นักวิทยาศาสตร์เผย “กินมื้อเช้าน้อย ส่อแววเครียดมาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598404

  • วันที่ 23 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

นักวิทยาศาสตร์เผย "กินมื้อเช้าน้อย ส่อแววเครียดมาก"

หากตอนนี้กำลังเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ไม่ต้องคิดมากเดี๋ยวจะเครียด แค่หาอะไรรองท้องหรือมองหามื้อเช้าก็ช่วยลดความรู้สึกนี้ลงได้แล้ว

หลายครั้งเราพบเห็นไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการกินอาหารเช้า เพราะความเร่งรีบ ไม่มีเวลาเตรียม หรือคิดว่าเผลอแป๊บเดียวก็มื้อเที่ยง แล้วเคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า วันไหนที่ไม่ได้กินมื้อเช้า พอสายหน่อยแล้วรู้สึกหงุดหงิดง่าย หรืออารมณ์อ่อนไหวง่าย

ที่เป็นแบบนี้นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการศึกษามาแล้ว พบว่า คนที่กินอาหารเช้าน้อยเท่าไร ยิ่งเกิดความเครียดได้มากเท่านั้น และอารมณ์จะอ่อนไหวง่าย หงุดหงิดง่าย ในทำนองเดียวกันหากคุณกินอาหารมื้อกลางวันที่ให้พลังงานน้อย ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า อาหารที่กินเข้าไปมีผลต่ออารมณ์และความเครียด

โดยได้ทำการศึกษาโดยแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้กินอาหารเช้าและกลางวันตามปกติ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะให้กินอาหารที่มีพลังงานต่อมื้อต่ำ ผลที่ได้คือ มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องอารมณ์ แต่กลุ่มที่ได้รับพลังงานต่ำจะเกิดความเครียด มีความกระวนกระวาย และมีความอดทนน้อยลงในการทำงาน

ส่วนที่ประเทศอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงผลการศึกษาการกินอาหารเช้าที่มีไขมันมาก ว่าจะทำให้สมองทำงานช้าลง เฉื่อย ล้า ขาดความคิดสร้างสรรค์ และมีความเพ้อฝันมากขึ้น ซึ่ง University of Sheffield ได้ตรวจสอบสมมติฐานดังกล่าวและพบว่า ในกระบวนการย่อยไขมันจะไปลดความกระฉับกระเฉง ความคล่องแคล่วว่องไวของสมองและร่างกายลง

ส่วนในท้ายของบทความดังกล่าวยังได้เปรียบเทียบความสำคัญของอาหารแต่ละมื้อว่า “อาหารเช้าเปรียบเหมือนพระราชา อาหารกลางวันเปรียบเหมือนพระราชินี ส่วนอาหารมื้อค่ำเปรียบเหมือนยาจก” เข้าตำราที่คนไทยคุ้นเคยในเรื่องการบริหารมื้ออาหารเพื่อลดพุงที่ว่า “เช้ากินอย่างราชา กลางวันแค่ธรรมดา ตกเย็นเป็นยาจก”

‘โรคซึมเศร้า’ ความผิดปกติทางอารมณ์ที่รักษาให้หายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598236

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

'โรคซึมเศร้า' ความผิดปกติทางอารมณ์ที่รักษาให้หายได้

“โรคซึมเศร้า” ภัยเงียบยุค 4G ที่คร่าชีวิตคนไทยไปไม่น้อย กรมสุขภาพจิต เผยสถิติปี 2561 พบคนไทยป่วยโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคน ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ป่วยกว่า 300 ล้านคน

เป็นที่รู้กันดีว่าโรคซึมเศร้ามีผู้คนในสังคมที่ป่วย หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคนี้ โดยจากข้อมูลกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบคนไทยป่วยโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคน ขณะที่ทั่วโลกพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากว่า 300 ล้านคน ตามความเข้าใจในโรคซึมเศร้า บ่อยครั้งที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ได้ป่วยเข้าใจว่าโรคดังกล่าวเป็นความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล แต่แท้จริงแล้วโรคซึมเศร้ามีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่ใช่ความอ่อนแอท้อแท้ในตัวเอง ที่สำคัญคือทุกคนช่วยกันรักษาโรคร้ายนี้ให้หายได้

นายแพทย์ กันตพัฒน์  ราชไชยา แพทย์โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ กทม. อธิบายถึงภัยร้ายคร่าชีวิตใกล้ตัวคนเราอย่าง “โรคซึมเศร้า”  (Major depressive disorder) ว่า เป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อย โดยผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์ ทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้าที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง เซโรโทนิน ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ มีปริมาณลดลงส่งผลทำให้มีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดที่มีอันตรายกระทบต่อฟังก์ชันชีวิต กระทั่งนำความคิดสู่การทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย

