Vaccine offers protection against smallpox, monkeypox

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40016213


A new vaccine could help fight the third generation of smallpox and monkeypox, a leading virologist explained.

Vaccine offers protection against smallpox, monkeypox

Dr Yong Poovorawan posted on his Facebook on Wednesday that vaccine manufacturer Bavarian Nordic had come up with the MVA-BN vaccine from Modified vaccinia Ankara, modified from vaccinia virus. It is a live, non-replicating vaccine for smallpox and monkeypox.

The vaccine is administered by subcutaneous injection to create immunity, but it will not cause pustules. It is as efficient as vaccines in the past, he said.

It could be administered to people with low immunity while it is not completely forbidden for pregnant or breastfeeding women.

People will be administered two doses at an interval of four weeks between each dose. However, people who have been vaccinated against smallpox only need one dose of the vaccine.

People who have been infected could receive the vaccine within four days to prevent the disease or reduce the symptoms.

The vaccine is called Imvanex in Europe and Jynneos in the US, but it has not been registered yet in Thailand.

Published : June 02, 2022

By : THE NATION

At-risk people urged to get 4th jab as vaccine protection wanes

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40016092


A leading Thai virologist has urged people in at-risk groups to get a fourth dose of Covid-19 vaccine now if they received their third dose more than four months ago.

At-risk people urged to get 4th jab as vaccine protection wanes

Dr Yong Poovorawan explained in a Facebook post that immunity from the first three doses drops significantly after a few months, leaving recipients vulnerable to infection again.

The number of new Covid-19 cases in Thailand has dropped below 5,000 per day but experts warn this downward trend could reverse as the effects of vaccination wear off.

The Public Health Ministry last week revealed results of its study on the effects of vaccination with two, three or four doses.

It found that two vaccine doses had the least efficacy against Omicron infection, but are 75 per cent effective in preventing severe symptoms which require ventilators.

Three jabs are 15 per cent effective against Omicron infection, but 93 per cent effective in preventing symptoms that require ventilators.

Four jabs are 76 per cent effective in preventing Omicron infection, but 99 per cent effective in preventing symptoms that require ventilators.

Yong confirmed that a fourth dose will boost immunity and protect people in at-risk groups against serious illness if they do get infected. At-risk groups include seniors aged over 60, front-line medical staff, and people with underlying conditions.

Thailand has enough vaccine doses available to protect this group of people, he added, urging them to get a fourth dose if it had been at least four months since their last vaccination.

Meanwhile, he advised healthy young people who have received three doses to wait for an update on the situation before getting a fourth shot.

Published : May 30, 2022

By : THE NATION

4 ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลบั่นทอนสุขภาพคนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/684493

วันที่ 30 พ.ค. 2565 เวลา 13:52 น.4 ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลบั่นทอนสุขภาพคนรุ่นใหม่

แพทย์เตือน 4 ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ที่คุกคามสุขภาพคนรุ่นใหม่แบบไม่รู้ตัว แนะปรับพฤติกรรม-เติมสารอาหารเพื่อการฟื้นฟู เพราะสุขภาพดีเริ่มที่การใส่ใจ

ในยุคดิจิทัลไลเซชั่น ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเป็นเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลให้ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมในการดำรงชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ซึ่งหากเราไม่ได้ตระหนัก หรือรู้เท่าทันพฤติกรรมเหล่านั้น ก็อาจจะกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวโดยที่เราไม่รู้ตัว

พญ.อาคิรา ลิ้มสุวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Antiaging and Regenerative Medicine) จากเพจเกเรรักสุขภาพ by หมอจ๋า

ด้วยเหตุนี้ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพ จึงเชิญ พญ.อาคิรา ลิ้มสุวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Antiaging and Regenerative Medicine) จากเพจเกเรรักสุขภาพ by หมอจ๋า มาร่วมบอกเล่าปัญหาสุขภาพที่อาจกำลังกวนใจคนในยุคปัจจุบัน พร้อมแนะนำทิปส์ดีๆ ในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ โดย “แบรนด์” ขอมอบความห่วงใยให้คนรักสุขภาพได้เพลิดเพลินกับความคุ้มค่าด้วยโปรดียืน 1 ในมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ Shopee 6.6 Greatest Brands Celebration แบรนด์ดัง ดีลปังทะลุโลก

พญ.อาคิรา ลิ้มสุวัฒน์ จากเพจเกเรรักสุขภาพ by หมอจ๋า ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่คนในปัจจุบันมักละเลยว่า โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงออกในวัยชราอีกต่อไป เพราะการมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้จำกัดเพียงว่าไม่มีโรค แต่หมายถึงร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่ว มีกำลัง รวมไปถึงสุขภาพจิตที่ดี ในปัจจุบันเราจึงพบเห็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่มากมาย โดยที่ยังไม่ตรวจพบโรคประจำตัวต่างๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่นั้นอาจจะมาจากพฤติกรรมส่วนตัวที่เราทำกันโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่าจากเช็คลิสต์พฤติกรรมเสี่ยงอะไรบ้างที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญอยู่

