โยคะ แอท ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426204

โยคะ แอท ออฟฟิศ

โดย…ภาดนุ ภาพ… Yoga & Me

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่มักมีปัญหาปวดตึงบริเวณคอ บ่า หัวไหล่ สะบักและหลังเป็นประจำ หรือที่เรียกกันว่าอาการออฟฟิศซินโดรมนั่นแหละ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดจนหงุดหงิดใจแล้ว ยังส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณลดลงด้วย เราจึงนำโยคะท่าง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ที่ออฟฟิศเพื่อช่วยป้องกันและบรรเทาความเจ็บปวด 2 ท่าง่ายๆ แต่ให้ประโยชน์เหลือเชื่อมาฝาก

1.ท่าอีเกิล (Eagle)

วิธีทำ

– นั่งบนเก้าอี้ ยืดหลังตรง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้ตั้งฉากกับหัวไหล่ ผ่อนหัวไหล่สบายๆ

– พันแขนขวาไว้ใต้แขนซ้ายและนำมือมาประกบกันไว้ ไม่เกร็งไหล่

– ค้างท่านี้ไว้ 3-5 ลมหายใจ (หายใจเข้า-ออก นับ 1)

– จากนั้นจึงสลับทำอีกข้างหนึ่ง

Eagle 1

 

ประโยชน์

– ช่วยคลายอาการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หัวไหล่ และสะบัก

– เพิ่มความยืดหยุ่นให้หัวไหล่ หลังส่วนบน สะโพก ต้นขา น่อง และข้อเท้า

– เป็นท่าโยคะที่ช่วยเปิดข้อต่อทั้ง 14 จุดใหญ่ของร่างกาย

– ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์และไตได้ดี

– ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น

Half Moon 1

 

2.ท่าฮาล์ฟมูน (Half Moon)

วิธีทำ

– นั่งยืดหลังตรงบนเก้าอี้ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น

– ประสานมือและชี้ปลายนิ้วมือขึ้นบนเพดาน

– ค่อยๆ เอนลำตัวไปด้านขวา ผู้ฝึกจะรู้สึกตึงบริเวณด้านข้างลำตัว

– ค่อยๆ เอนไปเรื่อยๆ เท่าที่ทำได้ โดยลำตัวไม่คว่ำไปด้านหน้าหรือหงายไปด้านหลัง

– ไม่เกร็งไหล่ ผ่อนคลายไหล่ลงทั้งสองข้าง ค้างท่าไว้ 5-8 ลมหายใจ (หายใจเข้า-ออก นับ 1)

– ทำสลับอีกข้างหนึ่ง (ทำ 3-5 ครั้ง)

Half Moon 2

 

ประโยชน์

– ช่วยยืดกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างซี่โครง กล้ามเนื้อด้านข้าง และกล้ามเนื้อด้านหลังลำตัว การยืดกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างซี่โครง ทำให้ผู้ฝึกหายใจได้ลึกขึ้น ช่วยให้ปอดทำงานได้ดี สูบฉีดออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้มากขึ้น

– ช่วยเปิดไหล่และยืดกระดูกสันหลัง

– ช่วยเรื่องการทำงานของระบบไต ทำให้ไตขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี

– กระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้อง

– ช่วยกระชับหน้าท้องและช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี

– บำบัดโรคหอบหืดและภูมิแพ้อากาศ

Half Moon 3

 

ท่าสะพานใช้บล็อก ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/425881

ท่าสะพานใช้บล็อก ตอน 1

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ที่ฝึกโยคะมักจะมีโยคะบล็อก หรือหมอนโยคะไว้ เพื่อเป็นตัวช่วยฝึกท่าต่างๆ ได้หลายท่า ทั้งยังช่วยรองอวัยวะเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ท่าสะพานก็สามารถให้บล็อกช่วยรองสะโพก เพื่อยืดและคลายหลังได้

ประโยชน์

จะช่วยยืดกระดูกก้นกบ และหลังส่วนล่าง ทำให้ข้อต่อหลังผ่อนคลาย ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงส่วนบนของร่างกาย ช่วยลดอาการปวดหลังจากอาการปวดประจำเดือน

วิธีปฏิบัติ

1 นอนหงาย ชันเข่า เข่าห่างกันเท่าความกว้างของไหล่

 

2 ยกสะโพก มือจับบล็อกตั้งด้านกว้างหรือด้านสูง แล้วแต่ความยืดหยุ่นของแต่ละบุคคล รองใต้สะโพกบริเวณก้นกบ

 

3 ค่อยๆ เดินขายืดออกไป กางขากว้างเล็กน้อย หายใจ เข้าออกไม่เกร็งปล่อยร่างกายตามสบายหายใจเข้าออก

 

4 เหยียดแขนเหนือศีรษะแนบใบหู แล้วหายใจเข้าออกเพื่อคลายหลังสักครู่ คลายท่าเอาบล็อกออกจากสะโพกกอดเข่าชิดอกเพื่อยืดหลังกลับ

 

ความชื้นก่อโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/425880

ความชื้นก่อโรค

โดย…คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ความชื้นก่อโรค คือ กลไกการก่อโรค ชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากความชื้นที่สะสมอยู่ในร่างกายมนุษย์จนถึงจุดที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถต้านทานได้จนก่อให้เกิดโรค ความชื้นก่อโรคนี้ถือเป็นหยินในร่างกาย มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่มีความหนักหน่วง เหนียวยึดเกาะสิ่งต่างๆ มีทิศทางการเคลื่อนไหวลงล่าง เป็นจุดเด่น ซึ่งชอบทำลายม้ามในร่างกายมนุษย์ในช่วงต่อระหว่างฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ผลิมักจะก่อให้เกิดความชื้นได้ง่าย โรคที่เกิดจากความชื้นสังเกตได้จากการที่มักจะมีความรู้สึกหนักหน่วง ที่พบบ่อยคือเป็นไข้หวัดแบบร้อนชื้นในทางแพทย์จีน ซึ่งผู้ป่วยนอกจากอาการของไข้หวัดแล้ว ยังมีอาการเวียนศีรษะ แขนขาหนัก เป็นต้น อีกทั้งลักษณะเหนียวยึดเกาะ ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการติดขัดในระบบต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังทำให้เกิดโรคเรื้อรัง รักษาหายช้า ที่พบบ่อยคือ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ที่เป็นๆ หายๆ รักษาให้หายขาดยาก รวมถึงลักษณะมีทิศทางการเคลื่อนไหวลงล่าง ซึ่งมักพบในบริเวณส่วนล่างของร่างกาย เช่น แผลผิวหนังอักเสบ บวมน้ำ โรคบริเวณช่วงล่างขาต่างๆ เป็นต้น

