ส่องเกษตร : เตรียมตัวรับมือภัยคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356295

449007

ส่องเกษตร : เตรียมตัวรับมือภัยคุกคาม

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พี่น้องเกษตรกรไทยหลายๆ พื้นที่กำลังเผชิญการคุกคามของภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่รอบเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จุดโฟกัสสำคัญยิ่งเพราะน้ำกำลังล้นเขื่อน ล้น“สปิลเวย์” ขณะที่ยังคงมีฝนตกหนักช่วงนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านต้องพากันเตรียมการขนย้ายข้าวของหนีขึ้นที่สูง แต่ในส่วนพื้นที่การเกษตรไม่สามารถที่จะโยกย้ายหนีไปไหนได้ ก็ต้องปล่อยให้ท่วมเสียหายไปก่อน รอให้น้ำลดสู่ปกติ แล้วค่อยกลับมาฟื้นฟูกันใหม่…เป็นวิถีที่ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็หวังว่า ความช่วยเหลือต่างๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วให้ทันสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ ทั้งในช่วงที่กำลังเกิดน้ำท่วมและโดยเฉพาะหลังจากน้ำลดลง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ภัยธรรมชาติเรื่อง “น้ำ” ทั้งท่วมและแล้ง นับเป็นภัยคุกคามต่อเกษตรกรไทยอยู่เสมอมา เรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ”ให้ดี จึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง ที่ต้องหาทางปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ตลอดเวลา เพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืนมากที่สุดในอนาคตต่อๆ ไป…

นอกจากภัยคุกคามในสถานการณ์เฉพาะหน้าเรื่อง “น้ำท่วม” นี้แล้ว ยังมี“ภัยคุกคาม” ต่อเกษตรกรไทยอีกมากมาย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯจะต้องตระหนัก ตื่นตัว เตรียมการรับมือให้ทันการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ปล่อยให้“ภัย”มาจ่อถึงคอหอย กระทั่งเกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นแล้ว ค่อยลุกลี้ลุกล้นหาทางแก้ไข เหมือนดังที่ผ่านๆมา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า “ประสิทธิภาพ”เป็นอย่างไร

และเรื่องหนึ่งที่กำลังจะเป็น “ภัยคุกคามต่อข้าวไทย” มีสิทธิส่งผลกระทบเลวร้ายต่อชาวนาไทยในอนาคตได้ก็คือ เรื่องที่สหรัฐอเมริกาสามารถปรับปรุงพัฒนา “ข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่” ถึง 3 สายพันธุ์ที่มีคุณภาพเยี่ยมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทยแต่ให้ผลผลิตที่สูงกว่ามาก ซึ่งปลายปีนี้จะประเดิมส่งเสริมให้ชาวนา “ลุงแซม” เพาะปลูกก่อน 1 สายพันธุ์…ข่าวว่า จะให้ผลผลิตสูงถึงไร่ละกว่า 1,600 กก.ทีเดียว!

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ ระบุ ข้อมูลสถิติการส่งออกข้าวช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิเฉลี่ย 25-30% ของมูลค่าส่งออกข้าวทั้งหมด โดยตลาดข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทยตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา

แต่ที่น่าห่วงคือ การส่งออกหอมมะลิไปสหรัฐมีแนวโน้มลดลงตลอดตั้งแต่ปี 2557 เพราะสหรัฐฯได้พัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ถึง 3 สายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมจัสมิน “Aroma17” ที่มีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิไทย ให้ผลผลิตสูง 7,740 ปอนด์/เอเคอร์ (1,388 กก./ไร่) ส่วนมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน “CLJ 01” มีกลิ่นหอมทัดเทียมหอมมะลิไทย เมล็ดข้าวสวย มีท้องไข่น้อย ผลผลิตสูงถึง 1,645 กก./ไร่ ขณะที่มูลนิธิวิจัยข้าวแคลิฟอร์เนียพัฒนาสายพันธุ์จัสมิน “Calaroma 201”แม้กลิ่นหอมน้อยกว่า แต่เมื่อหุงจะได้ข้าวที่อ่อนนุ่มสูงและให้ผลผลิตสูงถึง 1,695 กก./ไร่

ซึ่งพันธุ์จัสมิน Aroma17 ได้วิจัยและทดลองในแปลงเสร็จสิ้นแล้ว จะเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นต้นไป

นายประพัฒน์แสดงความเป็นห่วงมากเพราะเดิมข้าวหอมมะลิก็มีคู่แข่งมากทั้งจากอินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม บังกลาเทศ เมียนมากัมพูชา ที่ล้วนมีข้าวหอมพันธุ์ดี หากมีคู่แข่งเพิ่มคือสหรัฐซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วย จะยิ่งมีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยมาก ท้ายสุดชาวนาก็จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เขาจึงเรียกร้องหน่วยงานผู้รับผิดชอบทั้งด้านผลิตข้าว และการค้าข้าว ต้องช่วยกันค้นหาข้อมูลและเตรียมการตั้งรับ เตรียมแก้ปัญหาโดยรีบด่วน

ขณะที่รมช.พาณิชย์-น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร บอกว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามข้อมูลนี้อยู่ ได้ทราบจากผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายข้าวในสหรัฐว่า ตอนนี้มีเพียงสายพันธุ์เดียวที่สหรัฐฯนำมาทดลองตลาด แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายในตลาดทั่วไป ในระยะสั้นจึงยังไม่มีผลกระทบต่อข้าวหอมมะลิไทย อย่างไรก็ตาม ก็มีแผนจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯรักษาคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยและพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ๆที่สามารถแข่งขันได้ ทั้งจะเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยเชิงรุกในตลาดสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาตลาดและเร่งขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ….

ครับ ในระยะสั้นนี้ ผลกระทบยังมีน้อย แต่ในระยะยาว ผมว่า น่าห่วงมาก กรมการข้าวก็ต้องเร่งมืองานวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยมากขึ้น ส่วนชาวนาเองก็คงต้องเร่งปรับตัว หนักขึ้นด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เตรียมให้พร้อมรับมือ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354850

449007

ส่องเกษตร : เตรียมให้พร้อมรับมือ‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์“น้ำ”ช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร

ต้องยอมรับว่า มีความหวั่นผวาของผู้คนอยู่มาก เพราะภาพอันน่ากลัวยังคงติดตากรณี“เขื่อนแตก”ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยในลาว ประเทศบ้านพี่เมืองน้องของไทยเรา ที่จนถึงวันนี้ยังต้องระดมความช่วยเหลือกันไม่เสร็จ ประกอบกับในไทยเอง ฝนฟ้ายังคงตกหนักหลายภาคโดยเฉพาะภาคเหนือกับภาคอีสาน ซึ่งฤดูฝนปีนี้ นอกจากฝนตกชุกตามฤดูกาลลากยาวไปถึงราวๆตุลาคมแล้ว ยังมีโอกาสเจอพายุดีเปรสชั่นผสมโรงอีกหลายลูกได้ ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า ประเทศจีนก็เร่งระบายน้ำจากเขื่อนยักษ์สามผา ปล่อยลงมาทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้นมาก เนื่องจากจีนก็โดนพายุถล่มอ่วม ทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนสูงลิ่วเช่นกัน

ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว รมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช จึงสั่งการด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์ ให้กรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์“น้ำ”ในลุ่มน้ำต่างๆและดูแลซ่อมบำรุง“เขื่อน” อ่างเก็บน้ำใหญ่น้อยทั้งหมดกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงที่สุด ต้องคอยตรวจตราอย่างเคร่งครัด ส่วนไหนชำรุดเสียหายต้องเร่งซ่อมแซมโดยเร็วที่สุด

ทั้งสั่งให้เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสำนักชลประทานต่างๆ กับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ให้มากขึ้นและเชื่อมโยงกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดฝนตกหนัก จะได้กำหนดการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว ไม่ให้น้ำล้นตลิ่ง ล้นอ่างเก็บน้ำ หรือล้นจนเขื่อนชำรุด

