รับมือสังคมผู้สูงอายุ เผยหลักคิด ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431911

รับมือสังคมผู้สูงอายุ เผยหลักคิด ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

“ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะคนหนุ่มสาวต่างหลั่งไหลไปอยู่รวมกันในเมืองใหญ่ คนรุ่นใหม่ต้องทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น และด้วยภาระการงานที่บีบรัด จึงไม่ค่อยมีเวลากลับไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ท่ามกลางรูปแบบชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ “เนิร์สซิ่งโฮม” หรือ “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแล หรือไม่อยากปล่อยให้ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านตามลำพัง และพร้อมจะซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนผู้ซึ่งเป็นที่รัก” จรัลพัฒน์ สรวิสูตร เจ้าของโกลเด้นแคร์เนอร์สซิ่งโฮม กล่าวถึงความสำคัญของธุรกิจผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตในสังคมเมือง

โกลเด้นแคร์เนอร์สซิ่งโฮม นับเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายแรก ที่เปิดธุรกิจผู้สูงอายุในเมืองไทยจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่ยอมรับในเรื่องคุณภาพการให้บริการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะคัดแยกผู้สูงอายุตามระดับอาการป่วย เพื่อให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานและความเหมาะสมของเครื่องมือ อุปกรณ์ในการดูแล โดยจะมีบ้าน 2 หลังไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยไม่มาก สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอีกหลังไว้สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

“เราจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลตามหลักมาตรฐาน และที่สำคัญคือต้องมีใจรักและปฏิบัติต่อผู้สูงอายุเสมือนญาติพี่น้อง เพื่อให้เกิดผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจของผู้สูงอายุที่เข้ามาอยู่อาศัย”

สำหรับเนิร์สซิ่งโฮมผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานแล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันก็มีแนวโน้มว่าความต้องการของธุรกิจในรูปแบบนี้จะเติบโตขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องแนวคิด วัฒนธรรม ซึ่งบ่อยครั้งจึงเกิดการตั้งคำถามว่าจะเป็นการทอดทิ้งบุพการีหรือไม่

“ถ้าเปรียบเทียบกับสังคมเมืองนอก พอหลังจากก้าวสู่ช่วงวัยเกษียณ ก็จะเก็บเงินไว้ก้อนนึง แล้วเลือกเนิร์สซิ่งโฮมดีๆ จากนั้นก็ถือกระเป๋าเข้าไปอยู่เองเลยวัฒนธรรมทางสังคมของเมืองนอกจะเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะในแถบยุโรป อเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เรายังมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะในแง่ของค่านิยม หรือทัศนคติการตอบแทนบุญคุณ เพราะถ้าเอาพ่อแม่เข้าไปอยู่ บางคนก็มองในแง่ลบว่าพ่อแม่แค่ 2 คนทำไมถึงดูแลไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันไป แต่หากมองในภาพความเป็นจริงแล้วสังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคมที่ตกอยู่ในท่าบังคับชีวิตที่ต้องใช้เวลาในการทำงานเยอะขึ้น บ่อยครั้งภาระหน้าที่มันก็ไม่เอื้อต่อเราที่จะไปดูแล”

ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี ที่เปิดทำธุรกิจผู้สูงอายุจรัลพัฒน์ เผยหลักคิดในการทำธุรกิจผู้สูงอายุให้ประสบความสำเร็จว่า เจ้าของผู้ประกอบการต้องคิดว่าคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านเราคือญาติพี่น้อง ไม่ใช่ลูกค้า และไม่ควรเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่เน้นสร้างรายได้จากจำนวนผู้สูงอายุ แต่ควรเน้นการใส่ใจดูแลอย่างทั่วถึงมากกว่า

“อย่างในส่วนของผม จะมีคุณตาคุณยายเพียงแค่10 กว่าท่าน เพราะเราเน้นในเรื่องของความอบอุ่นเป็นหลัก ไม่ได้เน้นปริมาณของผู้สูงอายุ เวลาเดินเข้าไปในบ้าน ผู้สูงอายุจะทักเราเหมือนลูกเหมือนหลาน คือคำว่าเนิร์สซิ่งโฮม มันมีคำว่า “โฮม” ที่แปลว่า “บ้าน” อยู่ คอนเซ็ปต์ง่ายๆ คือเรารู้สึกกับคุณพ่อคุณแม่ของเรายังไง เราก็ต้องรู้สึกกับคุณตาคุณยายที่อยู่ในเนิร์สซิ่งโฮมของเราอย่างนั้น และไม่ว่าเราจะไปจ่ายตลาดเลือกซื้อของใช้อะไรก็แล้วแต่ให้คุณตาคุณยาย เราต้องคิดเสมอว่าเรากำลังซื้อให้กับญาติเราใช้ ไม่ใช่ไปซื้อที่มันถูกที่สุด เพื่อหวังที่จะลดต้นทุน มันเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของท่าน” จรัลพัฒน์ กล่าว

