ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340382

449007

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกสดใสมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิซึ่งตลาดรับซื้อราคาสูงขึ้นมากเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 17,000 -18,000 บาท จากปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 12,000 บาทเท่านั้น หรือราคาสูงกว่าปีก่อนถึงตันละ 5-6 พันบาท ขณะที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประเมินแนวโน้มราคาข้าวปีนี้ว่า จะยังคง“ดี”อย่างต่อเนื่อง

การที่ปีนี้ข้าวไทยราคาดี ว่ากันรวมๆตามภาษาเศรษฐศาสตร์ก็เป็นด้วย “อุปสงค์”(Demand) หรือ “ความต้องการซื้อ” ของตลาดมีมาก ขณะที่ปริมาณสินค้าที่จะตอบสนองคือ “อุปทาน(Supply) หรือ“ความต้องการขาย”มีน้อยลง เลยดันราคาให้สูงขึ้น

ที่“ซัพพลาย”น้อยลง มาจากหลายเหตุผล เช่น “ข้าวเก่า”ในสต๊อกรัฐจำนวนมหาศาลสิบกว่าล้านตัน จากโครงการจำนำข้าวผลาญชาติที่สร้างปัญหากดดันราคาข้าวไทยมาหลายปี ถูกระบายขายออกโดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แทบเกลี้ยงแล้ว ขณะที่“ข้าวใหม่”ในฤดูการผลิตที่เพิ่งผ่านมา ก็มีบางส่วนได้รับความเสียหายไปไม่ใช่น้อยจากภาวะน้ำท่วมที่นาในหลายสิบจังหวัด ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่ออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในมาตรการก็คือ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/2561 หรือที่เรียกกันว่า “การรับจำนำยุ้งฉาง” ช่วยชะลอไม่ให้ปริมาณข้าวออกมาสู่ตลาดมากเกินไป ชาวนาก็ไม่ต้องรีบขายข้าวเปลือกในช่วงที่ราคายังไม่จูงใจพอ

โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ถือว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายดีทีเดียว โดยมีรายงานข่าวว่า จากที่เปิดรับจำนำตั้งแต่ 1 พ.ย.2560 ถึง 28 ก.พ.2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นกว่า 2.2 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ 1.41 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิมากถึงกว่า 9 แสนตัน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส.ใช้เงินให้สินเชื่อหรือรับจำนำไปทั้งหมด 1.46 หมื่นล้านบาท และจะครบกำหนดการไถ่ถอนในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี หรือการรับจำนำข้าวยุ้งฉางนี้ เกษตรกรจะได้รับสินเชื่อ 90% ของราคาตลาดในเวลานั้น กำหนดเป็นข้าวความชื้น 15% ซึ่งข้าวเหนียวและหอมมะลิอยู่ที่ราคาเดียวกันตกตันละ 10,800 บาท นอกจากนั้น รัฐบาลยังจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ 1,200 บาทต่อไร่ไม่เกิน 10 ไร่รวม 12,000 บาท รวมทั้งค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน เมื่อรวมทุกอย่างนี้ ชาวนาจะได้ราคาจำนำยุ้งฉางกรณีข้าวหอมมะลิตกตันละ 15,300 บาท

หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว ปรากฏว่า เมื่อราคาข้าวเปลือกในตลาดพุ่งสูงขึ้น ก็มีชาวนามาไถ่ถอนก่อนกำหนดเพื่อนำข้าวไปขายในตลาด ซึ่งจนถึงวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการไถ่ถอนก่อนกำหนดไปแล้ว 7.22 หมื่นราย เป็นปริมาณข้าวเปลือก 4.7 แสนตัน ธ.ก.ส.ได้รับเงินคืนแล้ว 4,753 ล้านบาท ส่วนที่ยังไม่ไถ่ถอนอีก 1.48 แสนราย เป็นปริมาณข้าว 9.48 แสนตัน คิดเป็นเงิน 9,913 ล้านบาท ซึ่งชาวนาสามารถที่จะไถ่ถอนได้จนถึงก.ค.นี้ โดยดูจังหวะที่เหมาะสม เพราะราคาข้าวเปลือกในตลาดยังมีโอกาสขยับสูงขึ้นได้อีก จากปริมาณข้าวในตลาดที่ยังมีน้อยอยู่

แนวทางการรับจำนำยุ้งฉางนี่แหละคือ รูปแบบการรับจำนำข้าวที่แท้จริงตามความหมายและวัตถุประสงค์ที่ควรเป็น โดยการรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางของชาวนาในราคาเหมาะสมที่ไม่สูงเกินราคาตลาด และรับจำนำในปริมาณที่เป็นเป้าหมายเพื่อดึง“ส่วนเกิน”ออกจากตลาดเท่านั้น ครั้นครบกำหนด หรือช่วงเวลาใดก่อนครบกำหนด เกิดราคาข้าวในตลาดดีขึ้นถึงระดับที่น่าพอใจ ชาวนาก็มีสิทธิมาไถ่ถอน เพื่อนำข้าวไปขายได้ ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดอย่างเลวร้ายเหมือนกับโครงการจำนำข้าวผลาญชาติในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ตั้งราคาสูงเว่อร์ ประกาศรับจำนำทุกเมล็ด ซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่การจำนำ แต่เป็นการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้ด้วยระบบที่ก่อให้เกิดการทุจริตโกงกินในทุกขั้นตอนตั้งแต่การการขึ้นทะเบียนชาวนา,การรับจำนำที่เกิดการสวมสิทธิ,การเก็บรักษาข้าวในสต๊อก ที่เกิดปัญหาสต๊อกลมและเวียนเทียนข้าว ไปจนถึงขั้นตอนการระบายขายข้าวออกไป ที่ทำให้เกิดการทุจริตมโหฬารจากการขายข้าวแบบจีทูจีเก๊ ขาดทุนยับเยิน ที่ศาลได้พิพากษาลงโทษหนักจำคุกทั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึงอดีตรัฐมนตรีและแก๊งค้าข้าว เป็นที่ประจักษ์แล้ว

ดังนั้น หากพรรคการเมืองใดที่ยังประกาศจะนำประชานิยมผลาญชาติ“โครงการจำนำข้าวฉ้อฉลยุคยิ่งลักษณ์” มาทำอีก ก็หวังว่า ชาวนาอย่ายอมตกเป็นเครื่องมือ เลือกให้มาทำชั่วต่อบ้านเมืองอีก

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’สดใส…แต่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339031

449007

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’สดใส…แต่ต้องระวัง

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันพืชมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ผ่านพ้นเรียบร้อยด้วยดีแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นสัญญาณเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกทำนาปี 2561 อย่างเป็นทางการ ด้วยความเป็นสิริมงคลยิ่ง

สำหรับการเสี่ยงทายพยากรณ์ในปีนี้ “พระโค”เสี่ยงทายแรกนาขวัญ กินน้ำ หญ้า เหล้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ผลเสี่ยงทายของพระโคที่ว่า “การเกษตรจะอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง” ทำให้ท่านนายกฯบิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ร่วมอยู่ในพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงยิ้มให้สัมภาษณ์ว่า“สบายใจขึ้น” แต่ก็เตือนให้เกษตรกรอย่าประมาทในการผลิตต้องเตรียมความพร้อมไว้ด้วย เพราะการพยากรณ์มีโอกาสคลาดเคลื่อน เนื่องจากสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ขอให้ระมัดระวัง เตรียมการรองรับความเสี่ยงทั้งเรื่องน้ำท่วม ฝนแล้ง ตามที่รัฐบาลได้แนะนำไป