ความชื้นก่อโรค สามารถแบ่งประเภทเป็น

1.ความชื้นภายนอก : คือความชื้นที่เข้ามาเข้ากระทบจากภายนอก เช่น ที่อยู่อาศัยอับชื้น สภาพอากาศชื้น ผู้หญิงที่ใกล้ช่วงมีประจำเดือน แล้วถูกฝนหรืออากาศเย็นกระทบ เหมือนที่แพทย์จีนเรียกว่า ได้รับความเย็นกระทบร่างกาย หรือหลังคลอดบุตร ร่างกายอ่อนแอ มดลูกไม่แข็งแรง ไม่ดูแลเรื่องสุขอนามัย จะทำให้ความชื้นเหล่านี้เกิดการสะสมที่มดลูกได้ง่าย จนเกิดเป็นพิษจากความชื้นในที่สุด

2.ความชื้นภายใน : คือความชื้นที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาเอง การรับประทานอาหารต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ในทางแพทย์แผนจีน อวัยวะม้ามจะเป็นตัวขับเคลื่อนสารอาหารที่ได้รับ เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากร่างกายมีภาวะม้ามพร่อง ไม่สามารถลำเลียงสารต่างๆ ได้ ก็จะทำให้สารอาหารเหล่านั้นตกค้างจนกลายเป็นความชื้นในที่สุด อวัยวะไตก็มีส่วนช่วยในการขับน้ำปัสสาวะเช่นกัน ซึ่งหลักกลไกทางการแพทย์จีนคือ อาศัยหยางของไตในการขับเคลื่อน หากหยางของอวัยวะไตไม่พอ ก็จะทำให้น้ำคั่งค้างในร่างกายเกิดเป็นความชื้นได้เช่นกันเมื่อสั่งสมเป็นเวลานาน ความชื้นนี้มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นความร้อน จนกลายเป็นภาวะร้อนชื้นในที่สุด

ลักษณะอาการที่บ่งบอกว่าคุณมีความชื้นสะสม

1.ในขณะตื่นนอนตอนเช้าทุกวัน หากท่านรู้สึกอ่อนเพลีย มีอาการมึนงง รู้สึกไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรือมีความรู้สึกเหมือนสวมเสื้อที่เปียกฝนมา ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีความยืดหยุ่น แสดงว่าท่านมีความชื้นสะสมอยู่ในร่างกายแน่นอน

2.หากช่วงไหนที่ท่านเข้าห้องน้ำถ่ายอุจจาระ ให้ลองสังเกตอุจจาระของท่านสักนิดว่าลักษณะของมันเหนียวจนติดชักโครกหรือไม่หากกดน้ำครั้งแรกแล้วยังติดอยู่ที่ตัวชักโครก หรือเมื่อใช้กระดาษชำระทำความสะอาดแล้วต้องใช้จำนวนมากเป็นพิเศษก็อาจบ่งบอกได้ว่าท่านมีความชื้นสะสมอยู่

3.หลังจากทำความสะอาดช่องปากแล้ว ให้ลองสังเกตดูลิ้นของท่านสักนิด ทางการแพทย์แผนจีนกล่าวว่า “ลิ้นถือเป็นการตรวจดูหัวใจอย่างหนึ่ง และยังตรวจถึงสภาพม้ามได้อีกด้วย” หากท่านมองเห็นลิ้นของท่านเป็นฝ้าหนาๆ เกาะบริเวณลิ้น ออกสีเหลืองและเหนียวเหมือนน้ำมัน แสดงว่าร่างกายของท่านมีความร้อนชื้นสะสมอยู่

4.ลองสังเกตว่าขณะแปรงฟันมีอาการคลื่นไส้หรือไม่

5.หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ที่ขาและบริเวณท้องมีอาการรู้สึกปวดเมื่อย หน่วงๆ หรือไม่

ฤดูร้อนฝนล้วนแต่ทำให้เกิดโรคที่มีแนวโน้มจะเป็นได้ง่าย เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร ภูมิแพ้ผิวหนัง โรคไข้หวัดเป็นๆ หายๆโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งในช่วงฤดูกาลนี้การเสริมสร้างบำรุงม้ามให้แข็งแรงถือเป็นวิธีที่สำคัญที่สุด ในช่วงที่มีความร้อนและฝนตกเกิดขึ้น จะมีเรื่องของอุณหภูมิที่สูงและมีความชื้นเกิดขึ้นพร้อมกัน คนทั่วไปชอบเปิดเครื่องปรับอากาศ ลักษณะนี้จะทำให้เกิดเป็นโรคไข้หวัดได้ง่าย จะมีไข้ เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร เป็นต้น ในวัยเด็กอาจโดนความเย็นกระทบหรือท้องเสียได้ง่าย เป็นต้น

 

5 เคล็ดลับ ปรับชีวิตและสุขภาพแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/425507

5 เคล็ดลับ ปรับชีวิตและสุขภาพแบบยั่งยืน

โดย…ภาดนุ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เชื่อมั้ยว่าการปรับวิธีใช้ชีวิตประจำวันบางอย่าง ทั้งการกิน การออกกำลังกาย และการพักผ่อนนั้น มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก แถมยังส่งผลในระยะยาวให้เรามีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตที่ยืนยาวอีกด้วย ลองมาดู 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่หลายคนมักมองข้ามเหล่านี้และค่อยๆ ทำตามอย่างต่อเนื่องดูสิ แล้วคุณจะพบว่าตัวเองสามารถมีชีวิตและสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้

1.มหัศจรรย์อาหารเช้า

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ สหราชอาณาจักร พบว่า ผู้ที่กินอาหารมื้อเช้ามีแนวโน้มที่จะเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน คณะวิจัยคาดว่าอาหารมื้อเช้าช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโดยการให้พลังงานกับเซลล์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้กินอาหารมื้อเช้ามักจะมีชีวิตที่ยุ่งเหยิงและเคร่งเครียด ซึ่งอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเพิ่มโอกาสติดเชื้อมากขึ้น

ลองเริ่มต้นวันใหม่ด้วยผลไม้สด เช่น ส้ม ลูกเบอร์รี่ หรือน้ำผลไม้ที่ไม่เติมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์นม เช่น นมไขมันต่ำ โยเกิร์ต และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ซีเรียล หรือขนมปังข้าวสาลีไม่ขัดสี เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันและความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย

2.หลับสบาย ออกกำลังกายวันละนิด

การออกกำลังกายจะทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น และช่วยปรับระยะของการนอนให้ดีขึ้นด้วย การออกกำลังกายแบบแอโรบิกในระดับปานกลางประมาณ 3 วัน/สัปดาห์ ช่วยให้หลับสนิทมากขึ้น การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแกร่ง เช่น การยกน้ำหนักจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนในทันที และฮอร์โมนชนิดนี้ยังหลั่งเพิ่มขึ้นในช่วงของการนอนตอนกลางคืนอีกด้วย จึงช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น

