ส่องเกษตร : เร่งแก้โรคพิษสุนัขบ้าระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326483

449007

ส่องเกษตร : เร่งแก้โรคพิษสุนัขบ้าระบาด

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่หน้าร้อนปีนี้ ดูเหมือนโรคพิษสุนัขบ้าจะกลับมาเป็นเรื่องร้อนที่น่าห่วงมากอีกครั้ง เมื่อกรมปศุสัตว์ได้ประกาศให้ 13 จังหวัดเป็นพื้นที่สีแดง“เขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า” พร้อมกับอีก 42 จังหวัดเป็นพื้นที่สีเหลือง “เขตเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า” หลังจากแค่ 2 เดือนแรกปีนี้ก็มีคนเสียชีวิตแล้ว 3 คนจากโรคพิษสุนัขบ้า ขณะที่ตรวจพบสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 1.5 เท่า

ลงรายละเอียดสักนิด 13 จังหวัดที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สีแดง “เขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า” ประกอบด้วย จ.สุรินทร์,จ.ร้อยเอ็ด,จ.บุรีรัมย์,จ.อุบลราชธานี,จ.ศรีสะเกษ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสาน จ.ชลบุรี,จ.ฉะเชิงเทรา,จ.ระยอง ในภาคตะวันออก จ.น่าน,จ.เชียงราย,จ.ตาก ในภาคเหนือ จ.สมุทรปราการในภาคกลาง และ จ.สงขลา ในภาคใต้…มีครบทุกภาคเลยทีเดียว

ส่วนสถานการณ์ที่น่าห่วงเนื่องจากยังตรวจพบสุนัขที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์รายงานว่า เพียง 2 เดือนปีนี้นอกจากคนเสียชีวิตแล้ว 3 ราย ยังตรวจพบสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 251 ตัว สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 1.5 เท่า โดยกว่า 90% ที่ติดเชื้อคือ สุนัข นอกนั้นยังพบในแมวและโค ซึ่งโคที่ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุว่า ปัญหาที่ทำให้โรคพิษสุนัขบ้าระบาด คือ เจ้าของไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกัน, ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปนอกบ้านเสี่ยงถูกกัดจากสัตว์ที่มีเชื้อ ที่สำคัญยังขาดความตระหนักถึงการป้องกัน จึงขอความร่วมมือเจ้าของรีบนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ในเดือนเม.ย.นี้จะเร่งประชาสัมพันธ์เข้มข้น เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ และจะเริ่มต้นการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจังตั้งแต่เดือนพ.ค.นี้

“การดําเนินการดังกล่าว จําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องเร่งสํารวจ ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว,เร่งรัดจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับจํานวนสุนัขและแมวที่มีอยู่ในพื้นที่“

ขณะเดียวก็มีรายงานข่าวว่า การที่โรคสุนัขบ้ากลับมาระบาดพุ่งสูง สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ไม่สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวในพื้นที่ของตัวเองได้ครบถ้วนเต็มประสิทธิภาพ เพราะถูกสตง.-สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทักท้วงว่า ไม่ใช่ภารกิจของท้องถิ่น หากดำเนินการจะขัดต่อกฎหมาย จึงส่งผลให้อปท.ระงับการซื้อวัคซีนไป

อย่างไรก็ตาม ทั้งกรมควบคุมโรคและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต่างยืนยันว่า ได้เคลียร์กับสตง.แล้ว เพราะเป็นปัญหามาหลายปี ซึ่งในปีนี้สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ได้ผลักดันจนมีประกาศให้ท้องถิ่นสามารถซื้อวัคซีนมาฉีดให้สุนัข ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะความปลอดภัยในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องเน้นให้ทุกภาคส่วนช่วยกันขจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป

ขณะที่อดีต ผู้ว่าฯ สตง.-พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ยอมรับว่า สตง.เคยตรวจสอบการใช้งบฯของอปท.ในการจัดซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแทบทุกจังหวัด เพราะจากการสุ่มตรวจช่วงโรคระบาดหรือ ฤดูร้อน พบปัญหาท้องถิ่นมักจัดซื้อวัคซีนจำนวนมาก แต่กลับไร้คุณภาพ ราคาแพงหลายเท่าตัว เพราะซื้อจากผู้ค้าในท้องถิ่น ไม่ใช่จากบริษัทยาโดยตรง ทำให้วัคซีนใช้ไม่หมด ไม่มีที่จัดเก็บและเสื่อมคุณภาพในที่สุด ส่งผลให้ สตง.ต้องท้วงติงการใช้งบฯเกินความจำเป็น แต่หากกรมปศุสัตว์ประกาศเป็นเขตโรคระบาด ท้องถิ่นก็สามารถจัดซื้อวัคซีนได้ตามความเหมาะสม

“สิ่งที่น่ากังวลจากการตรวจสอบ สตง.ยังพบว่า บางจังหวัดขาดบุคลากรที่มีความรู้ ทำให้ซื้อวัคซีนผิด หรือซื้อน้ำเกลือมาฉีดให้สุนัขก็มี”

เป็นอันว่าในปีนี้ ท้องถิ่นน่าจะสามารถจัดซื้อวัคซีนมาฉีดให้สัตว์เลี้ยง เพื่อแก้ไขการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าให้ได้ทันท่วงทีมากขึ้น เพียงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรตรวจสอบการจัดซื้อให้เกิดความโปร่งใส ส่วนกรมปศุสัตว์ก็ควรเข้าไปให้ข้อแนะนำ เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการฉีดวัคซีนได้จริงๆ

ที่จริงยังมีนโยบายของรมว.เกษตรฯกฤษฎา บุญราช ที่ต้องการให้อปท.มีส่วนร่วมแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แต่ผมได้ข่าวมาว่า อาจติดขัดเรื่องที่สตง.คุมเข้มการใช้งบฯอปท.ในทำนองคล้ายๆกับวัคซีนพิษสุนัขบ้านี้เหมือนกัน…เรื่องเป็นอย่างไร คงต้องยกยอดไปว่ากันโอกาสหน้า เพราะเนื้อที่สัมปทานตอนนี้ หมดแค่นี้ ก็ต้องขอจบห้วนๆแบบนี้ไปก่อน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ไม่ไว้วางใจ…คดีเจ้าสัวล่าเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324959

449007

ส่องเกษตร : ไม่ไว้วางใจ…คดีเจ้าสัวล่าเสือ

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็น “ความรู้สึกร่วม” มากขึ้นทุกขณะ ที่เสื่อมความเชื่อถือต่อการทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในคดี“เจ้าสัว”พรานบรรดาศักดิ์ล่า-ฆ่าเสือดำและสัตว์อื่นๆในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมๆกับการปักใจเชื่อมากขึ้นทุกขณะเช่นกันว่า เห็นทีคดีนี้ จะจบลงที่การ “ลอยนวล” ของคนรวย เหมือนเช่นหลายๆ คดีที่ผ่านมาเป็นแน่แท้

การแสดงความข้องใจของสังคมโดยกลุ่มต่างๆมีออกมามากมายในโลกโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งนักวิชาการ คนดังวงการต่างๆจนถึงเหล่าศิลปินดารา ด้วยเห็นว่า ภารกิจหลักอยู่ที่คดีใหญ่ “ล่าสัตว์ ฆ่าสัตว์ป่าสงวน” ยังอืดอาดล่าช้า แต่กลับไปมุ่งประเด็นอื่นๆที่สร้างความสับสนและยิ่งสร้างความสงสัยให้สังคมว่า กำลังมีการเบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า เมื่อเกิดการกระทำในลักษณะเหมือนเป็นการกดดันเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผู้ทำหน้าที่จับกุมครั้งนี้ ตลอดจนการลงโทษภาคทัณฑ์ร้อยเวร สภ.ทองผาภูมิ หาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับแจ้งความคดีนี้ เป็นต้น

