สูงวัยแล้วไง…ความสุขอยู่ที่(การทำ)ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429173

สูงวัยแล้วไง...ความสุขอยู่ที่(การทำ)ใจ

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความทุกข์จากอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มักเพิ่มปริมาณขึ้นตามจำนวนปีของอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งที่เมื่ออายุมากขึ้น คนเราน่าจะมีความสุขและอยู่อย่างสบายๆ ไม่ดิ้นรน ไม่วุ่นวายกับสภาวะแวดล้อม หากความเป็นจริงคือคนมักไม่ได้เตรียมพร้อมกับชีวิตสูงวัยไว้ล่วงหน้า ผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากไม่ผิดกับคนวัยอื่น กลายเป็นโรคคนแก่คือโรคที่เกิดจากอารมณ์ ความเจ็บป่วยในวัยนี้นอกจากการเจ็บป่วยทางกาย เช่น ความจำ ไขข้อ ความดัน ฯลฯ ยังมีปัญหาทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อภาวะจิตใจของผู้สูงวัยอย่างมาก

พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เล่าว่า ความเจ็บป่วยทางจิตใจส่วนหนึ่งมักมีสาเหตุมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย ทั้งเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพ ความไม่มั่นคงของชีวิต จนก่อให้เกิดความวิตกกังวล ผิดหวังท้อแท้ เบื่อหน่าย หรือถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สาเหตุหลักมีดังนี้

1.ความไม่มั่นคงทางการเงิน

ปัจจุบันสังคมมีแนวโน้มที่จะไม่จ้างคนที่อายุเกิน 45 ปี เข้าทำงาน ดังนั้นพอถึงอายุ 65 ปี จะพบว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ดังนั้นเรามักจะมีคำถามในใจเสมอว่า แล้วการเงินของเราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 65 ปี

2.ความไม่มั่นคงเรื่องการงาน

ไม่มีหน่วยงานใดที่จะจ้างคนสูงอายุ หรือมีก็น้อยมาก เพราะทุกคนมองว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ไม่คล่องแคล่ว เชื่องช้า น่าจะอยู่กับครอบครัวมากกว่าจะออกไปทำงานนอกบ้าน

3.ความไม่มั่นคงทางอารมณ์

ผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นภาระของครอบครัวและสังคม แทนที่จะมองว่าเป็นคนเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเรารับคนวัยนี้ไว้ทำงานในหน่วยงานหรือเลี้ยงดูพ่อแม่ที่บ้าน ทางแก้เพื่อช่วยเหลือและลดความเครียดจึงอยู่ที่ลูกๆ ต้องปรับตัวปรับใจ หันมาดูแลเอาใจใส่พ่อแม่มากขึ้น และสังคมควรมองผู้สูงอายุด้วยความเมตตาและให้ความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ

4.ความกลัวการเจ็บป่วย

เมื่อมีปัญหาต่างๆ รุมเร้า ทั้งโรคทางกายและโรคทางอารมณ์ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น กลัวว่าจะพิการ กลัวจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลัวเป็นภาระ

5.ความกลัวตาย

ในวัยนี้สิ่งที่จะต้องเจอคือความสูญเสียเพื่อนผู้ใกล้ชิด ญาติมิตร โดยคนรู้จักใกล้ตัวต่างทยอยล้มตายไปทีละคนสองคน ต่อนานไปคือความตายของสามีหรือภรรยา เพื่อนสนิท ผู้สูงอายุจะรู้สึกเหงา เพราะชีวิตแทบจะไม่เหลือใครหรืออะไรอีกแล้ว

6.ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย

ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจรัดตัว ผู้สูงอายุไม่สามารถอาศัยอยู่กับลูกหลานได้เหมือนสมัยก่อน กลายเป็นความเครียดที่สะสมในชีวิต

สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของภาวะเครียดในผู้สูงวัยที่ทุกคนควรตระหนัก ปัญหาของผู้สูงอายุก็คือปัญหาของเรา เนื่องจากทุกคนหนีไม่พ้นวัยชรา มาช่วยกันดูแลเอาใจใส่และผลักดันให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกายใจ ทั้งนี้ในวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นช่วงชีวิตขาขึ้น ต้องฝึกวางแผนการใช้ชีวิตให้ดี เพราะถ้าคุณวางแผนว่าจะทำอะไรเมื่อเป็นผู้สูงอายุได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ฝึกตนและวางแผนในเรื่องจำเป็นเหล่านี้

1.ฝึกพัฒนาอารมณ์ให้มั่นคง ฝึกพัฒนาระบบความคิด หรือคิดให้สมวัย มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีใจเมตตากรุณา เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ มีความสามารถในการประนีประนอมและยอมรับความจริง สิ่งเหล่านี้หากเราพัฒนาไปเรื่อยๆ เราจะปรับตัวในวัยผู้สูงอายุได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยคิดหรือฝึกเลย

2.วางแผนการเงินในอนาคต (ดูข้อมูลจากคอลัมน์ Money_Future Wealth ทุกวันพฤหัสบดี)

3.วางแผนเรื่องที่อยู่อาศัย คิดให้ได้และคิดให้ตกตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าจะอยู่กับใคร อยู่อย่างไร อย่าลืมคิดแผนสองไว้ด้วย เช่น ถ้าอยู่กับคนนี้ไม่ได้ จะอยู่กับคนไหน ถ้าตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องการหย่า รีบจัดการให้เสร็จก่อนชราภาพ

4.หางานอดิเรกทำ เป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้เราดำรงอยู่ด้วยชีวิตชีวา มีความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง เพลิดเพลินในชีวิต

5.รณรงค์เรื่องปัญหาผู้สูงอายุในสังคม รณรงค์เพื่อช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อผู้สูงวัย ให้ความเห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าและทำกิจกรรมร่วมกัน

แล้วถ้าหากเป็นผู้สูงอายุแล้วล่ะ จะปฏิบัติตัวอย่างไร

1.ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันให้ได้

2.หาเพื่อนใหม่ๆ เพื่อทดแทนเพื่อนเก่าที่ล้มหายตายจาก ทยอยจากไป ชีวิตจะอบอุ่นหรือจะเหงา ขึ้นอยู่กับตัวเอง

3.ปรับความคิดให้รู้จักยืดหยุ่น ปรับตัวได้ตามยุคสมัย ลดการบ่นหรือการตำหนิติเตียนลูกหลานหรือคนรุ่นใหม่

4.แต่งกายให้ดูดี สะอาดสะอ้าน ดูแลตัวเองไม่ให้ทรุดโทรม

5.อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า หาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองสังคมชุมชน

6.รักษาอารมณ์ให้สดชื่นอยู่เสมอ

7.อย่ากังวลเรื่องความตาย คิดเสียว่าเราทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน ไม่ใช่เราเป็นคนแรกที่ตายเสียเมื่อไหร่

สรุปแล้วความสุขของผู้สูงวัยอยู่ที่การฝึกจิตใจ ฝึกอารมณ์ความคิด ทั้งตัวผู้สูงวัยเองและตัวคนในสังคมผู้สูงอายุด้วย วัยสูงอายุเป็นวัยทองของชีวิต ทำใจให้พอใจกับสภาพชีวิตปัจจุบัน แม้จะลำบากทางกายอย่างไรแต่ต้องทำใจให้เป็นสุข จำไว้เสมอว่า สูงวัยสุขได้ที่ใจ การรักษาโรคทางกายต้องรักษาต่อเนื่อง การรักษาจิตใจและอารมณ์ก็เช่นกัน

 

ดักแด้ไหมอาหารสุขภาพยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428941

ดักแด้ไหมอาหารสุขภาพยุคใหม่

โดย…สมแขก

ดักแด้ไหมไม่ใช่เพียงอาหารพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นนวัตกรรมสุขภาพที่จะทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และยังอาจเป็นช่องทางสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ในยุคที่เราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกด้วย รศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า ดักแด้ไหมสามารถเพิ่มการเรียนรู้และความจำและสามารถป้องกันภาวะความจำบกพร่องที่พบในโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ได้

นอกจากนี้ อุดมด้วยโปรตีน มีกรด อะมิโนสำคัญจำนวนมาก ทั้งยังพบว่าดักแด้ไหม สามารถป้องกันและลดอันตรายจากการทำลายสมองเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคพิษสุราเรื้อรัง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องสมอง มีรายงานว่าสารสกัดดักแด้ไหมสามารถปกป้องเซลล์ประสาทจากความเป็นพิษของสาร Beta amyloid และ Glutamate นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์เพิ่มการเรียนรู้และความจำในอาสาสมัคร งานวิจัยเบื้องต้นของนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ พบว่า สารสกัดดักแด้ไหมสามารถลดความบกพร่องทางสมองในแบบจำลองของภาวะออทิสติกได้ ยิ่งไปกว่านั้นสารสกัดดักแด้ไหมยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ตลอดจนลดการเกิดหลอดเลือดตีบ (Atherosclerotic plaque)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเก็บดักแด้ไหมไว้นานๆ มักมีปัญหาเรื่องเกิดกลิ่นหืน จึงมีการพัฒนาดักแด้ไหมให้อยู่ในรูปสารสกัดเพื่อพร้อมใช้ในการบริโภค

 