สาเหตุของโรค สามารถปะทุจากสภาวะซึมเศร้าสู่โรคซึมเศร้าได้จาก 1.กรรมพันธุ์ 2.พัฒนาการของจิตใจและสิ่งแวดล้อมมีแต่ความเครียดหนัก เช่น การเรียน การสอบ การพบเจอมรสุมชีวิต 3.เจ็บป่วยเรื้อรังจนหมดกำลังใจหรือพบกับความสูญเสียคนรัก ครอบครัว 4.ปัญหาเรื่องการเงิน ตกงาน  5.ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น ทั้งหมดทั้งมวลยิ่งบ่อยยิ่งเพิ่มโอกาสที่เป็นปัจจัยทางชีวภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้า

อาการโรคซึมเศร้าของผู้ป่วย สิ่งแรกคืออาการอารมณ์เศร้าหมอง ท้อแท้ เบื่อหน่าย หดหู่ ขาดความสนใจความสนุกสนาน ผู้ป่วยจะมีอารมณ์หงุดหงิด วิตกกังวล ต่อมาร่างกายจะโต้ตอบช้า เคลื่อนไหวเชื่องช้า ปวดหัว ปวดตามกล้ามเนื้อหรือปวดท้อง สีหน้าเศร้าหมอง สะเทือนใจง่าย นอนได้น้อย ไม่อยากอาหาร ความต้องการทางเพศลดลง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้สึกนึกคิดสมาธิและความจำลดลง สูญเสียความมั่นใจตัวเอง คิดวนเวียนแต่เรื่องในแง่ร้าย หมดหวังในอนาคต มีความคิดหรือการกระทำที่จะทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ ความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มแนวโน้มของตัวโรคสูงขึ้นในกรณีโรคเกิดขึ้นกับคนอายุน้อย คนที่มีนิสัยชอบแยกตัวอยู่คนเดียว คนที่ขาดคนที่เข้าใจและใส่ใจดูแล มีปัญหาการใช้สารเสพติด มีกรรมพันธุ์ที่เป็นโรคทางจิตเวชร่วมหรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช โรคทางสมอง และโรคทางกายที่รุนแรงอื่นๆ ร่วมด้วย ผู้ที่เคยมีประวัติซึมเศร้าอยู่เดิมแต่ไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการ ‘ดิ่ง’ อาการเรียกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่อยู่ในช่วงควบคุมอารมณ์ได้ลำบากและมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง อาจทำให้มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูงขึ้นอีกด้วย

แนวทางการรักษาโรคซึมเศร้า ในปัจจุบันนิยมรักษาโดยการทำจิตบำบัดรายบุคคล และการทำจิตบำบัดร่วมกับรับประทานยาแก้โรคซึมเศร้า (Antidepressant drugs) เพื่อลดความกังวลและทำให้อารมณ์หายซึมเศร้า โดยตัวยาจะช่วยไปปรับสมดุลของเซโรโทนิน ทำให้อารมณ์ค่อยๆ แจ่มใสขึ้นใน 2-3 สัปดาห์แรก และต้องใช้เวลา 30-90 วัน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่

ผลข้างเคียงจากยา ที่พบบ่อยคือความว่องไวจะลดลงและมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ง่วงซึม มึนงง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยาแก้โรคซึมเศร้าในปัจจุบันเพื่อให้เหมาะสมกับแนวทางการรักษา จึงมีรูปแบบที่แก้อาการง่วงซึมดังกล่าวให้ผู้ป่วยเลือกใช้และหายจากอาการซึมเศร้าที่ไม่ก่อให้เกิดการเสพติดยาของผู้ป่วย เมื่อหยุดยาหลังการรักษาต่อเนื่องประมาณ 2 ปี ผู้ป่วยที่ปฏิบัติรักษาก็จะหายขาดและกลับมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข

ดังนั้น หากทุกคนเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดอาการป่วย ไม่ใช่ความอ่อนแอของตัวบุคคล ก็จะช่วยกันรักษาโรคร้ายนี้ให้หายไปจากประเทศไทยได้

ถามหมอ : 3 ปัญหาเบาหวานที่คนต้องการรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598220

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 13:13 น.

ถามหมอ : 3 ปัญหาเบาหวานที่คนต้องการรู้

ไขข้อข้องใจ… เป็นเบาหวานกินทุเรียนได้ไหม? แล้วค่าความเสื่อมของไตล่ะ? สุดท้ายเบาหวานเป็นแล้วมีโอกาสหายหรือไม่?

“เบาหวาน” เป็นโรคใกล้ตัวที่มีสถิติคนไทยป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการที่ฮอร์โมนอินซูลินซึ่งสร้างจากตับอ่อนมีระดับต่ำหรือน้อยกว่าปกติ ทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดสูงขึ้นจึงทำให้เป็นเบาหวานในที่สุด

ครั้งนี้เราได้เรียนถามกับทีมแพทย์จากกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ กลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวช และโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ถึงปัญหาคาใจที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ แต่ก่อนอื่นคุณหมอได้เกริ่นถึงเรื่องของโรคเบาหวานให้เรารู้จักคร่าวๆ ว่า

โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง “กรรมพันธุ์” เป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ “อาหาร” ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดเบาหวานได้ มีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานของหวานที่ประกอบไปด้วยน้ำตาล หรืออาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น ไขมัน ของมัน หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน ตลอดจนเครื่องดื่มยอดฮิตต่างๆ เช่น ชานมไข่มุก เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนและโอกาสที่เป็นเบาหวานก็เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ “ไลฟ์สไตล์” หรือรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนในยุคปัจจุบันหันไปรับประทานอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟูดมากขึ้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวล้วนเสี่ยงทำให้เป็นเบาหวานเช่นกัน คุณหมอจึงได้แนะนำวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ดังนี้

สำรวจตนเองก่อนเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ 1. ผู้ที่มีบิดาหรือมารดาหรือพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวาน เรียกว่าเป็นความเสี่ยงตามพันธุกรรม 2. ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน และ 3.ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ทั้งสามปัจจัยนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดเบาหวาน หากไม่ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ก็จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีรูปร่างปกติ ผอม หรือมีรูปร่างสมส่วน ก็สามารถอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

การรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งจะมีการให้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรามีในร่างกายคือ น้ำตาลที่สูงเกินไป ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ อาหารที่จะรับประทานเข้าไปนั้น จะไปเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดให้สูงขึ้นหรือไม่ โดยอาหารจำพวกแป้ง โปรตีน ผักและผลไม้ต่างๆ นับว่าจำเป็นต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ควรรับประทานให้พอประมาณ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะเดียวกันควรหมั่นออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ทุเรียน กับ ผู้ป่วยเบาหวาน ?

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ที่ใครหลายคนชื่นชอบ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและตรวจเลือดแล้วว่าไม่เป็นเบาหวาน สามารถรับประทานได้ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรระมัดระวัง หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน โอกาสความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานก็จะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รักษาระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมายก่อน ก็จะสามารถรับประทานได้ แต่อาจจะหันไปลดปริมาณอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งแนะนำว่าผู้ที่เป็นเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวด้วยจะเป็นผลดีที่สุดต่อตนเอง

เป็นเบาหวานแล้ว โรคไตจะถามหาหรือไม่ ?

มีรายงานว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกจะมีค่าไตเสื่อมประมาณ 20-30% สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน 5-10 ปี จะมีความเสื่อมของไตเกิดขึ้นแล้วประมาณ 50% ยิ่งหากรับประทานอาหารรสเค็ม จะส่งผลให้ความดันสูงขึ้นตามไปด้วย

โรคเบาหวานแล้วมีโอกาสหายหรือไม่ ?

ผู้ที่เป็นเบาหวานในระยะเริ่มต้น หากสามารถคุมอาหารได้ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ไม่ว่าจะทานยาหรือไม่ทานยาก็ตาม หมั่นออกกำลังกาย ระดับน้ำตาลอาจจะกลับมาในภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่าหายขาดได้ หากไม่ดูแลตนเองให้ดีก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องพึงระลึกและบอกตนเองเสมอว่า ทำอย่างไรให้การรับประทานอาหารกับการใช้ยามีความสมดุลกัน ต้องกระจายมื้ออาหารอย่างไรที่ไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง ควรออกกำลังกายในช่วงไหนบ้างที่จะให้น้ำตาลที่เรารับประทานเข้าไปนั้นอยู่ในภาวะที่สมดุลกัน หากรับประทานน้อยเกินไป เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็เป็นอันตราย หากรับประทานมากเกินไปน้ำตาลสูงก็เกิดโรคแทรกซ้อน ดังนั้น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา ต้องสมดุลกัน

 

ภาพ freepik

เลือกกินเนื้อไก่ส่วนไหน ได้ประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598130

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เลือกกินเนื้อไก่ส่วนไหน ได้ประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ส่องปริมาณไขมันในแต่ละชิ้นส่วนของไก่ เลือกบริโภคให้ตรงใจ ไขมันน้อย-ไขมันมาก พร้อมวิธีเลือกซื้อเนื้อไก่เพื่อให้ได้ชิ้นสดไหม่ไว้ปรุงอาหาร

พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น “เนื้อไก่” ก็เป็นอาหารโปรตีนยอดนิยมที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อไก่เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีโปรตีนสูง นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด เส้นใยกล้ามเนื้อของไก่มีความละเอียด อ่อนนุ่มคล้ายปลา ทำให้เคี้ยวกลืนง่าย จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยทารก ถึงวัยสูงอายุ

ประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อไก่ ส่วนประกอบของเนื้อไก่ มีน้ำ ร้อยละ 74 มีโปรตีนสูงถึง ร้อยละ 19 โปรตีนของเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดี หรือโปรตีนชนิดสมบูรณ์ มีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ครบถ้วนทั้ง 10 ชนิดคือ Histidine Isoleucine Leucine Lysine, Methionine Phenylalanine Threonine, Tryptophan valine และ Arginine ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฟีบ ถ้ารับประทานเพียงพอตามช่วงวัย

เนื้อไก่มีไขมันน้อยเพียงร้อยละ 5 ไขมันส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือ ตูดไก่ หนังไก่ และคอไก่ ซึ่งมีทั้งไขมัน และไขมันอิ่มตัวมากกว่าส่วนอื่น ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยง รองลงมาคือส่วนของปีกไก่ และสะโพกไก่ ตามลำดับ

