ตอนบนมีฝนและอากาศหนาวจัด กทม.อุณหภูมิต่ำสุด13-16องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199258

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 08.15 น.
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้(26 ม.ค.59) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีฝนกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 13-20 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-5 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาวกับมีลมแรง กับมีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 9-11 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 16-23 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 0-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 20-21 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 24-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และ สงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 17-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 24-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-45 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-28 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.

ชัยนาทหนาวจัดอุณหภูมิ14องศา 2ผู้เฒ่าช็อกเสียชีวิตคาบ้านพัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199128

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.56 น.
25 ม.ค. 59 เวลา 09:30 น. พ.ต.ท.ปฏิกรณ์ หาญหัตถกิจ พงส.สภ.เมืองชัยนาท เข้าตรวจสอบผู้เสียชีวิตที่ บ้านเลขที่ 55 ม.1 ต.ชัยนาท อ.เมืองชัยนาท พบศพนางจำรัส ยอดเพ็ชร อายุ 72 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชั้นล่างใต้บันไดทางขึ้นชั้นบน มีผ้าห่ม 1 ผืน ที่ใช้ห่มแต่คลุมอยู่เพียงที่บริเวณเท้า ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายใดๆ แพทย์คาดว่าน่าจะเสียชีวิตจากอากาศที่หนาว จัดคือเมื่อคืนที่ผ่านมา พื้นที่ จ.ชัยนาทมีอุณหภูมิที่ลดต่ำถึง14องศาเซลเซียส

โดยนายอำนวย ยอดเพ็ชร สามี อายุ 78 ปี เผยว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ตายบ่นว่าหนาวจึงดื่มสุราเพื่อคลายหนาว กระทั่งเข้านอนตามปกติ จนกระทั่งช่วงสายวันนี้ตนไปปลุกให้มาทานข้าวก้พบว่าเสียชีวิตแล้ว เบื้องต้นทางญาติไม่ติดใจอะไร จึงนำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

และอีกจุดหนึ่ง เวลาใกล้เคียงกันที่บ้านเลขที่ 150 ม.1 ต.บ้านกล้วย อ.เมืองชัยนาท ก็มีผู้พบศพนายสัมพันธ์ เพ็งขันธ์ อายุ 68 นอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านอีกราย โดยญาติๆเผยว่า ผู้ตายมีโรคประจำตัวหลายโรคทั้งโรคหัวใจ ความดัน และโรคไต เมื่อคืนที่ผ่านมาอากาศที่หนาวมาก อาจจะเป็นสาเหตุทำให้นายสัมพันธ์เกิดอาการช็อกเสียชีวิตดังกล่าว

อุตุฯประกาศอุณหภูมิลดอีก1-3องศา กทม.-ปริมณฑลต่ำสุด13-16องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199126

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.47 น.
25 ม.ค. 59 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 16/2559 เรื่อง อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงยังคงปกคลุมบริเวณประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมแรงเกิดขึ้น และยังคงมีอากาศหนาวเย็น และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส

สำหรับการคาดการณ์อุณหภูมิต่ำสุดตามภาคต่างๆ ในช่วง 1-2 วันนี้ จะมีดังนี้

ภาคเหนือ – อุณหภูมิต่ำสุด 6-14 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยจะมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – อุณหภูมิต่ำสุด 8-15 องศาเซลเซียส
ภาคกลางและภาคตะวันออก – อุณหภูมิต่ำสุด 13-18 องศาเซลเซียส
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล – อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศาเซลเซียส

ในช่วงวันที่ 25-27 ม.ค. 59 จะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะส่งผลให้บริเวณดังกล่าวจะมีฝนเกิดขึ้นและยังคงมีอากาศหนาวเย็นต่อไปอีก ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงและหนาวเย็นลง

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 25-27 ม.ค. 2559 ไว้ด้วย

 

เชียงรายอุณภูมิวัดได้8องศา ขณะที่อุทยานภูชี้ฟ้าติบลบ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199089

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 10.36 น.
25 ม.ค. 59 เวลา 06.00 น. นายสนิท หอมนาน หัวหน้าวนอุทยานภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้ให้เจ้าหน้าที่อุทายนภูชี้ฟ้าทำการแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินเท้าขึ้นยอดภูชี้ฟ้า เพิ่มความ ระมัดระวังการเดินขึ้นสองเท่า เพราะเกิดฝนตกปรอย ๆ และมีลมพัดแรง ประการสำคัญบนยอดภูมีอากาศที่หนาวจัด โดยทางเจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิยอดภูชี้ฟ้า ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร  เช้าวันนี้เวลา 06.00-08.00 น. วัดได้ -2 องศาเซลเซียส  แต่จากสำรวจไม่พบว่าเกิดแม่คะนิ่งหรือน้ำค้างแข็งเพราะมีลมและฝนตกลงมา ส่วนยอดนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นภูชี้ฟ้าในเช้าวันนี้มีจำนวน 150 คน ท้องฟ้าปิดไม่ทะเลหมอก

ส่วนอุณหภูมิที่สำนักงานวนอุทานภูชี้ฟ้า ซึ่งอยู่ต่ำกว่ายอดภูชี้ฟ้า วัดได้ -1 องศาเซลเซียส มีลมพัดแรงตลอดเวลา อากาศหนาวจัด ทั้งนี้ทางวนอุทยานภูชี้ฟ้าประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว ต้องเตรียมเครื่องกันหนาวให้มากขึ้น และการเดินขึ้นยอดภูชี้ฟ้าระยะทาง 700 เมตร ต้องปฎิบัติตามที่เจ้าหน้าที่แจ้งตลอดเส้นทางเพราะทางขึ้นมีฝนตกและมีลมแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในพื้นที่ตัวเมืองเชียงรายพบว่า คนงานก่อสร้าง ต้องก่อไฟผิงเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นก่อนที่จะเริ่มทำงาน เพราะอากาศในพื้นที่ถือว่าหนาวจัดจนทำให้มือเย็นหยิบจับอุปกรณ์ก่อสร้างแทบที่จะไม่ได้ จึงต้องก่อไฟผิงเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น ก่อนที่จะทำงาน เช่นเดียวกับชาวบ้านในหลายพื้นที่ต้องก่อไฟผิงเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นเช่นกัน รวมทั้งผู้ใหญ่ต้องนำเด็กเล็กมาผิงไฟด้วยเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ถึงแม้จะสวมใส่เสื้อผ้ากันหนาวหลายชั้น แต่ก็ไม่สามารถทนกับความหนาวเย็นได้จึงต้องก่อไฟเพื่อผิงบรรเทาความหนาวเย็น ประจวบกับในพื้นที่มีลมพัดตลอดเวลาจึงทำให้อากาศหนาวเย็นจัด

ทางด้านสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดเชียงราย ตรวจวัดอุณหภูมิต่ำสุดในเช้าวันนี้วัดได้ 8 องศาเซลเซียส ลดลงจากวานนี้ 11 องศาเซลเซียส  ดังนั้นจึงขอแจ้งเตือนประชาชนให้สวมใส่เสื้อให้มากขึ้นและดูแลเด็กผู้สูงอายุให้มาก เพราะอากาศถือว่าหนาวจัด

 

ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150908/212986.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558
ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน?

ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              เช้าวันที่ 7 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ชาวโลกออนไลน์พากันแชร์ภาพลูกไฟควันยาวสีขาวกลางท้องฟ้า ที่มองเห็นได้จากกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นอุกกาบาตตกเข้ามาในวงโคจรโลก

ขณะที่นักดาราศาสตร์บางคนแย้งว่าสิ่งที่พบเห็นอาจไม่ได้ถึงกับเป็น “อุกกาบาต” (meteorite) แต่เป็นเพียง “ลูกไฟ” (Fireball) เท่านั้น  !?!

“ปีเตอร์ สุดธนกิจ” ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์และระบบสุริยจักรวาล ให้ข้อมูลว่า ปัญหาอุกกาบาตพุ่งชนโลก เป็นเรื่องที่องค์การนาซาให้ความสนใจมาก มีหน่วยดูแลเฉพาะสร้างเครื่องมือเรดาร์และเครื่องตรวจสนามแม่เหล็ก เฝ้าระวังความผิดปกติของวัตถุในอวกาศที่มีโอกาสหลุดเข้ามาในวงโคจรโลก (NASA’s Near-Earth Object)

“เศษชิ้นส่วนที่ตกมาสู่พื้นโลกได้มี 2 ประเภท คือ จากอุปกรณ์ดาวเทียม ซึ่งคาดเดาพิกัดได้ชัดเจนว่าจะตกบริเวณไหนและเมื่อไร เพราะดาวเทียมแต่ละดวงมีทีมเจ้าหน้าที่เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้วไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร แต่สำหรับอุกกาบาต หรือดาวเคราะห์น้อยดวงเล็กๆ นับล้านดวง ที่พุ่งชนกันแตกกระจายหรือหลุดวงโคจรจนเผาไหม้ระหว่างตกสู่โลกนั้น ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ นอกจากเป็นดวงใหญ่ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 50 เมตรขึ้นไป หากเศษดาวเคราะห์เหล่านี้เผาผลาญจนหมดสิ้นจะกลายเป็นแค่ลูกไฟ ไม่มีเศษแร่ธาตุหรือก้อนหินตกลงมา แต่ถ้าพบก้อนหินหรือก้อนโลหะจึงเรียกว่าก้อนอุกกาบาต ถ้าเล็กมากบางครั้งชาวบ้านเรียกว่า สะเก็ดดาวตก”

นักวิชาการอิสระข้างต้นอธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาพบอุกกาบาตตกลงสู่โลกมนุษย์หลายหมื่นลูก มีการเก็บไปพิสูจน์และวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องเป็นก้อนที่ผ่านการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นหินหรือมีส่วนผสมของแร่ธาตุที่ไม่ได้พบเห็นทั่วไปในโลกมนุษย์

ล่าสุด องค์การนาซาได้เฝ้าระวังดาวเคราะห์น้อยอันตรายอยู่ประมาณ 1,000 กว่าลูก เพราะเชื่อว่าอาจพุ่งชนโลกเมื่อไรก็ได้ โดยเฉพาะดาวเคราะห์ที่ชื่อ “99942 Apophis” ค้นพบเมื่อปี 2004 ประเมินขนาดได้ประมาณ 400–600 เมตร มีการตรวจสอบระยะวงโคจรว่าห่างไปประมาณ 28,000 กิโลเมตร และจะใกล้โลกมากที่สุดในปี ค.ศ. 2029 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า

สถิติจากสมาคมอุกกาบาต (The Meteoritical Society) ระบุว่า ตั้งแต่อดีตมีอุกกาบาตตกใส่โลกแล้วไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นลูก ในแถบขั้วโลกใต้หรือแอนตาร์กติกา 2.4 หมื่นลูก บริเวณทะเลทรายซาฮารา 4 พันลูก และสถานที่อื่นๆ อีก 2 พันกว่าลูก แต่เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านคือ

มหันตภัย “อุกกาบาต” หนักกว่า 1 หมื่นตันพุ่งเข้าชนรัสเซีย เมื่อเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 โดยมีบันทึกเหตุการณ์ระบุว่าก้อนไฟอุกกาบาตใหญ่ขนาดเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกนั้น ขณะที่พุ่งชนโลกเกิดเป็นประกายไฟหางยาว และตกในเมือง “เชเลียบินสค์” ห่างจากเมืองหลวงกรุงมอสโกแค่ 1,500 กม. เท่านั้น ห้วงเวลานั้นรัฐบาลรัสเซียถึงกับต้องสั่งระงับการปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือชั่วคราว มีคำสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กับสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่ง

เมื่อเหตุการณ์สงบลง นักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นว่า “อุกกาบาต” ลูกนี้พุ่งเข้ามาในโลกมนุษย์ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 54,000 กม.ต่อชั่วโมง ก่อนแตกระเบิดกลางอากาศเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ที่บริเวณความสูงระหว่าง 30-50 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน เชื่อว่าอาจเป็นอุกกาบาตที่มีน้ำหนักถึง 1หมื่นตัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทันที 1,500 คน อาคาร 7,200 แห่งใน 6 เมืองรอบๆ เสียหาย

สำหรับประเทศไทยนั้นมี สถิติการพบอุกกาบาตประเทศไทย ที่ได้รับการยืนยันจาก “สมาคมอุกกาบาต”  4 ครั้ง ได้แก่

1.วันที่ 21 ธันวาคม 2466 “อุกกาบาตนครปฐม” ต.ดอนยายหอม น้ำหนัก 23.2 กก.

2.ไม่มีบันทึกวันที่ตก ระบุเพียงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 “อุกกาบาตเชียงใหม่” บ้านช่อแล 3.35 กก.

3.วันที่ 17 ธันวาคม 2524 “อุกกาบาตเชียงคาน” จ.เลย 367 กรัม

4.วันที่ 13 มิถุนายน 2536 “อุกกาบาตบ้านร่องดู่” จ.เพชรบูรณ์ 16.7 กก.

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติวิเคราะห์ให้ฟังถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะโดนอุกกาบาตลูกยักษ์ถล่มใส่เหมือนรัสเซียนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากวงโคจรของกลุ่มอุกกาบาตจะเหวี่ยงเข้ามาทางขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้มากกว่า ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ช่วงตรงกลาง จึงค่อนข้างปลอดภัย ที่ผ่านมาเคยพบแค่ขนาดไม่กี่กิโลกรัมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดอุกกาบาตรัสเซีย ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกเริ่มวางแผนการป้องกัน โดยตระหนักดีว่า “อุกกาบาต” มีคุณสมบัติ 3 ไม่ คือ “ไม่สามารถพิสูจน์ตำแหน่ง”, “ไม่สามารถระบุวงโคจร” และ “ไม่สามารถบอกขนาดได้” หากโชคร้ายเหวี่ยงตกพุ่งเข้ามาในวงโคจรโลกจะทำอย่างไร ?

