แตกใบอ่อน : ไม่จบแค่ปิดเหมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215298

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ต้องขอชื่นชมจากใจจริงถึงความเด็ดเดี่ยวของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตัดสินใจให้ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรของเหมืองแร่ทั่วประเทศ

โดยเฉพาะ 4 กระทรวงสำคัญ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะเป็น “ต้นทาง” ผู้ชงเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการเหมืองแร่ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) บริเวณรอยต่อของ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ต้องยุติลงทันทีหลังจากใบอนุญาตเดิมหมดอายุลงในวันที่ 13 พฤษภาคม

นอกจากนี้ยังทำให้คำขออาชญาบัตรพิเศษจากเอกชนรวม 177 แปลง โดย 12 บริษัท ใน 10 จังหวัด และประทานบัตรอีก 107 แปลง ที่ จ.เลย ต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย

การตัดสินใจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า อย่างน้อยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เห็นแก่ “ทุกข์ยาก” ของประชาชน มากกว่ารายได้จากการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำ

ที่สำคัญ โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ถ้านี่เป็นรัฐบาลอื่นไม่ว่ายิ่งลักษณ์ ทักษิณ หรือใครที่ไหนก็ตามทีจะกล้าหาญตัดสินใจได้อย่างนี้หรือไม่

ผมไม่เชื่อว่าจะกล้า

นี่จึงเป็นการให้คำตอบที่ชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังจากเคยถูกภาคประชาชนผู้คัดค้านการต่ออายุเหมืองแร่ทองคำใน จ.พิจิตร ตั้งคำถามว่า ค่าภาคหลวงที่รัฐได้รับแต่ละปี มันคุ้มกันหรือไม่ กับผลกระทบต่อชีวิตประชาชน และความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อแหล่งน้ำ ดิน พืชผัก ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

แม้วันนี้จะยังเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างคน 2 ฝ่ายว่า บรรดา “โลหะหนัก” ที่ปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายชาวบ้านและธรรมชาติที่อยู่โดยรอบเหมืองว่า จริงๆแล้วเกิดจาก “เหมือง” หรือสาเหตุอื่นกันแน่

แต่ถ้าลองสมมุติเป็นตัวเราซึ่งเป็นเพียงแค่ ตาสี ตาสา ก็ต้องถามกันตรงๆว่า พวกเขาเหล่านี้จะเอาปัญญาที่ไหนไปพิสูจน์ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิด แต่มันเกิดขึ้นมานาน เป็นข้อพิพาทถกเถียงกันมาไม่รู้กี่ปี แต่ที่ผ่านมากลไกของรัฐกลับทำเหมือนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่ได้ทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบดูแล

ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานแห่งความถูกต้อง

เพราะประชาชนเขาเจ็บจริงได้รับสารปนเปื้อนจริง ป่วยจริง และตายจริง

แต่สิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไป คือ กระบวนการเยียวยาฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและทรัพยากรในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐจะต้องเข้าไปจัดการดูแลให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาสังคมในพื้นที่

ที่สำคัญ คือ “ตัวการ” ผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จะต้องไม่ปล่อยให้ลอยนวลออกไปอย่างเด็ดขาด เพราะนี่ไม่ได้เป็นปัญหาที่รัฐและชาวบ้านจะต้องมาแบกรับแต่ฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง นั่นคือ หลังจากนี้บรรดาเหมืองทองเหมืองแร่ที่เหลือและยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามอายุสัมปทานเดิม อาจมีการเร่งขุด เร่งสกัด เร่งถลุง กันอย่างหนักมือมากขึ้น เพื่อสร้างผลประโยชน์จากพื้นที่สัมปทานให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งแน่นอนว่า อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนรอบพื้นที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

นี่จึงเป็นปัญหาที่รัฐและประชาชนจะต้องจับตาและเฝ้าระวังเอาไว้กันให้เต็มที่

มะลิลา

หลายจังหวัดอากาศยังคงร้อนจัด มีฝนฟ้าคะนอง-ลมกระโชกแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215197

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 08.00 น.

11 พ.ค.59 บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนอง กับลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน กับมีลมใต้และตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง แรงไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้(11 พ.ค.59) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 40-43 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป และมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี ลพบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 27-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศร้อน กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 26-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศร้อนและมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 28-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ชาวบ้านเฮ-ครม.ทุบโต๊ะ ปิดเหมืองทอง เลิกสัมปทานทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215188

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ชาวบ้านเฮ-ครม.ทุบโต๊ะ

ปิดเหมืองทอง

เลิกสัมปทานทั่วประเทศ

ไม่คุ้มลงทุน-ผลกระทบเยอะ

บ.อัคราฯจุกไม่ต่อใบอนุญาต

นายกฯขีดเส้นยืดถึงสิ้นปี’59

สั่งเร่งเยียวยาคนงาน-ปชช.