พฤติกรรมที่ 1 ขยับร่ายกายน้อยลง

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่คอยอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ เช่น บริการส่งอาหารหรือสินค้าถึงที่ ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง การทำงานหรือเรียนจากที่บ้านเป็นเวลานานๆ ทำให้ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานขึ้นหรือผิดเวลามากขึ้น กระทบต่อการนอนหลับไม่เป็นเวลา ซึ่งส่งผลให้ร่างกายล้า สมองล้า ดังนั้นควรพยายามเพิ่มการขยับตัวเคลื่อนไหวระหว่างวัน และสามารถเสริมด้วยอาหารเสริมประเภทแบรนด์ซุปไก่สกัดที่เสริมความสดชื่นให้กับสมองและคลายความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี หรือแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร เครื่องดื่มโสมสกัดเข้มข้นที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

พฤติกรรมที่ 2 จ้องหน้าจอมากขึ้น

การใช้กับโทรศัพท์หรือหน้าจอคอมมากขึ้น ไม่ว่าจะจากการทำงาน การดูซีรีย์ ก็สามารถทำให้สายตาอ่อนล้า ควรพักสายตาจากหน้าจอทุก ๆ ชั่วโมงเป็นเวลาสั้น ๆ สัก 3-5 นาที และสามารถเสริมด้วย แบรนด์เบอร์รี่พลัส เครื่องดื่มผลไม้สกัดเข้มข้น ช่วยบำรุงดวงตา ผิว และเสริมภูมิคุ้มกัน มาพร้อมวิตามินเอ 100% วิตามินอี ซี และซิงก์สูง

พฤติกรรมที่ 3 เครียดสะสม

ในทุกวันนี้ที่ทุกคนต่างต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากสถานการณ์โรคระบาด รวมไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็มีส่วนที่ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีภาวะเครียด มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว ควรมองหากิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ และมอบรางวัลเล็กๆ น้อยให้กับตัวเองด้วยการพาตัวเองออกมาจากชีวิตประจำวัน อาทิ การไปท่องเที่ยวพักผ่อน รวมถึงการเข้าพบพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์ก็เป็นเรื่องที่ปกติ และสามารถเสริมด้วย แบรนด์รังนกแท้ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วย superfood อย่าง “นานะ” (NANA) และคุณประโยชน์ของกรดอะมิโน 16 ชนิด พร้อมทั้งกรดไซอะลิค (Sialic Acid) ที่มีประโยชน์ และยังมีคุณสมบัติ antiaging บำรุงผิวพรรณ

พฤติกรรมที่ 4 ปล่อยปะละเลยการดูแลตนเอง

เมื่อใช้ร่ายกายอย่างหนักโดยไม่ได้พักอย่างเพียงพอ ร่างกายของคนเราก็อาจจะเสื่อมลง ความเหนื่อยล้าและความเครียดที่สะสมไว้ ก็จะแสดงออกมาทางภายนอกให้เห็นผ่านผิวพรรณที่ไม่เปล่งปลั่ง ใต้ตา และใบหน้าดูอิดโรยสุขภาพไม่ดี ควรเสริมด้วย แบรนด์ ไฟโตดริ้งค์ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและไฟโตนิวเทรียนท์ และ แบรนด์เจลลี่สตริป ที่ช่วยบำรุงและซ่อมแซมสุขภาพผิวที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย

การแก้ปัญหาสุขภาพนั้นสามารถแก้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งทริคง่ายๆ ที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยอย่าง 3 อ. อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ การใส่ใจพฤติกรรมสุขภาพทั้งสามอย่างนี้ เป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยแต่ละคนสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะกับตัวเราเอง และสามารถทำได้จริงกับชีวิตประจำวันของเรา แต่ในความเป็นจริงนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถึงเปลี่ยนได้ก็ไม่สามารถทำได้ดี 100% หลายคนจึงมองหาทางเลือกเสริมที่จะมาช่วยบรรเทาหรือเสริมสุขภาพ ซึ่งก็คือการเสริมสารอาหารต่างๆ ที่มีหน้าที่ในการฟื้นฟูระบบต่างๆของร่างกายนั่นเอง ซึ่งเป็นการช่วยเสริมความมั่นใจในเรื่องของสุขภาพอีกด้วย

How monkeypox spreads and what you can do to prevent it

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40016048


A leading Thai virologist has shed light on how monkeypox can spread and how people can protect themselves.

How monkeypox spreads and what you can do to prevent it

In a Facebook post on Saturday, Dr Yong Poovorawan said that outside Africa, the disease was originally transmitted from animals to humans, especially from pet rodents like the Gambian pouched rat and Prairie dogs.

This time, however, there is no indication that monkeypox was transmitted by animals. However, he said, there is no need to worry because it can only be contracted through close contact with an infected person. Monkeypox does not spread as easily as Covid-19, so the spreading is limited to small areas.

He said in the past, people were inoculated against the virus, and if they did get infected after inoculation, they developed very few blisters.

Meanwhile, he said, the Jynneos vaccine (or Imvamune or Imvanex in Europe) can be used to provide immunity against the virus. However, he added, the inoculation is only advised for people who come in contact with infected persons.

Published : May 28, 2022

By : THE NATION

Virologist offers advice on keeping monkeypox at bay

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40016041


A virologist explained how people can get infected with monkeypox and what precautions they should take.

Virologist offers advice on keeping monkeypox at bay

In a Facebook post on Saturday, Dr Anan Jongkaewwattana said the virus is at its strongest in pustules, based on samples collected from patients in the UK from 2018 to 2021.