ชิ้นส่วนของเนื้อไก่ที่มีไขมันน้อย ได้แก่ อกไก่ สันในไก่ และน่องไก่ ในส่วนดังกล่าวนี้จะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมากกว่าไขมันจากวัวและหมู นอกจากนี้เนื้อไก่ยังมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไวตามินเอ และไนอาซิน ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อไก่แต่ละส่วนนำมาปรุงอาหารได้แตกต่างกัน เช่น สันในไก่ ส่วนนี้มีความนุ่มมากที่สุด และมีไขมันน้อยที่สุด ปรุงอาหารได้ทุกชนิด เช่น ย่าง ต้ม ตุ๋น ทอด อบ นึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้องการควบคุมระดับไขมันในเลือด และควบคุมน้ำหนัก

อกไก่ เป็นส่วนที่มีความนุ่มรองจากสันในไก่ ถ้าลอกหนังออกจะมีไขมันนัอย นำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด คล้ายสันในไก่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ปัจจุบันมีผู้บริโภคนิยมนำอกไก่ไปปั่นเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มโปรตีน

ปีกไก่ เหมาะสำหรับปรุงอาหารประเภททอด จะได้ความกรอบอร่อย และกรอบนานมากกว่าชิ้นส่วนอื่น แต่ก็จะมีไขมันมากกว่าส่วนอกและสันใน ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือต้องการลดน้ำหนัก ควรจำกัดปริมาณการรับประทาน และควรรับประทานคู่กับผักด้วยเสมอ เพราะใยอาหารจากผักจะช่วยลดการดูดซึมไขมัน เช่น กินปีกไก่ทอด กับผัดผักรวม หรือแกงส้มผักรวม เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีกรดยูริกสูง ควรงดการบริโภคอาหารที่ทำปรุงด้วยปีกไก่

น่องไก่ มีไขมันน้อยกว่าส่วนปีก มีความเหนียวกว่าส่วนอื่น เหมาะสำหรับนำไปย่าง ทอด ตุ๋น ถ้าต้องการควบคุมไขมัน ควรงดรับประทานส่วนหนัง

สะโพกไก่ มีไขมันมากรองจากปีกไก่ เมนูที่นิยมใช้สะโพกไก่ปรุงอาหารเช่น แกงเขียวหวาน แกงคั่ว ผัดเผ็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ไก่ผัดเม็ดมะม่วง คำแนะนำเพื่อลดการบริโภคไขมันจากสะโพกไก่ คือควรใส่ผักเพิ่มขึ้น เช่น แกงเขียวหวานเพิ่มมะเขือ ผัดกะเพราเพิ่มถั่วฝักยาว เป็นต้น

นักกำหนดอาหารวิชาชีพแนะวิธีการเลือกซื้อเนื้อไก่เพื่อให้ได้เนื้อไก่สดไหม่ไว้ปรุงอาหารอร่อยรับประทาน

1.เลือกไก่ที่มีผิวตึง เพราะไก่ที่มีผิวย่น เนื้อไม่แน่น ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ที่ไม่สด

2.สีของเนื้อไก่สด จะต้องมีสีขาวอมส้มหรือชมพูอ่อน ไม่ซีด ไม่มีรอยช้ำ

3.กลิ่นของเนื้อไก่ที่สดใหม่ จะมีกลิ่นคาวน้อยมาก ต้องดมกลิ่นก่อนซื้อทุกครั้ง

4.ไม่มีเมือก อย่าลืมจับเนื้อไก่ดูก่อนซื้อ ไก่สดจะไม่มีเมือกติดมือ

 

ภาพ freepik

“กระดูกพรุน” สาเหตุของกระดูกหัก-กระดูกสันหลังผิดรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593013

  • วันที่ 19 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

"กระดูกพรุน" สาเหตุของกระดูกหัก-กระดูกสันหลังผิดรูป

สถิติในปีที่ผ่านมา พบผู้สูงอายุประมาณ 30,000 คน เป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดการหัก ทั้งยังมีโอกาสหักซ้ำ 6-8%

จากสถิติในปี 2561 พบว่า มีผู้สูงอายุประมาณ 30,000 คนต่อปีที่เป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดการหัก เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกหลัง กระดูกสะโพกหัก โดยจำนวนนี้พบว่าเฉพาะผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหัก มีโอกาสหักซ้ำ 6-8% ซึ่งกระดูกสะโพกหักนั้นถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี ไม่ได้รับการรักษาทันทีก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการสะโพกหัก แต่ยังไม่ได้รับการรักษาด้วยปัจจัย เช่น ห้องผ่าตัดไม่พร้อม หรือผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อน ก็เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โดยต้องได้รับการผ่าตัดภายใน 72 ชั่วโมง ขณะที่หลังการผ่าตัด การฟื้นฟูผู้ป่วยป้องกันไม่ให้เกิดการหักซ้ำ