ท่านนายกฯบิ๊กตู่ยังกล่าวให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรทุกคนและขอให้เรียนรู้ รับฟังสิ่งที่รัฐบาลทำไว้ให้ มันอาจจะไม่รวดเร็วอย่างที่หลายคนต้องการ แต่จะเกิดความยั่งยืนในภายหลัง ก็ย่อมดีกว่าการที่ทำให้รวดเร็วขึ้น แล้วล้มพังลงมาเหมือนเดิม ทั้งยังย้ำแนวทาง”การตลาดนำการเกษตร”เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่การเกษตรต้องคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงการตลาดก่อนเสมอ ใช้การตลาดเป็นตัวนำ ทุกอย่างก็จะสำเร็จ ไม่ใช่เพาะปลูกมากจนเกินความต้องการของตลาด

คำเตือนนายกฯบิ๊กตู่ในเรื่องนี้ นับว่าสมควรที่เกษตรกรต้องรับฟังและดำเนินการเพาะปลูกด้วยความระมัดระวัง รอบคอบอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับสถานการณ์การทำนาในปีนี้

ทั้งนี้เพราะปัจจัยต่างๆในปีนี้ เอื้ออำนวยยิ่งที่จะทำให้มีการแห่ทำนา ทำการเกษตรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตต่างๆ โดยเฉพาะ“ข้าว”มีแนวโน้มที่ปริมาณจะกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการผลิตคือ “น้ำ” ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากเป็นพิเศษตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าฤดูฝนเต็มตัว จนปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆทั่วประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้กรมชลประทานกล้าการันตีว่า ปีนี้จะมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกทำการเกษตรได้อย่างเพียงพอแน่

ขณะที่ราคา“ข้าว”ก็ยืนอยู่ในระดับที่“ดี” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)-วิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข ระบุว่า ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงมกราคม-พฤษภาคม 2561 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยข้าวเปลือกหอมมะลิราคาเฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท

ทำให้รายได้ชาวนามีแนวโน้มดีขึ้นกว่าสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก 4 เดือนแรกปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 50.44% เป็นผลจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น 30.61% และดัชนีราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น 15.18% โดยรายได้ชาวนาผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มขึ้น 61.55% ส่วนผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้น 35.35%

“ที่รายได้ชาวนาดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการที่ภาครัฐออกมาเป็นระยะๆ และพยายามบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั้งระบบ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาในอนาคต โดยเฉพาะข้าว ที่ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวนาตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้น เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว ลดการปลูกข้าวรอบ 2 ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว”

ถ้าว่าตามเลขาฯ สศก.ก็ต้องถือว่า นโยบายรัฐเรื่อง“ข้าว” เริ่มเห็นผลดีบ้างแล้ว แต่ถ้าชาวนาที่อัดอั้นกันมาหลายปี เห็นปีนี้“ข้าว”ราคาดี แล้วกลับมาแห่ปลูกจนผลผลิตมากเกินไป ราคาข้าวก็จะมีความเสี่ยงขึ้นมาได้อีก

ยิ่งโดยเฉพาะปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง และนักการเมืองพรรคที่เคยใช้นโยบายประชานิยมผลาญชาติจนล่มจมมาแล้ว เริ่มออกมาแบะท่าว่า จะผลักดันโครงการจำนำข้าวอีกครั้งด้วย มันก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่ชาวนาควรพิจารณากันให้รอบคอบยิ่งขึ้น!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘พืชมงคล’…ขอมงคลยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337579

449007

ส่องเกษตร : ‘พืชมงคล’…ขอมงคลยั่งยืน

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วาระวันสำคัญอันเป็นมงคลยิ่งของพี่น้องเกษตรกรไทย คือ “วันพืชมงคล” กำลังเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ในปีนี้ ปฏิทินหลวงกำหนดวันพระราชพิธี “พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” 2 พระราชพิธีรวมกันคือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์จะสวดมนต์เริ่มประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ค.นี้ ตั้งแต่ 15.00 น. และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย จากนั้นวันถัดมา จันทร์ที่ 14 พ.ค.จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ฤกษ์ไถหว่านระหว่าง 08.29-09.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง..พิธีกรรมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกร

ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาปีนี้คือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.พรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตรกับน.ส.นันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบเงินได้แก่ น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯกับน.ส.ดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอกับพระโคเพียง และพระโคสำรอง มีพระโคเพิ่ม พระโคพูล

7 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานที่ใช้ในพระราชพิธีประกอบด้วยปทุมธานี 1, ขาวดอกมะลิ 105, สังข์หยดพัทลุง, กข 6, กข 43, กข 57 และ กข 71 ซึ่งกรมการข้าวหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาฯ ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกทั้ง 7 พันธุ์รวมทั้งสิ้น 1,799 กิโลกรัม บรรจุซองพลาสติกเพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีด้วย…ถือเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลที่เกษตรกรไทยเฝ้ารออยู่ทุกปี

ตั้งแต่โบราณมา พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญหนึ่งในงานพระราชพิธียังมีการเสี่ยงทายของพระโค เพื่อทำนายสภาพการเพาะปลูกจะเป็นเช่นไร น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ทำการกสิกรรม เพียงใด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเครื่องมือการพยากรณ์สภาพอากาศที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น ตลอดจนการกักเก็บน้ำด้วยระบบเขื่อนและการชลประทานสมัยใหม่ ก็ช่วยในการวางแผนการผลิต การเพาะปลูกได้ดียิ่งขึ้น

โดยจากสภาพการณ์ช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ มีฝนค่อนข้างมาก แม้กระทั่งช่วงฤดูร้อน-เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งพายุฤดูร้อนนำพาฝนเข้ามาตกหนักหลายระลอกทั่วทุกภาค ทำให้หลายเขื่อนมีปริมาณน้ำกักเก็บไว้สูงมาก ระบบเขื่อนทั่วประเทศรวมกันมีปริมาณน้ำเฉลี่ยสูงกว่า 60% แม้ยังไม่เข้าฤดูฝนเลยก็ตาม ทำให้คาดการณ์กันได้โดยที่ยังไม่ต้องรอผลเสี่ยงทายของพระโคว่า ปีนี้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเพาะปลูกแน่…แต่ที่ต้องระวังคือ น้ำท่าอาจดีมากเกินไป จนส่งผลให้เกิดอุทกภัย น้ำท่วมสร้างความเสียหายได้ ฉะนั้น หลายๆพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิดด้วย

อย่างไรก็ตาม พี่น้องเกษตรกรยุคนี้ จะคำนึงแต่เรื่อง “การผลิต” อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป จะต้องคำนึงถึงเรื่อง “การตลาด” ควบคู่ไปด้วย เพราะแม้น้ำท่าจะเหมาะสมต่อการเพาะปลูก จนได้ผลผลิตออกมาดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่การปลูกอะไรมากไป จนเกินล้นตลาด ผลก็คือ ราคาที่ตกต่ำ ไม่คุ้มค่าน้ำพักน้ำแรงที่ลงไป…เป็นบทเรียนที่ต้องเจ็บช้ำมาตลอด ไม่ควรจะให้เกิดขึ้นอีก

การสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยการรวมตัวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างปลูกต่างคนต่างขาย ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯกำลังเร่งทำทั้งเรื่องเกษตรแปลงใหญ่และเร่งยกระดับสหกรณ์การเกษตรกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เข้มแข็ง ส่งเสริมให้รวมกลุ่มแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาช่องทางการตลาดได้ด้วยตัวเอง ที่รมว.กฤษฎา บุญราชมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ต้องเร่งมือให้เห็นผล

