รับมือออฟฟิศซินโดรมแบบสาวยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441195

รับมือออฟฟิศซินโดรมแบบสาวยุคใหม่

โดย…พุสดี

“โรคออฟฟิศซินโดรม” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ

พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวในการเสวนา หัวข้อ “รอบรู้เรื่องปวด…ภัยเงียบของผู้หญิง” ถึงแนวทางการรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมว่ามี 2 แนวทาง หนึ่ง คือ การรักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด สอง คือ การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การกินหรือฉีดยา ตลอดจนการบรรเทาอาการการปวดเมื่อยโดยการนวดผ่อนคลาย หรือการยืดหยุ่นร่างกายอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความยืดหยุ่น รวมถึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น คอ ไหล่ สะบัก หลัง และขา เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้เหมาะสมในขณะทำงาน อาทิ ปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะเวลาทำงานให้เหมาะสม หากใช้คอมพิวเตอร์กึ่งกลางของจอควรอยู่ในระดับสายตา การพิมพ์งานแป้นคีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ ใช้เมาส์โดยพักข้อศอกบนที่รองแขน และสามารถเคลื่อนไหวได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ ขณะนั่งทำงานควรนั่งหลังตรงชิดขอบด้านในของเก้าอี้ กะพริบตาบ่อยๆ พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ทุกๆ 10 นาที เปลี่ยนท่าการทำงานทุก 20 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขนทุก 1 ชั่วโมง กินอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่ และหากพบว่าตัวเองมีอาการปวดที่เรื้อรังนานกว่า 3 เดือน ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

ฝึกโยคะ ช่วยย่อยอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/441016

ฝึกโยคะ ช่วยย่อยอาหาร

โดย…พุสดี

การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไปทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่การกินอาหารคือ พฤติกรรมทำร้ายตัวเองแบบไม่รู้ตัวของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารง่ายๆ สะดวก รวดเร็ว เอาให้พออิ่มท้องมีแรงทำงาน หรืออาจไม่กินข้าวเช้า รอรวบยอดไปกินช่วงเที่ยงก็มี พอพฤติกรรมที่ไม่ดีบวกกับความเครียดสะสมจากการทำงาน ย่อมทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ดีถามหา เกิดอาการขับถ่ายไม่สะดวก รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน มีแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้มากเกินไป ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน สิวผุดขึ้นบนใบหน้า ผิวรอบดวงตาดำคล้ำ มีกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ ซ้ำร้ายอาจทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ สุดท้ายต้องลาพบแพทย์เสียสตางค์ก้อนโต

คงจะดีกว่า ถ้าคุณสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมตัวเอง ควบคู่ไปกับการฝึกโยคะ งานนี้ 3 กูรูด้านสุขภาพ ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี และกาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ เฮลตี้ไอคอนสาวแห่งยุค มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากด้วย Yoga for Digestion หรือเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการยืดเหยียด ช่วยให้กระตุ้นการทำงานอวัยวะภายในช่องท้องให้มีประสิทธิภาพ ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ด้วยท่าโยคะง่ายๆ ดังนี้

1.Ardha Baddha Padmottanasana

ช่วยระบบย่อยและกำจัดพิษที่เกิดจากของเสีย

1.1 ยืนตรง ยกขาซ้ายงอเข่า วางเท้าซ้ายบนต้นขาขวา

1.2 อ้อมแขนซ้ายไปด้านหลังเอว มือจับเท้าขวา

1.3 ก้มตัวไปข้างหน้า วางมือขวาบนพื้นข้างเท้าขวา

1.4 แอ่นหลังเท่าที่ทำได้ วางศีรษะหรือคางบนเข่าขวา

Ardha Baddha Padmottanasana

 

2.Utthita Parsrakonasana

ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

2.1 ยืนตัวตรง แยกเท้ากว้าง

2.2 เปิดปลายเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา บิดเท้าขวาเฉียงตามเท้าซ้าย