จนทำให้ภาคประชาสังคมต่างๆออกมาเคลื่อนไหวกดดัน-ทวงถามคดี ไม่ว่านิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าที่บัณฑิตในอนาคตที่จะต้องออกไปทำงานรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของประเทศไทย,การเคลื่อนไหวของกลุ่ม“T’challa”นัดรวมพลคนพันธุ์เสือดำ ใส่หน้ากากเสือดำประท้วงกันกลางกรุงโดยมี“ทิชา ณ นคร” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ร่วมด้วย ฯลฯ

และล่าสุดการออกโรงอีกครั้งของมูลนิธิ “สืบนาคะเสถียร” โดย “ศศิน เฉลิมลาภ” เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดี หลังจากผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่การสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัทอิตาเลียนไทยฯกับพวกกลับดำเนินไปด้วยความล่าช้าในสายตาของสาธารณชน

คำแถลงของมูลนิธิสืบ ระบุว่า 1.เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ที่มีข้อเท็จจริงว่า นายเปรมชัยกับพวกลักลอบนำอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ในรถก่อนขออนุญาตเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมีการเข้าไปตั้งแคมป์ในเส้นทางและบริเวณพื้นที่ที่ไม่อนุญาต ซึ่งเป็นบริเวณที่สงวนไว้สำหรับการอยู่อาศัยและหากินของสัตว์ป่าตามธรรมชาติเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า อาจมีเจตนาเข้าไปเพื่อล่าสัตว์ป่าตั้งแต่แรกหรือไม่ ประกอบกับเสียงปืนดังมาจากบริเวณที่ไม่อนุญาต จึงมีเพียงกลุ่มของนายเปรมชัยเท่านั้นที่เข้ามาพร้อมอาวุธปืน รวมถึงซากสัตว์ป่าและร่องรอยกระสุนบนซากสัตว์ป่าที่ตรวจพบ ล้วนเป็นพยานวัตถุสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และชัดเจนยิ่งว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

2.จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่คดีที่ซับซ้อน จึงขอให้ตำรวจ เร่งรัดดำเนินการเพื่อสรุปสำนวน พร้อมความเห็นไปยังอัยการและส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว และอย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสอบสวนโดยการมุ่งไปสู่การ
เสาะหาพยานวัตถุที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

3.ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และรัฐบาล เร่งรัดติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้กรมอุทยานฯตรวจสอบสำนวนคดีในชั้นอัยการอย่างรอบคอบก่อนส่งฟ้องศาล เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนไปจากพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏชัดแจ้งนี้

4.ขอให้รัฐบาลหน่วยงานของภาครัฐออกมายืนเคียงข้างประชาชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมกันประณามผู้ที่มีเจตนาทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไปในอนาคต

“ขอประกาศว่า หากในสำนวนคดีที่ตำรวจส่งฟ้องศาลไม่มีข้อหาเจตนาฆ่าล่าสัตว์ป่า เราคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องนัดกับใครให้ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพราะพวกเราไม่ยอม นั่นหมายความว่า จะเกิดปรากฏการณ์ เป่านกหวีด ประชาชนจะออกมาเดินกลางถนนอีกครั้งหนึ่งเองอย่างแน่นอน” นายศศิน กล่าวในตอนท้าย

ผมคงไม่ต้องขยายความอะไรมากนัก แค่ขอย้ำว่า แม้มีโอกาสน้อยที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนปี 2516 ที่คดีล่า-ฆ่าสัตว์ป่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรโดยกลุ่ม “อภิสิทธิ์ชน”คนมีอำนาจอิทธิพล เคยเป็นชนวนสำคัญหนึ่งที่พัฒนาสู่การโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยน้ำมือประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯมาแล้ว แต่รัฐบาลคสช.ก็อย่าได้ประมาทไปกับคดีแบบเดียวกันนี้ในปี 2561 นี้ เพราะพลังประชาชนที่รักในความถูกต้อง หวงแหนชีวิตสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาตินั้น ดูถูกไม่ได้เลย ไม่งั้นอาจจะต้องเสียใจเมื่อสายเกินไป….เดี่ยวจะหาว่าไม่เตือน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘เงินทอน’วัฒนธรรมชั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323556

449007

ส่องเกษตร : ‘เงินทอน’วัฒนธรรมชั่ว

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนยำใหญ่เรื่อง“ยาง” และเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องมีพัฒนาการที่ขอรายงานต่อสักเล็กน้อย

เรื่องแรก “ราคายาง” ตรวจสอบล่าสุดเมื่อวันจันทร์ต้นสัปดาห์นี้ พบราคาขยับขึ้นน่าดีใจ เช่น ในท้องถิ่น ราคายางแผ่นดิบวันจันทร์สัปดาห์ก่อนอยู่ที่กก.ละ 42.60 บาท พอจันทร์นี้ขึ้นเป็น 44.30 บาท ส่วนน้ำยางสดจันทร์ก่อนอยู่ที่ 41.50 บาทมาจันทร์นี้ขึ้นมาถึง 47.00 บาท ขณะที่ราคา ประมูล ยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางสงขลา จันทร์ที่แล้ว 46 บาท มาจันทร์นี้ขยับขึ้นเป็น 48.89 บาท เป็นต้น…

ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากสภาพตลาดที่ดีขึ้น อีกส่วนก็ต้องให้กำลังใจรัฐโดยกระทรวงเกษตรฯที่มีเจ้ากระทรวง “กฤษฎา บุญราช”ดำเนินมาตรการต่างๆในการยกระดับราคาอย่างแข็งขัน แต่ราคายาง ณ ขณะนี้ยังห่างเป้าที่กก.ละ 65 บาท อยู่ไม่น้อย
จึงยังต้องเร่งมือทำงานหนักกันต่อไป

อีกเรื่องคือ การทำงานของการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.ที่ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าตาของรมว.กฤษฎาซะเลย ก่อนหน้านี้ผมรายงานไปแล้วว่า ในการไปประชุมร่วมกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคต่างๆท่านกฤษฎาได้รับฟังเสียงร้องเรียนจากชาวสวนยางทุกภาค ตำหนิการทำงานของกยท. จนถึงขนาดที่ท่านออกปากในที่ประชุมว่า ไม่เห็นมีภาคไหนที่ชื่นชมการทำงานของ กยท.เลย

ล่าสุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการลงไปประชุมกับชาวสวนยางภาคใต้ซึ่งเป็นภาคที่ปลูกยางมากที่สุด แต่ผู้บริหารระดับสูงของ กยท.กลับ “โดดร่ม” ไม่ไป ไม่ให้ความสำคัญ อ้างติดภารกิจ ทำให้รมว.กฤษฎาถึงกับหงุดหงิด ส่งข้อความผ่านไลน์ถึงผู้บริหารในกระทรวง ข้อความตอนหนึ่งว่า“โดยเฉพาะท่าทีของกยท.ที่เบอร์ 1, 2 ขาดประชุม ทั้งๆ ที่ภาคใต้เป็นพื้นที่หลักของยุทธศาสตร์ยางพารา อาจจะบ่งบอกได้ว่า กระทรวงเกษตรฯจะเผชิญความหนักใจ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาง”

น้ำเสียงเป็นเชิงตำหนิแบบนี้ผู้บริหาร กยท.จะรู้สึกรู้สาบ้างหรือไม่ รอดูกันต่อไป….