ที่สำคัญการออกกำลังกายโดยรวมยังช่วยทำให้กระดูกและข้อแข็งแรง จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดที่อาจเป็นสิ่งรบกวนการนอนหลับได้ อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนเข้านอนประมาณ 2-4 ชั่วโมง เพราะร่างกายจะยังตื่นตัวจากฮอร์โมนที่หลั่งออกมาขณะออกกำลังกาย เดี๋ยวจะยิ่งทำให้นอนไม่หลับ เพราะมีรายงานจาก National Sleep Foundation พบว่า ร้อยละ 13 ของชายวัย 65 ปีขึ้นไป และร้อยละ 36 ของหญิงวัยเดียวกัน ต้องใช้เวลามากกว่า 30 นาที จึงจะนอนหลับได้

3.ของว่างก่อนนอน

หากต้องการอาหารมื้อค่ำหรืออาหารว่างเบาๆ ในช่วงก่อนนอนเพื่อช่วยให้หลับสบายขึ้น ลองเลือกอาหารที่มีกรดอะมิโนทริปโตเฟน ซึ่งร่างกายใช้ในการสร้างสารซีโรโทนินและเมลาโทนิน สารเคมีทางชีวภาพสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยทริปโตเฟน เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่ว และธัญพืช สัตว์ปีก ผักใบเขียว และกล้วยหอม

4.คลายเครียดแบบฉับพลัน

คนเรามีวิธีการหลากหลายที่ช่วยลดระดับความเครียดให้กับตัวเอง แต่วิธีการต่อไปนี้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้อย่างดีและรวดเร็ว…ข้อแรก หลีกเลี่ยงความคิดในแง่ลบ เพราะความคิดและความรู้สึกในด้านร้ายติดต่อถึงกันได้ จึงควรหลีกเลี่ยงคนที่พูดและมีพฤติกรรมในด้านลบ หันมาคบเพื่อนที่มองโลกในแง่ดีและเป็นกำลังใจให้กันและกัน…ข้อสอง มอบรางวัลให้แก่ตัวเองด้วยการทำสมาธิและทบทวนคุณค่าภายใน โดยหาช่วงเวลาเงียบสงบในแต่ละวันทบทวนถึงความสงบภายใน และความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจเราเอง…ข้อสาม มีความสุขกับการหายใจเข้า-ออกลึกๆ ซึ่งจะทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย โดยให้หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกช้าๆ ติดต่อกันนาน 10 นาที 3 ครั้ง/วัน

5.หายใจสบายๆ ได้อย่างเต็มปอด

คนเรามักใช้เวลาส่วนใหญ่ทำกิจกรรมในอาคาร จึงเสี่ยงต่อการได้รับมลพิษทางอากาศในที่ร่มมากกว่ากลางแจ้ง เรามีวิธีง่ายๆ ในการขจัดมลพิษในอาคาร อันเป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้และหอบหืดดังนี้ 1.อย่าเลี้ยงสัตว์ในบ้านและควรทำความสะอาดบ้าน เพื่อกำจัดขนและรังแคจากสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ 2.เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หนังแทนผ้าเพื่อป้องกันไรฝุ่น 3.เลิกใช้พรมปูพื้นและวัสดุตกแต่งที่ทำจากผ้า 4.ปัดฝุ่นข้าวของเครื่องใช้และพื้นผิวต่างๆ ทุกสัปดาห์ 5.เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศหมุนเวียนถ่ายเทดีขึ้น 6.ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงในห้องนอน 7.ทำความสะอาดห้องน้ำและห้องที่มีความชื้นสูงอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันเชื้อรา และ 8.อย่าสูบบุหรี่ในบ้าน

หากคุณผู้อ่านทำได้ทุกข้อตามที่กล่าวมา รับรองว่าจะมีสุขภาพที่ดี มีความสุข และมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างแน่นอน

 

เรียลิตี้ 7 วัน ฟิตหุ่นรับสงกรานต์ในหนึ่งสัปดาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/425438

เรียลิตี้ 7 วัน ฟิตหุ่นรับสงกรานต์ในหนึ่งสัปดาห์

โดย… ตุลย์ จตุรภัทร

เมื่อบรรณาธิการโต๊ะข่าวของผมเดินมาบอกผมว่า ให้ผมทำสกู๊ปชิ้นหนึ่ง ซึ่งว่าด้วยการพิสูจน์ว่า ถ้าเราจะฟิตหุ่นให้ฟิตและเฟิร์มให้ได้ภายใน 7 วัน เพื่อให้ทันท่วงทีกับเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามาถึง เราจะทำได้ไหม? ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร หุ่นจะฟิตและเฟิร์มภายใน 7 วันได้จริงหรือไม่?

ด้วยความสนุก (และอยากหุ่นดีไปอวดสาวๆ ตอนเล่นน้ำสงกรานต์) ผมจึงตกปากรับคำ ก่อนบรรณาธิการของผมจะเดินจากไป เธอทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคสั้นๆ “คุณต้องลงไปฟิตเอง!”

เอาล่ะสิ เรื่องสนุก ท่าจะไม่สนุกเข้าให้แล้ว >_<

Day 1 : ฟิตกล้ามเนื้อมัดใหญ่ & ฟิตหัวใจ

และแล้ว ผมก็มายืนอยู่หน้า Virgin Active Fitness Club สาขาเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ที่ซึ่งยินดีให้ความช่วยเหลือในด้านสถานที่และการเทรนในครั้งนี้ ด้วยความหวั่นกับการที่จะต้องเอาตัวเองเป็นหนูทดลองในภารกิจสุดท้าทายนี้ เทรนเนอร์ปาร์ค-ธีรพรรณ หิรัญญ์ภูวดล เดินมาแตะบ่าผมเบาๆ พร้อมกับบอกผมว่า “พี่ไม่ต้องหวั่น เดี๋ยวผมจัดให้เบาๆ สบายๆ (ยิ้ม)”

