Zika infection: just the beginning?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Zika-infection-just-the-beginning-30278808.html

HEALTH MATTERS

Declared earlier this month by the World Health Organisation (WHO) as a public health emergency of international concern, the Zika virus infection has been the subject of near-hysterical headlines because of its rapid spread and for its suspected complications in newborns.

So what is known today about this disease?

Zika is an arbovirus, which means a virus transmitted by a mosquito. It belongs to the flavivirus family that includes the dengue, chikungunya and Japanese Encephalitis viruses. Zika is not a new virus. It was first identified in the Zika forest in Uganda in 1947, hence the name, and was responsible for outbreaks in Micronesia in 2007 and in French Polynesia in 2013. Sexual contamination of the Zika virus has recently also been demonstrated in the USA but this route of transmission is likely to remain negligible in comparison with mosquito bites.

Right now, Zika outbreaks are mainly hitting Latin American countries and some West-Indies islands. However as the vector is the ubiquitous mosquito from the Aedes genus, there is a significant likelihood that the virus will spread too in other tropical countries in Asia (including theMekong countries), Africa as well as the southern parts of the western hemisphere due to the new expansion of Aedes in these latter regions. To date, only a few cases have been reported in Thailand over the last few years. Contrary to the Anopheles mosquitoes that transmit malaria, the Aedes mosquitoes are particularly well adapted to urban areas.

In about 80 per cent of the cases, a Zika infection is essentially a benign illness inducing no or mild symptoms. When symptoms do occur, the patient may present a skin rash, mild headache, low-grade fever, muscular and joint pains, fatigue and red eyes (conjunctivitis) for a few days. Some of these symptoms may be suggestive of other tropical diseases, in particular dengue.

The diagnosis is confirmed by specific tests to identify or isolate the virus in the blood.

The main issues with Zika infection are the suspected neurological complications that include the possible newborn defect named microcephaly -a congenital brain condition where a baby’s head is much smaller than average size – and the Guillain-Barre syndrome a progressive and potentially severe neurological disorder in adults that may be – although rarely – irreversible. Despite the 20-fold increase in microcephaly in some Brazilian states and the proven maternal-foetal transmission of Zika during pregnancy, the association of Zika with the birth defect complications is based on epidemiological data and not yet formally established. However, some public health authorities have already issued various recommendations for pregnant women. These include specific Zika screening and/or avoid travelling in endemic Zika areas and/or considering postponing planned pregnancy and/or strictly following advice to prevent mosquito bites.

There is no antiviral medication to treat Zika virus infection and no vaccine to prevent it. In symptomatic cases, the treatment is limited to relieving the intensity of fever and joint pains. Aspirin should be avoided due to the risk of haemorrhage induced by possible concomitant dengue infection.

The Guillain-Barre syndrome complication is treated with supportive care because there is also no cure for this disorder. However most patients eventually recover from this syndrome. On the other hand and depending on its severity, the microcephaly complication usually leads to lifelong developmental and neurological problems that can be life-threatening.

The basic prevention of Zika infection, like other arbovirus diseases, is then to avoid mosquitoes bites as much as possible. For children, leisure or playgrounds infested by insects should be avoided at anytime of the day. Long sleeved clothing should be worn. The use of repellent, preferably one containing DEET (N.N-diethyl-3-methylbenzamide), in regular applications every two to four hours, is recommended as well as the use of mosquito nets. Aerosol insecticide may occasionally be sprayed in the house.

Despite huge challenges, global prevention nevertheless starts from implementing serious public health measures to reduce standing water in the urban environment, which tends to lead to a significant reduction in the mosquito population.

DR GERARD LALANDE is managing director of CEO-Health, |which provides medical referrals for expatriates and customised |executive medical check-ups in Thailand. He can be contacted at gerard.lalande@ceo-health.com.

การรักษาอาการภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ (Allergic Rhinitis)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/419825

การรักษาอาการภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ (Allergic Rhinitis)

โดย…พจ.สมชาย จิรพินิจวงศ์

อุบัติการณ์ของโรคนี้ในประเทศไทย โดยการสำรวจของมหาวิทยาลัยในประเทศสิงคโปร์พบว่า ประเทศไทยมีอัตราการป่วยสูงถึง 44% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรไทย เป็นโรคที่จัดได้ว่าพบเห็นทั่วไป ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่จะใช้ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก และแนะนำให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น บริเวณที่มีฝุ่น เกสรดอกไม้ กลิ่นของสารเคมีหรืออาหาร เป็นต้น เน้นการออกกำลังกาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่ได้มีการปฏิบัติตนทางด้านการรักษาสุขภาพอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอ อาการเหล่านี้จะกลับมากำเริบอีกโดยเฉพาะการใช้ยาแก้แพ้ในระยะยาว จะทำให้เกิดผลข้างเคียง

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีความเห็นของโรคนี้ว่า พื้นฐานของร่างกายเป็นปัจจัยภายในที่สำคัญต่อการจะเกิดภูมิแพ้หรือไม่ ร่างกายมนุษย์เราจะมีพลังชี่ที่เรียกว่า“เจิงชี่”

คำว่าเจิงชี่นี้มีสร้างมาจาก

1.แต่แรกเกิด เรียกว่า “หยวนชี่” 2.จากการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย การปรับสภาพอารมณ์และจิตใจ ซึ่งจากทั้งสองปัจจัยดังกล่าว จะพบว่าอวัยวะที่เกี่ยวข้องได้แก่ ไต ซึ่งจะสัมพันธ์กับพื้นฐานร่างกายแต่แรกเกิด ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเชื่อว่า พลังที่สะสมในไต ซึ่งได้มาจากบิดามารดาจะเป็นตัวกำหนด ประมาณได้กับยีนนั่นเอง

การตรากตรำทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอจะทำลายพลังงานของไต จะทำให้พื้นฐานร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ ซึ่งสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารนั่นเอง หากการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะวิธี เช่น รับประทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา อิ่มมากเกินไป รับประทานอาหารรสจัด อาหารที่เข้มข้นมากๆ น้ำเย็น น้ำแข็ง เป็นต้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสร้างชี่ ซึ่งชี่ที่เกิดจากระบบการย่อยจะถูกส่งไปให้กับปอดและปอดจะทำหน้าที่แพร่กระจายชี่ไปทั่วร่างดังนั้น ปอดก็จะเป็นอวัยวะอีกอันหนึ่งที่หากมีการออกกำลังกายจะสัมพันธ์ทำให้ปอดแข็งแรง การสูบบุหรี่ การไม่รักษาร่างกายให้อบอุ่น ไม่ห่มผ้าเวลานอน อยู่ในห้องแอร์เย็นจัด ล้วนแล้วแต่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง นอกจากนี้ อารมณ์จิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชี่ในร่างกายไหลเวียนได้ดี หรือพลังขับเคลื่อนไม่เพียงพอ ก็ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่คล่อง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายลดลง ร่างกายจึงอ่อนแอ ภูมิต้านทานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องจะลดลง เกิดภูมิแพ้ได้ง่าย ไม่จำกัดเฉพาะจมูกเท่านั้น อาจเกิดที่ผิวหนัง หรือในลำไส้ก็ได้

การรักษาโดยแพทย์แผนจีน มีแนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบหลายวิธีเช่น การรับประทานยาจีน การฝังเข็ม หรือการรมยาและการหยั่งเซิน (การส่งเสริมสุขภาพด้วยแนวทางศาสตร์การแพทย์แผนจีน) ซึ่งก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งกรณีที่ผู้ป่วยไม่อยากรักษาโดยการฝังเข็ม มีลักษณะคือ ขี้หนาว กลัวอากาศเย็น มีอาการภูมิแพ้เรื้อรังเป็นระยะเวลานาน การใช้วิธีส่งเสริมดูแลสุขภาพจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและช่วยรักษาอาการได้ดีในระยะยาว ทั้งนี้ ตัวผู้ป่วยจะต้องพูดคุยกับแพทย์จีนผู้ทำการรักษา เพื่อหาสาเหตุและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคนำมาประกอบกับการรักษา

 

