาราม ชมเสน่ห์ความงามของ เส้นทางรถไฟ จากนั้นเริ่มต้นชีวิตสโลว์ไลฟ์ด้วยการตะลุย ตลาดเก่า โพธาราม ปั่นจักรยานแวะเวียนไปตามของเด็ด ของดีต่างๆ มีทั้งร้าน เต้าหู้ดำของแม่เล็ก ที่ทั้ง 4 หนุ่มพากันจิ้มเต้าหู้ดำเข้าปากกันไม่หยุด

จากนั้นแวะไปหยุดที่ วิกหนังครูทวี ก่อนเพิ่มกำลังกันที่ ร้าน Do นม และที่ร้านนี้ก็ทำเอา เฟย-ทอย-นนท์-ปลาย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ!? เมื่อภารกิจแรก ถูกให้วัดความกล้า ลิ้มลอง กาแฟดิบ!! ก่อนพักทานข้าวเที่ยง และเดินทางสู่ที่พัก รีสอร์ท ณ เวลา ชมความงามตามแบบวิถีชาวบ้าน ก่อนหาผลผู้แพ้ชนะของภารกิจ เพื่อรับบทลงทัณฑ์

ระหว่างถ่ายทำ ความร้อนจากแสงแดด แทบจะไม่ปรานี แต่ทั้ง 4 หนุ่มกลับมี รอยยิ้ม หยอกล้อกันสนุกสนาน และไม่ใช่แค่ทำตามสคริปต์ของรายการ เพราะบทพูดที่หยิบมาประสาน ทั้ง 4 หนุ่มไม่ได้กาง “บท” มาท่องจำแต่งอย่างใด

กระซิบถามว่าปกติเที่ยวด้วยกันบ่อยไหม? หนุ่ม “เฟย” บอก “ส่วนมากจะพยายามชวนไปด้วยกันครับ แต่ไม่ค่อยรอด เพราะต่างคนเรียนบ้าง ทำงานบ้าง คิวก็จะไม่ตรงกัน”

ทอย : มีเที่ยวกันบ้างในกรุงเทพฯครับ (เฟย : ก็มีทอยกับปลายครับไปเที่ยวกัน 2 คนบ่อยๆ) ไปทานข้าว เตะบอลอะไรกันแบบนี้ครับ

ความสนุกจากเทปก่อนๆ?

เฟย : เทปแรกเราไปบางเสร่ จังหวัดชลบุรี เป็นหาดเล็กๆ เลยพัทยาไปหน่อยครับ อยู่ระหว่างพัทยากับสัตหีบ เป็นหมู่บ้านชาวประมง สัมผัสวิถีชีวิตของชาวประมง ว่าเขาอยู่กันยังไง ทำมาหากินกันยังไง และมีเกาะกลางทะเล ที่มีลิงอยู่เต็มไปหมด

ทอย : สนุกครับ ได้ลองทำอะไรที่แปลกๆ เพราะปกติวัยรุ่นก็จะไปแต่ที่ซ้ำๆ กัน กินที่ซ้ำๆ แต่พอเราได้มาทำรายการนี้ เราได้เปิดโลกใหม่ แล้วทุกคนก็สามารถทำตามในสิ่งที่เราทำได้ด้วย

เฟย : เหมือนไปเปิดอันซีนให้คนที่ไม่รู้ว่าจริงๆ มีที่เที่ยวแบบนี้อยู่นะ เราไปเปิดให้เขาได้รู้จัก เพียงแต่ไม่ได้เป็นอันซีนที่ต้องบุกป่าฝ่าดง คือเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ แค่บางทีเรามองข้ามไปเท่านั้นเอง

นนท์ : เทปสองเราไปที่เกาะเป็ดกัน ภารกิจที่นั่นสุดๆเลยครับ ตื่นเต้นมาก และคำว่าหลุดเป็นยังไงคงได้เห็นกันไปแล้ว(หัวเราะ)

กับภารกิจที่โพธารามวันนี้?

เฟย : ถึงอากาศจะร้อนมาก แต่ก็คุ้มครับ เพราะเมืองสวยมาก ใครอยากรู้ว่าทำไมทอยถึงปากสั่น ต้องติดตามเสาร์นี้ (23 เม.ย.) ครับ เที่ยงตรงทางช่อง GMM25

บทบาทพิธีกรครั้งแรก ?

ทอย : ผมว่าไม่ได้ยากมากนะครับ ถ้าเราตั้งใจทำ พวกเราไม่ได้ทำงานกันมาเยอะ แต่พอจะรู้แนวทางบ้าง และยิ่งได้เพื่อนๆ ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่แรกมาจับกลุ่มกัน น่าจะทำให้แฟนๆ รายการชมแล้วสนุกไปกับพวกเราได้ครับ

พิธีกรน้องใหม่ 4 หนุ่ม 4 สไตล์ “เฟย-ทอย-นนท์-ปลาย” จะเรียกความสนใจได้แค่ไหน และโตแล้วแบบพวกเขาจะไปเที่ยว ไปทำอะไร!? ตามให้กำลังใจกันได้ รวมถึงบทบาทการแสดง ที่แต่ละคนมีซีรี่ส์จ่อคิว เสน่ห์ของทั้ง 4 เลยกำลังปลิวสะพัดในหมู่ของสาวๆ กันน่าดู!!

ทอย

นนท์

ปลาย

เฟย