2.3 เหยียดแขนทั้งสองข้างตรง ขนานกับพื้น งอเข่าซ้าย หน้าแข้งตรงฉากกับข้อเท้าซ้าย

2.4 ขาขวาเหยียดตรง กดเท้าทั้งสองแน่น

2.5 ยืดลำตัวไปทางขาซ้าย วางมือที่พื้นข้างนอกเท้า รักแร้ซ้ายคร่อมเข่า

2.6 เหยียดแขนขวาขึ้นตรงแนบหูขวา สายตามองตามมือขวา

Utthita Parsrakonasana

 

3.Salabhasana

ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดี บรรเทาอาการท้องอืด

3.1 นอนคว่ำหน้า แขนเหยียดไปข้างหลัง

3.2 ยกศีรษะ หน้าอก ยกแขนและขาให้สูงขึ้น

3.3 หน้าท้องติดพื้นรับน้ำหนักร่างกาย

3.4 เกร็งก้นยืดกล้ามเนื้อต้นขา เหยียดขาทั้งสองข้างตรง

Salabhasana

 

4.Pavananuktasana

ช่วยขับลม นวดลำไส้

4.1 นอนหงาย หัวไหล่ คอติดพื้น

4.2 งอเข่าซ้ายเข้าข้างลำตัว ประสานนิ้วมือทั้งสิบที่หน้าแข้ง

4.3 ดึงเข่าซ้ายหาไหล่ซ้าย จนตึงสะโพกซ้าย

4.4 ทำสลับข้างขวา ทำตามข้อ 4.1-4.3

4.5 จากนอนหงาย งอเข่าทั้งสองเข้ามาหาอก ใช้แขนกอดขา มือจับศอกฝั่งตรงกันข้าม

4.6 กอดรัดแน่น จนต้นขาติดท้อง เข่าติดอก หายใจสบาย ผ่อนคลาย คอ ไหล่

Pavananuktasana

 

ท่ายืนสคอทแขนนกอินทรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440816

ท่ายืนสคอทแขนนกอินทรี

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Mala Hastagarudasana  (wide squat with eagle pose arm) : ท่ายืนสคอทแขนนกอินทรี จริงๆ ท่ายืนแยกขากว้างแล้วทำสคอท เป็นท่าที่ไม่ยากแต่ต้องอาศัยความอดทนเพราะผู้ฝึกส่วนใหญ่มักจะทนเมื่อยขา เมื่อยก้น เมื่อยสะโพกไม่ไหว ทั้งๆ ที่เป็นท่าง่ายๆ แต่กลับค้างท่าให้นานกันแทบไม่ไหว ความท้าทายของท่าตระกูลสคอทจึงเป็นเรื่องของความอดทน เพื่อให้กล้ามเนื้อทนทาน

ในวันนี้เราจะเพิ่มการยืด และคลายความเมื่อยล้าจากสะบัก ไหล่ และแขนเข้าไปด้วยในขณะที่ค้างท่า นอกจากจะช่วยกระชับก้น บั้นท้ายขาหนีบ (Groin) กระเบนเหน็บ (Sacrum) สะโพก(Hips) หลังล่าง (Lower Back) แล้ว ยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญและกระชับหน้าท้อง (Tone Belly) ได้อีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง รวมทั้งการบาดเจ็บที่หัวเข่าควรงดฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนแยกขาทั้ง 2 ข้าง กว้างออกไปนอกเสื่อ หรือประมาณสองช่วงไหล่ครึ่ง พร้อมทั้งเปิดปลายเท้าออก 15-45 องศา มือทั้งสองข้างวางไว้ที่สะโพก หายใจเข้าออกสักครู่

 

2 ย่อเข่าลง ค่อยๆ ดึงก้นไปด้านหลังเราจะรู้สึกว่าก้นหนัก โน้มลำตัวมาด้านหน้าทำสคอท วางมือแตะพื้นไว้ก่อน ยืดอกไว้

 