 

ท่าออกกำลังกายกระชับ ‘ต้นขา’และ ‘ก้น’ ให้สวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431619

ท่าออกกำลังกายกระชับ 'ต้นขา'และ 'ก้น' ให้สวย

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ดีไลท์ โยคะ แอนด์ เอกซ์เซอร์ไซส์ สตูดิโอ

เทรนด์การออกกำลังกายมีออกมาใหม่เรื่อยๆ เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น ณัฐญา อรรถสงวน สตูดิโอ เมเนเจอร์ แห่งดีไลท์ โยคะ แอนด์ เอกเซอร์ สตูดิโอ  จะมาแนะนำท่าการออกกำลังกายกระชับต้นขาและก้นให้สวยบนเครื่องเล่นที่ชื่อ แพดเดิลบอร์ด มีอยู่ 2 ท่า ได้แก่  “สควอต” กับ “Leg Lunge” เป็นท่าออกกำลังกายที่ให้ประโยชน์ทั้งกล้ามเนื้อด้านนอกของบริเวณก้นและต้นขาทำให้ทั้งสองส่วนกระชับมากขึ้น ซึ่งก้นและต้นขากระชับนั้นเป็นยอดปรารถนาของสุภาพสตรี

ท่าสควอต (Squats)

เหมือนท่านั่งเก้าอี้กลางอากาศ ท่านี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและถือเป็นท่าหลักที่ใช้ในการบริหารร่างกายช่วงล่างซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดและแข็งแรงที่สุด โดยส่วนที่ได้รับประโยชน์ที่สุด คือ  ต้นขาและก้น ยิ่งยืนเล่นบนแพนเดิลบอร์ด เทรนด์ออกกำลังกายแนวใหม่ที่มาจากออสเตรเลีย เพราะเมื่อแพนเดิลบอร์ดจำลองมาจากการเล่นเซิร์ฟ ก็ยิ่งต้องใช้การทรงตัวมากเพราะพื้นแพนเดิลบอร์ดจะไม่เรียบ ก็ยิ่งต้องทรงตัวมากขึ้น 2-3 เท่าทีเดียว กล้ามเนื้อก็จะยิ่งเกร็งตัว ช่วยทำให้การออกกำลังกายช่วงต้นขาและก้นได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

ลงมือกันเลย 

1.ก้าวขึ้นยืนบนแพดเดิลบอร์ด ลำตัวตั้งตรง เท้าแยกห่างกันประมาณช่วงไหล่ ซึ่งความกว้างของเท้าก็จะบริหารกล้ามเนื้อได้แตกต่างกันไปอีก แยกเท้าปกติจะเป็นบริหารต้นขาด้านนอก

ท่าสควอต (Squats) 1

 

2.ย่อเข่าทั้งสองข้างลงช้าๆ โดยดันก้นไปทางด้านหลังเหมือนกำลังจะนั่งเก้าอี้ พยายามให้หลังตั้งตรงอย่าโค้งไปข้างหน้าหรือทำหลังค่อม พร้อมๆ กับยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปด้านบน

ท่าสควอต (Squats) 2

 

3.ตรวจสอบดูว่าเข่าทั้งสองข้างนั้นยื่นเลยออกไปเกินปลายเท้าหรือไม่ หากเกินแสดงว่าทำผิดให้ดันก้นไปข้างหลังอีกหรือยกตัวสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยจนได้ท่าที่ถูกต้อง ค้างอยู่ที่ท่านี้ประมาณ 10 วินาที

ท่าสควอต (Squats) 3

 

4.ยืดตัวขึ้นสู่ท่าเริ่มต้น นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 15 ครั้ง/เซต ทำทั้งหมด 3 เซต

ท่าสควอต (Squats) 4

 

ท่า Leg Lunge

เสร็จสิ้นการบริหารกล้ามเนื้อขาด้านหน้าและก้น แต่การออกกำลังกายที่ดีเมื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อด้านหน้าแล้ว ด้านหลังก็ต้องออกกำลังกายด้วย จึงมีท่า Leg Lunge คือการบริหารกล้ามเนื้อด้านหลังขาให้ครบถ้วน

ลงมือกันเลย

1.ก้าวขึ้นไปยืนบนแพดเดิลบอร์ด กางขาออกให้เท่ากับไหล่ทั้งสองข้าง

ท่า Leg Lunge 1

 

2.ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า เอามือทั้งสองข้างเท้าเอวไว้

ท่า Leg Lunge 2

 

3.จากนั้นย่อตัวลงจนรู้สึกปวดตึงที่ต้นขา ค้างไว้ครู่หนึ่ง ค้างที่ท่านี้สัก 1 อึดใจ

ท่า Leg Lunge 3

 

4.ยืดตัวกลับมายืนในท่าที่ 1 จากนั้นทำสลับกับขาอีกข้างหนึ่ง ทำสลับกันครบ 2 ข้าง ทำทั้งหมด 15-20 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำให้ครบ 3 เซต

