‘ไมเกรน’ กินยาไม่ถูกต้อง ‘เสี่ยงตาย’ อันตรายกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597171

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

'ไมเกรน' กินยาไม่ถูกต้อง 'เสี่ยงตาย' อันตรายกว่าที่คิด

เป็นไมเกรน ปวดหัวบ่อย แต่ไม่ค่อยอยากไปหาหมอ ส่ออันตรายเกินคาด อย่าประมาทซื้อยามากินเอง

จากกรณีมีหญิงสาวเสียชีวิต เนื่องจากมีอาการปวดหัวนานนับปีคล้าย “ไมเกรน” แต่ซื้อยามากินเองโดยไม่ได้ไปตรวจวินิจฉัยและรับยาจากแพทย์ สุดท้ายเสียชีวิตลงอย่างสงบ อาจเป็นปมคาใจให้ผู้ที่มีอาการปวดหัวในลักษณะคล้ายๆ กัน ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยในการรับประทานยาให้มากขึ้น

เรื่องนี้มีข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร. ภญ. ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้ว่า เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว หลายๆ ท่านเข้าใจว่าเป็นโรคปวดไมเกรน เพราะเราเคยเรียกโรคปวดไมเกรนกันว่า โรคปวดศีรษะข้างเดียว จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดศีรษะข้างเดียวแสดงว่าเป็นไมเกรน   แต่แท้จริงอาการปวดไมเกรนนั้นไม่จำเป็นต้องปวดศีรษะเพียงข้างเดียว อาจปวดสองข้างก็ได้ ในทางกลับกันอาการปวดศีรษะข้างเดียวอาจไม่ใช่ไมเกรนก็ได้

อาการของโรคไมเกรนเป็นผลจากการขยายและหดของหลอดเลือดที่กะโหลกศีรษะ โดยมักมี “อาการนำ (aura) ก่อนอาการปวด” แต่อาจไม่มีอาการนำก็ได้ อาการนำที่พบบ่อยคือ อาการทางตา เช่น เกิดตาพร่า เห็นภาพ หรือแสงสีผิดปกติ อาการนำอื่นๆ คือรู้สึกหนักที่แขนขาเหมือนไม่มีแรง มีความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น รู้สึกคัน ชา หรือแสบร้อน อาการนำจะเกิดนานประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นไม่นานจะเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ซึ่งจะปวดเป็นพักๆ ปวดตุบๆ ข้างเดียว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงนี้จะอยู่นาน 2-3 ชั่วโมง จากนั้นอาการจะทุเลาลง แล้วเกิดอาการปวดขึ้นใหม่ได้

ผู้ป่วยไมเกรนประเภทที่ไม่มีอาการนำอาจเกิดอาการอื่นแทน เช่น รู้สึกไวกับแสง เสียง หรือกลิ่นมากกว่าปกติ รู้สึกเพลีย หิวอาหารและน้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดก่อนนานหลายๆ ชั่วโมงกว่าจะมีอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยไมเกรนมักจะทราบเองว่าปัจจัยใดที่ทำให้อาการไมเกรนของตนกำเริบ เช่น อดนอน เครียด รับประทานอาหารประเภท ถั่ว เนย ช็อกโกแลต ชีส ไวน์แดง ชา กาแฟ สตรีช่วงมีประจำเดือน การได้ยินเสียงดัง ได้กลิ่นฉุน แสงจ้า เป็นต้น

นอกจากโรคไมเกรนแล้ว โรคปวดศีรษะยังมีอีกหลายประเภท เช่น โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียด (tension headache) โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) และ โรคปวดศีรษะเนื่องจากมีแรงดันในสมองสูง(increase intracranial pressure) เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้เกิดการปวดศีรษะเพียงข้างเดียวได้

โรคปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่งที่อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นไมเกรน คือโรคปวดศีรษะที่เกิดจาก “ความเครียด” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน มีความกังวลและเครียดตลอดเวลา ต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายๆ ชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและแขนเกิดการเกร็งตึง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตึงบริเวณท้ายทอย ร้าวขึ้นไปที่ขมับข้างที่มีการตึงของกล้ามเนื้อ หรือเกิดอาการปวดรอบศีรษะคล้ายถูกรัด ซึ่งถ้ามีอาการไม่มาก เมื่อพัก นวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งและตึง อาการจะหายไปเอง แต่ในรายที่มีอาการหนักอาจปวดต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียดจะไม่เกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า หรือเห็นแสงสี

โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ก็มีอาการปวดศีรษะข้างเดียวได้เช่นกัน แต่จะปวดรุนแรง ปวดบ่อย มักปวดรอบตาและขมับ มีตาแดง น้ำตาไหล และคัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้อาเจียน ส่วนโรคปวดศีรษะที่เกิดเนื่องจากมีแรงดันในสมองสูงนั้น เกิดจากมีสิ่งผิดปกติในสมอง เช่น มีเนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง เป็นต้น ซึ่งต้องแก้ไขที่สาเหตุ