ส่วนอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์รับบัญชามาแล้ว ก็สั่งการต่อไปยังสำนักชลประทานต่างๆให้ทุกเขื่อนเพิ่มความถี่การตรวจตรา โดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำเฝ้าติดตามตลอด 24ชั่วโมงและสามารถประสานกับศูนย์ SWOC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับเตรียมเครื่องมือ เช่น เครื่องสูบน้ำท้ายเขื่อนมากขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อใช้ผลักดันน้ำ กรณีที่ฝนตกหนัก

ทั้งนี้ การตรวจเขื่อนทำด้วยเครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมเขื่อน (Dam Instrument)ที่สามารถตรวจการเคลื่อนตัวและการไหวตัวของเขื่อน, ตรวจสอบปริมาณน้ำที่ซึมออกท้ายเขื่อนว่า เกินเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ รายงานผ่านระบบอินเตอร์เนตแบบ Real Time หากมีความผิดปกติจะทราบทันที แล้วยังใช้วิธีเดินสำรวจตรวจสอบด้วยตาเปล่าว่า เกิดการเซาะและเกิดรูโพรงหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนถูกทำลาย

จากการตรวจสอบและเตรียมพร้อมเฝ้าระวังเข้มงวดนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำโดยรวมของเขื่อนทั้งหมดทั่วประเทศ ที่ล่าสุด เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำทั้งหมด 49,466 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 65%ของปริมาณความจุ ถึงแม้จะมีปริมาณน้ำมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงประมาณ 5,203 ล้าน ลบ.ม.และยังมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนวันละ 517.22 ล้านลบ.ม. ขณะที่ระบายออกวันละ 185.27 ล้านลบ.ม….แต่ก็ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากถึง 26,541 ล้านลบ.ม.

ด้วยการเตรียมพร้อมและความจุของเขื่อนที่ยังรองรับน้ำได้อีกไม่น้อยนี่เอง ทำให้อธิบดีทองเปลวมีความมั่นใจ กล้ายืนยันว่า จะไม่เกิดปัญหา “เขื่อนแตก” หรือเขื่อนพังอย่างแน่นอน โดยเขื่อนทั้งหมดภายใต้กาลดูแลกรมชลประทาน มีเขื่อนขนาดใหญ่ 25 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 478 แห่งและเขื่อนขนาดเล็ก 1,097 เขื่อน มีสภาพพร้อมใช้งาน และมั่นคงแข็งแรงดี

ได้เห็นข้อมูลและการเตรียมพร้อมเหล่านี้แล้ว คงทำให้เกิดความสบายใจกันได้มากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่อยู่ในฤดูกาลเพาะปลูกช่วงนี้ ก็ไม่สมควรนิ่งนอนใจ จนประมาทเกินไปเพราะน้ำฝน น้ำหลาก น้ำนอกระบบเขื่อนอื่นๆยังมีปริมาณมาก ล้วนมีโอกาสเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายแก่พืชผลที่ลงแรงเพาะปลูกไปแล้วได้ จึงควรต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือล่วงหน้าให้ดีด้วย…ขอให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนโชคดีครับ

ทิ้งท้าย มีข่าวสั้นๆของอดีตผู้ใหญ่ผู้น่านับถือในกระทรวงเกษตรฯที่เกษียณไปแล้ว คือ คุณอภิชาต จงสกุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินและอดีตเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ล่าสุดเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับรองเลขาฯใหม่อีก 3 ท่านคือ คุณสุวัฒน์ จิราพันธุ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ,คุณเทิดศักดิ์ บุณยขจร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ และคุณเดชพล ฐิตยารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาโครงการจากสภาพัฒน์

นับว่าพวกท่านเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของสังคม แม้จะเกษียณแล้ว ก็ยังมีสติปัญญาที่จะทำงานพัฒนาเพื่อช่วยเหลือสังคมไทยต่อไปได้ ขอชื่นชมด้วยครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘แก้ไข’จริงจัง ก็ไม่ต้อง‘แก้ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353498

449007

ส่องเกษตร : ‘แก้ไข’จริงจัง ก็ไม่ต้อง‘แก้ตัว’

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้มีเรื่องราวหลายข่าวคราวในแง่ลบ ที่ต้องกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการตรวจสอบ “แก้ไข” และจัดการอย่างจริงจัง…ขอย้ำว่า“แก้ไข”นะครับ ไม่ใช่“แก้ตัว”

เริ่มด้วยประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่นที่ส่อเค้าว่า เกิดขึ้นอีกแล้วครับท่าน ตามข่าวปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมป.ป.ท.-สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ได้สนธิกำลังกับทหาร,ตำรวจและฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบโครงการป้องกันตลิ่งพัง ของสำนักงานชลประทานจังหวัดยะลา ที่บ้าน กม.26 หมู่ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า มีการทุจริต

โครงการใช้งบฯกว่า 24 ล้านบาท แต่ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลน เช่น จากความยาว 700 เมตร เหลือแค่ 631.3 เมตร,วางสโลบแนวหินซ้อนจากแบบ 4 ชั้น เหลือ 3 ชั้นและ 2 ชั้น,หน้ากว้างดินบดอัดแน่นจากแบบกว้าง 1 เมตร เหลือครึ่งเมตร,ปูนเสาดำ คสล.ขาวดำในแบบ 176 ต้น ไม่ใส่เลยแม้แต่ต้นเดียว และยังผิดอีกหลายรายการที่นายช่างและวิศวกรผู้ควบคุมฯให้รายละเอียดไม่ได้ ทั้งที่สิ้นสุดสัญญาโครงการไปเมื่อก.ย.2560 และเบิกจ่ายงบฯไปครบหมดแล้ว โดยมีนายสุทิน รามแก้ว นายช่างชลประทานจังหวัดยะลา เป็นประธานตรวจรับงาน และมีบ.อัครพันธ์ก่อสร้าง ตั้งอยู่ใน ยะลา เป็นคู่สัญญาผู้รับผิดชอบโครงการ

ผลสอบเบื้องต้น ระบุแสดงว่า มีการทุจริตเกิดขึ้น และทำบันทึกส่งเลขาฯป.ป.ท.ให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด…ซึ่งข่าวยังระบุว่า การทุจริตมีนักการเมืองท้องถิ่นเกี่ยวข้อง แถมมีการแจก“ซองขาว”ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ทุกสังกัดฉบับละ 3 หมื่นบาท เพื่อให้ปิดข่าวด้วย แต่สื่อบางสำนักถ่ายเอกสารไว้เป็นหลักฐาน แล้วนำ “ซองเงิน”ส่งคืนไป

มีข่าวชัดๆ แบบนี้ กรมชลประทานและกระทรวงเกษตรฯไม่น่าจะต้องรอผลจากป.ป.ท. แต่ควรแสดงความจริงจังในการจัดการให้ปรากฏ เพราะมีมาตรการรัฐบาล คสช.ที่นายกฯบิ๊กตู่แจ้งครม.ไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เมื่อมีการร้องเรียนทุจริตหรือมีข้อมูลข่าวสารการทุจริต ขอให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ เริ่มต้นตรวจสอบทันทีภายใน 7 วันและสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน หากพบข้อมูลพอเชื่อได้ว่า มีการทุจริตเกิดขึ้น ให้ปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ยุ่งเหยิงกับพยานได้ เป็นต้น…รีบทำเลยครับ

ส่วนเรื่องต่อมาเป็นปัญหาที่ยังคงเป็นข่าวคราวอยู่เป็นระยะๆ มาตลอด เกี่ยวกับการตกค้างของสารอันตรายในสินค้าเกษตรทั้งปศุสัตว์และพืชผัก เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภคและเป็นการบ่อนเซาะความเชื่อมั่นที่มีต่อสินค้าเกษตรของไทยได้ด้วย โดยช่วงนี้มี 2 ข่าวคือ ข่าวที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลง“ผลทดสอบเนื้ออกไก่และตับไก่สด” ที่สุ่มตรวจจากห้างต่างๆ ตลาดสดและห้างออนไลน์ 62 ตัวอย่าง พบยาปฏิชีวนะตกค้างมากถึง 26 ตัวอย่างหรือ 41.93% กับอีกข่าวทางกรมอนามัย โดยนพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีออกมาเตือน ระบุข้อมูลผลตรวจการตกค้างสารเคมีในพืชผักที่จำหน่ายในท้องตลาด พบมีผักสด 10 ชนิดที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ในปริมาณสูง ได้แก่กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักบุ้งจีน มะเขือ และผักชี