10 วิธีนอนให้มีคุณภาพอาวุธสู้เครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418916

10 วิธีนอนให้มีคุณภาพอาวุธสู้เครียด

โดย…วรธาร

สังคมทุกวันนี้คนเราเครียดกันเยอะ เครียดกันทุกวัน ตั้งแต่เด็กกระทั่งผู้ใหญ่จากปัญหาต่างๆ ทั้งจากปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสม บางทีเครียดจากสมองที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ บางครั้งเครียดจากการทำงานที่แย่ลง เครียดจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เครียดที่เกิดจากโรคร้ายที่ตามมา และความเครียดยังสร้างภาระหนี้ติดตัวเราไปได้อีกสารพัดเครียด

แล้วความเครียดต้องได้รับการบำบัดหรือการแก้ไขที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาที่ร้ายแรงตามมา ซึ่งก็มีหลายวิธี แต่มีวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ทั้งเป็นวิธีการที่แสนง่ายดายก็คือการนอนให้เพียงพออย่างมีคุณภาพ สามารถทำให้ชนะความเครียดหรือคลายความเครียดไปได้ นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน ผู้เขียนหนังสือ เครียดอย่างฉลาดและมีความสุข แนะนำหลักการและขั้นตอนการนอนคุณภาพ ดังนี้

1.เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลา เป็นการตั้งนาฬิกาให้กับระบบร่างกาย พอถึงเวลานอนเราก็จะง่วง เวลาตื่นเราก็จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉง

2.อย่านอนทน เมื่อนอนพอแล้ว ก็ให้ตื่นลุกจากเตียงนอนทันที ไม่นอนเล่นต่อ

3.อย่าทนนอน ถ้านอนไปครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่หลับ หรือตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วนอนไม่หลับ ให้ลุกขึ้นมาแล้วออกจากห้องนอนไปหาอะไรที่ผ่อนคลายทำ จนรู้สึกว่าง่วงแล้วจึงค่อยกลับเข้าที่นอนใหม่

4.อย่าบังคับตัวเองให้นอน อย่าทำให้ตัวเองต้องรู้สึกว่า การนอนเป็นงานประจำที่ต้องทำ การนอนควรเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทำให้เรามีความสุข

5.สร้างบรรยากาศการนอนที่ดี เช่น ความเงียบ หรือหาเพลงผ่อนคลายเบาๆ อากาศสบายไม่ร้อนไม่หนาว มือหรือแสงน้อยที่สุด ไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เตียงนอนที่นอนสบายไม่อ่อนไม่แข็งจนเกินไป

6.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเตียงนอนกับการนอน เพื่อให้เกิดความรู้สึกและทัศนคติที่ดีต่อการนอน ให้เตียงมีไว้สำหรับการนอนหลับเท่านั้น ไม่ใช่ทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น อ่านหนังสือ กินอาหาร ดูโทรทัศน์ ทำงาน เป็นต้น

7.สร้างบรรยากาศห้องนอนที่ดี ไม่นำสิ่งที่เกี่ยวกับการทำงานและความกังวลเข้ามาในห้องนอน เช่น โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

8.ผ่อนคลายและลดความตึงเครียดก่อนนอน มีหลายวิธี เช่น อาบน้ำอุ่น ฟังดนตรีผ่อนคลาย ทำสมาธิ เล่นโยคะง่ายๆ ดื่มชาสมุนไพรให้หลับง่าย เป็นต้น

9.ฝึกเทคนิคสะกดจิตหรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อเอาไว้ใช้ยามนอนไม่หลับ

10.สร้างสุขนิสัยที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่ดื่มชากาแฟในช่วงเย็น ไม่ดื่มสุราก่อนนอน ไม่สูบบุหรี่ ไม่หิว ไม่อิ่มมากเกินก่อนนอน ไม่พกความกังวลไปนอนด้วย

 

การผูกมิตรกับความเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418911

การผูกมิตรกับความเครียด

โดย…กันย์  ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความเครียด เป็นประเด็นหนึ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นผลจากการทำงานหรือเรื่องส่วนตัวก็ตาม แน่นอนว่าหลายคนสามารถรับมือกับความเครียดนั้นได้อย่างไม่ติดขัด แต่ในทางกลับกัน ความเครียดก็อาจทำให้อีกหลายๆ คน รู้สึกหมดไฟในการทำงาน และส่งผลต่อเนื่องไปยังบุคคลใกล้ชิด ดังนั้นไม่ว่าความเครียดจะอยู่กับตัวคุณนานแค่ไหน หรือในระดับใด หรือคุณสามารถรับมือกับมันได้ดีหรือไม่ สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้น

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาเอพีเอ็ม กรุ๊ป บอกว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจทำให้ดูเหมือนว่าความเครียดนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ทั้งต่อทางกายหรือทางใจ เป็นเรื่องที่ต้องพยายามลดหรือบรรเทาให้มากที่สุด เพราะมันมีแต่จะทำร้ายตัวเรา บทความงานวิจัยของวิทนีย์ วิทท์ ซึ่งกล่าวไว้ว่า

“ความเครียดจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่ได้มองว่าความเครียดเป็นสิ่งอันตราย แต่กลับเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บอกให้เราก้าวไปข้างหน้านั้นต่างหากที่จะเป็นคนที่แข็งแรงที่สุด”

อีกนัยหนึ่ง สภาพความเครียดอันก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายในรูปแบบการเลือกที่จะสู้หรือจะถอยนั้น ล้วนแล้วเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำงานของระบบประสาทในร่างกายของมนุษย์เรา โดยจากทฤษฎีประสาทวิทยานั้นระบุไว้ว่า สมองของคนเรานั้นมีทั้งหมด 3 ส่วน ส่วนแรกที่เป็นพื้นฐานที่สุดนั้นเรียกว่าสมองส่วน Survival Brain หรือ Reptilian Complex เป็นสมองส่วนที่ทำงานและตอบโต้ในรูปแบบอัตโนมัติเพื่อความอยู่รอด เป็นการแสดงออกที่ปราศจาก “อารมณ์” และ “เหตุผล” เป็นสิ่งที่เกิดโดยสัญชาตญาณ

ดังนั้น เมื่อความเครียดเข้าไปส่งผลกระทบกับสมองส่วนนี้ จึงเท่ากับว่ามนุษย์เราจะตอบโต้เพียงแค่สู้หรือถอย เป็นภาวะที่ปิดกั้นและไม่อาจนำให้เราไปสู่สมองส่วนที่สองและสามคือ Emotional Brain สมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก และ Visual Brain หรือสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิด จินตนาการ ซึ่งโดยปกติคนเราจะมีสติหรือมีเหตุผลก็จากสมองส่วนนี้ตามลำดับ

เมื่อเข้าใจตรงกันเช่นนี้ นักจิตวิทยาหลายๆ ท่าน จึงได้กล่าวไว้ว่า หากเราสามารถรับรู้และปรับซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ในรูปแบบสู้หรือถอยให้เป็นการทำความเข้าใจว่าความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นี้เป็นสิ่งบ่งชี้หรือตัวกระตุ้นว่าเรากำลังเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องราวที่มีความสำคัญที่ทำให้เราต้องเร่งก้าวไปข้างหน้าได้ ความเครียดก็จะกลายเป็นสิ่งมีประโยชน์ไม่น้อยในเชิงการพัฒนาตนเอง

ในทางปฏิบัติ เมื่อเรากล่าวว่าความเครียดนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีโอกาสได้สัมผัส ทุกคนต้องประสบกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเครียด เริ่มจากการยอมรับความเป็นจริง และวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้ไม่มากก็น้อยก็คือคุณต้องรู้จักวางแผน มีแผนสำรองเพื่อรับมือกับปัญหา ใช้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนที่เกิดขึ้นเป็นแรงกระตุ้นให้เราสู้กับปัญหานั้นๆ