รู้จักโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือโรคกระดูกชนิดหนึ่งที่กระดูกเริ่มเสื่อมและบางลงเนื่องจากการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โรคนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดนอกจากกระดูกแตกหรือหัก พบได้บ่อยบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ รวมทั้งยังสามารถเกิดได้กับกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปในสตรีสูงอายุ

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

เกิดการสูญเสียฮอร์โมนเพศหญิงเนื่องจากหมดประจำเดือน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของการเกิดโรคกระดูกพรุน โดย 25% ของสตรีที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มักพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน การที่สตรีหมดประจำเดือนเร็วหรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ทิ้งก่อนอายุ 45 ปี และอายุที่มากขึ้น โดยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี กระดูกจะบางลงทุก 1-3% ทุกปี

ปกติกระดูกของเราจะมีการสร้างและการทำลายกระดูกอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุก่อน 30-35 ปี เราจะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย เพราะฉะนั้นกระดูกจะค่อยๆ แข็งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะคงที่ คือมีการสร้างและการทำลายที่สมดุลกัน หลังจากผ่านระยะนั้นไปคือประมาณอายุ 40 ปีเป็นต้นไป การทำลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้าง โดยธรรมชาติของเรากระดูกจะค่อยๆ บางลงเรื่อยๆ จากการทำลายกระดูกที่เยอะกว่าการสร้างกระดูก ยิ่งเราแก่ตัวไปกระดูกเราจะค่อยๆ บางไปตามธรรมชาติ ระดับของกระดูกพรุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมมวลกระดูกตั้งแต่ช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 30 ปีไว้มากน้อยแค่ไหน

ปัจจัยที่ทำให้กระดูกพรุนก่อนวัยอันควร

  • โรคประจำตัวต่างๆ โดยโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับโรคข้อ โรครูมาตอยด์ต่างๆ คนที่เป็นโรคไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตมีปัญหา หรือกลุ่มที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร
  • ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไร การใช้ชีวิตนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงเป็นกระดูกพรุนมากกว่าคนทั่วไป

อาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

สำหรับอาการโรคนี้จะไม่มีอาการอะไรให้เราเห็นเลย เขาจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อกระดูกเราหักไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการตระหนักถึงโรคนี้ การรู้ถึงความเสี่ยง การย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า จากนั้นเราถึงจะไปพิจารณาพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจมวลกระดูก หรือคำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

การตรวจมวลกระดูกจากเครื่องตรวจมวลกระดูก เราจะได้รับรังสีเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะตรวจมวลกระดูกออกมา แล้วคำนวณตามค่าเฉลี่ยของประชากร ถ้ามวลกระดูกของเราอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประชากรถึงระดับหนึ่ง เราก็จะสามารถวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุนได้ และวิธีการคำนวณความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหัก แพทย์จะถามประวัติคร่าวๆ แล้วจะคำนวณออกมา ความเสี่ยงนี้ชื่อว่า การคำนวณ frax score จะดูจากเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว การกินยาสเตียรอยด์รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีประวัติเป็นกระดูกพรุนความเสี่ยง frax score จะคำนวณออกมาได้ 2 แบบคือ คำนวณเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก โดยทั่วไปในระยะ 10 ปี กับกระดูกหักบริเวณสะโพกในระยะ 10 ปี ถ้าค่าความเสี่ยง frax score ของกระดูกหักทั่วไปมากกว่า 20% ในระยะ 10 ปี หรือค่าความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักมากกว่า 3% ในระยะ 10 ปี ก็จะต้องได้รับการวินิจฉัยเป็นกระดูกพรุน และต้องได้รับการรักษา

การรักษาและการดูแลตัวเอง

ในส่วนการรักษาและการดูแลตัวเอง คุณหมอแนะว่าโรคกระดูกพรุนเป็นโรค เราต้องรักษาด้วยยา การกินยา หรือวิธีฉีดยารักษาโรคกระดูกพรุน เราก็ควรจะไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอและกินยาอย่างสม่ำเสมอ และดูแลตัวเอง ดังนี้

1.ระวังเรื่องพลัดตกหกล้ม เนื่องจากเราเป็นโรคกระดูกพรุน เราล้มนิดเดียวเราอาจจะกระดูกหักได้ กระดูกหักแล้วชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะฉะนั้นเรื่องการระวังพลัดตกหกล้มนี่สำคัญ การจัดของที่บ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องของขั้นบันไดต่างๆ เราอาจจะต้องไปจัดระเบียบบ้าน

2.เราอาจจะต้องหมั่นไปเจอแสงแดด เนื่องจากแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายเราสังเคราะห์วิตามิน D ได้จากธรรมชาติ วิตามิน D จะช่วยให้แคลเซียมจากอาหารที่เรากินเข้าไปหรือจากอาหารเสริมที่เรากินเข้าไปดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น ข้อแนะนำคือ เราอาจจะต้องไปเจอแสงแดดวันหนึ่งประมาณสัก 15 นาที เป็นแดดอ่อนๆ อาจจะเลือกเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ อย่างน้อยวันละ 15 นาทีก็เพียงพอ