ข่าวยาปฏิชีวนะตกค้างใน“เนื้ออกไก่และตับไก่”นั้น กรมปศุสัตว์ออกโรงบอกให้ชาวบ้านไม่ต้องตื่นตระหนก ยืนยันเจ้าหน้าที่กรมได้ออกตรวจสอบมาตรฐานทั้งที่จุดจำหน่ายและย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในอาหาร แต่ก็แนะให้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน ทั้งย้ำว่า การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์สุ่มครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นตัวอย่างต่อปีและส่งตรวจทางห้องแลปที่ได้รับรองตามมาตรฐานสากล ISO 17025 เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พบว่า สินค้าปศุสัตว์ไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากลที่นานาชาติยอมรับ …

ย้ำกันหนักแน่นว่า กระบวนการผลิตอุตสาหกรรมไก่เนื้อ กรมปสุสัตว์ได้กำกับดูแลอย่างเข้มงวด แต่ก็ดูเหมือนจะมีปัญหาถกเถียงกับการตรวจสอบของภาคเอกชนอยู่บ่อยๆ ลองหาทางจูนกันหน่อยเป็นไร ถ้าทุกฝ่ายต่างก็ปรารถนาดีต่อผู้บริโภคจริงๆ

ส่วนเรื่องยากำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักสดปริมาณสูง คงเป็นอีกเรื่องที่หน่วยงานเกษตรของไทยยืนยันควบคุมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย แต่ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ห่วงใยสุขภาพ อยากเห็นความเข้มข้นในการดูแล เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดจริงๆ จะมีมาตรการอะไรโชว์ให้เห็นได้ชัดๆ ช่วย“จัดให้”หน่อย และบอกกล่าวให้ชัดๆ ที

ชาวบ้านจะได้โล่งใจ ไม่ตื่นตระหนกอย่างที่พวกท่านชอบบอกครับ!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ถอดบทเรียนปฏิบัติการ‘ถ้ำหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352243

449007

ส่องเกษตร : ถอดบทเรียนปฏิบัติการ‘ถ้ำหลวง’

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 หมูป่าที่ถ้ำหลวง”จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นทางการจริงๆในวันพฤหัสบดี 19 ก.ค.นี้ ที่ว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์อย่างเป็น“ทางการ” เพราะปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกจะต้องจดจำไม่มีวันลืมในการช่วยเหลือเด็กๆนักฟุตบอลเยาวชนทีม“หมูป่าอะคาเดมี”พร้อมโค้ชรวม 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง- ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย นานรวม 17 วันนั้นประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก เริ่มด้วยภารกิจค้นหาจนเจอหลังจากติดอยู่ในถ้ำ 10 วัน จากนั้นก็เข้าสู่ภารกิจที่สองที่ยากลำบากแสนสาหัส คือการพาออกจากถ้ำอันสุดหฤโหด ซึ่งทำได้สำเร็จในช่วง 7 วันต่อมา

ภารกิจสุดท้ายคือการส่งทั้ง 13 คนกลับบ้าน คืนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่ญาติมิตร หลังพักฟื้นร่างกายอยู่ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ครบ 7 วัน จนแข็งแรงดีไม่พบอาการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อใดๆ จาก“ถ้ำหลวง” รวมทั้งมีสภาพจิตใจที่พร้อมกลับสู่ชีวิตปกติอีกครั้ง..ดีเดย์ส่งกลับบ้านก็คือ19 ก.ค.นี้

แม้ภารกิจที่เป็น“ทางการ”จะปิดจ๊อบลงแต่ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่ต้องทำต่อเพื่อให้ปฏิบัติการที่ทุ่มเทกันไปมโหฬาร โดยเฉพาะหนึ่งชีวิตที่ต้องสูญเสียไปของ “วีรบุรุษถ้ำหลวงตัวจริง”อย่างจ่าแซม-น.ต.สมาน กุนัน…ได้เกิดผลที่คุ้มค่ามากที่สุด

แน่นอนว่า การที่ 13 ชีวิต รอดปลอดภัยกลับสู่อ้อมกอดครอบครัว ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามากแล้ว แต่ก็ยังสามารถใช้“คุณค่าอันยิ่งใหญ่”จากปฏิบัติการครั้งนี้ ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้อีกมากมาย จึงเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้อง“ถอดบทเรียน” เก็บเกี่ยวนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ไม่ว่าจะในด้านพัฒนาการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือด้านอื่นๆอีกก็ตาม

อย่างเช่นเรื่องหนึ่งก็คือ “การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งมีข่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังถอดบทเรียนกรณี“ถ้ำหลวง” เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำโดยดึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเรื่องน้ำที่ถ้ำหลวง มาร่วมดำเนินการเบื้องต้น สทนช.ได้หารือแล้วกับผู้แทนกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทยานแห่งชาติฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช.ระบุว่า จะใช้วิกฤติการถ้ำหลวงฯ ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ทุกหน่วยงานด้านน้ำร่วมกันถอดบทเรียนจากข้อมูลที่ทุกหน่วยงานร่วมกันศึกษา นำมาวิเคราะห์แหล่งที่มาของน้ำ ตาน้ำ น้ำที่ซึมเข้าถ้ำรวมกับข้อมูลเชิงเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ นำมาสู่มาตรการระบายน้ำถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเพื่อร่วมวางมาตรการแผนบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำของวนอุทยาน ทั้งระยะกลางและระยะยาว ทั้งในเขตและนอกเขตพื้นที่โดยจะนำเอาน้ำซึม น้ำซับไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรการเก็บกักน้ำจากถ้ำ รวมถึงแหล่งน้ำอื่นๆ ในช่วงฤดูฝนให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ช่วงฤดูแล้งได้เต็มศักยภาพ เพื่อนำไปสู่แผนบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำของประเทศโดยเร็วต่อไป

ก็ถือเป็น“บทเรียนที่ดี”เรื่องหนึ่งที่สามารถนำไปพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ ให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลาย รวมถึงช่วยเรื่อง“การเกษตร”ในพื้นที่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมเองอยากให้การถอดบทเรียนและการคิดเรื่อง“บริหารน้ำ”นี้ กว้างไกลออกไปยิ่งกว่านี้ ไม่เฉพาะแต่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเพราะจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการที่ถ้ำหลวงโดยเฉพาะเรื่องการระบายน้ำและเบี่ยงทางน้ำไม่ให้เข้าถ้ำนั้น มีทั้งภาควิชาการ,ภาคเอกชน จนถึงระดับชาวบ้านเข้ามามีบทบาทลงมือ“ร่วมด้วยช่วยกัน”มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะเครื่องสูบน้ำซิ่ง ท่อพญานาค จากหลายจังหวัดภาคกลาง ทั้งนครปฐม,ราชบุรี,เพชรบุรี หรือทีมขุดเจาะน้ำบาดาล นำโดยสมาคมน้ำบาดาลแห่งประเทศไทยที่มีนายสุรทิน ชัยชมพูนายกสมาคมนำทีมลุยอย่างแข็งขัน เป็นต้น

ทีมงานเอกชนมากฝีมือเหล่านี้ แม้อาจจะไม่สูงส่งในเชิงวิชาการถึงขั้นที่จะร่วมวางแผน“บริหารน้ำ”ได้มากมาย แต่พวกเขาก็มีประสบการณ์และมีฝีมือเฉพาะด้านของตัวเอง ที่น่าจะนำมาแชร์บทเรียน เติมเต็มแผนงานบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ ทั้งยังจะเป็น“เครือข่าย”ที่สามารถจะขอให้ยกกำลังมาช่วยในภาวะที่จำเป็นต่างๆในอนาคตได้อีกด้วย…ผมว่า เชิญพวกเขามาร่วม“ถอดบทเรียน”เพื่อสร้างโมเดลการบริหารจัดการน้ำที่ดียิ่งขึ้นได้