ล่าสุด ผู้นำจากทั่วโลกยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหาวิธีการรับมือกับภยันตรายนี้ จึงมีโครงการ “จรวดปรมาณูไอซีบีเอ็ม” หรือ “จรวดมิสไซล์ข้ามทวีป” อินเตอร์คอนติเนนทัล บอลลิสติก มิสไซล์ (InterContinental Ballistic Missile : ICBM) เพื่อทำอาวุธบรรจุนิวเคลียร์เข้าไปด้านในช่วยเพิ่มพลังในการยิงให้อุกกาบาตแตกกระจาย หรือยิงเปลี่ยนวงโคจรไม่ให้วิ่งพุ่งเข้าหาโลกมนุษย์

ขณะที่หลายฝ่ายกังวลใจว่า “จรวดปรมาณู” เมื่อยิงใส่อุกกาบาตแล้ว ผลกระทบของรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์จะส่งผลร้ายแรงให้แก่มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกด้วยหรือไม่ ?!?

ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150906/212846.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558
ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ?

หลากมิติเวทีทัศน์ : ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ? : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

                        ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) สามารถยื่นต่อคณะกรรมการของอียู (EU Commission) เพื่อประกาศแบนพืชจีเอ็มโอตามกฎระเบียบใหม่ที่อนุญาตให้แต่ละประเทศสามารถแบนการพืชจีเอ็มโอได้ แม้ว่าจีเอ็มโอบางชนิดได้ผ่านความเห็นชอบจากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหารของอียู (European Food Safety Authority -EFSA) ก็ตาม
                        เป็นที่ทราบกันดีว่าระเบียบใหม่ของอียู ซึ่งผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายเหนือความคาดหมาย (ด้วยคะแนนเสียง 480 ต่อ 159 และงดออกเสียง 58 ในรัฐสภายุโรป) เกิดขึ้นจากกระแสของประชาชนในสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มต่อต้านพืชและอาหารดัดแปลงพันธุกรรมมากขึ้น แทนที่จะลดลงตามความคาดหวังของกลุ่มบริษัทที่ผลักดันพืชจีเอ็มโอ เช่น มอนซานโต้ ดูปองท์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐ หรือ ซินเจนทา ยักษ์ใหญ่ด้านเคมีเกษตรที่มีฐานอยู่ในยุโรปเอง
                        ภายใต้กฎระเบียบใหม่ กลุ่มประเทศสมาชิกอียู ได้ทยอยประกาศแบนจีเอ็มโอ โดยเริ่มต้นจากคำประกาศของรัฐบาลเยอรมัน ตามด้วยสกอตแลนด์ และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา กรีซและลัตเวียได้ประกาศใช้สิทธิแบนการปลูกพืชจีเอ็มโอเสนอต่อคณะกรรมการยุโรป คาดการณ์ว่าก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จะมีประเทศสมาชิกอียูอีกหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก ออสเตรีย ฮังการี ฯลฯ จะเข้าร่วมยกเลิกการปลูกจีเอ็มโอ
                        จีเอ็มโอ(GMO)หรือสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เกิดขึ้นจากการนำเอายีนของสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัดต่อพันธุกรรมใส่ในสิ่งมีชีวิต เป้าหมายเพื่อหวังผลบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้สามารถสร้างสารพิษที่ฆ่าหนอนแมลงที่มากัดกิน และต้านทานสารพิษปราบวัชพืชได้ เป็นต้น เริ่มมีการปลูกพืชจีเอ็มโอเป็นการค้าครั้งแรกในสหรัฐเมื่อปี 1996 แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาได้เกิดกระแสการถกเถียงเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยของเรา โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับจีเอ็มโอรวมศูนย์ เกี่ยวกับความกังวลผลกระทบระยะยาว เกี่ยวกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และปัญหาการผูกขาดเมล็ดพันธุ์เพราะมีบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงบริษัทเดียวครอบครองตลาดเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอถึง 90% ของตลาดทั้งหมด
                        สำหรับความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.เชลดอน คริมสกี้  จากมหาวิทยาลัยทัฟท์ส สหรัฐอเมริกา ได้สำรวจงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารคุณภาพที่ผ่านกระบวนการที่ให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญ สำหรับแต่ละสาขา เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบก่อน พบว่าระหว่างปี 2008-2014 มีบทความวิจัยทางวิชาการถึง 26 รายงาน ที่ผลการทดลองเชื่อมโยงระหว่างอาหารจีเอ็มโอกับผลกระทบในแง่ลบต่อสุขภาพของสัตว์ทดลอง ทั้งนี้ไม่นับปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-สุขภาพเชิงประจักษ์ ที่พบว่าพืชจีเอ็มโอที่ปลูกในสหรัฐนั้น ไม่ได้ทำให้มีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชลดลงแต่ประการใด เพราะยิ่งปลูกจีเอ็มโอมากยิ่งต้องฉีดสารพิษปราบวัชพืชมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารไกลโฟเสทซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง
                        กระแสการต่อต้านพืชและอาหารจีเอ็มโอจึงเป็นกระแสที่นับวันยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น แทนที่จะลดลง ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจของคณะกรรมการยุโรปพบว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีแรกๆ ที่มีการนำจีเอ็มโอมาปลูกเชิงพาณิชย์ จนมาถึงปีหลังๆ พบว่า คนในสเปนเคยสนับสนุนจีเอ็มโอถึง 66% เมื่อปี 1996 แต่ในปี 2010 กลับลดเหลือเพียง 35% คนเยอรมันเคยสนับสนุนจีเอ็มโอถึง 47% แต่ลดลงเหลือเพียง 22% ไม่จำเป็นต้องพูดถึงในฝรั่งเศสที่เคยสนับสนุน 43% ลดเหลือ 16% เท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศยุโรปตะวันออก เช่น ฮังการี โปแลนด์ ลัตเวีย ฯลฯ ด้วย หากประเทศไทยจะตัดสินใจปลูกพืชจีเอ็มโอก็ควรตระหนักว่า เราจะสูญเสียตลาดการส่งออกในประเทศยุโรปแน่ๆ