ท่า Leg Lunge 4

 

ลดเค็ม ลดโรคไต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431139

ลดเค็ม ลดโรคไต

โดย…กันย์

สถานการณ์โรคไตทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่าความชุกของคนไข้โรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 17.6% ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องรอการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไต การเปลี่ยนไต อยู่เป็นจำนวนมาก และในแต่ละปีจะมีคนเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 7,000-1 หมื่นคน

พบว่าผู้ป่วยโรคไตมักจะมีภาวะแทรกซ้อนทางด้านหัวใจและหลอดเลือด ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไตค่อนข้างมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกจึงได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของโรคไต และเพื่อหาแนวทางป้องกัน เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคไตในระยะยาว สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมและรณรงค์ภายใต้คำขวัญที่ว่า “โรคไตเป็นได้ตั้งแต่เด็ก รู้แต่เล็กป้องกันได้” โดยมุ่งเน้นโรคไตในเด็กเป็นสำคัญ

ปัจจุบันมีผู้ป่วยไตซึ่งอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ สาเหตุอาจเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วนต่างๆ ซึ่งมีการปรุงแต่งโดยคำนึงถึงรสชาติมากกว่าสุขภาพของผู้บริโภค สำนักโภชนาการ กรมอนามัย สำรวจพบว่าคนไทยมีการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูงเกินปริมาณแนะนำถึง 2 เท่า ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อไตตามมาได้

นพ.สุรวัฒน์ อดิเรกเกียรติ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า อาการของโรคไตเริ่มจากตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย บางคนมีอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โลหิตจาง อ่อนเพลีย จนกระทั่งมีการคั่งของของเสียมากทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดภาวะชัก หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตตามมาได้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตอักเสบ

ควรควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน ลดอาหารเค็มเพราะทำให้ไตทำงานหนัก และทำให้บวมและมีความดันโลหิตสูง

 

ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล กีฬาคือความสนุกของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430712

ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล กีฬาคือความสนุกของชีวิต

โดย…สมแขก ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

จากหญิงสาวทำงานที่อยากออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตัน เริ่มต้นเธอบอกว่าตัวเองเป็นนักเล่นที่ไม่เก่งเอาเสียเลย จึงรู้สึกไม่สนุกและไม่มีใครอยากร่วมทีมด้วย หากเป็นคนอื่นโดนแบบนี้คงเลิกเล่นหรือไม่ก็ไปเล่นกีฬาชนิดอื่นแต่ ยู้-ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล ไม่เป็นเช่นนั้น เธอท้าทายตัวเองฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นเพื่อจะได้เล่นกับคนอื่นสนุกสนาน จนร่างกายแข็งแรง ลงแข่งได้รับรางวัล เช่น แชมป์หญิงคู่รายการ Aeroplane Invitation Cup 2014 เหรียญทองแดงแบดฯ หญิงเดี่ยวกีฬานานาชาติที่พัทยา MMOA Pattaya International 2014 ฯลฯ

และเป็นจุดเริ่มต้นของการท้าทายตัวเองในกีฬาชนิดอื่นๆ เช่น กีฬาวิ่ง ปั่นจักรยาน และล่าสุดกับไตรกีฬาที่สุดแสนจะท้าทายเธอกลายเป็นที่รู้จักของนักวิ่งในสมญานามว่า นักวิ่งหน้าหมวยที่ก้าววิ่งอย่างเคนยา ภายในเวลา 3 ปี เธอกวาดถ้วยรางวัลมานับไม่ถ้วน ซึ่งล่าสุดเธอเป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับแบรนด์ชุดกีฬาจากสหรัฐอเมริกาอย่างอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ด้วย และเพราะเธอทำกิจกรรมหลากหลาย เธอจึงเปิดแฟนเพจส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนกับคนที่ติดตามเธอ (www.facebook.com/LoveSportGirl)

 

“การหลงใหลในกีฬาของยู้เริ่มจากแบดมินตัน ด้วยเหตุผลเพียงแค่อยากเล่นให้สนุก จนรู้สึกว่าเราแข็งแรงขึ้น และบังเอิญช่วงหนึ่งที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อนชาวต่างชาติเขานิยมวิ่งและชวนยู้ออกไปวิ่ง แต่ตอนนั้นเรายังรู้สึกไม่ชอบก็เลยไม่ได้วิ่ง ซึ่งครั้งแรกที่วิ่งคืองานในเมืองไทยวิ่งแค่ 5 กม. พอวิ่งจบก็รู้สึกว่าเราทำได้ รายการต่อไปวิ่ง 10 กม. ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงนะคะ แต่กลับเหนื่อยมาก วิ่งแบบทรมาน เพราะเราไม่เคยซ้อม ความเหนื่อยยากในการวิ่ง 10 กม. ทำให้เห็นหลายอย่างจากสนามวิ่ง เราได้แรงจูงใจจากคนมีอายุที่สามารถวิ่งได้แข็งแรงกว่าเรา ผู้หญิงที่ภายนอกดูอ่อนแอแต่สายตาที่มุ่งมั่นและเท้าที่ก้าวไม่หยุด