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาการต่อใบอนุญาตเหมืองแร่ทองคำ หลังมีประชาชนที่อยู่รอบพื้นที่ทำเหมืองทองคำ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ มายื่นเรื่องที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียน ทำเนียบฯให้ตรวจสอบการประกอบกิจการของ เหมืองทองคำ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)

โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ไม่ได้พิจารณาต่อใบอนุญาตการทำเหมืองทองคำ โดยสั่งการไปว่าภายในสิ้นปีนี้ต้องไม่มีการทำเหมืองแร่ทองอีกต่อไปจนกว่าจะชัดเจน และระหว่างนี้ต้องแก้ปัญหาการปรับพื้นที่คืนสภาพ เตรียมหางานให้คนงานอีกว่า 1 พันคน เยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดย 5 หน่วยงาน 4 กระทรวงไปตรวจสอบดำเนินการ

สั่งเยียวยาคนงาน-ดูแลปชช.

“วันนี้ยังไม่ชัดเจน ถ้าไม่เชื่อหน่วยงาน เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้แล้วจะเชื่อใคร ก็ไม่ต้องเชื่อใครหรืออย่างไร ซึ่งต้องฟังทั้งสองฝ่าย เรื่องผลประโยชน์ที่ผ่านมาก็ต้องดูว่ามีการส่งค่าภาคหลวงเท่าไหร่ เกิดการจ้างงานอีกเท่าไหร่ ที่ผ่านมาพอเพียงหรือยัง กับผลเสียที่เกิดขึ้นมาทั้งเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องสารหนัก บางค่าก็สูง บางค่าก็ต่ำ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรกับมัน ก็ต้องให้เวลาเขาปรับสภาพตรงนี้ ที่จะให้กลับไปสู่ธรรมชาติเหมือนเดิม ซึ่งระหว่างนี้ต้องหางานให้คนงานอีกเป็นพันคน คนที่เสนอโน้นนี่มาจะรับคนงานไปดูแลให้หรือไม่ คนเจ็บป่วยกระทรวงสาธารณสุขก็ต้องดูแล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมครม. น.ส.สมลักษณ์ หุตานุวัตร อดีตพยานผู้เชี่ยวชาญกรณีเหมืองทองคำพิจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาข้อขัดแย้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัคราฯ ยื่นหนังสือให้นายกฯตรวจสอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ฉบับที่ 2 ของบริษัทอัคราฯ ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2550 ระบุ พื้นที่ด้านเหนือของเหมืองทองคำ ของบริษัทใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินระดับตื้น เป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดินความจุของน้ำประมาณ1.8-6.3ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าอ่างเก็บน้ำใต้ดินดังกล่าวมีน้ำ ควรนำไปตรวจสอบคุณภาพ ถ้าสะอาดปลอดภัย ควรนำมาช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่ถ้ารายงานอีไอเอดังกล่าวไม่จริง หรือจริงแต่มีไว้ใช้เฉพาะทำเหมืองทองคำ สมควรที่นายกฯจะทบทวนการพิจารณาต่ออายุใบประกอบโลหกรรมและนโยบายเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ เพื่อปกป้องทรัพยากรมีค่าและคุณภาพชีวิตประชาชน

รมว.อุตฯสั่งยุติสัมปทานเหมืองทั่วปท.

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรมเปิดเผยหลังประชุมครม.ว่า ที่ประชุมมีมติให้ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำและประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย โดยกรณีบริษัท อัคราฯ เห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมไปจนถึงสิ้นปี 2559 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงาน เพื่อเตรียมการเลิกประกอบกิจการ หลังก่อนหน้านี้มีประชาชนร้องเรียนเข้ามา พร้อมทั้งให้บริษัทเร่งปิดเหมืองและฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมืองให้เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนและบรรเทาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดการประกอบกิจการเหมืองแร่และโลหกรรมของบริษัท อัคราฯ