ฉะนั้น ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อน ไม่ควรคิดเอาเองว่ามีอาการปวดศีรษะข้างเดียว แสดงว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนแน่ๆ แล้วไปหาซื้อยาแก้ไมเกรนมารับประทาน เพราะการรับประทานยาไมเกรนไม่ถูกต้องมีอันตรายไม่น้อย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2GWrwe5

 

 

อย่างไรก็ดี การใช้ยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนก็อาจมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นได้ หรือเมื่ออาการกำเริบผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะที่รุนแรง เป็นต้น  ยาที่ใช้ในโรคปวดศีรษะไมเกรนอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ

  • ยาที่ใช้รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนฉับพลัน (abortive drugs)
  • ยาที่ใช้ป้องกันการเกิดไมเกรน (preventive drugs)

ซึ่งยาที่พบว่ามีการใช้บ่อยและมีข้อควรระวังในการใช้ยาค่อนข้างมาก คือยา ergotamine ซึ่งเป็นยาประเภทที่ใช้รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนฉับพลัน

Ergotamine คืออะไร

Ergotamine เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน ออกฤทธิ์ในการรักษาอาการปวดศีรษะโดยการกระตุ้นตัวรับของสารสื่อประสาทซีโรโทนิน (serotonin) ชนิด 1B และ 1D (5-HT1B และ 5-HT1D) ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติเกิดการหดตัวลงและทำให้อาการปวดศีรษะหายไปในที่สุด นอกจากนี้ ergotamine ยังสามารถกระตุ้นตัวรับอื่นๆ ได้ ได้แก่ α-1 และ dopamine-2 (D2) ซึ่งการกระตุ้นตัวรับเหล่านี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยา ergotamine (รายละเอียดจะกล่าวต่อไปในหัวข้อ ข้อควรระวังในการรับประทานยา ergotamine )

ในประเทศไทยยา ergotamine มีชื่อทางการค้า เช่น Cafergot®, Avamigran® Tofago® หรือ Poligot-CF® ซึ่งประกอบไปด้วยตัวยาสำคัญ คือ ergotamine tartrate ขนาด 1 มิลลิกรัม ผสมอยู่กับ caffeine 100 มิลลิกร้ม ส่วน Ergosia®จะประกอบไปด้วยตัวยาสำคัญ คือ ergotamine tartrate ขนาด 1 มิลลิกรัม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

การใช้ยา ergotamine ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

การใช้ยา ergotamine สำหรับรักษาโรคปวดศีรษะไมเกรนจะต้องใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดเท่านั้น ห้ามใช้ติดต่อกันทุกวันเพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนเด็ดขาด ขนาดการรับประทานยาที่เหมาะสม คือ รับประทานเมื่อมีอาการปวดศีรษะไมเกรนในครั้งแรก 1 หรือ 2 เม็ด จากนั้นทุกๆ ครึ่งชั่วโมงหากอาการไม่ดีขึ้นสามารถรับประทานซ้ำอีกครั้งละ 1 เม็ด แต่ห้ามรับประทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน และห้ามรับประทานยาเกิน 10 เม็ด ต่อสัปดาห์ เนื่องจากหากรับประทาน ergotamine ในปริมาณที่มากกว่านี้อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น รวมทั้งมีอาการเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียนมากกว่าเดิมได้

การใช้ยา ergotamine อย่างผิดวิธีส่งผลเสียอย่างไร

Ergotamine เป็นยาที่ใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดศีรษะกำเริบเท่านั้น แต่ผู้ป่วยบางรายกลับรับประทานยา ergotamine ติดต่อกันทุกวันเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ยาอย่างผิดวิธีที่อาจส่งผลเสียรุนแรงต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ การรับประทานยา ergotamine ติดต่อกันไปเรื่อยๆ จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดในสมองแตก หรือ หัวใจวายได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองอยู่แล้ว นอกจากนี้ในระหว่างที่ผู้ป่วยรับประทานยา ergotamine ติดต่อกันทุกวันนั้น หลอดเลือดแดงที่ผิดปกติจะถูกยา ergotamine ทำให้หดตัวอยู่ตลอดเวลาซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเลย แต่เมื่อใดที่หยุดรับประทานยาหลอดเลือดดังกล่าวจะขยายตัวอย่างมากและทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนอย่างรุนแรง (rebound headache )