พืชมงคลปีนี้ จึงหวังว่า จะเป็นมงคลให้ชีวิตเกษตรกรไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วยเทอญ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘แจ็คหม่า’มา…ต้องปรับตัวสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336212

449007

ส่องเกษตร : ‘แจ็คหม่า’มา…ต้องปรับตัวสู้

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันศุกร์ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในงาน“รัฐบาลพบสื่อมวลชน” ที่จัดขึ้นประจำทุกเดือน ถึงคิวท่านรมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช ต้องไปพูดคุย ตอบคำถามนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยตั้งประเด็นไว้เรื่อง“การปฏิรูปภาคเกษตร”

ประเด็นที่ท่านตั้งใจพูดถึงงานกระทรวงเกษตรฯ ดูจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงไม่ค่อยมีสำนักไหนนำไปเสนอข่าวมากนัก เป็นไปได้ว่า เพราะเนื้อหาที่พูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเก่า เช่น เป้าหมายทำงานที่เน้นนโยบาย 3 ต.“ต่อ-เติม-แต่ง”มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดหนี้สิน,ให้ความสำคัญการรวมกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็งและเป็นมืออาชีพ ฯลฯ

หรือพูดถึงแนวทางปฏิรูปภาคเกษตรที่ทำต่อเนื่องในรัฐบาลนี้ ตั้งแต่ก่อนท่านมาเป็นรมว.เกษตรฯคือ ปี 2559 ตั้งเป้าเป็น“ปีแห่งการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร” ปี 2560 เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” พอยุคท่านปี 2561 จึงมอบหมายทุกหน่วยงานให้ใช้หลัก“การตลาดนำการผลิต” เป็นแนวคิดบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ วางแผนการผลิตให้อุปสงค์และอุปทานสมดุลกัน กำหนดแนวทางสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจริง หนุนเกษตรกรเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สหกรณ์การเกษตรและผู้ค้า

ทั้งพยายามอ้างอิงความสำเร็จ เช่น โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่,งานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร,พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer,จัดโซนนิ่ง,พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน,สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่,แผนข้าวครบวงจร ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางสนับสนุนนโยบายไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล เป็นต้น

เอาเป็นว่ายังเป็น“ราคาคุย”ในเรื่องเก่าๆที่ต้องรอพิสูจน์ด้วยผลงานเชิงประจักษ์ที่จะทำให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น จริงหรือไม่…เลยไม่ค่อยเป็นข่าว ต้องพิสูจน์น้ำยาด้วยการทำงานจริงจังต่อไป

อีกเรื่องที่ขอเขียนถึงสักหน่อยคือ การเข้ามาของ“อาลีบาบา” ยักษ์ใหญ่การค้าออนไลน์โลกซึ่ง “แจ็ค หม่า”ได้มาพบนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็น MOU 4 ฉบับ ยืนยันจะลงทุน 1.1 หมื่นล้านในโครงการ EEC ของไทย เป็นเรื่องใหญ่มากที่พูดถึงกันแทบทุกวงการ ทุกสื่อ ประเมินจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจใดจะได้-จะเสีย ฯลฯ

และแน่นอน วงการเกษตรจะได้รับผลอย่างมาก (คงทั้งด้านบวกและลบ) จึงต้องติดตาอย่างใกล้ชิด เพราะแค่โหมโรงเปิดตัวก่อน“แจ็ค หม่า”มาไทย ด้วยการช่วยไทยขาย “ทุเรียน”ผ่านเว็บไซต์ TMall.com ของอาลีบาบาเพียง 1 นาที ก็ขายไปได้ถึง 8 หมื่นลูก จนเป็นที่ฮือฮามาก

ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มองแง่บวก ต่างเชื่อว่า นี่จะเป็นการเชื่อมโยงโอกาสการส่งสินค้าเกษตรไปขายต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เกษตรกรไทยมีการปรับตัววางแผนการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทั้งส่งผลดีต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศด้วย โดยเฉพาะผลไม้ซึ่งมีทุเรียนเป็นพระเอกชูโรง ฯลฯ

ขณะที่ฝ่ายมองในแง่ลบ โดยเฉพาะเรื่องการขายผลไม้ เตือนอย่ามองโลกสวยเกินไป หวั่นจีนจะ“กินรวบ”ผลประโยชน์มากกว่า เมื่อสภาพปัจจุบัน พ่อค้าจีนหรือ“ล้งจีน”
เข้ามากว้านซื้อล่วงหน้าเกือบทุกผลไม้ที่เราผลิตได้ ที่ตลาดเมืองจีนนิยม ผลดีที่เว็บไซต์ของ“แจ็ค หม่า”ช่วยให้ขายของได้มากขึ้น จึงตกเป็นของบรรดาล้งจีนมากกว่าเกษตรกรไทย

สำหรับผมเอง ไม่มองโลกสวย แต่มองด้วยความเป็นจริงว่า ถึงอย่างไรการค้าออนไลน์ที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในโลกใบนี้และในไทยเอง ก็เป็นสิ่งที่เกษตรกรหลีกหนีไม่พ้น ไม่ว่าเว็บไซต์ของ“แจ็ค หม่า-อาลีบาบา”หรือยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆ ในที่สุดก็จะเข้ามา ผลกระทบทั้งแง่บวกและลบ ต้องตามมามากขึ้นทุกที

ดังนั้น“เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ หนีไม่พ้น” สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่แค่“ผลดี-ผลเสีย”แต่คือ“การปรับตัว”เพื่อนำ“อนาคต”นี้มาสร้างให้เกิดผลดีกับเราได้มากที่สุด เกษตกรไทยต้องปรับตัวทั้งด้านการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการซื้อขายในโลกออนไลน์ได้มากขึ้น ต้องรวมตัวกันค้าเองไม่ว่าจะรูปสหกรณ์หรืออื่นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้“ล้งจีน”มามีอำนาจผูกขาดการขายฝ่ายเดียว….เช่นนี้ เป็นต้น

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : มาตรฐานปลาร้า…อย่าดราม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334875

449007

ส่องเกษตร : มาตรฐานปลาร้า…อย่าดราม่า

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาตรฐาน“ปลาร้า”ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดูเหมือนได้กลายเป็นเรื่อง“ระดับชาติ”ที่วิพากษ์วิจารณ์กันแพร่หลายมาก แต่ไปๆมาๆกลับออกมาแนว“ดราม่า”สร้างความสับสน แถมถูกนำไปเป็นประเด็นการเมืองโจมตีรัฐบาลซะเลย สิ่งที่คิดว่า“น่าจะดี” เลยทำท่าจะ“เละ”ไปกันใหญ่…จึงน่าจะได้ตั้งสติพิจารณากันตามความจริงให้ดี

เรื่องของเรื่องก็เป็นความปรารถนาดีที่กระทรวงเกษตรฯทีเล็งเห็นว่า “ปลาร้า”อาหารยอดฮิตของไทยโดยเฉพาะพี่น้องชาวภาคอีสาน นับวันยิ่งนิยมบริโภคแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การผลิต“ปลาร้า”เติบโตจากระดับครัวเรือนธุรกิจขนาดเล็ก กลายเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ปัจจุบันปริมาณผลิตสูงถึง 40,000 ตันต่อปี มีมูลค่าตลาดในประเทศปีละกว่า 800 ล้านบาท

ทั้งยังส่งออกปลาร้าไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และประเทศที่มีคนเอเชียอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(EU) และตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งความต้องการมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น แต่เนื่องจากไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงการซื้อขายปลาร้า จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ประกอบกับการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีการค้าขายเสรี จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่เป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดคู่ค้า เพื่อผลักดันให้ปลาร้าไทยให้ส่งออกได้ดีเหมือนที่ญี่ปุ่นส่งออกนัตโตะ (ถั่วเน่าญี่ปุ่น)

ทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.จึงร่วมกับกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำร่างมาตรฐานสินค้า”ปลาร้า”ขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงในการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค หวังส่งผลดีต่อการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ปลาร้า

โดยกระบวนการจัดทำมาตรฐาน“ปลาร้า”ก็เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง นำร่องที่ขอนแก่นและชัยนาท แหล่งผลิตปลาร้าใหญ่สุดในไทย จนได้ข้อสรุปและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาดังว่า

สาระของมาตรฐานที่ประกาศใช้นี้ระบุตั้งแต่คำอธิบาย กระบวนการผลิต ส่วนประกอบและเกณฑ์คุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะทางกายภาพที่ต้องคลุกเคล้ากันพอดี ไม่แห้งหรือเละเกินไป เนื้อปลานุ่ม หนังไม่ฉีกขาด มีสีตามลักษณะเฉพาะของเนื้อปลา “กลิ่นหอมตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า” ไม่มีกลิ่นคาว เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว ทั้งต้องใส่เกลือไม่น้อยกว่า 18% ของน้ำหนัก ไม่พบพยาธิตัวจี๊ดและตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แมลง ชิ้นส่วนสัตว์ที่ไม่ใช่ปลา และปลาที่ไม่ได้บรรจุในฉลาก ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสีย สารปนเปื้อนต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด เป็นต้น…

และที่สำคัญคือเป็นมาตรฐานที่เน้น“ความสมัครใจ” ไม่ใช่ “การบังคับ” ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร มีมติให้กำหนดมาตรฐานปลาร้า มาตรฐานเลขที่ มกษ.7023-25601 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป ใช้โดยสมัครใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนายกระดับสินค้าปลาร้าให้มีคุณภาพมาตรฐาน

ปรากฏว่า ประเด็นที่ถูกนำไปขยายดราม่าในสื่อต่างๆก็เช่น ตรงที่ว่าต้องมี“กลิ่นหอมฯ” เพราะในความเข้าใจกันทั่วไปคือปลาร้าจะมีกลิ่น “เหม็น” ถ้าไม่เหม็นก็ไม่ใช่ “ปลาร้า” ทั้งๆ ที่คำเต็มๆ ตามมาตรฐานนี้คือ “กลิ่นหอมตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า” ย่อมน่าที่จะพอเข้าใจได้ แม้จะน่างงๆอยู่บ้างก็ตาม แต่ย่อมไม่ใช่จะให้หอมเหมือน“ดอกไม้” อย่างที่หลายๆคนดราม่ากันไป

ต้องย้ำว่ามาตรฐานปลาร้าที่ประกาศใช้นี้เป็น“มาตรฐานทั่วไป”ตามความสมัครใจไม่ใช่“มาตรฐานบังคับ” ดังนั้นไม่สมควรที่ใครจะดราม่าในทำนองว่า“ออกมาได้อย่างไร กฎหมายที่บังคับปลาร้าไม่ให้เหม็น ถ้าเหม็นก็ผิดกฎหมายหรือ”

ผู้ผลิตรายใดที่ยังยืนยันจะผลิตตามแบบเดิมๆ โดยไม่คำนึงว่าจะเข้าตามเกณฑ์มาตรฐาน“ปลาร้า”ที่รัฐประกาศออกมานี้ ก็ยังสามารถดำเนินการผลิตและค้าขายได้ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่ถ้าคิดจะขยายการค้า มุ่งส่งออกเพิ่มมูลค่า การได้ตรารับรองมาตรฐานจาก มกอช.ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง

นี่คือสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ของมาตรฐาน “ปลาร้า” อย่าดราม่าให้สับสน จนเสียหายเลย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : การบ้านจาก‘สมคิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333504

449007

ส่องเกษตร : การบ้านจาก‘สมคิด’

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ก่อนหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีงานสัมมนาสำคัญเรื่อง “การขับเคลื่อนปฏิรูปภาคการเกษตร” เมื่อ 9 เม.ย.ซึ่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล คือ รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นองค์ปาฐกให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่ประกอบด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนเกษตรจังหวัดและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศได้รับฟัง มีสาระที่น่าสนใจยิ่ง ถ้าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทั้งหลายที่รับฟังแล้ว จะเกิดสำนึก “ปิ้ง” ขึ้นมา ได้แนวทางที่ชัดเจน นำไปปฏิบัติต่อไป คงจะเกิดประโยชน์ยิ่งต่อการขับเคลื่อน ปฏิรูปภาคการเกษตรให้พ้นความยากจนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

รองนายกฯสมคิดเริ่มด้วยการพูดถึงข้อเท็จจริงอันน่าเจ็บปวดที่ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร โดยเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับมีรายได้ร่วมกันทั้งหมดไม่ถึง 10% ของจีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะแสดงว่าประเทศไทย มีความแตกต่างสูงยิ่งด้านรายได้ ถ้าไม่เร่งพัฒนาเกษตรกร ในอนาคตปัญหาจะหนักมาก จนสังคมอยู่ไม่ได้ ขณะที่ทุกภาคส่วนพัฒนาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยิ่งมีรายได้สูงกว่าเกษตรกรรมมาก ถ้าไม่ทำอะไร คนส่วนใหญ่จะยิ่งจนลงเรื่อยๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดความผันผวนทางการเมืองได้ตลอดเวลา จากฝ่ายที่พยายามใช้เงื่อนไขนี้ไปปลุกปั่นขึ้นมา จนวุ่นวายไม่จบสิ้น

เขาระบุว่า มีสิ่งท้าทายอีกมากที่ต้องทำในภาคเกษตรกรรม เพื่อไปสู่จุดที่ดีกว่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯต้องแบกรับภารกิจยิ่งใหญ่นี้“พวกเราทั้งหลายคือพระเอก มีภารกิจอันใหญ่หลวง ขอให้ภูมิใจ” ทั้งกล่าวว่า ยุคนี้กระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงเกรด A ไม่มีรัฐมนตรีประเภทเข้ามาแล้วไม่ทำอะไร เอาแต่หาเงินเข้ากระเป่า จนทำให้กลายเป็นกระทรวงเกรด C ที่เกษตรกรไม่ได้รับการเหลียวแลเหมือนที่ผ่านมา

“วันนี้เชื่อว่าเรามี รมว.และรมช.เกษตรฯที่แข็งแกร่ง จะช่วยนำความเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะทำอะไรไม่ได้เลย หากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯไม่ให้ความร่วมมือ เราต้องเปลี่ยนภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ทันสมัย เกษตรกรรุ่นใหม่ เปลี่ยนความคิดให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราต้องปฏิรูปครั้งใหญ่”

รองนายกฯสมคิดกล่าวด้วยว่า ความมั่งคั่งของภาคเกษตรไม่ได้อยู่ที่“ราคา”เพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเราเน้นแต่เรื่อง“ราคา”เสมือน“รดน้ำที่ใบ ไม่ลงราก”เป็นการฉาบฉวย นับแต่นี้ต้องรดน้ำที่“ราก”อาจใช้เวลาแต่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งต้องอดทน จะเห็นว่ารัฐบาลนี้นำงบนับแสนล้านลงไปให้ชุมชน แต่ 3 ปี ที่ผ่านมา ได้แค่ประคองให้อยู่ได้ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก ตอนนี้ต้องเปลี่ยนแปลงทำให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ “ที่พูดนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง มาเรียกจิตสำนึกต้องร่วมมือกันช่วยเกษตรกร มันมีหลายมิติไม่ใช่แค่ราคาพืชผล, ประกันราคา, ประกันรายได้ วนเวียนไม่จบ กลายเป็นเครื่องมือการเมือง ถ้าทำได้ราคานี้ ให้เลือกพรรคนี้ ส่วนใหญ่หาเสียงกันไม่พ้นราคาข้าว, ราคายาง ไปบิดเบือนราคา จนเกิดความเสียหาย“