3 หายใจเข้าตั้งมือซ้ายมาด้านหน้า จากนั้นนำแขนขวามาพันเป็นท่านกอินทรี หายใจเข้าออกสักครู่ จากนั้นค่อยๆ ลองดึงแขนมาด้านหน้าให้มากที่สุดในขณะที่ดึงก้นไปด้านหลัง ค้างท่าสัก 10 วินาที หายใจเข้าออก

 

 

 

4 ค่อยๆ วางท่อนแขนลงไปที่พื้นรักษาตำแหน่งเข่า สะโพกและก้นให้สมดุล ค้างท่า 15 วินาทีจากนั้นค่อยๆ คลาย ยืดขาทั้งสองข้างหายใจเข้าออก

 

 

ตื่นขึ้นมาไอตอน ตี3-ตี5 หรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440815

ตื่นขึ้นมาไอตอน ตี3-ตี5 หรือเปล่า?

โดย…แพทย์จีน อรกช มหาดิลกรัตน์ (ไช่ เพ่ย หลิง) คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ในช่วงเวลาตี3-ตี5 คุณรู้หรือไม่ว่าเป็นช่วงที่ปอดกำลังขับพิษ เลือดลมกำลังขับเคลื่อน ปอดเริ่มทำงาน ดังนั้น หากว่าปอดของคุณกำลังมีปัญหา อาจจะต้องลุกขึ้นกลางดึกมาไอแค่กๆ ต่อเนื่องหลายนาทีกว่าจะหยุดไอ

หากใครที่กำลังมีปัญหาแบบนี้ นั่นแสดงว่าปอดกำลังเตือนคุณแล้วล่ะ

วิธีการรักษาอาการด้วยตนเองในเบื้องต้นอาจจะลองนวดด้วยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือนวดที่ “จุดไท่หยวน” (&>2826;&>8170;) ซึ่งอยู่ตรงรอยบุ๋มบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้งทั้งสองข้าง นวดคลึงเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที จุดนี้จะช่วยบำรุงชี่ที่ปอดได้ ทำให้ปอดทำงานดีขึ้น แต่ทางที่ดีควรจะรีบไปปรึกษาหมอดีกว่านะคะโดยเฉพาะคนที่มีอาการไอเรื้อรังมานาน อาจใช้วิธีการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนก็ได้เพื่อปรับสมดุลร่างกายภายใน แพทย์แผนจีนเน้นรักษาก่อนที่จะเกิดโรคค่ะ

ปอดเป็นอวัยวะบอบบางต้องหมั่นทะนุถนอม นอกจากควร ลด ละ การสูบเลิกบุหรี่แล้ว ในช่วงเวลาตี3-ตี5 ก็ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เป็นวิธีปกป้องปอดที่ดีอีกทางหนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็นและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่ทำงานงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนเกินไป บางคนชอบทำงาน เล่นเกม ดูหนัง สังสรรค์ กว่าจะนอนตี 3 ตี 4 ซึ่งจะเป็นการทำร้ายปอดได้ง่ายค่ะ

 

เนื้อสัตว์แช่เย็น…กับความปลอดภัยในอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 22:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440582

เนื้อสัตว์แช่เย็น...กับความปลอดภัยในอาหาร

โดย…ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ในอดีตผู้บริโภคหลายคนยังคงติดกับการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เพิ่งออกจากโรงฆ่าสัตว์ ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ทุกชนิด ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน น้ำ รวมทั้งจากตัวสัตว์เอง

จุลินทรีย์นี้เป็นตัวการทำให้เกิดการเสื่อมเสียด้วยจุลินทรีย์ (microbial spoilage) และก่อให้เกิดอันตรายในอาหาร (food hazard) จากจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) ที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) เพราะส่วนประกอบทางเคมีของเนื้อสัตว์เหมาะสมกับการเจริญและการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ทุกชนิด ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ เมื่อประกอบกับการที่เนื้อมีความชื้นสูง