3.การออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย การออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ก็ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีน้ำหนักลงบริเวณข้อต่อต่างๆ เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะๆ หรือการเต้นแอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงขึ้นนอกจากการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องของมวลกระดูกแล้ว ยังจะช่วยให้กำลังกล้ามเนื้อมีสมรรถภาพที่ดี สมรรถภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆ จะดี และช่วยป้องกันการพลัดตกหกล้มได้อีกทางหนึ่ง

กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อายุเยอะ บางคนมีปัญหาเรื่องข้อข้อเข่าเสื่อมบ้าง ข้อสะโพกมีปัญหา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท บางคนมีเรื่องโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดโรคไตต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นข้อจำกัดในการออกกำลังกายทั้งสิ้น แนะนำว่า อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลในเรื่องของข้อจำกัดในการออกกำลังกายของเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนการออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้

 

ภาพ  freepik

“กินปลา” เคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยชราแบบบอกลาโรคเรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597993

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

"กินปลา" เคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยชราแบบบอกลาโรคเรื้อรัง

วงการแพทย์ย้ำกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว และผักใบเขียว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลที่ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

วารสารด้านการแพทย์ BMJ (British Medical Journal) ของอังกฤษ เผยว่า ไขมันที่พบในอาหารทะเลส่งผลดีต่อสุขภาพแม้อายุจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว และผักใบเขียว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลที่ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

เฮดี ไล ผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวได้มุ่งเป้าไปที่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ กล่าวคือการใช้ชีวิตในวัยชราโดยที่ไม่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม หรือการเสียชีวิตก่อนอายุ 65 ปีด้วยโรคภัย

“ปัจจุบันคนมีอายุยืนขึ้นก็จริง แต่กลับมีสุขภาพที่ไม่ดี ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่กับโรคภัยไปนานๆ” เฮดีให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์

การวิจัยดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างเลือดของผู้สูงวัยจำนวนมากกว่า 2,600 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 74 ปี โดยได้วัดระดับกรดไขมันโอเมก้า 3 จำนวน 46 ชนิดในเลือด ซึ่งทุกคนถูกเช็กแล้วว่ามีสุขภาพดีตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นการวิจัยได้ติดตามกลุ่มคนเหล่านี้นานกว่า 25 ปี พบว่า มีเพียงร้อยละ 11 เท่านั้นที่เข้าข่ายการมีสุขภาพดี และกรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในอาหารซีฟู้ด ซึ่งตรงกันกับการตอบแบบสอบถามของผู้ที่สุขภาพดีกลุ่มนี้ที่ระบุว่า พวกเขาบริโภคเนื้อปลาประมาณ 2 เสิร์ฟ/สัปดาห์ ส่วนอีกกลุ่มบริโภคเนื้อปลาเพียง 1 เสิร์ฟ/สัปดาห์

ดังนั้น ปลาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนสูงวัย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังระบุว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในผลวอลนัตและเมล็ดแฟลกซ์ก็ส่งผลดีต่อร่างกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คงต้องศึกษาต่อไป

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597819

  • วันที่ 17 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท

ประเภทของโรคเบาหวาน กับระดับน้ำตาลในเลือดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง 2 เรื่องที่เราทุกคนควรรู้

“เบาหวาน” เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมเสี่ยงของแต่ละบุคคลได้เช่นกัน อาทิ การบริโภคของหวาน มัน หรือไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น ส่วนผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานจากการวัดระดับน้ำตาลในเลือด คือผู้ที่มีระดับน้ำตาล 100-125 มก./ดล. เมื่องดอาหาร 8-12 ชั่วโมง หรือตรวจน้ำตาลขณะที่ไม่ได้งดอาหารได้ 140-199 มก./ดล. ผู้มีระดับน้ำตาลเช่นนี้แม้ยังไม่เป็นเบาหวาน แต่มีโอกาสเป็นเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป

โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 : โรคเบาหวานชนิดที่ 1

พบในเด็กหรือผู้ที่มีอายุน้อยส่วนใหญ่น้อยกว่า 30 ปี มักผอม ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน ถ้าขาดอินซูลินจะเกิดภาวะหมดสติจากน้ำตาลสูงและกรดคีโตนคั่งในเลือด ในประเทศไทยพบผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ร้อยละ 3.4

ประเภทที่ 2 : โรคเบาหวานชนิดที่ 2

พบมากถึงประมาณร้อยละ 95-97 ของผู้เป็นเบาหวานในประเทศไทย ผู้เป็นส่วนใหญ่มักอ้วน อายุมากกว่า 40 ปี ตับอ่อนยังพอผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในระยะแรกอาจรักษาได้ด้วยการควบคุมอาหารหรือยาเม็ดลดลดระดับน้ำตาล แต่เมื่อเป็นเวลานานๆ ในบางรายมีเบต้าเซลล์เสื่อม ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีอาจจำต้องฉีดอินซูลิน ปัจจุบันนี้พบในเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กอ้วนเนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป มีการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ขาดการออกกำลังกาย มักจะนั่งหน้าจอโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์แทนการวิ่งเล่น หรือการเล่นกีฬา

