ผอมๆ คุยกัน! อิ่มอร่อยไม่เกิน 140 แคลอรีลองยังจ๊ะ !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537407

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2558 06:05

 

สาวๆ คนไหนก็อยากมีหุ่นสวยเป๊ะกันทั้งนั้น หากแต่จะให้ออกกำลังกาย หรือทานอาหารโลว์แคลอรีอย่างเดียวคงไม่พอ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ เลยขอเสนอ 5 เมนูเบาๆ แสนอร่อย ที่ไม่เพียงแต่จะให้แคลอรีต่ำแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพเอามากๆ อีกด้วย

1. ไข่ไก่ : 1 ฟอง 70-80 แคลอรี
อาหารแคลอรีต่ำที่ทำเองง่ายๆ และทานได้ทุกมื้อ เพียงคุณสามารถเอามาพลิกแพลงทำเป็นไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น หรือแม้แต่ไข่ลวกก็ได้สารพัด ซึ่งไม่เพิ่มปริมาณแคลอรีให้คุณแต่อย่างใด เราแนะนำให้คุณเน้นการปรุงด้วยวิธีอบ ต้ม หรือนึ่งจะดีที่สุด เพราะหากคุณเน้นเอาไปทอดน้ำมันเยิ้มบ่อยๆ ถึงมันจะให้ไม่เกิน 100 แคลอรีก็จริง แต่มันก็สามารถกลายเป็นอาหารเพิ่มความอ้วนได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ไข่ไก่ 1 ฟองยังอุดมไปด้วยโปรตีน (มีอยู่ถึง 6 กรัม เหมาะสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์) กรดอะมิโนจำเป็น ตลอดจนวิตามิน และเกลือแร่อีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี 2, วิตามินบี 9, วิตามินบี, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นปกติ รวมทั้งลดสาเหตุของโรคหัวใจด้วย … อาหารเฮลตี้ขนาดนี้ไม่ลองไม่ได้แล้ว !

ป.ล. ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี และไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี

สารพัดเมนูไข่ไก่ แคลอรี่ต่ำ !

2. สลัดกุ้ง/สลัดไก่ : 1 จาน 100 แคลอรี
อาหารเซฟหุ่นสวยที่หลายคนชอบทาน โดยเฉพาะมื้อเช้า และมื้อเย็น ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้แคลอรีต่ำเท่านั้น ทว่าผักสลัด (ผักกาดหอม) ยังให้สารอาหารมากมาย ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามินบี เบต้าแคโรทีน และเกลือแร่ต่างๆ อย่างไรก็ดี มันจะดีกว่าถ้าคุณเลือกทานผักให้หลากหลายชนิด มีทั้งผักสีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน (กะหล่ำปลี) สีส้ม (แครรอต) และสีแดงบ้าง เพราะมันจะให้ประโยชน์กับร่างกายแตกต่างกัน … หากคุณเบื่อสลัดที่มีแต่ผัก ก็อาจจะดัดแปลงเป็นสลัดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ได้ โดยการเติมโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์เข้าไป อย่างไก่ ปลา กุ้ง และไข่ไก่ หรือจะเป็นหมู่ข้าวแป้ง เช่น ข้าวโพด มันฝรั่งต้ม ขนมปัง และมักกะโรนี ก็เวิร์กอยู่เหมือนกัน

ถ้าเป็นไปได้เราแนะนำให้คุณทานสลัดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งในมื้อเย็น สลับกับการทานผลไม้ นอกจากมันจะช่วยควบคุมน้ำหนักของสาวๆ แล้ว มันยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิต้านทานในร่างกาย ตลอดจนสร้างคอลลาเจน และเม็ดเลือดแดงให้ผิวแลดูสุขภาพดี เปล่งปลั่ง กระจ่างใสชมพูแบบมีเลือดฝาดอ่อนๆ ด้วย

สลัด … อาหารเซฟหุ่นสวย

3. ซุปข้าวโพด : 1 ถ้วย 140 แคลอรี
ถึงข้าวโพดจะเป็นหนึ่งในธัญพืชที่ให้พลังงานมาก เพราะประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตสูง แต่ทว่ามันก็เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่น้อย ซุปข้าวโพดมีรสชาติหวานกลมกล่อม ทานง่าย เหมาะที่จะทานตอนเช้า หรือตอนท้องว่างยามหิวแทนอาหารหนักๆ มากที่สุด เชื่อเถอะว่า มันจะทำให้คุณอยู่ท้องไปทั้งวัน และในเมื่อคุณไม่หิว มันก็จะไม่ทำให้คุณอยากทานอะไรจุกจิกระหว่างวันที่เป็นสาเหตุของความอ้วนยังไงล่ะ !

อย่างไรก็ตาม ซุปข้าวโพดยังผสมผสานด้วยไขมันที่มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง, มีวิตามินบี 1 ช่วยบำรุงสมอง กล้ามเนื้อ และหัวใจให้ทำงานเป็นปกติ รวมทั้งวิตามินบี 2 ที่ช่วยบำรุงเล็บ และเส้นผมให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย … เฮลตี้ชีวิตดีแบบนี้ต้องลองซะแล้วสิ !

ซุปข้าวโพด … ตัวช่วยคลายหิว ประโยชน์เพียบ !

4. ขนมปังโฮลวีท : 1 แผ่น 65 แคลอรี
ธัญพืช (ไม่ผ่านการขัดสี) ของคนรักสุขภาพ ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ไม่เพียงแต่มันจะให้พลังงานแคลอรีน้อยกว่าขนมปังขาว (1 แผ่น 100 แคลอรี) ในขณะที่ให้ความรู้สึกอิ่มท้องเท่าๆ กันแล้ว ทว่ายังอุดมไปด้วยไฟเบอร์สูง วิตามิน เกลือแร่ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สารแอนติออกซิแดนท์ต่างๆ และเส้นใยอาหารสูง ที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้ด้วย

หากคุณเบื่อกับอาหารเช้าแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม ซุป สลัดต่างๆ ลองขนมปังโฮลวีทดูก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ เราแนะนำให้ดื่มคู่กับนมถั่วเหลืองอุ่นๆ สักแก้ว มันจะช่วยให้สมองคุณไบร์ทพร้อมรับวันใหม่ขึ้นเยอะเลยล่ะ หรือไม่ทานคู่กับนมพร่องมันเนย/นมขาดมันเนย มันก็จะค่อยๆ ย่อยเป็นพลังงานออกมา ทำให้อยู่ท้องได้นานกว่าเดิม (ไม่ทำให้คุณรู้สึกหิว) ช่วยลดของทานเล่นระหว่างวันลงได้ …