The virus was also found to be present in the upper respiratory tract based on mucus and saliva samples collected. In comparison, blood samples showed a lower amount of virus, though it could also be detected in urine samples.

Based on this information, he said, the virus can be spread in many ways. Direct contact with pustules or lesions is most risky, though people can also pick up the infection from mucus, saliva, blood or even urine while using a shared toilet.

“It may be sensible to continue using masks because monkeypox is reaching us,” he said.

Virologist offers advice on keeping monkeypox at bay
Virologist offers advice on keeping monkeypox at bay

Published : May 28, 2022

By : THE NATION

40-year-old frozen smallpox vaccine may solve monkeypox riddle

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40016020


The Public Health Ministry believes the frozen sample of smallpox vaccine dating back 40 years may offer a key to the prevention of monkeypox.

40-year-old frozen smallpox vaccine may solve monkeypox riddle

After a discussion on the subject with the World Health Organisation (WHO), Public Health Minister Anutin Charnvirakul said on Friday that the frozen sample will be sent to the Department of Medical Sciences (DMSC) for analysis.

The department will then check to see if it can be developed into a vaccine or medicine.

“The vaccine was kept for 40 years and must be inspected to see if it can be beneficial. Even the WHO cannot tell if this vaccine can work against the current version of monkeypox,” Anutin said.

Dr Kiatiphum Wongrajit, the ministry’s permanent secretary, said the vaccine may still be effective as it can be cultured.

Separately, DMSC director-general Suphakit Sirilak said people likely to be infected will undergo an RT-PCR test for monkeypox. Samples will be collected via a nasal swab if there is no rash or from the rash excretion.

People who have travelled from Africa or the UK and have a fever will be tested, while those who have developed a rash will be separated.

He added that some 10,000 doses of the vaccine had been frozen, and the department will take a while to see if it is safe and uncontaminated. It will also check to see if the vaccine can still provide some immunity.

He added that according to information dating back to the 1980s, this vaccine can provide 85-per-cent protection against smallpox, but he said this data was too old.

Also, he said, this vaccine came from a live virus so it could reproduce quickly, but the inspection process will take a long time and a committee will first have to be set up.

If there is a monkeypox case in Thailand, then the virus will be cultured to compare the immunity developed by people who received their smallpox jab in 1980.

As of Thursday, the number of monkeypox cases across the world rose by 35 to 344. The top five countries with the most cases are Spain with 120, followed by the UK with 77, Portugal with 49, Canada with 26 and Germany with 13.

Monkeypox was first discovered in 1958 when two outbreaks of a pox-like disease occurred among monkeys kept for research. The first human case of monkeypox was recorded in 1970 in Congo during a period of intensified effort to eliminate smallpox.

Published : May 27, 2022

By : THE NATION

‘มะเร็งปอด’ เสี่ยงทุกคนแม้ไม่เคยสูบบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/684308

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 17:12 น.'มะเร็งปอด' เสี่ยงทุกคนแม้ไม่เคยสูบบุหรี่

รู้หรือไม่ คุณอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด แม้ไม่เคยสูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่มานานแล้ว? #วันงดสูบบุหรี่โลก ตรวจไว รู้เร็ว มะเร็งปอดรักษาได้

ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด จึงจัดงานแถลงข่าวในหัวข้อ “รู้หรือไม่ คุณอาจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด แม้ไม่เคยสูบบุหรี่หรือหยุดสูบบุหรี่มานานแล้ว?” เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงอันตรายและความสูญเสียทางสุขภาพที่เกิดจากควันบุหรี่ และเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการป้องกัน การคัดกรอง และการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (Low Dose Computerized Tomography Scan)

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ นายแพทย์นรินทร สุรสินธน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและป้องกัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นที่เคยมีประวัติสูบบุหรี่จัดต่อเนื่องเป็นเวลานาน และผู้ดูแลผู้ป่วยมะร็งปอดซึ่งไม่เคยมีประวัติสัมผัสกับบุหรี่มาก่อน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตรวจคัดกรองและการรักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น

ตัวเลขตามสถิติ [1] เผยว่าในปี พ.ศ. 2563 โรคมะเร็งปอดมีอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในประเทศไทย โดยพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่สูงถึง 23,717 ราย หรือคิดเป็น 65 รายต่อวันโดยเฉลี่ย นอกจากนี้ ประชาชนไทยอีกกว่า 20,395 ราย หรือคิดเป็น 56 รายต่อวัน โดยเฉลี่ยยังเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด

สถานการณ์ความรุนแรงของโรคดังกล่าวในประเทศไทยถือว่าอยู่อันดับที่ 18 ของโลก เนื่องจากระยะของมะเร็งปอดที่เข้ารับการรักษามีผลโดยตรงต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย อนึ่ง สัดส่วนการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นในประเทศไทยยังคงต่ำอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ญี่ปุ่น เป็นต้น [2]  ซึ่งกำหนดให้การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (Low dose CT scan) เป็นแนวทางมาตรฐานในการคัดกรองมะเร็งปอด ดังนั้น ความท้าทายในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดในประเทศไทยจึงอยู่ที่การคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด โดยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มที่ผลลัพธ์การรักษาจะออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ

นายแพทย์นรินทร สุรสินธน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและป้องกัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ประชาชนไทยจำนวนมากยังคงขาดความตระหนักรู้ด้านการคัดกรองโรคมะเร็งปอด ส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดในระยะสุดท้ายซึ่งมักมีอัตราการรอดชีวิตต่ำ นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “หากเจอมะเร็งปอดในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี เพียง 0-10% เท่านั้น ระยะที่ 3 หรือระยะลุกลามเฉพาะที่ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี อยู่ที่ 13-36% แต่ถ้าเราเจอมะเร็งปอดระยะ 1 หรือ 2 ซึ่งก็คือ ‘ระยะเริ่มต้น’ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 5 ปี สูงถึง 53-92% แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยตรวจพบมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นเพียงแค่ 15% เท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ สัมผัสกับควันบุหรี่หรือสารเคมีก่อมะเร็ง มีคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งปอด เคยมีประวัติเป็นมะเร็งชนิดอื่นหรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับปอดมาก่อน จึงควรใส่ใจสัญญาณเตือนด้านสุขภาพ หากสังเกตว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับตรวจคัดกรองมะเร็งปอด เช่น เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจมีเสียงหวีด เจ็บหน้าอกตลอกเวลา รู้สึกปวดเมื่อกลืน ปอดติดเชื้อบ่อย เป็นต้น”

ในผู้ที่มีสุขภาพดีก็อาจมีแนวโน้มว่ที่จะเกิดโรคมะเร็งปอดได้ เนื่องจากสาเหตุที่นำไปสู่โรคนี้มีหลายประการ ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ผู้ที่มีประวัติโรคปอดเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งซึ่งอาจมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ที่ผิดปกติของยีน (gene) ในร่างกายของแต่ละคนก็ส่งผลให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน โดยปัจจัยทางพันธุกรรมที่กล่าวมานี้มีส่วนให้เกิดมะเร็งปอดราว 20% เท่านั้น แต่ปัจจัยหลักอีก 80% กลับมาจากปัจจัยด้านพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น การสูบบุหรี่จัดเกินกว่า 20 packs-year การประกอบอาชีพที่ต้องสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมผลิตฉนวนกันความร้อน ย่อมมีโอกาสที่จะสูดดมแร่ใยหินหรือสารแอสเบสตอส (Asbestos) นิเกิล โครเมียม เข้าไปในปริมาณมาก รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 ขับขี่มอเตอร์ไซค์ จุดธูปไหว้พระ เป็นต้น ดังนั้น หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญความเสี่ยงอยู่ ควรหมั่นตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำ และปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ

ภายในงาน ยังมีผู้ป่วยมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตรวจคัดกรองและการรักษามะเร็งปอดระยะเริ่มต้นถึง 2 ท่าน ได้แก่ คุณอรุณ เทพแก้ว ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 2 เพศชาย อายุ 68 ปี ซึ่งมีประวัติเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่ต่อเนื่อง 2 ซองต่อวัน เป็นเวลา 13 ปี และดื่มเหล้าตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แต่ก็เลิกมาแล้วถึง 35 ปี จนกระทั่งทราบว่าเป็นมะเร็งปอดเมื่อปีที่แล้ว “ผมไปพบแพทย์ด้วยอาการไอเรื้อรัง ต่อมาจึงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น ทำให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงทีและผลการรักษาก็ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ ทุกวันนี้สามารถกลับใช้ชีวิตและช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ ผมตั้งใจว่าต่อจากนี้ไปจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงลดพฤติกรรมเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การลุกลามของโรค”

คุณอรุณ เทพแก้ว สมัยยังเป็นวัยรุ่นจนถึงปัจจุบัน

ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ คุณยศ กุศลมโนสุข ซึ่งเป็นผู้ดูแลคุณแม่ คุณคิ่มเตียง กุศลมโนสุข ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 1 เพศหญิง อายุ 72 ปี ซึ่งไม่เคยมีประวัติสูบบุหรี่หรือสัมผัสกับควันบุหรี่มือสองมาก่อน แต่มีโอกาสตรวจพบโรคดังกล่าวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น “แม้จะไม่เคยสูบบุหรี่และไม่มีสัญญาณอันตรายใด ๆ มาก่อนเลย แต่สมัยสาว ๆ คุณแม่ของผมชอบไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำ นอกจากนี้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ท่านยังเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม จนกระทั่งเมื่อปี 2564 ท่านก็ไปตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ สิ่งที่ต่างจากทุกครั้งก็คือ คราวนี้แพทย์แนะนำให้ลองตรวจคัดกรองด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ หรือที่เรียกว่า Low dose CT Scan ด้วย เพราะท่านมีปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่บ่งชี้ว่า ท่านอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด จากนั้น เมื่อได้รับคำวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอด ท่านก็เข้าสู่กระบวนการรักษาทันที พอมองย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ ที่ไม่นิ่งนอนใจและแนะนำให้คุณแม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะเมื่อเทียบกับตอนที่รักษามะเร็งลำไส้ระยะลุกลามเมื่อสิบกว่าปีก่อน คราวนี้ทั้งผมและท่านรู้สึกเบาใจมากกับการรับมือมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมีโอกาสรักษาหายขาดสูง”