จากวันนั้นทำให้ยู้อยากเอาชนะใจตัวเอง เริ่มท้าทายตัวเองว่าเราจะวิ่ง 10 กม.ให้จบแบบสนุกได้อย่างไร จึงศึกษาการวิ่งอย่างจริงจังขึ้น ซ้อมบ่อย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และลงแข่งระยะมินิมาราธอนให้บ่อยขึ้น พอเริ่มได้ถ้วยแรก รางวัลชนะเลิศบางคนที มินิมาราธอน 2013 ได้ที่ 1 ครั้งแรก พร้อมสถิติมินิมาราธอน 46 นาที จากนั้นก็เริ่มขึ้นรับรางวัลบ่อยและทำเวลาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ตัดสินใจลงรายการวิ่งมาราธอน หลังจากวิ่งมาแล้ว 8 เดือน โดยลงแบบก้าวกระโดดจาก 10 กม. เป็น 42 กม. โดยไม่ผ่าน 21 กม.มาก่อนเลย”

 

มาราธอนแรกของทิพย์วลีทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวถึงในโซเชียลมีเดีย เพราะเธอได้เขียนแบ่งปันตลอดจนความรู้สึกประสบการณ์วิ่งมาราธอนแรกในเว็บไซต์ชื่อดังและมีคนแชร์เรื่องราวของเธอมากมาย เธอเป็นหนึ่งในหญิงสาวที่จุดประกายให้กับสาวคนอื่นอีกมากมายที่อยากลุกมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง “สำหรับยู้ผลพลอยได้จากการวิ่งที่เห็นชัดที่สุดคืออาการภูมิแพ้ที่เป็นมาดีขึ้น ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานยิ่งเปิดบริษัทของตัวเองยิ่งเครียดไมเกรนก็มา แต่หลังจากออกกำลังกายอาการพวกนั้นหายไปหมด ตอนนี้ร่างกายฟิตมากขึ้นจนไม่อยากหยุดวิ่งแล้วค่ะ ซึ่งไม่ใช่แค่วิ่งอย่างเดียวยู้ออกกำลังกายอย่างอื่นควบคู่ด้วย เทนนิส ปิงปอง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ทำทุกอย่างให้มันสนุก เราจะรู้สึกว่าเราเป็นเด็กตลอดเวลา (หัวเราะ)”

เห็นตารางเวลาของสาวหมวยคนนี้แน่นตลอดเวลาเพราะเธอทำธุรกิจส่วนตัวและตระเวนแข่งวิ่งและไตรกีฬาอยู่บ่อยครั้ง หลายคนสงสัยว่าเธอแบ่งเวลาออกกำลังกายกับงานที่ทำอย่างไร ยู้บอกว่า “การออกกำลังกายของยู้ตอนนี้แทบจะเหมือนกับเราต้องทานข้าวในแต่ละวัน คือเป็นสิ่งที่ต้องทำแต่ไม่มีตารางแน่นอน มีเวลาว่างตรงไหนก็ออกกำลังกายตรงนั้น ดังนั้นรถของยู้ตอนนี้จึงเหมือน
ช็อปกีฬาย่อมๆ คือจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างอยู่ในรถ ชุดวิ่ง ชุดว่ายน้ำ รองเท้าวิ่ง รองเท้าสำหรับตีแบดฯ บางวันมีชุดเฟรมจักรยานและชุดซ้อมพร้อมสแตนด์บาย คือครบและพร้อมเปลี่ยนชุดในรถและออกกำลังกายที่ไหนก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้

 

“เพราะงานของเราจะกำหนดซ้อมกับคนอื่นได้ยาก จึงค่อนข้างทำตามใจตัวเอง จะดูเวลาและถามร่างกายตัวเองว่าวันนี้พร้อมออกกำลังกายประเภทไหน ยู้จะไม่ฝืนว่าจะต้องทำ แต่ยู้ทำเพราะสนุกเหมือนเวลาผู้หญิงที่ได้ช็อปปิ้ง แต่การออกกำลังกายคือความสุขของยู้ ซึ่งนี่เป็นข้อดีของการเล่นกีฬาหลายอย่างทำให้เราไม่เบื่อ ถ้าไม่อยากวิ่งก็ปั่น ถ้าไม่อยากปั่นก็ว่ายน้ำหรือตีแบดฯ มีทางเลือกเยอะมาก”