เริ่มต้นด้วยการตรวจสภาพร่างกาย โดยน้ำหนักตัวของผมอยู่ในระดับปกติ มวลกล้ามเนื้อของผมมีน้อยไป และไขมันของผมก็มีมากไป (ว้า! แย่จัง) จากนั้น เทรนเนอร์ปาร์คก็ให้ผมวิ่งเพื่อเป็นการวอร์มร่างกาย ประมาณ 5 นาที และเวตเทรนนิ่ง (การฝึกด้วยน้ำหนัก โดยใช้น้ำหนักของอุปกรณ์ต่างๆ มาเป็นแรงต้าน) ในส่วนของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ นั่นคือ ขา หลัง และอก โดยใช้น้ำหนักปานกลาง ซึ่งในสามส่วนนี้ เมื่อเล่นแล้วจะกระตุ้นร่างกายได้ดีมาก เพราะกล้ามเนื้อส่วนนี้เราใช้งานอยู่ทุกวัน จากนั้น เทรนเนอร์ปาร์คให้ผมใช้ร่างกายของผมต้านแรงหนักด้วยตัวของเราเอง เพื่อเน้นไปที่การทำงานของหัวใจ (เล่นเอาเหนื่อย หายใจไม่ทัน หูอื้อ ตาลาย จนต้องหยุดการเล่นแต่เพียงเท่านี้)

เทรนเนอร์ปาร์คบอกเล่าว่า หัวใจสำคัญของการออกกำลังกาย คือ การใช้อุปกรณ์และน้ำหนักให้เหมาะสมกับตัวเอง และเล่นอย่างความปลอดภัย “สำหรับคนมีน้ำหนักเยอะ ให้ระวังในเรื่องของการออกกำลังกายที่มีการกระแทก อาจเกิดอันตรายต่อข้อต่อ ส่วนคนที่มีน้ำหนักน้อยเกินไป ให้ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน เช่น เวตเทรนนิ่ง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และเน้นไปที่อาหารการกิน”

 

Day 2 : ฟิตกล้ามเนื้อมัดกลางและเล็ก & เบิร์น

เริ่มต้นวันที่ 2 ด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย ใจหนึ่งเริ่มท้อ แต่อีกใจหนึ่งบอกให้สู้ จนเมื่อได้มาเจอกับเทรนเนอร์คนที่ 2 เทรนเนอร์กฤช-ณัทกฤช พลภิรโชติ ที่คลายความกังวลของผมไปได้บ้าง ด้วยการบอกว่า วันนี้เราจะฟิตในส่วนของกล้ามเนื้อมัดขนาดกลางไปจนถึงเล็ก (ไหล่ ไบเซบหรือแขนหน้า ไตรเซบหรือแขนหลัง กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และท้อง) และปิดท้ายด้วยการวิ่งเพื่อเบิร์นไขมันออกไป

การที่เทรนเนอร์กฤชเลือกที่จะให้ผมวิ่งเป็นการปิดท้ายในวันนี้ นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อเรามีการฝึกเวตเทรนนิ่ง ร่างกายจะดึงพลังงานจากแป้งและน้ำตาลไปใช้เยอะ พอเราไปวิ่งต่อ ร่างกายจะเหลือแป้งและน้ำตาลไม่เยอะเท่าไร ทำให้ร่างกายสามารถดึงไขมันไปใช้งานได้มากกว่า เร็วกว่า และดีกว่าการวิ่งก่อนเวตเทรนนิ่ง

เทรนเนอร์กฤชยังได้แนะนำอีกว่า ก่อนเวตเทรนนิ่ง ให้กินข้าวและเนื้อสัตว์มาก่อนสัก 1 ชั่วโมง “อย่าลืมว่าข้าวเป็นแหล่งพลังงานของกล้ามเนื้อ ส่วนเนื้อสัตว์เอาไว้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ซึ่งหากไม่มีสองส่วนนี้ในร่างกาย เราก็จะไม่มีแรงในการเล่น หลังเสร็จนั้น ให้ดื่มนมวัว ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยเร็ว ทิ้งช่วงสัก 1 ชั่วโมง แล้วค่อยกินอาหารมื้อหลักครับ”

 

Day 3 : ฟิตกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ท้อง & ลำตัวด้านข้าง

ภารกิจสุดท้าทาย เดินทางมาถึงวันที่ 3 แล้ว สิ่งที่ผมรับรู้การเปลี่ยนแปลงในตัวของผมเองได้ นั่นก็คือ จากที่เป็นคนเฉื่อยชา นอนหลับเท่าไร ก็เหมือนจะไม่เพียงพอ ง่วงหงาวหาวนอนบ่อย กลับเริ่มมีแรงกำลัง เริ่มกระปรี้กระเปร่ากระฉับกระเฉง (แม้จะปวดเมื่อยล้าตามร่างกายไปบ้าง) และพร้อมที่จะให้ เทรนเนอร์นุช-ภคมน อุดมเดช ผู้ดูแลผมในวันนี้ จัดหนักจัดเต็ม (>_<)

วันนี้ เทรนเนอร์นุชเน้นในส่วนของการเดินในลู่วิ่งที่เราต้องออกแรงเดินด้วยตัวของเราเอง (ทำให้เผาผลาญไขมันได้มากกว่าการเดินในลู่วิ่งปกติที่มีสายพานเป็นตัวนำได้ถึง 30%) จากนั้น จึงเน้นไปที่การฟิตกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ท้อง และลำตัวด้านข้าง (หากลำตัวด้านข้างของเราไม่มีไขมันเป็นชั้นๆ เหมือนคอนโดมิเนียม เราจะดูดีมาก) ซึ่งเทรนเนอร์นุชได้ออกแบบให้ผมออกแรงด้วยตัวของผมเองในทุกท่า เพื่อทำให้หน้าท้องและลำตัวด้านข้างทำงานได้หนักขึ้น และทำให้ไขมันชั้นในแตกตัวได้ง่ายขึ้น (บอกเลยว่า การออกแรงด้วยตัวของเราเอง หนักและเหนื่อยกว่าเวตเทรนนิ่งมากถึงมากที่สุด)

เทรนเนอร์นุชแอบถามผมว่า ปกติดื่มเบียร์มั้ย ผมบอกว่าดื่ม เธอจึงบอกผมว่าถ้าลดการดื่มเบียร์ได้ ไขมันที่หน้าท้องจะลดลงได้เร็ว “นอกจากลดการดื่มเบียร์ ก็ต้องเบิร์นไขมันออก ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือเดินให้ได้ 30 นาที-1 ชั่วโมง เพราะหากวิ่งหรือเดินเพียง 10-15 นาที ร่างกายเพิ่งดึงพลังงานมาใช้ ยังไม่ได้ดึงไขมันที่สะสมมาใช้งานนั่นเอง”

 

Day 4 : กลับมาฟิตกล้ามเนื้อมัดใหญ่ & หัวไหล่

วันนี้ ผมกลับมาเจอเทรนเนอร์ปาร์คอีกครั้ง โดยเทรนเนอร์ปาร์คพูดกับผมอย่างตรงไปตรงมาว่า ผมควรออกกำลังกายแบบสองวันเว้นหนึ่งวัน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือวันเว้นวัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน และให้กล้ามเนื้อได้ซ่อมแซมตัวมันเอง แต่เมื่อนี่คือภารกิจสุดท้าทาย เราจึงต้องเดินหน้าลุยต่อไป