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบต่างๆ อยู่ 3 วิธี ได้แก่

1) การเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Chest x-ray

2) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan

และ 3) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low dose CT Scan

ทั้งนี้ นายแพทย์นรินทร สุรสินธน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและป้องกัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละวิธี “การเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Chest x-ray ซึ่งมักรวมอยู่ในรายการตรวจสุขภาพประจำปี ทำได้ง่ายและรวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะคัดกรองเซลล์มะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นที่มีขนาดเล็ก ส่วนการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan จะมีความแม่นยำสูงกว่ามาก แต่เป็นวิธีที่ต้องรอคิวนาน ในบางโรงพยาบาล บุคลากรด้านรังสีแพทย์และเครื่องมือยังมีอยู่จำกัด นอกจากนี้ ผู้เข้าตรวจได้รับรังสีในปริมาณสูงและอาจรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่างกายจากการฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดํา ส่วนวิธีการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low dose CT Scan นั้น มีความแม่นยำกว่าการเอกซเรย์ทรวงอกถึง 6 เท่า ส่งผลให้พบมะเร็งปอดได้รวดเร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดลงได้ 20%[3]  ดังนั้น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำจึงเป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ”

แนวปฏิบัติของ National Comprehensive Cancer Network (NCCN)[4]  ระบุว่ากลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งปอด ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และมีประวัติการสูบบุหรี่มากกว่า 20 packs-year ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดประจำปีด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ ในขณะที่ผู้ที่อาจมีปัจจัยเสี่ยงหรือผู้ที่ใส่ใจสุขภาพก็สามารถปรึกษาแพทย์ เพื่อขอเข้ารับตรวจคัดกรองด้วยวิธีดังกล่าวได้เช่นกัน เพราะมะเร็งปอดถือเป็นภัยสุขภาพที่คุกคามร่างกายอย่างเงียบ ๆ และอาจพรากคนที่คุณรักไปอย่างไม่มีวันกลับ ดังนั้น การตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่ผลลัพธ์การรักษาจะเป็นไปในทางที่น่าพึงพอใจ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้

[1] The Global Cancer Observatory, International Agency for Research on Cancer, WHO (March, 2021) https://gco.iarc.fr/today/data/factsheets/populations/764-thailand-fact-sheets.pdf

[2] EpiCast report: NSCLC Epidemiology Forecast to 2025. GlobalData. 2016

[3] The National Lung Screening Trial Research Team. Reduced lung-cancer mortality with low-dose computed  tomographic screening. N Engl J Med. 2011;365(5): 395-409.

[4] NCCN VERSION1.2022

ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ความเหมือนที่แตกต่างจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683796

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 07:17 น.ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ความเหมือนที่แตกต่างจากโควิด-19

สำรวจความเหมือนและความต่าง ระหว่าง “ไข้หวัดใหญ่รุ่นพี่” vs “เพื่อนรุ่นน้องอย่างโควิด-19”

จากหัวข้อด้านบนหลายคนอาจสงสัย ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น เพราะทั้งไข้หวัดใหญ่รุ่นพี่ และเพื่อนรุ่นน้องอย่างโควิด-19 เป็นโรคติดต่อจากระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันตรงไวรัสที่เป็นสาเหตุการติดเชื้อมาจากไวรัสคนละชนิดกัน สำหรับไข้หวัดใหญ่เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ส่วนโควิด-19 เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ที่พบในปี 2019 และเป็นที่ทราบกันดีอีกว่าโรคโควิด-19 นั้น สามารถแพร่กระจายและติดต่อได้ง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วภาษีความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางส่วนจะมากกว่าเยอะ และแน่นอนว่าการจะวินิจฉัยแยกโรคการติดเชื้อทั้ง 2 ชนิดออกจากกัน ลำพังการดูจากประวัติ และอาการ หากการแสดงอาการไม่เพียงพอที่บอกได้ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจะต้องทำการตรวจ การทดสอบโรคทุกครั้งหากมีอาการที่ชวนสงสัย โดยในวันนี้จะกล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานของโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งอินเทรนด์ในช่วงหน้าฝนที่กำลังจะเข้ามาในประเทศไทย

นพ.ณฐนัท ช่างเงินชญช์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช

นพ.ณฐนัท ช่างเงินชญช์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยรวบรวมไว้ในบทความให้ความรู้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการติดต่อ สาเหตุ อาการ กลุ่มเสี่ยง รวมไปถึงวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่รู้จักกันดี และเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากสำหรับคนไทย เมื่อเป็นแล้วสามารถเป็นซ้ำได้อีก สามารถติดต่อได้ง่าย จึงทำให้มีการระบาดของโรคเกิดขึ้น ถึงแม้ไข้หวัดใหญ่จะไม่มีความรุนแรงสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง แต่ก็มีผลทำให้ไม่สบาย ไม่สามารถไปทำงานหรือไปโรงเรียนได้ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือภูมิต้านทานต่ำ โรคอาจจะเกิดความรุนแรงได้

สำหรับประเทศไทยสามารถพบไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งจะตรงกับกับระยะเวลาการเปิดภาคเรียนแรก ส่งผลให้มีการระบาดมากในสถานศึกษา หลังจากนั้นจะพบมากอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวหลังปีใหม่จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่การระบาดในช่วงนี้มักจะไม่สูงเท่ากับกับการระบาดในช่วงฤดูฝน