คีย์เวิร์ดที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ การทำให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรซึ่ง “ไร้อำนาจต่อรอง” ดังนั้นสิ่งที่เขาให้ข้าราชการช่วยกันผลักดันเกษตรกรไทยจึงเน้นใน 5 มิติ คือ

มิติที่ 1 ให้ยึดศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักดำรงชีพ ปลูกฝังให้ซึมลึกในใจเกษตรกร มิติที่ 2 ไม่เอาการผลิตเป็นตัวนำ แต่เอาการตลาดเป็นตัวนำ เป็นมิติใหญ่ ที่ต้องช่วยคิดให้ครบวงจร ข้อมูลต้องมีก่อน ทำอย่างไรให้สินค้าที่ปลูกขายได้ เกษตรกรไม่อยู่ในสถานะเสี่ยง มิติที่ 3 ว่าด้วยเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรที่อ่อนเเอไม่สามารถจะทำได้ จึงต้องให้ความรู้ใหม่แก่เขา มีสินเชื่อสนับสนุนและให้โอกาส ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด สร้าง Smart Farmer ขึ้นมา โดยเน้นกลุ่มคนที่รับสิ่งใหม่ๆได้ก่อน เลือกกลุ่มที่เรียนรู้เร็วเป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เกิดการ
กระจายนวัตกรรม สินเชื่อต้องถึง ทำให้ต้นทุนต่ำทั้งดอกเบี้ยและปัจจัยการผลิต ที่สำคัญต้องมีเทคโนโลยีและเปลี่ยนความคิดเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการให้ได้

มิติที่ 4 e–commerce สินค้าเกษตร ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ปัจจุบันการค้าไม่มีพรมแดน ต้องเชื่อมโยงตลาดโลกให้ถึงกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนระดับพื้นที่ให้ได้ จากนั้น Logistic จะตามมาเอง และมิติ 5 การท่องเที่ยวและบริการ การเกษตรต้องเชื่อมโยงกับท่องเที่ยวให้ได้ นโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง และท่องเที่ยวชุมชน การเกษตรและสินค้าวิสาหกิจชุมชนจะเป็นจุดขายที่สำคัญ จะมีการเชื่อมต่อคมนาคมที่สะดวกเช่น รถไฟความเร็วสูงหรือทางคู่ จากเมืองหลักให้ถึงเมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว

“ภายใน 3-4 ปีนี้ถ้าประเทศไทยไม่พัฒนาตนเอง จะถูกคู่แข่งแซงเราไปแน่นอน ต้องร่วมมือร่วมใจกัน นักการเมืองกับข้าราชการ ต้องรวมพลังสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า และที่สำคัญที่สุด ทั้งหมดเป็นเรื่องการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ระหว่างกระทรวง ให้เกิดผลสำเร็จ” นายสมคิด กล่าว

สิ่งที่รองนายกฯสมคิดให้การบ้านไว้นี้ หวังว่าเปิดทำงานหลังปีใหม่ไทยนี้แล้ว กระทรวงเกษตรฯจะได้ฤกษ์เร่งผลักดันให้เป็นจริงต่อไป….

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ราชการงานเมือง…โปรดทำให้คุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332329

449007

ส่องเกษตร : ราชการงานเมือง…โปรดทำให้คุ้มค่า

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ ราชการงานเมืองทำการกันเพียง 3 วัน- จันทร์ถึงพุธ จากนั้นวันพฤหัสบดีที่ 12 ยาวไปจนถึงวันจันทร์ที่ 16 เมษายน “ข้า”ราชการก็จะหยุดกันสบายใจ ในเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยถึง 5 วัน ส่วนพนักงานรัฐวิสาหกิจยิ่งสบายกว่าเพราะได้หยุดยาวถึงวันอังคารที่ 17 เมษายนเลย ขณะที่ทั้งข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวนไม่น้อยก็ยังใช้สิทธิในการลาพักต่างๆตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 ถึงพุธที่ 11 เมษายนอีก ทำให้ได้หยุดยาวมากๆ ต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 เมษายนที่เป็นวันจักรี ไปจนถึง 16 หรือ 17 เมษายน เท่ากับหยุด 11-12 วันเลยที่เดียว ประกอบกับมีวันเสาร์-อาทิตย์ อีก 3 สัปดาห์ เท่ากับทั้งเดือนเมษายนนี้ ราชการงานเมืองทำกันแค่ประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น ที่เหลือหยุดซะอีกครึ่งเดือน

เอาเถอะครับ การหยุดราชการตามกฎหมาย พร้อมกับวันหยุดพิเศษที่รัฐบาลใจดีแถมเพิ่มให้อีก 1 วัน คือ วันที่ 12 เมษายน แล้วยังมีการลาหยุดต่างๆอีก ถือเป็น“สิทธิ”ที่ข้าราชการพึ่งมี พึงลาได้ ก็เชิญกันตามสบาย แต่ต้องขอร้องว่า เมื่อถึงเวลาทำงาน ก็ขอให้ทำงานราชการกันให้เต็มที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตต่อ “เวลาราชการ”และให้มีประสิทธิภาพด้วย เพื่อให้“คุ้มค่า”เงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน ที่พวกเขาต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำมาหากินไม่ค่อยได้มีวันหยุดมากเหมือนพวกท่าน เพื่อหาเงินมาจ่ายเป็นภาษีให้รัฐเอามาเป็นเงินเดือนจ่ายให้พวกท่าน ด้วยหวังว่า งานราชการที่ออกมา จะดีพอที่จะช่วย“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”ให้ประชาชนตาดำๆทั้งหลายได้

ว่าถึงเรื่องวันหยุดกับการทำงานราชการแล้ว ยิ่งกับข้าราชการที่ใกล้เกษียณ เหลือเวลาทำงานอีกไม่มาก โดยเฉพาะในปีสุดท้าย ยิ่งใกล้เกษียณในเดือนตุลาคม ก็ดูจะยิ่งไม่ค่อยมีแก่ใจทำงานกัน ลาได้เป็นลา พักได้เป็นพัก ยิ่งทำให้ดูเหมือนทำงาน“ไม่คุ้มค่า”เงินเดือนมากขึ้นไปอีก แม้บางคนจะเถียงว่า ก็อุตส่าห์ทำงานหนักมาทั้งชีวิตแล้ว ก่อนเกษียณอีกไม่กี่เดือน ขอทำงานสบายๆรอเวลา“หยุดยาว”บ้าง จะไม่ได้เชียวหรือ?…เรื่องแบบนี้ ก็คงขึ้นกับ“สำนึก”ของแต่ละคนแล้วล่ะครับ เพราะตราบใดที่ยังกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ถ้ามี“สำนึก” ก็ควรทำงานให้“คุ้มค่า”จนถึงนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

ที่นี่มาว่ากันเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในปีนี้ก็น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นปีที่จะมีข้าราชการระดับสูง ระดับหัวหน้าหน่วยงานสำคัญๆตั้งแต่ซี 9 ขึ้นไปถึงซี 11 ปลัดกระทรวง เกษียณในเดือนตุลาคมนี้รวมกันมากถึง 134 คน ที่จะต้องมีการพิจารณาหาคนใหม่ขึ้นมาทดแทนกันต่อไป ซึ่งช่วงที่จะพิจารณาเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งนี้ ข้าราชการประเภทตัวเต็ง ตัวเก็ง และตัวเกร็งทั้งหลาย ดูจะไม่ค่อยเป็นอันทำงาน มัวแต่“ลุ้น”ว่าจะได้ตำแหน่งที่หวังหรือไม่