                        ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ การต่อต้านอาหารจีเอ็มโอได้ขยายมายังสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเมืองหลวงและประเทศที่ให้กำเนิดจีเอ็มโอด้วย ประชาชนอเมริกันตื่นขึ้นมาหลังจากที่รัฐบาลของพวกเขาอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอมานานถึง 18 ปี การสำรวจความเห็นของประชาชนอเมริกันโดยโพลล์หลายสำนักพบว่า คนอเมริกันมากกว่า 90% เรียกร้องให้รัฐบาลตัวเองติดฉลาก และประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งตอบแบบสอบถามผลการสำรวจว่าถ้ามีทางเลือกหรือทราบจากฉลาก พวกเขาจะไม่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม
                        ศิลปินอเมริกันในตำนานอย่าง นีล ยัง ถึงกับทำอัลบั้มใหม่ของตนเองเพื่อต่อต้านจีเอ็มโอเป็นการเฉพาะ ไม่นับดาราฮอลลีวู้ดเป็นจำนวนมาก เช่น กวินเน็ท พัลโทรว, ซูซาน ซาแรนดอน, ดาริล ฮันนาห์, ไมเคิล เจฟอกซ์, อีไลจา วู้ด, วิเวียน เวสต์วูด, แดนนี่ เดอวีโต เป็นต้น ที่ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการบังคับติดฉลากจีเอ็มโอ
                        กระแสการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสนับสนุนจีเอ็มโอและฝ่ายคัดค้านกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และในประเทศไทย ฝ่ายหนึ่งมาในนามของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ขายเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอและสารพิษกำจัดศัตรูพืชอยู่ข้างหลัง ในขณะที่อีกฝ่ายคือผู้บริโภคและประชาชนที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกังวลกับปัญหาการผูกขาดระบบเกษตรและอาหารระยะยาว
                        ประสบการณ์ในสหรัฐนับว่าน่าจับตามองมาก เมื่อประชาชนในรัฐต่างๆ เช่น เมน คอนเนตทิคัท และวอร์มอนต์ ลงมติบังคับให้มีการติดฉลากโดยไม่ต้องรอกฎหมายจากรัฐบาลกลาง กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเมล็ดพันธุ์ตอบโต้โดยร่วมกับกรรมาธิการเกษตรในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีสมาชิกทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน (ซึ่งทราบกันโดยทั่วไปว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับเงินสนับสนุนในการหาเสียงจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นจำนวนมาก) ผลักดันกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ The Safe and Accurate Food Labeling Act of 2015 ซึ่งจะมีผลให้รัฐต่างๆ ที่ออกกฎหมายหรือกำลังจะออกกฎหมายบังคับติดฉลากจีเอ็มโอเหมือนกับยุโรปต้องกลายเป็นหมัน กฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 แต่จะออกมาบังคับใช้ได้จะต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา และการลงนามของประธานาธิบดีโอบามาเสียก่อน กลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิผู้บริโภคและประชาชนเรียกกฎหมายนี้ว่า “กฎหมายมืด” DARK Act ซึ่งย่อมาจากคำว่า Deny Americans the Right to Know หรือ “กฎหมายปิดหูปิดตาคนอเมริกันไม่ให้รู้ว่าอาหารมาจากไหน” นั่นเอง
                        ท่ามกลางกระแสดังกล่าว ผู้บริโภคในสหรัฐได้หันหลังให้แก่อาหารที่ผลิตจากจีเอ็มโอไปให้การอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรมอินทรีย์และสินค้าที่ติดฉลากว่าเป็น Non-GMO แทนพวกเขากดดันอย่างหนักให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายของ Cheerios, Similac และ Chipotle ให้เปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่ปราศจากจีเอ็มโอในการผลิตอาหาร กาแฟสตาร์บัค และอีกหลายยี่ห้อสินค้า กลายเป็นเป้าหมายให้เปลี่ยนมาใช้ผลผลิตที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ
                        บรรษัทอาหารอาจชนะพวกเขาได้ชั่วคราวในรัฐสภาสหรัฐ แต่ในสงครามตลาด พวกเขาสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เขาต้องการและสั่งสอนพวกบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรป
                        ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น ตลาดสินค้าอินทรีย์มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 35,500 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 11.5% จากปีก่อนหน้านั้น เช่นเดียวกับสินค้าที่ติดตราว่าปลอดจีเอ็มโอที่มีมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว
                        กลุ่มผลักดันจีเอ็มโอกำลังผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตจีเอ็มโอในภูมิภาค รัฐบาลสหรัฐและบริษัทยักษ์ใหญ่ ร่วมกับกลุ่มสนับสนุนจีเอ็มโอเข้าพบผู้นำของประเทศ สนับสนุนคนไทยไปดูงาน ผลักดันให้มีการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอโดยสะดวก เชิญฝรั่งที่พบว่าส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลประโยชน์จากจีเอ็มโอมาบรรยาย ฯลฯ ประเทศไทยกำลังอยู่ในทางสองแพร่ง ว่าจะเดินหน้าผลิตสินค้าราคาถูกๆ เดินตามประเทศอย่างอาร์เจนตินา หรือฟิลิปปินส์ ที่โหนขบวนรถไฟจีเอ็มโอตามก้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนในประเทศของตัวเองกำลังลุกขึ้นมาต่อต้านผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ หรือจะพัฒนาเกษตรกรรมเชิงนิเวศเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมที่รออยู่เบื้องหน้า
                        ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามก้นใคร แต่เราสามารถใช้สติปัญญาใช้จุดแข็งของประเทศที่มีฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่สะอาด ปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืน เป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรรายย่อยและผู้บริโภคในประเทศ และสามารถแข่งขันได้ในทุกตลาดสำคัญของโลกไปพร้อมๆ กันได้
———————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ? : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ)

เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150906/212847.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558
เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

                        กล่าวได้ว่า ปัญหาครอบครัวในสังคมไทยปัจจุบัน นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก สำหรับปัจจัยกระตุ้นที่เราไม่อาจปฏิเสธได้คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นชนวนเชื่อมโยงนำไปสู่ความแตกแยก ทนทุกข์ หนี้สิน อาชญากรรม อุบัติเหตุ และยังต้องเผชิญกับผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย สะท้อนได้จากเวทีเสวนาล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์งดเหล้าครบพรรษา ภายใต้แคมเปญ “เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า”
                        ภายในงานมีการบรรยายถึงสถานการณ์หัวอกภรรยากับสามีนักดื่มและความทุกข์ที่ก้าวผ่าน โดย น.ส.นุจรีย์ ศรีสวัสดิ์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือกลุ่มคู่รัก จำนวน 1,300 ตัวอย่าง ต่อกรณีปัญหาผลกระทบจากสามีคนรักที่เป็นนักดื่ม ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ช่วงเดือนกรกฎาคม 2558 พบว่า สามีหรือคนรัก ต่างมีพฤติกรรมดื่มเหล้าสูงถึง 71.6% อีก 22.8% เคยดื่มแต่เลิกแล้ว มีเพียง 5.6% เท่านั้นที่ไม่เคยดื่มเหล้าเลย นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องเผชิญปัญหาที่สามีหรือคนรักดื่มเหล้าทั้งความรุนแรงในครอบครัวด้านร่างกายและจิตใจ ปัญหาส่วนใหญ่ ได้แก่ ดื่มเหล้าเที่ยวกลางคืนกลับบ้านดึก 54.6% มีปัญหาหนี้สิน 47.5% ชวนเพื่อนตั้งวงดื่มส่งเสียงดัง 47.3% ขี้โมโหก้าวร้าว 45.2% แต่ที่น่าห่วงคือ 27.6% ต้องเผชิญปัญหาเมาแล้วทำร้ายร่างกาย และกว่า 18.3% ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์
                        น.ส.นุจรีย์ กล่าวต่อว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง หรือ 59.3% วิตกกังวล เครียดที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้า ที่สามีหรือคนรักมีปัญหาสุขภาพ ขาดสติ และ 1 ใน 3 ควบคุมตัวเองไม่ได้ ติดเพื่อน ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เกิดอุบัติเหตุ
                        สำหรับวิธีแก้ปัญหาผู้ตอบแบบสอบถาม 23.5% เลือกที่จะอดทนเพื่อลูกเพื่อครอบครัว รองลงมา 20.8% เปิดใจคุยให้สามีเลิกเหล้า นอกนั้นหาคนพูดคุยเพื่อระบายทุกข์ ใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง ขณะเดียวกันยังมีอีก 8.4% เลือกใช้วิธีดื่มเหล้าประชด และ 5.6% ใช้วิธีการโต้กลับด้วยความรุนแรง ทั้งนี้จะเห็นว่า ความคาดหวังของผู้หญิงต่างอยากให้สามีปรับพฤติกรรม ด้วยการเลิกดื่มเหล้าตลอดไปถึง 26.9% หันมารับผิดชอบครอบครัว 22.4% งดเหล้าเข้าพรรษา 18.3% มีเวลาให้ลูก-เมีย 18.2% และช่วยงานบ้าน 14.2%
                        “การดื่มเหล้าของสามีหรือคนรัก ส่งผลกระทบเกิดความรุนแรงในครอบครัวทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย จนถึงการบังคับมีเพศสัมพันธ์ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนระบบชายเป็นใหญ่ ทั้งการทำลายข้าวของ โวยวาย ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กล้าโต้ตอบ ด้วยความรู้สึกว่าสามีเป็นผู้นำครอบครัว และการที่ผู้ชายนิยมดื่มเหล้าก็มาจากการถูกหล่อหลอม ถูกชักชวนจากสื่อโฆษณาต่างๆ ทำให้มีทัศนคติว่าผู้ชายกับการดื่มเหล้าถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม ภรรยาส่วนใหญ่คาดหวังอยากให้สามีเลิกเหล้า แล้วหันมาดูแลรับผิดชอบครอบครัว ช่วยงานบ้าน ไม่มองว่าเรื่องการดูแลครอบครัวเป็นเรื่องของภรรยาฝ่ายเดียว ซึ่งก็มีสามีหลายคนที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ทำให้ภรรยารู้สึกดีใจและสะท้อนว่า “เหมือนได้สามีใหม่” เป็นคนที่รับผิดชอบครอบครัว ไม่ใช้ความรุนแรง ให้เกียรติภรรยา ช่วยงานบ้าน ช่วยดูแลลูก นอกจากนี้ภรรยาเองควรปรับพฤติกรรม เน้นให้กำลังใจสามี ไม่พูดประชดประชันเสียดสี และไม่ตอกย้ำอดีตที่ผิดพลาด เพราะถือเป็นการใช้ความรุนแรงทางวาจาเช่นเดียวกัน ควรเชื่อมั่นว่าพฤติกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชายก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งระดับจิตใจ ร่างกาย แต่ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน” น.ส.นุจรีย์ กล่าว