เรื่อง“ยาง”เก็บตกแค่นี้ก่อน เพราะมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนถึงด้วยความเป็นห่วงยิ่ง นั่นคือปัญหาทุจริตด้วยรูปแบบที่เรียกกันว่า“เงินทอน” ซึ่งเป็นการโกงกันอย่างดื้อๆ ที่ดูเหมือนจะถูกตรวจพบถี่มากช่วงนี้ หลังจากถูก“หมกเม็ด”ฝั่งซ่อนความเลวร้ายจนกลายเป็น“วัฒนธรรมชั่ว”ที่มีมาเนิ่นนาน

จาก“คดีเงินทอนวัด”ที่ระดับบิ๊กๆสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลายคนตกเป็นผู้ต้องหาถูกพักงาน ถูกดำเนินคดีเพราะพฤติกรรมรวมกันเป็นขบวนการโกงกินเงินอุดหนุนที่ให้กับวัดต่างๆทั่วประเทศมายาวนาน จนถึงล่าสุดคดี“โกงเงินสงเคราะห์คนยากไร้”ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งตรวจพบแห่งแรกที่ขอนแก่น เพราะนักศึกษาฝึกงานที่ถูกบังคับให้ปลอมลายเซ็นรับเงิน “ทนไม่ได้กับความเลวร้ายนี้” จึงได้ร้องเรียนหน่วยงานต่างๆรวมทั้ง คสช. จนเข้ามาสอบพบมูลทุจริตจริงและขยายผลตรวจสอบทั่วประเทศ พบทุจริตแบบเดียวกันนี้อีกหลายจังหวัดทั่วทุกภาค กระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องสั่งย้ายปลัดและรองปลัดกระทรวงที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำกันเป็น“ขบวนการ”

คดีเงินทอนวัด ชั่วช้าเลวทรามขนาดตกนรกหมกไหม้ได้เพราะโกงแม้กระทั่งพระพุทธศาสนา “คดีโกงคนยากไร้”ก็ชั่วช้าไร้ศีลธรรม โกงได้ลงคอเงินที่ไว้ช่วยเหลือคนยากไร้ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการซ้ำเติมคนจน ซ้ำเติมสังคมและซ้ำเติมปัญหาความยากจนเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ

เหล่านี้ไม่เพียงชั่วร้ายเลวทราม ยังสะท้อนถึงการขาด “จิตสำนึก” ความเป็น “ข้าราชการ” ที่สมควรจะทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ แต่อีกด้านก็สะท้อนถึงกลไกในการตรวจสอบของระบบราชการที่ยัง“บกพร่อง”เป็นอย่างมาก

การโกงกินแบบ“เงินทอน”ลักษณะร่วมที่สำคัญคือ เป็น “เงินช่วยเหลือให้เปล่า” ที่หน่วยงานรัฐได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาดำเนินการ โดยส่วนใหญ่เป็นไปตามนโยบายรัฐ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯเท่านั้น หลายๆ กระทรวงก็มีงบนี้อยู่มหาศาลรวมถึงกระทรวงเกษตรฯด้วย ที่มี “งบฯให้เปล่า”ตามนโยบายรัฐมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงบฯช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนงบฯให้เปล่าจูงใจงดทำนา,งดกรีดยาง หรืองดการผลิตอื่นๆ เป็นต้น

งบฯเหล่านี้ มีช่องโหว่ช่องว่างให้ทุจริตได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าทำกันเป็นขบวนการก็ยิ่งง่ายใหญ่ ผมก็ไม่รู้ในกระทรวงเกษตรฯจะมีเรื่องโกงทำนองนี้“หมกซ่อน”อยู่หรือไม่ แต่ใครที่มีอำนาจหน้าที่ หวังว่าจะเข้มงวดกวดขันเต็มที่…..อย่าให้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ยำใหญ่ประเด็นยางร้อนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322112

449007

ส่องเกษตร : ยำใหญ่ประเด็นยางร้อนๆ

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้มีข่าวสารการเคลื่อนไหวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหา“ยางพารา”ร้อนๆขึ้นมาหลากหลายประเด็น ที่ต้องจับตากันใกล้ชิด

ประเด็นแรกและเป็นประเด็นสำคัญยิ่งในความรู้สึกชาวสวนยางฯทั้งหลาย ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความพยายามของภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เร่งหาทาง“ยกระดับราคา”ยางพาราให้สูงขึ้น ด้วยราคาปัจจุบันยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้เกษตรกรเดือดเนื้อร้อนใจมาก

ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯนำโดยรมว.กฤษฎา บุญราชตั้งแต่เริ่มงานเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมเป็นต้นมา ได้ประกาศไว้ว่า “ภายใน 3 เดือน”จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรที่กำลังตกต่ำ ให้ขยับสูงขึ้นให้ได้ ซึ่ง“ยางพารา”ก็เป็นตัวหนึ่ง ตอนนี้เกือบ 3 เดือนแล้ว ราคายางฯในวันนี้ ก็ยังทรงๆอยู่ในระดับกก.ละ 40 ต้นๆยังห่างเป้าหมายที่หวังจะได้กันอย่างน้อยกก.ละ 65 บาท

แต่ก็เห็นความพยายามอย่างมากของรมว.กฤษฎาที่“ลุย”งานเต็มที่ ใช้ไปหลายมาตรการแล้ว เช่น จับมือกัน 3 ประเทศผู้ผลิตตกลงลดส่งออกยาง 3.5 แสนตัน ช่วงม.ค.ถึงมี.ค.เร่งรัดหน่วยงานรัฐให้เพิ่มการใช้ยางในประเทศตามมติครม. เป็นต้น ขณะเดียวกันก็เดินหน้าไปพบกลุ่มชาวสวนยางภาคต่างๆตลอดจนไล่บี้การยางแห่งประเทศไทยให้เร่งมือทำงาน ฯลฯ รมว.กฤษฎาให้สัมภาษณ์ไม่กี่วันก่อนเชื่อว่า ช่วงหลังตรุษจีนนี้ไป ราคายางในประเทศมีโอกาสขยับสูงขึ้นกว่ากก.ละ 50 บาท ด้วยหลายมาตรการที่ทำไปเริ่มได้ผล ขณะที่จีนเริ่มกลับมาซื้อยางเพิ่ม อีกทั้งหลายพื้นที่ของไทยก็ปิดการกรีดยางด้วย

และนอกจากมาตรการเดิมแล้ว ตอนนี้กำลังเร่งผลักดันมาตรการเพิ่มเช่น การปรับพื้นที่ปลูกยาง 7 แสนไร่ ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ทั้งกำลังผลักดันความคิดจะให้สวนยาง 2 ล้านไร่ จากทั้งหมด 24 ล้านไร่ทั่วประเทศให้หยุดกรีดยาง 3 เดือนช่วง พ.ค.ถึงก.ค. โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 1,500 บาท เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางในประเทศที่ตอนนี้สูงถึง 4.5 ล้านตันให้เหลือ 4 ล้านตัน โดยหวังสูงว่า ถ้าทำได้ มีโอกาสจะดันราคายางในประเทศขึ้นไปถึงกก.ละ 80 บาททีเดียว!