วันนี้หญิงสาวคนนี้พิชิตความท้าทายมาแล้วหลายอย่าง เป้าหมายของการออกกำลังกายของเธอตอนนี้ไม่ใช่ถ้วยรางวัล (แม้จะ
กวาดมาเกือบทุกสนาม) แต่มันคือความสุขและสนุกที่ได้ทำ ได้เจอเพื่อนในสนาม ความฟิตที่ทำให้ดูเด็กเสมอ “ยู้ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพแต่ยู้เป็นคนทำงานที่มีงานอดิเรกเป็นกีฬา อยากให้คนที่หันมาวิ่งหรือออกกำลังกายตอนนี้ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์หรือตามกระแส อยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและผ่อนคลาย ถ้าทำงานเครียดก็หาทางออกด้วยการเล่นกีฬาที่ชอบมาผ่อนคลายกับกีฬาแล้วจะมีแรงไปสู้กับงานใหม่ค่ะ” ทิพย์วลี ทิ้งท้าย

 

ท่าเรือ พลิกแพลงบิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430621

ท่าเรือ พลิกแพลงบิดตัว

โดย… ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการพลิกแพลงท่าเรือเข้ากับท่าจับเท้าบิดตัวด้านข้าง ประโยชน์ที่ได้คือการยืดกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว หัวไหล่ สะบัก ไปจนถึงหลัง ทำให้ข้อต่อหัวไหล่เปิดและแข็งแรง ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง เส้นใต้ขายืดตรง ฝึกการทรงตัวและสมาธิ

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งหลังตรง ยืดขาตรง ชันเข่าขวาขึ้น เหยียดแขนซ้ายแนบใบหูมือขวาวางประคองด้านหลัง หายใจเข้า ยืดตัว (รูป 1)

(รูป 1)

 

2 หายใจออก เอื้อมแขนซ้ายมาด้านขวาข้ามเข่าขวา มือหงายสอดใต้ส้นเท้าขวา (รูป 2)

(รูป 2)

 

3 มือขวาอ้อมไปจับปลายเท้าซ้ายด้านนอก ยกขาซ้ายขึ้นหายใจเข้า (รูป 3)

(รูป 3)

 

4 หายใจออก มือขวาดึงขาซ้ายเหยียดขาตรง โดยที่แขนขวาไปอยู่หลังศีรษะ หรือเท่าที่ทำได้ พยายามบิดตัวให้ศีรษะอยู่ใต้แขนขวาหายใจเข้าออก (รูป 4)

(รูป 4)

 

5 หากทำได้มากให้ลองโดยมือซ้ายประคองขาขวา แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นเหมือนในท่าเรือทรงตัว เกร็งหน้าท้องหายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ (รูป 5) เปลี่ยนทำสลับข้าง

(รูป 5)

 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430619

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

โดย… พจ.เยาวเกียรติ เยาวพันธุ์กุล คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiewtcm

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในไตทางด้านแพทย์แผนตะวันตกกันก่อน โรคเบาหวานในไตนั้นเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงเกี่ยวกับหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย เกิดได้ทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน type 1 และ type 2 ปัจจุบันพบว่าโรคนี้ได้คร่าชีวิตคนไปจำนวนไม่น้อย อาการที่ปรากฏในระยะแรกของผู้ป่วยโรคเบาหวานคือมักพบโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะ จากนั้นจึงมีภาวะบวมน้ำและความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานานส่งผลให้การทำงานของระบบไตเสื่อมลงและทำให้เกิดโรคไตวายได้ในที่สุด

การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์จะพบ UREA (อัตราการขับโปรตีนในไต) ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 20-200 Ug/min หรือ 24 H-TP 30-300 mg/24 h รวมถึงการตรวจปัสสาวะติดต่อกัน 2 ครั้ง พบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่า 0.5g/24h ซึ่งในทางคลินิกนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อมีการตรวจพบว่าตัวเองมีค่า UREA หรือ 24h-TP (อัตราการขับโปรตีนในปัสสาวะใน 24 ชม.) สูงมีอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง ค่าต่างๆ ในไตสูงขึ้น หรือดวงตาฝ้าฟาง เช่นนี้แล้วควรคำนึงถึงโรคเบาหวานในไตด้วย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่มีโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอื่นๆ โรคหัวใจวาย โรคเหล่านี้อาจทำให้ค่าไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน

ปัจจุบันการแบ่งระยะของโรคเบาหวานในไตมีดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ค่า GFR (อัตราที่เลือดไหลผ่านไตเรียกว่า glomerular filtration rate) สูงขึ้น ในระยะเริ่มแรกลักษณะของไตจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น ในระยะแรกนี้จะไม่มีโปรตีนในปัสสาวะและไม่มีอาการแสดงของโรค

ระยะที่ 2 : UREA ยังคงมีค่าปกติแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่ตัวกรองไต แต่ยังคงไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะนี้เกิดภายหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 2 ปี

ระยะที่ 3 : โรคเบาหวานลงไตในระยะแรก เกิดหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 10-15 ปี ในระยะนี้จะตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อย ระยะนี้ค่าของ UAER จะมีค่าประมาณ 20-200 μmol/min หรือ 30-300 mg/24 ชม. ถ้าหากมีภาวะความดันโลหิตสูงมาร่วมด้วยส่งผลให้การเสื่อมของไตเร็วขึ้น