อย่างไรก็ตาม หากปัญหานั้นสายเกินกว่าที่จะแก้ คุณก็ต้องรู้จักปล่อยวางแล้วก้าวเดินต่อไป และพึงระลึกไว้ว่า อย่าแก้ปัญหาด้วยวิธีการของคุณแต่เพียงผู้เดียว การให้คนนอกที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมาช่วยมองหรือวิเคราะห์ปัญหานั้นอาจช่วยให้คุณได้มาซึ่งวิธีแก้ปัญหาแบบที่คุณเองก็นึกไม่ถึง

 

แม่ไม้มวยไทยช่วยเบิร์นและสร้างกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418850

แม่ไม้มวยไทยช่วยเบิร์นและสร้างกล้ามเนื้อ

โดย…มีนา ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

อย่าใช้วิธีคิดว่างานยุ่งจึงไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลให้หนุ่มสาวออฟฟิศป่วยและเป็นโรคอ้วนได้ง่ายๆ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. แนะนำวิธี Office Cadio Exercise ที่ชาวออฟฟิศสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้ “เก้าอี้” เพียงตัวเดียว เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญ พัฒนาระบบการหายใจ และการไหลเวียนเลือดทำให้ร่างกายแข็งแรง 4 ท่า ช่วยหัวใจสูบฉีดโลหิตดี

ลงมือทำ

ท่าที่ 1 ก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าแตะพื้น สลับซ้ายขวา ไม่ลากเท้า ขณะที่ก้าวเท้าซ้าย ยกมือขวาไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าขวา ยกมือซ้ายไปข้างหน้า

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรง เขย่งปลายเท้าขึ้นลง ในจังหวะที่เขย่งปลายเท้าขึ้น ให้ชูแขนทั้งสองขึ้นข้างบน จังหวะที่ลดแขนลงมา ให้แขนส่วนบนตั้งฉากกับพื้น

ท่าที่ 3 เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย ไม่พิงพนัก ยกเข่าสูงเข้าหาลำตัว สลับซ้ายขวา จังหวะที่ยกเข่าซ้ายให้พับแขนขวาเข้าหาร่างกาย ยกเข่าขวา พับแขนซ้ายเข้าหาร่างกาย

ท่าที่ 4 นั่งเข่าชิด ก้าวเท้าไปด้านข้างซ้ายขวาพร้อมๆ กัน ในลักษณะอ้า-หุบ-อ้า-หุบ ทั้งแขนและขา หรือหุบแขนสลับกับขา เพื่อฝึกประสาท

แต่ละท่าควรทำท่าละ 1 นาที โดย 30 นาทีแรกจัดท่าให้ถูกต้องจนคล่อง และ 30 นาทีหลังเร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้ ทำต่อเนื่องจนครบเซต และควรทำต่อเนื่อง 2 เซต รวม 10 นาที โดยเซตที่ 1 อาจเน้นเฉพาะช่วงล่างของร่างกายก่อน เซตที่ 2 เพิ่มการเคลื่อนไหวแขนและลำตัวช่วงบนด้วย แต่หากอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายแบบอื่นๆ ด้วย เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ความหนักระดับปานกลางสะสมให้ได้มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน และเค็มด้วย

 

ชาวออฟฟิศมาออกกำลังกายเบาๆ กันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418849

ชาวออฟฟิศมาออกกำลังกายเบาๆ กันเถอะ

โดย…ณพน

อย่าใช้วิธีคิดว่างานยุ่งจึงไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลให้หนุ่มสาวออฟฟิศป่วยและเป็นโรคอ้วนได้ง่ายๆ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. แนะนำวิธี OfficeCadio Exercise ที่ชาวออฟฟิศสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้ “เก้าอี้” เพียงตัวเดียวเพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญ พัฒนาระบบการหายใจ และการไหลเวียนเลือดทำ ให้ร่างกายแข็งแรง 4 ท่า ช่วยหัวใจสูบฉีดโลหิตดีลงมือทำ

ท่าที่ 1 ก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าแตะพื้น สลับซ้ายขวา ไม่ลากเท้า ขณะที่ก้าวเท้าซ้าย ยกมือขวาไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าขวา ยกมือซ้ายไปข้างหน้า

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรง เขย่งปลายเท้าขึ้นลง ในจังหวะที่เขย่งปลายเท้าขึ้น ให้ชูแขนทั้งสองขึ้นข้างบน จังหวะที่ลดแขนลงมาให้แขนส่วนบนตั้งฉากกับพื้น

 

ท่าที่ 3 เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยไม่พิงพนัก ยกเข่าสูงเข้าหาลำตัวสลับซ้ายขวา จังหวะที่ยกเข่าซ้ายให้พับแขนขวาเข้าหาร่างกาย ยกเข่าขวา พับแขนซ้ายเข้าหาร่างกาย

ท่าที่ 4 นั่งเข่าชิด ก้าวเท้าไปด้านข้างซ้ายขวาพร้อมๆ กัน ในลักษณะอ้า-หุบ-อ้า-หุบ ทั้งแขนและขา หรือหุบแขนสลับกับขา เพื่อฝึกประสาท

แต่ละท่าควรทำ ท่าละ 1 นาที โดย 30 นาทีแรกจัดท่าให้ถูกต้องจนคล่อง และ 30 นาทีหลังเร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำ ได้ ทำต่อเนื่องจนครบเซต และควรทำ ต่อเนื่อง2 เซต รวม 10 นาที โดยเซตที่ 1 อาจเน้นเฉพาะช่วงล่างของร่างกายก่อน เซตที่ 2 เพิ่มการเคลื่อนไหวแขนและลำ ตัวช่วงบนด้วย แต่หากอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำ ลังกายแบบอื่นๆ ด้วย เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ความหนักระดับปานกลางสะสมให้ได้มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน และเค็มด้วย PT

 

เตรียมอะไรบ้าง ในกระเป๋าออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418655

เตรียมอะไรบ้าง ในกระเป๋าออกกำลังกาย

โดย…โยโมทาโร่

กระเป๋าออกกำลังกาย

กระเป๋าออกกำลังกายคล้ายกับกระเป๋าเดินทาง แต่แตกต่างตรงที่กระเป๋าออกกำลังกายที่ดีจะมีช่องสำหรับใส่รองเท้าออกกำลังกาย และช่องใส่อุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ให้มากกว่า กระเป๋าออกกำลังกายที่ดีควรมีการเย็บที่แข็งแรง ขนาดที่เหมาะสมกับกีฬาที่เล่นและมีช่องแยกใส่รองเท้าต่างหาก

 

เฮดแบรนด์

เฮดแบรนด์ หรือสายรัดศีรษะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีคนนิยมใช้เท่าไร แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพแล้วสายรัดศีรษะนี้ช่วยซับเหงื่อยไม่ให้ไหลเข้าตาเวลาวิ่ง และช่วยรัดไม่ให้ผมตกลงมาปิดตาสร้างความรำคาญระหว่างออกกำลังกายได้ดีริสต์แบรนด์

 

ริสต์แบรนด์ หรือสายรัดข้อมือ

ช่วยเซฟอาการบาดเจ็บที่ข้อมือได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งยังใช้เป็นที่ปิดนาฬิกาป้องกันการขีดข่วนเวลาล้ม และบางครั้งเราก็เอาใช้เช็ดเหงื่อได้เหมือนกัน

 

รองเท้ากีฬา

เลือกรองเท้ากีฬาให้เหมาะกับกีฬาที่เล่น แต่สำคัญกว่านั้นคือเลือกขนาดรองเท้าให้พอดี และเหมาะกับรูปร่างของเท้า แนะให้เข้าช็อปรองเท้าของแต่ละแบรนด์เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเลือกรองเท้าที่เหมาะสมสำหรับคุณจะดีที่สุด

 

เสื้อกีฬา

การเลือกเสื้อกีฬาสมัยใหม่นั้นมี 2 แนวทาง คือ เสื้อกีฬาที่ใส่สบาย กับเสื้อกีฬาเข้ารูป สำหรับคนที่ออกกำลังกายใหม่ๆ รูปร่างยังไม่กระชับเข้าที่ แนะนำให้เลือกเสื้อออกกำลังกายที่ส่วมใส่สบายไว้ก่อน ส่วนคนที่มีรูปร่างดีอยู่แล้วการใส่เสื้อเข้ารูปจะช่วยให้คุณออกกำลังได้คล่องแคล่วมากขึ้น สุดท้ายการเลือกเนื้อผ้าควรเลือกผ้าที่มีคุณสมบัติระบายความร้อนได้ดีเป็นอันดับแรก