ยันผลตรวจสุขภาพปชช.พบโลหะหนัก

“ช่วงที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่และตรวจสุขภาพของประชาชน พบมีประชาชนจำนวนมากที่มีโลหะหนักอยู่ในร่างกาย ถือว่าเป็นอันตราย และในปัจจุบันเชื่อว่าสำหรับประเทศไทยยังคงไม่มีความจำเป็นมากนัก และปัจจุบันแม้ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าปัญหาข้อร้องเรียนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัคราฯหรือไม่ แต่เพื่อประโยชน์ของสังคมและประชาชนส่วนรวม และแก้ปัญหาความแตกแยกของประชาชนในชุมชน ประกอบกับมีคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เกี่ยวกับเหมืองแร่ทองคำ จึงมีมติยุติสัมปทานเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ”นางอรรชกา กล่าว

และว่า ที่ประชุมยังให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลการปิดเหมืองและฟื้นฟูพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุข ดูแลสุขภาพประชาชน กระทรวงแรงงานดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ นอกจากนี้ จะประสานผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นำเงินพัฒนาท้องถิ่นจำนวน 45 ล้านบาท มาให้การช่วยเหลือพนักงานอีกด้วย

อัคราฯอ้างใบอนุญาตถึงปี71

วันเดียวกัน บริษัท อัคราฯออกแถลงการหลังครม.มีมติให้เหมืองแร่ทองคำชาตรีปิดกิจการภายในสิ้นปี 2559 โดยระบุว่า คำแถลงของรมว.อุตสาหกรรม ให้บริษัทฯหยุดกิจการสร้างความประหลาดใจให้บริษัทฯ เป็นอย่างยิ่ง เพราะบริษัทฯยังคงมีประทานบัตรที่ได้รับอนุญาตอยู่จนถึงปี 2571 ซึ่งบริษัทฯวางแผนทำเหมืองไว้แล้วจนถึงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่บริษัทฯ เริ่มดำเนินกิจการ ได้พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดว่ากิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนโดยรอบเหมืองฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนช่วยสร้างให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและต่อประเทศไทยโดยรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะหารือกับที่ปรึกษากฏหมายพิจารณาช่องทางดำเนินการตามกฏหมายที่บริษัทฯสามารถทำได้ต่อไป ทั้งนี้ บริษัท อัคราฯขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฏหมายและข้อกำหนดทุกอย่างภายใต้การกำกับดูแลของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)อย่างเคร่งครัดมาตลอด

ชาวเรือประมงโอดไม่คุ้มค่าน้ำมัน ชี้อากาศร้อนปลาหนีออกชายฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215115

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 16.32 น.
10 พ.ค.59  เรือประมงพื้นบ้านกว่า 20 ลำ จอดลอยลำทอดสมอบกบริเวณชายฝั่งทะเลชุมชนบ้านเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา  เนื่องจากได้หยุดออกเรือทำการประมงมากว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าในช่วงนี้ทะเลเรียบไม่มีคลื่นลมแรงแต่ชาวประมงพื้นบ้านก็ตัดสินใจไม่ออกทำการประมง สาเหตุเนื่องจากนำเรือออกไปทำการประมงจับสัตว์น้ำแล้ว จับสัตว์น้ำได้น้อยเมื่อนำไปขายรายได้ไม่คุ้มทุนกับค่าน้ำมันที่เสียไป จึงต้องยอมนำเรือจอดลอยลำ  แต่ก็มีชาวประมงพื้นบ้านบางลำที่ยอมเสี่ยงออกไปทำการประมงเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูครอบครัว

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านชุมชนบ้านเก้าเส้งแห่งนี้  ปรกติจะออกทำการประมงอวนปลาทูและอวนกุ้ง ซึ่งในแต่ละวันจะสามารถจับสัตว์น้ำได้เป็นจำนวนมาก  แต่ในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายน – พฤษภาคม   จะประสบปัญหาของสภาพอากาศที่ร้อนทุกปี สัตว์น้ำที่เคยจับได้จากแหล่งจับปลาชายฝั่งหนีหายไปหมด โดยชาวประมงพื้นบ้านคาดว่า สัตว์น้ำที่เคยชุกชุมอาจจะหนีสภาพอากาศร้อนไปหลบอาศัยในแหล่งน้ำลึกที่มีน้ำเย็นกว่าก็อาจเป็นได้

ในวันนี้เรือประมงพื้นบ้านที่ออกไปจับสัตว์น้ำได้กลับเข้าฝั่งพร้อมด้วยสัตว์น้ำที่จับได้มีไม่มากนัก ประกอบด้วยปลาทู และปลาแดงเป็นส่วนใหญ่ บางลำได้สัตว์น้ำไม่เกิน 20 กก.บางลำก็ได้ 10 กก. ซึ่งเมื่อนำไปขายส่งให้กับแม่ค้าที่มารอรับซื้อก็จะได้เงินไม่คุ้มทุนค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำมัน ค่าของกินที่นำไปกินในเรือ ที่ออกไปทำการประมงวางอวนในทะเลตั้งแต่ 04.00 น.และจะเก็บอวนกลับเข้าฝั่งประมาณ 11.30 น.