อะไรเอ่ย ยิ่งกินยิ่งเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428940

อะไรเอ่ย ยิ่งกินยิ่งเครียด

โดย…สมแขก

เอมิลี เอดิสัน นักวิจัยด้านโภชนาการ และนักโภชนาการให้กับนักกีฬาในซีแอตเติล กล่าวว่า อาหารสามารถกำหนดอารมณ์ของเราได้ แต่หลายคนมักจะไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขากินทุกวันส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของพวกเขา อาหารบางอย่างนอกจากจะไม่ทำให้หายเครียดแล้วยังสร้างปัญหาให้เครียดมากขึ้นไปอีก ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดไหนที่ควรเลี่ยงเวลามีความเครียด

– คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล

จริงอยู่ว่าการรับประทานแป้งและอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะทำให้รู้สึกเพลิดเพลินเวลารับประทาน แต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ลงความเห็นว่าการเพิ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาวในอาหารจะเพิ่มความเครียดให้คุณ ซึ่งข้อมูลสุขภาพจากการติดตามผู้หญิงกว่า 7 หมื่นคน นักวิจัยพบปริมาณน้ำตาลในเลือดของพวกเธอเหล่านั้นสูง หลังจากพวกเธอรับประทานน้ำตาลและธัญพืชขัดขาว เพราะน้ำตาลที่นอกจากจะเพิ่มปริมาณแคลอรีอย่างมหาศาลให้ร่างกายแล้วยังไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนคอร์ติซอล และน้ำตาลเป็นต้นเหตุของการอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นอาหารที่มีน้ำตาลสูงสามารถส่งผลต่อการอักเสบทั่วร่างกายทวีความรุนแรงขึ้นได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าได้มาก

– น้ำอัดลม

อย่าคิดว่าเครื่องดื่มสุดโปรดที่แก้กระหายและแสนจะชื่นใจของคุณจะรอดพ้นจากข้อหานี้ เพราะน้ำตาลที่แฝงตัวอยู่ในน้ำอัดลมเทียบเท่ากับน้ำตาลถึง 10 ก้อน ซึ่งข้างต้นได้บอกถึงความเครียดที่จะเกิดขึ้นหลังจากความชื่นใจไปแล้ว สิ่งที่หลายคนยังสงสัยคือ น้ำอัดลมแบบไดเอตที่บอกว่าไม่มีน้ำตาลสามารถดื่มทดแทนได้ คำตอบคือ ให้ผลไม่ต่างกัน เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะไปทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ส่งผลโดยตรงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ดังนั้นสรุปได้ว่า ไม่ว่าน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในน้ำอัดลมก็ร้ายกาจพอๆ กัน

– ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ ศัตรูตัวร้ายของร่างกาย ซึ่งมีการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ พบว่าอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงเป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักขึ้นและรอบเอวที่จะทำให้คุณเครียดยิ่งกว่าเดิม และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ไขมันเทียมยังไปกระตุ้นให้เกิดภาวะสมองเสื่อมและริ้วรอยก่อนวัยที่ควรจะเป็น  สำหรับในคุณผู้ชายสิ่งที่ต้องตระหนกก็คือฮอร์โมนเพศชายลดลงส่งผลต่อการผลิตสเปิร์มที่ด้อยคุณภาพด้วย

 

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428477

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

โดย…พุสดี

ถึงตารางงานจะรัดตัวแค่ไหน แต่คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ก็ไม่ละเลยที่จะหาเวลาออกกำลังกาย หลายคนเลือกที่จะไปเข้ายิม วิ่งตามสวนสาธารณะ หรือหางานวิ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง สามารถทำได้ง่ายๆ แค่มีรองเท้าคู่ใจคู่เดียว รูปแบบการวิ่งก็มีให้เลือกตามถนัด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิ่งให้ถูกวิธี เพราะถ้าหากวิ่งผิดวิธี แทนที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ อาจจะเป็นการทำลายสุขภาพทางอ้อม

งานนี้ถ้าใครไม่อยากวิ่งแล้วบาดเจ็บ พงศกร ร่าเริงใจ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ บริษัท อาดิดาส ประเทศไทย มีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก

1.วอร์มอัพร่างกาย : เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย ควรวอร์มอัพจนรู้สึกถึงความร้อนที่เกิดขึ้น ให้เริ่มมีเหงื่อเล็กน้อย ด้วยการยืดเหยียด เดินเร็ว รวมถึงการวิ่งช้าๆ สามารถนับเป็นการอุ่นเครื่องก่อนวิ่งด้วยความเร็ว

2.วิ่งให้ถูกวิธี : ท่าวิ่งที่ถูกต้องควรจะเป็นท่าที่ทำให้เราวิ่งได้สบาย เป็นธรรมชาติของตนเอง เหนื่อยน้อย และไม่บาดเจ็บ