ข้อควรระวังในการรับประทานยา ergotamine

ผู้ป่วยที่รับประทานยา ergotamine อาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน:เป็นผลจากการกระตุ้นตัวรับ ชนิด D2 (D2-receptor) ซึ่งถ้าอาการรุนแรงสามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานยาต้านอาเจียนกลุ่ม D2-receptor antagonist คือ domperidone
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น: เป็นผลจากการกระตุ้นตัวรับชนิด α1 (α1-receptor) ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว
  • ปลายมือ-เท้าเย็น หรือ ชา(numbness):เป็นผลจากการกระตุ้น α1-receptorเช่นกัน หากมีอาการรุนแรงร่วมกับมีอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณแขน มือ ขา หรือเท้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • ใจสั่น เจ็บหน้าอก: เป็นผลมาจากการกระตุ้นตัวรับ 5-HT1B ที่บริเวณหลอดเลือด coronary ที่หัวใจ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์
  • ปฏิกิริยากับยาอื่นๆหรือ ยาตีกัน (drug interaction): ยา ergotamine ถูกทำลายโดยใช้เอนไซม์ที่มีชื่อว่า Cytochrome P450 ชนิด 3A4 (CYP 3A4) ดังนั้นอาจต้องระมัดระวังในการรับประทานร่วมกับยาที่มีผลยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าว เช่น azithromycin, clarithromycin, ketoconazole, ritonavir หรือ verapamil เป็นต้น เนื่องจากการรับประทานยาร่วมกันจะส่งผลทำให้ระดับยา ergotamine ในกระแสเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียง หรือความเป็นพิษจากยาเพิ่มขึ้นได้ และเพื่อป้องกันการเกิด drug interaction ดังกล่าว ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ายาที่ตนเองรับประทานอยู่มีอะไรบ้าง

ข้อห้ามใช้ของยา ergotamine – ผู้ป่วยที่ห้ามใช้ยา ergotamine ได้แก่

– ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ergotamine หรือสารที่เป็นอนุพันธ์ของ ergot alkaloid

– ผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (peripheral arterial disease)

– ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องในการทำงานของตับ และไต

– ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (angina)

– ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้

– ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis)

– ผู้หญิงตั้งครรภ์ (ทุกไตรมาส)

Ergotamineเป็นยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนที่มีประสิทธิภาพดี แต่มีข้อควระวังและข้อห้ามใช้ค่อนข้างมาก ดังนั้น การรับประทานยาอย่างถูกต้อง และ การเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นหนทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา ergotamine ได้ดีที่สุด

 

ภาพ freepik

10 อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597145

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

10 อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์

เมื่อสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ เรื่องที่น่ากังวลจึงหนีไม่พ้นกลุ่มอาการสมองเสื่อมอย่าง “โรคอัลไซเมอร์” ซึ่งกระทบกับการดำเนินชีวิตตามปกติ วันนี้มาเช็กกันหน่อยว่าตัวเราเองและคนใกล้ตัว เริ่มมีอาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์บ้างหรือยัง

 ศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ กรรมการเลขานุการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษเรื่อง “10 อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์” ในการอบรมเชิงปฏิบัติการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ของโครงการ “สังคมไทยห่างไกลอัลไซเมอร์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ดังนี้

อาการที่ 1 “ลืม” ความจำบกพร่องรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในโรคอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มต้นของโรค มักจะลืมเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ อาจลืมวันหรือเหตุการณ์สำคัญ ถามคำถามหรือพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ต้องใช้เครื่องมือหรือบันทึกช่วยเตือนความจำ หรือต้องได้รับการช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัว

อาการที่ 2 มีปัญหาเรื่องการวางแผนและการแก้ปัญหาความสามารถในการทำตามแผนบกพร่อง หรือมีการจัดการกับตัวเลขยากขึ้น เช่น เรื่องเกี่ยวกับเงินทอง ค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ต้องใช้เวลาคิดและทบทวนนานขึ้น มีความยากลำบากในการต้องใช้สมาธิในการจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้นกว่าเดิม

อาการที่ 3 มีความยากลำบากในการทำกิจกรรมที่คุ้นเคยหรือเคยทำได้เช่น ในที่ทำงาน หรือกิจกรรมสนุกสนาน บันเทิง การขับรถไปที่ที่คุ้นเคย หรือการจัดการกับงบประมาณในที่ทำงาน การจำกฎเกณฑ์ของเกมที่ชอบเล่นบ่อยๆไม่ค่อยได้

อาการที่ 4 สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่เริ่มจะจำเวลาและสถานที่ไม่ได้ หรือมีความยุ่งยากความลำบากที่จะเข้าใจเรื่องบางอย่างถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นทันที หรือลืมว่าอยู่ที่ไหน และจะไปที่ไหน จะไปได้อย่างไร เป็นต้น