                        ขณะที่ นางจรรยา ธิตา อายุ 53 ปี ชาวชุมชนฟ้าใหม่ จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงช่วงชีวิตที่สามีติดสุราอย่างหนักจนเกือบทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกว่า อยู่กินกับสามีมาตั้งแต่ปี 2525 หลังเลิกงานเราทั้งคู่จะตั้งวงดื่มเหล้าเป็นประจำกับเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อตั้งท้องก็ต้องหยุดงานไปเลี้ยงลูกที่บ้านเกิด ส่วนสามีก็เริ่มดื่มหนักขึ้น เริ่มเที่ยวเตร่ เล่นการพนัน ไม่ส่งเงินช่วยเลี้ยงดู พอคลอดลูกจึงฝากให้พี่สาวเลี้ยง เพราะต้องช่วยสามีทำงาน ซึ่งตอนนั้นสามีไม่มีท่าทีจะหยุดดื่มเหล้า เงินที่ได้มาไม่เหลือเก็บ มีหนี้สิน มรดกที่ได้ 2 แสนบาทต้องหมดไปกับวงเหล้า หนำซ้ำยังต้องเสียประวัติเพราะคดียาเสพติด และชอบใช้ความรุนแรง โมโหร้าย ทุบตี ไม่นานก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ป่วยเป็นโรคตับเพราะดื่มสุราหนัก
                        “สาเหตุที่สามีหยุดดื่มเหล้าได้ เพราะสุขภาพย่ำแย่และอยากทำเพื่อลูก2คน ขณะที่ไปเข้าค่ายครอบครัวกับทางมูลนิธิก็ได้เรียนรู้และทำกิจกรรมจนเลิกดื่มได้ถาวร ส่วนตนก็คอยให้กำลังใจ และอดทน ไม่ซ้ำเติมไม่พูดเรื่องเก่าๆ รวมถึงชุมชนก็เห็นความตั้งใจสนับสนุนให้กลับมาประกอบอาชีพ ใช้หนี้สินจนหมด สร้างบ้านใหม่ คุณภาพชีวิตเริ่มดีขึ้น ครอบครัวเราไม่ใช่ครอบครัวเก่า แต่เป็นครอบครัวใหม่ที่มีความสุข สามีคนเก่าก็ไม่มี แต่เป็นสามีใหม่ ลูกก็ได้พ่อใหม่ ที่เปลี่ยนเป็นคนละคน ช่วยดูแลลูก ช่วยทำงานบ้าน” นางจรรยา ระบุ
                        นางวชิราวรรณ ปั้นทอง อายุ 48 ปี บ้านคำกลาง ต.โนนหนามแท่ง จ.อำนาจเจริญ เธอเล่าว่า เมื่อก่อนสามีติดเหล้ามาก ชาวบ้านเรียกว่าไอ้ขี้เมา ชอบไปเมากับกลุ่มเพื่อนเที่ยวคาเฟ่เที่ยวผู้หญิง ไม่กลับบ้านสองสามวันก็มี ชอบอาละวาด ถ้าไม่พอใจหรือไม่ตามใจก็ทำร้ายร่างกาย ทำลายข้าวของในบ้าน ไม่มีเงินให้ลูกเพราะเอาไปลงกับเหล้าหมด พอช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 รายได้น้อยลงมาก ตนเองก็ท้องลูกคนที่ 2 เลยตัดสินใจกลับบ้านมาทำนา ตอนนั้นสามีก็ยังดื่ม เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เป็นเบาหวาน ความดัน เนื่องจากติดเหล้ามานาน ต้องกู้ยืมเงินมารักษา แต่ยังไม่เลิกดื่ม
                        “จุดเปลี่ยนของสามีเพราะได้เริ่มทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เข้าโครงการลดละเลิกเหล้าลดความรุนแรง เมื่อเห็นถึงผลกระทบและทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามีหันมาสนใจครอบครัวมากขึ้น ช่วยกันทำมาหากิน มีเงินเก็บ หลีกเลี่ยงเพื่อนที่ชวนไปดื่มเหล้า จนสามารถเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนและเป็นนักรณรงค์ลดละเลิกเหล้าได้ในที่สุด อีกทั้งยังรณรงค์ไม่ให้ผู้ชายใช้ความรุนแรงในครอบครัวร่วมกับเครือข่ายชุมชน พร้อมทั้งเปิดศูนย์อาสาช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนตนก็คอยให้กำลังใจชื่นชม และภูมิใจในตัวสามีที่ปรับปรุงตัวเองได้ ปัจจุบันครอบครัวมีความสุข เหมือนได้สามีคนใหม่เลยทีเดียว” นางวชิราวรรณ กล่าว
                        นางมณี เอกศรี อายุ 49 ปี อาชีพพนักงานโรงงาน ย่านอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ จ.นครปฐม กล่าวว่า ก่อนแต่งงานสามีเป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ กระทั่งเกิดปัญหาถูกโกงเงินจากแชร์ที่เล่น ทำให้ผิดหวังเสียใจหันไปหาเหล้า ตั้งวงดื่มกับเพื่อนหลังเลิกงานทุกวัน เริ่มออกไปดื่มนอกบ้านและเปลี่ยนสถานที่สังสรรค์ไม่ยอมกลับบ้าน ลูกเมียไม่สนใจ กู้หนี้ยืมสินมากินเหล้า บ่อยครั้งเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ หนักสุดกระดูกหักนอนโรงพยาบาล เคยเข็นรถตกสะพานทั้งคนทั้งรถเพราะเมา เคยทะเลาะตบตีเป็นประจำ ที่สามีทำร้ายร่างกายรุนแรงที่สุดคือใช้ของมีคมเลื่อยใบหูจนเลือดอาบ ใช้ของแข็งตีเย็บ 3-4 เข็ม
                        “ชีวิตช่วงนั้นลำบาก ต้องเลี้ยงลูก 2 คน ต้องคอยตามแก้ปัญหาให้สามี เวลาสามีไปเมาเกิดอุบัติเหตุ ต้องเป็นคนไปจ่ายค่าเสียหาย เวลาไปทำงานก็อายเพื่อนมองหน้าใครไม่ติด เพราะถูกทวงหนี้ที่สามีไปยืนมา ต้องอดทนหารายได้เสริมด้วยการขายก๋วยเตี๋ยวหลังเลิกงานจนถึงตีสาม โชคดีที่ลูกตั้งใจเรียนไม่เพิ่มปัญหาให้ จนกระทั่งญาติๆ ทนพฤติกรรมไม่ไหวพาไปบำบัดด้วยสมุนไพรช่วยเลิกเหล้าและฟังธรรมให้พระเทศน์สอน จึงได้สติและลดละเลิกเหล้าไม่แตะต้องมันอีกเลย ครอบครัวเราตอนนี้ดีมีความสุขมาก สามีเปลี่ยนไปกลับมาทำงานเก็บเงิน ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า รู้สึกดีใจ และภูมิใจ” นางมณี กล่าวทิ้งท้าย
                        หากแต่เพียงคนในครอบครัวเข้าใจและใส่ใจกัน รู้ว่าอะไรที่ไม่ดีไม่งามก็ไม่นำเข้ามาในบ้าน ที่สำคัญต้องไม่สร้างปัญหาที่กระทบต่อร่างกายจิตใจ ดูแลกันและกันให้ดีพอ เพียงเท่านี้ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวก็จะกลับมายั่งยืนยาวนาน
———————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล)

‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150830/212434.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2558
'ข้อบัญญัติท้องถิ่น' จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า

หลากมิติเวทีทัศน์ : พลวัตสิทธิชุมชน สู่ ‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า : โดย…โอฬาร อ่องระ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ

                      ความสลับซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทาง ส่งผลให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต รวมไปถึงการรักษาระบบนิเวศ ถูกบุกรุกขยายพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างชุมชนกับชุมชน ชุมชนกับกลุ่มทุนที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
                      อันทำให้เห็นว่า แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในมิติเชิงเดี่ยว หรือการจัดการที่มุ่งเน้นไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง คงไม่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ ต่อเงื่อนไขความสลับซับซ้อนของปัญหาที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน
                      จากข้อจำกัดที่เกิดมานั้นเอง ภาคส่วนต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น ภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาทรัพยากรที่เกิดขึ้น
                      จุดเปลี่ยนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนากลไกการทำงานที่นำไปสู่การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในการจัดการทรัพยากรขึ้นมาใหม่ มาจากการกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางสู่ท้องถิ่น โดยมีเจตนารมณ์ที่มุ่งลดบทบาทของรัฐส่วนกลางลงเหลือภารกิจหลักเท่าที่จำเป็น และให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนในการบริหารจัดการท้องถิ่นด้วยตนเองให้มากขึ้น บทบาทภารกิจ หน้าที่ ได้ถูกถ่ายโอนลงมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หน้าที่ บทบาทนี้เอง ได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถใช้อำนาจในการสนับสนุนกระบวนการในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในขอบเขตการบริหารงานของท้องถิ่นนั้นๆ
                      กระบวนการการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกระจายอำนาจ ที่มุ่งเน้นไปที่กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายองค์กรชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ เรียนรู้ควบคู่กันไป ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการตัดสินใจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่การเรียนรู้ปัญหา วิเคราะห์ปัญหา สร้างความเข้าใจ จนมั่นใจว่า ข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีกรณีตัวอย่างในหลายพื้นที่ที่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการและหัวใจในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น
                      อย่าง ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาสัมปทานตัดไม้ จากนโยบายการพัฒนาประเทศ รวมไปถึงการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทรัพยากรในผืนป่าต้นน้ำแม่ทา ในบริเวณ ต.ทาเหนือ เริ่มถูกขยายบุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยปัจจัยภายในที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจภายในและภายนอกชุมชน
                      ขณะเดียวกันการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ซึ่งซ้อนทับกับพื้นที่ป่าชุมชนและเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ ต.ทาเหนือ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดมาตรการในการแก้ไขปัญหาผ่านการชุมนุมเรียกร้อง การรณรงค์ในทางสังคมในประเด็นสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรรวมถึงการผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน
                      ความล้มเหลวของกระบวนการผลักดันกฎหมายในระดับนโยบาย โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า ได้ส่งผลให้เกิดการทบทวนการทำงานและการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นอย่างจริงจัง และการมีคณะกรรมการเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.ทาเหนือ เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ในการจัดการฐานทรัพยากรในระดับตำบล ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ที่อาศัยอำนาจ หน้าที่ โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล เข้ามาเป็นกลไก รวมถึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสถาปนาอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ ผ่านการตรากฎหมายท้องถิ่นหรือที่เรียกว่า “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกฎ กติกา ที่ออกโดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยถูกตราขึ้นเพื่อวางหลักเกณฑ์และวิธีการของการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
                      ภายใต้กระบวนการพัฒนาให้เกิดข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พบว่าทำให้เกิดกระบวนการสำคัญถึง 9 ประการ คือ
                      1.การทบทวนต้นทุน ระบบข้อมูล การจัดการกลไกการทำงาน ทั้งต้นทุนที่มีอยู่เดิมกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ การปฏิบัติการการจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น ด้านต้นทุนฐานข้อมูล(Data Base) ที่แสดงถึงพัฒนาการการจัดการทรัพยากรของชุมชน เช่น การจัดการป่าชุมชน การจัดการไฟป่า การจัดการแหล่งน้ำ ด้านต้นทุนกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน(Functional Base) และต้นทุนทางสังคม(Social Capital Base) เป็นต้นทุนที่สำคัญในการทำให้กระบวนการทำงานในพื้นที่ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง
                      2.การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการจัดการทรัพยากร ป่าชุมชน ที่ดินทำกิน การจัดการเหมืองฝาย ไฟป่า โดยฐานข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากการทำงานของเครือข่ายป่าชุมชนที่ได้รวบรวม การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความชัดเจนในตัวฐานข้อมูล
                      3.การเรียนรู้ขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นที่คณะทำงานที่จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจเป็นลำดับถัดมา เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินการตามบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการของกฎหมาย และการเชื่อมโยงกันของกฎหมาย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกรอบหลักในการเรียนรู้
                      4.การจัดทำระบบฐานข้อมูลชุมชนและทรัพยากร เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อต้องการจะสื่อสารกับภาคีต่างๆ ภายนอก ในระยะแรก การจัดทำข้อมูลของชุมชนใช้เพียงกระดาษ ปากกา เขียนแผนที่ทำมือ กฎกติกาในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ในยุคที่ 2 เป็นการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นฐานในการจัดทำแผนที่จำลองสามมิติ (Model) ใช้ในการนำเสนอการดำเนินการของชุมชนทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นมาอีกระดับ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทั้งเทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ ทำให้มีการนำเอาแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ สี 1:4,000 กับเครื่องหาตำแหน่งพิกัดดาวเทียมมาใช้ ทำให้ชุมชนทำการปรับปรุงข้อมูลของตนเองและสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี
                      5.การตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้เกิดความชัดเจนของข้อมูลที่ได้จัดทำเป็นขั้นแรกก่อนที่จะทำการปรับปรุงแก้ไขในฐานข้อมูล GIS ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์หรือไม่ ประการสำคัญยังถือเป็นการตรวจสอบว่ากฎระเบียบ กติกาการใช้ประโยชน์ได้ถูกละเมิดหรือไม่ ซึ่งตามปกติชุมชนโดยแกนนำจะทำการลาดตระเวนตรวจสอบอยู่เป็นประจำ
                      6.การยกร่างข้อบัญญัติกระบวนการยกร่างข้อบัญญัติ มีวิธีการที่ต้องการการสนับสนุนจากนักวิชาการเนื่องจากสาระสำคัญที่ต้องมีการเรียนรู้ ตั้งแต่หลักคิด/หลักการของ(ร่าง)ข้อบัญญัติ เนื้อหารายละเอียด กลไก วิธีการดำเนินการจะต้องทำไปพร้อมกับการเรียนรู้กฎหมายที่ให้อำนาจ บทบาทหน้าที่แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
                      7.การประชาพิจารณ์ร่างข้อบัญญัติ และการสนับสนุนร่างข้อบัญญัติของชุมชนประเด็นการจัดประชาพิจารณ์ร่างข้อบัญญัติฯ เป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบรายละเอียดและได้แสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของร่างฯ เพื่อให้คณะทำงานได้ปรับปรุงตามความเห็นที่เป็นประโยชน์ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการพิจารณาของสภา
                      8.การนำเข้าสู่กระบวนการของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
                      9.ขั้นตอนการขออนุมัติต่อนายอำเภอ เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้รับมอบร่างข้อบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบ พร้อมบันทึกการประชุมสภา จากประธานสภาแล้ว ก็จะดำเนินจัดทำหนังสือขออนุมัติ ตามระเบียบองค์การบริหารส่วนตำบล
                      จากบทเรียนการขับเคลื่อนการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในหลายพื้นที่ได้ส่งผลในทางรูปธรรมที่มีความชัดเจนถึงพลังในการปกป้องฐานทรัพยากรที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและยั่งยืน
                      โจทย์ที่สำคัญที่ท้าทายคือกระบวนการที่สำคัญดังกล่าวจะสามารถสร้างพื้นที่ในทางนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาและเจตนารมณ์ในเรื่องสิทธิชุมชน การกระจายอำนาจ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคม การเมือง อย่างเป็นจริงต่อไป
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์  : พลวัตสิทธิชุมชน สู่ ‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า : โดย…โอฬาร อ่องระ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ)

ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2558
ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2 ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      ชุมชนริมคลองย่านบางบัวถือว่าเป็นชุมชนแห่งแรกๆ ในกรุงเทพฯ ที่ชาวบ้านร่วมกันแก้ไขปัญหาการปลูกบ้านรุกล้ำลำคลองมาตั้งแต่ปี 2547 โดยการสร้างบ้านมั่นคง เช่น ชุมชนบางบัว ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ฯลฯ จนชุมชนเหล่านี้กลายเป็นชุมชนต้นแบบในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยริมคลอง เมื่อรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายสร้างเขื่อนกั้นริมคลองและสร้างประตูระบายน้ำในลำคลองหลายแห่งในกรุงเทพฯ ชุมชนที่มีการปรับรื้อย้ายบ้านเรือนมาก่อนจึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
                      เช่นเดียวกับชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2) เขตหลักสี่ ที่ชาวชุมชนได้เตรียมโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2547 แต่มีปัญหาและอุปสรรคบางอย่างทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ทว่าครั้งนี้พวกเขาพร้อมและเชื่อมั่นว่าจะสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมาให้ได้
                      “ปีนี้รัฐบาลเอาจริง คณะกรรมการชุมชนจึงคุยกัน และคิดว่าถ้าเราไม่ทำโครงการบ้านมั่นคง ชาวบ้านคงจะอยู่ที่เดิมไม่ได้ อาจต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ไกลจากที่ทำมาหากินเดิม ไกลจากที่ทำงาน เด็กๆ ต้องหาที่เรียนใหม่ ทำให้ลำบากกว่าเดิม ดังนั้นจะต้องทำโครงการบ้านมั่นคงให้ได้” ดวงพร บุญมี แกนนำชุมชนพูดถึงการรื้อฟื้นโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา
                      ในเดือนมกราคม 2558 เจ้าหน้าที่จากโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาแนะนำเรื่องบ้านมั่นคง เพื่อให้ชาวชุมชนได้เตรียมพร้อม เพราะทางรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่จะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จากพอช.ยังแนะนำให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน
                      “หลังจากนั้นคณะกรรมการชุมชนก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ข่าวเรื่องบ้านมั่นคงและการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ในเดือนกุมภาพันธ์ถัดมาจึงจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาได้ ใช้ชื่อว่า ‘กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา’ ให้ชาวบ้านออมเงินขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท ใครมีมากก็ออมมาก” ดวงพร แกนนำชุมชนกล่าว และบอกว่า กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการทั้งหมด 15 คน แบ่งการดูแลชาวบ้านออกเป็น 4 โซนตามความยาวของชุมชน
                      หลังจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์แล้ว เจ้าหน้าที่จากบ้านมั่นคงและสถาปนิก พอช.ก็ได้ลงมาทำงานกับชาวบ้านและคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง มีการสำรวจข้อมูลชุมชนใหม่ เช่น จำนวนครัวเรือน รายได้ รายจ่าย เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อ หลังจากนั้นจึงมีการทำผังชุมชน ออกแบบบ้าน ร่วมกันตั้งเกณฑ์ในการพิจารณาสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และชี้สิทธิ์ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตบางเขน และกรมธนารักษ์ได้เข้ามาพบปะกับชาวบ้านเพื่อชี้แจงเรื่องการพัฒนาบ้านเรือน ชุมชน และการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ซึ่งกำหนดอัตราตารางวาละ 1.50 บาทต่อเดือน เนื้อที่ทั้งชุมชนประมาณ 6 ไร่ 300 ตารางวา
                      นอกจากนี้ยังมีแกนนำในชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 และเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัวที่ทำโครงการบ้านมั่นคงมาก่อนเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ช่วยเป็นพี่เลี้ยง มีการแบ่งคณะทำงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น ทีมช่างบริหาร ทีมข้อมูล ทีมสังคม มีการจัดประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์โดยเสียงตามสาย การประชุมกลุ่มย่อย และพูดคุยเป็นรายบ้าน
                      “ตอนนี้เรามีชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแล้ว 183 ราย จากบ้านทั้งหมดในชุมชน 206 หลัง เหลือบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมอีกประมาณ 20 หลัง ถือว่าไม่มากนัก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยจึงเข้าร่วมโครงการ” กันชาติ บุญเลิศ ประชาสัมพันธ์ชุมชนกล่าว
                      ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สมาชิกบ้านมั่นคงที่เข้าร่วมโครงการเฟสแรกจำนวน 28 หลังได้รื้อถอนบ้านเรือนออกแล้ว และทางคณะกรรมการชุมชนได้ทำการปักแนวเขตพื้นที่ริมคลองเพื่อเว้นไว้ให้ กทม.ได้ก่อสร้างเขื่อน ระยะความกว้างของคลองประมาณ 33 เมตร และหลังจากชาวบ้านเฟสแรกรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว ในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มตอกเสาเข็มและถมดินเพื่อเริ่มการก่อสร้างบ้านได้ ซึ่งแบบบ้านที่สถาปนิกชุมชนและชาวบ้านช่วยกันออกแบบนั้น มีทั้งหมด 5 แบบ แต่ที่ชาวบ้านเลือกส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 5X7.50 ตารางเมตร ราคา 286,174 บาท อัตราผ่อนส่งเดือนละ 2,219 บาท ระยะเวลา 15 ปี นอกจากนี้ก็มีบ้านเดี่ยวชั้นเดียว และบ้านแฝด 2 ชั้น ขนาดเท่ากัน คือ 4X7 ตารางเมตร
                      “ตอนนี้คนที่จะสร้างบ้านเฟสแรกจะต้องออมให้ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้ เช่น ถ้าเลือกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จะต้องออมเงินให้ได้ 10,500 บาท ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ออมเงินได้เกือบครบแล้ว ยังขาดอีกไม่มาก บางคนก็เอาเงินออมมาโปะอาทิตย์หนึ่งก็หลายพันบาท เชื่อว่าเดือนกันยายนนี้จะเริ่มสร้างบ้านได้ ใช้เวลา 3 เดือน ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้บ้านเฟสแรก 28 หลังคงจะแล้วเสร็จ” ดวงพรกล่าว
                      สำหรับสินเชื่อที่จะขอใช้จาก พอช.นั้น ดวงพรกล่าวว่า ชุมชนเสนอสินเชื่อทั้งหมด 206 หลัง (รวมชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมด้วย) งบประมาณรวม 42 ล้านบาทเศษ งบสาธารณูปโภค รวม 6.1 ล้านบาทเศษ และงบอุดหนุนการสร้างบ้าน รวม 5.1 ล้านบาทเศษ
                      ในส่วนของการสร้างบ้านนั้น จะใช้ช่างชุมชนจากเครือข่ายของ พอช. รวมทั้งช่างชาวบ้านในชุมชนด้วย โดยระหว่างการก่อสร้างจะมีทีมตรวจสอบ ทีมจัดซื้อวัสดุ และเจ้าของบ้านร่วมกันตรวจสอบ แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 เฟสหรือ 4 โซน ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน การก่อสร้างบ้านทั้งหมดจำนวน 183 หลัง จะแล้วเสร็จภายในปี 2561
                      ดวงพรพูดปิดท้ายว่า “ถ้าการสร้างบ้านเฟสแรกแล้วเสร็จ จะทำให้ชาวบ้านได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน คนที่เหลือที่ยังไม่เข้าร่วม เราก็อยากให้เข้ามาร่วมทั้งหมด เพราะเป็นคนในชุมชนเดียวกัน อยู่ด้วยกันมานาน และเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ชาวบ้านจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น สามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้ ไม่ต้องย้ายไปอยู่ที่ไหนไกลๆ”
                      บ้านมั่นคงของชาวชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาเดินหน้าต่อไปแล้ว จากโครงการที่เคยล้มลงไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้พวกเขาช่วยกันรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ และก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจ
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2 ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

ตอนบนมีฝนและอากาศหนาวเย็น กทม.อุณหภูมิจะลดลง1-2องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199079

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 08.17 น.
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้(25 ม.ค.59) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อากาศหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 12-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 20-25 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 2-6 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดขอนแก่นชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 18-24 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 17-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-45 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.