3.หาจุดสมดุลของร่างกาย : นอกจากการลงเท้าให้เข้ากับสรีระแล้ว ผู้วิ่งต้องหาจุดแกนกลางของร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อเข่าในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นเพื่อลดการกระแทกและการบาดเจ็บ ไม่ก้มหน้ามากจนเกินไปในขณะวิ่ง

4.การแกว่งแขน : ต้องสัมพันธ์กับการก้าวเท้า จะทำให้การวิ่งนั้นดีขึ้น และลดการใช้พลังงานของระบบภายในของร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้วิ่งได้เร็วและนานขึ้น มีประสิทธิภาพในการวิ่งมากขึ้น

5.คูลดาวน์ : เมื่อวิ่งเสร็จ การคูลดาวน์เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ เนื่องจากขณะเราวิ่ง อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้นกว่าปกติ การคูลดาวน์จะช่วยให้อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ และกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รวมถึงการลดปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดจากกรดแลคติกที่เกิดขึ้นในขณะวิ่ง และอาจส่งผลระยะยาว หากปล่อยไว้นานๆ อาจส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของร่างกายเสื่อมไวกว่าปกติหรือก่อนเวลาอันควร โดยวิธีการคูลดาวน์นั้นทำได้ไม่ยากโดยการค่อยๆ ลดความเร็วในขณะวิ่งให้ช้าลง การเดินเร็ว และยืดเหยียด โดยการคูลดาวน์ควรใช้เวลาอย่างน้อย 10-30 นาทีหลังจากวิ่ง

6.เลือกรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม : เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงอย่างมาก ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปแบบการวิ่ง เพราะนวัตกรรมที่ทันสมัยสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยปกป้องเท้าของเราให้พ้นอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้

 

เลือกเครื่องวัดการออกกำลังกาย สำหรับคนรักกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428270

เลือกเครื่องวัดการออกกำลังกาย สำหรับคนรักกีฬา

โดย…โยโมทาโร่

เป้าหมายในการออกกำลังกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก บางคนต้องการให้หุ่นเฟิร์มขึ้น แต่ถ้าคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อการแข่งขันกีฬา เช่น วิ่งมาราธอน หรือปั่นจักรยานแล้วละก็ คุณอาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องวัดการออกกำลังกายเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลในการพัฒนาความสามารถให้สูงขึ้น ซึ่งเครื่องวัดการออกกำลังกายในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีราคาแพงเกินเอื้อมเหมือนสมัยก่อนแล้วละครับ เพราะผู้ผลิตสินค้าเสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ไม่เว้นแม้แต่ผู้ผลิตนาฬิกาและเครื่องนำทาง ทั้งหลายต่างก็ลงมาจับตลาดสินค้าสำหรับการออกกำลังกาย ทำให้เรามีตัวเลือกที่มากขึ้น และแน่นอนว่าราคาย่อมถูกลงตามไปด้วย

เครื่องวัดการออกกำลังกายจะวัดกิจกรรมหลักๆ ระหว่างที่เราออกกำลังกายเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเคลื่อนไหว และ 2.อัตราการเต้นหัวใจ

ในส่วนของการวัดการเคลื่อนไหวนั้น ก็จะแบ่งออกแบบ 2 ชนิด คือ ชนิดใช้เซ็นเซอร์วัดการเคลื่อนไหวติดที่รองเท้า และอีกชนิดคือ วัดจากดาวเทียมจีพีเอส ทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันบ้างตรงที่ชนิดเซ็นเซอร์ติดที่รองเท้านั้น สามารถใช้งานได้ทั้งในและนอกอาคาร และวัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเราได้ตลอดเวลา ทำให้วัดค่าพลังงานแคลอรีที่ใช้ได้ค่อนข้างตรง แต่เสียตรงที่อาจมีการคลาดเคลื่อนเรื่องระยะทางและความเร็วอยู่บ้าง เหมาะกับการวิ่งบนสายพานและกีฬาในร่มชนิดอื่นๆ

 

แต่ในขณะที่ดาวเทียมจีพีเอสนั้น เหมาะกับการใช้ออกกำลังกายแบบเอาต์ดอร์ สามารถมองเห็นเส้นทางการออกกำลังกายของเรา มีความแม่นยำเรื่องระยะทางและความเร็วมากกว่า ไม่สามารถใช้ในอาคารได้เหมาะกับกีฬาอย่างการปั่นจักรยานและวิ่งมาราธอน

สำหรับเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจนั้นจะแบ่งเป็น 2 ชนิดอีกเช่นกัน ชนิดแรกเป็นแบบวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องวัดชนิดนี้ต้องใช้สายคาดหน้าอก ติดระหว่างการออกกำลังกายตลอดเวลา มีข้อดีคือมีความแม่นยำและเก็บอัตราการเต้นในรายละเอียดกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอึดอัดของสายคาดระหว่างการออกกำลังกาย

ชนิดที่สอง ที่ได้รับความนิยมคือวัดด้วยแสง ข้อดีของการวัดแบบนี้คืออุปกรณ์มีขนาดเล็กใส่ในนาฬิกาและสายรัดข้อมือก็ยังได้ ราคาถูกกว่าแบบวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างถ้าใช้ระหว่างการออกกำลังกาย

 

ดังนั้น แนวทางการเลือกอุปกรณ์วัดเหล่านี้ ควรเลือกตามลักษณะกีฬาที่เราเล่นดังนี้

1.วิ่งมาราธอน สามารถใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจได้ทั้งสองชนิด แต่ให้เน้นระบบการจับระยะทางและความเร็วด้วยจีพีเอสที่วัดผลได้แม่นยำมากกว่า

2.ปั่นจักรยาน เลือกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบใช้แสงได้ ส่วนเครื่องจับระยะทางและความเร็วควรใช้แบบจีพีเอสเท่านั้น

3.ฟุตบอลและบาสเกตบอล ควรเลือกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และใช้ระบบการจับระยะทางและความเร็วด้วยเซ็นเซอร์ติดที่รองเท้า เพราะทั้งสองแบบนี้จะมีความเบา ทนทาน และคล่องตัวเวลาออกกำลังกายมากกว่า

 

4.แอโรบิกและมวย เป็นกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจับระยะทางและความเร็ว ให้ใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบใช้คลื่นแม่เหล็ก เพราะมีความคล่องตัวสูงสุด

สุดท้ายที่เราแนะนำ คือ ควรเลือกอุปกรณ์ให้เป็นแบรนด์เดียวกันทั้งหมด เพราะมีผลเรื่องการประมวลผลเก็บข้อมูลการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถประเมินความแข็งแรงของร่างกายอย่างรอบด้านและเห็นผลชัดเจนที่สุด

 

ท่า High Lunge ยืดไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428156

ท่า High Lunge ยืดไหล่

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า High Lunge เป็นท่ายืนที่ช่วยฝึกสมาธิ ความมั่นคงของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกายได้สัดส่วนสวยงาม ฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง การยืดไหล่ประกอบท่า High Lunge จะช่วยบริหารและยืดเส้นเอ็นหัวไหล่ให้ยืดหยุ่น คลายปวดเมื่อยไหล่และสะบัก ช่วยเพิ่มฝึกการทรงตัวมากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าสุดขา ย่อเข่าตั้งฉาก ปลายเท้าขวาวางที่พื้น เปิดส้นเท้า มือวางที่เอวให้ลำ ตัวตรงไปด้านหน้าสะโพกไม่บิด

 

2 เมื่อทรงตัวนิ่งแล้ว กางแขนออกระดับไหล่ กำ มือทั้งสอง

 

3 หายใจเข้า พาดแขนขวามาทางไหล่ซ้ายงอศอกซ้ายล็อกแขนขวาระหว่างศอกกับข้อมือ พยายามเกร็งแขนขวาไม่งอแขน

 

4 หายใจออก หันหน้าไปด้านขวา ทรงตัวนิ่งหายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ เปลี่ยนทำสลับข้าง

 

วิธีดูแลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองในระยะฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428155

วิธีดูแลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองในระยะฟื้นฟู

โดย…แพทย์จีน ปณิตา กาสมสัน คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiewtcm

โรคหลอดเลือดสมองเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักทิ้งความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกาย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่เหลือของผู้ป่วย การดูแลและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในระยะฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเสียหายทางระบบประสาท ทั้งยังเป็นการป้องกันการเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และการเกิดซ้ำของโรคด้วยกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในทางแพทย์จีนมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.ผู้ป่วยเลือดลมอ่อนพร่องอยู่แต่เดิมอิน-หยางในร่างกายเสียสมดุล เมื่อเกิดการกระตุ้นทางอารมณ์ เช่น โกรธโมโห หงุดหงิด กังวล ทำให้ลมปราณติดขัด อุดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมอง

2.ผู้ป่วยมีธาตุอิน (น้ำ) ในร่างกายพร่องจนไม่สามารถควบคุมหยาง (ไฟ) ของตับได้ ทำให้หยางตับทะยานขึ้นสูง เลือดลมไหลเวียนแปรปรวน ย้อนขึ้นไปโจมตีเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วย