นายเจ๊ะดอเลาะห์ ปาตันสุวาติ อายุ 57 ปี ขาวประมงพื้นน้านอวนปลาทู อยู่บ้านเลขที่ 135 ถนนเก้าแสน  ชุมชนบ้านเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา กล่าวว่า  ตนเองทำอวนปลาทู  ช่วงนี้ไม่มีปลา อากาศร้อน น้ำทะเลบริเวณชายฝั่งมันก็ร้อนด้วย  เรือจอดกันหมดแล้ว ออกไปไม่ได้อะไรเลย ไม่คุ้มค่าน้ำมัน  หากจะมีปลาเข้ามาก็คงจะเป็นช่วงเดือน 8 ซึ่งน่าจะมีบ้าง

ร้อง’บิ๊กตู่’ตรวจเหมืองทองบ.อัครา หลังอีไอเอระบุมี’อ่างเก็บน้ำใต้ดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215079

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 13.18 น.
10 พ.ค.59 ที่ศูนย์บริการประชาชน น.ส.สมลักษณ์ หุตานุวัตร อดีตพยานผู้เชี่ยวชาญกรณีเหมืองทองคำพิจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเสนอให้แก้ปัญหาภัยแล้งของประชาชน ด้วยทรัพยากรน้ำจากอ่างเก็บน้ำใต้ดิน ในบริเวณพื้นที่ด้านเหนือ ของพื้นที่โครงการเหมืองทองคำ บริษัท อัคราฯ จ.พิจิตร และหยุดเหมืองทองคำในประเทศไทย

ทั้งนี้ พบว่าในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ฉบับที่ 2 ของบริษัท อัคราฯ ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ พ.ศ.2550 ระบุว่า พื้นที่ด้านเหนือพื้นที่โครงการมีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดิน ระดับตื้นซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 – 2 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดิน มีความจุของน้ำที่แทรกอยู่ตามชั้นกรวดทราย ประมาณ 1.8 – 6.3 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยน้ำที่กักอยู่บริเวณนี้ได้มาจากการถ่ายเทน้ำจากพื้นที่โดยรอบ ซี่งพื้นที่เหมืองทองชาตรี ของบริษัท อัคราฯ มีเนื้อที่หลายพันไร่ จึงของให้นายกฯ สั่งการให้ตรวจสอบ หากอ่างเก็บน้ำใต้ดินตามที่ระบุในรายงาน EIA ยังคงให้น้ำอยู่ ควรนำน้ำเหล่านี้ไปตรวจสอบคุณภาพ หากพบว่าสะอาดปลอดภัย ก็สมควรนำออกแจกจ่ายประชาชน เพื่อบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้

อย่างไรก็ตาม หากรายงาน EIA ดังกล่าวไม่เป็นจริง ก็เท่ากับเป็นรายงานเท็จ หรือหากรายงานเป็นความจริง แต่อ่างเก็บน้ำใต้ดินมีไว้ใช้เฉพาะการทำเหมืองทองคำ จึงสมควรที่นายกฯจะทบทวนการพิจารณา เรื่องการต่ออายุใบประกอบโลหกรรมและนโยบายเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อปกป้องทรัพยากรมีค่า ที่เสียหายไปอย่างไม่สามารถฟื้นคืน และปกป้องคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นสำคัญ และโปรดใช้อำนาจโดยธรรมหยุดเหมืองทองคำทั้งหมดในประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘บิ๊กตู่’สั่งยุติ’ขุดเหมืองแร่ทองคำ’ ไม่ต่อใบอนุญาต-ยื่นคำขาดสิ้นปีจบ

ใครขวางตาย! แฉนายทุนขู่เมียนักอนุรักษ์ ตร.ชุมพรชี้ปมขัดแย้งจนท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215048

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ครขวางตาย!

แฉนายทุนขู่เมียนักอนุรักษ์

ตร.ชุมพรชี้ปมขัดแย้งจนท.