และนี่ยังถือเป็นแนวทาง“ประชารัฐ”ความร่วมมือของภาครัฐ,เอกชนและภาคประชาชนอย่างที่ท่านนายกฯบิ๊กตู่ใฝ่ฝันอีกด้วย!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : หัวใจแห่งฮีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350820

449007

ส่องเกษตร : หัวใจแห่งฮีโร่

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ เป็นเช้าวันอังคาร 10 ก.ค.2561 นับจากวันที่เด็กๆ กับโค้ชร่วม 13 ชีวิตทีม “หมูป่าอะคาเดมี” เข้าไปติดอยู่ใน “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน”ที่เชียงรายตั้งแต่ 23 มิ.ย.รวม 17 วันแล้ว และน่าจะเป็นวันสุดท้ายเพราะคาดว่าภายในคืนวันอังคารนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือจะสามารถนำพาเด็กที่เหลือ 5 คนออกจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย หลังจากปฏิบัติการในวันอาทิตย์กับวันจันทร์สำเร็จลงได้ด้วยดี พาเด็กๆ ออกมาได้แล้ว 8 คน

ทันทีเมื่อ 13 หมูป่าฯออกจากถ้ำได้ปลอดภัยครบหมด คงเป็นช่วงเวลาที่คนทั้งประเทศและชาวโลกอีกมากมายที่เฝ้าจดจ่อติดตามข่าวนี้มาตลอด 17 วัน คงได้“เฮ”ยินดีกันสุดเสียง ด้วยความโล่งใจเสียที เพราะต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการที่กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกตลอดสิบกว่าวัน โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ต่างต้องลุ้นกันระทึกชนิด“บีบหัวใจ” มีความรู้สึกที่ขึ้นๆ ลงๆ สุดขีด ทั้งสุขและโศกเป็นอย่างยิ่ง

ต้นสัปดาห์ที่แล้ว เปิดขึ้นมาด้วยความสุข เพราะหลังปฏิบัติการค้นหาเด็กที่สาบสูญในถ้ำอันดำมืดอยู่ร่วม 10 วัน ก็ได้พบตัวเด็กครบทุกคนอยู่กันปลอดภัยบริเวณ“เนินนมสาว” เนินแคบๆ ที่ถูกน้ำล้อมรอบภายในถ้ำ ซึ่งคลิปภาพและเสียงเด็กๆที่สนทนากับนักดำน้ำชาวอังกฤษทีมแรกที่เป็นผู้พบตัวนี้ ได้กลายเป็น“ภาพจำ”ที่ประทับใจคนทั้งโลก สร้างความหวังสูงว่า ต่อจากนี้จะพาเด็กทุกคนออกมาได้ราบรื่นเรียบร้อย

แต่แล้วก็ต้องพบกับความเป็นจริงว่า การค้นหาพบเด็กเป็นแค่ความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนที่ยากแสนเข็ญยิ่งกว่าคือ การพาออกจากถ้ำที่มีสภาพทางธรรมชาติสุดโหดและจมน้ำลึกหลายช่วง เป็นระยะทางยาว ขณะที่เด็กๆ ไม่เพียงดำน้ำไม่เป็น แม้กระทั่งว่ายน้ำธรรมดาก็ยังทำไม่ได้

ความยากแสนเข็ญต่อการดำน้ำในถ้ำสุดโหดนี้ พิสูจน์ให้เห็นชัดด้วยการเสียสละอันยิ่งใหญ่ถึงชีวิตของวีรบุรุษที่ชื่อ “จ่าแซม”-จ.อ.สมาน กุนัน อดีตทหารหน่วยซีล ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา..ทำให้ปลายสัปดาห์กลายเป็นความโศกเศร้าสุดซึ้ง ขณะเดียวกันก็สร้างความวิตกยิ่งต่อการพา 13 หมูป่าฯออกมาอย่างไรให้ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบรัด ด้วยมีลมมรสุมที่กำลังพัดพาฝนเข้ามาเติมปริมาณน้ำในถ้ำมากยิ่งขึ้น

แต่ในที่สุดจากการร่วมแรงร่วมใจและวางแผนอย่างรอบคอบ เตรียมพร้อมทุกๆด้านของหน่วยงานไทย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและทีมกู้ภัยที่เก่งที่สุดจากนานาชาติที่ระดมกำลังและเครื่องมือทันสมัยมาช่วยกันเต็มที่ เป็นภาพ“ปฏิบัติการกู้ภัยระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์” ก็ประสบผลสำเร็จทั้งในวันอาทิตย์ที่พาออกมาได้ 4 คน และวันจันทร์อีก 4 คน เหลืออีก 5 คนในวันอังคาร คงจะสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีเช่นกัน

อีกครั้งที่ต้องขอขอบคุณ“ฮีโร”ทุกๆคน ทุกๆฝ่ายที่ร่วมกันทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลง เป็นภาพอันงดงามที่จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

และที่ต้องคารวะอย่างสุดหัวใจ ก็คือการเสียสละด้วยชีวิตของ “จ่าแซม-จ.อ.สมาน กุนัน” รวมถึงคารวะต่อหัวใจของครอบครัว“จ่าแซม” ทั้งผู้ที่เป็นภรรยาและผู้เป็นพ่อ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ มิเพียงไม่ตัดพ้อหรือโทษเด็ก โทษใครต่อการเสียชีวิตขอ“จ่าแซม” แต่ยังส่งกำลังใจ ส่งความปรารถนาดี ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจในการนำพา 13 หมูป่าฯ ออกมาให้สำเร็จ สมดังเจตนารมณ์ที่ “จ่าแซม” ต้องการ…หัวใจจ่าแซมยิ่งใหญ่ หัวใจพ่อและภรรยาของเขา ก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน

สำหรับ “ฮีโร่” สามัญชน อย่าง “เกษตรกร” ชาวบ้านในพื้นที่รอบถ้ำหลวงที่ยอมเสียสละอย่างเต็มใจให้พื้นที่รองรับน้ำปริมาณมหาศาลที่สูบออกมาจากถ้ำหลวง แม้จะสร้างความเสียหายให้กับไร่นาที่ลงแรงเพาะปลูกไปแล้วก็ตาม… ตอนนี้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแนวทางในการเยียวยาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วตามคำสั่งของท่าน รมว.กฤษฎา บุญราช

ย้ำกันตรงนี้อีกครั้ง เช่น จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับพื้นที่ไร่นาที่เสียหายสิ้นเชิงรายละไม่เกิน 30 ไร่ในอัตราสำหรับนาข้าวไร่ละ 1,113 บาท ส่วนพืชไร่ได้ไร่ละ 1,148 บาทและพืชสวนหรืออื่นๆ ได้ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 ขณะที่หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว กรมการข้าวจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูนาข้าวที่เสียหาย พร้อมกับสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ ซึ่งเท่าที่สำรวจเบื้องต้นมีนาข้าวถูกน้ำจากถ้ำหลวงท่วมแล้วประมาณ 1,397.5 ไร่

แต่ปรากฏว่า ก็มีเกษตรกรชาวบ้านหลายรายที่ให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่า ไม่ต้องการรับเงินเยียวยา เพราะสิ่งที่เขาต้องการก็เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ คือ ช่วยเหลือเด็กให้ได้เท่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นี่ก็เป็นหัวใจของความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของ “ฮีโร่” เกษตรกรไทย ที่ต้องกราบอีกเช่นกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ฮีโร่ที่‘ถ้ำหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349322

449007

ส่องเกษตร : ฮีโร่ที่‘ถ้ำหลวง’

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ นับเป็นช่วงที่ผมกำลังมีความสุขอย่างยิ่ง และเชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศ รวมถึงคนอีกทั่วโลกจำนวนมากต่างก็คงมีความสุขยิ่งในเรื่องเดียวกัน เพราะเป็นช่วงที่ได้รับทราบข่าวดีว่า ปฏิบัติการค้นหาช่วยเหลือเด็ก 12 คนพร้อมโค้ชวัย 25 ปีรวมเป็น 13 คนของทีมฟุตบอลเยาวชน “หมูป่า อะคาเดมี” ที่สูญหายติดอยู่ใน“ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมเวลานับสิบวันนั้น ประสบผลสำเร็จแล้ว! พบตัวทั้งหมดปลอดภัยดี อยู่ในขั้นตอนที่จะช่วยเหลือพากันออกมาจากถ้ำต่อไป