เทรนเนอร์ปาร์คได้ออกแบบให้วันนี้ กลับมาฟิตในส่วนของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ขา หลัง อก และแถมกล้ามเนื้อมัดกลาง นั่นคือ หัวไหล่ (ผมเป็นคนไหล่แคบ และหัวไหล่เล็ก จึงต้องฟิตส่วนนี้เสียหน่อย) โดยเน้นไปที่การใช้ดัมบ์เบลในการเล่น ทำให้เราสามารถฝึกการจัดท่วงท่าในการเล่นด้วยเองได้ดี เมื่อผมสามารถควบคุมการเล่นได้ดีแล้ว เทรนเนอร์ปาร์คก็ได้เพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก (โอย โหดมาก) แถมยังเพิ่มจำนวนเซตเข้าไป ซึ่งจากเดิมเล่นสามเซต ก็เพิ่มเป็นสี่เซต (โอย โหดเข้าไปอีก ตาย ตาย ตาย) เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อได้ทำงานมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง (สลบ)

 

Day 5 : วันแห่งซีนดราม่า

วันนี้ เทรนเนอร์ปาร์คมาเทรนให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย โดยเขาได้ให้กำลังใจผมว่า สี่วันผ่านไป ท่วงท่าในการเล่นของผมดีขึ้น ความพยายามของผมดีขึ้น ร่างกายสามารถเรียนรู้ที่จะรับกับแรงต้านได้ดีขึ้น แต่ความทนทานต่อการรับน้ำหนักนั้นยังต้่องพัฒนาต่อไป (เอ้า ลุย)

เทรนเนอร์ปาร์คออกแบบให้วันนี้ เน้นไปที่การใช้ร่างกายของเราต้านแรงหนักด้วยตัวของเราเอง แต่ละแบบฝึกหัด จะเล่นกับแรงโน้มถ่วง ที่มีทั้งยืน ทั้งนอน ทั้งกระโดด ทั้งหลังราบกับพื้น ทั้งเดิน ทั้งคลาน เพื่อให้ร่างกายถูกกระตุ้น เบิร์นแคลอรี่ และหัวใจมีอัตราการเต้นที่ดีขึ้นนั่นเอง เทรนเนอร์ปาร์คบอกเล่าว่า หากหัวใจของเราแข็งแรง อัตราการเผาผลาญและการดึงเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายจะทำได้ดีและมากยิ่งขึ้น

ที่แน่ๆ วันนี้ผมมีซีนดราม่า ด้วยความที่ว่าการเล่นกับแรงโน้มถ่วง มันหนักหน่วงมากจนเก็บอาการไม่อยู่ เมื่อทำแบบฝึกหัดมากเข้าๆ จนสุดแรงต้าน จู่ๆ ผมก็ล้มตึงไม่เป็นท่า และเผลอร้องไห้ออกมา จนต้องหยุดการเล่น (ผมถึงกับบอกตัวเองว่า อีกสองวันเท่านั้น อดทนไว้ อีกสองวันเท่านั้น)

 

Day 6 : ฟิตอก หลัง & ท้องบน แบบเกร็งๆ

เข้าสู่วันที่ 6 เทรนเนอร์กล้า-ศวีระ จูอ่อง เลือกที่จะให้ผมกลับมาฟิตในส่วนของอกและหลังที่เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยเล่นที่น้ำหนักที่ปานกลางถึงสูงแบบซูเปอร์เซต นั่นคือเล่นที่อกเสร็จแล้วไปเล่นที่หลังต่อ โดยให้นับเป็น 1 เซต จากนั้นก็ไปเล่นที่อกและหลังต่ออีกครั้ง พัก และเล่นที่อกและหลังต่ออีกครั้ง เป็นอันจบ “ความได้เปรียบของการเล่นแบบซูเปอร์เซต ช่วยในเรื่องของการเบิร์นได้ดีขึ้น และช่วยทำให้เราปั้นกล้ามเนื้อด้วยระยะเวลาที่จำกัดได้ดีขึ้น หากเล่นในระยะยาว เราก็เล่นไปตามปกตินั่นเอง”

ที่แน่ๆ วันนี้ เทรนเนอร์กล้า เน้นให้ผมเกร็งในส่วนที่เราเล่น โดยการเกร็งถือเป็นการโฟกัสไปที่ส่วนที่เราเล่น เวลาเล่นอก ก็เกร็งอก เล่นหลังก็เกร็งหลัง หรือเล่นท้องบนก็เกร็งในส่วนท้องบน การเกร็งจะทำให้กล้ามเนื้อในส่วนที่เราเล่นทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

Day 7 : ฟิตหัวไหล่ ไบเซบ ไตรเซบ & ท้องล่าง

และแล้ววันสุดท้ายแห่งภารกิจสุดท้าทายก็เดินทางมาถึง ผมยอมรับว่า จากที่เคยหวั่นๆ ท้อแท้ ร้องไห้เสียน้ำตา แต่เมื่อผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ก็ทำให้เครื่องติด พร้อมเดินหน้าต่อ (หลังจากนี้ ผมลุยอย่างจริงจังแน่นอน)

วันนี้ เทรนเนอร์กล้าออกแบบให้ฟิตในส่วนของกล้ามเนื้อมัดเล็ก (ซึ่งการเล่นต่อจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ จะทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม) โดยเน้นไปที่หัวไหล่ (เพื่อทำให้หัวไหล่ยืดตัวออกและทำงานได้ดีขึ้น) แขนหน้าแขนหลัง (ไบเซบและไตรเซบ) รวมทั้งช่วงท้องล่าง ซึ่งการเล่นในวันนี้ เทรนเนอร์กล้าก็ยังต้องเน้นไปที่การเกร็งในส่วนที่เล่น เพื่อให้เลือดลมได้วิ่งเข้าสู่กล้ามเนื้อในส่วนที่เล่นได้ดียิ่งขึ้น (ผมจำวินาทีที่เล่นในส่วนของท้องล่างจบลง รู้สึกฟินอย่างบอกไม่ถูก เหมือนภารกิจสุดท้าทายนี้ ได้ทำสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว)

เมื่อสิ้นสุดการเล่นแล้ว ผมก็ผ่อนคลายตัวเองด้วยการขอปีนหน้าผาเล่น (ผ่อนคลายตรงไหน?) จากนั้น ก็มาตรวจสภาพร่างกาย สิ่งที่ผมค้นพบคือ น้ำหนักตัวของผมเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในระดับปกติ มวลกล้ามเนื้อของผมเพิ่มมากขึ้น และไขมันของผมก็ลดน้อยลง (เย้) โดยเทรนเนอร์กล้าแนะนำว่า เมื่อเราออกกำลังกายด้วยการเวตเทรนนิ่ง กล้ามเนื้อต้องเพิ่ม ในขณะที่ไขมันต้องลด แต่หากออกกำลังกายแล้ว ไขมันยังขึ้น น้ำหนักตัวยังขึ้น แต่กล้ามเนื้อลด แสดงว่าเราออกกำลังกายผิด