อาการที่ 5 มีความยุ่งยากลำบากที่จะเข้าใจภาพที่เห็นและความสัมพันธ์กับทิศทางบางคนอาจมีปัญหาเรื่องสายตา การมองเห็น มีความยากลำบากในการอ่าน การตัดสินใจเรื่องระยะทาง สี อาจเดินผ่านกระจกเงาแล้วคิดว่ามีคนอื่นอยู่ในห้อง หรือตระหนักรู้เงาสะท้อนของตัวเองไม่ได้

อาการที่ 6 มีปัญหาเรื่องภาษาทั้งในการคิดคำพูดหรือการเขียน อาจมีปัญหาในการร่วมวงสนทนา เช่น พูดคุยแล้วหยุดกลางคัน เพราะนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ หรือพูดซ้ำๆ คิดคำ คำศัพท์ ชื่อเรียกสิ่งของ เลือกใช้คำไม่ถูกต้อง หรือคิดอย่างยากลำบาก เช่น นาฬิกา อาจใช้คำว่าที่ดูเวลา หรืออื่นๆ

อาการที่ 7 วางของผิดที่และตามหาไม่พบเริ่มโทษคนอื่นว่าหยิบข้าวของไป หรือขโมยไป ใช้แล้วไม่เก็บที่เดิม ซึ่งจะพบได้บ่อยและถี่มากขึ้น

อาการที่ 8 การตัดสินใจแย่ลงมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการตัดสินใจ อาจตัดสินใจผิดพลาดเรื่องการเงิน หรือมีความใส่ใจในการดูแลตัวเองลดลง

อาการที่ 9 แยกตัวจากงานและกิจกรรมทางสังคมแยกตัวจากงานอดิเรกกิจกรรมทางสังคม กีฬา หรืองาน อาจแยกตัวห่างจากทีมที่เคยเล่นกีฬาด้วยกัน หรือจำไม่ได้ที่จะทำงานอดิเรกที่ชอบให้สำเร็จ

อาการที่ 10 อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงอาจกลายเป็นคนสับสน ขี้กังวล ขี้สงสัย รู้สึกกลัว ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล มีความผิดหวัง เสียใจง่าย ซึ่งเป็นได้ทั้งในบ้านหรือที่ทำงานไม่ว่ากับเพื่อนกับครอบครัว หากรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในที่ที่ไม่ทำให้สุขสบาย

บัญญัติ 8 ประการเพื่อการสร้างหนี้อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597147

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 12:56 น.

บัญญัติ 8 ประการเพื่อการสร้างหนี้อย่างมีความสุข

เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจและพร้อมสำหรับ “การเป็นหนี้” ก็ต้องมีวินัยในการใช้จ่าย วางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้คำว่า “หนี้” มามีปัญญากับอนาคต วันนี้เราจึงนำบัญญัติ 8 ประการจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้คุณเป็นหนี้อย่างเป็นสุขมาฝากกัน

  1. ก่อหนี้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะเราต้องใช้หนี้ที่ก่อขึ้นทุกก้อน
  2. รู้จักหักห้ามใจตัวเอง ไม่วิ่งตามกระแสบริโภคจนเกินตัว
  3. ภาระการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน
  4. คิดให้ดี และอ่านสัญญารวมทั้งเอกสารอื่นๆ ให้ถี่ถ้วน
  5. ใช้เงินจากสินเชื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์
  6. ตั้งใจมั่นว่าจะจ่ายหนี้ให้ตรงเวลาตามเงื่อนไข
  7. หากเริ่มจ่ายหนี้ไม่ไหว ควรรีบหารือกับเจ้าหนี้ เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกันแต่เนิ่นๆ
  8. หลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ เพราะโดยทั่วไปดอกเบี้ยสินเชื่อในระบบจะถูกกว่าและหากเกิดปัญหาก็ยังมีทางดูแล

 

ภาพ freepik

4 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าถึงเวลารักษารากฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597052

  • วันที่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

4 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าถึงเวลารักษารากฟัน

“รักษารากฟัน” แค่ได้ยินชื่อพร้อมเสียงเครื่องมือของทันตแพทย์ก็สร้างความหวั่นใจให้ใครหลายคนไม่กล้าที่จะเข้าไปรักษาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับฟัน

แค่ได้ยินชื่อพร้อมเสียงเครื่องมือของทันตแพทย์ก็สร้างความหวั่นใจให้ใครหลายคนไม่กล้าที่จะเข้าไปรักษาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับฟัน ซึ่งบางคนปล่อยไว้จนลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตที่ต้องเข้ารักษารากฟันอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพฟันและบุคลิกภาพที่ดี วันนี้เราจะมาบอกถึงอาการแบบไหนที่ส่งสัญญาณเตือนว่ารากฟันของคุณกำลังแย่และต้องได้รับการรักษารากฟัน หากพร้อมแล้วมาดูกันเลยว่าคุณมีอาการเหล่านี้มากวนใจบ้างหรือไม่