เห็นภาพความตั้งใจทำงาน อีกทั้งได้เข้าหากลุ่มชาวสวนยางต่างๆอย่างถึงลูกถึงคน จึงไม่แปลกใจที่ช่วงนี้ ชาวสวนยางต่างสงบนิ่งรอดู ไม่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันอะไรนัก ถือเป็นการให้โอกาสได้ทำงานเต็มที่…ฉะนั้น ก็รอดูกันต่ออีกสักพัก

เรื่อง“ยาง”อีกประเด็นหนึ่ง ก็เป็นเรื่อง การทำงานของกยท.การยางแห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนี้นอกจากจะถูกรมว.กฤษฎา“บี้”หนักแล้ว ยังมีปัญหาภายในองค์กรเองด้วย

ในการที่รมว.กฤษฎาไปพบกลุ่มชาวสวนยางภาคต่างๆ ดูเหมือน กยท.ตกเป็นเป้า“ยำใหญ่”ตลอด ล่าสุดที่พิษณุโลก ชาวสวนยางภาคเหนือร้องเรียนทั้งเรื่องที่กยท.ไม่ซื้อยางจากสถาบันเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนปุ๋ย กยท.จำหน่ายให้ไม่ตรงสูตรและแพงกว่าที่เกษตรกรไปซื้อเอง ซึ่งกฤษฎาถึงกับพูดว่า ที่ไปฟังมาแต่ละภาค ไม่มีที่ไหนชื่นชมการทำงานของกยท.เลย มีแต่ร้องเรียนเรื่องต่างๆโดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย…แม้ไม่ได้คาดโทษผู้บริหารอย่างรุนแรง แต่ก็ตำหนิอยู่ไม่น้อย ทั้งจี้ให้เร่งปรับปรุงการทำงานด้วย

นอกจากนั้น กยท.เองก็กำลังมีปัญหาภายในถูกสหภาพแรงงานฯเคลื่อนไหวคัดค้านการที่ผู้บริหารมีโครงการให้เอกชนจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือ พร้อมจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยาง(เงินเซส)ในลักษณะเทิร์นคีย์ ซึ่งเรื่องนี้รมว.กฤษฎาสั่งให้บอร์ด กยท.ตรวจสอบความโปร่งใส ทั้งเร่งสอบหาคนผิด กรณีที่เงินเซสมีการรั่วไหลปีละนับพันล้านบาทด้วย

นับเป็นแรงกดดันต่อผู้ว่าฯกยท.ที่ชื่อ“ธีธัช สุขสะอาด”อีกครั้ง หลังจากเคยถูกถล่มมาหลายรอบจากชาวสวนยางกลุ่มต่างๆ ก็ต้องดูต่อไปว่า จะรักษาตัวรอดได้ตลอดรอดฝั่งอีกหรือไม่

เรื่องสุดท้ายคือ“ค่าโง่กล้ายาง”ที่กรมวิชาการเกษตรแพ้คดีเอกชนกลุ่มซีพี ถูกตัดสินให้จ่ายเงินต้น 287 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยแล้วรวมเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท…สรุปความสั้นๆ เรื่องนี้เป็นผลจากโครงการฉาว“กล้ายาง 1 ล้านไร่”ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตรที่มีเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรฯช่วงนั้นเป็นเจ้าของโครงการ และมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชื่อ“ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์”เป็นผู้เซ็นสัญญากับซีพี ทั้งเป็นหนึ่งในโครงการอื้อฉาวที่ถูกตรวจสอบทุจริตหลังรัฐบาลทักษิณถูกทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2549

“ค่าโง่”ครั้งนี้จึงจัดเป็นอีก 1 มรดกบาปที่ยังไม่หมดฤทธิ์ ได้แต่หวังว่า จะเป็นบทเรียนอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำรอยอีก ซึ่งสำหรับ“ไทยแลนด์โอนลี่” ดูเหมือนจะหวังยากจัง เพราะเรื่องทำนองนี้ช่างเกิดแล้วเกิดอีก ไม่รู้จบซะที

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘เสือดำ’ต้องไม่ตายเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320579

449007

ส่องเกษตร : ‘เสือดำ’ต้องไม่ตายเปล่า

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้จะเป็นเวลากว่าสัปดาห์แล้ว กรณีการจับกุมกลุ่ม “พรานบรรดาศักดิ์” ของคนระดับเจ้าสัวแสนล้านอย่างนายเปรมชัยกรรณสูต ประธานบริหารและกก.ผู้จัดการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด(มหาชน) แต่คงยังไม่ช้าเกินไปที่ผมจะขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ในการให้กำลังใจ“ฮีโร่”อย่างนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ด้วยความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ

ซึ่งไม่เพียงสามัญชนคนไทยทั่วไปแทบทุกวงการเท่านั้น แม้กระทั่งคนระดับ“เจ้าฟ้า” อย่างทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ยังทรงแสดงออกถึงการให้กำลังใจตั้งแต่วันแรกๆของเหตุการณ์จับกุมสะท้านแผ่นดินไทยครั้งนี้ โดยใช้อินสตาเเกรมส่วนพระองค์โพสต์ว่า“สู้ สู้ คุณวิเชียร ชิณวงษ์”

และในเวลาต่อมายังได้โพสต์ตอบทางอินสตาแกรมที่มีผู้ทูลถามว่า“ในฐานะข้าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงประชาชน จะทำอะไรได้บ้างในกรณีเสือดำ” (หมายถึงกรณีจับนายเปรมชัยกับพวกซึ่งมีของกลางสำคัญนอกจากอาวุธปืนล่าสัตว์ ก็คือซากสัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะ“เสือดำ”ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายห้ามล่าอย่างเด็ดขาด)โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์ตอบว่า“ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคนไม่ให้โดนรังแก พวกเราต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกว่าไม่มีใครมีสิทธิเหนือคนอื่น อย่าลืมว่าประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง”

“คีย์เวิร์ด”ที่ทรงโพสต์ตอบนี้ไม่เฉพาะเรื่องให้กำลังใจ แต่คำสำคัญคือ“ไม่ให้(เจ้าหน้าที่) โดนรังแก”และ“ปลูกจิตสำนึกว่าไม่มีใครมีสิทธิ์เหนือคนอื่น…ประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง” เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมกันออกมาแสดงการปกป้อง“วิเชียร ชิณวงษ์”กับทีมจับกุม ซึ่งก็ได้เห็นภาพนี้กันคึกคักในเวลานี้ นับเป็นเรื่องดีงาม น่ายินดีอย่างยิ่ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า เป็นการสะท้อนอย่างสำคัญยิ่งถึงความตื่นตัวของประชาชนต่อการคุ้มครองสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ธรรมชาติมิให้ถูกทำลายหรือล่วงละเมิด โดยเฉพาะจากน้ำมือ“อภิสิทธิ์ชน”คนมีอิทธิพล ที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงยิ่งกว่าชนชั้นใดๆ

ความสำคัญของสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ป่าที่ใกล้“สูญพันธุ์”สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับป่า สัมพันธ์กับ“ห่วงโซ่อาหาร”และความสมดุลทางธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกต่างก็มีความห่วงใยอย่างยิ่ง เพราะนับวันผลร้ายแรงที่เกิดจากการทำลายความสมดุลทางธรรมชาติ กำลังย้อนมาลงโทษมนุษยชาติเอง จากความปรวนแปรของสภาพดินฟ้าอากาศ ที่ทำให้เกิดมหันตภัยทางธรรมชาติยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