ขณะที่ในหมู่ผู้ที่จะเกษียณเดือนตุลาคมนี้ ผมเองก็ไม่อาจทราบได้ว่า แต่ละคนแต่ละท่านได้ใช้เวลาราชการช่วงที่เหลือไม่กี่เดือนนี้ ทำงานกันเต็มที่หรือไม่? เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่ยังมีอยู่มากมายให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย แต่ก็เห็นมีกระแสว่า หลายๆท่านอาจมัวแต่กำลังหาช่องทางใหม่ของตัวเอง จนไม่รู้จะทำให้เสียเวลาที่ต้องทำ“งานหลัก”ไปกี่มากน้อย

อย่างเช่นที่มีกระแสว่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตร- สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เตรียมลาออกก่อนเกษียณเดือนตุลาคมนี้ เพื่อไปสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์กรมหาชน) หรือ สวก.ทำให้มีข่าวว่า ท่านรมว.กฤษฎา บุญราช กำลังพิจารณาจะโยกย้าย น.ส.เสริมสุข สลักเพชร เลขาฯสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแทน แล้วสลับให้นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการฯ ขึ้นเป็นเลขาธิการ มกอช.

แม้กระทั่งตัวปลัดกระทรวงเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ก็ยังมีกระแสข่าวว่า อาจจะลาออกก่อนเกษียณตุลาคมนี้ด้วย แว่วๆว่า ท่านอาจเบื่อ เพราะตอนนี้งานถนัดเรื่อง“น้ำ”ที่ท่านเคยเป็นอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน ปรากฏว่า รัฐบาลก็ตั้งหน่วยงานใหม่“สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”มาจัดการดูแล“เมกะโปรเจกท์น้ำ”ทั้งหลายไปแล้ว ส่วนท่านเองได้มาถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงตามฝันก็นับเป็นเกียรติยศที่น่าพอใจแล้ว เลยอาจไม่อยากแบกภาระน่าปวดหัวกับการแก้ปัญหาเกษตรกรที่ยังกองท่วมหัวอยู่ก็เป็นได้

ก็หวังว่า กระแสข่าวเหล่านี้ จะเป็นแค่เรื่องลือๆกันไป หวังว่าทุกท่านยังจะตั้งใจทำงานเต็มที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ แต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร คนส่วนใหญ่ของประเทศจนถึงที่สุดต่อไป ไม่ใช่แค่มาเอาตำแหน่งเพื่อเกียรติยศส่วนตัวเท่านั้น

สุดท้าย…ในโอกาสสงกรานต์ปีใหม่ไทย ก็ขออำนวยอวยพรให้ท่านผู้อ่านแนวหน้าทุกๆท่าน ตลอดจนพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรคนไทย ขอให้มีความสุขกันตลอดไป คิดอะไรสมหวังทุกประการครับ..

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ถึงเวลา‘เอาจริง’ล้างโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330971

449007

ส่องเกษตร : ถึงเวลา‘เอาจริง’ล้างโกง

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข่าวอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์ มีคำสั่งย้ายด่วนนายเทิดพงษ์ ไทยอุดม ผอ.โครงการชลประทานนครราชสีมา พร้อม 2 เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ไปประจำสำนักชลประทานที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.เป็นต้นไป และตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญานั้น นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจให้ต้องจับตาใกล้ชิด ในการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่กำลังเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หลังจากที่มีปัญหาการโกงกินเกิดขึ้นเรียกได้ว่า“ทุกหย่อมหญ้า” จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกันแล้ว

ไม่ว่าคดีทุจริต “เงินทอนวัด” ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกรมการศาสนาใช้โมเดลเดียวกันกับหลายสิบวัดทั่วประเทศ, คดีโกงเงินคนยากไร้ คนไร้ที่พึ่ง ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ลุกลาม ตรวจสอบพบการทุจริตของศูนย์สงเคราะห์ต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์กว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ หรือคดีโกงเงินทุนการศึกษา“กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ของกระทรวงศึกษาธิการที่ทำมายาวนานเป็น 10 ปี สร้างความเดือดร้อนให้นักเรียนทุนหลายพื้นที่ จนอนาคตการศึกษาได้รับความเสียหายมาก ฯลฯ

หลายคดีทุจริตอื้อฉาวเหล่านี้ ถูกเปิดโปง ตรวจสอบ จับกุมติดๆ กัน มีครอบข่ายการโกงกินเป็นขบวนการกระจายทั่วประเทศ ทั้งดำเนินการกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ว่ากันว่านั่นเป็นแค่เพียง“ยอดภูเขาน้ำแข็ง”เท่านั้น สิ่งที่ยังถูกปกปิดดังภูเขาทั้งลูกที่อยู่ใต้ทะเล ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นอีกมากมาย ในกระทรวงต่างๆที่ถูกฝังรากลึกมายาวนาน… รวมถึงในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองด้วย

เป็นสาเหตุสำคัญทำให้งบประมาณพัฒนาประเทศและงบประมาณการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนลำเค็ญต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพี่น้องเกษตรกร ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เกิดการรั่วไหลงบประมาณอย่างมโหฬาร ความเดือดร้อนต่างๆจึงไม่ได้รับการบำบัดแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพพอ จนปัญหาหมักหมม ความทุกข์ยาก ความยากจนเรื้อรังดังทุกวันนี้

เริ่มแรกของการเข้ายึดอำนาจรัฐ บริหารประเทศของรัฐบาล คสช.ได้สร้างจุดแข็งที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากศรัทธาให้การสนับสนุน นั่นก็คือ ท่าทีเอาจริงเอาจังปราบปราม เอาผิดคอร์รัปชั่นรายใหญ่ๆโดยเฉพาะคดีค้างคาที่มีนักการเมือง อดีตรัฐบาลผู้บริหารประเทศได้ก่อความเสียหายต่อประเทศชาติไว้มโหฬาร ดังเช่นคดีทุจริตจำนำข้าวที่เงินหลวงเสียหายไปหลายแสนล้านบาท

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็สร้างกลไกศูนย์อำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามทุจริตให้ได้ผลยิ่งขึ้น รวมถึงใช้ดาบอาญาสิทธิ์“มาตรา 44” เป็นเครื่องมือโยกย้ายข้าราชการที่ต้องข้อกล่าวหาพัวพันคดีโกงกินต่างๆเป็นจำนวนมาก ทั้งเคยออกมติครม.สั่งให้หัวหน้าทุกหน่วยราชการเอาจริง จัดการปัญหาทุจริตในองค์กรของตน ฯลฯ จนปีแรกๆ ของรัฐบาล คสช. ปัญหาคอร์รัปชั่นเหมือนจะชะงักไป

แต่“เชื้อชั่ว”กลับไม่มีวันตาย เมื่อกลไกอย่าง ศอตช.เริ่มเฉื่อยลง คอร์รัปชั่นก็กลับมาแพร่ระบาด เป็นข่าวฉาวกระฉ่อน บั่นทอนคะแนนนิยมรัฐบาล จนล่าสุดการประชุมครม.สัปดาห์ที่แล้ว คสช.ก็ได้ชงมาตรการให้ครม.มีมติเพิ่มความเข้มข้นปราบปราบทุจริต โดยสั่งให้ทุกหน่วยราชการ“เอาจริง”จัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง เช่น ถ้าเกิดการร้องเรียนทุจริตขึ้น ภายใน 7 วันต้องเร่งตั้งกรรมการสอบและให้สอบภายใน 30 วัน ถ้าผลสอบเบื้องต้นน่าเชื่อว่ามีการทุจริต ก็ให้ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่ง เพื่อสอบสวนเอาผิดทางวินัยและอาญาต่อไป และภายใน 3 ปีห้ามย้ายกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม รวมถึงห้ามย้ายให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นต้น