คงไม่ต้องสาธยายอะไรมากมายว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีอุปสรรค ความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายสูงขนาดไหน เพราะข่าวที่ทุกสื่อทั้งในประเทศและจากสำนักข่าวชื่อดังทั่วโลกพากันเกาะติด ถ่ายทอดมาให้คนไทยทั้งประเทศ ตลอดจนคนทั่วโลกเฝ้าจดจ่อติดตามมาตลอดทั้งสิบวันนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ทั้งก่อเกิดความรู้สึกผูกพันเหมือนทั้ง 13 คนเป็นลูกหลานของตัวเองที่จะต้องช่วยชีวิตออกมาให้ได้

ทำให้เกิดกระแสการส่งกำลังใจท่วมท้นทุกภาคส่วน ตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ตลอดจนผู้บริหารประเทศทั้งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ลงมาจนถึงบุคคลสำคัญภาคส่วนต่างๆและสามัญชนทั้งหลายที่ใช้ทุกรูปแบบ ทุกช่องทางโดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงออกอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

แม้แต่บุคคลสำคัญระดับโลกอย่างองค์พระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้นำคริสตจักรคาทอลิก แห่งนครรัฐวาติกัน ก็ยังร่วมสวดอธิษฐานส่งกำลังใจให้กับทั้ง 13 ชีวิตที่ติดในถ้ำหลวง ให้รอดกลับมาอย่างปลอดภัย

พลังแห่งทุกกำลังใจ เมื่อประสบผลสำเร็จในการช่วยชีวิตทั้ง “13 หมูป่าอะคาเดมี” ย่อมทำให้ทุกๆคนเกิดความโล่งใจจากความอัดอั้นที่เฝ้ารอ“ลุ้นระทึก”กันมาตลอด…จึงกลายเป็นความสุขสมอย่างยิ่ง

ต้องขอขอบคุณอย่างสูงแทนคนไทยทั้งประเทศ ต่อทุกๆคนที่มีส่วนร่วมสร้างความสุขนี้ให้เกิดขึ้น ไล่เลียงตั้งแต่ทุกหน่วยงานไทยเอง ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่น้อยกว่า 30 หน่วยงานที่ระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วย ตลอดจนหน่วยกู้ภัยนานาประเทศ ไม่ว่ากลุ่มนักดำน้ำ Derbyshire Cave rescue Organization จากอังกฤษ(ซึ่งได้ชื่อเป็นนักดำน้ำกู้ภัยในถ้ำที่เก่งที่สุดในโลก และก็ไม่ผิดหวัง เพราะเป็นกลุ่มแรกที่สามารถเจอเด็กทั้ง 13 คน) ตลอดจนทีมกู้ภัยจากมิตรประเทศทั้งลาว, สหรัฐ,จีน,ญี่ปุ่น,เบลเยียม,ออสเตรเลีย เป็นต้น

ทุกหน่วยงาน ทุกคนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ถือเป็น“ฮีโร่”ทั้งสิ้น!

สำหรับหน่วยงานไทยที่ขอกล่าวถึง ณ ที่นี้ นอกจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย“ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ที่เป็นผู้บัญชาการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตลอดจนหน่วยพิเศษ SEAL “หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม”ของกองทัพเรือ ที่เป็นกำลังหลักสำคัญของปฏิบัติดำน้ำฝ่าฟันอันตรายเข้าไปค้นหาในถ้ำแล้ว

ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง โดยกรมชลประทานก็ถือเป็นหน่วยปฏิบัติงานที่สำคัญไม่ใช่น้อย เพราะน้ำที่ท่วมท้นสูงในอุโมงค์ “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” และเติมเต็มตลอดจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันแรกๆ นับเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อปฏิบัติการช่วยเหลือที่จำเป็นต้องแก้ไขให้ได้ และกรมชลประทานก็เป็นหน่วยงานแรกที่เข้าไป ทั้งยืนหยัดอยู่ตลอดภารกิจนี้ ระดมทั้งเครื่องสูบน้ำและผู้เชี่ยวชาญของกรมเข้าช่วยเหลือทุกช่องทางในการสูบน้ำออกจากถ้ำให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยเฉพาะช่วงนาทีทองที่ฝนหยุดตก ฟ้าเปิดแล้ว ทำให้ในที่สุดระดับน้ำในถ้ำก็ลดลงไปมาก ช่วยให้หน่วยกู้ภัยต่างๆ ฝ่าเข้าไปจนถึง“พัทยาบีช” กระทั่งถึงจุดที่เด็กทั้ง 13 คนพักหลบภัยอยู่ได้

กรมชลประทานจึงนับว่าได้ช่วยเชิดหน้าชูตาให้กระทรวงเกษตรฯใน”ปฏิบัติการแห่งชาติ“ครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว!

สุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย ก็คือ “ฮีโร่”สามัญชนที่มีส่วนร่วม“ปิดทองหลังพระ”ในปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเฟื่องตัวน้อยที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร นั่นก็คือ บรรดา”จิตอาสา”ทั้งหลายที่เข้าไปทำหน้าที่เต็มกำลัง ตั้งแต่งานครัวทำอาหารเติมเสบียง เติมพลังให้ทุกหน่วยงาน งานจัดระเบียบพื้นที่ต่างๆ จนถึงชาวบ้านที่อาสาพาปีนป่ายไปสำรวจยังจุดต่างๆ เพื่อให้ได้ทุกแนวทางในการค้นหา

กระทั่งถึงชาวบ้านและ“เกษตรกร”ในพื้นที่ใกล้เคียง“ถ้ำหลวง”ที่ประกาศความเสียสละเป็นเสียงเดียวกัน “ยินดีที่จะให้พื้นที่เรือกสวนไร่นาของพวกตน”รองรับปริมาณน้ำมหาศาลที่จำเป็นต้องสูบออกมาจากในถ้ำ แม้จะก่อผลกระทบให้น้ำท่วมที่นาและบ้านเรือน รวมถึงบางรายเพิ่งหว่านกล้าไปแล้ว ก็พร้อมรับเพราะต่างเห็นใจพ่อแม่ของเด็ก อยากให้เด็กๆปลอดภัย

เกษตรกรชาวบ้านเหล่านี้ พวกท่านก็เป็น“ฮีโร่”เช่นกัน!

ส่องเกษตร : ไทยนิยมต้องไม่โกง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347902

449007

ส่องเกษตร : ไทยนิยมต้องไม่โกง!

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ท่านเลขาฯสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)- วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข แถลงไม่กี่วันก่อนว่า คณะกก.บริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้แต่งตั้ง“คณะทำงานติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน”ในส่วนที่กระทรวงรับผิดชอบ 2 แผนงานสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคเกษตร รวม 22 โครงการ ซึ่งใช้งบฯทั้งสิ้นสูงถึง 24,993 ล้านบาท โดยคณะทำงานชุดนี้มีนางอัญชนา ตราโช รองเลขาฯสศก. เป็นประธาน

ในการนี้ สศก.ได้จัด 19 ทีมสำหรับปฏิบัติงานลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ติดตามประเมินผล กำหนดไว้ 2 ช่วงได้แก่ ช่วงที่ 1 เก็บข้อมูล 10-30 มิ.ย. แล้วจัดทำรายงานเดือนก.ค. 2561 และช่วงที่ 2 เก็บข้อมูล 1-31 ส.ค. แล้วทำรายงานเดือนก.ย.2561 โดยกำหนดประเด็นประเมินผล 7 ด้านได้แก่ 1.การรับรู้รับทราบโครงการ 2.การได้รับสนับสนุน ช่วยเหลือหรือจ้างงานจากโครงการ 3.การได้รับองค์ความรู้จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯ 4.การนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติในพื้นที่ของเกษตรกร 5.การได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานโครงการ เช่น ลดต้นทุนการผลิต ปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 6.การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 7.ระดับความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ ทั้ง 19 ทีม จะจัดทำแผนปฏิบัติงานลงพื้นที่และประสานหน่วยงานรับผิดชอบโครงการในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมติดตามประเมินผลและสรุปผลดำเนินงาน พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ เสนอผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ เพื่อปรับปรุง พัฒนางานให้สำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรทั่วประเทศต่อไป…

นับเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทางราชการ เมื่อมีการทำโครงการพิเศษที่ต้องใช้งบประมาณสูงๆ ก็ต้องติดตามประเมินผลที่ได้รับ เพียงแต่กรอบการประเมินทั้ง 7 ด้านนั้น ผมเองเห็นว่า ยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ น่าจะมีการเพิ่มเติมเรื่อง“ความโปร่งใส” และไร้คอร์รัปชั่นด้วย

เพราะที่ผ่านมา โครงการพิเศษต่างๆที่กระทรวงเกษตรฯได้รับการจัดสรรงบฯมากมายมหาศาล ด้วยต้องทำงานยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังทุกข์ยากอยู่มากนั้น มักมีข้อครหา“ส่อทุจริต”ติดตามมาอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ในรัฐบาล คสช.ยุคนี้ที่ย้ำกันหนักหนาว่า“ต้องไม่มีการโกงเกิดขึ้น”…แต่โครงการต่างๆก็ยังมีเสียงครหาไม่สร่างซา และเป็นข้อครหาที่มีน้ำหนักไม่น้อย เพียงแค่จับไม่ค่อยได้ ไล่ไม่ค่อยทัน เพราะกระจายงบฯลงพื้นที่กว้างขวางมาก

ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร มาถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืนในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบ ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เพราะแค่งบฯเริ่มจะลงพื้นที่ไม่ทันไร เสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากล ก็ประดังขึ้นแล้ว เริ่มด้วยงบฯอุดหนุนสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ที่มีวงเงินถึง 1,791 ล้านบาท พบการจัดซื้อ โดยเฉพาะรถโฟล์คลิฟ รถตัก ที่เป็นชนิดเดียวกัน แต่ต่างสหกรณ์กลับจัดซื้อแพงกว่ากันมาก ทำให้ท่านรมว.กฤษฎา บุญราช เต้นผาง สั่งปลัดกระทรวงฯตั้งคณะกก.สอบสวนให้เสร็จภายใน 15 วัน หากพบทุจริต ก็ให้จัดการตามกฎหมายและวินัยอย่างเฉียบขาด

แม้เรื่องนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์-พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ จะยืนยันผลตรวจสอบแล้วว่า ไม่พบการทุจริตงบฯที่อุดหนุนแก่สหกรณ์ใดเลย พร้อมอธิบายความว่า ที่ราคาจัดซื้อโฟล์คลิฟแตกต่างกัน ถึงเป็นรถขนาด 2 ตันเท่ากัน ก็เนื่องจากคุณสมบัติและสมรรถนะการใช้งานไม่เท่ากัน เช่น สามารถยกได้สูงกว่าและยาวกว่า หรือเครื่องยนต์มีความแรง 2000 ซีซี กับ 3000 ซีซี ซึ่งสหกรณ์เป็นผู้กำหนดคุณลักษณะ เพื่อประกวดราคา ทั้งยังกำชับสหกรณ์จังหวัดแล้วให้ติดตามการใช้งบฯให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทุกขั้นตอนต้องทำรอบคอบและรัดกุม…

ถึงท่านอธิบดีจะอธิบายพอฟังได้เช่นนี้ แต่ก็ดูเหมือนยังลบข้อข้องใจได้ไม่หมดสิ้นนัก

นอกจากงบฯส่วนนี้แล้ว ผมเชื่อว่ารอดูต่อไป อาจจะมีงบฯโครงการไทยนิยมยั่งยืนส่วนอื่นๆที่จะถูกครหาตามมาอีก ดังนั้นถึงได้เห็นว่า กรอบการติดตามประเมินผลของคณะทำงานฯที่ตั้งขึ้น ควรจะดูเรื่อง“ความโปร่งใส”และไร้ทุจริตหรือไม่? ด้วย

หรือถ้าคิดว่า คณะทำงานชุดนี้ซึ่งล้วนแต่เป็นข้าราชการประจำ คงไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลเรื่องจับผิดทุจริตได้ ท่านรมว.กฤษฎาก็น่าจะลองตั้งชุดทำงานพิเศษ ดึง“คนนอก”ที่มีความสามารถด้านนี้มาช่วยลงไปสุ่มตรวจความโปร่งใสและส่อทุจริตโดยเฉพาะ ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างน้อยก็เพื่อป้องปราม จะได้หวังผลให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบฯเพื่อประโยชน์สุขแก่เกษตรกรได้เต็มที่มากขึ้น

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : หมูมะกันกับสงครามการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346395

449007

ส่องเกษตร : หมูมะกันกับสงครามการค้า

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กูรูต่างระบุเศรษฐกิจโลกปีนี้ฟื้นตัวชัดเจนมาก ทั้งประเทศผู้นำเศรษฐกิจสำคัญๆตั้งแต่สหรัฐอเมริกาลงมา รวมถึงประเทศไทยด้วย การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ส่งผลดีต่อสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย รวมถึงสินค้าเกษตร หลายๆตัวที่กลับมาราคาดีขึ้น สร้างความหวังที่สดใสให้ภาคการเกษตรไทยได้ไม่น้อย

แต่ท่ามกลางการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกนี้ กลับเกิดภาวะความตึงเครียด ด้วยส่อที่จะเกิด“สงครามการค้า” ที่รุนแรง เข้ามาทำลายบรรยากาศอย่างน่าเสียดาย

ผู้ที่โลกจ้องประณามเพราะกำลังตั้งหน้าตั้งตา“จุดชนวนสงครามการค้า”อย่างแข็งขัน คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯจากการเลือกตั้งด้วยการหาเสียงนโยบาย“อเมริกันมาก่อน”(America Frist) ละทิ้งสิ่งที่เคยยอมเสียเปรียบบ้างให้กับประเทศที่ด้อยกว่าหรือประเทศที่เป็นพันธมิตรเพื่อแสดงความเป็น“พี่เบิ้ม”มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก โดยหันกลับมายึดเอาแต่เรื่องผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นที่ตั้งหลักอย่างสุดขั้ว ชนิดไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น

ประเทศที่ค้าขายได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ถูกประกาศที่จะใช้มาตรการ“จัดการ”ถ้าไม่เปิดกว้างให้สหรัฐฯขายสินค้าคืนได้มากขึ้น ล่าสุด“ทรัมป์”ก็เปิดสงครามการค้าอย่างเป็นทางการกับ“จีน”มหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ โดยประกาศขึ้นภาษี 25% สินค้าจีนนำเข้าลอตแรกกว่า 800 รายการ มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์(ราว 1.6ล้านล้านบาท)เริ่มมีผลบังคับใช้ 6 ก.ค.นี้ โดยไม่สนใจที่เศรษฐศาสตร์โลกชี้ว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้น มีสิทธิสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

แน่นอน“จีน”ย่อมไม่นิ่งเฉยให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว แต่ได้ตอบโต้ทันที ประกาศขึ้นภาษี 25%สินค้าสหรัฐ 659 รายการมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน ซึ่งลอตแรก 545 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงสินค้าด้านการเกษตร ยานยนต์และสินค้าทางทะเล จะเริ่มมีผล 6 ก.ค.เป็นต้นไป

แค่ประเดิมประกาศสงครามก็มีผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกปั่นป่วนไปไม่ใช่น้อย ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างๆพากันร่วงลงระนาว ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรับมือให้ดี เพราะไทยก็ต้องได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน เช่น ภาคส่งออกที่ไทยส่งออกวัตถุดิบโดยเฉพาะสินค้าเกษตรอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจนี้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญปัญหาสินค้าบางชนิดไหลทะลักเข้ามา เนื่องจากจีนและสหรัฐฯต่างต้องการระบายสินค้าทดแทนส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้านี้