กรณีจับ“พรานบรรดาศักดิ์”ครั้งนี้ จึงต้องไม่ปล่อยให้การตายของเสือดำก็ดี ไก่ฟ้าหลังเทาก็ดี และสัตว์อื่นๆอีก ต้องจบลงไปง่ายๆ ในทางคดีต้องติดตามให้มีการลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุดให้จงได้(ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยส่วนใหญ่ห่วงใยยิ่ง ด้วยเกรงจะเกิด“มวยล้ม”หรือหลบหนี“ลอยนวล”เหมือนหลายๆคดีของคนรวย คนมีอิทธิพลมีอำนาจทั้งหลายในช่วงที่ผ่านมา จนผู้คนเกิดความรู้สึกฝังใจว่า“คุกมีขังคนจนเท่านั้น”)

แต่คุณค่าที่สำคัญยิ่งกว่าคงไม่อยู่เฉพาะเรื่องคดีเท่านั้น จะต้องขยายผลเรื่องนี้เลี้ยงกระแสเพื่อ “ปลูกจิตสำนึก” อย่างถาวรให้กับประชาชน ตลอดจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ได้มากที่สุดในการดูแลป้องกันการล่าสัตว์ป่า ตลอดจนการทำลายป่า ทำลายธรรมชาติต่อไป เช่นเรื่องแรกคือ การเสริมกำลังคุ้มครองสัตว์ป่าและดูแลรักษาป่า เพราะสิ่งที่สะท้อนจากปาก“วิเชียร ชิณวงษ์”เอง เฉพาะป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯที่เขาดูแลอยู่มีเนื้อที่มหาศาลถึง 1.4 ล้านไร่แต่ขาดทั้งกำลังคน,ขาดอุปกรณ์อย่างปืน และยังขาดองค์ความรู้ในการดูแลจัดการด้วยโดยมี 25 หน่วยคุ้มครองสัตว์ มีปืนหน่วยละ2-3 กระบอก บางกระบอกก็ยิงไม่ออกด้วยซ้ำขณะที่ป่าอื่นๆยิ่งขาดแคลนหนักกว่านี้ก็มี

เฉพาะหน้านี้ ทางกองทัพภาคที่ 1 นอกจากส่งทหารมาช่วยคุ้มครอง“วิเชียร ชิณวงษ์”แล้ว ยังประสานส่งทหารเข้าร่วมดูแลรักษาป่าและสัตว์ป่าด้วย นับเป็นเรื่องดีและควรจะต้องขยายผลให้เกิดความยั่งยืนต่อๆไป

การตายของ“เสือดำ”แห่งทุ่งใหญ่นเรศวรจากฝืมือพรานบรรดาศักดิ์ครั้งนี้ ผมจึงหวังอย่างยิ่งว่าจะ“ไม่สูญเปล่า” แต่ต้องเกิดคุณูปการต่อการคุ้มครองเสือตัวอื่นๆ ตลอดสัตว์ป่าทุกชนิด และป่าโดยรวมให้ได้มากที่สุด

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เดินเครื่องบูรณาการแก้ปัญหา‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319055

ส่องเกษตร : เดินเครื่องบูรณาการแก้ปัญหา‘น้ำ’

ส่องเกษตร : เดินเครื่องบูรณาการแก้ปัญหา‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 46/2560 ได้เริ่มต้นดำเนินงานอย่างเป็นทางการแล้ว ว่ากันว่า เพื่อเปิดยุคใหม่แห่งการบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศไทย

ทั้งนี้หลังจากที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 46/2560 เรื่องจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2560 เพื่อทำหน้าที่สำคัญในการบูรณาการทุกหน่วยงานด้านน้ำเพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบให้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน ต่อมา 22 ม.ค.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และย้ายนายสมเกียรติ ประจําวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานมาเป็นเลขาธิการคนแรก นายสำเริง แสงภู่วงศ์จากรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มาเป็นรองเลขาธิการ โดยหน่วยงานใหม่นี้ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 24/2561 เมื่อ 29 ม.ค.2561 แต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)ชุดใหม่ ตามด้วยคำสั่งเมื่อ 31 ม.ค.2561 โอนย้ายข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างประจำกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 55 คน และจากกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีก 26 คน รวมเป็น 81 คน มาปฏิบัติราชการในสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว…สามารถเริ่มงานได้จริงๆ เสียที

สำหรับกนช.หรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติชุดใหม่ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เป็นรองประธานฯ ส่วนกรรมการ มีอาทิ รมว.เกษตรฯ,รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ,รมว.มหาดไทย ตลอดจนปลัดกระทรวงต่างๆและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อธิบดีกรมชลประทาน,อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำฯ,กรมฝนหลวง,กรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงเลขาฯคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับเลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมเป็นกรรมการ ทั้งนี้ ตัวเลขาฯสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ….กนช.ก็ได้เรียกประชุมกันครั้งแรกทันทีเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

ตามคำสั่งในการจัดตั้ง กนช.กำหนดอำนาจหน้าที่ อาทิ ปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำในสภาวะวิกฤติ พร้อมกำกับ ติดตามประเมินผล บูรณาการแผนแม่บทและแผนงบประมาณบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

ผลประชุมนัดแรก มีมติกำหนดกรอบการทำงาน กนช.โดยปีนี้จะประชุมกัน 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 เดือนซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ และได้แบ่งมอบอำนาจหน้าที่ให้คณะอนุกรรมการ 4 คณะใน 4 ด้านได้แก่ การวิเคราะห์/ติดตามสถานการณ์น้ำ,การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่,การจัดทำ/ติดตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการกลั่นกรอง/วิเคราะห์/ประเมินผลโครงการ

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวถึงการประชุม กนช.นัดแรกนี้ว่า นายกรัฐมนตรีอยากเห็นภาพการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งแผน,การแบ่งกลุ่มงบประมาณแต่ละปี ใช้ในส่วนไหนบ้าง โดยแบ่งเป็นงบฯปกติ เช่น การปรับปรุง ซ่อมบำรุง ขยายแหล่งน้ำที่มีอยู่และงบฯที่ใช้ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น แผนสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรที่ใช้งบฯกว่าหมื่นล้านบาท รวมถึงให้ชี้แจงถึงการใช้งบฯปกติ 5-6 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปี 2557-2558 ทำอะไรไปแล้วบ้าง และต่อไปจะทำอะไรบ้าง ในส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่แต่ละภาคเสนอมา 20-30 โครงการนั้น ต้องนำมาดูว่าจะใช้งบฯเท่าไหร่ ใช้เวลาเท่าไหร่

เอาเป็นว่า ตอนนี้การบริหารจัดการน้ำภายใต้การบูรณาการใหม่ โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นตัวขับเคลื่อน ได้เริ่มขยับกันแล้ว ส่วนผลคงไม่ใช่จะเห็นได้ในทันที แต่ก็หวังว่า ในอีกไม่ช้าจะเกิดการ“บูรณาการจริงๆ”ให้งานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับ“น้ำ”ออกมาอย่างเป็นเอกภาพ ลดการซ้ำซ้อน ย้อนแย้ง เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์จากเงินภาษีของประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพในการทำโครงการทั้งเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ“น้ำ”ทั้งหลาย

ไม่ใช่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมีการตั้งหน่วยงานหรือคณะกรรมการชุดแล้วชุดเล่า บอกจะมีบูรณาการการบริหารจัดการน้ำ แต่ก็เหลวเป๋วกันมาทุกที

 

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ปลดล็อก‘กัญชา’…แก้กม.ป่าไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317567