‘โฮลวีท’ ธัญพืชสำหรับคนรักสุขภาพ

5. ซีเรียล : 1 ถ้วย 110 แคลอรี
สำหรับใครที่เร่งรีบในตอนเช้า นี่เป็นหนึ่งอาหารเช้าทรงคุณค่าที่เต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะถ้าเป็นซีเรียลที่ทำจากธัญพืชเต็มเมล็ด หรือโฮลเกรน (ข้าวบาเล่ย์ ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลีไม่ขัดสี) มันจะอุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วนตามธรรมชาติ อย่างเช่น ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเตรียนท์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ยิ่งคุณทานผสมกับนม (ไขมันต่ำ หรือ 0%) คุณก็จะได้ประโยชน์จากแคลเซียม วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 ด้วย ซึ่งไม่เพียงจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ-บำรุงกระดูกให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนเท่านั้น ทว่ายังลดไขมัน/คอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย …

อาหารเช้าแคลอรีต่ำเหมาะกับสาวๆ หุ่นสวย บางวันหากคุณเบื่อทานกับนมธรรมดาๆ ลองใส่เป็นผลไม้สด เช่น องุ่น กีวี่ สตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ล หรือกล้วย อย่างละนิดอย่างละหน่อย และเทน้ำผึ้งราดหน้าลงไป ก็น่าทานใช่เล่นอยู่นะ !

ซีเรียลจากข้าวโอ๊ตก็ดีนะ …!

ลองใส่เป็นผลไม้สด อย่างกีวี่ หรือกล้วย ก็ไม่เลวนะ !


มันส์ได้อีก! ปั่นจักรยานปิดถนนราชดำเนิน Bangkok Criterium 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537974

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2558 16:07

 

สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการนักปั่นไทย ระเบิดศึกการแข่งขันจักรยานประเภทความเร็วแบบนับรอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายการ “สิงห์ บางกอก ไครทีเรี่ยม 2015” (Singha Corporation presents Bangkok Criterium 2015)…

งานนี้ได้เนรมิตสนามแข่งขันอย่างยิ่งใหญ่ และท้าทายบนถนนราชดำเนิน ถนนประวัติศาสตร์ที่มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์ และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของการท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไทย มีนักปั่นระดับโลกร่วมแข่งขัน ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558

ไทยรัฐออนไลน์ไม่พลาดไปร่วมงาน เก็บตกภาพบรรยากาศนักปั่นจักรยานหนุ่มสาวมาให้ได้ชมกัน 

ปั่นจักรยาน Bangkok Criterium 2015

ชาวตั่างชาติก็มาเยอะ

สาวๆไม่พลาด

หนูน้อยก็มา

คนนี้ไม่ได้มาปั่นจักรยาน

สู้ๆ

สาวสวยยิ้มสู้ตาย

เขามุ่งมั่น

 

เหลือเชื่อ ยังมีคนไทยขาดวิตามินบี แขนขาอัมพาต หัวใจวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537764

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ย. 2558 05:01

 

โรคขาดวิตามินบี ที่ว่านี้ เจาะจงที่บี 1 โดยเฉพาะ ซึ่งหมอสมัยนี้เห็นเป็นโรคดึกดำบรรพ์ เนื่องจากไม่มีคนไข้มาให้เห็นด้วยแขนขาอัมพาต บวม หัวใจวาย มาเป็นสิบๆปี จะมีก็ตื่นเต้นกันทั้งบาง…ตัวหมอเองเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วเคยได้ไปสืบสวนหาสาเหตุคนอพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน 100 กว่าคน มีแขน ขาชา อ่อนแรงในค่ายอพยพ และควรเกิดจากการขาดบี 1 จากภาวะพร่องโภชนาการซึ่งน่าจะต่างกับสภาพที่คนไทยมีขณะนี้อย่างลิบลับ

จนกระทั่งปลายปี 2557 ต่อจนถึงต้นปี 2558 มีผู้ต้องขังที่จังหวัดบึงกาฬจำนวนมากกว่า 80 ราย เมื่อถูกคุมขังในเวลาไม่กี่สัปดาห์พากันมีแขนขาชา อ่อนแรง รุนแรงจนเดินแทบไม่ได้ เท้าลาก แขนยกไม่ไหว มือเท้าลีบภายในเวลารวดเร็ว เป็นวันถึงสัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนหลายรายมีอาการบวมขาแข้งร่วมด้วยและเกือบครึ่งมีไข้นำมาก่อน ซึ่งมักคล้ายหวัดหรือไข้หวัดไม่ใหญ่นัก และหายเอง ตามด้วยอาการดังกล่าว

คุณหมอที่จังหวัด นพ.กมล แซ่ปึง เป็นผู้เฝ้าสังเกตและสืบสวนอย่างใกล้ชิด และสงสัยว่าเป็นภาวะขาดบี 1 แต่อธิบายที่มาไม่ได้ เพราะล้วนเป็นชายฉกรรจ์ ถึงมีอายุก็ดูไม่ได้ผอมแห้งแรงน้อยขาดอาหารโดยเฉพาะมีคนไข้หนึ่งรายที่มีอาการขาชาก่อนหลังจากเป็นหวัด แต่หายเองจนอีกหนึ่งเดือนมีอาการคล้ายหวัดอีก คราวนี้หัวใจวาย น้ำท่วมปอด ต้องใส่ท่อใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่หลังจากที่ได้วิตามินบี 1 ฉีด มีปัสสาวะออกทันที 4,200 ซีซี จนอาการดีขึ้นถอดเครื่องช่วยหายใจได้…การสืบสวนระดับถัดมาเป็นการทำงานร่วมกับคุณหมอกมล และในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง คุณหมอทางระบบประสาทจากโรงพยาบาลขอนแก่น สถาบันประสาท หนองคาย และหมอเอง รวมทั้งคุณหมอโรม บัวทองและทีมจากสำนักระบาด กระทรวงสาธารณสุข แม้จะเชื่อว่าการขาดบี 1 เป็นตัวการ แต่ที่ละเลยไม่ได้ คือมีเชื้อโรคอะไรที่ทำให้เกิดเส้นประสาทและไขสันหลังอักเสบและหัวใจวายได้

โดยเฉพาะไวรัส ซึ่งตัวอย่างอุจจาระ เลือด น้ำไขสันหลัง ส่งตรวจทั้งที่กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข และที่ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมองโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จากการตรวจไวรัสใน 8-9 ตระกูลใหญ่รวมไวรัสเป็นพันธุ์ชนิดไม่ปรากฏว่ามีเชื้อพิเศษทั้งที่เคยมีหรือไม่มีรายงานมาก่อน แต่เจอไวรัสธรรมดาหรือเชื้อแบคทีเรียปกติ ซึ่งโน้มนำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ขาดพร่องบี 1 ประเด็นสำคัญคือ ด้วยภาวะโภชนาการขณะนี้ในเมืองไทยหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลวร้ายถึงขนาดที่เจ็บนิดเป็นไข้หน่อย บี 1ขาดหายจากร่างกายจนเป็นอัมพาตได้อย่างไร…การพิสูจน์ว่าคนป่วยขาดบี 1 ได้จากการตรวจระดับ และการเปลี่ยนแปลงของค่าเอนไซม์ ETKA และของ Thiamine pyrophosphate ก่อนและหลังการให้วิตามินบี 1 ไม่ใช่วัดค่าครั้งเดียวโดยไม่ให้บี 1 ตาม และประเมินอีกครั้งว่ามีการเปลี่ยนระดับหรือไม่