 

มาถึงตรงนี้ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเทรนเนอร์ทั้ง 4 ท่าน ที่ดูแลผมมาอย่างดีตลอด 7 วัน นั่นคือ การเล่นติดต่อกัน 7 วัน ถือว่าไม่ควร เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อของเราไม่มีแรง การเก็บกักพลังงานทำได้น้อย แต่หากเราอยากฟิตหุ่นภายใน 7 วัน เราต้องมีพื้นฐานการเล่นที่ดีมาบ้าง จึงจะสามารถทำได้ แต่หากไม่มีพื้นฐานแล้วมาเล่น 7 วันติดต่อกัน เราจะได้ในเรื่องของความรู้สึกที่กระปรี้กระเปร่า รู้สึกกระฉับกระเฉง ไม่เฉื่อยชา ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่อ่อนล้าอ่อนแรง รู้สึกมั่นใจ อยากออกกำลังกายต่อในครั้งต่อๆ ไป แต่จะให้เพื่อนมาเห็นแล้วทักว่าเราหุ่นดีขึ้น คงเป็นเรื่องยาก ถ้าจะให้ดี เทรนเนอร์ทั้งหลายบอก ต้องเล่นติดต่อกัน 4 สัปดาห์ขึ้นไป

ว่าแล้ว ใครอยากทำให้ตัวเองรู้สึกกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวย (ไม่ว่าจะต้อนรับวันสงกรานต์ และวันไหนๆ) ลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันเสียแต่ตั้งแต่วันนี้เถิดครับ เล่นให้ถูกวิธี ถูกท่า และเพียงพอต่อความสามารถของร่างกายของเรา เท่านี้ ร่างกายของเราก็จะแข็งแรง และห่างโรคภัยได้เป็นอย่างดีครับ ^_^

 

ท่าผีเสื้อ ศีรษะจรดเข่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/424830

ท่าผีเสื้อ ศีรษะจรดเข่า

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าผีเสื้อ (Butterfly Pose) เป็นท่าง่ายๆ ที่ช่วยยืดกระดูกสันหลังส่วนล่างและเส้นใต้ขา การก้มตัวยืดศีรษะลงจรดเท้าและเข่า จะช่วยบริหารต่อมหมวกไต ช่วยบรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และยังเป็นท่าที่เหมาะกับสตรีมีครรภ์ ทำให้คลอดบุตรง่าย

การทำท่าผีเสื้อประกอบกับการบิดตัวด้านข้างศีรษะจรดเข่า จะช่วยยืดลำตัวด้านข้าง บริหารเอว และกดนวดอวัยวะภายในส่วนอื่นๆ มากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

– นั่งหลังตรง งอเข่า เท้าประกบกันด้านหน้า มือจับเท้าให้ห่างต้นขาประมาณ 1 คืบ โยกขาขึ้นลง 10-20 ครั้ง เพื่อคลายเส้น

 

– เลื่อนมือไปวางคร่อมเข่าซ้าย หายใจเข้า

 

– หายใจออก ลดศีรษะจรดเข่าหรือเท่าที่ทำได้ พยายามกดเข่าขวาไว้ให้ใกล้พื้น หายใจเข้าออก 5 ลมหายใจยาวๆ แล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

แนะนำโรค ‘อะโครเมกาลี’ มนุษย์ยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/424829

แนะนำโรค 'อะโครเมกาลี' มนุษย์ยักษ์

โดย…ศุภชาติ เล็บนาค

ฉบับนี้แนะนำให้รู้จักกับ นพ.ธวัชชัย พีรพัฒน์ดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโรค “อะโครเมกาลี” ซึ่งปัจจุบันยังคงถูกระบุให้เป็น “โรคหายาก” แต่ก็มีความรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายมากกว่าที่ควรจะเป็น

คุณหมอธวัชชัย บอกว่า โรคอะโครเมกาลีเป็นโรคเรื้อรังที่มาจากความผิดปกติของฮอร์โมน โดยเกิดจากเนื้องอกของต่อมใต้สมอง สร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย (โกรธฮอร์โมน) สูงผิดปกติ ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตมากเกินไป

หากฮอร์โมนกระตุ้นการทำงานตั้งแต่เด็ก ร่างกายของผู้ป่วยจะสูงใหญ่เกินปกติเหมือนมนุษย์ยักษ์ ขณะที่หากเกิดในภาวะผู้ใหญ่ ร่างกายจะค่อยๆ ยืดออกผิดปกติ ทั้งมือ เท้า อวัยวะภายใน รวมถึงหน้าตา ทั้งปาก จมูก กระดูกหน้าผาก คางยื่น รวมถึงลิ้นโตคับปาก

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เราพบจะอยู่ที่อายุ 40-60 ปี โดยตอนแรกจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่จะเริ่มแสดงออกอย่างช้าๆ เช่น ปากเริ่มใหญ่ขึ้นหรือมือเท้าเริ่มใหญ่ขึ้น จนทำให้มารักษาช้าเกินไป และมักพบในผู้ป่วยที่เริ่มมีอายุมากขึ้น จึงอยากให้ความรู้เรื่องโรคนี้เพิ่ม เพื่อให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างตระหนักถึงอาการ เพื่อให้พบแพทย์ได้ทันท่วงที” คุณหมอธวัชชัยเล่าให้ฟัง

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสูงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น อาจเกิดความผิดปกติของระบบลิ้นหัวใจ ทำให้อาจเกิดหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงภาวะเส้นเลือดในสมองอุดตัน ขณะเดียวกันยังอาจเกิดปัญหาจากการมองเห็น เนื่องจากมีการกดเบียดเส้นประสาทตา ซึ่งทั้งหมดมีความเสี่ยงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

สำหรับวิธีรักษา มีตั้งแต่ใช้ยา ฉายแสง รวมถึงผ่าตัดออก ซึ่งจะทำให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ป่วยที่อาจได้รับอันตรายจากการผ่าตัดก้อนเนื้องอก จะใช้วิธีใช้ยาร่วมกับการฉายแสง แต่ปัญหาปัจจุบันคือราคายายังคงมีราคาสูง

หากพบได้รวดเร็วและได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที อาการแทรกซ้อนของโรคอะโครเมกาลียังมีโอกาสหายขาด ด้วยเหตุนี้หากสงสัยว่าเป็นจึงควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป

 