ระยะที่ 4 : ระยะของโรคเบาหวานลงไตหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานาน 15-20 ปี ระยะนี้ค่า UREA มีค่าประมาณ ≥200 μmol/min หรือ ≥300 mg/24 ชม. ในระยะนี้ถ้าหากไม่รีบรักษาอัตราการเสื่อมของไตจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติถึง 10 เท่า เข้าสู่ระยะไตวายได้อย่างรวดเร็ว ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หนาวง่าย คันตามผิวหนังโดยไม่รู้สาเหตุ และมีอาการซีดเนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายต่ำลง เป็นต้น

และระยะสุดท้าย ไตวาย ค่า GFR น้อยกว่า 10 ml/min เป็นไตวายระยะสุดท้าย การทำงานของไตลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ของปกติ และมีของเสียคั่งในร่างกายจำนวนมาก ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยมากจนไม่มีปัสสาวะ มีอาการซึมเศร้า ไม่รู้สึกตัว มีอาการช็อกหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในระยะนี้จะต้องมีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การล้างไต เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วในระยะที่ 1 หรือ 2 นั้นจะไม่เห็นอาการที่แน่ชัด ผู้ป่วยจึงละเลยการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ฉะนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้วควรป้องกันและรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น ในระยะแรก ถ้าหากรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วควรที่จะเข้ารับการรักษาทันที หรือดูแลสุขภาพร่างกายเพื่อไม่ให้อาการของโรคลามไปเป็นไตวายในระยะสุดท้าย

 

‘มาราธอน’ วิ่งเอาชนะตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429575

‘มาราธอน’ วิ่งเอาชนะตัวเอง

โดย…ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นักเขียนปากกาทอง ฮารูกิ มูราคามิ บอกว่ารู้ตัวไม่เหมาะเล่นกีฬาเป็นทีม เขาเลือกวิ่งเพราะทุกก้าวกำหนดจังหวะความเร็วของตัวเองได้ คำตอบซึ่งก็ไม่แตกต่างกันเมื่อถามผู้หญิง(สวย) ทำไมจึงเลือกออกวิ่ง…? “จูน” พรมณี คุณสิริประภารัตน์ บอกเรื่องการนัดกลุ่มเพื่อนๆ ลงสนามแบดมินตันช่างยากเย็น เวลาก็ไม่เคยลงตัวกันสักที แล้วพอไม่ได้ออกกำลังกายน้ำหนักเพิ่มเริ่มมีพุง จนเพื่อนหัวอกเดียวกันชวนไปวิ่ง จึงรู้ว่าสองขามีพลังพาไปไกลได้กว่าใจเราคิด

“วิ่งมาได้ 11 เดือนแล้วค่ะ ออกแรงเยอะกว่าและเห็นผลเร็วกว่าตีแบด เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยออกกำลังใดๆ นอกจากขาของเราเอง การวิ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีที่สุดนะคะ ขจัดเซลลูไลต์ต้นขาได้ดีมากเฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จูนวิ่งจริงจังค่ะ ความท้าทายที่สุดในการวิ่ง คือเรื่องของการฝึกซ้อมเพื่อถึงเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าซ้อมเพื่อลงสนามแข่งวิ่งอย่างเดียว”

จากวิ่งเพื่อหุ่นเป๊ะแต่ตอนนี้ พรมณีเลือกเป็นนักกีฬาสมัครเล่นโดยมีเป้าหมายที่สนามฟูลมาราธอน วิ่งระยะ 42 กม. พิสูจน์ตัวเองด้วยสองขาที่เรียวและแกร่งขึ้น

“เดือนที่แล้วจูนเพิ่งลงสนาม ‘ศิริราช เดิน-วิ่งผสานชุมชน ครั้งที่ 10’ ระยะทาง 14 กม. ทำเวลา 1:26:50 ชั่วโมงค่ะ จูนไปวิ่งเก็บระยะนะคะ ไม่ได้เน้นการทำเวลา แต่ก็ถือว่าระยะยาวแต่เวลาก็พอใจอยู่ค่ะ

 

เป้าหมายในการวิ่งคือ วิ่งมินิมาราธอนระยะ 10 กม. ให้ได้เวลาดีขึ้นค่ะ ตอนนี้เวลาดีที่สุดของระยะ 10 กม. จูนทำได้ คือ 56.05 นาที หวังว่าภายในปีนี้จะได้ที่ 55 นาทีหรือต่ำกว่าให้ได้ค่ะ ก็ต้องเริ่มที่วินัยฝึกซ้อมให้มากขึ้น แล้วจูนวิ่งระยะ 21 กม. ฮาล์ฟมาราธอนปีนี้ก็วิ่งผ่านไปแล้ว 1 งานค่ะตั้งใจวิ่งระยะฮาล์ฟอีก 4 งาน เพื่อให้ครบ 5 งานภายในปีนี้ค่ะ และเป้าหมายใหญ่ที่สุดคือการลงงานวิ่งระยะ 42 กม. ฟูลมาราธอน สนามจอมบึงมาราธอน ต้นปี 2560 ค่ะ ดังนั้นนอกจากจะซ้อมเรื่องระยะเวลาวิ่งที่ดีขึ้นของ 10 กม. ก็เตรียมความพร้อมซ้อมวิ่งระยะยาวให้ได้ 25-32 กม. ให้ได้ภายในปีนี้ด้วยค่ะ”