ปวดฟัน

อาการพื้นฐานทั่วไปที่หลายคนต้องเคยประสบพบเจอมานับไม่ถ้วน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าอาการปวดฟันมีหลายระดับ ตั้งแต่ปวดเล็ก ปวดปานกลาง ปวดมาก จนไปถึงปวดจนนอนไม่ได้ ไม่ว่าอาการปวดของคุณจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม ไม่ควรที่ละเลยหาสาเหตุที่มาเพื่อรักษาให้ตรงจุด เพราะนั้นอาจเป็นหนึ่งของปัญหาที่มาจากรากฟันของคุณได้เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อรักษารากฟันกำจัดเชื้อให้หมดจด

ฟันผุเรื้อรัง และ ฟันแตก

หากรู้สึกปวดฟันแปลกๆ เวลาเคี้ยวอาหารและเวลาแปรงฟัน รวมไปถึงรอยร้าวที่แยกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัดบนฟันของคุณซีกใดซีกหนึ่ง นั่นคืออีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างรุนแรง ที่ต้องรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษารากฟันอย่างเร่งด่วน พร้อมป้องกันไม่ให้อาการดังกล่าวลุกลามจนทำให้โพรงฟันทะลุ หรือลึกมากกว่าเดิม

อาการเสียวฟัน

อีกหนึ่งอาการที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งของใครหลายคน เมื่อดื่มน้ำเย็น กัดไอศกรีม และกินของที่มีรสเปรี้ยวแล้วเกิดอาการเสียวฟันจี๊ดเข้าไปในรากฟันจนถึงเส้นประสาท จนขยาดไม่แตะของพวกนั้นไปสักพักและกลับมากินใหม่เมื่ออาการดีขึ้น ซึ่งอาการเสียวฟันที่เกิดขึ้นกำลังเตือนให้คุณทราบว่าถึงเวลาที่อาจจะต้องรักษารากฟันเสียแล้ว

ฟันติดเชื้อ หรือ ฟันตาย

หากสังเกตแล้วสะดุดตากับสีฟันที่คล้ำขึ้น เหงือกบวมผิดปกติ พร้อมกับความรู้สึกเจ็บและเสียวฟันบริเวณนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุฟันผุ ฟันสึก ฟันได้รับอุบัติเหตุจากการกระแทก ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษารากฟันและป้องกันไม่ให้ลุกลามหนักมากกว่าเดิม

ทั้ง 4 อาการที่ต้องรักษารากฟันที่เราได้แนะนำไปข้างต้นนั้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ใครหลายคนหันมาตระหนักถึงเรื่องการดูแลฟันอย่างถูกวิธี ด้วยการรักษาความสะอาดของฟันและช่องปากให้แข็งแรงตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญการดูแลฟันเริ่มต้นที่ตัวคุณก่อนจะสายเกินแก้ พร้อมกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมาทำให้คุณปวดหัวอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นตามช่วงเวลา ที่อยากให้มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596884

  • วันที่ 06 ส.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นตามช่วงเวลา ที่อยากให้มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ตามหลักการแพทย์แผนจีน น้ำอุ่นมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ทั้งช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลำเลียงสารอาหาร ลดความตึงเครียด คืนความสดชื่นภายหลังออกกำลังกายและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในยามที่เข้านอน น้ำเปล่า 8 แก้ว จะกลายเป็นน้ำวิเศษทันทีหากเราดื่มในเวลาที่เหมาะสม

70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้น น้ำเปล่ายังมีบทบาทสำคัญในการคงรูปร่างของอวัยวะ ลำเลียงสารอาหารเข้าออกเซลล์ ทั้งยังควบคุมความเป็นกรดด่าง และเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างฮอร์โมนและสารเคมีต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย น้ำเปล่าเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ เพราะหากเราอดอาหารยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 2 เดือน แต่ถ้าขาดน้ำเพียง 10 วันก็ต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นในเวลาต่างๆ มาบอก ลองดื่มตามเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

เวลา 05.00-07.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้วเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย ลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวพร้อมสำหรับขับของเสีย สิ่งที่ควรทำคือ ควรปฏิบัติให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

เวลา 07.00-09.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว เพื่อกระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร สิ่งที่ควรทำคือทานอาหารเช้าที่ย่อยและดูดซึมง่าย คนจีนมักกินอาหารที่มีน้ำ เช่น ข้าวต้มในมื้อเช้า

เวลา 11.00-13.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว เพื่อให้หัวใจจะสูบฉีดเลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย โดยจะทำงานหนักในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ควรทำคือหลังอาหารเที่ยง ควรหลีกเลี่ยงความเครียดและผ่อนคลายอารมณ์

เวลา 15.00-17.00 น. ดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อย 2 แก้ว ชดเชยน้ำที่สูญเสียจากกระเพาะปัสสาวะขับถ่ายของเสีย และยังเป็นช่วงเวลาที่ดีในการระบายความร้อนออกจากร่างกาย สิ่งที่ควรทำเพิ่มคือ ออกกำลังกายให้เหงื่อออก โดยเฉพาะเวลา 17.00 น.