สำหรับเนื้อของสัตว์ที่มีสุขภาพดีนั้น จะไม่มีจุลินทรีย์ภายในกล้ามเนื้อ จุลินทรีย์จะอยู่ที่ผิวหนังและทางเดินอาหารของสัตว์ การควบคุมการปนเปื้อนของเนื้อสัตว์จึงต้องดำเนินการตั้งแต่อยู่ในฟาร์ม เพื่อให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ รวมถึงการขนส่งเข้าสู่โรงฆ่าสัตว์ จนกระทั่งถึงการแปรรูป และการกระจายสินค้าถึงมือผู้บริโภค ตามหลักการ From Farm to Table
นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เหมาะสมกับการป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์คือ การแช่เย็น-แช่แข็ง โดยต้องทำทันทีภายหลังการฆ่าและการชำแหละ ด้วยการนำซากสัตว์ที่ได้เข้าไปเก็บรักษาไว้ห้องเย็นทันที เพื่อลดอุณหภูมิของซากลง และเพื่อชะลอการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการแช่เย็นซากสัตว์และเนื้อสัตว์ อ้างอิงมาจากอุณหภูมิต่ำสุดที่จุลินทรีย์กลุ่ม แบคทีเรียมีโซไฟล์ (mesophilic bacteria) ซึ่งก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้แก่ Escherichia coli, Campylobacter jejuni และ Salmonella สามารถเจริญได้คือ 7 องศาเซลเซียส ดังนั้นอุณหภูมิที่จุดเย็นช้าที่สุดของเนื้อสัตว์จะต้องวัดได้ 7 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า เพื่อชะลอการเจริญของจุลินทรีย์ดังกล่าว

สำหรับวิธีการแช่เย็นซากสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ซากวัว สุกร แพะ แกะ ซากจะถูกผ่าเป็น 2 ซีก ล้างซากให้สะอาดดีแล้ว เก็บรักษาไว้ในห้องเย็น ที่มีอุณหภูมิประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส เพื่อให้อุณหภูมิซากได้ประมาณ 4-7 องศาเซลเซียส ส่วนสัตว์ปีกซึ่งมีขนาดเล็ก การลดอุณหภูมิของสัตว์ปีกต่ำกว่า7 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปผ่านกระบวนการตัดแต่งแยกชิ้นส่วน อาจทำได้โดยการแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ควรเป็นระบบที่ซากสัตว์ปีกและน้ำเคลื่อนที่สวนทางกัน (counter-flow water) หรือการใช้อากาศเย็น เช่น เครืองเป่าลมเย็น (blast chiller)

นอกจากนี้ ต้องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องเย็นระหว่างการแช่เย็น ให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียน้ำหนัก หรือการหดตัวให้น้อยที่สุด โดยควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ของห้องเย็น ให้อยู่ระหว่างร้อยละ 88-92 แต่ถ้าความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่าระดับนี้จะทำให้ซากเกิดการเน่าเสีย ส่วนในขั้นตอนการตัดแต่งก็ต้องควบคุมอุณหภูมิห้องไม่ให้เกิน 18 องศาเซลเซียสด้วย

เมื่อผ่านขั้นตอนการแช่เย็นจนกระทั่งได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคแล้ว การจัดเก็บในร้านค้าก็มีความสำคัญ โดยระหว่างการจำหน่ายต้องรักษาอุณหภูมิการจัดเก็บเนื้อสัตว์แช่เย็นให้ไม่เกิน 0-4 องศาเซลเซียส เพื่อชะลอการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวข้างต้น

ที่สำคัญเมื่อผู้บริโภคซื้อหาเนื้อสัตว์กลับไปประกอบอาหารที่บ้านก็ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิเดียวกันนี้ เพื่อชะลอการเสื่อมเสียของเนื้อ แต่จะให้ดีควรซื้อเนื้อสัตว์แค่เพียงพอต่อการบริโภค ไม่ควรซื้อกักตุน และก่อนนำมาปรุงอาหารควรล้างทำความสะอาดเนื้อสัตว์ด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ที่สำคัญคือต้องเน้นการปรุงสุกทุกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูจากเนื้อสัตว์แสนอร่อยที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