ไม่มีใครคิดว่าสาวสวยลุคคาวาอี้ จะเอาจริง! พรมณีบอกก็คิดว่าเป็นนักวิ่งสไตล์ฟรุ้งฟริ้ง วิ่งเพื่อสุขภาพอย่างเดียวไม่ได้คาดหวังอะไร แต่วิ่งไปวิ่งมาเริ่มไม่ฟรุ้งฟริ้งแล้วจริงจังมากขึ้น

“เริ่มหาข้อมูลทำอย่างไรให้วิ่งเร็วขึ้น ตั้งแต่จังหวะการหายใจ วิ่งแบบไหนถูกต้อง การเลือกรองเท้า เพื่อนำมาปรับให้วิ่งได้เร็วขึ้นเหนื่อยน้อยลง ลดอาการบาดเจ็บ จูนเป็นนักวิ่งสไตล์กำลังพัฒนาค่ะ (หัวเราะ) วิ่งให้รู้สึกสนุกมีความสุขไปกับการวิ่ง เป็นการสร้างความบันเทิงให้กับการออกกำลังกายของตัวเอง

ยากที่สุดคือการฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางครั้งก็จะรู้สึกขี้เกียจเพราะไม่มีแรงบันดาลใจใหม่ๆ หลายคนลงสนามเพื่อเอาชนะใจตัวเอง แต่หลังจากวิ่งจบงานแล้วก็ไม่ได้มีการฝึกซ้อมต่อ พอมีงานวิ่งใหม่ค่อยไปวิ่งโดยไม่ซ้อมก็จะไม่มีพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้น จูนอยากไปให้ถึงเป้าหมายและเก่งแบบคนอื่นๆ วินัยในการซ้อมสำคัญค่ะ ซ้อมควบคุมการหายใจให้ได้จังหวะไปพร้อมๆ กับการวิ่งก้าวขาการพยายามควบคุมการวิ่งให้มีความคงที่โดยเราวิ่งแล้วไม่เหนื่อย แล้วจะมีความสุขกับการวิ่งค่ะ” พรมณีบอกพร้อมโชว์หุ่นที่เห็นกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็แค่เอาชนะใจตัวเองด้วยการออกวิ่ง

 

ท่ายิงธนูขาตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429451

ท่ายิงธนูขาตรง

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่ายิงธนู (Shooting Bow Pose or Akarna-Ddhanurasana) ปกติจะงอเข่าแล้วดึงเท้ามาใกล้ใบหู แต่ท่านี้จะทำแบบยืดขาตรง โดยให้ดึงขามาชิดหน้าผาก ส่งผลต่อเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อใต้ขาในส่วนที่ต่างกัน ยืดเส้นใต้ขาทำให้ขาตรง ช่วยสร้างสมาธิจุดศูนย์รวมของความแข็งแกร่งภายใน บริหารแขนให้แข็งแรง

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งยืดขาตรงชิดกัน ปลายเท้าตั้ง หลังตรง หายใจเข้า เหยียดแขนทั้งสองแนบใบหู

2 หายใจออก ยืดตัวไปด้านหน้า นิ้วชี้นิ้วกลางจับปลายเท้าล็อกนิ้วโป้ง

3 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้นจากพื้น พยายามให้ขาตรง แต่ถ้าทำไม่ได้ ให้งอเข่าก่อน

 

4 หายใจออก ดึงขาขึ้นมาทางลำตัวเท่าที่ทำได้ หากทำได้มากให้ดึงขามาชิดหน้าผากพยายามให้ขาทั้งสองตรง ไม่งอเข่า มือขวาอย่าให้นิ้วหลุดจากเท้าหายใจเข้าออก 3-5ลมหายใจเปลี่ยนทำสลับข้าง

 

 

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429449

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระบุว่าแนวโน้มของโรคกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจากที่เคยหายไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโรคซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม

พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และระบาดวิทยา โรงพยาบาลบางรัก เปิดเผยว่าปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยหายไปอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ โดยในช่วงปี 2553-2558 พบผู้ป่วยโรคซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม เพิ่มขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อซิฟิลิสมากกว่า 1,000 คน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นโรคที่ค่อนข้างหายากในประเทศไทย