ที่น่าตกใจคือ คนป่วยขาดวิตามินบี 1 จริง รวมทั้งผู้ต้องขังจำนวนมากที่ไม่ป่วย ผู้คุมเจ้าหน้าที่ก็มีภาวะขาดด้วยถึงแม้ไม่ทุกคน นั่นคืออย่างน้อยภาวะขาดบี 1 เป็นปรากฏการณ์ซ่อนตัวในภูมิภาคนี้ (หรืออาจทั้งประเทศ?) และจำเป็นต้องถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ถ้าเกิดมีโรคติดเชื้อถึงไม่รุนแรงก็จะเกิดหัวใจวายอัมพาตไปตามๆกัน แม้เชื้อด้วยตัวเองไม่รุนแรงจริง…ในคนปกติจะมีวิตามินบี 1 สะสมในร่างกายโดยเฉพาะในกล้ามเนื้อมีบ้างในสมอง หัวใจ ตับ ไต ถ้าเกิดภาวะขาดวิตามิน ตัวที่สะสมไว้จะหมดไปภายใน 1 เดือนและเริ่มมีอาการ วิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำถูกดูดซึมผ่านลำไส้เล็กส่วนกลางสร้างขึ้นเองไม่ได้ การที่เกิดโรคขาดบี 1 เกิดได้ทั้งจากได้บี 1 น้อย จากการกินอาการที่วิตามินไม่พอ ดื่มเหล้าจัด ลำไส้ดูดซึมไม่ได้ ผ่าตัดรัดกระเพาะ ลดความอ้วน ล้างไตผ่านช่องท้อง…ฟอกทางเลือด จากท้องเสียเรื้อรัง โรคของลำไส้ และจากการที่มีการใช้บี 1 ไปอย่างรวดเร็ว เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ ตั้งครรภ์ขาดวิตามินโฟเลท กำลังให้นมลูก มีไข้โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ มีโรคตับรุนแรงอยู่

อาหารที่มีบี 1 คือ อาหารธัญพืชเต็มเมล็ด เยื่อหุ้มเนื้อเมล็ด จมูกข้าว ข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ขัดสี ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล เนื้อ ปลา ไก่ ไข่ นม ผักใบเขียว มันฝรั่ง ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ส้ม มะเขือเทศ อาหารหลายชนิดจะมีตัวขจัดบี 1 ทิ้งเช่น ข้าวขัดสี กุ้ง หอยแมลงภู่ หอยกาบ ปลาร้า และปลาหอยดิบ กุ้งดิบ เนื้อสัตว์ดิบ ถั่ว และมันสำปะหลังซึ่ง เมื่อเอามากินเป็นอาหารหลัก แม้จะมีบี 1 อยู่บ้างแต่ที่มีแป้งอยู่มากจะทำให้มีการใช้บี 1 เพิ่มเพื่อเอาแป้งมาใช้เป็นพลังงาน

ด้วยลักษณะดังกล่าว คนที่จะเป็นโรคขาดบี 1อาจไม่ต้องเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย หุ่นเป็นนักกีฬาก็ได้ แต่กินข้าวขาว แป้งเป็นหลักโดยที่เป็นข้าวขัดสี และยิ่งเมื่อมีอาหารที่คอยทำลายบี 1 มีการเพิ่มการใช้บี 1 เช่น ออกกำลังกายอย่างรุนแรง มีภาวะติดเชื้อ มีไข้ คนที่ขาดอยู่แล้วคลังสะสมไข้ไปหมดแล้วก็จะเกิดโรคทันที อาการทางระบบประสาทเป็นในรูปของเส้นประสาทพัง มือ เท้า แขน ขาชา อ่อนแรง รวมทั้งมีอาการทางสมอง ตากระตุก ตาเหล่ เดินเซ อาเจียน จนมีอาการซึม ถ้ารักษาไม่ทันแม้ฟื้นขึ้นได้จะมีอาการหลงลืมถาวร แบบอัลไซเมอร์ คือ จำอะไรไม่ได้ ที่พูด ที่ทำ ที่ฟังเมื่อเร็วๆนี้หรือเสียความจำปัจจุบันไป อาการที่ออกทางหัวใจเริ่มจากเส้นเลือดขยายทั้งตัว จนหัวใจต้องบีบเลือดมากขึ้นทดแทน จนทำให้ต้องเก็บน้ำและเกลือไว้มากจนเกินควร หัวใจเมื่อทำงานหนักเกินจะมีหัวใจวายเจ็บหน้าอก จนระยะถัดมาแยกจากคนเป็นโรคหัวใจทั่วไปจากเส้นเลือดตันลำบาก

อาการทางหัวใจอาจเกิดได้อย่างรวดเร็วฉับพลันไม่เป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ โดยไม่บวมมากแต่แขน-ขา มือเขียวเรียกว่า “โชชิน” (Shoshin beriberi) ผู้ป่วยแบบฉับพลันนี้ การให้วิตามินบี 1 กลับเป็นการเร่งให้หัวใจวายมากขึ้น ทั้งๆที่ต้นเหตุเกิดจากการขาดบี 1 ทั้งนี้เนื่องจากโชชินหัวใจวายจะข้ามขั้นตอนเส้นเลือดขยายเป็นเส้นเลือดหดตัว การให้บี 1 กลับจะทำให้เส้นเลือดหดเข้าไปอีก ต้องประคับประคองหัวใจ จนเริ่มฟื้นจึงทดแทนบี 1…ความจริงยังมีผู้ป่วยอีก 2 รายในกลุ่มระบาดนี้ที่มีอาการทางหัวใจวายเสียชีวิต แม้ว่าจะมีสาเหตุร่วมคือการติดเชื้อรุนแรงก็ตาม แต่การที่มีหัวใจวายอาจจะมีสาเหตุส่งเสริมจากการขาดบี 1 ได้…เรื่องที่เล่าเรื่องนี้เป็นความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของกระทรวง สถาบัน โรงพยาบาลในพื้นที่จนได้คำตอบ ผู้ป่วยและผู้ไม่ป่วย บุคลากรที่ทำงานต่างได้รับวิตามินบีเสริมเป็นล่ำเป็นสัน โดยผู้ป่วยทั้งหมดมีอาการดีขึ้นหรือเกือบเป็นปกติ ที่อาการเลวจนอัมพาตก็ดีขึ้น ยกเว้นมีบางรายที่เป็นมากมีความพิการหลงเหลือ