โดยในช่วง 2 ปีที่มีระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 ทำให้พบว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และโรคไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ ลดลงอย่างมาก ถึงแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลง การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การดูแลทำความสะอาดมือ และการเว้นระยะห่างมากขึ้น

การติดต่อ

การติดต่อโรคของไข้หวัดใหญ่ จะเป็นการติดต่อจากละลองฝอยขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็กจากผู้ที่ติดเชื้อแล้ว และมีการไปสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ แล้วไปสัมผัสโดนเนื้อเยื่อบุตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ตา จมูก ปาก หรือการหายใจเข้าไป โดยระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อไวรัสอยู่ที่ 1-4 วัน หลังจากสัมผัสโรค (โดยเฉลี่ยประมาณ 2 วัน) เชื้ออาจจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น และสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่วันแรกก่อนมีอาการ จนถึงช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังการติดเชื้อ หลังจากนั้นประมาณ 5-10 วัน ปริมาณเชื้อจะลดลงจนไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ แต่ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่อ้วน หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ อาจตรวจพบเชื้อได้นานเป็นหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

สาเหตุ

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ก่อนที่จะกลายมาเป็นโรคในคน มีสาเหตุมาจากเชื้อ Human Influenza Virus A, B, C โดยชนิด C พบได้น้อยจึงไม่ได้กล่าวถึง เริ่มต้นจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะพบอยู่ 2 ชนิดย่อยที่สำคัญคือ ชนิด H1N1 และอีกชนิดคือ H2N3 ที่ยังวนเวียนก่อโรคไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์มาตลอด ส่วนที่เหลือมากกว่า 130 สายพันธุ์ จะก่อโรคในสัตว์ เช่น นก หมู และอื่น ๆ ในอนาคตยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าจะมีการติดต่อมาแพร่ระบาดสู่คนได้เมื่อไหร่ โดยจากประวัติการระบาดในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A นั้น ได้มีการระบาดใหญ่มาแล้ว 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อปี ค.ศ. 2009 เป็นที่รู้จักกันดีคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009 ซึ่งสายพันธุ์นี้ยังคงมีการระบาดมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A สามารถกลายพันธุ์ได้ทีละเล็กทีละน้อย จึงทำให้สามารถหลบหลีกภูมิต้านทานที่มีอยู่ได้ เป็นที่มาของการทำให้ติดเชื้อซ้ำ ส่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่ในคนเท่านั้น และยังไม่พบการระบาดใหญ่ โดยมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ Victoria และสายพันธุ์ Yamagata

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการจับไข้เฉียบพลัน วัดไข้ได้ตั้งแต่ 37.8 จนสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอแห้ง ๆ และอาจพบอาการร่วมอื่น ๆ เพิ่ม เช่น อาการอ่อนเพลีย คัดจมูก เจ็บคอ ปวดศีรษะ ในผู้ป่วยเด็กบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ค่อยพบในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ โดยอาการและความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ยกอย่างเช่น ในผู้ป่วยสูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือ ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ อาจจะตามมาด้วยอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกโคลงเคลง โดยมีอาการทางระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย ไม่มีไข้ แต่จะมีอาการเซื่องซึมลงได้

กลุ่มเสี่ยงสูงที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่

• เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี

• ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

• สตรีตั้งครรภ์

• ผู้ที่มีภาวะอ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 kg/m2

• ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหืด โรคถุงลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ โรคเบาหวาน

• ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น กินยากดภูมิต้านทาน เคมีบำบัด รังสีบำบัด หรือโรคที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคมะเร็ง และ โรคติดเชื้อเอชไอวี

หากสงสัยว่าผู้ป่วยน่าจะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจ swab เข้าทางจมูก หรือโพรงจมูกด้านหลัง เพื่อยืนยันการวินิจฉัย หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา โดยทั่วไปถ้าเป็นผู้ป่วยที่สุขภาพแข็งแรงดี แพทย์จะให้รักษาตามอาการ ประคับประคองรอเวลาให้ร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสให้หมด ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น การดูแลจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ หากมีความจำเป็นในกรณีที่เข้าสู่วันที่ 2-3 แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไข้ ไอหอบ ที่จะบ่งบอกถึงอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ในบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดจำนวนของไวรัสในการที่จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจภายใน 48 ชั่วโมงแรก

สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไม่แตกต่างไปจากการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่เราทราบกันเป็นอย่างดี คือผู้ป่วยควรพักอยู่ที่บ้าน รักษาระยะห่างทางสังคม ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น หมั่นล้างมือ ใช้แอลกอฮอล์เจล เวลาไอ หรือจาม ต้องปิดปากและจมูกเสมอ

การป้องกัน

• ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่จะต้องดูแลสุขอนามัย และทำร่างกายให้แข็งแรง หมั่นล้างมือก่อนสัมผัสใบหน้า รับประทานอาหารที่สะอาด หรือที่เรียกว่า กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ โดยล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่มีน้ำ เพราะแอลกอฮอล์สามารถทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้

• ไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน การให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่จำเป็นต้องให้ทุกปี ปีละ 1 ครั้ง สำหรับประเทศไทยควรให้วัคซีนก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน จนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยสายพันธุ์ของไวรัสที่อยู่ในวัคซีนจะใช้สายพันธุ์ของวัคซีนซีกโลกใต้เป็นหลัก