 

ขับรถให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440178

ขับรถให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์

โดย…ภาดนุ ภาพ… ฟอร์ด

ในปัจจุบันนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์มือใหม่หลายคนอาจยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานนอกบ้าน และเดินทางอยู่ตลอดโดยขับรถเอง ซึ่งนอกจากจะต้องเลือกรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาตามมาตรฐานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าคุณแม่หัวคิดทันสมัย ที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งแล้ว การป้องกันที่ถูกต้องในระหว่างขับรถก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่สุดเช่นกัน

อย่างที่รู้กันว่าร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์ อาการที่สามารถส่งผล
กระทบต่อความสามารถในการขับรถของคุณแม่ในช่วงนี้ ได้แก่ อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลัง และภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้เกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและการนั่งอยู่กับที่นานๆ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและหมั่นยืดขาเมื่อต้องเดินทางระยะไกล

ก่อนออกเดินทางคุณแม่ควรใช้เข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้อง และจัดตำแหน่งสายเข็มขัดนิรภัยที่พาดในแนวทแยงให้พาดอยู่ระหว่างหน้าอกลงไปตามแนวโค้งของท้อง โดยพาดสายเข็มขัดในแนวนอนให้อยู่เหนือต้นขาและกระดูกเชิงกราน หลังจากนั้นเสียบหัวเข็มขัดเข้ากับตัวล็อก และตรวจสอบอีกครั้งเพื่อไม่ให้สายเข็มขัดรัดแน่นมากจนเกิดความอึดอัดไม่สบายตัว อย่างไรก็ดีคุณแม่ควรป้องกันไม่ให้เข็มขัดนิรภัยขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าท้องโดยเด็ดขาด

ระหว่างการขับรถควรแวะจอดพักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเคลื่อนไหวเท้าและหมุนข้อเท้าอย่างช้าๆ รวมถึงขยับนิ้วเท้า เนื่องจากการนั่งเป็นระยะเวลานานสำหรับหญิงตั้งครรภ์จะทำให้เท้าและข้อเท้ามีอาการบวมได้ง่าย การได้แวะจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายหรือทำกายบริหารจะช่วยให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และยังสร้างความผ่อนคลายทั้งแก่ตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ หากมีอาการปวดหลังในระหว่างขับรถก็สามารถใช้หมอนอิงใบเล็กๆ หรือผ้าขนหนูพับทบกันวางหนุนหลังไว้ก็ได้ เพราะจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังให้มากที่สุด แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้ไม่ลำบาก และอยู่ในระยะที่สามารถจับบังคับพวงมาลัยได้อย่างถนัดมือ โดยระดับหน้าอกควรห่างจากพวงมาลัยหรือแผงหน้าปัดประมาณ 10 นิ้ว การนั่งในลักษณะดังกล่าวจะทำให้ท้องของคุณแม่อยู่ในตำแหน่งที่มีระยะห่างพอดี และป้องกันการกระแทกจากถุงลมนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

สำหรับคุณแม่ในช่วงระยะไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและเดินทางคนเดียว แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรนั่งที่เบาะหลังซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยมากที่สุด ในกรณีที่นั่งเบาะหน้า ให้ปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการกระแทกจากการทำงานของถุงลมนิรภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

ในทุกๆ การเดินทาง คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพกพาสำเนาระเบียนฝากครรภ์ติดตัวไปทุกที่ ซึ่งในสมุดจะรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ประวัติการตั้งครรภ์ ผลการรักษา ไปจนถึงเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน

ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยและรู้สึกสบายดี ถึงอย่างไรก็ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะครรภ์ของคุณแม่อาจได้รับการกระทบกระเทือนและมีความเสี่ยงของภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption) หรือการคลอดก่อนกำหนด (Preterm Labor) ได้