ที่ต้องรณรงค์ คือการต้องกินข้าวซ้อมมือ ไม่ขัดสี ให้ความรู้ เลี่ยงหรือลดการกินอาหารที่ทำลายบี 1 อย่าลืมคิดถึงบี 1 ซึ่งอาจช่วยชีวิตคนป่วยได้…คนที่ชอบอาหารโก้เก๋ที่กินขณะนี้ตามฝรั่งเป็นตัวขาดบี 1 ทั้งสิ้น และอ้วนซึ่งเมื่อออกกำลังมากมีภาวะเครียดติดเชื้อจะเกิดอาการได้ เพราะอาหารหนักไปทางแป้ง หวานไม่นับพวกดื่มเหล้าจัด โรคตับ ล้างไตและอื่นๆที่กล่าวแล้ว ส่วนกลุ่มที่ไม่มีอะไรจะกินต้องเกิดได้อยู่แล้ว

หมอได้รับทุนวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องเช่นนี้กระทรวงจะช่วยอะไรได้บ้างจากกระทรวงเองและร่วมกับกระทรวงอื่น ให้งานสืบสวนวิจัยขยายผลได้ ให้คนไทยปลอดภัยครับ.

หมอดื้อ

อัลตราซาวนด์ยกกระชับผิว ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537121

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 6 พ.ย. 2558 07:01

 

เมื่ออายุเข้าสู่เลข 4 ความหย่อนคล้อยของผิวหนังก็เริ่มจะถามหา บริเวณที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ร่องแก้มและเนื้อบริเวณข้างใบหน้า ทำให้รูปหน้าจากเดิมที่เป็นรูปไข่กลายเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม หนังตาและคิ้วก็เริ่มตก ใต้ตาเริ่มเป็นถุง ผิวหนังใต้ลำคอเริ่มหย่อนเป็นเนื้อนิ่มๆ ใต้คอ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผิวหนังเริ่มมีอายุมากขึ้น

โดยปกติแล้ว ผิวหนังของคนเราจะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยเป็นตัวพยุงค้ำผิวไว้ เมื่ออายุมากขึ้นโครงเหล่านี้จะไม่แข็งแรงทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เราสามารถแก้ไขได้โดยการยกระชับผิวซึ่งมีหลายวิธี เช่นการใช้เลเซอร์ ใช้คลื่นวิทยุ หรืออาร์เอฟ การร้อยไหม การผ่าตัด เป็นต้น

แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป บางวิธีเห็นผลเร็วแต่คงอยู่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น บางวิธีมีประสิทธิภาพดี อยู่ได้นานแต่ต้องพักฟื้นหลังการรักษา บางวิธีต้องใส่เครื่องมือหรือวัสดุแปลกปลอมเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการติดเชื้อ หรือเกิดก้อนเนื้อตามมาในภายหลังได้

ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้เอง ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงขอแนะนำเทคโนโลยีการยกกระชับผิวอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศรวมทั้งในบ้านเรา นั่นคือ “การใช้อัลตราซาวนด์ยกกระชับผิว”

ติดตามข้อมูลการใช้อัลตราซาวนด์ยกกระชับผิวในสัปดาห์หน้า เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพิจารณาว่าตัวของเราเหมาะสมกับวิธีไหน เครื่องมือชนิดใดอีก

ทั้งงบประมาณในการเตรียมตัวเพื่อความสวยความงาม ดังสุภาษิตที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

4 วิธี กระตุ้นปุ่มสวรรค์อย่างถูกจุดยุทธศาสตร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/536299

โดย FHM 4 พ.ย. 2558 15:30

 

วิธีกระตุ้นปุ่มกระสัน หรือคลิตอริสของผู้หญิง หากทำไม่ถูกจุดงานนี้มีหวังน้องสาวอาจเจ็บตัว หรือรู้สึกชาได้ ฉะนั้นแล้วหนุ่มๆ ควรทำให้ดี และโหมโรงเธอด้วยทีเด็ดที่เตรียมไว้ ว่าแต่ก่อนอื่น เคล็ดลับกระตุ้นแบบถูกจุดถูกใจอยู่ที่ตรงไหน

1. ตวัดปุ่มสวรรค์อย่างรวดเร็ว 

ปุ่มกระสันเป็นจุดบอบบาง และไวต่อสิ่งเร้าได้ง่าย ทำให้ธรรมชาติจึงสรรค์สร้างกลีบรักให้ผู้หญิงไว้ป้องกันการถูกกระตุ้นมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชายหนุ่มจะปลุกเร้าตรงๆ ไม่ได้ เพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิค เช่นว่า คุณต้องอุ่นเครื่องจนไฟรักของเธอเริ่มสปาร์ก และเมื่อเธอครางเบาๆ ให้คุณใช้นิ้วแย้มจนเห็นปุ่มกระสัน และใช้ลิ้นตวัดเป็นทางยาวแล้วจึงหยุด จากนั้นเริ่มทำใหม่ให้ทั่วทิศทาง และทำอย่างแผ่วเบาทว่ารวดเร็ว เมื่อสาวตรงหน้าบิดกายครวญครางอย่างเร่าร้อน คุณก็ทำเพียงลงน้ำหนักให้มากขึ้น และรีบพาเธอเข้าสู่โหมดจุดสุดยอด

อุ่นเครื่องให้เธอก่อนเริ่มเกมรัก !

2. ใช้ลิ้นดุนอย่างนุ่มนวล

ไม่ว่าสาวคนไหน เมื่อเจอหนุ่มๆ จี้จุดกระหน่ำปุ่มสวรรค์ขั้นเทพด้วยการใช้ลิ้นดุนรอบๆ และตวัดขึ้นจากใต้ปุ่มสวรรค์ หากทำได้ถูกวิธี นางฟ้าตรงหน้าจะออกอาการเสียวกระสัน และเมื่อคุณทำซ้ำๆ ช้าๆ เดี๋ยวเธอก็ถึงสวรรค์ เพราะมันเป็นการยั่วยุให้เธองุ่นง่าน และรู้สึกเร่าร้อนมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องไปสนใจเสียงร้องของเธอใดๆ ทั้งสิ้น!