คงจะได้ทราบข้อมูลพื้นฐานของโรคไข้หวัดใหญ่กันแล้ว และสามารถมองภาพไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากในสังคมปัจจุบันเราคงหลีกเลี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 แทบไม่ได้ เพราะทั้งคู่เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวท่านผู้อ่านทุกคนมาก ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย และการรักษาระยะห่างทางสังคมแล้ว อย่าลืมรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีกันด้วยนะครับ เพราะการรับวัคซีนจะช่วยบรรเทาอาการป่วยได้มาก หากท่านมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ หรือในบางรายที่ติดเชื้อไม่มากอาจจะไม่มีอาการเลยก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคงไม่มีท่านผู้อ่านคนไหน อยากติดเชื้อไวรัสของทั้งสองโรคพร้อม ๆ กัน เพราะนั่นอาจจะเป็นหายนะทางด้านสุขภาพของท่านได้ ฉะนั้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ครับ

How to วิธีกระตุ้นระบบเผาผลาญด้วยสารอาหารที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683915

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 09:55 น.How to วิธีกระตุ้นระบบเผาผลาญด้วยสารอาหารที่ดี

จริงหรือไม่? ที่การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเหมาะสม ช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานต่อวันได้ดีกว่าการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพียงอย่างเดียว

กว่าหลายปีที่ผ่านมา การเผาผลาญพลังงานนับเป็นเป้าหมายหลักของผู้บริโภค เนื่องจากมีผลต่อน้ำหนัก ความอยากอาหาร และระดับไขมันในร่างกาย ยิ่งการเผาผลาญของคุณสูงขึ้นเท่าใด พลังงานที่คุณเผาผลาญได้ก็สูงขึ้นด้วยแม้จะอยู่ในขณะพักผ่อน อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังคงไม่ทราบว่าการที่ร่างกายเผาผลาญได้ดีหมายความว่าคุณอาจต้องรับประทานมากขึ้น และหรือปรับช่วงเวลาของมื้ออาหารเพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ โดย มิเชล ริกเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและการอบรมด้านโภชนาการทั่วโลก บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กล่าวว่า “สิ่งที่สำคัญในที่นี้คือ การเข้าใจว่าร่างกายของคุณจัดการกับอาหารอย่างไร และอาหารประเภทใดที่คุณจำเป็นต้องรับประทานเพื่อให้ร่างกายของคุณทำงานได้อย่างเหมาะสม”

มิเชล ริกเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและการอบรมด้านโภชนาการทั่วโลก บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

ร่างกายสร้างพลังงานได้อย่างไร

แม้ว่าอาหารทุกชนิดจะช่วยเพิ่มพลังงานได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าอาหารประเภทใดที่เหมาะแก่การรับประทานเพื่อรักษาระดับพลังงาน โดยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไขมันดี (อะโวคาโดและถั่ว) และโปรตีน (ปลา ไก่ เทมเป้ ไข่ และอื่น ๆ) จะใช้เวลาในการย่อยนาน ช่วยตอบสนองต่อความหิว และค่อย ๆ ให้พลังงานอย่างสม่ำเสมอ จึงมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ต่ำ ซึ่งค่าดัชนีน้ำตาลต่ำถือเป็นสิ่งที่ดีด้วยเหตุผลต่อไปนี้

ร่างกายใช้พลังงานน้อยกว่าการย่อยอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลที่สูงหรืออาหาร “ขยะ” เนื่องจากมีส่วนผสมของวัตถุดิบที่ผ่านการขัดสี การย่อยที่เร็วทำให้หิวบ่อย และจะส่งความรู้สึกความอยากอาหารไปที่สมอง ในทำนองเดียวกันกับการอดอาหาร สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้ “การอดอาหาร” ส่งผลเสียในระยะยาวคือ ทุกครั้งที่คุณอดอาหาร หรือร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงและมีการปล่อยฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดการสลายกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่ใช่การเผาผลาญไขมัน ปฏิกิริยานี้ทำให้คุณมีความอยากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นเพื่อรักษาระดับพลังงาน แม้ว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนสำคัญของมื้ออาหารที่สมดุลเพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่การมุ่งเน้นให้ร่างกายได้รับโปรตีนต่อวันอย่างเพียงพอต่อความต้องการจะทำให้คุณสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าการรับประทานอาหารที่เน้นแต่คาร์โบไฮเดรตสูง การรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันอย่างสมดุลจะให้พลังงานแก่ร่างกายเพื่อใช้ในการออกกำลังกายและเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย

พลังของไมโทคอนเดรีย

ไมโทคอนเดรียสร้างพลังงานที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดและการทำงานของเซลล์ทั้งหมดในร่างกาย รวมถึงส่งเสริมให้ต่อมหมวกไตทำงานเป็นปกติ ต่อมหมวกไตทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมกระบวนการเผาผลาญ

ระบบภูมิคุ้มกัน ความดันโลหิต การตอบสนองต่อความเครียด และการทำงานที่จำเป็นอื่น ๆ ของร่างกาย บางคนบอกว่า “อาหารเป็นยา” และเมื่อคุณพิจารณาถึงพลังงานที่ผลิตโดยไมโทคอนเดรียและผลของพลังงานต่อฮอร์โมนเหล่านี้ การดูแลต่อมหมวกไตให้ทำงานเป็นปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดน้ำหนัก ให้พลังงาน และสุขภาพดีแบบองค์รวม