หลายกระทรวงที่“แอ๊กทีฟ”เช่น กระทรวงศึกษาธิการที่มีคดีโกงเกิดขึ้นมากมาย ได้เอาจริงให้เห็นเป็นตัวอย่าง ขณะที่กระทรวงเกษตรฯก็ประเดิมโดยกรมชลประทาน ทำตามมติครม.ในคดี ผอ.โครงการชลประทานนครราชสีมาที่ถูกกล่าวหา“ส่อทุจริต”ในการขุดลอกพื้นที่ “แก้มลิง” 3 อำเภอ ซึ่งผลสอบเบื้องต้นพบ ไม่มีการขุดลอกจริง จึงถูกสั่งย้ายด่วน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดต่อไป

ในกระทรวงเกษตรฯยังมีเรื่องราวไม่ชอบมาพากล“ส่อทุจริต”อีกมากมายที่ถูกหมกไว้อยู่ จึงถึงเวลาที่จะต้องเอาจริงกันเสียที แต่ก็หวังว่า จะไม่ใช่แค่“ไฟไหม้ฟาง” สนองนโยบายไปตามสถานการณ์พอเนิ่นนานไป ก็กลับไปเหมือนเดิมอีก ดังเช่นหลายๆ เรื่องที่เคยเป็นมาตลอด

ขณะเดียวกันก็หวังด้วยว่า ผู้มีอำนาจจะไม่ฉวยโอกาสนี้ ใช้เป็นข้ออ้าง “เขี่ย”หรือ “เลื่อยเก้าอี้” ผู้บริหารที่ถูกเขม่นอยู่ ดังที่เคยทำๆ กันมาเช่นกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : พิษสุนัขบ้า เขย่าเก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329469

449007

ส่องเกษตร : พิษสุนัขบ้า เขย่าเก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า ดูจะขยายบานปลายเกินคาด ก่อผลสะเทือนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในกรมปศุสัตว์ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมป้องกันและขจัดโรคพิษสุนัขบ้าเอง

การกลับมาแพร่ระบาดรุนแรงในปีนี้ชัดเจนว่า มีสาเหตุสำคัญเกี่ยวพันกับเรื่อง “วัคซีน” ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งกรณีที่ผมเขียนไปก่อนหน้านี้คือ การที่ไม่ได้มีการฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงหมา แมว อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพพอโดยเฉพาะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเนื่องจาก “ขยาด” ต่อการที่ถูกสตง.ตรวจสอบท้วงติงเรื่องใช้งบฯจัดซื้อวัคซีน แต่เรื่องนี้ก็ได้แก้ไขจบไปแล้ว ขณะที่ยังมีปัญหาเพิ่มเติมว่า วัคซีนที่ฉีดให้สัตว์เลี้ยงนั้น“ด้อยคุณภาพ”หรือเปล่า ร่วมถึงมีปัญหา“วัคซีนปลอม” หรือไม่

ผนวกกับมีข่าว“ปูด”ออกมาว่ามีภริยาอดีตผู้บริหารระดับสูงกรมปสุสัตว์ ตั้งบริษัทนำเข้าวัคซีน มาขายให้กรมปศุสัตว์ โดยดำเนินการมายาวนานหลายสิบปี จึงเกิดคำถามขึ้นทั้งเรื่อง“ผลประโยชน์ทับซ้อน”และเรื่องตัววัคซีนที่ขายให้มีคุณภาพที่ถูกต้องหรือไม่ และช่วยเหลือเกื้อหนุนอะไรกันหรือไม่

เดิมทีเมื่อเรื่องนี้ปูดขึ้นมา นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ได้สอบถามแล้ว ก็ยุติเรื่อง ไม่ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนใดๆ อ้างว่าด้วยผู้บริหารดังกล่าวออกจากกรมปศุสัตว์ไปแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ อีก จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนย้อนหลัง เนื่องจากเคยมีการสอบสวนไปก่อนหน้านี้ซึ่งเห็นว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ รวมถึงวัคซีนที่ซื้อในช่วงนั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

การไม่เอาเรื่องดังกล่าว ก่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางลบจากสังคมมาก จนนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯต้อง“หักหน้า”รมช.ลักษณ์ ด้วยการสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบข้อเท็จจริงเสียเอง ลงนามคำสั่งเมื่อ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยให้เวลาสอบ 30 วัน ตั้ง 4 ประเด็นสอบ คือ 1.กรณีครอบครัวข้าราชการสังกัดกระทรวง เกษตรฯค้าขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์เป็นเวลาหลายสิบปี 2.กรณีมีการนำวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพไปฉีดให้สัตว์ 3.ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และ 4.ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายนี้

ทันทีที่รมว.เกษตรฯสั่งตั้งกรรมการสอบดังกล่าว ก็เกิดกระแสข่าวลือสะพัดว่า นายสัตวแพทย์(น.สพ.)อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ขอย้ายตัวเองพ้นตำแหน่ง โดยรมว.กฤษฎาก็เห็นชอบด้วยและจะตั้งนายสรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯมาเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์แทน โดยสลับให้ น.สพ.อภัยไปเป็นผู้ตรวจฯ

แต่ต่อมาทั้งน.สพ.อภัยและรมว.กฤษภา ต่างออกมาออกมาสยบข่าวลือดังกล่าว ปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง

สำหรับภริยาอดีตผู้บริหารกรมปศุสัตว์ตามข่าวนั้น เป็นที่เปิดเผยกันคือ ภริยานายไพโรจน์ เฮงแสงชัย อดีตรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ซึ่งเรื่องตั้งบริษัทขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์นั้น น.สพ.อภัยยอมรับว่า รับทราบมานาน ไม่เคยทักท้วงปัญหาจริยธรรมหรือเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะช่วงนั้นนายไพโรจน์เป็นข้าราชการทั่วไป ยังไม่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหาร และบริษัทที่ชนะประมูลขายวัคซีนก็เป็นไปตามระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งยึดหลักพิจารณาด้านราคาเป็นที่ตั้ง จนต่อมาเมื่อนายไพโรจน์ขึ้นเป็นรองอธิบดี จึงได้ขึ้นบัญชีดำห้ามบริษัทภริยามาประมูลขายวัคซีนอีก

นี่ก็เป็นเรื่องทั้งหมดที่ประมวลตามข่าวและเมื่อรมว.กฤษฎาตั้งกรรมการสอบแล้ว ผลจะผิดจะถูกอย่างไร ก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่ขณะเดียวกันเรื่องที่ผมได้ยินมาเพิ่มเติมว่า งานนี้ ดูจะเป็นการจงใจปล่อยข่าว“เลื่อยเก้าอี้อธิบดีกรมปศุสัตว์”โดยเฉพาะอีกด้วย