ใช้ลิ้นดุนอย่างนุ่มนวล

3. นวดคลึงอย่างช้าๆ ทว่าเบาๆ


การกระตุ้นด้วยนิ้วมือก็สามารถให้ความสยิวกับเธอได้ไม่แพ้กัน เมื่อต้องลงสมรภูมิรักครั้งหน้า ขอแนะให้คุณทั้งคู่อยู่ในท่านั่งซ้อนกัน โดยคุณนั่งอยู่ด้านหลัง และให้ฝ่ายหญิงงอเข่า เอนหลังพิงอกคุณ ส่วนคุณก็โอบกอดตัวเธอพร้อมใช้นิ้วมือนวดคลึงเม็ดละมุดไปรอบๆ อย่างช้าๆ เว้นแต่ว่า สุดสวยของคุณจะร้อนฉ่าเสียจนต้องขอให้คุณบดขยี้อย่างหนักมือ คุณก็อย่ารีรอ และแถมทีเด็ดด้วยการนวดคลึงในลักษณะเป็นเลข 8 ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสแซ่บซ่านสะท้านทรวงให้เธอเป็นทวีคูณ!

ใช้นิ้วมือนวดคลึงเม็ดละมุดของเธอเบาๆ ช้าๆ

4. รวมมิตรจุดระเบิดความเสียวซ่าน

นับเป็นกลยุทธ์แบบจัดเต็มทุกภาคส่วนกระบวนท่า นั่นคือให้เธออยู่ในท่านอนหงาย ส่วนคุณนอนข้างๆ เริ่มด้วยการใช้นิ้วมือนวดคลึงให้เธอเสียวซ่านจนชุ่มฉ่ำ จากนั้นใช้นิ้วกลาง หรือจะเพิ่มนิ้วชี้ด้วยก็ได้ สอดใส่ช่องสวรรค์น้อยๆ ของเธอในลักษณะหงายมือ ค่อยๆ คืบคลาน และอย่าให้ทำเธอเจ็บ โยกไปมาจนคุณสังเกตว่าอารมณ์ใคร่ของเธอทะยานพุ่งขีดสุด จงใช้นิ้วโป้งนวดคลึงปุ่มเสียว C-Spot ไปด้วย การปลุกเร้าทั้งช่องสวรรค์ และเม็ดละมุดไปพร้อมๆ กัน เท่ากับคุณระเบิดความเสียวให้เธอเป็นสองเท่า …

ที่มา : fhm.in.th

เอาอยู่! 5 สเต็ปแก้โรค ‘ขี้หึง’ ที่คุณต้องลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/535735

โดย Cleo Thailand 2 พ.ย. 2558 16:05

 

ธรรมดามากๆ ที่เวลาเรารักใครแบบทุ่มหัวใจให้เขาทั้งดวงแล้ว อาการหึงหวงมันจะต้องตามมาแบบเป็นแพ็กคู่ แต่เราแค่อยากจะเตือนสาวๆ ว่าบางทีความระแวงจนเกิดเหตุนี่แหละคือตัวทำลายความรักดีๆ ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมาเริ่มบำบัดง่ายๆ จากตัวเองกันเถอะ…

1. เข้าใจใหม่ ว่าหึงไม่ได้หมายความว่าเราจะห้ามเขาไม่ให้วอกแวกได้ และการที่ไม่หึงก็ไม่ได้หมายความว่าโง่ ผู้ชายมีสารพัดทริคที่หลอกให้คุณหลงเชื่อถ้าเขาคิดจะนอกใจ เพราะฉะนั้นการหึงไม่ใช่การดัดนิสัยเขาไม่ให้เจ้าชู้!

2. เซลฟ์ๆ มั่นๆ ทีเรายังหึงเวลาที่เขาอยู่รอบๆ ผู้หญิงคนอื่น ลึกๆ แล้ว มันเป็นเพราะว่าเราไม่มั่น ไม่เซลฟ์ คิดแต่ว่าคนนั้นก็สวย คนนี้เพอร์เฟกต์กว่า สลัดความคิดพวกนั้นไปแบบเชิด เพราะที่เขารักไม่ใช่เพราะความเป๊ะ แต่เป็นเพราะคุณเป็นคุณต่างหาก!

3. ทบทวนความสัมพันธ์ ถามตัวเองเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ สำหรับเรา พอใจและมั่นคงกับมันมากน้อยแค่ไหน ถ้ารู้ตัวดีว่าทุกอย่างมันแฮปปี้ดีอยู่แล้ว เรียนรู้ที่จะรักษามันเอาไว้ อย่าให้ความหึงไม่เข้าเรื่องทำให้เราเสียความรักดีๆ ครั้งนี้ไป แต่ถ้าไม่แฮปปี้ หาสาเหตุซะว่า…

4. เป็นเพราะเธอ? เป็นเพราะฉัน? หาจุดที่ทำให้เราไม่สบายใจในการคบกัน และเพ่งไปที่ปัญหานั้นว่าจริงๆ แล้ว สาเหตุมันมาจากใครกันแน่?

Me ถ้าเป็นเพราะใจเราอ่อนแอ แกว่งไหวตามคำพูดของคนอื่นง่ายๆ หรือบางทีการที่เรานึกหึงขึ้นมาก็ไม่มีเหตุผลอธิบายได้ ก็ล้างความคิดที่ทำร้ายตัวเองพวกนั้นออกไปซะ

You ถ้าความหึงเกิดจากความเฟรนด์ลี่ของแฟนเรา เปิดใจให้กว้าง แต่ถ้าเกิดจากความไม่เสมอต้นเสมอปลายหรือการกระทำเจ็บๆ ที่เขาเคยฝากรอยเอาไว้ในใจ ถามตัวเองดูซิว่าการให้อภัยของเราช่วยให้เขาเปลี่ยนไปได้จริงๆ รึเปล่า ถ้าต้องมาเจ็บกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็ไม่คุ้มที่จะต้องนั่งทนต่อไป…ลุกออกมาเหอะ

5. ทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไปช็อปปิ้ง เม้าท์กับเพื่อน หยิบหนังสือเล่มโปรดติดตัวไปอ่านที่ร้านกาแฟใกล้ๆ บ้าน ใช้เวลาและความคิดอยู่กับตัวเองบ้าง ถ้ามันต้องคิดมากจนเหนื่อยและไม่มีประโยชน์ ก็พักๆ หน่อย

**อย่าใช้คำว่า “เลิกกัน” มาขู่**

หลายๆ ครั้งที่เพื่อนสาวมาบ่นให้ฟังว่าเวลาทะเลาะกับแฟนแบบหนักหน่วง บทสนทนาจะต้องจบด้วยประโยคที่ว่า “แน่จริงก็เลิกไปเลย” โพล่งออกมาจากปากใครสักคน คลีโอว่ามันไม่ผิดหรอกนะ เพราะทุกอย่างในสถานการณ์แบบนั้นมันคืออารมณ์ล้วนๆ แต่อย่าใช้คำว่า “เลิกกัน” มาเป็นคำขู่ที่จะทำให้ใครสักคนต้องอยู่ต่อเลย มันควรเป็นคำศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับเวลาที่เราบอกรักนั่นแหละ แต่แค่ความหมายกลับกันว่า “ฉันไม่รักคุณแล้ว” เพราะฉะนั้นเก็บประโยคนี้เอาไว้ใช้เวลาที่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ อย่าใช้พร่ำเพรื่อ เพราะมันทำลายความรู้สึกกันนะ