ความคืบหน้าคดีนายพะเยาว์ ปานโรจน์ อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 110 หมู่ที่ 5 ต.ตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร นักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ถูกคนร้ายยิงด้วยกระสุนปืนลูกซองพรุนไปทั้งร่างนอนเสียชีวิตอยู่ภายในสวนทุเรียนใจกลางป่าดงดิบตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 9 พฤษภาคม พล.ต.ต.นรินทร์ บุษยวิทย์ ผบก.ตร.ภ.จ.ชุมพร ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุการสังหารโหดในครั้งนี้ ตำรวจตั้งประเด็นไว้ที่ความขัดแย้งระหว่างผู้ตายกับ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานหน่วยหนึ่งในพื้นที่ที่ยังมีเรื่องเป็นคดีความ และ การร้องเรียน กันอยู่ในขณะนี้ แต่ในประเด็นเรื่องส่วนตัวตำรวจก็ไม่ได้ตัดทิ้ง ยังคงติดตามคลี่คลายเพื่อสรุปสาเหตุการสังหารให้ชัดเจน

พล.ต.ต.นรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ และพยานแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การจับกุมมือปืน แต่ต้องขอเวลาให้ ตำรวจได้ ทำงานสักระยะ คาดว่า จากพยาน และ หลักฐานที่ได้น่าจะนำไปสู่การออกหมายจับ แต่ ในบางประเด็น คงไม่สามารถเปิดเผยได้ตอนนี้ ยืนยันว่า ตำรวจจะติดตามคดีนี้จนถึงที่สุด

ทางด้านน.ส.ภัทรมน กรรมริน อายุ 33 ปี ภรรยาของนายพะเยาว์ กล่าวว่า ขณะนี้ครอบครัวตนที่มีลูกทั้งหมด 4 คนอาศัยในบ้านห่างจากที่เกิดเหตุเพียง 1 กิโลเมตรต่างพากันเสียขวัญหวาดกลัว รวม ถึงชาวบ้านที่ อยู่ในกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำผืนนี้ ก็เสียขวัญเนื่องจาก กลุ่มนายทุนที่บุกรุกป่าต่างพากันแสดงอาการลิงโลดใจที่นายพะเยาว์ถูกยิงถึงกับประกาศว่าใครขวางการบุกรุกป่าผืนนี้จะมีจุดจบเหมือนกับนายพะเยาว์เนื่องจากสามารถลงขันกันจ้างคนในเครื่องแบบลงมือยิงนายพะเยาว์

“มั่นใจว่าตำรวจจะไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้อย่างแน่นอน อีกทั้ง ตำรวจในพื้นที่ก็ ไม่ชอบหน้านายพะเยาว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากนายพะเยาว์มักจะไปแจ้งความต่อตำรวจให้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปองร้ายเอาชีวิตนายพะเยาว์ และพฤติกรรม ของกลุ่มนายทุนผู้บงการลงขันจ้างคนในเครื่องแบบป่าไม้มายิงนายพะเยาว์อยู่เป็นประจำจนทำให้ ตำรวจออกอาการไม่ชอบหน้าพะเยาว์ด้วย ทำให้คนในครอบครัวเสียขวัญอย่างหนัก สงสัยพะเยาว์จะต้องตายเปล่าหรือไง” น.ส.ภัทรมน กล่าวทั้งน้ำตา

น.ส.ภัทรมน ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้นายพะเยาว์เคยนำสื่อมวลชน เข้าไปดูการบุกรุกผืนป่าต้นน้ำ เมื่อเดือนมีนาคม 2559 แต่ต่อมานายพะเยาว์กลับถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าในสวนทุเรียนของตัวเอง ทั้งที่ พื้นที่แปลงดังกล่าว จำนวน 34 ไร่ นายพะเยาว์ ได้รับมรดกมาจากรุ่นพ่อยาวนานมากว่า 30 ปีจากสวนยางพารามาเป็นสวนทุเรียน

“การแจ้งความจับกุมนายพะเยาว์ก็มาจากจนท.หน่วยป่าไม้หน่วยนี้ทั้งที่มีประกาศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ห้ามไม่ให้จับกุมผู้ที่ทำกินในพื้นที่ป่าที่ทำมานานกว่าสิบปี และ ยังมีหนังสือรับรองทำกินจาก จนท.ป่าไม้ แต่ จนท.หน่วยนี้ยังพยายามยัดเยียดข้อหาให้กับนายพะเยาว์ อีก อีกทั้งที่กลุ่มนายทุนสามารถเข้าไปบุกรุกป่าต้นน้ำได้ก็เพราะจนท.กลุ่มนี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับนายพะเยาว์รวมถึงให้หน่วยงานป่าไม้ดูแลป่าต้นน้ำผืนนี้อย่างจริงจังเพื่ออนุรักษ์ให้มีน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้านต่อไป”น.ส.ภัทรมน กล่าว

การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ (2) การชะล้างพังทลายของดินโดยมีตัวเร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215009

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การชะล้างพังทลายของดินโดยมีตัวเร่ง คือการชะล้างพังทลายที่มีตัวเร่ง หมายถึง การชะล้างพังทลายที่มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาช่วยเร่งให้มีการกัดกร่อนเพิ่มขึ้นจากการชะล้างพังทลายโดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น การหักล้างถางป่าทำการเพาะปลุกอย่างขาดหลักวิชาการ ทำให้พื้นดินปราศจากสิ่งปกคลุม ทำให้การกัดกร่อนโดยลมและฝนเกิดขึ้นและพัดพาดินสูญเสียไปได้เพิ่มขึ้น การสูญเสียดินจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้ทำการเกษตร

การชะล้างพังทลายโดยน้ำ คือ การแตกกระจายและพัดพาดินไปโดยน้ำ อาจจะพิจารณาจากอัตราการแตกกระจายของดิน และ
อัตราของการพัดพาตะกอนดิน ดินที่มีความยากง่ายในการที่เกิดการชะล้างพังทลายของดินแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสมบัติของดินที่ได้รับมาจากวัตถุต้นกำเนิด จากระบบการใช้ที่ดิน และการจัดการดิน สำหรับสาเหตุของการแตกกระจายของดินโดยน้ำ มีดังนี้

1.แรงปะทะของเม็ดฝน แรงปะทะของเม็ดฝนนับว่าสำคัญที่สุด เพราะขณะที่เม็ดฝนตกลงมารนั้นมีพลังงานเกิดขึ้นเนื่องจากมีมวลและความเร็ว เมื่อตกลงมากระทบกับผิวดินที่จะถ่ายทอดพลังงานให้ผิวดิน จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแตกกระจายขึ้น

2.แรงที่จะทำให้เกิดการแตกกระจายโดยน้ำไหลบ่า ถ้าแผ่เป้นบริเวณกว้างบนผิวดินจะก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินแบบเป็นแผ่น โดยการกระทำของกระแสน้ำ ยิ่งถ้าเป็นน้ำไหลแบบเป็นร่องน้ำ ก็ยิ่งทำให้เกิดการแตกกระจายมากยิ่งขึ้นเนื่องจากความแรงในการไหลมากขึ้น และมีการไหลแบบวกวน

3.การขยายตัวและหดตัวของพวกอนุภาคดินเหนียว เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของพวกอนุภาคดินเหนียว 2:1 เมื่อเปียกและแห้งสลับกัน จะขยายตัวและหดตัวมากกว่าดินเหนียวชนิด 1:1 ซึ่งดินชนิดที่ขยายตัวและหดตัวมากจะช่วยทำให้ดินแตกแยกได้ดีกว่า ทำให้เกิดการแตกกระจายของผิวหน้าดิน

4.การใช้เครื่องจักรกล การไถพรวน รวมถึงการเหยียบย่ำของสัตว์เลี้ยงมีผลทำให้ผิวหน้าดินแตกแยกได้มาก

กรมทะเลฯ เปิดปฏิบัติการทวงผืนป่าชายเลน 23 จังหวัด 2 หมื่นไร่คืนแผ่นดิน : ต่อลมหายใจระบบนิเวศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617655

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2559 05:15

 

ทวงคืนผืนป่าชายเลน!

ส่วนหนึ่งของนโยบายหลักรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อแก้ไขปัญหา “บุกรุกป่า” จากกลุ่มนายทุน ด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดโดยเฉียบขาด

เพราะป่าชายเลน ถือว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล และมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายรูปแบบ แต่กลับถูกบุกรุกตัดโค่นทำลายเพื่อทำเป็นนากุ้ง สวนปาล์มน้ำมัน รีสอร์ต เป็นต้น จนสถานการณ์ของป่าชายเลนอยู่ในขั้นวิกฤติ

จากข้อมูลของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าจังหวัดที่มีการบุกรุกป่าชายเลนมากที่สุด คือ สมุทรสาคร 126,000 ไร่ รองลงมาคือ เพชรบุรี 35,200 ไร่ สมุทรสงคราม 14,600ไร่ พังงา 3,680 ไร่ ฯลฯ โดยมีการนำพื้นที่ป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ในรูปการทำเกษตรกรรม ส่วนจังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย คือ สมุทรสาคร มากที่สุด 5,070 ไร่ ชลบุรี 3,350 ไร่ เพชรบุรี 1,860 ไร่ พังงา 852 ไร่ ปัตตานี 527 ไร่ ขณะที่จังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อนำพื้นที่ป่าชายเลนไปเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ จันทบุรี มากที่สุด 96,000 ไร่ นครศรีธรรมราช 47,100 ไร่ เพชรบุรี 20,300 ไร่ ระยอง 13,300 ไร่ เป็นต้น

ขณะที่ภาพรวมการบุกรุกป่าชายเลน น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดี ทช.กล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับคุ้มครอง แต่ป่าชายเลนก็ยังถูกบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่อง จากปี 2504 ซึ่งมีอยู่กว่า 2.29 ล้านไร่ ใน 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล ขณะที่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 1.53 ล้านไร่ ในปี 2557 โดยแบ่งเป็นรายภาคจะพบว่า ภาคกลาง เหลือ 68,145.49 ไร่ ภาคตะวันออก เหลือ 164,649.66 ไร่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก เหลือ 200,858.93 ไร่ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก เหลือ 1,100,927.40 ไร่ ทั้งหมดถูกบุกรุกทำลายโดยนายทุน ผู้มีอิทธิพล รวมทั้งประชาชน โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช.รับผิดชอบการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลน

ปีนี้มีเป้าหมายในการทวงคืนใน 23 จังหวัด พื้นที่ 2 หมื่นไร่จากที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรฯ 1.5 หมื่นไร่

“จากการบินสำรวจพบว่าผืนป่าชายเลนตลอดแนวชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัด ยังถูกบุกรุกอย่างรุนแรง โดยมีพื้นที่อ้างการถือครองที่ดินป่าชายเลน ทั้งแบบมีเอกสารสิทธิ และไม่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งสิ้น 6 แสนไร่เศษ แต่ถ้าแบ่งตามเอกสารสิทธิ จะพบว่า เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน 3.31 แสนไร่ หรือ 51.60% ของพื้นที่ทั้งหมด หนังสือ รับรองการทำประโยชน์ ประเภท น.ส.3 และ น.ส.3 ก. 7.75 หมื่นไร่ หรือ 12.09% และใบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) 9.82 พันไร่ หรือ 1.53% ขณะที่ไม่มีเอกสารสิทธิ มี 1.88 แสนไร่ หรือ 29.3% นอกนั้น ถือเอกสารอื่นๆ อาทิ ภ.บ.ท.5, ส.ป.ก.เนื้อที่ 3.48 หมื่นไร่ หรือ 5.43% ซึ่งทั้งหมดจะเร่งพิสูจน์เอกสารสิทธิว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันที่ดำเนินการไปพร้อมๆกันคือการเปิดปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดที่มีการบุกรุกรุนแรง เช่น จันทบุรี ระนอง ตราด สมุทรสงคราม ภูเก็ต” นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช.ระบุ

จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลน ในป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 169 ป่า โดยในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาสามารถทวงคืนพื้นที่ได้มากกว่า 9 พันไร่

“การตรวจยึดทวงคืนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรอบคอบรัดกุม เพราะปัญหาการออกเอกสารสิทธิในการครอบครองพื้นที่ที่เจ้าของพื้นที่นำมาแสดงจะต้องมีการตรวจสอบแปลงที่ดินที่ได้ทำการตรวจยึด ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการครอบครองที่ดินที่ราษฎรนำมาแสดง รวมทั้งต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานแปลงที่ดินกับกรมที่ดินว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนส่วนหนึ่งมาจากการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยเฉพาะแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ซึ่งผู้ครอบครองมักกล่าวอ้างอาณาเขตติดต่อและลักษณะการทำประโยชน์ ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจัดที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินในเขตป่าชายเลน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการซื้อสิทธิครอบครอง และการกล่าวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินโดยระบุว่ามีการทำเกษตร หรือปลูกพืช เป็นต้น” นายศักดา กล่าวถึงสภาพปัญหา