ประเภทที่ 3 : โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

โรคเบาหวานชนิดนี้ผู้เป็นจะต้องไม่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาก่อนตั้งครรภ์ ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนจากรกซึ่งมีฤทธิ์ต้านอินซูลินเป็นผลให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ถ้าไม่สามารถเพิ่มการสร้างอินซูลินให้เพียงพอจะทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้ หลังคลอดมักจะพบว่าโรคเบาหวานหายไป แต่เมื่อติดตามต่อไปพบว่าหญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้มากจึงสมควรให้มีการติดตามเพื่อตรวจหาเบาหวานเป็นระยะ

ประเภทที่ 4 : โรคเบาหวานชนิดอื่นที่มีสาเหตุเฉพาะ

ได้แก่ โรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน ความผิดปกติของฮอร์โมน การได้รับยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือสารเคมี เป็นต้น

ทิชชู่เปียก ใช้ง่ายทิ้งง่าย ย่อยสลาย 100 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597825

  • วันที่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 19:50 น.

ทิชชู่เปียก ใช้ง่ายทิ้งง่าย ย่อยสลาย 100 ปี

กรีนพีซ เผย “ทิชชู่เปียก” ของใช้ใกล้ตัวที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตสะดวกขึ้น สะอาดเร็วขึ้น ใช้เวลาย่อยสลายยาวนานถึง 100 ปี ด้านสถาบัน EarthWatch เผยทิชชู่เปียกเป็นต้นเหตุของระบบท่อน้ำเสียอุดตัน

ทิชชู่เปียก ดูจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทั่วไปนิยมเลือกซื้อ เนื่องจากสามารถใช้เช็ดทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว แถมทิ้งง่ายไม่เลอะเปรอะเปื้อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรากฏตัวของมันถือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมหลังจากนั้นอย่างมหันต์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ greenpeace.org ระบุว่า “ทิชชู่เปียก” กลายเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้สำหรับใครหลายๆ คน เพราะมันแสนจะสะดวกสบายและใช้ง่าย ตามรายงานของสถาบัน EarthWatch พบว่าทิชชู่เปียกเป็นต้นเหตุของการที่ระบบท่อน้ำเสียอุดตัน ซึ่งนั่นเป็นผลที่น่าขยะแขยงเมื่อมันถูกทิ้งลงในชักโครก โดยไม่ได้คำนึงถึงว่ามันย่อยสลายไม่ได้ และทิชชู่เปียกกว่า 9.3 ล้านแผ่นถูกใช้ในการล้างเช็ดเครื่องสำอางหรือใช้เช็ดมือแทนการล้างมือ ซึ่งของสิ่งนี้ต้องใช้เวลานานกว่า 100 ปี ในการย่อยสลายทางชีวภาพเลยทีเดียว

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะทิชชู่เปียกทำมาจากโพลีเอสเตอร์ที่มีส่วนประกอบของใยพลาสติก และผ่านกระบวนการทางเคมี จึงไม่สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วเหมือนทิชชู่หรือผ้าทั่วไป ดังนั้น เมื่อมันถูกใช้และทิ้งจึงกลายเป็นขยะไม่ต่างอะไรกับขยะพลาสติก หากเราเปลี่ยนมาใช้ผ้าเช็ดก็จะเป็นการช่วยลดขยะพลาสติกไปได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ผ้ายังสามารถซักและนำมากลับใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ นับเป็นการช่วยประหยัดเงินแถมประหยัดทรัพยากรได้อีกด้วย

รู้ข้อเสียของทิชชู่เปียกแบบนี้แล้ว คงพอทำให้หลายคนเปลี่ยนใจหันมาใช้ผ้าในการเช็ดทำความสะอาดแทนแล้วใช่ไหม

“หัวใจวาย” ป้องกันและรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597484

  • วันที่ 14 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

"หัวใจวาย" ป้องกันและรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที

ทุกวันนี้คำว่า “หัวใจวาย” กับ “หัวใจล้มเหลว” ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย มีคำตอบเพื่อทุกคนจะได้รู้และตระหนักก่อนที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี เพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและทันการณ์

ผศ.นพ.สุรพันธ์ สิทธิสุข เผยข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายและหัวใจล้มเหลวว่า“หัวใจวาย” หมายถึงการทำงานของหัวใจสิ้นสุดลง ก็คือหัวใจหยุดเต้น หยุดบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย อวัยวะทุกอย่างจะหยุดทำงานตามไปด้วย อาการนี้ร้ายแรง เกิดขึ้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการกู้ชีวิตก็จะถึงแก่ความตายทันที

สำหรับ “หัวใจล้มเหลว” เป็นภาวะที่เกิดจากหัวใจทำงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น การบีบตัวของหัวใจอ่อนลง หรือหัวใจขยายตัวไม่ดี ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอ เกิดการ คั่งของน้ำในปอด มีน้ำท่วมปอด ขาบวม มีน้ำในท้อง ตับโต ซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งอาการของหัวใจล้มเหลวมีตั้งแต่อาการจากน้อยจนถึงอาการหนักมาก เช่น เหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