ที่มา : Cleo Thailand

นิตยสารคลีโอ ฉบับเดือนมิถุนายน 2558

สวยอินเตอร์! 5 เคล็ดลับ หุ่นสวย ใส่ใจสุขภาพ ฉบับ ‘เทย่า โรเจอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533889

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ย. 2558 06:05

 

เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรงในหมู่หนุ่มสาวชาวเฮลตี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งดารานักร้องนักแสดงในวงการบันเทิง ที่นอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาสวยหล่อยังไม่พอ งานนี้ยังต้องมีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มดูสุขภาพดีแข็งแรงอีกด้วย ใครที่อยากรู้ว่าคนดังมีวิธีการออกกำลังกายอย่างไร ไทยรัฐออนไลน์ ได้แอบกระซิบถามเคล็ดลับของสาวสวยอินเตอร์ “เทย่า โรเจอร์” มาฝากกัน…

1. ดื่มน้ำผักทุกเช้า

เทย่า บอกว่า ยิ่งเราอยู่ในประเทศร้อนๆ แบบประเทศไทยต้องดื่มน้ำเยอะๆ ค่ะ เทย่าเป็นคนที่ดื่มน้ำผักทุกเช้าทำเองที่บ้าน เป็นน้ำผักผลไม้ 9 ชนิด เช่น สับปะรด แอปเปิ้ลเขียว มะนาว บางทีก็เด็ดเอาตามสวนของเราเอง เราทำเองทุกเช้า ไม่ว่าจะเช้าแค่ไหนเราก็ต้องทำไว้ดื่มตอนเช้า

เทย่า โรเจอร์

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สาวสวยอินเตอร์ ยังบอกกับเราอีกว่า เธอออกกำลังกาย 4-5 อย่าง มวยไทย, โยคะ, พิลาทิส และพวกเวทเทรนนิ่ง เพราะว่าร่างกายเราจะชินกับการออกกำลังกายเดิมๆ จึงต้องออกกำลังกายหลายๆ รูปแบบ อาทิตย์นึงเราออกกำลังกายทุกวัน ต้องหาเวลาไปวันไหนทำงานเราก็ดูเวลาถ้าทำช่วงเช้าเราไปออกกำลังกายช่วงเย็น บางวันก็ไปสองรอบตอนเช้ากับตอนเย็นเลย เพราะเทย่าชอบออกกำลังกายมากๆ ด้วยความที่ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อเป็นนักวิ่งจึงเป็นคนพาไปออกกำลังกายทำให้เราชอบออกกำลังกายมาก

เทย่าออกกำลังกายตั้งแต่เด็กๆ

สวย หุ่นดี

3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

“เทย่าเป็นคนที่อดอาหารไม่ได้ เป็นคนชอบกินขนม ชอบกินช็อกโกแลต ต้องมีอยู่ในกระเป๋าตลอดเวลาไม่ขาด เทย่าไม่สามารถที่จะอดได้เลยค่ะ ถ้าอยากกินก็ต้องได้กิน ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เค้ก ไอศกรีม แต่เราจะกินแค่พอให้หายอยาก อีกอย่างเทย่าต้องกินทุกอย่างให้ครบ 5 หมู่ กินผัก ผลไม้ แต่ถ้าเรากินอาหารเช้าหนัก กลางวันเบาลงมาหน่อย ต้องหาบาลานซ์ให้กับร่างกายให้ได้ อย่างถ้าเราชอบกินช็อกโกแลตก็ต้องการแบบคุณภาพดีช็อกโกแลตแท้มากิน”

หุ่นดีใส่อะไรก็สวย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ 

พยายามพักผ่อนเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอเข้านอนเร็วๆ หน้าตาของเราจะได้สดชื่น เฟรชอยู่ตลอดเวลา

5. ใช้เวลาอยู่กับคนที่ทำให้เรามีความสุข 

เทย่าชอบใช้เวลาอยู่กับเพื่อน และคนรอบข้างที่ทำให้เรามีความสุข เพราะว่าร่างกายเราจะดีสุดเมื่อเราแฮปปี้ เวลาเราหัวเราะทำกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อน เราก็จะสุขภาพจิตดีร่างกายแข็งแรงชัวร์

ยิ้มสวยกับสุขภาพดี

ปิดท้าย เทย่า ฝากบอกว่า ดีใจที่หนุ่มสาวสมัยนี้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เพราะเทย่าให้ความสนใจกับตรงนี้ตั้งแต่เทย่าเด็กๆ เทย่าเป็นคนที่เล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ตอน 4-5 ขวบ คุณพ่อก็พาเทย่าวิ่งเพราะคุณพ่อเป็นนักวิ่ง ตอนที่เราเริ่มโตคุณพ่อจะถามเราทุกปีว่า ปีนี้เทย่าจะเล่นกีฬาอะไรบ้าง เทย่าเล่นเยอะมาก บาสเกตบอล วิ่งแข่ง ว่ายน้ำ สลับกันไปมา เราเป็นยังงี้ตั้งแต่เด็ก

“เทย่าอยากให้คนมาออกกำลังกายกันเยอะๆ แค่เต้นเฉยๆ ก็ได้ หาอะไรสักอย่างทำ ขยับตัวนิดนึงก็ได้ คนชอบบอกว่าไม่มีเวลา ทำงานกลับบ้านดึก แต่จริงๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น อาจจะเริ่มจากการเดินขึ้นลงบันได เดินนิดนึงก็ได้ มันไม่ได้เป็นไปไม่ได้แต่เราต้องให้ความสำคัญกับมัน และมันก็สำคัญมากๆ เพราะเรามีร่างกายอยู่ร่างกายเดียว” 

ที่มาภาพ : tayastarling

ยา “เออร์กอท” ใช้ไม่ถูก เส้นเลือด หัวใจ สมอง แขน ขาตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/536118

โดย หมอดื้อ 1 พ.ย. 2558 05:01

 

ยา “เออร์กอท” (Ergot) เป็นยาโบราณสกัดจากเชื้อราตั้งแต่ ศตวรรษที่ 16

และเนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะในการบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน จึงมีการใช้มาหลายสิบปี ในชื่อทางการค้าที่รู้จักกันทั่วโลก คือ คาเฟอกอท