ข้อเสนอแนะที่มีมา เช่น ให้ไทยเตรียมพร้อมรับมือสินค้าทุ่มตลาดจากจีนและสหรัฐฯ, ให้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกทั้งสินค้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง สินค้าสำเร็จรูป ขณะที่ต้องฉวยจังหวะแสวงหาโอกาสส่งออกไปตลาดจีนและสหรัฐฯ ในสินค้าที่สหรัฐฯและจีนตอบโต้ตั้งกำแพงภาษีต่อกันและเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันได้ คาดว่า ไทยน่าจะส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนได้มากขึ้น เป็นต้น

ข้อเสนอเหล่านี้ จึงเป็นการมองสงครามการค้า“จีน-สหรัฐฯ”เป็นทั้งปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อไทย และเป็นทั้งโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรบางตัวของไทย ถ้ารู้จักฉกฉวยให้ดี

อย่างไรก็ตามสินค้าเกษตรที่กำลังจะได้รับผลกระทบเฉพาะหน้านี้ตัวหนึ่งที่ต้องเตรียมรับมือให้ดีก็คือ“หมู” ซึ่งสหรัฐฯพยายามกดดันไทยมาตลอดให้เปิดเสรีนำเข้า”หมูมะกัน” แต่ไทยก็ยังต้านไว้ด้วยเรื่องที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูสหรัฐมีการใช้“สารเร่งเนื้อแดง”ที่เป็นสิ่งต้องห้ามของไทย

มาตอนนี้“หมูมะกัน”เป็นสินค้าหนึ่งที่ถูกจีนตอบโต้ใน“สงครามการค้า” จึงมีโอกาสสูงมากที่สหรัฐฯจะหันมาเร่งกดดันประเทศต่างๆรวมถึงไทยมากยิ่งขึ้น ให้เปิดนำเข้า“หมูมะกัน” มิเช่นนั้น อาจจะใช้มาตรการรุนแรง“จัดการ”เหมือนที่เปิดสงครามกับจีนได้

ซึ่งมีข่าวว่า ในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ(ยูเอสทีอาร์)จะเดินทางมาพบหน่วยงานรัฐบาลไทย จี้ให้เร่งเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู ตามที่เคยหารือกันในการประชุมกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ เมื่อเดือนเม.ย.2561 พร้อมกับขู่ว่า หากไทยไม่ผ่อนปรน ก็มีสิทธิจะถูกสหรัฐตัด“GSP”สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสินค้าจำนวนมากได้ เพราะในการต่ออายุ GSP ครั้งที่ผ่านมา ประธานาธิบดี“ทรัมป์”ก็ไม่พอใจมาก

สัญญาณเตือนภัยจึงดังขึ้นอีกแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยต้องออกมาต่อต้านแน่ แล้วภาครัฐเตรียมการอะไรไว้รับมือหรือยัง?

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : นมโรงเรียน‘เน่า’อีกแล้วหรือ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344849

449007

ส่องเกษตร : นมโรงเรียน‘เน่า’อีกแล้วหรือ!

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นมโรงเรียน“เน่า!”เอาอีกแล้วหรือนี่..ทันทีที่เห็นข่าวนี้แวบแรก หลายๆคนคงอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกทำนองนี้ว่าคงมีการ“โกงกินอีกแล้ว” เพราะความคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื้อฉาว“ทุจริตนมโรงเรียน”ที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในอดีตอันไม่นานนักยังตราตรึงอยู่

อีกทั้งไม่กี่วันก่อน ก็เพิ่งเกิดกรณี“ขนมจีนคลุกน้ำปลา” อาหารกลางวันเด็กนักเรียนโรงเรียนท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ส่อทุจริตเบียดบังงบฯอุดหนุนค่าอาหารของนักเรียนอย่างน่าชิงชัง โดยฝีมือผู้อำนวยการโรงเรียนที่บัดนี้ถูกย้ายออกและกำลังตั้งกรรมการสอบสวนเอาความผิดกันอยู่ เลยยิ่งตอกย้ำให้เกิดความระแวงต่อกรณีที่โรงเรียนชื่อดัง“ไผทอุดมศึกษา”ร้องเรียน พบนมที่ได้รับมอบมาแจกนักเรียนมีปัญหาคุณภาพส่อบูดเสีย ลักษณะเนื้อนมขุ่นข้น จับเป็นลิ่มก้อนคล้ายวุ้นทั้งที่ข้างกล่องนมระบุยังไม่หมดอายุ ทำให้โรงเรียนต้องแจ้งผู้ปกครอง ขอให้นักเรียนงดดื่มนมที่ได้รับแจกไป

ปฏิกิริยาตอบสนองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไล่ตั้งแต่รมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช ลงมา นับว่ามีความฉับไวยิ่ง เพราะต้องยอมรับว่า ข่าวเรื่องนี้อ่อนไหวง่ายต่อความรู้สึกของผู้คนและสังคม ขืนชักช้าเป็นต้องถูกถล่มยับแน่

รมว.กฤษฎารีบสั่งการให้นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์- เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้พิจารณาลงโทษบริษัทที่ส่งนมโดยเร็ว อีกทั้งให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมหรือ“มิลค์บอร์ด” และคณะอนุกรรมการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) ประเมินมาตรการตรวจรับนมใหม่ให้รัดกุม ป้องกันการเกิดเหตุนมเสียหรือนมไม่ได้มาตรฐาน โดยมิลค์บอร์ดต้องเอกซเรย์ทุกพื้นที่ปรับระบบวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศ

ขณะนี้ผลตรวจสอบแบบง่ายสุด คือ ใช้สารละลายเบตาดีนแล้ว ไม่พบนมผสมแป้งแต่อย่างใด ตอนนี้จึงส่งให้อย.ตรวจสอบทางห้องแล็บอย่างละเอียดอยู่ ขณะที่สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ซึ่งได้โควตาส่ง “นมโรงเรียน” ดังกล่าวให้โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ออกมาขอโทษต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์ แถลงทั้งน้ำตาแสดงความเสียใจและยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง ระบุสาเหตุที่“นมบูด”เพราะความผิดพลาดเครื่องซีลบรรจุกล่องนมเสีย 1 เครื่องจากทั้งหมด 4 เครื่อง จนเครื่องทำงานไม่ต่อเนื่อง ทำให้ซีลกล่องนมได้ไม่สมบูรณ์ แต่มองด้วยตาจะไม่เห็น ประกอบกับระหว่างขนส่งมีการกระแทก กดทับ จนเกิดรอยรั่วตามรอยซีลจึงทำให้นมเสียได้ ซึ่งได้เก็บคืนนมลอตนี้ เพื่อนำไปทำลายทิ้งทั้งลอตกว่า 1 แสนกล่องที่ส่งให้ 12 โรงเรียนในกทม.และปริมณฑลแล้ว

ทั้งยืนยันว่า ทางสหกรณ์ได้เร่งรัดแก้ไขเครื่องซีล ปัจจุบันไม่พบปัญหาการผลิตแล้ว และจะนำความผิดพลาดนี้มาเป็นบทเรียน โดยขอน้อมรับความผิดและจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด “พวกเราเป็นเกษตรกรเลี้ยงโคนมได้มาร่วมตัวกันตั้งเป็นสหกรณ์ เพื่อตั้งใจผลิตนมโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพให้เด็กทุกคนได้ดื่มทุกวัน เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนี้พวกเราเสียใจอย่างที่สุด จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอีก”