 

ท่าปัศจิโมตานาสนะยกขาต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418540

ท่าปัศจิโมตานาสนะยกขาต่ำ

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในท่าปัศจิโมตานาสนะ (Paschimottanasana) ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานของโยคะ ช่วยยืดกระดูกสันหลังส่วนล่างไปจนถึงส่วนบน เหมาะกับผู้มีปัญหาปวดหลัง หมอนรองกระดูก กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และต่อมน้ำเหลือง ฟื้นฟูระบบประสาท ลดอาการบาดเจ็บบริเวณแผ่นหลัง สะโพก น่อง ใช้เป็นท่าฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังเจ็บป่วยจากการบาดเจ็บ ทั้งยังช่วยกดนวดอวัยวะในช่องท้อง กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยและขับลม

การพลิกแพลงท่าด้วยการยกขา จะรู้สึกถึงหลังส่วนล่างที่ถูกยืดมากขึ้นและส่วนของกล้ามเนื้อเส้นเอ็นใต้ขาถูกยืดมากขึ้นด้วย ผู้ที่เคยฝึกท่าพื้นฐาน ลองฝึกท่านี้ดู แต่การยกขา จะต้องไม่ยกสูง ยกจากพื้นเพียง 45 องศา

วิธีปฏิบัติ

– นั่งหลังตรง ยืดขาทั้งสองไปข้างหน้า เท้าชิด ตั้งปลายเท้าขึ้นแล้วยืดตัวยืดหลัง มือทั้งสองจับเท้าขวา

 

– หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นจากพื้น 40-45 องศา ขาตรงไม่งอเข่า (ผู้ฝึกใหม่ จับปลายเท้าไม่ถึงให้ใช้เชือกช่วยดึง)

 

– หายใจออก ยืดตัวยืดหลังพยายามให้ศีรษะไปจรดหน้าแข้งขณะที่ขาอยู่ตำแหน่งเดิม หายใจเข้าออกลึกๆ3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่าลดขาลงทำสลับข้าง

 

‘โรคตา’ มาพร้อมเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418539

‘โรคตา’ มาพร้อมเทคโนโลยี

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น ขณะเดียวกันอาจเกิดปัญหาสุขภาพตามมาด้วยเช่นเดียวกัน อย่างปัญหาบกพร่องทางสายตา ซึ่งในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ในประเทศไทยพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 50% เป็นโรคต้อกระจก ขณะที่อัตราความชุกของโรคนี้ทุกกลุ่มอายุจะอยู่ที่ 9.22% และจากการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (สูงวัย) ในปี2564 จำนวนประชากรที่อายุเกิน60 ปี มีประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมดราว 66 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราประชากรผู้สูงอายุประมาณ 3.5 ล้านคน เป็นผู้ป่วยโรคต้อกระจกประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรผู้สูงอายุ (โดยยังไม่รวมถึงโรคตาอื่นๆ ได้แก่ โรคต้อหิน โรคเบาหวานที่จอประสาทตา และโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม) ล้วนส่งผลให้ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันลดลง และเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด

รศ. (พิเศษ) นพ.อัมพร จงเสรีจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์และผู้อำนวยการศูนย์โรคตาและศูนย์เลสิก โรงพยาบาลลาดพร้าว กล่าวว่า ผลสำรวจประชากรในรัศมีใกล้เคียงกับที่ตั้งของโรงพยาบาลลาดพร้าว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคนนั้น พบว่าในกลุ่มผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มีอยู่ราว 1.23 แสนคน และครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้ประมาณ 6 หมื่นคนเผชิญกับปัญหาโรคตาเสื่อมสภาพตามวัย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนผู้ป่วยสูงอายุที่มีมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าในกลุ่มวัยหนุ่มสาวมีพฤติกรรมการใช้จอคอมพิวเตอร์ และพวกสังคมก้มหน้าบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ก็ก่อให้เกิดปัญหาโรคตาตามมาอย่างมากมาย ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ายังเป็นปัญหาสะสมยาวนานไปจนถึงปี2564 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเปิดประตูต้อนรับการเริ่มต้นเป็นประเทศแห่งสังคมผู้สูงอายุที่แท้จริงเป็นต้นไป สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตที่คนไทยจะเป็นผู้ป่วยโรคตาต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นสู่วัยกลางคน และในวัยชราที่สูงมากขึ้นตามลำดับ

ด้าน รศ.นพ.วิรัตน์ วงศ์แสงนาค ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลลาดพร้าว เปิดเผยว่าโรงพยาบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาโรคตา จึงเปิดศูนย์โรคตาและศูนย์เลสิก โรงพยาบาลลาดพร้าว อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นแนวโน้มจากการสำรวจปัญหาความบกพร่องทางสายตาและปัญหาตาบอดทั่วโลก เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยการอ้างอิงขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาทุกช่วงอายุรวมกันจำนวนราว 284 ล้านคนในจำนวนนี้มีผู้ที่ประสบกับภาวะตาบอดอยู่ 35 ล้านคน ซึ่งภาวะดังกล่าวพบว่า 82% มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากปัญหาโรคต้อกระจกสูงถึง 51%

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

 

ชวนตรวจตาปีละครั้ง ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418538

ชวนตรวจตาปีละครั้ง ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม

โดย…นพ.ชัยสิทธิ์ คุปต์วิวัฒน์

ฉบับนี้ นพ.ชัยสิทธิ์ คุปต์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยา ชวนตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาโรคจอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

คุณหมอชัยสิทธิ์ บอกว่า  5 ตัวหลักในการเร่งให้จอประสาทตาให้เสื่อมก่อนเวลาอันควร ประกอบด้วย 1.การวางคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรวางจอคอมพิวเตอร์ด้านข้างหน้าต่าง โดยมีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50-70 ซม. จัดระดับจดภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่กว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว ที่สำคัญไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป 2.ไม่กล้ากำจัดแสงไฟที่รบกวน นอกจากวางคอมพิวเตอร์ถูกตำแหน่งแล้ว ควรปิดไฟบางดวงที่รบกวนการทำงาน เพราะความสว่างที่มากเกินไป มีผลต่อสายตา เพื่อป้องกันแสงที่เข้าตาโดยตรง ควรปิด หรือใช้มู่ลี่ เพื่อปรับแสงบางส่วน

3.เลือกใช้ขนาดตัวอักษรไม่เป็น ตามหลักการพิมพ์งานทุกครั้ง นอกจากเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอแล้วควรปรับความเข้มของตัวอักษรให้เหมาะสม โดยสังเกตได้จากยังสามารถอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของที่นั่งทำงาน 4.สวมแว่นผิด สีเลนส์ที่ควรเลือกใช้ควรเป็นสีเขียวอ่อน เพราะจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ รวมถึงช่วยลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตากำลังขยาย 50-70 ซม. ซึ่งกำลังเลนส์จะแตกต่างจากเลนส์ทั่วไป และ 5.ลืมกะพริบตาและไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ เมื่อมีสมาธิที่จดจ่อขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อัตราการกะพริบตาลดลงจาก 20-22 ครั้ง/นาที เหลือเพียง 6-8 ครั้ง/นาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง หรือต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น การกะพริบตาถี่ๆ หรือลุกยืดเส้นยืดสายช่วยได้

นอกจากนี้ นพ.ชัยสิทธิ์ ยังได้แนะนำให้รู้จักกับศูนย์จักษุ 24 ชั่วโมง ของโรงพยาบาลเจ้าพระยา โดยสามารถตรวจสอบได้ทั้งความดันลูกตา เปลือกตา จอประสาทตา โดยมีเครื่องมือต่างๆ พร้อมสรรพ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้การดูแลใกล้ชิด