ซึ่งมีเออร์กอทในปริมาณ 1 มก. ร่วมกับคาเฟอีน 100 มก. นัยว่าคาเฟอีนช่วยให้กระเพาะอาหาร ลำไส้ ซึ่งสงบนิ่งขณะปวดไมเกรนจะได้มีการเคลื่อนตัว และยาดูดซึมเร็วขึ้น แต่มียาอีกหลายยี่ห้อที่มีสูตรของเออร์กอทในประเทศไทย

เออร์กอทมีลักษณะพิเศษ คือ ประการที่หนึ่ง ชอบสันโดษ คือถ้าจะใช้ คนนั้นไม่ควรมียาอื่นๆที่ใช้ร่วมกัน เนื่องจากยาจะไปเพิ่มพลังให้ตัวอื่นกลายเป็นผลข้างเคียงรุนแรงของตัวอื่นเพิ่มขึ้น หรือตัวยาอื่นๆมาเพิ่มพลังให้เออร์กอท ทั้งนี้โดยที่ยามีระบบการถูกขจัดผ่านทางตับด้วยเอ็นไซม์ “ซิป” (cytochrome P 450 3A4 หรือ CYP 3A4)

ถ้ายาอื่นมาขัดขวางกลไกการขจัดยา ก็จะเกิดผลข้างเคียงตั้งแต่น้อยถึงขั้นรุนแรงถึงชีวิตได้

ประการที่สอง ยาชอบคนที่ไม่มีโรคประจำตัว นอกจากไมเกรน โดยที่ยามีผลทำให้เส้นเลือด สปาสซั่มหรือหดตัว ฉะนั้นคนที่มีโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน ไขมัน อ้วน สูบบุหรี่ หรือเส้นเลือดที่เท้าตีบอยู่แล้ว จะยิ่งเสี่ยงต่อเส้นเลือดตันแม้ว่าไม่ได้ทานยาตัวอื่นๆร่วมก็ตาม

ประการที่สาม เออร์กอทจัดเป็น ยาเฉพาะกิจ นั่นคือใช้ในช่วงสั้นๆ บรรเทาอาการปวดไมเกรน ทานวันละไม่ควรเกิน 2 เม็ด ถ้าเม็ดแรกไม่ดีขึ้นอาจตามได้อีกเม็ดในครึ่งชั่วโมง ไม่ควรเชื่อเด็ดขาดในข้อมูลบางแห่งที่ให้ทานถึงวันละ 6-8 เม็ด มีความสุ่มเสี่ยงมหาศาล

ประการที่สี่ ยานี้ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องทุกวัน แม้ว่าจะมีขนาดวันละ 2 เม็ดก็ตาม เพราะยานี้ไม่ใช่ยาป้องกันไมเกรน เป็นยาแก้ปวด การใช้ติดต่อกัน ถ้าวันหนึ่งไปทานยาที่เพิ่มพลังยาเออร์กอท อาจถึงตายได้

นอกจากนั้นการที่ทานยาบ่อยๆเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ กลับทำให้ไมเกรนกลับเป็นบ่อยๆ เป็นหนักขึ้นจากเดิม เช่น เคยปวดเดือนละ 2 ครั้ง กลายเป็น 4 เป็น 8 จนเป็นทุกวัน และรักษายากมากโดยที่ยาถอนพิษหลายตัวสามารถเพิ่มพลังให้เออร์กอทได้ เวลาถอนพิษด้วยการใช้ยาป้องกันไม่ให้ปวด ต้องงดยาแก้ปวดที่เป็นเออร์กอทเด็ดขาด ใช้ยาแก้ปวดตัวอื่นๆแทน

ความที่เออร์กอทมีฤทธิ์เดชต่อเส้นเลือดให้หดขนาดลง ยังมีผลต่อสารสื่อประสาท ดังนั้นเมื่อเกิดอาการข้างเคียงอาจไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ทางเส้นเลือดอย่างเดียว มือเท้าเขียว เย็น จับชีพจรไม่ได้

โดยถ้าให้ยาขยายหลอดเลือดไม่ทัน ถึงกับเนื้อตาย ต้องตัดแขน ขา หรือเส้นเลือดหัวใจ สมองตัน หัวใจวาย เป็นอัมพาต ยังเป็นอาการทางสมองซึ่งเป็นอาการเด่นทางผลข้างเคียงของยาตัวอื่นๆที่ใช้ร่วมกันได้ด้วย

เออร์กอทเมื่อเพิ่มพลังของยาต้านซึมเศร้า ยาแก้ไอ dextrometho phan ยาแก้ปวด tramadol pentazocine meperidine ยาบรรเทาอาการพาร์กินสันที่เป็นเออร์กอทด้วยกัน เกิดอาการของซีโรโทนินเพิ่ม (serotonin syndrome) โดยมีอาการใจสั่น หนาวสั่น กระวนกระวาย จนถึงซึม ไม่รู้ตัว ชัก กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และสามารถเสริมฤทธิ์กับยาคัดจมูก ไซนัส เช่น pseudoephedrine จนใจสั่นเต้นผิดปกติ และยาลดความดัน ยาหัวใจ เช่น propranolol จนมีเส้นเลือดตีบ

ยาอื่นๆที่เพิ่มพลังให้เออร์กอทโดยการยับยั้ง CYP 3A4 ทำให้ระดับเออร์กอทพุ่งพรวดจนเสียชีวิต โดยเฉพาะคือยาในกลุ่ม ยารักษาโรคเอดส์ ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อโรค macrolide ยาต้านซึมเศร้า ยาหัวใจบางชนิด

โดยที่เร็วๆนี้มีผู้หญิงทานยาเออร์กอทวันละ 2 เม็ดเป็นประจำทุกวันอยู่เป็นปี เนื่องจากไมเกรน วันหนึ่งพบตกขาวในช่องคลอด ได้ยาฆ่าเชื้อรา เกิดอาการมือ เท้าเขียว ไม่มีชีพจร แต่เคราะห์ดีที่ให้ยาขยายเส้นเลือดตันในไอซียู

หรืออีกกรณีที่มีชายหนุ่มเสียชีวิต (เดือนกันยายน 2558) จากการกินยาชุดที่มีทั้ง ยาแก้ปวด ibuprofen tranmadol และเออร์กอท ในกรณีนี้อาจจะอธิบายจากการเพิ่มเสริมพลังและส่งผลมายังหัวใจ และอีกหลายรายที่ทานยารักษาโรคเอดส์และร่างกายแข็งแรงดีเสียชีวิต หรือต้องตัดแขน ขา เมื่อได้ยาเออร์กอท เพียง 1 หรือ 2 เม็ดเท่านั้น

มียาอย่างน้อย 572 ตัวที่สามารถเสริมเพิ่มพลังซึ่งกันและกันกับยาเออร์กอท โดยที่เกิดผลข้างเคียงมาก 106 ตัว ขนาดปานกลาง 434 ตัว และแบบน้อย 32 ตัว

(www.drugs.com วันที่ 19 ตุลาคม 2558) ก่อนสั่ง ก่อนใช้ ต้องรอบคอบ ทานยาอะไรอยู่ มีโรคประจำตัวอะไร ต้องบอกคุณหมอ เภสัชกร ก่อนได้ยา เนื่องจากมียาเสริมเพิ่มพลังเป็นร้อยตัว ถ้าไม่ใช้ได้จะเป็นการดี หรือถ้าใช้ต้องเป็นระยะสั้น ปริมาณน้อยที่สุด…

ถ้าปวดไมเกรนบ่อยถี่ ต้องได้ยาป้องกันไม่ให้ปวดนะครับ อย่าลืมเป็นไมเกรน ไม่ตาย ไม่พิการครับ.