เวลา 17.00-19.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วช่วงเวลานี้ ไตจะเก็บสะสมพลังงานเป็นทุนสำรองของร่างกาย สิ่งที่ควรทำคือ ทานอาหารมื้อเย็น พร้อมทำจิตใจให้สดชื่น

เวลา 21.00-23.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว ช่วงนี้พลังงานในร่างกายเชื่อมถึงกัน เป็นเวลาที่เกิดการพักฟื้นของร่างกาย สิ่งที่ควรทำคือ ทำร่างกายให้อบอุ่นและไม่ควรอาบน้ำเย็น

 

ภาพ freepik

Top 5 ปัญหาผิวหน้า ถ้ารู้ก่อนน่าจะใส่ใจมากกว่านี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596882

  • วันที่ 06 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

Top 5 ปัญหาผิวหน้า ถ้ารู้ก่อนน่าจะใส่ใจมากกว่านี้

เกิดเป็นผู้หญิงความสวยใสบนใบหน้าต้องมาเป็นที่ 1 มาดู Top 5 ปัญหาผิวกวนใจสาวๆ ที่ร้อยทั้งร้อยต้องเจอ หากไม่มีเคล็ดลับดีๆ ในการป้องกันหรือรักษา อาจพาให้ใบหน้าเราหมดสวยได้

อันดับ 1 ฝ้า กระ

ปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากรังสียูวี ฮอร์โมน พันธุกรรม และปัจจัยอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเพราะรังสียูวีก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านและทาซ้ำระหว่างวัน หลีกเลี่ยงการปะทะกับรังสียูวีโดยตรง เพราะจะทำให้ผิวเกิดฝ้าแดด กระแดด รอยไหม้ และผิวเหี่ยวย่น

อันดับ 2 รอยสิว

อันดับแรกต้องป้องกันการเกิดสิวก่อน โดยโฟกัสเรื่องความสะอาดและการบำรุง ถ้ารักษาความสะอาดได้อย่างดี ปัญหาเรื่องสิวก็เกิดขึ้นได้น้อยลง ปัญหาที่เกิดเมื่อเป็นสิวคือการสัมผัส กด บีบ จนทำให้เป็นรอยดำรอยแดง ปัญหานี้ควรป้องกันมากกว่ารักษาด้วยการทายา

อันดับ 3 รอยแผลเป็น

ปัญหาผิวเรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาที่รักษายากที่สุด เมื่อผิวเกิดแผลเราต้องรีบใส่ใจตั้งแต่แผลตกสะเก็ด ทั้งการทายา หรือจะรักษาด้วยสูตรธรรมชาติ เช่น ใบมะลิ น้ำมะนาว แต่ถ้าจะให้ไร้กังวลต้องรีบดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการทาผลิตภัณฑ์ดูแลลดรอยแผลที่ทำให้แผลฟื้นฟู และผิวกลับมาเนียนเรียบเหมือนปกติ

อันดับ 4 ริ้วรอย

เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามวัย ซึ่งเราสามารถชะลอความชราได้ง่ายๆ ด้วยการดื่มน้ำ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ผิวเฟิร์มได้จริงๆ หากทำเป็นประจำพร้อมกับบำรุงผิวอย่างดี การมีผิวเด้งดุจผิวเด็กก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

อันดับ 5 ความหมองคล้ำ

ทั้งแสงแดด มลภาวะ ความมันบนใบหน้า สิ่งเหล่านี้ทำให้ผิวดูหมองคล้ำ การสครับผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า เป็นวิธีเยียวยาที่ดีที่สุด

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/517369

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

นอกจากรสชาติที่หอมหวานแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์อีกมากมายที่หลายคนคาดไม่ถึง

น้ำผึ้งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน ถูกใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด รวมไปถึงใช้ในการแพทย์ตามตำรับยาโบราณของไทยอีกด้วย นอกจากรสชาติหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนติดใจแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์รอบด้านทั้งการบำรุงผิวพรรณและรักษาโรคเลยทีเดียว

1. บำรุงผิว – น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง รวมไปถึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวได้อีกด้วย โดยสามารถใช้ได้ทั้งการนำน้ำผึ้งเพียวๆ มาพอกหน้า หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ อย่าง อบเชย มะนาว กล้วย ก็ได้เช่นกัน