1.การดูแลด้านอารมณ์ของผู้ป่วย

แม้ว่าสาเหตุและกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดสมองทางแพทย์จีนจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคนก็ตาม แต่สิ่งที่เหมือนกันและเป็นกลไกการเกิดโรคพื้นฐานที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนก็คือ “กลุ่มอาการติดขัด เลือดและลมปราณไหลเวียนไม่คล่อง” ซึ่งสาเหตุสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกลุ่มอาการเลือดลมติดขัดนั้นเกิดมาจากปัจจัยทางด้านอารมณ์ของผู้ป่วยนั่นเอง

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีหยางของตับทะยานขึ้นสูง มักเป็นคนขี้หงุดหงิดโมโหง่าย ผู้ป่วยที่ป่วยมาเป็นเวลานานมักมีอาการวิตกกังวล ไม่มั่นใจ ดื้อดึง หรือมีอาการซึมเศร้า ซึ่งยิ่งทำให้เกิดลมปราณติดขัดไหลเวียนผิดปกติ ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกาย ควรดูแลเอาใจใส่ด้านอารมณ์ของผู้ป่วย พยายามช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ไม่หมกหมุ่นกับความเจ็บป่วย คอยให้กำลังใจ ไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดมากขึ้น พยายามรักษาสมดุลทางอารมณ์ของผู้ป่วย ไม่ให้โกรธมากไป ดีใจมากไป โศกเศร้าเสียใจมากไป ครุ่นคิดกังวลมากไป หวาดกลัวมากเกินไป

 2.การออกกำลังฟื้นฟูการทำงานของแขนขา

การออกกำลังและทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตในระยะฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดอัตราการเกิดความพิการลงได้ ควรช่วยวางตารางในการออกกำลังแขนขาของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ คอยช่วยเหลือผู้ป่วยให้เริ่มการเคลื่อนไหว จากง่ายไปซับซ้อนจนสามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ในที่สุด เช่น เริ่มจากให้ผู้ป่วยใช้แขนข้างที่ยังแข็งแรงช่วยเคลื่อนไหวข้างที่อ่อนแอ จากนั้นเมื่อผู้ป่วยมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นค่อยๆ ให้ผู้ลงจากเตียงฝึกยืนและฝึกเดินโดยมีผู้ประคอง หรือเครื่องประคอง โดยเพิ่มการฝึกฝนแต่ละขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

3.การฝึกพูด

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางรายมีปัญหาด้านการพูด ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างแคล่วคล่องเหมือนเดิม สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันและส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก แม้ว่าการฟื้นฟูด้านการพูดจะมีความยากลำบากกว่าการฟื้นฟูของแขนขามากก็ตาม ควรช่วยให้ผู้เริ่มมีการฝึกฝนการพูดแต่เนิ่นๆ คอยฝึกฝนให้ผู้ป่วยพูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างอดทนและใจเย็น จากง่ายสู่ซับซ้อน จากคำเดี่ยวง่ายๆ สู่คำที่ยากขึ้น จากคำสู่ประโยคสั้นๆ จากประโยคสั้นๆ สู่ประโยคยาวที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นจนกระทั่งผู้ป่วยสามารถพูดสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ในที่สุด

4.การดูแลควบคุมอาหาร

ในทางแพทย์จีนถือว่าการทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดและการดื่มเหล้าในปริมาณมาก ทำให้เกิดความชื้นและเสมหะร้อนไปอุดกั้นทางเดินเลือดและลมปราณ ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคเลือดสมองจึงควรรับประทานอาหารรสจืดทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานอาหารสะอาดและตรงเวลาครบทุกมื้อ ไม่ทานมากเกิน งดทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด และงดดื่มเหล้า

5.ดูแลการใช้ชีวิตประจำวัน

คอยดูแลรักษาความอบอุ่นร่างกายของผู้ป่วย ระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลพุพองจากน้ำร้อนลวกเนื่องจากผู้ป่วยเคลื่อนไหวไม่สะดวก จัดระเบียบในการใช้ชีวิตประจำวันพยายามตื่นและเข้านอนให้เป็นเวลาหากสามารถทำได้ พยายามดูแลไม่ให้ผู้ป่วยเหนื่อยเกินไปหรือเครียดเกินไป หากิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและผ่อนคลายให้ผู้ป่วย

 

ท่า สะพานใช้บล็อก ตอน 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426874

ท่า สะพานใช้บล็อก ตอน 2

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สําหรับผู้ที่หลังยังไม่แข็งแรง หรือผู้สูงอายุ การฝึกท่าสะพานทำได้ยาก การใช้หมอนโยคะ หรือ Yoga Block จะช่วยทำให้ทำท่าได้ง่ายและได้ประโยชน์จากท่าเหมือนกัน คือทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนบนของร่างกาย กะบังลมขยาย บริหารปอด กดนวดกล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลัง คลายปวดเมื่อย และฝึกกล้ามเนื้อความแข็งแรงของขาเพิ่มด้วยการยกขาทีละข้าง