หมอดื้อ

โรคข้อเข่าเสื่อม (ตอนที่ 2) แนวทางการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533857

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 30 ต.ค. 2558 05:30

 

การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม สามารถทำได้ ดังนี้

1. การปรับอิริยาบถในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ การขึ้น-ลงบันไดโดยไม่จำเป็น การยกของหนัก การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรง ในระยะที่มีอาการปวด ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องกระโดด เช่น วิ่ง หรือเล่นเทนนิส เป็นต้น การออกกำลังกายที่แนะนำ ได้แก่ ว่ายน้ำ เดิน เป็นต้น

2. การใช้ยาบรรเทาอาการข้อเสื่อม เพื่อลดอาการปวดและอักเสบภายในข้อ ได้แก่ ยาแก้ปวด พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาพยุงหรือลดความเสื่อม เป็นต้น ซึ่งการกินยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วนการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อนั้น สามารถลดอาการปวดในช่วงสั้นๆ 2–3 สัปดาห์ ซึ่งต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ แต่ไม่ควรฉีดเป็นประจำเนื่องจากจะทำลายกระดูกอ่อน ข้อต่อได้

3. การรักษาโดยการผ่าตัด มีวิธีการผ่าตัดชนิดต่างๆ ได้แก่

– การส่องกล้องภายในเข่า เพื่อตรวจสภาพและล้างภายในข้อ ใช้ใน กรณีที่มีเศษกระดูกอ่อนมาขวางการเคลื่อนไหวของเข่าและเป็นข้อเข่าเสื่อม ในระยะแรก

– การผ่าตัดปรับแนวข้อ ทำในกรณีที่มีการผิดรูปของข้อ โดยแก้ไข แนวแรงให้กระจายไปยังจุดที่ผิวข้อยังดีอยู่

– การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งเป็นวิธีการรักษาภาวะข้อเข่า เสื่อมในระยะปานกลางถึงรุนแรงที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด นั่นคือจะทำให้หายปวดเข่า ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิม ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดพึงพอใจต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายหลังการผ่าตัด

ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คุณล่ะเคยข้อไหนบ้าง? เปิด 5 เคล็ดลับ ปิดฉากเกมรักให้เลดี้ประทับใจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534337

โดย FHM 28 ต.ค. 2558 16:15

 

หลังจากบทรักอันร้อนแรงจบลง สิ่งที่สาวๆ ต้องการคงไม่ใช่ความรู้สึกที่ต่างคนต่างไป คุณไปทาง-เธอไปทาง ทว่ามันคือความเป็นสุภาพบุรุษ และความมั่นใจจากคุณว่า เกมรักทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะความใคร่ … ว่าแล้วมาเช็กเลยดีกว่า คุณน่ะทำให้สาวข้างกายของคุณประทับใจบ้างแล้วหรือยัง?

1. คลอเคลียไว้ก่อน


หลังเสร็จกิจอย่าเพิ่งรีบลุกไปไหน อย่าเพิ่งรีบกระชากปลั๊กไฟเหมือนตอนชาร์จแบตเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จงนอนคลอเคลียกันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื้อกายสัมผัสแบบเฉียดฉิว หวิวๆ เหมือนก่อนเกมรักจะเริ่มต้นนั่นแหละ เพื่อให้เธอได้รู้ว่าคุณยังต้องการเธอมากแค่ไหน ไม่ใช่พอสำเร็จความใคร่สมอารมณ์หมายก็ต่างคนต่างไปซะงั้น

อย่าเพิ่งรีบกระชากปลั๊กไฟ-ดึงอารมณ์ของเธอ

2. กระซิบข้างหูกันเบาๆ


ถ้าคิดว่าการกอดคลอเคลียหลังเสร็จกิจมันเงียบเกินไป คุณก็เพิ่มระดับเสียงเบาๆ ด้วยการกระซิบข้างหูกันเงียบๆ บอกความรู้สึก (ในแง่บวก) แก่กันเบาๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับอารมณ์-ความรู้สึกของคุณทั้งคู่ให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายหญิงด้วยว่า คุณรู้สึกดี (มาก) กับเธอจริงๆ

กระซิบบอกรักที่ข้างหูเธอเบาๆ

3. นวดคลึงเพื่อความผ่อนคลาย


ถ้าคืนนั้นจบลงด้วยเพลงดาบหลากหลายกระบวนท่า มันก็ย่อมต้องมีอาการปวดเมื่อยกันบ้าง ฉะนั้นการนวดคลึงกันและกันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต่อให้คุณทั้งคู่ไม่ได้เจ็บปวดเมื่อยล้าก็ตาม ทว่าการบีบเนื้อบีบตัวให้กันแบบนี้แหละที่ช่วยให้คุณทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลาย สบายตัว และรู้สึกผูกพันกันมากขึ้นด้วย

4. นอนกอดก่ายกันไว้

มันก็จริงที่คุณคลอเคลียกันไปแล้วตอนเสร็จกิจ แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าคุณยอมเสียเวลาอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันสักครู่ และได้พูดคุยกันสั้นๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนในท่าที่สบาย หรืออาจจะผล็อยหลับไปในท่านั้นเลยก็ได้ …

นอนมองหน้ากัน หรือนอนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันสักพัก

5. จับมือกันเบาๆ

ถ้ารู้สึกอึดอัดที่จะต้องกอดกันบ่อยๆ ลดเหลือไว้แค่จับมือกันก็โอเคอยู่นะ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีส่วนเชื่อมต่อคุณทั้งคู่ก่อนแยกย้ายกันไปนอน และเพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า ทั้งหมดนั้นไม่ใช่อารมณ์ที่ฉาบฉวย หรือเพียงแค่ความใคร่ ทว่าคุณบรรเลงมันด้วยความรัก ตอกย้ำให้เธอมั่นใจว่ายังมีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ คุณจะไม่ทิ้งเธอไปไหนหลังจากเพลงรักจบลงแล้วแน่นอน !

ที่มา : fhm.in.th