2. ลดความอ้วน – น้ำผึ้งมีรสหวานก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นหากทานในปริมาณที่เหมาะ เนื่องจากความหวานของน้ำผึ้งจะไปช่วยลดความอยากของหวาน และยังไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

3. แก้อาการเมาค้าง – ใครที่ชอบไปปาร์ตี้ควรมีน้ำผึ้งติดบ้านไว้เลย เพราะน้ำผึ้งสามารถช่วยลดอาการปวดหัว อาการเมาค้าง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และปรับสมดุลของร่างกายให้คงที่ เพียงผสมน้ำผึ้ง มะนาว และน้ำอุ่น ดื่มหลังจากตื่นนอน

4. แก้หวัด – การทานน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นทุกเช้าหรือก่อนนอน ช่วยให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นใครที่มีอาการไอร่วมด้วย สามารถจิบแก้เจ็บคอได้ อาจเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความชุ่มคอก็ได้เช่นกัน

5. บำรุงหัวใจ – น้ำผึ้งสามารถช่วยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากมีสารที่ช่วยบำรุงหัวใจ และทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี

 

ภาพ freepik

How to อยู่ร่วมกับงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/527922

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

How to อยู่ร่วมกับงานอย่างมีความสุข

ในวันทำงานที่เคร่งเครียด การปรับทัศนคติและความคิดเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้นได้ … ไม่เชื่อลองทำดู

หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศพอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มไม่อยากตื่นตั้งแต่เช้าฝ่ารถติดไปทำงาน เพราะความรู้สึกเหนื่อยหน่าย หงุดหงิด เสียสุขภาพ เพื่อนร่วมงานมีปัญหา หากตอนนี้ใครที่มีความรู้สึกแบบนี้ แสดงว่ากำลังเริ่มเบื่องานเข้าแล้ว ดังนั้นควรหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

1. ปรับทัศนคติให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร เพราะอะไรหัวหน้าถึงไว้วางใจให้เราทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะคนๆ เดียว และจะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

2. ความเบื่องานย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวาความสนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก

3. เชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่ควรบ่นในเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุยกับเพื่อนหรือใครก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ

4. ถ้ามีงานเยอะล้นมือก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นๆ ได้ และยิ่งสร้างความปวดหัว หรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิม เมื่อจัดงานได้บางส่วน หรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง

 

ภาพ freepik

8 ปัจจัยที่เป็นตัวการให้นอนไม่หลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596726

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

8 ปัจจัยที่เป็นตัวการให้นอนไม่หลับ

รู้ที่มาของปัจจัย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เรานอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นไปเรียนหรือทำงานในทุกๆ เช้า การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพเราโดยตรง เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลงไปด้วย ดังนั้นควรลองสำรวจตัวเองดูว่ามีพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับก็ได้

1. ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุพบว่า การออกกำลังกายโดยการเต้นแอโรบิกช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ลดอาการซึมเศร้า และไม่ค่อยง่วงนอนในช่วงกลางวัน อีกทั้งงานวิจัยจาก Appalachian State University ยังระบุไว้อีกว่า การออกกำลังกายที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีที่สุดคือการออกกำลังกายในช่วงเช้า เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายช่วง 7.00 น. นอนหลับได้ง่ายและนานกว่าผู้ที่ออกกำลังกายในช่วง 13.00 หรือ 19.00 น.

2. ระดับฮอร์โมนในร่างกาย

ระดับฮอร์โมนในร่างกายของเราอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เพราะนอกจากจะไม่สบายตัว ทำให้เกิดการพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืนแล้ว อาจมีอาการปวดหัวหรือปวดท้องร่วมด้วยอีก นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนก็อาจนอนไม่หลับได้เหมือนกัน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งทั้งคู่เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการนอนหลับ

3. เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

การนอนเล่นสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่ระบุไว้ว่า แสงบลูไลท์หรือแสงสีฟ้าที่ส่งออกมาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน มีส่วนที่จะไประงับการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกให้ร่างกายของคุณนอนหลับ ดังนั้นให้พยายามหลีกเลี่ยงการมองหน้าจอที่สว่างประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด

จากการศึกษาของ Harvard Health บอกไว้ว่า การสัมผัสกับแสงแดดในตอนกลางวัน แม้จะเป็นการสัมผัสผ่านหน้าต่าง ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการนอนเวลากลางคืนได้ หากคุณติดอยู่ในสำนักงานที่มีแต่แสงไฟจากหลอดไฟนีออน ไม่ค่อยมีหน้าต่างให้เผชิญแสงแดด ลองหาโคมไฟตั้งโต๊ะมาวางเพื่อเพิ่มการรับแสงให้มากขึ้นดู นั่นอาจจะส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นก็ได้