อย่างไรก็ตาม การขับรถไม่นับเป็นข้อห้ามปฏิบัติสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และปฏิบัติตามเคล็ดลับเบื้องต้นที่กล่าวมา เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกการขับขี่และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทุกคนในครอบครัว

 

ผลไม้ล้างของเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/440176

ผลไม้ล้างของเสีย

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ แฝงอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีกับร่างกายและสุขภาพของเรามาก แม้อาหารจะมีทั้งคุณและโทษ การรับประทานอาหารไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกาย รับประทานไม่ถูกวิธี หรืออาหารที่รับประทานปนเปื้อนสารพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แพ้อาหาร ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น สารพิษสะสมยังเป็นตัวการให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง

ทางที่ดีควรหันมาใส่ใจดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า การกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ไปดูกันเลยว่า 5 ผลไม้นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่ช่วยขับล้างพิษของเสียในร่างกายและยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณดีขึ้นอีกด้วย แถมเป็นผลไม้หาง่ายราคาไม่แพง

1.แอปเปิ้ล ผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพคตินในแอปเปิ้ลจะช่วยกำจัดสารพิษและป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้บูดเน่า นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเปรียบเหมือนไม้กวาดช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

2.สับปะรด มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหาร ทำให้ของเสียเป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น สับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร และช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อ

3.องุ่น ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสารฟอกล้างให้ผิวหนัง ตับ ไต และลำไส้ นอกจากนี้องุ่นยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และพลังงานจึงช่วยบำรุงเลือด ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ในร่างกาย

4.แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เท่ากับช่วยฟอกล้างร่างกาย อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต เปลือกของแตงโมอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ และที่เมล็ดยังมีวิตามินมากมาย น้ำคั้นจากเปลือกและเมล็ดแตงโมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

5.มะละกอ เอนไซม์ปาเปนในกล้ามเนื้อมะละกอมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินกระเพาะอาหาร ดังนั้นมะละกอจึงช่วยให้โปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับสับปะรด อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร การรับประทานมะละกอเป็นประจำยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

รู้ถึงคุณประโยชน์เช่นนี้ก็หามารับประทานกันเยอะๆ ถูก ดี และมีประโยชน์

 

ท่ายืนก้มตัวแบบฝ่าเท้าซ้อนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/439481

ท่ายืนก้มตัวแบบฝ่าเท้าซ้อนกัน

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกอาสนะแบบยืนก้มตัวนั้นมีหลากหลายแบบด้วยกัน ทั้งแบบเท้าชิดแบบแยกขากว้าง วันนี้เราจะมาลอง Uttanasana (Standing Forward Fold) หรือท่ายืนก้มตัวแบบฝ่าเท้าซ้อนกัน เป็นการปรับท่าฝึกด้วยการวางตำแหน่งฝ่าเท้าให้ซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้การทรงตัวยากขึ้นมากกว่าการยืนแบบเท้าขนานกัน

การปรับวางฝ่าเท้าแบบนี้จะทำให้ตึงหรือเกิดการยืดที่ขาด้านหลังมากขึ้นกว่าเดิม แนะนำให้ฝึกท่าประยุกต์นี้เมื่อผ่านการฝึกแบบท่าพื้นฐานมาแล้ว กุญแจที่สำคัญในการฝึกท่าก้มตัวคือ ก่อนพับตัวให้ยืดซี่โครงและลำตัวส่วนบนให้ยาวก่อน ค่อยพับตัวมาจากสะโพก จากนั้นเมื่อพับตัวลงมาให้เก็บกระดูกเชิงกรานมาด้านหน้าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่หลังล่าง ประโยชน์หลักของท่านี้คือการยืดหลังและขาด้านหลัง

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนตรงวางเท้าทั้งสองข้างชิดกันก่อน จากนั้นหายใจเข้าให้ลึกแล้วหายใจออกพับตัวลงมา

 