สาเหตุสำคัญอาจมาจากทั้งการไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงไม่ระมัดระวังคู่นอนว่ามีเชื้อหรือไม่ ทำให้มีผู้ติดเชื้อค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายประชากรและแรงงานหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น นอกจากนี้ ที่น่ากังวลก็คือ มีการพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เหล่านี้ควบคู่กับการตรวจพบเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยอีกด้วย

ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์นั้น พญ.รัตติยา กล่าวว่า ขอให้เปลี่ยนนิสัยและขอให้สวมถุงยางอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตัวเลขของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล้วนมาจากผู้ที่ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย โดยผู้ที่ไม่อยากซื้อใช้สามารถไปรับฟรีได้ที่สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขตต่างๆ

พญ.รัตติยา บอกอีกว่า อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพศชายมักมีอาการปัสสาวะขัดหรือมีหนอง มูกใส ไหลออกจากท่อปัสสาวะ รวมถึงเจ็บปวด มีผื่น แผล บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบบวมหรือเป็นฝี ขณะที่เพศหญิงอาจมีตกขาวสีผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นคันอวัยวะเพศ เจ็บหรือปวดท้องน้อย มีผื่น ตุ่มแผล ฝี บริเวณอวัยวะเพศเช่นกัน ขณะที่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจมีอาการคันรอบรูทวาร ปวดเบ่งบริเวณทวารหนัก หรือมีหนองไหลออกจากทวารได้ และอาจพบผื่นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก ผมร่วง ในผู้ป่วยซิฟิลิส จึงควรไปตรวจและรักษาทันทีที่พบอาการ

สำหรับสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก พบว่ามีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่ปีละ 357 ล้านคน เป็นผู้ป่วยหนองในเทียม 131 ล้านคน หนองใน 78 ล้านคน ซิฟิลิส 5.6 ล้านคน และพยาธิช่องคลอด 143 ล้านคน โดยสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แก้โรคอ้วนด้วยการผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429448

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แก้โรคอ้วนด้วยการผ่าตัด

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศัลยกรรมผ่าตัดส่องกล้อง และศัลยกรรมโรคอ้วน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แนะนำให้ทราบเกี่ยวกับวิธีการรักษา “โรคอ้วน”

ข้อมูลเมื่อปี 2552 พบว่ามีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึงร้อยละ 36.5 และยังพบว่าความอ้วนมีผลเสียทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ

นพ.กำธร บอกว่า โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ตั้งทีมดูแลส่งเสริมป้องกันและรักษาโรคอ้วนขึ้น โดยมีทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ ดูแลอย่างครบวงจร โดยถึงปัจจุบันมีผู้มารับคำปรึกษาแล้วมากกว่า 300 ราย/ปี และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดไปแล้วกว่า 100 ราย

“โรคอ้วนเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านกระดูกและข้อ เช่น โรคเกาต์ ปวดเข่า ปวดขา หรือน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคเบาหวาน และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้” นพ.กำธร กล่าว

ทั้งนี้ในขั้นแรก แพทย์และนักโภชนาการจะพยายามให้คนไข้ลดน้ำหนักด้วยตนเอง ซึ่งแพทย์จะให้เวลาผู้ป่วยควบคุมน้ำหนักด้วยตนเองอย่างน้อย 6 เดือน และจะไม่แนะนำให้คนไข้หักโหมลดน้ำหนักหรือใช้ยาเด็ดขาด โดยต้องลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีหลักสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ ควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

แต่หากผู้ป่วยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ จะมีทางเลือกทางอื่น อาทิ การผ่าตัดในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งมีหลักการสำคัญง่ายๆ คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ร่างกายดูดซึมพลังงานจากอาหารได้น้อยลง ให้ร่างกายจำเป็นต้องนำไขมันส่วนเกินออกมา

สำหรับการผ่าตัดทำได้หลักๆ 3 วิธี ได้แก่ 1.ผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร โดยนำห่วงมารัดกระเพาะอาหารส่วนต้นให้อาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะได้ช้าลง จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทานอาหารได้น้อยลง 2.ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ คือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะให้เหลือเพียงท่อขนาดเล็ก ทำให้คนไข้อิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยลดฮอร์โมนกระตุ้นความหิว และ 3.บายพาสลัดทางเดินอาหาร หรือการตัดต่อลำไส้ โดยตัดกระเพาะส่วนต้นมาต่อเข้าโดยตรงกับลำไส้เล็ก ทำให้อาหารลัดผ่านกระเพาะไปย่อยที่ลำไส้เล็กส่วนล่าง ร่างกายจึงดูดซับพลังงานได้น้อยลง ช่วยให้นำไขมันส่วนเกินออกมาใช้เป็นพลังงานแก่ร่างกายได้เร็วขึ้น

แม้ว่าการผ่าตัดจะดูน่ากลัว แต่สามารถทำได้โดยการส่องกล้อง ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลกว้างเหมือนการผ่าตัดทั่วไป และยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตน้อยมาก อย่างไรก็ตามการลดความอ้วนด้วยวิธีการธรรมชาติยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด