ส่องเกษตร : เรื่อง‘หมา’ที่ไม่‘หมู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370694

449007

ส่องเกษตร : เรื่อง‘หมา’ที่ไม่‘หมู’

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาล คสช.ของนายกฯบิ๊กตู่ต้อง “เสียรังวัด” ถูกสังคมและฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองผสมโรง รุมด่าฟรีๆ จน “ถอยกรูด” แทบไม่ทัน กับเรื่องกฎหมายที่จะขึ้นทะเบียน “หมา-แมว” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ชงเสนอให้ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา…ทำให้เริ่มมีผู้กังวลใจแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์-นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต ว่า จะเผชิญชะตากรรมเดียวกันหรือไม่กับอธิบดีคนก่อนคือ น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ ที่ถูก“เด้ง”สังเวยปัญหา“หมา”มาแล้ว

ความพยายามผลักดันแก้พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อบังคับให้เจ้าของต้องนำ “หมา-แมว” ที่เลี้ยงไว้ไปขึ้นทะเบียน ถือเป็นมาตรการสำคัญยิ่งอันหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา “โรคพิษสุนัขบ้า” ที่ปีนี้กลับมาระบาดหนักจนมีคนตายมากที่สุดในรอบ 10 ปี! ซึ่งไม่เพียงกรมปศุสัตว์เท่านั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยคณะกรรมการติดตามกลไกและพิจารณาการปกป้องคุ้มครองสัตว์ ที่ “ครูหยุย” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธาน ก็กำลังเร่งดำเนินการพิจารณาแก้กฎหมายประเด็นนี้อยู่

แต่อย่างไรก็ตามการผลักดันให้“ตีทะเบียน” หมา-แมวนั้น ไม่ใช่เรื่อง“หมูๆ”(ศัพท์แสลง) ที่จะดำเนินการได้ง่ายๆ เพราะมีปัญหาทับซ้อนอยู่มากมายและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ โดยมีทั้งหมา แมว ที่คนเลี้ยง,วัดเลี้ยง,องค์กรต่างๆเลี้ยง แล้วยังหมาจร-แมวจรอีกนับเป็นสิบๆล้านตัว…ตลอดกว่า 10 ปีมาแล้วที่พยายาม“ตีทะเบียน”สำรวจจำนวนให้ชัด จะได้แก้ปัญหาให้ถูกทางโดยให้“เจ้าของ”เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ!

เห็นได้จากทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีกฎหมายบังคับตีทะเบียนหมา-แมว เอากันชัดๆ ในส่วนของ กทม.ก็มีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครออกมาตั้งแต่ปี 2548 สมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. กำหนดให้คนกรุงต้องนำหมา-แมวที่เลี้ยงไว้ไปขึ้นทะเบียนและฝังชิพ แม้ข้อบัญญัตินี้จะกำหนดทั้งเรื่อง“ค่าใช้จ่าย”และ“โทษ”หากฝ่าฝืน แต่กทม.ก็ไม่สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้จริงจัง ต้องใช้วิธีจูงใจเป็นหลัก โดยให้ไปขึ้นทะเบียนและฝังชิพ ฟรี! กระนั่นที่ทำมา 10 กว่าปีจนถึงทุกวันนี้ ก็มีผู้ที่นำหมา-แมวไปขึ้นทะเบียนน้อยมากๆ แทบจะคิดเป็นสัดส่วนอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ในส่วนสนช.ที่มีครูหยุยดำเนินการอยู่ จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เกิดความรอบคอบ ให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติได้จริง ซึ่งเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ก็เชิญทั้งกรมปศุสัตว์และองค์กรปกครองท้องถิ่นที่จะถูกบังคับให้เป็นผู้รับผิดชอบในการรับตีทะเบียน มาร่วมแสดงความคิดเห็น ปรากฏว่า เกิดภาพ“โยนกลอง” กันวุ่นเพราะหน่วยงานท้องถิ่นก็ไม่ต้องการรับหน้าที่นี้ อ้างแค่ภาระดูแลทะเบียนราษฎรก็หนักหนาสาหัสแล้ว ทำไมกรมปศุสัตว์ถึงไม่รับไปทำเอง ขณะที่กรมปศุสัตว์อ้างมีหน้าที่ดูแลสัตว์เศรษฐกิจ วัว-ควาย-หมู-ไก่ ฯลฯ อยู่มโหฬาร การดูแลสัตว์เลี้ยงหมา-แมวจึงควรเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น…ต้องถือว่า แค่ใครรับผิดชอบ ก็ยังเกี่ยงกัน ไม่ได้ข้อสรุปเลย

ดังนั้น การที่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์“ชง”แก้กฎหมายนี้ให้ครม.เห็นชอบ โดยที่ยังขาดทั้งความละเอียดรอบคอบและความชัดเจนในเนื้อหาที่จะสร้างความยอมรับได้ กลับมุ่งเน้นแต่ประเด็นที่จะใช้ตัวบทกฎหมาย“บังคับ”เอาให้ได้ เช่น กำหนดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนรวมแล้ว ถึง 450 บาท แบ่งเป็นค่าคำร้อง 50,สมุดประจำตัวสัตว์ 100 และการทำเครื่องหมายประจำสัตว์ 300 บาท ทั้งกำหนดโทษปรับหนักถึง 25,000 บาทหาก“เจ้าของ”ฝ่าฝืน ไม่นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน…จึงกลายเป็นชนวนให้เกิดการระเบิดของเสียงโจมตีต่างๆกระหึ่มไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ฝ่ายการเมืองที่สบช่องก็ผสมโรงรุมยำ ถล่มรัฐบาล คสช. กล่าวหาไม่เพียง“รีดภาษีคน” ยังลามไป“รีดภาษีสัตว์”อีก เป็นต้น

ทำให้รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ที่กำลัง“แคร์”กระแสนิยม เพราะใกล้เลือกตั้งต้นปีหน้าแล้ว ต้อง“ถอยกรูด” แค่วันเดียวที่มีมติครม. วันถัดมาก็เปลี่ยนใหม่ ให้กระทรวงเกษตรฯกลับไปทบทวนกฎหมายและเปิดรับฟังความเห็นให้ดีก่อน ขณะที่รมว.เกษตรฯ-กฤษฎา บุญราช ต้องบากหน้าออกมา“ขอโทษ”ประชาชนเลยทีเดียว

แม้เชื่อแน่ได้ว่า ก่อนเลือกตั้งจะมีขึ้น…กฎหมายบังคับตีทะเบียนหมาแมวคงไม่ได้“คลอด”แน่ๆ แต่ที่ไม่แน่คือ เก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์จะยังมั่นคงอยู่หรือไม่ เมื่อก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกก็ถูก“เด้ง”จนต้องลาออกจากราชการไปสังเวยที่ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ “เสียหน้า” เรื่องกฎหมายบังคับพกใบขับขี่….นับเป็นตัวอย่างให้เห็นหยกๆนี้เอง

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ธ สถิตในดวงใจ…ไทยไม่ลืมเลือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369200

449007

ส่องเกษตร : ธ สถิตในดวงใจ…ไทยไม่ลืมเลือน

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสาร์ที่จะถึงนี้แล้ว “วันที่ 13 ตุลาคม” ครบรอบ 2 ปีการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร…เชื่อแน่ว่า จะเป็นอีกครั้งที่คนไทยถ้วนหน้าทั่วทั้งประเทศจะพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง ร่วมทำบุญ ทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้สถิตอยู่ในดวงใจไทยนิรันดร์

โดยภาพรวมวันครบรอบ 2 ปีการสวรรคตนั้น…สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่รัฐบาลและหน่วยราชการก็จะมีการจัดงาน จัดการทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและตามสถานที่ต่างๆ

ในส่วนงานที่จัดโดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่น่าสนใจ อยากเชิญชวนไปร่วมน้อมรำลึกกัน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ คลองหนึ่ง ปทุมธานี ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี ซึ่งมีการจัดงานที่ชื่อว่า “ในหลวงในความทรงจำ”ระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม ตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ในงานจะมีนิทรรศการภาพวาดที่สร้างสรรค์ขึ้นจาก“แรงบันดาลใจ”และภาพความทรงจำของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากศิลปินไทยกว่า 50 ท่าน พร้อมทั้งคอนเสิร์ต“ในหลวงในความทรงจำ” ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าและบทเพลงเทิดพระเกียรติ ร่วมขับร้องและบรรเลงกว่า 20 บทเพลง ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ตั้งแต่ 18.00 น.เป็นต้นไป

งานนี้ยังพรั่งพร้อมด้วยการอบรมความรู้เกษตร ในการนำเอา “ศาสตร์พระราชา วิชาของแผ่นดิน” ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วยวันศุกร์ 12 เช้า มีหลักสูตร “เกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ” กับ “เกษตรผสมผสานตามรอยพ่อ”และหลักสูตร “การทำน้ำสลัดงาญี่ปุ่นออร์แกนิค” ส่วนช่วงบ่าย มีหลักสูตร “ไผ่..ไม้สารพัดนึก”กับ “บันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืน”และ “การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติ”

ส่วนเสาร์ 13 เช้า มีหลักสูตร “จิ้งหรีดเลี้ยงง่ายราคางาม”กับ “เกษตรสร้างสุข”และ“การทำข้าวเกรียบผักหวานป่า” พอบ่ายก็มีหลักสูตร “ทฤษฎีไร่นาสวนผสม”กับ “1 ไร่วัยทำงาน” และ “ก้อนผักตบชวาปลูกผัก” สุดท้ายวันอาทิตย์ 14 เช้า มีหลักสูตร“การทำสารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงและโรคพืช”กับ“โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร” และ“การทำเต้าหู้ถั่วเหลือง” ภาคบ่ายมีหลักสูตร “สวนผสมผสานตามอย่างพ่อ”กับ “1ไร่รอบบ้านสร้างสวนเกษตรธรรมชาติ”และ“การทำหัวเชื้อไตรโครเดอร์มา สำหรับพืช”

ใครที่สนใจเรียนรู้วิชาชีวิต ตามรอยศาสตร์พระราชาจากปราชญ์เกษตรผู้ช่ำชอง สู่การประยุกต์ใช้ได้จริง สนใจวิชาไหน ก็เข้าไปเรียนรู้ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยไปลงทะเบียนหน้าห้องอบรมเลย ตามวันเวลาที่กำหนด แต่อาจจะโทรไปสอบถามก่อนก็ได้ที่เบอร์ 0-2529-2212-13, 08-7359-7171, 09-4649-2333 เผื่อหลักสูตรที่ต้องการเข้ารับการอบรมนั้น อาจจะต้องมีการเตรียมตัวอะไรไปบ้าง

นอกจากนั้น ในงานยังมีการออกร้าน ทั้งร้านอาหารให้เลือกชิมมากมาย และร้านสินค้าเกษตรคุณภาพกว่า 300 บูธ ให้ช็อปกันเพลินอีกด้วย

ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้รับการเทิดทูนจากทั้งคนไทยและคนทั่วโลกว่า ทรงเป็น“กษัตริย์เกษตร” ที่ได้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตในการทรงงาน มีผลงานพระราชกรณียกิจมากมายนับไม่ถ้วน อันเป็นคุณอนันต์ต่อพี่น้องเกษตรกร เช่น โครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า 4 พันโครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเกษตรและสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า ฯลฯ และที่สำคัญก็คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ “การเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่” ที่นับวันก็ยิ่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกและนำไปใช้ประโยชน์ตามอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าไปงาน “ในหลวงในความทรงจำ” ที่นี่กันแล้ว ก็อย่าลืมแวะชม “พิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร” ตลอดจนพาวิเลี่ยนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ภายในพิพิธภัณธ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯแห่งนี้ ที่ได้รวบรวมเรื่องราว“กษัตริย์เกษตร” พระอัจฉิรยภาพด้านการเกษตรของพระองค์ท่าน นำเสนอด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทย สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย…ชมแล้วนอกจากความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังอาจจะเกิดแรงบันดาลใจให้มุ่งหน้าสู่ “วิถีแห่งการเกษตรที่ยั่งยืน”ต่อไปก็ได้

จะครบรอบกี่ปีของการสวรรคตหรือครบรอบวาระใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน…ผมเชื่อว่า คนไทยก็ยังอยากที่จะอ่าน อยากที่ฟังเรื่องของพระองค์อีก โดยไม่รู้เบื่อ ซึ่งผมเองก็จะเขียนถึงทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นกัน เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น ยังคงสถิตอยู่ในดวงใจไทย…ไม่มีวันลืมเลือน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ชุมชนไม้มีค่า อนาคตน่าสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367707

449007

ส่องเกษตร : ชุมชนไม้มีค่า อนาคตน่าสดใส

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในการประชุมครม.สัญจรที่จ.เพชรบูรณ์ เดือนที่แล้ว 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติโครงการสำคัญที่น่าสนใจยิ่งคือ อนุมัติหลักการให้จัดทำ“โครงการชุมชนไม้มีค่า” โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้มีค่า ที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้หรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ปลูกและตัดขายได้ถูกต้องตามกฎหมาย อันจะมีผลทั้งสร้างรายได้เพิ่ม ตลอดจนเกิดการออมทรัพย์ระยะยาวใช้ต่อเนื่องไปในอนาคต รวมถึงเป็นมรดกตกทอดให้กับลูกหลานได้…ทั้งหมดนี้นับเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลอย่างสำคัญ

โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้เกิด“ชุมชนไม้มีค่า” 20,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใน 10 ปีนี้ โดยสนับสนุนเกษตรกร 2.6 ล้านครัวเรือนปลูกไม้มีค่าบนพื้นที่ 26 ล้านไร่ ครัวเรือนละ 400 ต้น รวมเป็นจำนวน 1,040 ล้านต้น ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ทั้งสร้างความมั่นคงในอาชีพตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่ป่าไม้มหาศาลให้ไทย และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6.76 แสนตัน/ปี ซึ่งนำไปเป็นเครดิตได้เงินคิดเป็นมูลค่าตันละ 800 บาทด้วย

ทั้งนี้ จะมี 16 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมดำเนินงานอย่างบูรณาการ หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ขับเคลื่อนโดยนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ พร้อมทั้งทำวิจัยเพิ่มเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ไม้มีค่าให้มีลักษณะเฉพาะที่สามารถตรวจสอบได้,กรมป่าไม้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับและข้อกฎหมายในการปลูกและตัดไม้ รวมทั้งคัดเลือก เพาะพันธุ์กล้าไม้และขยายพันธุ์ไม้มีค่า จัดหาให้ประชาชนและชุมชน,สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน)ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ จัดทำเกณฑ์มาตรฐานการประเมินมูลค่าไม้ และธ.ก.ส.-ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดูแลเรื่องทุนและโรงเพาะชำ

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตร,กรมพัฒนาที่ดิน,กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมขับเคลื่อนพร้อมหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรมพัฒนาธุรกิจการค้า,สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง,สมาคมธุรกิจไม้,สมาคมธนาคารไทย,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.)

โดยกลไกบูรณาการร่วมกันมี 3 เรื่องสำคัญคือ 1.ผลักดันกฎหมายและมาตรการส่งเสริมให้ปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ 2.เพาะพันธุ์,ขยายพันธุ์,ปลูกและแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรที่ต้องการปลูกมีข้อมูลว่าจะปลูกอะไร ปลูกอย่างไรและมีพันธุ์ไม้ใดที่เหมาะสม และ 3.ส่งเสริมการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

โครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” นับเป็นการ “ต่อยอด” หลังครม.มีมติ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 เพื่อให้สิทธิ์ชาวบ้านปลูกและตัดไม้มีค่าทุกชนิดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของตน เอามาขายหรือใช้ประโยชน์ได้ จากที่กฎหมายเดิมกำหนดไม้หวงห้ามไว้อาทิ ไม้สัก,ไม้ยาง,ไม้ชิงชัน,ไม้เก็ดแดง,ไม้อีเม่ง,ไม้พยุงแกลบ,ไม้กระพี้,ไม้แดงจีน,ไม้ขะยูง,ไม้ซิก,ไม้กระซิก,ไม้กระซิบ,ไม้พะยูง,ไม้หมากพลูตั๊กแตน,ไม้กระพี้เขาควาย, ไม้เก็ดดำ, ไม้อีเฒ่า, ไม้เก็ดเขาควาย ฯลฯ ไม่ว่าขึ้นอยู่ที่ใดซึ่งรวมถึงที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ก็ต้องถูกควบคุม หากจะตัด ฟัน กาน โค่น ลิดเลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชักลาก ต้องได้รับอนุญาตก่อนซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อน ยุ่งยาก ทำให้ประชาชนขาดโอกาสประกอบอาชีพ มีอุปสรรคในการปลูกไม้ไว้ใช้หรือขาย

ทั้งนี้ การแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7นี้ คาดจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมามีผลบังคับใช้ได้ ไม่เกินกลางปี 2562 ขณะเดียวกันโครงการต่างๆที่ส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้มีค่าไว้ ซึ่งธกส.ก็มีโครงการธนาคารต้นไม้ที่ปัจจุบันมี 6,804 ชุมชน เข้าร่วม สมาชิกกว่า 115,000 ราย ปลูกต้นไม้กว่า 11 ล้านต้น หรือกรมป่าไม้ก็มีโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจอยู่ ก็จะนำมาบูรณาการรวมกันในโครงการ“ชุมชนไม้มีค่า”นี้

การปลูกไม้มีค่านับเป็น “พืชเศรษฐกิจ” ที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะไม้เหล่านี้ยิ่งอายุยาวนาน ก็ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องรีบตัดขาย จึงไม่ต้องห่วงปัญหา “ราคาตกต่ำ” เหมือนพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆในทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังสามารถปลูกพืชอื่นๆแซมใน “สวนป่า” เพื่อเก็บเกี่ยวระยะสั้น สร้างรายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้าได้ด้วย ทำให้ผมอดนึกถึงแนวทาง “ป่าวนเกษตร”ที่ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับอย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เคยทำไว้ประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างอันยิ่งใหญ่มาแล้ว

ก็ขอสนับสนุนเต็มที่สำหรับโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อนำพาเกษตรกรไทยพ้นยากจนอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366344

449007

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(จบ)

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อตอนสุดท้ายเรื่องพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่…ความหวังใหม่ของชาวนา?

ดังเล่าไปแล้วว่า สนช.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 25 คนนำโดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ได้ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.ข้าว ซึ่งโอ้อวดว่า เป็นกฎหมายที่จะ“ปฏิวัติ”และพัฒนาวงจรข้าวครบวงจรทั่วประเทศ มุ่งให้ความเป็นธรรมแก่ชาวนา ดูแลทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพ,ขายข้าวเปลือกไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ,จัดโซนนิ่งให้ผลิตข้าวได้ดี เป็นต้น ขณะที่นายกฯบิ๊กตู่ก็สนับสนุนเต็มที่..ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ปฏิกิริยาของผู้เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ปรากฏว่า องค์กรชาวนา อาทิ สมาคมส่งเสริมชาวนาข้าวไทย,สมาคมส่งเสริมชาวนาและเกษตรกรไทย,สมาคมเครือข่ายชาวนาไทย,สมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน และสมาคมเกษตรกรไทย มีท่าทีสนับสนุนชัดเจน…นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมส่งเสริมชาวนาข้าวไทย ระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการออกกฎหมายลักษณะนี้ ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือดูแลชาวนาให้สามารถต่อสู้กับต่างชาติและผู้ที่เอารัดเอาเปรียบได้ ต่อไปการใช้อำนาจมาบีบชาวนา จะทำไม่ได้อีก จึงเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้และอยากให้ผลักดันสำเร็จภายในรัฐบาลสมัยนี้ด้วย

ขณะที่ภาคเอกชนผู้ประกอบธุรกิจข้าว อาทิ สมาคมโรงสีข้าวไทย, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว มีท่าที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ที่จะเข้ามาควบคุม แทรกแซงระบบค้าข้าวมากเกินไป โดยเห็นว่า ปัจจุบันก็มี พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ. 2489 แต่กฎหมายใหม่จะปรับเปลี่ยนการทำงานให้น้ำหนักกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯมากำกับดูแลแทน อาจจะไม่ทั่วถึงเท่ากรมการค้าภายในที่ดูแลอยู่เดิม..ที่สำคัญบริบทการค้าข้าวปัจจุบันต่างไปจากเดิม โรงสีต่างๆไม่สามารถกดราคารับซื้อข้าวได้เหมือนอดีต จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดขนาดนี้

เช่นเดียวกับนักวิชาการที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหาหลายส่วนที่ส่อจะ “สร้างปัญหา” มากกว่า“แก้ปัญหา” ได้

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ชี้ปัญหาว่า กฎหมายนี้เป็นได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะติดขัดขอบเขตอำนาจ,คน และงบประมาณ คือ 1.ไปล่วงอำนาจหลายหน่วยงาน เพราะเรื่องข้าวยังมีกรมการค้าภายในกำกับดูแลการซื้อขายตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2498 แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้มี“คณะกรรมการข้าว”ขึ้นมา โดยให้กรมการข้าวเป็นฝ่ายเลขาฯ ซึ่งในทางปฏิบัติการอนุมัติงบฯจะไปที่หน่วยงาน ไม่ใช่ที่คณะกรรมการ เมื่อไม่มีงบประมาณ ก็บริหารจัดการไม่ได้

2) กฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐกำกับดูแลการซื้อข้าว โดยเฉพาะการซื้อข้าวเปลือกระหว่างโรงสีกับเกษตรกร จนมีลักษณะว่าโรงสีเป็นผู้ร้ายที่จะไปกดราคา ซึ่งในทางปฏิบัติโรงสีเป็นกลไกหนึ่งในการรับซื้อข้าวเปลือกและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย หากรัฐจะไปกำกับดูแล ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปนั่งประจำโรงสี คำถามคือ จะมีเจ้าหน้าที่เพียงพอหรือ? และประเด็นนี้อาจนำไปสู่การทุจริตด้านอื่น

3) การกำกับดูแลโดยกำหนด“ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก”จะเป็นต้นทุนทางสังคม ส่วนการกำหนดบทลงโทษผู้ประกอบการที่กดราคารับซื้อ เป็นเหมือนกฎหมายสมัยก่อนที่มองพ่อค้าเป็นผู้ร้าย แต่ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเป็นไปตามกลไกตลาด โรงสีมีจำนวนมาก แย่งกันซื้อ หากเกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพดีมาขาย ก็ได้ราคาสูง แต่ถ้าคุณภาพไม่ดี ความชื้นสูงก็ได้ราคาต่ำ

ดร.นิพนธ์จึงเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องยกร่างกฎหมายใหม่ แต่ควรบังคับใช้กฎหมายเดิมให้เข้มข้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.)ปัจจุบันให้ตัวแทนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมด้วย พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวระยะยาว

นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการบางคนกังวลด้วยว่า กฎหมายใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องกำหนด“โซนนิ่ง” ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียต่อชาวนาก็ได้ เมื่อต้องถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ หรือพืชอื่นที่ตัวเองไม่ถนัด เป็นต้น

อย่างไรก็ตามนายพีระศักดิ์ พอจิตร รองประธาน สนช.ยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้มีทั้งเสียงตอบรับและปฏิเสธ สนช.ต้องการความเห็นทุกภาคส่วน นำประสบการณ์มาหลอมรวมกัน เพื่อปรับแก้ให้เกิดประโยชน์กับทุกห่วงโซ่เรื่องข้าว ตั้งแต่ต้นน้ำ, กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ดังที่นายกฯบิ๊กตู่ระบุไว้… ดังนั้นหากทำสำเร็จ ก็จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสนช.ชุดนี้

สำหรับผมเองอยากให้กฎหมายออกมาดี สามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวนาและวงการข้าวไทย ฉะนั้นต้องใจเย็น รับฟังความเห็นทุกฝ่าย…ขอให้ปรับแก้ให้ดีที่สุดครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : พ.ร.บ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364810

449007

ส่องเกษตร : พ.ร.บ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(2)

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อเรื่องร่างพ.ร.บ.ข้าว ฉบับใหม่ที่สัปดาห์ก่อน ผมบอกเล่าเบื้องต้นไปแล้วว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งนายกฯบิ๊กตู่ให้ความสำคัญมากว่า จะเป็นกฎหมายที่ช่วยดูแลบริหารจัดการ “ข้าว”อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่“ต้นทาง”คือชาวนาผู้ปลูก,กลางทาง ระบบการค้าข้าว จนถึงปลายทาง ด้วยเป้าประสงค์เน้นย้ำช่วยเหลือชาวนาให้มากที่สุด…ทำอย่างไรให้มีรายได้สูงขึ้น

ที่นี่มาดูรายละเอียดกฎหมายกัน…เริ่มที่“หลักการและเหตุผล” ระบุในร่างว่า “ข้าว”มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ,สังคม,วัฒนธรรม,สิ่งแวดล้อมและความมั่นคง แต่ปัจจุบันการทำนากำลังประสบปัญหาทั้งระบบ จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การทำนาเสี่ยงขาดทุน ปัจจัยผลิตราคาสูงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอดำรงชีวิต

ดังนั้นจึงสมควรปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตข้าวตลอดห่วงโซ่ ให้มีความมั่นคง ยั่งยืนอย่างบูรณาการ และเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ ตลอดจนสนับสนุนการรวมกลุ่มชาวนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีกลไกควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวอย่างเป็นระบบ สร้างความเป็นธรรมระหว่างชาวนาและผู้รับซื้อ ให้มีคณะกรรมการข้าวประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ ให้นำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีระบบที่ให้ความคุ้มครองชาวนาให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และรักษาความเป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก

เนื้อหาสาระสำคัญในพ.ร.บ.เช่น กำหนดให้รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวง,ระเบียบ,ประกาศ เพื่อปฏิบัติตาม
พ.ร.บ.ฉบับนี้, กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าว (คกข.) ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่จัดทำแผนนโยบายยุทธศาสตร์ข้าว ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าวเป็นหน่วยงานใหม่ มีอธิบดีกรมการข้าวทำหน้าที่เลขาธิการฯ ผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงานนี้

กำหนดให้จดทะเบียนผู้ประกอบกิจการด้านข้าว และขึ้นทะเบียนชาวนา เพื่อกำกับและควบคุมตั้งแต่ปัจจัยการผลิต,กระบวนการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ,การจำหน่ายข้าวเปลือก ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวนาและผู้รับชื้อ ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลภาคการผลิตข้าวที่ถูกต้อง สำหรับวางแผนหรือกำหนดนโยบายพัฒนาข้าวและชาวนา

ที่สำคัญกำหนดให้กระทรวงเกษตรฯจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าว(Zoning)ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ โดยวิเคราะห์พื้นที่แหล่งผลิตข้าวที่เหมาะสมและพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและด้านการตลาด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดให้ผลิตข้าวตามพันธุ์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพการผลิต สามารถลดต้นทุน มีผลผลิตคุณภาพ แข่งขันได้ ซึ่งบทเฉพาะการกำหนดให้ดำเนินการโซนนิ่งให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้

กฎหมายยังกำหนดโทษผู้ประกอบการที่ทำผิดเรื่อง “คุณภาพข้าว” ไม่ว่าขายพันธุ์ข้าวเสื่อม ไร้คุณภาพ ไม่มีใบรับรอง โฆษณาพันธุ์ข้าวอันเป็นเท็จ,ปลอมปนข้าว โดยเจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บตัวอย่าง,ตรวจค้น จนถึงยึดอายัดข้าวเปลือก,ข้าวสาร,สมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานใดๆได้ ส่วนชาวนาที่ฝ่าฝืนไม่กำหนดโทษไว้ แต่อาจมีผลให้ชาวนาที่ฝ่าฝืนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเท่าที่ควร

นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันการลักลอบนำข้าวและข้าวเปลือก เข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดและทำลายได้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมี โรค แมลง ที่จะมาระบาดในประเทศ ตลอดจนป้องกันการเข้ามา“สวมสิทธิ”เพื่อประโยชน์ในการรับการช่วยเหลือจากนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพข้าว และบริหารจัดการข้าวของประเทศได้

สรุปภาพรวมๆ ตามเนื้อหาที่ว่ามานี้ นับเป็นความตั้งใจบูรณาการเรื่อง“ข้าว”ให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง,กลางทางถึงปลายทางดังที่นายกฯบิ๊กตู่ว่ามา บางเรื่องเช่น“โซนนิ่ง”ก็เป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯผลักดันมาหลายปีแต่ยังไม่เห็นผล ครั้งนี้ถ้ากฎหมายบังคับใช้ คงช่วยให้ทำได้จริงๆเสียที

อย่างไรก็ตาม เนื้อหากฎหมายนี้ ก็ยังมีข้อวิพากษ์ของนักวิชาการอยู่ไม่น้อย ค่อยต่อกันสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363478

449007

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่องการ“ปิดจ๊อบโครงการรับจำนำข้าวผลาญชาติ” ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเรียบร้อย โดยข้าว “ลอตสุดท้าย”ถูกประมูลขายหมด ทั้งสรุปตัวเลขประมูลข้าวทั้งหมด 32 ครั้งรวม 16.91 ล้านตัน ได้เงินมา 146,176 ล้านบาท…ดังนั้นคงปิดบัญชีได้เสียทีว่า โครงการนี้ที่ใช้เงินไปร่วม 7 แสนล้านบาท จะมียอดขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท!

มาสัปดาห์นี้ขอเติมเต็มข้อมูลปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวอีกนิด ก่อนจะไปว่าถึงพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่ ที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ในยุครัฐบาล คสช.

การที่ข้าวมหึมา 16-17 ล้านตัน ในสต๊อกรัฐ ประมูลขายไปหมดแล้วนี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันถึงผลดี ช่วยขจัด“เงื่อนไขสำคัญ”ที่กดดันราคาข้าวไทยให้ตกต่ำมากว่า 5 ปีแล้ว ขณะที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ-อดุลย์ โชตินิสากรณ์ ระบุ ยังช่วยตัดภาระค่าเก็บรักษาข้าวแต่ละปีเป็นเงินมหาศาลด้วย โดยนับตั้งแต่รับจำนำยุคยิ่งลักษณ์ช่วงปี 2555-2556 จนถึงวันที่ประมูลข้าวลอตสุดท้ายหมดสิงหาคม 2561 ภาครัฐมีภาระต้องจ่ายค่าเช่าโกดังฝากเก็บข้าวรวมเป็นเงินงบประมาณสูงถึง 93,600 ล้านบาท!

แม้โครงการจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์จะโกงกิน“ผลาญชาติ”เลวร้ายขนาดนี้ แต่ก็ยังเป็นนโยบายประชานิยมยอดฮิตที่นักการเมืองพรรคเก่า(รวมถึงพรรคใหม่บางพรรคที่แตกหน่อออกมา) ก็ ยังหวังเอามาดัดแปลง ใช้หาเสียงเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นปีหน้า 2562 เพราะยังมีชาวนาจำนวนไม่น้อย“ติดใจ”กับส่วนที่ได้ราคาข้าวสูงเกินจริงกว่าราคาตลาดอยู่บ้าง (เป็นเหมือนเศษเนื้อข้างเขียงจากที่ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงอำนาจ”งาบ”โกงกินงบฯส่วนใหญ่ไป แล้วเหลือเดนให้)

นายกฯบิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปตรวจราชการ พบปะชาวบ้านที่จ.ลพบุรี ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งได้ถามชาวบ้านที่มารอรับว่า อยากให้ช่วยอะไรหรือไม่ ก็ยังมีชาวบ้านบอกว่า “อยากให้ช่วยพยุงราคาข้าว” ซึ่งนายกฯพูดว่า จะพยุงได้อย่างไร เพราะตอนนี้รัฐบาลยังใช้หนี้ 5 แสนล้าน จากโครงการจำนำข้าวไม่หมดเลย ทั้งระบุ ข้าวต้องมีราคากลาง จะให้ตั้งราคา 15,000 บาททุกประเภทไม่ได้ ขออย่าให้ใครมาบอก จะให้ราคาข้าว 15,000-20,000 บาท เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย “ที่ผ่านมารัฐบาลต้องแบกให้มาเท่าไหร่แล้ว ใช้หนี้มา 4 ปี จากที่ถูกผลาญมาเมื่อรอบที่แล้ว”

อย่างไรก็ตามบนเส้นทางการเมืองที่บิ๊กตู่จะ“เดินหน้า” ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หลังเลือกตั้งปี 2562..ก็ยังต้องพึ่ง “คะแนนเสียง” ชาวนาเป็นสำคัญด้วย เพราะปัจจุบันคนไทย 1 ใน 5 ของทั้งประเทศ 70 ล้านคน มีชาวนาอยู่ถึง 4.8 ล้านครัวเรือนหรือประมาณ 17.6 ล้านคน…ปัญหาข้าวและชาวนาจึงเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่า ใคร พรรคไหนที่ต้องการได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ต้องให้ความสำคัญ

แต่ในเมื่อตลอด 4 ปีมานี้ นายกฯบิ๊กตู่แสดงท่าทีชัดเจน โจมตีนโยบายจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์ ว่า ทำให้ประเทศเสียหายอย่างหนัก ดังนั้นรัฐบาลบิ๊กตู่ รวมถึงพรรคที่จะสนับสนุนบิ๊กตู่ให้เป็นนายกฯต่อไป จึงย่อมไม่สามารถดำเนินนโยบาย “จำนำข้าว”แบบระบอบทักษิณได้

ช่วง 4 ปีรัฐบาลคสช.ที่ผ่านมา ได้พยายาม“ซื้อใจ”ชาวนาผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ไม่ใช่การแทรกแซงกลไกตลาด เช่น แจกเงินช่วยต้นทุนไร่ละ 1,000 บาท,โครงการจำนำยุ้งฉาง, บัตรคนจน ฯลฯ และความพยายามล่าสุดคือ ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. ข้าวฉบับใหม่ ที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 25 คน ร่วมกันเสนอ..ขณะนี้อยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งในรายการ“ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ข้าวขึ้นมาแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ประเด็นว่า จะมีคนดูแลการประกอบข้าวได้อย่างไร ทั้งเกษตรกร, ผู้ค้าข้าว เพราะเป็นห่วงโซ่เดียวกัน ต้องดูแลทั้งหมด ทั้งการผลิต,แปรรูป,การตลาด ดูกลไกว่าขณะนี้เพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้กรมการค้าข้าวที่จัดทำยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ ได้จัดทำบิ๊กดาต้าขึ้นมา เพื่อบริหารรวมกันเรียกว่า แผนบริหารการผลิตข้าวแบบครบวงจร มีคณะกรรมการทั้งภาครัฐ, เอกชน และตัวแทนเกษตรกร หารือร่วมกันเพื่อวางแผนการผลิต ไปจนถึงการตลาด ตั้งแต่การกำหนดอุปสงค์,อุปทาน ช่วงเวลาการผลิต บางครั้งอาจต้องผลิตเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำ

“เป็นเรื่องของการพิจารณาด้วยหลักการและเหตุผลที่ครบถ้วน ไปดูตั้งแต่ต้นทาง,กลางทาง, ปลายทาง สิ่งที่เน้นย้ำอย่างเดียวคือ ดูแลต้นทางคือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้มากที่สุด และดูในเรื่องของตลาดนำการผลิตอุปสงค์-อุปทานให้ได้ ทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น”

ฟังที่นายกฯบิ๊กตู่ให้ความสำคัญมากเช่นนี้ ก็น่าสนใจยิ่ง ผมคงต้องขยายต่อสัปดาห์หน้า

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘ปิดจ๊อบ’จำนำข้าวผลาญชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362102

449007

ส่องเกษตร : ‘ปิดจ๊อบ’จำนำข้าวผลาญชาติ

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ปิดจ๊อบ” โครงการรับจำนำข้าวผลาญชาติในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเป็นที่เรียบร้อยเสียที เพราะข้าวลอตสุดท้ายที่เหลือจากโครงการรับจำนำ สามารถประมูลขายออกไปได้หมดสิ้นแล้ว…

ข้าวลอตสุดท้ายนี้จัดเป็นข้าวที่เรียกได้ว่า“เหลือเดน” เพราะ“เสื่อมสภาพ”จนไม่สามารถให้คนบริโภคได้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่เรียกว่า ข้าวสำหรับเอาไปใช้ในอุตสาหกรรม ก็คือเอาไปทำเป็นอาหารสัตว์จำนวน 2.45 แสนตัน กับกลุ่มสำหรับเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ คือ ต้องเอาไปทำปุ๋ยหรือทำเชื้อเพลิง“เอทานอล” อีก 2.23 หมื่นตัน

แม้นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุผลสำเร็จประมูลข้าวลอตสุดท้ายนี้ว่า สามารถประมูลขายได้หมดเกลี้ยง ในราคาที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ในข้อเท็จจริง ราคาที่ขายได้นี้ ก็ขาดทุนย่อยยับ…กล่าวคือ กลุ่มข้าวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม 2.45 แสนตันขายได้ราคาเฉลี่ยตันละ 6,670 บาท ส่วนกลุ่มข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ได้ราคาเฉลี่ยตันละ 4,584 บาทเท่านั้น เทียบกับราคาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์รับจำนำ บวกค่าเก็บรักษาและอื่นๆ ที่รวมแล้วต้นทุนตกอย่างน้อยตันละ 25,000 บาท เท่ากับข้าว“เหลือเดน” นี้ ขาดทุนย่อยยับตันละร่วม 2 หมื่นบาท!

ขณะที่โดยสรุปทั้งหมดแล้ว ข้าวที่รับจำนำยุค“ยิ่งลักษณ์”ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะเข้ามาบริหารนั้น มีตัวเลขทางบัญชีอยู่ที่ 18.7 ล้านตัน แต่คณะทำงานที่ คสช.ตั้งขึ้นได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า มีข้าวในสต๊อกจริงอยู่ทั้งสิ้นเพียง 17.7 ล้านตัน (ข้าวหายไป 1 ล้านตัน!) ในจำนวนนี้มีข้าวที่ไม่มีภาระผูกพันให้กระทรวงพาณิชย์นำออกมาประมูลขายทั้งสิ้น 16.91 ล้านตัน รวมการประมูลครั้งสุดท้ายนี้ด้วย เท่ากับว่า เปิดประมูลขายไป 32 ครั้ง ได้เงินกลับคืนมารวม 146,176 ล้านบาท…

เทียบกับเงินที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ควักกระเป๋า ธ.ก.ส.ใช้รับจำนำข้าวไปก่อน ร่วมๆ 7 แสนล้านบาท ก็คงขาดทุนมากกว่า 5 แสนล้านบาท…เป็นไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆเคยประเมินกันไว้

ซึ่งไม่ว่าจะขายข้าวที่รับจำนำนี้ไปอย่างไร ก็ต้องขาดทุนมโหฬารหลายแสนล้านบาททั้งนั้น เพราะต้นทุนที่รับจำนำไว้สูงลิ่ว บวกกับการทุจริตโกงกินทุกรูปแบบจากการรับจำนำยุคยิ่งลักษณ์ ยิ่งเพิ่มต้นทุนมหาศาล ขณะที่ขายในตลาดโลกหรือขายแบบประมูลก็ขาดทุนเกินครึ่งทั้งนั้น อย่างที่รองอธิบดี“มนัสนิตย์”บอก คือ หากเปรียบเทียบราคาที่ขายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบกับราคาที่รับจำนำไว้ จะพบว่าขาดทุนตั้งแต่เริ่มรับจำนำ เพราะหากจะขายให้ได้คุ้มทุน ราคาเฉลี่ยต้องอยู่ที่ประมาณ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ตอนนี้ราคาข้าวในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 411 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น…และช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ราคาข้าวในตลาดโลกยิ่งตกต่ำกว่านี้มากอีกด้วย

ย้ำอีกครั้ง ตัวเลขทั้งหมดนี้ ถือเป็นการสรุป“ปิดจ๊อบ”สำหรับโครงการจำนำข้าวผลาญชาติยุค “ยิ่งลักษณ์” ที่รัฐบาล คสช.โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คงจะได้ตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับเอาไปจัดการตามกระบวนการกฎหมาย เพื่อเรียกค่าเสียหายผู้ที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร(ตามที่ดำเนินการไปบ้างแล้วทั้งกรณี“ยิ่งลักษณ์”เอง ตลอดจนกลุ่มอดีตรมว.พาณิชย์-บุญทรง เตริยาภิรมย์กับพวก) ตลอดจนการไล่เบี้ยทวงคืนจากขบวนทุจริตตั้งแต่“ต้นน้ำ” จนถึง“ปลายน้ำ”กันต่อไป เพราะคดีที่ยังคั่งค้างจากการทุจริตโครงการจำนำข้าวนั้น มีนับพันๆคดีที่ต้องไล่เบี้ยกันตั้งแต่ โรงสี,โกดังเก็บสต๊อกข้าว,เซอร์เวย์เยอร์,เจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐผู้รับผิดชอบอย่าง อ.ต.ก. อคส. เป็นต้น

และคงต้องย้ำกับพี่น้องเกษตรกรชาวนา ตลอดจนประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย ที่จะต้องจดจำบทเรียนอันเจ็บปวดจากนโยบายประชานิยม“เคลือบยาพิษ”อย่างโครงการจำนำข้าวนี้ไว้ให้ดีๆ อย่าได้หลงกลตกเป็นเหยื่อมันอีก จนประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องวิกฤติพินาศซ้ำรอย ซ้ำซากๆ

ที่ต้องเตือนเช่นนี้ เพราะยิ่งใกล้เวลาเข้ามาเท่าไหร่ในการเลือกตั้งปีหน้า 2562 ตามโรดแมป ก็ดูเหมือนหลายๆ พรรคการเมือง ทั้งพรรคสามานย์เก่าๆ ตลอดจนพรรคแปลงโฉมเป็นพรรคใหม่ๆ ต่างก็ตั้งท่าที่จะขุดเอานโยบายประชานิยม “น้ำตาลเคลือบยาพิษ”โดยเฉพาะเรื่อง“ข้าว” ขึ้นมาหลอกล่อเรียกคะแนนนิยมกันอีกแล้วครับท่าน…

อย่างไรก็ตามสำหรับรัฐบาล คสช.และสนช.สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ ก็กำลังจะออกพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง ไว้โอกาสหน้า ผมจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

ส่องเกษตร : ฝากการบ้านปลัดเกษตรฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360756

449007

ส่องเกษตร : ฝากการบ้านปลัดเกษตรฯคนใหม่

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องขอร่วมแสดงความยินดีด้วยกับท่านอธิบดีกรมการข้าว-อนันต์ สุวรรณรัตน์ ที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ แทนปลัดฯเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการลง โดยได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

สำหรับปูมหลังคุณอนันต์นั้น สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,ปริญญาโทพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตทางพัฒนาการเศรษฐกิจเกียรตินิยมดีมากจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมทั้งผ่านอีกหลายหลักสูตรการอบรม ทั้งจาก วปอ.-วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร,สถาบันพระปกเกล้า,สำนักงานก.พ. และป.ป.ช. ฯลฯ

คุณอนันต์จัดเป็นข้าราชการ“สายวิชาการ” ที่โดดเด่นไม่เบา ผ่านการเป็นอธิบดีทั้งกรมหม่อนไหม,กรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าว เคยได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นปี 2550 ประเภทงานวิจัยประยุกต์จากการวิจัยถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 80 สมัยเป็นผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5และได้รางวัลนักวิจัยดีเด่นจากการปรับปรุงพันธุ์ยางพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 รวมทั้งอีกหลายรางวัลชมเชยจากงานวิจัยหลายเรื่อง

ผมได้ข้อมูลมาว่า ปกติคุณอนันต์เป็นคนประนีประนอม ไม่ค่อยขัดแย้งกับใครมีความอดทนอดกลั้นสูง อย่างเช่นช่วงปี 2560 ที่คุณชุติมา บุณยประภัศร เป็นรมช.เกษตรฯที่กำกับดูแลกรมการข้าวและได้ให้ความสนใจทำแต่งาน “ข้าว” มากเป็นพิเศษ แทบจะมานั่งทำงานอยู่ที่กรมการข้าวตลอดเวลาเลยก็ว่าได้ จนหลายๆคนแอบนินทาว่า “ท่านเป็นรัฐมนตรีหรือว่าเป็นอธิบดีกรมการข้าวตัวจริงกันแน่” เรื่องนี้สร้างความอึดอัดใจให้อธิบดีอย่างคุณอนันต์มาก ขนาดมีข่าวลือว่า ได้ขอลาไปบวชที่อินเดีย….แต่ด้วยความเป็นคนที่อดทนอดกลั้นสูง ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เป็นธรรมดาเมื่อคนใหม่มา ย่อมเป็นที่จับตา รวมทั้งถูกตั้งความหวังในการนำพาสิ่งใหม่ๆที่ดีขึ้นในการสร้างสรรค์การทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนไทยซึ่งเป็น“เจ้านายตัวจริง”ของข้าราชการไทยทุกๆคนดังนั้นนับจากวันที่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นต้นไป ท่านอนันต์มีเวลาอยู่ในตำแหน่งถึงปี 2564 หรืออีกร่วม 3 ปี จึงจะเกษียณ(ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆจนต้องพ้นเก้าอี้ไปเสียก่อน) เป็นเวลามากพอที่จะพิสูจน์ฝีมือให้ประจักษ์ว่า ผลงานจะออกมาเป็นเช่นไรเข้าตาประชาชนหรือไม่ และตัวท่านเองจะเป็นที่จดจำในแบบใดต่อไป

ผมก็หวังว่า ด้วยคุณสมบัติที่ประนีประนอมและอดทนอดกลั้นของท่าน จะช่วยเป็นตัวกลางผสานการทำงานระหว่าง 3 รัฐมนตรีเกษตรฯฝ่ายการเมืองกับบรรดาข้าราชการประจำทุกระดับ ทุกกรม ให้ทุกอย่าง ทุกการทำงาน ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี เพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ

อ้อ! สิ่งที่ข้าราชการหลายๆคนฝากผ่านมาคือ อยากให้ท่านช่วยดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายนับจากนี้ ขอให้เกิดความยุติธรรมและให้ได้ผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งจริงๆ เพื่อให้งานของหน่วยงานและกรมต่างๆสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการระดับต่างๆจะได้มีขวัญและกำลังใจด้วย