2 ยืดอกแล้วก้าวฝ่าเท้าขวามาวางซ้อนด้านบนฝ่าเท้าซ้ายแล้วพับตัวลงหายใจเข้าออกประมาณ 15 วินาทีหากขาด้านหลังตึงให้ทำครึ่งทาง โดยการวางมือแตะหน้าขายืดหลังให้ตรง หรือวางมือที่บล็อกโยคะแทน

 

3 บิดลำตัวด้วยการเดินมือทั้งสองข้างไปด้านขวาแล้วค้างท่าประมาณ 15 วินาทีหายใจเข้าออกตามปกติต้นคอ ใบหน้าและศีรษะผ่อนคลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

ความผิดปกติของทารก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/439480

ความผิดปกติของทารก

ปัจจุบันพบว่าทารกแรกเกิดมีอาการ Deletion Syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการหายไปของชิ้นส่วนเล็กๆ ของโครโมโซมคู่ที่ 22 โดยมีอุบัติการณ์พบได้ประมาณ 1:1,000 รายในทารกแรกเกิด เป็นอันดับ 2 รองจากดาวน์ซินโดรมทำให้เด็กมีความผิดปกติหลากหลายรูปแบบ

อลิสา จันทร์ปี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพันธุศาสตร์การแพทย์จาก  N Health เปิดเผยว่า อาการผิดปกติของทารกที่มีอาการ Deletion Syndrome เช่น หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด แคลเซียมต่ำ เกล็ดเลือดต่ำระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง เพดานปากโหว่ มีปัญหาเรื่องการได้ยิน รวมทั้งมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง และมีพัฒนาการช้า

สำหรับกลุ่มอาการนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่าๆ กันในคุณแม่ทุกช่วงอายุ ซึ่งต่างจากดาวน์ซินโดรมที่มีโอกาสพบสูงขึ้นในคุณแม่ที่อายุมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดหากลุ่มอาการผิดปกติ  Deletion Syndrome ไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจวิเคราะห์โครโมโซมจากน้ำคร่ำโดยการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นจาก N Health Laboratory Services ให้บริการในการตรวจคัดกรองก่อนคลอดโดยใช้วิธี Non-invasive  prenatal Testing (NIPT) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดแม่

อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร โดยสามารถตรวจหาความผิดปกติได้เร็วที่สุดคือ ตั้งแต่อายุครรภ์ที่ 9 สัปดาห์เป็นต้นไป เพื่อเตรียมการจัดการสำหรับรองรับความผิดปกติของเด็กที่จะคลอดมาอย่างทันท่วงที เช่น หากเด็กมีหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด อาจจะต้องเตรียมทีมแพทย์โรคหัวใจเข้ามาดูแลในช่วงแรกคลอด

หากเด็กภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการชักในเด็ก ต้องมีการให้แคลเซียมและวิตามินดีเสริมแก่เด็กเพื่อป้องกันการเกิดอาการชักหรือหากเด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินก่อนการรับวัคซีน เพื่อป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อนจากการรับวัคซีน

นอกจากความผิดปกติที่กล่าวมาแล้ว ยังพบความผิดปกติที่เกิดอาการเพดานปากโหว่ ส่งผลทำให้เกิดปัญหาในการรับประทานอาหารและการพูดคุย ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้กระทบต่อพัฒนาการของเด็กน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม อาการ Deletion Syndrome ยังสามารถเข้ารับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขได้แต่ โรคดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome หรือ Down Syndrome)ซึ่งเกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน แต่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากสาเหตุของโรคนั้นเกิดขึ้นจากความผิดปกติภายในโครโมโซม และปัจจุบันนั้นก็ยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคดาวน์ซินโดรมได้

เพราะฉะนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองก่อนคลอด เพื่อให้มั่นใจว่าลูกน้อยที่จะลืมตาดูโลกจะมีอาการครบ 32 และเติบโตอย่างแข็งแรงต่อไป

 

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี แนะวิธีดูแลเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/439479