ถ้าเป็นปัญหาเพราะเครื่องซีลเสียอย่างที่ประธานสหกรณ์โคนมไทยมิลค์อ้าง ก็นับเป็น“ความผิดพลาด”ที่ไม่เจตนา หาใช่“การทุจริต”อย่างที่บางสื่อหรือบางคนด่วนสรุปไปก่อน แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องรอผลตรวจสอบที่ชัดเจนจากแล็บของ อย.และการตรวจสอบขบวนการทั้งหมดของคณะกรรมการที่มิลล์บอร์ดตั้งขึ้น ซึ่งเชื่อว่า น่าจะไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม แต่ละปีรัฐได้จัดสรรงบประมาณ“นมโรงเรียน”จำนวนมาก เพื่อให้เด็กไทยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พัฒนาทั้งร่างกายและสมองให้แข็งแรงเติบใหญ่เป็นกำลังและอนาคตสำคัญของชาติ อย่างปี 2561 นี้ จัดสรรงบฯนมโรงเรียนถึง 14,000 ล้านบาท ให้เด็กระดับอนุบาลถึงประถมต้นรวม 7.45 ล้านคนได้ดื่มนมรวม 130 วันคือ 100 วันที่โรงเรียนกับ 30 วันที่นำกลับไปดื่มช่วงปิดเทอม

งบฯนมโรงเรียนจึงต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์จริงๆ บทบาทกรณีนี้ต้องชื่นชมโรงเรียนที่ตื่นตัว และกรณีอาหารกลางวัน“ขนมจีนคลุกน้ำปลา”ก็ต้องชื่นชมเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองที่ใส่ใจช่วยกันตรวจตรา

สำหรับในส่วนภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯที่เป็นกำลังหลักดูแลขับเคลื่อน“มิลล์บอร์ด”ก็ต้องตื่นตัวปรับกระบวนการทุกขั้นตอนอยู่เสมอ ให้“นมโรงเรียน”ที่มีคุณภาพ ส่งถึงมือนักเรียนได้ดื่ม และทั้งช่วยเกื้อหนุนอาชีพเกษตรกรโคนมที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ผลิตนมพร้อมดื่ม ได้พัฒนาคุณภาพ เพื่อก้าวสู่ความเข้มแข็งของสหกรณ์เองในอนาคตต่อไปด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องนำมาเป็น”บทเรียน” เพื่อปรับแก้ให้ดีขึ้นต่อไป

​สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’…กับการตายของวาฬ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343412

449007

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’…กับการตายของวาฬ!

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผมนั่งเขียนต้นฉบับนี้ในเช้าวันอังคาร 5 มิ.ย. 2561 ซึ่งเป็นทั้ง“วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”ของไทยเราและ“วันสิ่งแวดล้อมโลก”(World Environment Day)ของสากลโลก จึงขอรายงานเรื่องที่น่าสนใจทั้งสองวันสำคัญนี้

วันข้าวฯปีนี้ นับเป็นปีที่มีความหวังเรืองรอง เพราะอยู่ในช่วงที่ราคาข้าวสดใสยิ่ง ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชายังพูดในรายการ“ศาสตร์พระราชาฯ”ศุกร์ที่ผ่านมาว่า วันข้าวฯปีนี้มีเรื่องน่ายินดีสำหรับ“กระดูกสันหลังของชาติ”คือ ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 17,800 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้านาปรังตันละ 8,200 บาท นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

เพราะ“ข้าว”พืชหลักของไทยกำลังราคาดี จึงเป็นส่วนสำคัญหนึ่งทำให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่า จะดันดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพ.ค.2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งทำให้ปลัดกระทรวงการคลัง-ประสงค์ พูนธเนศมั่นใจว่า เศรษฐกิจระดับฐานรากเริ่มฟื้นขึ้นแล้ว…ถือเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงานวันข้าวปีนี้ยิ่งใหญ่ ตามเป้าหมายรัฐบาลที่มุ่งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตชาวนาไทย เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ และแนวทางประชารัฐเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและมีศักยภาพเป็นผู้นำข้าวในตลาดโลก งานที่จัดขึ้นใช้ชื่อ“วันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ปี 2561” ด้วยแนวคิด “มหัศจรรย์ข้าวพื้นเมือง คุณค่าจากทุ่งนา เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม” จัดยาว 6 วัน จันทร์ที่ 4 ถึงเสาร์ที่ 9 มิ.ย.ที่กรมการข้าว มากกว่าทุกปีที่จัด 3-4 วันเท่านั้น

ฉะนั้นยังมีเวลาไปงานได้ถึงวันเสาร์นี้ มีไฮไลท์ให้ชมมากมาย อาทิ การจัดแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองต่างๆและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวแต่ละภาค,การผลิตข้าวที่ทันสมัยโดยใช้นวัตกรรมต่างๆ,การแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าว,การตลาดและสร้างแบรนด์ มีเวทีเสวนาวิชาการ,แสดงผลงานชาวนา,ผลงานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ฯลฯ ทั้งมีการออกร้านกว่า 100 บูธขายสินค้าดีมีคุณภาพ,ผลิตภัณฑ์จากข้าว,อาหารหลากเมนูข้าว พร้อมทั้งชม“ปราสาทข้าวจำลอง”ประดับตกแต่งด้วยรวงข้าวอย่างสวยงาม…

หวังว่า “ปราสาทข้าว”จะเป็นนิมิตหมายอันดี ก็ขอร่วมฝันหวานกับชาวนาไทยในวันข้าวฯปีนี้ว่า ทุกอย่างน่าจะกำลังไปได้ด้วยดี เพื่อนำไปสู่การลืมตาอ้าปากกันได้เต็มที่เสียที

ที่นี่มาว่าถึงวันสิ่งแวดล้อมโลกบ้าง ปีนี้ทั่วโลกใช้แนวคิดรณรงค์ปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า “Beat Plastic Pollution”หรือการเอาชนะมลพิษจากพลาสติก เพราะนับวันขยะพลาสติกยิ่งเป็นสาเหตุสำคัญเลวร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อม,ทำร้ายชีวิตสัตว์ป่าและสัตว์ในทะเล มีผลเสียต่อพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งทำลายแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ที่เป็นพาหะเชื้อโรคร้ายทำร้ายสุขภาพคน ฯลฯ

ประเมินกันว่า แต่ละปีมีขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตันไหลลงทะเล จนสหประชาชาติคาดว่า หากยังคงทิ้งขยะกันต่อเนื่องระดับนี้ ภายในปี 2050 ในทะเลจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อการประมงทางทะเล สัตว์น้ำ และการท่องเที่ยว

ทั่วโลกต่างห่วงกันมาก จนหลายๆประเทศออกมาตรการแก้ปัญหาที่เข้มข้นมากๆถึงกับห้ามใช้ถุงพลาสติก หรือบางประเทศก็ขึ้นภาษีถุงพลาสติก หรือห้ามห้างใช้ถุงพลาสติกใส่สินค้าให้ลูกค้า ฯลฯ ส่วนไทยเราดูเหมือนภาครัฐไม่ค่อยมีมาตรการจริงจังเรื่องนี้นัก นอกจากการรณรงค์ ยึดความสมัครใจในการช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกอยู่บ้างเท่านั้น

พิษภัยร้ายถุงขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยากและถูกทิ้งเกลื่อนกลาดทำลายชีวิตสัตว์ เพิ่งเป็นข่าวสุดสะเทือนใจคนไทยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบ“วาฬนำร่องครีบสั้น”เพศผู้ มาเกยตื้นตายที่ปากคลองนาทับ ติดทะเลอ่าวไทย ในอ.จะนะ สงขลา ก่อนสิ้นใจก็สำรอกถุงพลาสติกออกมาหลายถุง เป็นที่น่าสังเวช เมื่อนำไปผ่าพิสูจน์ยิ่งน่าตกใจ เพราะในกระเพาะเต็มไปด้วยถุงพลาสติกอัดแน่นถึง 80 ใบ!น้ำหนักรวม 8 กก.!…สรุปขยะพลาสติกคือ“ฆาตกร”ฆ่าวาฬนำร่องไทย

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติด้านทะเลจึงโพสต์เฟซบุ๊คเรียกร้องให้สังคมไทย ทั้งประชาชน ภาคเอกชน และทุกฝ่าย “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกล้าเลิกใช้ถุงพลาสติก” ให้วาฬตัวนี้ เป็นตัวสุดท้ายที่ถูกขยะพลาสติก“ฆ่า”

ผมร่วมขอแรงทุกท่านที่อ่านคอลัมน์นี้ ช่วยกันด้วยครับ เพื่อสิ่งแวดล้อมและเพื่ออนาคตไทยทั้งปวงด้วย

สาโรช บุญแสง