หัวใจวายที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหันเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ทั้งที่เป็นโรคที่หัวใจเองและโรคอื่นที่มีผลกระทบร้ายแรงมาที่หัวใจ โรคที่เป็นพันธุกรรมจากกำเนิด หรือโรคที่เกิดขึ้นภายหลังก็ทำให้เกิดหัวใจวายได้ สามารถเกิดได้ทั้งในคนที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจ และในคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจอยู่นานแล้ว รวมทั้งสามารถเกิดกับนักกีฬาที่ลงแข่งในสนาม ซึ่งมีร่างกายฟิตแข็งแรงมากได้ด้วย

สาเหตุที่พบได้บ่อย คือหัวใจวายที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด มักพบในผู้ใหญ่อายุกลางคนขึ้นไป พบบ่อยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ได้แก่ผู้ที่เป็นเบาหวาน สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง มีภาวะไขมันในเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจอุดตัน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

เนื่องจากภาวะหัวใจวายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่การสูญเสีย จึงต้องหาทางป้องกันและรับมือเตรียมพร้อมไว้ก่อนเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา หรือรับมือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการป้องกันและรับมือไม่ใช่จะต้องทำเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคอะไร รวมทั้งญาติรอบข้างทุกคนก็ควรเตรียมการให้พร้อมด้วย มีข้อแนะนำ ดังนี้

1.ตรวจหาความเสี่ยงของตัวเราเอง รวมทั้งญาติพี่น้องในครอบครัวว่ามีใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวายได้หรือไม่ เช่น ดูอายุสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โดยการตรวจเช็กร่างกายประจำปีทุกปีในคนอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป หากมีประวัติการตายที่ไม่ทราบสาเหตุในครอบครัวหรือประวัติหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจตีบก็อาจตรวจหาความเสี่ยงในอายุที่น้อยกว่านี้ก็ยิ่งเป็นการดี หากพบปัจจัยเสี่ยงใดๆ ควรรีบดำเนินการควบคุมทุกปัจจัยเสี่ยงให้ดี

2.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกู้ชีพ ปัจจุบันมีการเปิดอบรมทักษะการกู้ชีวิตในเชิงปฏิบัติให้แก่ประชาชนทั่วไปในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่ง ควรหาโอกาสอ่านภาคทฤษฎี ดูวิดีโอและไปฝึกปฏิบัติด้วย โดยมองหาโรงพยาบาลใกล้บ้าน และศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ถ้าเกิดหัวใจวายขึ้น เราจะมีคนช่วยกู้สถานการณ์ให้รอดพ้นไปได้

รวมทั้งมองหาตำแหน่งของอุปกรณ์ช่วยในการกู้ชีพ คือ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจกึ่งอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator หรือ AED) ที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า สนามบิน โรงพยาบาลและสถานที่ราชการขนาดใหญ่ ควรดูวิดีโอสาธิตการใช้เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งการจะกู้ชีวิตคนที่เกิดหัวใจวายต้องกระทำทันทีและควรหาเครื่อง AED มาช่วยภายในเวลาอันสั้น จึงควรต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้พร้อม หัวใจวายจะเกิดกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ทุกสถานที่จึงควรเตรียมการป้องกันและรับมือให้ทันท่วงที

 

ภาพ freepik

โรคอ้วนก่อ 4 มะเร็งร้าย อันตรายกว่าคนสูบบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597476

  • วันที่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

โรคอ้วนก่อ 4 มะเร็งร้าย อันตรายกว่าคนสูบบุหรี่

สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ระบุ “โรคอ้วน” เป็นหนึ่งในสาเหตุของ 4 โรคมะเร็งที่พบบ่อย เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ เปิดสถิติจำนวนผู้ป่วยมากกว่าคนสูบบุหรี่ถึงเท่าตัว

สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) เปิดเผยข้อมูลพร้อมระบุว่า “โรคอ้วน” เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็ง 4 โรคที่พบได้บ่อยในสหราชอาณาจักร เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้มากกว่าการสูบบุหรี่ถึงเท่าตัว

แม้ว่าจากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากโรคอ้วนเพียง 22,800 รายในแต่ละปี แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่มากถึง 54,300 ราย แต่หากเจาะจงไปที่โรคมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้จะพบข้อมูลดังนี้

มะเร็งลำไส้ : จากจำนวนผู้ป่วย 42,000 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 4,800 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 2,900 ราย

มะเร็งไต : จากจำนวนผู้ป่วย 12,900 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 2,900 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 1,600 ราย

มะเร็งตับ : จากจำนวนผู้ป่วย 5,900 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 1,300 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 1,200 ราย

มะเร็งรังไข่ : จากจำนวนผู้ป่วย 7,500 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 490 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 25 ราย

จากสถิติตัวเลขข้างต้น แม้ว่าบุหรี่และโรคอ้วนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับพบว่าในแต่ละปีอัตราการสูบบุหรี่ของคนทั่วไปน้อยลง ในขณะที่พบคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการเลิกสูบบุหรี่แล้ว ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมปริมาณของอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

 

ภาพ freepik