5. ความเครียด

ความรู้สึกเครียด โกรธ หรือกังวล ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความตื่นตัวของสมอง ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 พบว่า 37% รู้สึกเหนื่อยล้าเนื่องจากความเครียด และมีคน 43% ความเครียดส่งผลให้พวกเขามักตื่นขึ้นกลางดึก ดังนั้นเพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมต่อการนอนหลับ ควรสร้างความผ่อนคลาย หยุดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจนั่งสมาธิก่อนนอนเพื่อช่วยให้จิตใจสงบขึ้น

6. ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน

การดื่มน้ำเยอะๆ อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่สำหรับการดื่มน้ำในปริมาณมากรวดเดียวก่อนนอน เนื่องจากอาจส่งผลให้จุก แน่นท้อง และอาจทำให้ไม่สบายตัวจนเกิดอาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ซึ่งการตื่นกลางดึกถือเป็นการปลุกร่างกายจากการพักผ่อนให้ลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง การหลับสนิทตลอดคืนย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้นควรเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน หากรู้สึกกระหาย ให้ใช้การจิบน้ำเล็กน้อยแทนการดื่มรวดเดียว

7. เครื่องดื่มคาเฟอีน

หากนอนไม่ค่อยหลับให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าดื่มเครื่อมดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนไปแก้วล่าสุดเมื่อไหร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับหลายท่าน แนะนำให้หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเวลาที่คุณจะต้องเข้านอน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาพอสมควรในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย หากยังไม่พร้อมที่จะเลิกทานกาแฟในช่วงบ่าย ให้ลองลดปริมาณลงทีละนิด หรือเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น

8. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับไปนั่นจริงอยู่ว่าดูเหมือนจะทำให้เราได้นอน แต่การหลับนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพเสียเท่าไหร่ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ อาจทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึกได้ แถมแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม ควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเพิ่มน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอีกด้วย

 

ภาพ freepik

How to 6 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/516911

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

How to 6 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาแต่ต้องการลดน้ำหนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย ก็ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

แท้จริงแล้วเราต่างก็รู้กันอยู่ลึกๆ ว่าไม่มีเวลานั้นมันเป็นข้ออ้างสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะไม่มีเวลาจริงๆ หรือไม่มีเวลาเพราะขี้เกียจเฉยๆ เราก็ต่างมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย มันอาจจะไม่ได้ทำให้ผอมลงทันตาเห็นเท่าคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ชีวิตของทุกคนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

1. ดื่มน้ำเยอะๆ – น้ำที่ว่านี้ควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น โดยให้จิบตลอดทั้งวัน และดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณครึ่งชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผิวดีแล้ว ยังทำให้ไม่ค่อยหิว ทานอาหารน้อยลง อิ่มเร็วขึ้น แถมระบบขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย

2. ทานอาหารเช้า – อาหารมื้อเช้าถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในบรรดามื้ออาหารทั้งหมด การทานอาหารเช้าจะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้จนหมด กระตุ้นระบบเผาผลาญ และทำให้ทานอาหารมื้ออื่นๆ น้อยลงด้วย

3. ใช้จานที่ขนาดเล็กลง – การนำหลักจิตวิทยามาใช้ลดน้ำหนักก็ช่วยได้เยอะเช่นเดียวกัน การเลือกใช้จานชามที่เล็กลง จะช่วยให้อาหารในจานดูเต็มจาน แม้จะตักในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ควบคุมปริมาณอาหารได้อย่างเหมาะสม

4. ไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซ – การปล่อยให้ท้องหิวมากเกินไป อาจทำให้คุณเผลอตัวกินอย่างไม่ยั้งมือได้ ดังนั้นหากหิวก็ควรอาหารว่างที่ไขมันต่ำ แคลอรี่น้อยมาทานระหว่างวันแทน ดีกว่าเผลอไปจัดหนัก แล้วมานั่งรู้สึกผิดที่หลัง

5. ขยับร่างกายบ่อยๆ – หลายคนที่บอกว่าไม่มีเข้าฟิตเนส แต่แท้จริงแล้วเราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได เปลี่ยนจากซื้อข้าวมานั่งทานที่โต๊ะเป็นเดินออกไปทานข้างนอก หรือเปลี่ยนจากการดูโทรทัศน์เฉยๆ เป็นดูไปออกกำลังกายเบาๆ ไปก็ได้

6. พักผ่อนให้เพียงพอ – หลายงานวิจัยบอกว่า หากนอนน้อยร่างกายจะสะสมไขมันมากขึ้น แถมยังทำให้ทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นด้วย ดังนั้นควรนอนหลับให้เพียงพอ ร่างกายจะได้สดชื่น แถมยังไม่อ้วนอีกต่างหาก

 

ภาพ freepik