ในความเป็นจริง เรื่องภริยานายไพโรจน์ตั้งบริษัทขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์ เคยถูกตั้งกรรมการสอบดังที่รมช.ลักษณ์ว่าไว้ และแม้ไม่พบว่าผิด แต่รมว.เกษตรฯตอนนั้นคือพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ได้ย้ายนายไพโรจน์พ้นกรมปศุสัตว์ไปเป็นรองอธิบดีกรมหม่อนไหม โดยมีข่าวว่า ครั้งนั้นเป็นฝีมือ “เลื่อย” ของที่ปรึกษาที่เคยเป็นใหญ่ในกรมปศุสัตว์และเคยขึ้นเป็นเบอร์ 1 กระทรวงมาแล้วด้วย หวังดันคนของตัวเองขึ้นมาคุมกรมปศุสัตว์แทน เพราะเป็นที่รู้กันว่า นายไพโรจน์นั้น เป็นคนสนิทคนหนึ่งของน.สพ.อภัย เมื่อมีเรื่องอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นย่อมส่งผลถึงเก้าอี้“อธิบดี”ได้

ครั้งก่อนอธิบดี“อภัย”รอดมาได้ แต่ครั้งนี้ เมื่อโรคพิษสุนัขบ้าระบาดหนัก จะรอดได้อีกหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป

ส่องเกษตร : ดันราคายาง…ระวังซ้ำรอยโรคสุนัขบ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327998

ส่องเกษตร : ดันราคายาง...ระวังซ้ำรอยโรคสุนัขบ้า

ส่องเกษตร : ดันราคายาง…ระวังซ้ำรอยโรคสุนัขบ้า

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ผมเขียนถึงปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า มีประเด็นสำคัญคือ สาเหตุหนึ่งที่โรคกลับมาระบาดสูงขึ้นอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ฉีดวัคซีนให้หมา แมวในพื้นที่ได้ไม่ครบถ้วน ด้วยถูกสตง.-สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ท้วงว่า ไม่ใช่ภารกิจท้องถิ่น ถ้าดำเนินการจะขัดต่อกฎหมาย…พอมีปัญหาครั้งใหม่นี้ รัฐบาลจึงเคลียร์กับ สตง.ผลักดันจนประกาศให้ท้องถิ่นสามารถซื้อวัคซีนฉีดให้สุนัข-แมวได้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ…และผมทิ้งท้ายไว้ถึงนโยบายที่จะให้อปท.มีส่วนร่วมแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า อาจมีสิทธิติดขัดด้วยปัญหาสตง.เช่นกัน วันนี้จึงต้องมาขยายต่อ

ก่อนอื่นขออัพเดทสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าล่าสุดที่อธิบดีกรมปศุสัตว์-นสพ.อภัย สุทธิสังข์ แถลงวันจันทร์ที่ผ่านมาสักนิดคือ ระหว่าง 1 ม.ค.- 18 มี.ค. 2561 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ซึ่งรายล่าสุดอยู่ที่จ.บุรีรัมย์ และยังคงประกาศเขตโรคระบาด 24 จังหวัด ขณะที่ได้ร่วมกับท้องถิ่นฉีดวัคซีนให้สุนัข-แมวรวม 1,780,393 ตัว แล้วจากเป้าหมายปีนี้ 8.24 ล้านตัว ผ่าตัดทำหมัน 104,162 ตัว จากเป้า 300,000 ตัว ส่วนการขึ้นทะเบียนสุนัข-แมวทุกตัวร่วม 10 ล้านตัวทั่วประเทศ ตอนนี้เพิ่งทำได้แค่ 12,313 ตัวเท่านั้น นับว่าน้อยมาก…

เอาละ มาเข้าเรื่องอปท.กับเรื่องยางพาราต่อเลย…สำหรับราคายางพาราตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.จนถึงล่าสุดจันทร์ที่ 19 มี.ค.ยังคงทรงๆ ราคาน้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ประมาณ 48-49 บาท,ยางแผ่นดิบในท้องถิ่นก็กก.ละ 44-45 บาท ส่วนยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ที่ตลาดกลางก็เพียงกก.ละ 48-49 บาทเท่านั้น ยังห่างราคาเป้าหมายที่รมว.เกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ต้องการให้ได้กก.ละ 65 บาทอีกไม่น้อย

นโยบายหนึ่งที่พยายามยกระดับราคายางฯคือ รัฐบาลให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือด่วนเมื่อปลาย ก.พ.ที่ผ่านมาถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด สั่งให้หน่วยงานต่างๆสำรวจความต้องการและจัดทำโครงการ กิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา โดยให้จังหวัดแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการ กิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งแนวทางการใช้จ่ายเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้ขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 32 กรณีการจัดซื้อจัดจ้างจากเงินสะสมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน  2,000,000 บาท สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาเป็นกรณีเฉพาะราย ทั้งนี้ให้ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน (ระหว่าง 21 ธ.ค.2560 ถึง 20 เม.ย.2561) ด้วย

ขณะที่รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กก.ผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกก.กระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มุมมองว่า เรื่องนี้มีสิทธิติดปัญหาที่สตง. เช่นเดียวกับเรื่องการฉีดวัคซีนโรคสุนัขบ้า ทั้งยังอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่ายๆด้วย

เขาชี้ว่า ท้องถิ่นก็อยากดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล แต่ที่ไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะในทางปฏิบัติที่จะนำเงินสะสมมาใช้นั้น ไม่ได้ง่ายเหมือนที่รัฐบาลเข้าใจ มีกฎระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เป็นอุปสรรคอยู่มาก และจากท้องถิ่น 7 พันกว่าแห่ง มีแค่ 1-2 พันแห่งเท่านั้นที่มีกำลัง มีงบประมาณเหลือ

“หน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลไม่เคยไปคุยเคลียร์ปัญหาให้เลย คือ สตง.เหมือนกรณีวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า แล้วปัจจุบันมีปัญหากลับมาระบาดใหม่ เหตุเพราะสตง.ไปท้วงว่า ไม่ใช่หน้าที่ท้องถิ่น อย่าทำ มิเช่นนั้นจะเรียกเงินคืน แบบเดียวกันเลย กฎระเบียบกระทรวงมหาดไทย ถ้าท้องถิ่นไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็เอาเงินสะสมมาทำไม่ได้นะ พอท้องถิ่นไปทำตามนโยบายหรือทำตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย หากมีปัญหาทีหลัง สตง.ทักท้วง ก็ไม่มีใครมาช่วยท้องถิ่นเลย”

เขาชี้อีกว่า รัฐบาลได้ข้อมูลไม่ครบ เช่น การนำยางพารามาทำถนนไม่ง่ายเหมือนที่คิดว่า นำมาผสมแล้วใช้ได้เลย เพราะที่คณะกก.กระจายอำนาจฯเคยคุยกับกรมทางหลวง พบข้อจำกัดมาก จึงไม่แนะนำให้ทำมากไปกว่านี้ เช่น ราคายางฯมีความผันผวนขึ้นลง หากตอนทำแผนสร้างถนนจากยางพารา ณ ราคา กก.ละ 50 บาท พอลงมือสร้างจริง เกิดราคาสูงขึ้นเป็นกก.ละ 80 บาท ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ ติดขัดการเบิกจ่ายราคาแพงกว่าแผนที่ตั้งไว้ เป็นต้น การมองข้ามข้อเท็จจริงของรัฐบาล จึงทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าเดินตาม

ส่วนการที่รัฐขอยกเว้นปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 32 นั้น เขาก็ไม่เห็นด้วย เพราะการทำถนนด้วยยางพารา ไม่ใช่เรื่องวิกฤติเหมือนเช่นภัยพิบัติ และเหตุผลการไปขอยกเว้น ไม่ควรทำแบบพร่ำเพรื่อ จะเกิดช่องว่างให้เกิดการทุจริตได้

ว่ากันตามนี้แล้ว ถ้ารัฐบาลยังจะผลักดันแนวทางนี้อยู่ ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้อปท. เคลียร์กับสตง.เหมือนกับเรื่องวัคซีนโรคสุนัขบ้าซะก่อน

สาโรช บุญแสง