ต้องขอเรียนตรงๆเลยว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯที่ผ่านๆ มา แม้อยู่ในยุครัฐบาล คสช.มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังคงอื้ออึงด้วย “ข้อครหา”ทั้งเรื่องการเล่น “เส้นสาย” จากบรรดาขั้วอำนาจ ทั้งขั้วใหม่และขั้วเก่าที่ยังฝังรากลึก ที่เลวร้ายคือเรื่อง “การใช้เงิน” ซื้อขายเก้าอี้ ซื้อขายตำแหน่ง เป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคนที่ได้ขึ้นเป็นใหญ่ไร้ฝีมือ ไร้ความสามารถ ได้เก้าอี้มาอย่างไม่สง่างาม ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งนอกจากจะ“ทำงานไม่เป็น”หรือทำงานไม่ได้แล้ว ยังตั้งหน้าตั้งตาจะ“ถอนทุน”คืน ไม่ว่าด้วยการหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือใช้อำนาจหน้าที่“ขายเก้าอี้-ขายตำแหน่ง”ในระดับล่างๆ แบบเดียวกับที่ตัวเองใช้เงินซื้อมา…เป็นวงจรอุบาทว์ที่ส่งผลจากอดีตถึงปัจจุบัน แล้วยังจะยิ่งเลวร้ายไปในอนาคต

คุณอนันต์ก็ผ่านหลักสูตรการอบรมนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง รุ่นที่ 7 ของสำนักงานป.ป.ช.มาแล้วเมื่อปี 2559 คงตระหนักและเข้าใจพิษภัยเรื่องนี้ดี แม้การเป็นปลัดกระทรวงฯมิใช่มีอำนาจกำหนดทุกการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงได้ แต่ก็มีอำนาจอยู่สูงพอสมควร หวังว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ให้การแต่งตั้งโยกย้ายออกมาบริสุทธิ์ ยุติธรรม ได้คนดีที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุดก็แล้วกัน

ส่องเกษตร : ภัยคุกคาม‘ข้าวไทย’(อีกที)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359222

449007

ส่องเกษตร : ภัยคุกคาม‘ข้าวไทย’(อีกที)

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ปีนี้เป็นปีที่สดใสยิ่งสำหรับสินค้าข้าวไทย ดังที่ได้รายงานเป็นระยะๆ ว่า ตลาดโลกมีความต้องการซื้อข้าวไทยสูงมาก โดยเฉพาะ “หอมมะลิ” ข้าวพรีเมียมสำคัญที่มีปริมาณการส่งออกเกือบ 20%ของสินค้าข้าวไทยทุกชนิด…ทำให้ราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลดีต่อราคาข้าวในประเทศอย่างยิ่งด้วย

แต่ผมเพิ่งเขียนไป 2-3 สัปดาห์ก่อนถึง“ภัยคุกคาม” ในอนาคตอันใกล้ จากการที่สหรัฐอเมริกาได้พัฒนา “ข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่” ถึง 3 สายพันธุ์คือ จัสมิน“Aroma17,จัสมิน“CLJ 01” และจัสมิน “Calaroma 201” ที่มีคุณภาพเยี่ยม ความนุ่มหอมอร่อยทัดเทียมข้าวหอมมะลิไทย แต่ให้ผลผลิตสูงกว่ามากคือ ผลผลิตสูงถึงไร่ละกว่า 1,600 กก. ซึ่งเริ่มส่งเสริมชาวนา“ลุงแซม”เพาะปลูกแล้ว ทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐลดลงทุกปี นอกจากนั้นยังน่าห่วงว่า ในอนาคต“ข้าวหอมสหรัฐ”ที่ผลิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจะกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญยิ่งของหอมมะลิไทยในตลาดสำคัญๆ ทั่วโลกด้วย

พอวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง ก็ได้ยินข่าวไม่สู่ดีที่จะมีผลกระทบต่ออนาคตข้าวหอมมะลิไทยซ้ำอีกเรื่องหนึ่ง จึงจำเป็นต้องเขียนถึง“ภัยคุกคาม”นี้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เร่งศึกษาข้อมูลและวางแผนรับมือกันให้ดี…อย่าให้สายเกินไป

ข่าวที่ได้ยินมาเมื่อวันจันทร์เป็นการระบุของรศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่พูดในรายการวิทยุคลื่นหนึ่ง ทั้งยังเขียนเรื่องเดียวกันนี้ลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งด้วย ในหัวข้อว่า“ข้าวไทยจะสูญพันธุ์ในตลาดจีนจริงหรือ?”

ดร.อัทธ์ซึ่งได้รศ.จากผลงานวิชาการในการวิจัยเรื่อง“ข้าว”อย่างลึกซึ้ง พูดและเขียนเรื่องนี้ ด้วยเนื้อหาจากที่ร่วมคณะกับกระทรวงพาณิชย์ไปเก็บข้อมูลตลาดข้าวไทยที่เมืองเซี่ยงไฮ้, เมืองหางโจว และเมืองหนิงโปในมณฑลเจ้อเจียงตอนเหนือของจีน เพื่อดูปัญหาอุปสรรคและแสวงหาโอกาสของข้าวไทยในตลาดจีนเมื่อ 14-16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสรุปได้ว่า ตลาดข้าวไทยในจีนตอนเหนือโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิกำลังย่ำแย่ลง และมีแนวโน้มจะลามไปถึงจีนตอนใต้ที่ตลาดข้าวไทยยังดีอยู่ด้วย

“ข้าวไทยในตลาดจีนจะสูญพันธุ์หรือไม่?”เป็นคำถามที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยอย่างมาก หากเราไม่ปรับตัวอย่างเร่งรีบ มีโอกาสที่ส่วนแบ่งในตลาดจีนจะลดลงอย่างต่อเนื่องแน่นอน และเป็นศูนย์ในที่สุด…นี่คือ สิ่งที่ดร.อัทธ์เขียนไว้

ตลาดข้าวไทยในจีนที่เลวร้ายลง มีหลายสาเหตุ เช่น ระบบปกป้องข้าวในประเทศของจีนเอง ด้วยการให้โควตาและคุมเข้มข้าวที่นำเข้า แต่ประเด็นที่ดูหนักหนายิ่งก็คือ การที่คนจีนเริ่มคลายความนิยมต่อข้าวหอมมะลิไทย เนื่องจากระยะหลังๆมานี้ “หอมน้อยลง” หรือ “ไม่หอมเลย” ก็มี…เป็นปัญหาเรื่องคุณภาพ หรือการควบคุมมาตรฐานความหอมของข้าวไทยมีปัญหา

อีกประเด็นที่หนักหนายิ่งคือ การที่จีนสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ชื่อ “อู๋ ชาง (Wu Chang Rice)” ขึ้นตอบสนองรสนิยมคนจีนแทนข้าวหอมมะลิไทยได้เป็นอย่างดี โดยเป็นข้าวแบบ “4 ดี” คือ นิ่มดี, เหนียวดี, กลิ่นหอมดี และ มี GI ดี(Geographical Indications สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง) คือเป็นข้าวที่ผลิตที่เมือง “อู๋ ชาง” ในมณฑลเฮย์หลงเจียง (เหมือนข้าวหอมมะลิไทยที่ได้ GI อย่างหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้หรือหอมมะลิสุรินทร์) นับเป็นความภาคภูมิใจของจีนด้วย

นอกจากคุณภาพสูงแล้ว ข้าว“อู๋ ชาง”ยังให้ผลผลิตสูงมากถึงไร่ละ 1.8 ตัน หรือ 1,800 กก. ที่น่าทึ้งคือ เพาะปลูกในพื้นที่มณฑลเฮย์หลงเจียงอันหนาวเหน็บและมีสภาพดินเค็มได้ ซึ่งข้าวอู๋ ชาง มีราคาใกล้เคียงหรือถูกกว่าหอมมะลิไทยที่ขายในจีน ทำให้กำลังเป็นที่นิยมแทนหอมมะลิไทยอย่างรวดเร็ว

น่าห่วงกว่านั้นคือ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์นี้ รวมถึงจีนนำเอาเทคโนโลยีการผลิตข้าวพันธุ์นี้เข้าไปร่วมพัฒนาปลูกในประเทศต่างๆเช่นในกัมพูชา เพื่อส่งกลับไปขายจีนหรือส่งขายตลาดโลกด้วยดังนั้นในอนาคตนอกจากไทยอาจเสียตลาดข้าวหอมในจีนแล้ว ยังอาจโดนข้าวจีนแย่งตลาดอื่นๆ อีกด้วย