วิธีปฏิบัติ

1. นอนหงาย ชันเข่า เข่าห่างกันเท่า ความกว้างของไหล่ ยกสะโพก มือจับบล็อกตั้งด้านกว้างหรือด้านสูง แล้วแต่ความยืดหยุ่นของแต่ละบุคคล รองใต้สะโพกบริเวณก้นกบ

 

2. มือประสานใต้สะโพก หายใจ เข้า หายใจออกยกขาซ้ายชี้เพดาน หายใจเข้าออก 2-3 ลมหายใจ

 

3. ขาซ้ายพับลงมา วางเท้าพาดหน้าขาขวา กดเข่าซ้ายลงหายใจเข้าออก แล้วทำสลับข้างขาขวา

 

4. คลายท่าคลายหลังด้วยการกอดเข่าชิดหน้าอกหายใจเข้าออก

 

 

กิจกรรมใหญ่ที่ศิริราช ธาลัสซีเมียอันตรายน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426873

กิจกรรมใหญ่ที่ศิริราช ธาลัสซีเมียอันตรายน่าห่วง

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

1 พ.ค.นอกจากเป็นวันแรงงานแล้ว ยังเป็นวันธาลัสซีเมียโลกที่ปัจจุบันสถานการณ์โรคนี้ในประเทศไทยยังไม่ดีขึ้น โรคธาลัสซีเมียชนิดแฝงในอัตราที่สูง ยอดผู้ป่วยในไทยอยู่ที่ 6 แสนคน ในจำนวนนี้ มีอาการรุนแรง 2-3 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก กระนั้น แต่ละรายจะมีอาการที่แตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของโรคตั้งแต่มีโลหิตจางเล็กน้อย โลหิตจางมาก ไปจนถึงเป็นโรคที่รุนแรงมากจนเสียชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงจะต้องรักษาตัวไปตลอดชีวิต เพื่อรักษาระดับเลือดให้ปกติและไม่มีธาตุเหล็กสูงเกินไป

ธาลัสซีเมีย เป็นกลุ่มของความผิดปกติทางพันธุกรรมของเม็ดเลือดแดงก่อให้เกิดพยาธิสภาพแทบทุกอวัยวะทั่วทั้งร่างกาย ธาลัสซีเมียพบมากในประชากรของประเทศไทย ในเอเชียอาคเนย์ และในส่วนอื่นๆ ของโลกในประเทศไทยมีผู้ที่มีกรรมพันธุ์หรือยีน ธาลัสซีเมียกว่า 10 ล้านคน ผู้ที่มียีนนี้มีทั้งผู้ที่เป็นและไม่เป็นโรค

อาการจะมีผิวสีซีด ตาและตัวจะเหลือง ตับและม้ามโต ทำให้ท้องป่อง ตัวแคระแกร็น ใบหน้ามีลักษณะผิดปกติ หรือที่ทางแพทย์เรียกว่า “ใบหน้าธาลัสซีเมีย” คือ ดั้งจมูกแฟบ ตาห่างกัน กระดูดโหนกแก้ม หน้าผาก และขากรรไกรด้านบนนูนแน่น ต้องให้เลือด แต่ถ้ารุนแรงมากอาจต้องให้เลือดทุก 2 สัปดาห์ หรือทุกเดือน

รศ.นพ.วิปร วิประกษิต แพทย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโรคนี้ที่ไม่ดีขึ้น โดยพบว่าประเทศไทยมีคนที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียมากถึง 40%  และหากว่าคนที่เป็นพาหะไปแต่งงานกันก็มีโอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคได้ แต่ละปีประมาณการคนไข้เกิดใหม่อยู่ที่ 2 หมื่นคน

“การควบคุมป้องกันยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ ได้ผลไม่ถึง 15% ของคนไข้ที่เราควรจะลดลงได้ และคนไข้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็มีประชากรเพื่อนบ้านจากประเทศรอบข้างเข้ามามาก เป็นล้านๆ คน กลุ่มเหล่านี้มีพันธุกรรมธาลัสซีเมีย ยิ่งกว่านั้นยังหอบลูกหลานเข้ามารักษาในประเทศไทยด้วย ดังนั้น โรคไม่ลด มีแต่เพิ่มขึ้น”