ด้วยปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ไมโทคอนเดรียจะสลายกลูโคสเป็นโมเลกุลที่ให้พลังงานที่เรียกว่า อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (ATP) ซึ่งใช้เป็นพลังงานสำหรับกระบวนการต่าง ๆ ระดับเซลล์ โดยพื้นฐานไมโทคอนเดรียจะช่วยเปลี่ยนพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นพลังงานที่เซลล์สามารถนำไปใช้ได้

การออกกำลังกายช่วยเพิ่มจำนวนไมโทคอนเดรียทำให้ร่างกายมีความสามารถในการสร้างพลังงานได้ดีขึ้น

สองวิธีที่ช่วยให้พลังงานแก่ไมโทคอนเดรีย ได้แก่ แอลคาร์นิทีนและครีเอทีนจากแหล่งอาหารธรรมชาติ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ทั้งสองยังมีส่วนสำคัญในการสร้างมวลกล้ามเนื้อ เราสามารถรับสารอาหารเหล่านี้จากโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า เนื้อกระบือไบสัน ไข่ และสัตว์ปีก และยังพบในโปรตีนจากพืช เช่น เมล็ดถั่ว ถั่ว และเมล็ดพืช ด้วยเช่นกัน

อาหารเสริมเพิ่มพลังงาน

หากคุณต้องการเพิ่มพลังงาน วิตามินบีนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี วิตามินบีสามารถละลายน้ำได้ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้มากตามความต้องการ และส่วนเกินที่เหลือจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ หากเราเคลื่อนไหวร่างกายมาก ไม่ได้รับประทานอาหารที่สมดุล ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือใช้ยาหลายชนิด เราอาจจะขาดวิตามินบี

วิตามินบี 12 มีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังงานจากการเปลี่ยนอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นพลังงานที่เซลล์สามารถนำไปใช้ได้ ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่จำเป็นสำหรับการทำงานของปอด และเปลี่ยนไขมันและโปรตีนเป็นพลังงาน

· วิตามินบี 1 (ไทอามีน) ช่วยการทำงานของสมองและระบบประสาท

· วิตามินบี 2 (ไรโบเฟลวิน) ป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระและออกซิเดทีฟสเตรส

· วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) เสริมสร้างการทำงานพื้นฐานของสมอง

· วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) เสริมสร้างการทำงานของสารสื่อประสาท (สารเคมีในสมอง)

ผักโขมปรุงสุก บรอกโคลี ผักเคล คะน้าฝรั่ง ผักกาดเขียว ผักจำพวกชาร์ด กวางตุ้ง ผักจำพวกบีท ผักคะน้า ล้วนเป็นอาหารเพิ่มพลังงานที่มีคลอโรฟิลล์ แมกนีเซียม และวิตามินบี

นอกจากวิตามินบีแล้ว มิเชล ริกเกอร์ แนะนำว่า โคคิวเทน (หรือยูบิควินอล) ก็กระตุ้นการทำงานของแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ (เช่น ไมโทคอนเดรีย) ทำให้สร้างพลังงานมากขึ้นเช่นกัน ยูบิควินอลสามารถพบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย และเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมียูบิควินอลลดลง

ธาตุเหล็ก มีบทบาทในการสร้างพลังงานจากสารอาหาร และยังมีส่วนช่วยในการส่งกระแสประสาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่ส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิดการทำงาน

การมีพลังงานมากมักเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเราและทำให้เรารู้สึกดี แต่การเข้าใจถึงวิธีการควบคุมอาหารเพื่อให้มีความรู้สึกที่ดีนั้นจะให้ประโยชน์กับคุณและสุขภาพโดยรวมได้มากขึ้น การเพิ่มการเผาผลาญของคุณจะเกิดขึ้นได้เมื่อคนมีความเข้าใจว่าร่างกายของคุณผลิตพลังงานอย่างไร และอาหารต่าง ๆ ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างไร มิเชล ริกเกอร์ สรุปไว้อย่างน่าสนใจ

7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683907

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 08:50 น.7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

รู้แล้วเลิกด่วน!! 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

กระดูกในร่างกายมนุษย์มีทั้งหมด 206 ชิ้นที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง ย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วยค่ะ

สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง อีกด้วย

สำคัญขนาดนี้จึงอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันซักหน่อย เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว มาดูกันว่าอะไรบ้าง ที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

1. นั่งไขว่ห้าง

ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้างเลยค่ะ ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส ( s ) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กันเลย

2. การกอดอก

ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลย เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งจะทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่วงที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัวเลย

3. ท่ายืนพักขา

การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เองคะ

4. นั่งหลังงอ

จำไว้ค่ะว่าหลังต้องตรง เหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลา

5. นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ

จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่า

6. นอนขดเป็นดักแด้

เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆ นั้นๆ  นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเอง ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วน ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วย

7. ส้นสูง

ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารองเท้าส้นสูง ถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บ แล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วยฃ

ขอบคุณข้อมูลจาก ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก

ภาพจาก www.freepik.com