ทั้งสหรัฐและจีนล้วนเคยเป็นตลาดใหญ่สำคัญสุด ที่ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปได้สูงมาก แต่ตอนนี้ไม่เพียงส่งไปได้น้อยลง ยังมีแนวโน้มในอนาคตที่ข้าวหอมจาก 2 ประเทศนี้ จะขึ้นมาเป็นคู่แข่งใหญ่ ที่บดบี้ข้าวหอมไทยในตลาดโลกอย่างหนัก

จึงถึงเวลาที่ต้องวางแผนรับมืออย่างจริงจัง ดังที่ดร.อัทธ์ระบุว่า ถึงขั้นต้องปฏิรูปหรือปฏิวัติระบบข้าวไทยเลยทีเดียว!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : มาถูกทาง!บริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357675

449007

ส่องเกษตร : มาถูกทาง!บริหารจัดการน้ำ

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้หลายพื้นที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมอยู่ แต่ดูเหมือนความรู้สึกวิตกกังวลที่เคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่เกิดกรณี“เขื่อนแตก”ในลาว(เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ซึ่งปรากฏภาพความน่ากลัวให้เห็นไปทั่วโลกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ)…ตอนนี้สังคมก็คงเริ่มคลายวิตกกันลงมากแล้ว

ด้านหนึ่งคงต้องชมเชย“การบริหารจัดการน้ำ”ช่วงนี้ที่เรียกว่า“ทำได้ดี”เป็นที่เห็นได้ โดยเฉพาะกรณีเขื่อนแก่งกระจานที่ปริมาณน้ำเขื่อนสูงเกิน 100% ล้นสปิลเวย์ แถมมีฝนตกต่อเนื่อง จนกลายเป็นจุดโฟกัสที่สื่อต่างๆลงเกาะติดพื้นที่ รอนำเสนอภาพข่าวที่อาจเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ซ้ำรอยปี 2559-2560 อีก

แต่ในที่สุดผ่านพ้นช่วงเวลา“อันตราย”ไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏภาพ“วิกฤตการณ์”เช่นนั้น แม้มีบางพื้นที่ท้ายเขื่อน หรือรีสอร์ท แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเจอน้ำท่วมไปบ้าง ก็ไม่รุนแรงอะไรนัก

งานนี้ทำเอากรมชลประทานหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการ“รับมือ”สถานการณ์แก่งกระจาน เป็นปลื้มถึงกับโชว์เป็นผลงานชิ้นโบแดง โดยจัดทำ VTR ความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ลุ่มน้ำเพชรบุรี ช่วยปกป้องตัวเมืองเพชรบุรีให้รอดพ้นวิกฤตจากอุทกภัยได้

สรุปเนื้อหา VTR ว่า มีการวางแผนรับมือล่วงหน้าก่อนถึงฤดูฝนเดือนพ.ค.ได้ควบคุมอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยเฉพาะลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยถอดบทเรียนปี’59-60 ป้องกันเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำรอย พร่องน้ำในลำน้ำ นำเครื่องจักร เครื่องมือไว้จุดเสี่ยง ขุดขยายคลอง RMC 3 เชื่อมคลอง D 9 เพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนสถานการณ์ที่น้ำเกินความจุอ่างแก่งกระจาน มาจากฝนตกหนักบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้วันที่ 20 ก.ค.มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากถึง 160 ล้าน ลบ.ม.ก็เร่งระบายต่อเนื่อง โดยติดตั้งกาลักน้ำ,เครื่องสูบน้ำ เร่งระบายผ่านช่องทางปกติและสปิลเวย์ ทั้งผันน้ำส่วนหนึ่งเข้าระบบชลประทานใช้คลอง D 9 และควบคุมปริมาณน้ำเขื่อนเพชรในลุ่มน้ำเพชร ไม่ให้เข้าตัวเมืองไปกระทบพื้นที่เศรษฐกิจ

ซึ่งการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจานผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเกณฑ์ 210 ลบ.ม.ต่อวินาทีเมื่อ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตัดยอดน้ำที่เขื่อนเพชรฯด้วยระบบชลประทานและคลองระบาย D 9 จนไม่ส่งผลต่อ อ.ท่ายาง,อ.บ้านลาด ส่วน อ.เมือง ควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบพื้นที่เศรษฐกิจ มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง ในชุมชน เครื่องผลักดันน้ำ 20 ลำ เตรียมรถบรรทุก รถตัก ประจำพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ ฯลฯ

สำหรับกรมชลประทานนี่คือ ผลงานชิ้นโบแดงที่โชว์ได้ ส่วนรัฐบาล ผมเชื่อว่าลึกๆก็คงอยากโชว์ภาพรวมว่า นี่คือ ผลงานรัฐบาลในการบูรณาการจัดการปัญหา“น้ำ” หลังจากที่ใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ชื่อภาษาอังกฤษ Office of the National Water Resources (ONWR)หรือเดิมคือ“สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บูรณาการจัดการเรื่องน้ำทั้งหมด

ผลงานครั้งนี้ที่ประเดิมความสำเร็จ จึงสามารถนำไปคุยต่อได้ว่า ดำเนินการมา“ถูกทาง”ยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ ที่ผ่านมา…แต่ก็อย่าเพิ่งย่ามใจ เพราะเรื่อง“น้ำ”เรื่องใหญ่ ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกเยอะ

ขอทิ้งท้ายด้วยข้อคิดเห็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน“ปราโมทย์ ไม้กลัด”ผู้ได้ชื่อว่า รอบรู้เรื่องน้ำดีที่สุดคนหนึ่งของไทย แม้ปัจจุบันอยู่ในวัย 78 ปีแล้วก็ตาม ท่านได้บอกกล่าวก่อนหน้านี้ช่วงที่คนกำลังกลัว“เขื่อนไทย”จะ“แตก”ซ้ำรอย“เขื่อนลาว”อย่างน่าสนใจดังนี้

“ผมเกาะติดเรื่องเขื่อนทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางอย่างใกล้ชิดตลอด ขอเรียนว่าเราทั้งหลายอย่ากังวลหรือเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงแข็งแรงแต่อย่างใดเลย เพราะเขื่อนหลายแห่งที่กำลังเก็บกักน้ำถึงระดับน้ำเก็บกักนั้น ผมมีส่วนเกี่ยวข้องในอดีตทุกแห่งก็ว่าได้ รู้ดีถึงมาตรฐานการก่อสร้างว่ามีความชัดเจนเกินร้อย แทบทุกแห่งผ่านร้อนผ่านหนาว มีน้ำล้นอาคารระบายน้ำล้นมาหลายครั้งหลายคราวแล้ว ในอดีตก็มากกว่าที่กำลังจะเกิดในปีนี้ด้วยซ้ำ แล้วเราจะกังวลมากมายด้วยเรื่องอะไรกัน

ปริมาณน้ำที่ล้นสูงเหนือระดับสันอาคารระบายน้ำล้นนี่แหละ คือเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำกำลังทำหน้าที่บรรเทาอุทกภัยพื้นที่ท้ายเขื่อนตามเป้าหมายที่เราสร้างขึ้นมา ผมว่า เขื่อนทุกแห่งกำลังทำหน้าที่ตามทีผู้ออกแบบเขากำหนด ไม่มีความวิปริตใดๆเลย เขื่อนหลายแห่งที่น้ำกำลังจะล้นอาคารระบายน้ำล้น อายุของเขื่อน 40 กว่าปี ถึง 50 กว่าปี แล้วจะห่วงอะไรกับความแข็งแรง เขื่อนดินถมบดอัดแน่น ยิ่งเก่ายิ่งดี อย่าไปเปรียบเทียบกับที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น ถ้าทำไม่ถูกต้องแล้ว จะพังให้เห็นในปีแรกๆ เลย ขอให้ข้อมูลในฐานะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มาตลอดชีวิตการทำราชการ”

อ่านความเห็นท่านแล้ว เชื่อว่า คงมั่นใจเขื่อนไทยได้มากขึ้นเยอะเลย

สาโรช บุญแสง