ความอันตรายของธาลัสซีเมีย แบ่งตามระดับความรุนแรง มากสุด คือ อัลฟาไฮดร็อบ กลุ่มนี้เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้อง ถ้าเป็นชนิดที่รุนแรงน้อยกว่า คือ อัลฟาฮีโมโกลบิลเอช พวกนี้มีจำนวนค่อนข้างมาก อาการก็ไม่มาก แสดงอาการตอนเป็นผู้ใหญ่ ส่วนกลุ่มเบต้า ประเทศเมียนมา เป็นเยอะมาก ต้องให้เลือดตลอดชีวิต พอเกิดมาแล้ว 6 เดือน คนไข้เริ่มซีด ตับม้ามโต อีกชนิดคือเบต้าฮีโมโกลบิล พบทางกัมพูชา และ ลาวเยอะมาก กลุ่มนี้ 30% มีอาการรุนแรง ต้องให้เลือดตลอดชีวิตเหมือนกัน

ในวันธาลัสซีเมียโลกที่จะมีขึ้น มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ได้จัดกิจกรรมพบปะผู้ป่วย ผู้ปกครองโรคธาลัสซีเมียของประเทศประจำปีครั้งที่ 27 งานมีขึ้นที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. จุดประสงค์เพื่อให้ความรู้และวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีเลิศ

กิจกรรมภาคเช้าให้ความรู้เรื่องการรักษาตัวผู้ป่วย การประเมินโรคแทรกซ้อน และการสัมมนากลุ่มย่อยจากผู้ป่วยที่เข้าร่วมประชุมนานาชาติธาลัสซีเมียที่เวียดนาม โดยคนไทย 4 รายจะมาเล่าให้ฟังว่าในต่างประเทศมีความก้าวหน้าอะไรบ้าง

ช่วงบ่ายมีการตอบคำถามจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถึงการดูแล การรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมีย จากนั้นจะเป็นไฮไลต์ของงานคือเกมโชว์ให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในชื่อ “ธาลัสซีเมียไอเด็นติตี้ไทยแลนด์”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาจากศูนย์ธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลศิริราช ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด คือ คนไทยต้องตระหนักปัญหานี้มากๆ โดยเฉพาะคนที่จะมีลูก จะต้องตรวจเลือด เพื่อตรวจธาลัสซีเมียให้ละเอียด เพราะการตรวจเฉพาะที่ทำผลกรองอย่างเดียว มันไม่เพียงพอ และมีโอกาสผิดพลาด ต้องตรวจจนถึงระดับดีเอ็นเอให้มั่นใจ

 

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426872

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

นพ.นัทธิวุธ วัฒนารักษ์สกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล แนะนำโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคลำดับต้นๆ ที่พบบ่อยในประเทศไทย

จากสถิติที่มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นพบว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเหตุที่ทำให้เสียชีวิตเป็นลำดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ซึ่งหากไม่เริ่มป้องกันจริงจังจะถือว่าโรคนี้เป็นภัยใกล้ตัวอย่างแท้จริง

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคนี้ยังไม่ปรากฏอย่างแน่ชัด แต่ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ประกอบด้วย 1.มีประวัติการเป็นเนื้องอกที่บริเวณผนังลำไส้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เนื้องอกบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 2.มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดดังกล่าว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคนี้ก่อนวัย 60 ปี 3.กลุ่มบุคคลที่ไม่ออกกำลังกายและเป็นโรคอ้วน 4.มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และ 5.ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในช่วงอายุ 50 ขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในวัยหนุ่มสาวและวัยรุ่นได้

ปัจจุบันพบว่าการรักษามะเร็งชนิดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ถึง 90% หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก ดังนั้น “การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่” จึงถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตได้

การคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายวิธี อาทิ ตรวจหาเลือดในอุจจาระ ตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ และการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่วิธีที่ง่ายและเริ่มเป็นที่นิยมนั่นคือการตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจดูลักษณะลำไส้ใหญ่จากทวารหนักจนถึงลำไส้ใหญ่ในช่วงต้น ด้วยกล้องชนิดอ่อนโค้งงอมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ซึ่งสะดวก รวดเร็ว ไม่สิ้นเปลือง ไม่เจ็บตัวมีรายละเอียดในการตรวจที่มีคุณภาพมากที่สุด เนื่องจากการตรวจนี้ทำให้พบเห็นความผิดปกติของผนังลำไส้ได้อย่างชัดเจน สามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการทำเอกซเรย์

วิธีการตรวจคัดกรองโรคลำไส้ใหญ่แบบส่องกล้องจะพบเชื้อมะเร็งตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหาย 90% และมีโอกาสสูงที่คนไข้จะไม่กลับมาเป็นโรคชนิดนี้อีกการตรวจคัดกรองโรคลำไส้ใหญ่ จึงถือเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเราได้ หากตรวจพบก่อนก็สามารถรักษาให้หายขาดได้