แต่ท่ามกลางอุปสรรค ปัญหา ก็ยังนับว่ามีโชคดี เมื่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทราบเรื่องทั้งเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้กำหนดให้มี การปลูกป่าชายเลนในโครงการพลิกฟื้นคืนผืนป่าชายเลนสู่ธรรมชาติ ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ พระ บาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในท้องที่หมู่ 3 ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี จำนวน 707 ไร่ขึ้นมา

นับเป็นการ “ยึดคืน” และ “ฟื้นฟู” สภาพพื้นที่ป่าชายเลนให้กลับคืนมาในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ทช.ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน โดยหนึ่งในมาตรการ คือ กำหนดให้ป่าชายเลนเป็น “พื้นที่คุ้มครองอนุรักษ์” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2558 โดยให้สิทธิเจ้าหน้าที่ “รื้อถอน” สิ่งปลูกสร้างได้ทันที ถ้าพบว่าบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนที่ประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองแล้ว

“การทวงคืนผืนป่าชายเลนไม่ได้มีเดิมพันแค่เพื่อรักษาฐานทรัพยากรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทวงคืนระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนมาด้วย” นายศักดาระบุ

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” ขอยกมือสนับสนุนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลนที่ถูกบุกรุกทำลาย ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันกลับคืนมา

เพราะเราตระหนักดีว่าป่าชายเลนที่ถือเป็นแหล่งระบบนิเวศที่อยู่คู่กับทะเลไทยมานาน แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันเหลือพื้นที่แค่ 1.53 ล้านไร่เท่านั้น ซ้ำร้ายมีแนวโน้มที่ยิ่งนับวันยิ่งจะลดจำนวนลงไปหากไม่มีการดูแลอย่างจริงใจและจริงจังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ถึงเวลาต่อลมหายใจระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมคืนแผ่นดินแล้ว…

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทส.จัด “ทิพยธารา จากฟ้าสู่ดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616550

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ค. 2559 05:01

 

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทส.จะจัดงาน “ทิพยธารา จากฟ้าสู่ดิน” เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี วันที่ 9 มิ.ย. 2559 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ วันที่ 12 ส.ค. 2559 ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ที่โรงละครแห่งชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการเผยแพร่พระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยในงานจะมีการจัดแสดงวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว จะมีพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติแก่บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ การแสดงของนักร้องผู้พิการจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นต้น.

เตือนเอเชียโดน “ลา นีญา” ถล่มซ้ำสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616026

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2559 12:01

 

(ภาพ : REUTERS)

ขณะที่ฝนก็แล้ง อากาศก็ร้อนอบอ้าว ด้วยฤทธิ์เดชของปรากฏการณ์ “เอล นีโญ” ทำให้ทั้งอาหารและน้ำขาดแคลน ตามไร่นาทั่วทั้งทวีปเอเชีย วงการผู้เชี่ยวชาญยังได้เตือนให้ระวังภัยของปรากฏการณ์ “ลา นีญา” ซึ่งเป็นพี่น้องกันด้วย กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมอีกอย่างหนึ่ง

ปรากฏการณ์ “เอล นีโญ”เกิดมาตั้งแต่ปีกลาย ลากยาวมาจนป่านนี้ เป็นครั้งที่รุนแรงสุด แม้กระทั่งแม่น้ำโขงยังเหลือระดับตื้นที่สุดในรอบหลายสิบปี แต่ที่ฟิลิปปินส์กลับมีอุทกภัย กับคลื่นความร้อนอุณหภูมิขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียสด้วย วงการผู้เชี่ยวชาญได้ประมาณว่า บริเวณเอเชียอาคเนย์ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 330 พันล้านบาท ประชาชนในดินแดนที่ได้รับทุกข์เหล่านั้น ยังพากันหวาดผวาจะโดนภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์ “ลา นีญา” ที่ร้ายกาจไม่แพ้กันตามมาซ้ำเข้าอีก

สำนักกิจกรรมมนุษยธรรมและบรรเทาทุกข์ แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีก หากปรากฏการณ์ลานี ญา ซ้ำเข้าอีกตอนปลายปีนี้ ตัว “เอลนีโญ” เคยทำให้ประชากรโดยเฉพาะในแอฟริกา จำนวนไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน สิ้นเนื้อประดาตัว หาก “ลานี ญา” มาทำลายล้างเอเชียเข้าอีก ชาวทวีปเอเชียส่วนใหญ่กำลังถูกทรมานด้วยคลื่นความร้อนก็คงจะต้องทอดอาลัยในชีวิตไปตามๆกัน.