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี แนะวิธีดูแลเล็บ

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี หัวหน้ากลุ่มงานเส้นผมและเล็บ สถาบันโรคผิวหนัง และประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า เล็บที่มีสุขภาพดีจะต้องมีสีผิวของเนื้อใต้เล็บเป็นสีชมพูอ่อนๆ  พื้นผิวเรียบ ผิวหนังรอบเล็บไม่ถอยร่น เป็นขุยหรือมีผื่น เนื้อเล็บมีความหนาพอดีๆ และแข็งแรงพอที่จะใช้หยิบจับของได้

ส่วนเล็บที่ผิดปกตินั้น ต้องสังเกตว่าเป็นที่ตัวเล็บหรือผิวหนังรอบๆ เล็บ เนื่องจากผิวหนังรอบเล็บ อาจมีส่วนทำให้ผิวเล็บเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน ปัญหาที่พบบ่อย คือ ปลายเล็บบางแตกเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดกับคนที่ทำเล็บเป็นประจำ ล้างมือบ่อย หรือผู้ที่มีการใช้เล็บกับน้ำมากเกินไป

อีกกรณีคือผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดงเล็บจึงดูเปลี่ยนแปลงไป เช่น เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา มักเจอในแม่บ้านหรือคนที่ทำงานบ้านเอง เมื่อเล็บโดนน้ำยาทำความสะอาด ทำให้ผิวหนังรอบเล็บเปื่อย พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวมแดงได้

นอกจากนี้ ส่วนเล็ก ๆ ของเล็บ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น มักจะนำความเจ็บปวด ไม่สวยงาม โดยความผิดปกตินั้น สังเกตได้เองจาก 3 กรณี คือ เล็บหนาผิดปกติหรือไม่ เช่น หนาบริเวณปลายเล็บสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคเชื้อราหรือโรคสะเก็ดเงิน โดยโรคเชื้อรามักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล็บ แต่สะเก็ดเงินมักเป็นหลายเล็บ หรือเป็นหมดทั้งเล็บ

นอกเหนือจากนี้  คือ อาการเล็บบางและมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีลักษณะแอ่นเหมือนช้อน อาจมีภาวะโรคเลือดจางหรือขาดธาตุเหล็ก และเล็บมีสีที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น เล็บขาวครึ่งเล็บ (หมายถึง ผิวหนังใต้เล็บมีสีผิดปกติ) เป็นลักษณะที่พบได้ในผู้มีภาวะไตวายเรื้อรัง และบวมน้ำ

หากเป็นสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บ มักเป็นอาการของโรคเบาหวาน โรคตับแข็ง หรือโรคหัวใจวาย สำหรับบางคนที่พบจุดขาวปรากฏบนเล็บโดยเฉพาะหากเป็นหลายเล็บ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอยู่ในภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

สำหรับผู้ที่ตกแต่งและต่อเล็บโดยไม่บำรุง อาจทำให้สุขภาพเล็บอ่อนแอลง โดยระยะสั้นเล็บอาจแตกหรือเป็นขุยลอก นอกจากนี้ การทาสีเล็บบ่อยๆ อาจส่งผลให้สีเล็บเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะยาทาเล็บสีแดงกับสีส้ม ที่ทำให้เล็บเหลืองได้ง่ายกว่าสีอื่น

ผิวเล็บยังเสี่ยงต่อการทำลายจากสารเคมี บางแห้งและเปราะง่ายหรือตรงผิวเล็บหลุดลอกเป็นขุย โดยคนที่มีอาการแพ้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้รอบเล็บมีอาการบวมแดง หรือเจ็บบริเวณปลายนิ้วมือได้ด้วย การทาสีเล็บจึงควรเว้นช่วงการทาสีครั้งใหม่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนการต่อเล็บไม่ควรทำต่อเนื่องเกิน 3 เดือน และควรเว้น 1 เดือนก่อนจะต่อใหม่ นอกจากนี้ควรทาครีมบำรุงเพื่อช่วยดูแล