ไซรัส ปูนาวาลลา มหาเศรษฐีเจ้าของโรงงาน วัคซีนผู้ใจบุญ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/424828

ไซรัส ปูนาวาลลา มหาเศรษฐีเจ้าของโรงงาน วัคซีนผู้ใจบุญ (จบ)

โดย…ศุภชาติ เล็บนาค

ไซรัส ปูนาวาลลา เจ้าของ ซีรัม อินสติติวท์ เจ้าของบริษัทวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เล่าให้คณะนักข่าวและผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ฟังว่า เหตุที่วัคซีนของเขาสามารถทำราคาได้ถูก ต่างจากวัคซีนจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกานั้น เป็นเพราะที่อินเดียค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่ามาก รวมถึงสามารถจัดสรรพนักงานเพื่อเปลี่ยนกะทำงาน ผลิตวัคซีนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลังจาก 20 ปีของการสั่งสมประสบการณ์ รวมถึงสร้างคนเพื่อวิจัย-พัฒนาวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจของปูนาวาลลาก็ขยายกิ่งก้านสาขา รวมถึงมีพนักงานในโรงงานที่เมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย มากกว่า 3,000 คน โดยมีพนักงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือมีดีกรี “ดอกเตอร์” มากกว่า 100 คน และที่น่าสนใจคือทั้งหมดล้วนจบการศึกษาในอินเดียทั้งสิ้น ไม่ต้องส่งออกไปเรียน PHD ในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาเหมือนบางประเทศ

จากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ทำให้อินเดียสามารถผลิตผู้เชี่ยวชาญในด้านไบโอเทคโนโลยีจำนวนมาก แม้อินเดียจะไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย แต่ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาจะสร้าง “จุดแข็ง” ได้ถูกทิศทาง

วัคซีนของซีรัม อินสติติวท์ ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ รวมถึงรัฐบาลจากอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้งจากคุณภาพที่ดี และราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก โดยปัจจุบันวัคซีนมากกว่าพันล้านโดสต่อปี ถูกผลิตเพื่อส่งต่อไปยังทั่วโลก

ส่วนในประเทศไทย วัคซีนจากซีรัม อินสติติวท์คือวัคซีนที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด โดยในปี 2558 สปสช.ได้สั่งซื้อวัคซีน DTP (คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก) วัคซีน HB (ไวรัสตับอักเสบบี) รวมถึงวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน จำนวนมากกว่า 6.45 แสนโดส เพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาล และเด็กทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ซีรัม อินสติติวท์ ยังเผยแพร่ “โนว์ฮาว” หรือวิธีผลิตวัคซีนให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงองค์การเภสัชกรรม โดยส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกงานให้กับทั้งสองหน่วยงานเป็นประจำ เพื่อ “ตั้งไข่” ให้เกิดโรงงานวัคซีนอย่างจริงจังอีกด้วย

นพ.วิชัย โชควิวัฒน คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข สปสช. บอกว่า น่าเสียดายที่แม้ประเทศไทยจะเริ่มตั้งไข่ มีผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาค แต่การพัฒนาด้านวัคซีน กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะ “รัฐ” ไม่เห็นความสำคัญด้านการศึกษาวิจัย รวมถึงยังสนับสนุนให้เกิดการจัดซื้อมากกว่า เพราะเห็นว่าการจัดทำโรงงานวัคซีนเป็นสิ่งที่สิ้นเปลือง

แนวคิดการก่อสร้างโรงงานวัคซีน จึงไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจนกระทั่งปี 2547 ซึ่งเกิดการระบาดของไข้หวัดนก และจนถึงขณะนี้ โรงงานวัคซีน ที่องค์การเภสัชฯ รับผิดชอบ รวมถึงวางแผนก่อสร้างนานกว่า 10 ปี ก่อยังไม่แล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่า ประเทศไทยควรมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง แม้จะต้องใช้เวลาเพราะ 5 ปีแรกอาจต้องลงทุนกับการศึกษาวิจัยและพัฒนา แต่หลังจากนั้นก็จะมีประสบการณ์จนสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

ด้วยความเชื่อมั่นว่าวัคซีนจะเป็นตัวเสริมสำคัญในการป้องกันโรค เพิ่มเติมจากศักยภาพอื่นๆ ที่ไทยเป็นประเทศชั้นนำในการควบคุมโรคติดต่อต่างๆ อยู่แล้ว ให้มีศักยภาพดียิ่งขึ้น รวมถึงจัดการกับโรคต่างๆ ได้อย่างอยู่มือ ไม่ต้องกระวนกระวายจัดซื้อวัควีนในยามที่เกิดโรคระบาดอีก

 

4 ท่าทลายไขมัน เสกแขนเรียว-ไหล่กลมมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 15:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/423895

4 ท่าทลายไขมัน เสกแขนเรียว-ไหล่กลมมน

โดย…สมแขก

สาวๆ ที่กำลังกลัดกลุ้มกับความบึกบึนของหัวไหล่ตัวเองอยู่ต้องฟัง ต้นแขนที่ล่ำๆ ที่เป็นปัญหาทำให้ใส่เสื้อแขนกุดเสื้อกล้ามยังไงก็ไม่สวย ไม่ต้องกลุ้มใจไปเพราะ iFit มีเคล็ดลับสำหรับกระชับต้นแขนและหัวไหล่ให้กลมมนมาฝาก รับรองว่าทำเองที่บ้านได้ไม่ยาก ดูทีวีไปแขนก็เรียว ไหล่ก็กลมได้ ลองทำตามดู

1.Triceps Dip เป็นท่าออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหลังแขน โดยอาศัยน้ำหนักของตัวเราเอง ไม่มีอุปกรณ์ยุ่งยากเพียงมีเก้าอี้ที่บ้านก็ทำได้แล้ว

– เริ่มจากหย่อนตัวนั่งลงพร้อมวางมือบนเก้าอี้ เท้าที่วางบนพื้นกางออกจากกันเล็กน้อย หากอยากเพิ่มความยากให้ท่านี้ต้องเปลี่ยนองศาการวางเท้า คือต้องเหยียดขาออกไปให้สุด

– จากนั้นให้เลื่อนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย ให้ลำตัวอยู่ใกล้กับเก้าอี้ให้มากที่สุด เกร็งแขนไว้ พร้อมให้ก้นลอยจากเก้าอี้

– ย่อตัวลงพร้อมหายใจเข้าจนข้อศอกทำมุมตั้งฉาก จากนั้นให้หายใจออกพร้อมดันตัวขึ้นมาอยู่ในท่าเดิมนับเป็น 1 ครั้ง ยกตัวขึ้นลง 10-15 ครั้ง ทำ 3 เซต