449007

ส่องเกษตร : ปลดล็อก‘กัญชา’…แก้กม.ป่าไม้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงการกำหนดแผนแม่บทและนโยบายต่างๆที่จะพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกร,แก้ไขปัญหาเกษตรกร ตลอดจนเสนอแนวทางสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านผลผลิตเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป เป็นต้น ปัจจุบันประธานคือ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ ในช่วงนี้กำลังนำเสนอเรื่องสำคัญ 2 เรื่องต่อภาครัฐ ถ้าผลักดันได้สำเร็จ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและต่อพี่น้องเกษตรกรในอนาคตอย่างมาก

เรื่องหนึ่งคือ การเสนอให้“ปลดล็อก”กฎหมายเกี่ยวกับ“กัญชา” เพื่อให้ทำการศึกษาวิจัยนำมาสกัดสารที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ กับอีกเรื่องคือผลักดันให้แก้ไขกฎหมาย“ป่าไม้” ให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจ“มีค่า” ได้ทุกชนิดบนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตน แล้วตัด เลื่อยนำไปใช้ประโยชน์ได้เสรี

ในเรื่อง“กัญชา”นั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำหนังสือขอเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงให้เข้าใจถ่องแท้ถึงความจำเป็นในการปลดล็อกกฎหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถศึกษาวิจัยและนำมาสกัดสาร THC ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ดี รวมทั้งโรคอื่นๆทั้งโรคชักกระตุก ลมชัก และลดความเจ็บปวด เป็นต้น ซึ่งหลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาต่างยอมรับผลวิจัยนี้และมีการสกัดสารดังกล่าว ส่งออกไปขายในราคาแพงมาก ราว 3,500 ดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทยกว่า 1 แสนบาท)ต่อ 10 cc

กฎหมายไทยกำหนดให้“กัญชา”เป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ขณะที่ผลวิจัยที่ยอมรับกันทั่วโลกพบว่า สารที่สกัดได้ ใช้รักษาโรคได้ดี มีพิษภัยน้อยถ้าควบคุมการใช้ในปริมาณเหมาะสม ทำให้หลายประเทศปลดล็อกกฎหมายห้ามกันไปมากและเร่งวิจัยสกัดสารไปใช้ จนเป็นกระแสทั่วโลก หน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องก็พยายามทำเรื่องนี้มา 2-3 ปี เคยสัมมนาร่วมกันระหว่าง องค์การเภสัช องค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กับสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) จนเห็นด้วยที่จะเปิดให้ศึกษาวิจัยอย่างเป็นทางการ อยู่ในขั้นตอนให้รมว.สาธารณสุขประกาศเป็นกฎกระทรวง ซึ่งเคยรายงานให้นายกฯทราบแล้ว และกำลังจะเปิดเวทีสัมมนาใหญ่ 8-9 ก.พ.นี้ จากนั้นจะใช้พื้นที่ทหาร 4.8 พันไร่ ในจ.สกลนคร ทดลองปลูกเพื่อวิจัยสกัดทางยา แต่พอข่าวเป็นที่สนใจมาก นายกฯประยุทธ์กลับพูดทำนองเบรกว่า ไทยยังไม่มีนโยบายปลดล็อกกัญชา..ทำให้หน่วยงานต่างๆไม่กล้าขับเคลื่อนต่อ

นายประพัฒน์ระบุว่า ปัจจุบันไทยก็นำเข้าสารสกัดจากกัญชาในราคาแพงมากมาใช้รักษาโรค ขณะที่หน่วยงานไทยเองก็มีศักยภาพที่จะวิจัยสกัดสารเองได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ทำไมไม่ทำ ถ้าได้อธิบายให้นายกฯเข้าใจถ่องแท้ จนยอมให้ขับเคลื่อนต่อ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย มิเช่นนั้นก็ต้องใช้ยาแพงกันไปเช่นนี้

เรื่องนี้ ผมจึงขอลุ้นเอาใจช่วยอย่างเต็มที่ด้วยคน….

ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย“ป่าไม้”นั้น มีแนวโน้มที่ดีมาก โดยนายประพัฒน์บอกว่าได้หารือกับพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไป 2 ครั้งแล้ว เรื่องการส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งพล.อ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า กำลังแก้กฎหมายมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไม้พะยูง,ไม้เทพทาโร,จำปาทอง,ไม้สัก,ไม้ชิงชัน ฯลฯ บนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ทั้งที่โฉนด น.ส.3, ส.ป.ก., น.ค. และอื่นๆ ทำให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ได้หลากหลายมากกว่าปลูกพืชเกษตร 3-4 ชนิดเช่น ข้าว ข้าวโพด มันฯ ที่ล้วนราคาถูก ทำเท่าไรก็มีแต่หนี้

หากแก้กฎหมายได้แล้ว ต่อไปไม้ที่ปลูกในพื้นที่กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี สามารถ ตัด ฟัน แปรรูป ทำการค้า ขายได้ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะดูแลอำนวยความสะดวกให้ จะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก สร้างเศรษฐกิจโดยรวมได้มหาศาล ขณะนี้อยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรที่ยังมีที่ดินเหลืออยู่ ได้มีหนทางใหม่ๆในการปลูกพืชเศรษฐกิจราคาดี ช่วยให้หายจนได้ จึงควรที่จะเร่งดำเนินการโดยเร็ว…ผมขอเชียร์อีกเรื่องครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ขับเคลื่อนศก.พอเพียง-แหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316143

449007

ส่องเกษตร : ขับเคลื่อนศก.พอเพียง-แหล่งน้ำ

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีข่าว 2 เรื่องที่ผมเห็นว่า น่าสนใจยิ่งในการแก้ไขปัญหาให้ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าวแรกนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งมาเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อผลักดันแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เร่งมือเรื่องนี้แล้ว โดยประชุมติดตามงานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกอ.รมน. เป็นต้น

สาระที่น่าสนใจคือได้มีการแต่งตั้งผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(นขพ.)ทุกจังหวัดจังหวัดละ 12 คน เป็นตัวแทนมหาดไทยในพื้นที่ 5 คน,กระทรวงเกษตรฯ 3 คนและ
คัดเลือกผู้นำท้องถิ่นมาร่วม 4 คน มีรองผู้ว่าฯเป็นประธาน รวม 77 จังหวัดทั่วประเทศมี นขพ.กว่า 900 คน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องมา จะเป็นผู้นำการขับเคลื่อนของแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ได้ลงพื้นที่ทำแผนกันแล้ว สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ทุกแผนมีเป้าหมายให้คนไทยน้อมนำศาสตร์พระราชาไปใช้ดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นรากฐานของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ให้ได้

ขณะที่แผนปฏิรูปภาคเกษตรของกระทรวงก็บรรจุหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 8 ประเด็น ทั้งเรื่องการจัดการ“น้ำ” การจัดการ“ดิน” ฯลฯ คาด 2-3 เดือนนี้แผนปฏิรูปประเทศทั้ง 13 ด้านรวมทั้งแผนปฏิรูปภาคเกษตรฯจะเสร็จเรียบร้อย นำเข้าครม.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีกรอบงบประมาณ มีระยะเวลาปฏิบัติที่ทุกหน่วยงานจะเดินตามแผนลงสู่พื้นที่ ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ เป็นต้นไป

นับเป็นเรื่องที่ต้องจับตาติดตามดูการปฏิบัติดังกล่าว ด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า จะทำกันอย่างจริงจังจนเกิดผลดีอย่างยั่งยืนต่อการพัฒนาภาคการเกษตรไทยเพื่อสืบสานให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดไป

ส่วนอีกข่าวหนึ่ง…มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มีม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นเลขาธิการ ได้เสนอโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกษตรกร โดยมูลนิธิจะเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่ 8,403 แห่ง ใน 69 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นระบบชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดําริ 1,317 แห่ง และโครงการชลประทานขนาดเล็กของกรมชลประทานที่ถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว 7,086 แห่ง

ปัจจุบันแหล่งน้ำเหล่านี้ส่วนใหญ่เสียหายจากอายุการใช้งานและภัยธรรมชาติ โครงการอันเนื่องจากพระราชดําริบางแห่งก็ยังไม่มีระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตร โดยเฉพาะโครงการที่ถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อเกิดชํารุดเสียหาย หลายแห่งไม่ได้ตั้งงบฯซ่อมแซมและขาดบุคลากรด้านวิศวกรรมชลประทานที่จะเข้าไปปรับปรุงและเสริมประสิทธิภาพแหล่งน้ำ

คุณชายดิศนัดดาระบุว่า หากเริ่มซ่อมฝายเดือนม.ค.ตามที่เสนอ คาดส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จทันช่วงฤดูฝนเดือนพ.ค. โดยผลศึกษาคาดจะใช้งบทั้งหมดไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพราะต้นทุนที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯเคยทำมาแล้ว 500 แห่ง ส่วนใหญ่ 80% ใช้งบฯราว 4 แสนบาทต่อ 1 แห่ง เท่านั้น

“แค่ซ่อมแซมแล้วต่อท่อถึงชาวบ้านเสร็จ ใช้เวลา 3-6 เดือน ก็ส่งน้ำให้ได้ทันที เกษตรกรได้ประโยชน์เต็มที่ มีน้ำทำเกษตรนอกฤดูกาลได้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาเห็นผลรวดเร็ว ที่สำคัญเป็นการนำแหล่งน้ำทุกพื้นที่ของประเทศที่มีอยู่แล้ว มาใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพเพื่อเกษตรกรไม่ต้องเสียโอกาส ถ้าทำสำเร็จจะเกิดรายได้ในท้องถิ่นเพิ่ม 30,000-48,000 ล้านบาท และเกิดเงินหมุนในระบบอีก 12 เท่า” ซึ่งคุณชายดิศนัดดายืนยันว่า ในที่ประชุมร่วมกับอาจารย์ยักษ์และกรมต่างๆ เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผ่านงบกลางปีของรัฐบาลที่จะตั้งขึ้น 1.5 แสนล้านบาท ซึ่ง 4 หมื่นล้านบาท เป็นงบฯปฏิรูปภาคเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรฯยืนยันพร้อมสนับสนุนตามที่ปิดทองหลังพระเสนอ

ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและข้อเสนอพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กนี้ ผมเห็นว่า เป็นการเดินตามแนวทางพระราชดำริ และน่าจะถือเป็นการ “ให้เบ็ด” กับ “สอนวิธีตกปลา” ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่เกษตรกร ไม่ใช่แค่เอา “ปลา” ไปให้แก้หิวชั่วครู่ แบบโครงการ “ประชานิยมแปลงรูป”ทั้งหลาย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ข่าวดี‘ข้าว’ปีจอ..ราคาเริ่มวิ่งนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314722

449007

ส่องเกษตร : ข่าวดี‘ข้าว’ปีจอ..ราคาเริ่มวิ่งนำ

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์ได้แถลงตัวเลขการส่งออกข้าวไทยตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมาว่า มีปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สามารถส่งออกข้าวได้ถึงประมาณ 11.2 ล้านตัน…ซึ่งดูแล้วไทยน่าจะครองแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2560 อีกครั้ง

ขณะที่ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวระบุว่า ยอดส่งออกทั้งปี 2560 มีปริมาณ 11.2-11.3 ล้านตันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่สำคัญ เป็นปีที่ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ สูงถึงตันละ 16,000 บาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาตันละ 9,500-11,000 บาท และถือเป็นราคาที่สูงเทียบเท่ากับช่วงที่ทำโครงการรับจำนำ (ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เลยทีเดียว หรือคิดเป็นราคาส่งออกตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ

นับเป็นข่าวดีอยู่ไม่น้อย ซึ่งจากการตรวจสอบราคาข้าวเปลือกโดยเฉพาะหอมมะลิตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่ 2561 มา พบว่า ท่าข้าว,ตลาดกลางและโรงสีต่างๆที่เริ่มเปิดรับซื้อข้าวเปลือกตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.เป็นต้นมาจนถึงล่าสุด วันที่ 15 ม.ค.มีการรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิในระดับราคาสูงกว่าตันละ 15,000 บาททั้งนั้น

สำหรับในปี 2561 นี้ กระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจส่งออกข้าวต่างประเมินว่า ยอดส่งออกข้าวไทยจะลดลงเหลือประมาณ 9.5 ล้านตัน ด้วยหลายสาเหตุ เช่น ปีที่ผ่านมามีการเร่งระบายขายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีอยู่สูงมาก ออกไปจนเกือบหมดแล้ว ขณะที่ผลผลิตข้าวใหม่ที่ออกมามีปริมาณน้อยลง เนื่องจากช่วงปลายปีที่แล้ว เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ปลูกโดยเฉพาะภาคอีสาน สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตไม่น้อย เป็นปัจจัยที่ทำให้เหลือปริมาณข้าวที่จะส่งออกได้ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการที่“ค่าเงินบาท”ตั้งแต่ต้นปีมานี้ แข็งตัวขึ้นมาก ส่งผลให้ราคาข้าวไทยเมื่อเทียบเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมีราคาแพงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่งต่างๆ จึงต้องลดลงไป เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจากการที่“สต๊อกข้าวรัฐ”ในโครงการจำนำข้าวถูกระบายขายออกเกือบหมดแล้ว ส่งผลดีอย่างมาก ด้วยที่จะไม่เป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวไทยเหมือนที่ผ่านๆมาอีก ประกอบกับการที่ผลผลิตข้าวใหม่ปีนี้มีปริมาณไม่สูงมากนัก ด้วยหลายพื้นที่เจอภัยน้ำท่วมด้วย จึงทำให้เป็นที่คาดการณ์ของนักวิชาการว่า ราคาข้าวในปี 2561 นี้ น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างข้าวระดับพรีเมียมของไทยอย่างข้าวหอมมะลิ ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งข้าวเฉดสีต่างๆที่กำลังเป็นที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆในตลาดผู้บริโภคต่างประเทศที่รักสุขภาพ

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ จากสถาบันคลังสมองของชาติประเมินแนวโน้มปีนี้ ข้าวหอมมะลิจะสามารถส่งออกได้ในราคาสูงถึงตันละ 900-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราคาข้าวเปลือกที่ตันละประมาณ 14,000-15,000 บาท และโดยเฉพาะข้าวเฉดสีต่างๆ เช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิดำ มีโอกาสขึ้นไปแตะถึงตันละ 2 หมื่นบาททีเดียว

แต่สำหรับข้าวขาวทั่วไปของไทยในตลาดล่าง ยังคงเผชิญการแข่งขันส่งออกที่รุนแรง โดยประเทศคู่แข่งมีข้อได้เปรียบเรื่อง“ราคาถูกกว่า”แล้วยังค่าเงินที่อ่อนกว่า“เงินบาท”ไทยทำให้สามารถตั้งราคาขายจูงใจมากกว่า อีกทั้งผลผลิตคู่แข่งอย่างเวียดนามและเมียนมาต่างก็เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศที่เคยนำเข้าข้าวจากไทยอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ก็เปลี่ยนมาผลิตข้าวเอง ดังนั้นรศ.สมพร อิศวิลานนท์ประเมินว่า ราคาข้าวกลุ่มนี้อาจจะขยับได้ไม่มากนักจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ตันละ 7,500-7,800 บาท

นี่เป็นสภาพตลาดข้าวในปี 2561 ซึ่งปัจจัยโดยรวมๆถือว่าเป็น“ผลบวก”ที่น่าจะทำให้ชาวนาไทยขายข้าวได้ราคากระเตื้องดีขึ้นกว่าปี 2560 โดยเฉพาะข้าวระดับบนอย่าง “หอมมะลิ”และข้าวเฉดสีทั้งหลาย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ควรเน้นส่งเสริมการปลูกข้าวพรีเมียมให้มากขึ้น

ภายใต้สภาพตลาดที่มีทิศทางดีขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดจากราคาข้าวเปลือกตั้งแต่ปีใหม่มานี้ที่ขยับยืนอยู่ในราคาสูงอยู่ นับว่าน่าจะทำให้ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯนำโดยรมว.กฤษฎา บุญราชยิ้มออก กับสิ่งที่ได้เคยประกาศว่า ภายใน 3 เดือนนับแต่เข้ามาทำงาน ราคาพืชผลต่างๆจะต้องดีขึ้น

ได้ราคาข้าวเป็นหลักนำไปก่อน มันก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว แต่จะนับเป็นฝีมือหรือโชคช่วย ก็แล้วแต่จะมองกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ปัญหาข้อมูลเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313276

449007

ส่องเกษตร : ปัญหาข้อมูลเกษตรกร

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา มีข่าวที่ผมอ่านพบในเว็บไซต์ “สำนักข่าวอิศรา”ด้วยความสนใจคือ ข่าวสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือ สตง.เผยแพร่รายงานผลตรวจสอบการจัดทำโครงการสำรวจสำมะโนการเกษตรปี 2556 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบปัญหาเพียบ ทำให้ข้อมูลที่ได้ คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง การนำข้อมูลนี้ไปใช้วางแผนพัฒนาและวางนโยบายประเทศ จึงไร้ประสิทธิภาพได้

ตามข่าวระบุว่า…โครงการสำรวจสำมะโนการเกษตรเมื่อปี 2556 ซึ่งใช้งบประมาณแผ่นดินไป 536.30 ล้านบาท เพื่อจัดเก็บข้อมูลสถิติพื้นฐานสำหรับใช้วางแผนพัฒนา กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยนั้น สตง.ตรวจพบปัญหาในขั้นตอนดำเนินงานจำนวนมาก เช่น การจัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วนในจำนวนกลุ่มเป้าหมายของการสำมะโน,ข้อมูลสำคัญที่จัดเก็บ บางส่วนคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ขณะที่หลักเกณฑ์หรือระเบียบค่าใช้จ่ายของพนักงานแจ้งนับที่ลงไปเก็บข้อมูล ก็ไม่กำหนดให้ชัดเจน,พนักงานแจ้งนับบางรายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด บางรายก่อนลงเก็บข้อมูลก็ไม่เคยเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนปฏิบัติงาน หรือบางรายไม่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยตนเอง และยังพบข้อจำกัดในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องครบถ้วนของเจ้าหน้าที่วิชาการด้วย

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติจังหวัดบางแห่ง ยังไม่จัดเก็บเอกสารหลักฐานการปฏิบัติงานสนามเพื่อประกอบการคิดคำนวณค่าตอบแทนให้พนักงานแจงนับ ส่วนขั้นตอนการเก็บข้อมูลก็พบว่า กลุ่มเกษตรกรยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร มีการให้ข้อมูลไม่ครบ ไม่ตรงตามจริง หรือต้องการปกปิดข้อมูลด้วย

สตง.จึงสรุปว่า สภาพปัญหาดังกล่าวเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลกระทบ ทำให้การใช้เงินงบประมาณ 536.30 ล้านบาท เพื่อจัดเก็บข้อมูลนี้ ไม่คุ้มค่า เนื่องจากได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน,ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จนทำให้การนำข้อมูลไปวางแผนพัฒนาระดับประเทศและระดับท้องถิ่นไม่เกิดประสิทธิภาพ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลที่จัดเก็บได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งฐานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเกษตรในภาพรวมของประเทศไทยไม่เป็นเอกภาพกับข้อมูลของแต่ละหน่วยงานที่จัดเก็บกัน ทำให้มีความแตกต่างหรือไม่ตรงกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพด้านการวางแผนพัฒนาของประเทศ….

เบื้องต้น สตง.จึงแจ้งข้อเสนอแนะให้ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติรับไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานสำรวจสำมะโนในครั้งต่อไปแล้ว….

ข่าวนี้สะท้อนอะไรบ้าง? สำหรับผมแล้ว มองว่า นี่เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญยิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเรา “ล้มเหลว” มากกว่าประสบ “ความสำเร็จ” มาโดยตลอด ในการวางแผนพัฒนาและดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาภาคการเกษตร

เพราะเราไม่เคยมี“ข้อมูลพื้นฐาน”สำคัญๆที่“ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน รอบด้าน”อย่างแท้จริงเลย ทำให้การกำหนดนโยบายต่างๆที่จะต้องอาศัย“ข้อมูล”เป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบนโยบายให้ใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดขึ้น

หน่วยงานที่ทำหน้าที่สำรวจสถิติหาข้อมูลให้ชัดเจนอย่าง“สำนักงานสถิติแห่งชาติ”ซึ่งน่าจะเป็น“มืออาชีพ”แต่ผลตรวจสอบของสตง.ในโครงการสำมะโนการเกษตรฯหนนี้ ชี้ชัดว่าทำงาน“มืออาชีพ”แค่ไหน ข้อมูลถึงคลาดเคลื่อน กระพร่องกระแพร่ง แล้วแบบนี้หน่วยงานอื่นๆรวมทั้งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องทำหน้าที่จัดเก็บฐานข้อมูลของ“เกษตรกร” ย่อมน่าห่วงเช่นกัน

การลงทะเบียนเกษตรกรแต่ละรัฐบาลเพื่อที่จะออกนโยบายอะไรมาให้ความช่วยเหลือ จึงมักกลายเป็น“เงื่อนไข”นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่เสมอๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”ที่ผลวิจัย TDRI แฉว่า ทุจริตตลอดทั้ง 4 ขั้นตอน 20 วิธี ซึ่งขั้นตอนแรกสุดคือ “การลงทะเบียนชาวนา” ก็โกงกันถึง 4 วิธีคือ ขึ้นทะเบียนพื้นที่ปลูกข้าวมากเกินจริง,แจ้งผลผลิตเกินจริง,ขึ้นทะเบียนที่นาซ้ำซ้อนระหว่างเจ้าของที่นากับผู้เช่านา,ขายสิทธิใบรับรองเกษตรกรให้โรงสีอย่างนี้เป็นต้น

รัฐบาลนี้ตั้งเป้าจะนำพาประเทศไทยสู่ยุค 4.0 เรื่องของ“ฐานข้อมูล”หรือ“ดาต้าเบส”ก็สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้อง“ปฏิรูป”การทำงานให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างระบบ“บิ๊กดาต้า”ให้ได้จริงๆ

เช่นกันกับข้อมูลที่กระทรวงเกษตรฯจัดเก็บ แต่ถ้าไม่สมบูรณ์ชัดเจน ก็เปรียบดังข้อมูลที่“รู้ไม่จริง” แล้วจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรให้ได้จริงๆ ได้อย่างไร

สาโรช บุญแสง