– ต้องโฟกัสให้หลังตั้งตรงและระวังไม่ให้ข้อศอกกาง

2.Push-Up (แบบง่าย) นอกจากกล้ามเนื้อแขนด้านนอกจะได้ทำงานแล้ว กล้ามเนื้อหน้าอกส่วนล่างยังกระชับด้วย

– เหยียดแขนตรง วางมือกว้างเท่าหัวไหล่ วางเข่าลงที่พื้นเพื่อลดน้ำหนัก

– ลดตัวลงให้หน้าอกและคางติดพื้นพร้อมหายใจเข้า โดยศอกไม่กางให้หนีบไว้ข้างลำตัว

– ออกแรงดันตัวเองขึ้นพร้อมหายใจออก ยกตัวขึ้น-ลง นับเป็น 1 ครั้ง ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง

– สิ่งที่ต้องโฟกัสในท่านี้คือ หลังต้องตรงเสมอ และระวังอย่าให้ก้นโด่ง

3.Plank ท่าง่ายๆ ที่ผลพลอยได้มากกว่าต้นแขนและหัวไหล่ที่แข็งแรงก็คือ คุณจะได้กล้ามท้องกลับมาด้วย

– วางข้อศอกลงที่พื้นโดยให้ความกว้างเท่ากับช่วงหัวไหล่ห้ามห่อไหล่ ยืดขาให้ตรงเป็นเหมือนไม้กระดาน ยืดคอให้ยาว เกร็งหน้าท้อง- สิ่งที่ต้องโฟกัสในท่านี้คือหลังต้องไม่โก่ง รักษาลำตัวให้ตรง หายใจเข้าออกปกติ

4.Triceps Kick Back เป็นท่าสร้างกล้ามต้นแขนด้านหลัง อุปกรณ์เก้าอี้ที่บ้านก็ออกกำลังกายได้แล้ว

– ใช้เข่าซ้ายวางไว้บนเก้าอี้ ขาด้านขวาย่อเล็กน้อย แขนซ้ายพยุงลำตัวไว้ มือขวาถือดัมบ์เบล หลังตรง ตามองตรงไปด้านหน้า เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง

– พับศอกใต้ต้นแขนขนานกับพื้น จากนั้นออกแรงเหยียดแขนไปด้านหลังให้ตึงโดยใช้แขนขนานกับพื้น แล้วงอแขนกลับมาในท่าเริ่ม ครบรอบนับเป็น 1 ครั้ง ทำข้างละ 15 ครั้ง ครบ 2 ข้างนับเป็น 1 เซต ทำทั้งหมด 3 เซต

เพียงแค่ต้องทำให้สม่ำเสมอและมีวินัยเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าก่อนออกกำลังกายทุกครั้งจะต้องวอร์มอัพร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการบาดเจ็บด้วย

 

Digestive tract infection in children

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Digestive-tract-infection-in-children-30286050.html

HEALTH MATTERS

pic

Although diseases of the digestive system are not lethal, they can cause suffering to children and their parents.

The cause of these diseases is basically down to behaviour. Children have a natural tendency to be adventurous. When they find something attractive, they put it in their mouths. This habit makes them vulnerable to gastro-oral route infections through their saliva.

A gastrointestinal virus means children will experience queasiness, upset stomach, low-grade fever, dehydration, vomiting of green stomach bile and general lack of energy.

Six-month old babies tend to be particularly exposed to this virus because, at this stage of their development, they regularly put their hands or contaminated toys into their mouths. Another environment where the virus is highly contagious and effectively circulates is in schools, the result of children sharing toys with their classmates. Here the virus may spread through the saliva or through saliva-soaked hands touching surfaces and toys. Although a gastrointestinal virus is highly contagious, it is not dangerous and can be prevented through good hygiene habits. In general, it is recommended that parents teach their children to wash their hands frequently.

However, certain cases may present with severe symptoms. For instance, if a child is vomiting two or three times per day, they run the risk of dehydration so a visit to the doctor is recommended.

Much of the food that we do not prepare ourselves these days tends to be presented in such a way as to be attractive to children. Whether on special occasions such as the National Children’s Day or on ordinary weekends, children enjoy the new experiences of participating in a variety of outdoors activities and oe of the most enjoyable parts of these adventures is the food and drink. The very hot and humid climate in a country like Thailand naturally makes people sweaty and thirsty, but parents should not just allow their children to consume whatever they wish. Bad consumption habits can harm their children’s digestive systems.

Diarrhoea is caused by a pathogen in unclean food or drink, the germs from which penetrate into the stomach and the large intestine. Symptoms include having three episodes of watery stool per day or one mucous bloody stool. Diarrhoea can be caused by a virus or bacteria.

Children infected with virus-induced diarrhoea experience a low-grade fever and watery stools, although with minimal loss of energy. While it is not necessary to see a doctor in such cases, it is important to keep the child well hydrated in order to alleviate the symptoms. Prepare a glass of oral rehydration solution to be gradually fed to the child every three to four hours. Avoid feeding the child from a milk bottle or through a tube as the intestine does not adjust to absorb fluids well in this way. As a result, the minerals will quickly be excreted in the stool.

Symptoms of rotavirus-induced diarrhoea are more pronounced with eight to 10 episodes of watery stool that leave the child dehydrated and weak. In these cases, a visit to the doctor is recommended and the child may need to be admitted to hospital to allow the doctor to observe developments.

Bacterial diarrhoea from dysentery and salmonella infection is much more dangerous. Noticeable symptoms of bacterial diarrhoea include high-grade fever, mucous bloody stool and cramping abdominal pain. Children with bacterial diarrhoea need to take antibiotics and should visit a doctor immediately.

Physicians provide symptomatic treatment to cure digestive tract infection in children, However, the most effective way to handle this problem is prevention. It has been found that school children have a high propensity to experience digestive tract infection, as they spend a great deal of time engaged in communal activities and sharing objects together. Each child should have his or her own water bottle, and teachers should encourage children to wash their hands and shared objects frequently.

These simple steps will not only cultivate good hygiene habits in children but also keep them safe from many avoidable diseases.

Finally, children and parents planning outdoors activities that involve food need to be aware that food stand operators tend to decorate their products to attract buyers, so always take the benefits, safety, and economy of the food into consideration. Try always to select food with natural colouring, dine in restaurants free of flies, and avoid food created obviously to attract attention, such as giant meatballs and red velvet crushed ice.

These items may contain harmful substances to which some children may be allergic.

Parents are much better off preparing simple food, such as fried egg sandwiches, for the kids. And make sure they always wash their hands before meals.

DR PATCHARIN AMORNVIPAS is a paediatrician gastroenterologist and hepatologist at Samitivej Children’s Hospital – Srinakarin Campus. |Call (02) 378 9082-83.