ส่องเกษตร : ศก.พอเพียง…ความหวังปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312023

449007

ส่องเกษตร : ศก.พอเพียง…ความหวังปีใหม่

วันพุธ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาเริ่มต้นการทำงานสัปดาห์แรกในปีใหม่-ปีจอ-2561 ขอประเดิมทักทายผู้อ่านแฟน “แนวหน้า” ด้วยคำว่า “สวัสดีปีใหม่” หวังว่าทุกๆท่านได้หยุดยาวพักผ่อนมาหลายวัน ได้ไปเที่ยวเตร่ สังสรรค์เฮฮากับเพื่อนสนิทมิตรสหาย ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้องอย่างอบอุ่นฯลฯ คงจะมีความสุข ช่วยเติม“พลัง”ให้ตัวเองกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างดีต่อไป

ปีจอ 2561 ถ้าว่ากันตาม“โรดแมป” รัฐบาล คสช.ของท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะเป็นปีสุดท้าย ก่อนจะมีการเลือกตั้งกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง เท่ากับรัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาทำงานอีกแค่ปีเดียว หลายๆสิ่งที่เคยสัญญา“จะคืนความสุขให้ประชาชน” ที่ผ่านมายังเห็นผลไม่มากนัก ก็ต้องเร่งมือในวาระสุดท้ายนี้ ถึงแม้มีวี่แววค่อนข้างสูงที่จะมีรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งจะยังคงมีนายกรัฐมนตรีชื่อ“ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ก็ตาม แต่ถ้าคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ยังทำได้ไม่ดีพอ อนาคตเมื่อเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่“อำนาจไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด”เหมือนตอนนี้ การบริหารบ้านเมืองที่มีพลังศรัทธาไม่มากพอ คงต้องเผชิญความยุ่งยากวุ่นวายมากมายยิ่งขึ้น จนนำสู่ความล้มเหลวหรือเกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ง่ายๆ

มาว่ากันเรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีใหม่นี้กับทีม 3 รัฐมนตรี นำโดยรมว.-กฤษฎา บุญราช ที่ทำงานมาได้เดือนกว่าแล้ว จากที่เริ่มต้นด้วยความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ขณะที่การสร้างผลงานยังต้องใช้เวลาบ้าง ไม่ใช่จะเนรมิตได้ดังใจ แต่เมื่อได้ให้สัญญาไว้แต่แรกเริ่มเข้ามาในกระทรวงว่า จะแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน จึงเป็นแรงกดดันสำคัญที่ต้องเร่งมือทำงานให้เร็วขึ้นและดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การฝากความหวังไว้กับการทำงานของทีมงานผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯอย่างเดียว คงไม่ได้ ต้องอยู่ที่ทีมงานข้าราชการทั้งหลายของกระทรวงเกษตรฯเองที่จะต้องมีความสำนึกในหน้าที่การทำงานเพื่อเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้นด้วย ร่วมทั้งตัวพี่น้องเกษตรกรเอง ก็ต้องไม่หวังพึ่งแต่ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ต้องพึ่งลำแข้งของตัวเองเป็นหลัก ต้องมีความขยันมั่นเพียรซึ่งเชื่อว่าเกษตรกรไทยทุกคนมีเป็นพื้นฐานสำคัญอยู่แล้ว แต่ในยุคปัจจุบันที่จะต้องเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นก็ในเรื่องการขวนขวายหา“องค์ความรู้”เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสำคัญด้วยว่าจะต้องเพิ่มความรู้ในเชิงของการตลาดและนวัตกรรมใหม่ๆที่จะเป็นช่องทางในการขายผลิตผลให้ได้ราคาดียิ่งขึ้น

กระนั่นก็ตาม สำหรับแนวทางการทำงานของกระทรวงเกษตรฯเองที่จะส่งเสริมเกษตรกรให้ไปในทิศทางเช่นไร ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งเช่นเดียวกัน

เมื่อช่วงท้ายปีเก่า 2560 โครงการสร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ร่วมกับเครือข่ายประชาชนได้จัดสัมมนาเวทีภาคประชาชน “สวัสดีปีใหม่ 2561 กับสังคมใหม่ที่ประชาชนไทยต้องการ” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีประเด็นสำคัญหนึ่งในสิบเรื่องที่ฝากความหวังในปี 2561 ก็คือ หวังว่า รัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะทีมรัฐมนตรีเกษตรฯ จะผลักดันแนวทาง“เศรษฐกิจพอเพียง”อย่างจริงจัง ให้เป็นระบบเศรษฐกิจหลักของชาติ

“ของขวัญที่ประชาชนควรได้รับจากรัฐบาลในปี 2561 ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ,นายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ให้เร่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง โดยสถาปนาเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ”

ทั้งนี้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ“อาจารย์ยักษ์”ที่ผู้นำรัฐบาลเลือกให้มาเป็นรมช.เกษตรฯคนใหม่ เพราะที่ผ่านมามีผลงานโดดเด่น ในการผลักดันแนวทาง“เศรษฐกิจพอเพียง”สู่การปฏิบัติที่เป็นจริง จึงถูกตั้งความหวังจากภาคประชาสังคมมาก โดยเห็นว่า ถ้าอาจารย์ยักษ์ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงเพียงเรื่องเดียวประสบผลสำเร็จ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและเกษตรกรไปนานแสนนาน

โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจคือ รัฐบาลควรสถาปนาเขตเศรษฐกิจพอเพียงให้มีกฎหมายคุ้มครอง เพื่อทำให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นจริงและเป็นพื้นที่ที่ปลอดพ้นจากการรุกรานโดยนโยบายพัฒนาอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งเพื่อให้ประชาชนที่ศรัทธาและรักวิถีพอเพียง อยากอยู่อย่างสงบสุข มีความมั่นคงในวิถีที่ตนเลือก สามารถใช้ชีวิตเช่นนั้นได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ลดความรุนแรง ลดความอึดอัดคับข้องใจจากการรุนรานคนชนบทโดยนโยบายของรัฐหรือกลุ่มทุน

ก็ฝากเรื่องนี้ทิ้งท้ายเป็นการบ้านให้อาจารย์ยักษ์ จนถึงรัฐบาลคสช.ในปีใหม่นี้ด้วยก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เร่งมือ…ของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311164

449007

ส่องเกษตร : เร่งมือ…ของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นสัปดาห์สุดท้าย ส่งท้ายปีระกา-ไก่ 2560 แล้ว วันจันทร์หน้าก็จะเริ่มต้นปีใหม่-ปีจอ 2561 ฉะนั้นผมขอถือโอกาสนี้ ร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยคำอวยพรถึงผู้อ่าน“แนวหน้า”ทุกท่าน ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องคนไทยทุกคน ขอให้มีความสุข ความเจริญ อะไรที่เคยทุกข์ เคยโศก เคยเป็นปัญหาในชีวิต ขอให้หมดสิ้นไปพร้อมปีเก่า แล้วเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสดใส มีความหวังและสมหวังในที่สุดด้วยเทอญ

ในบรรยากาศต้อนรับปีใหม่นี้ เรื่องหนึ่งที่ผู้คนมักนึกถึงน่าจะเป็น“ของขวัญปีใหม่”ทั้งคิดว่าจะหาของขวัญอะไรมอบให้คนที่รัก ญาติสนิท มิตรสหายและผู้ที่เคารพนับถือ รวมถึงแอบคาดหวังให้ตัวเองว่า จะได้รับอะไรจากคนอื่น โดยเฉพาะจากคนซึ่งเป็นที่รัก ให้ของขวัญปีใหม่ที่ถูกอกถูกใจบ้าง

สำหรับประชาชนทั่วไปแน่นอนย่อมคาดหวังด้วยว่า รัฐบาลที่บริหารประเทศชาติอยู่ จะมีอะไรให้เป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อสร้างความสุขให้คนในชาติ ทั้งแบบเฉพาะหน้าที่เห็นได้ จับต้องได้ทันที ช่วงปีใหม่ แม้จะแค่เล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ต้องเป็นของขวัญแบบถาวร ที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

หลายๆ ปีที่ผ่านมา เลยกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ที่รัฐบาลต้องเตรียมกิจกรรมพิเศษหรือออกมาตรการสำคัญๆอะไรออกมาช่วงปีใหม่ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้ประชาชน โดยรัฐบาลคสช.เองที่เข้ามายึดอำนาจตั้งแต่ปี 2557 ด้วยสโลแกนจะ “คืนความสุขให้ประชาชน” ก็มีมติครม.มาตลอด 3 ปีในเรื่องของขวัญปีใหม่ และปีนี้ก็เช่นกัน ได้ให้แต่ละกระทรวงไปกำหนดของขวัญปีใหม่ เสนอเข้ามาให้ครม.รับทราบหรือบางของขวัญที่เป็นเรื่องใหญ่ๆก็ต้องให้ครม.อนุมัติ มีการทยอยประกาศออกมาหลายกระทรวงแล้ว

สำหรับการประชุมครม.นัดสุดท้ายของปี 2560 ซึ่งเป็นการ“สัญจร”ไปที่ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ประชุมกันวันอังคารที่ 26 ธันวาคม ก็มีข่าวจะประกาศแพ็กเกจของขวัญปีใหม่หลายกระทรวงด้วยกัน ไม่แน่ใจว่า จะมีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยหรือไม่ ซึ่งขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ มติครม.ยังไม่ออกมา จึงยังไม่ทราบกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงที่ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ 1 รมว.-กฤษฎา บุญราช กับ อีก 2 รมช. “ลักษณ์ วจนานวัช และวิวัฒน์
ศัลยกำธร” เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อต้นเดือนธันวาคม ก็ได้เข้าร่วมประชุมกับรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พร้อมกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ตั้งเป้าให้เห็นผลใน 3 เดือนตามที่ผมและสื่อต่างๆเคยรายงานไปแล้ว ซึ่งในโอกาสดังกล่าว รองนายกฯสมคิดได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กระทรวงเกษตรฯทำ“มาตรการแก้ไขหนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่แก่เกษตรกร

โดยมาตรการแก้ไข“หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”นี้ เป็นเกษตรกรที่ได้ลงทะเบียน“คนจน”ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยไว้(จากคนจนที่ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 11.4 ล้านคน) แยกเป็นลูกหนี้ ธกส.3.3 ล้านคน และลูกหนี้ระบบสหกรณ์ราว 6 แสนคน ซึ่งมีข้อเสนอเบื้องต้นที่จะรวมหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบเข้าด้วยกัน จากนั้นทำการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร ตั้งเป้าหมาย 3-5 ปีที่จะล้างหนี้ได้เฉลี่ยตั้งแต่รายละ 2.5 หมื่นถึง 3 แสนบาท

แพ็กเกจมาตรการ”แก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”นี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของถ้อยคำที่รองนายกฯสมคิดเคยประกาศไว้ว่า “จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยในปี 2561“ด้วย

อย่างไรก็ตามถ้ามีการชง“มาตรการแก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”ผ่านการเห็นชอบจากครม.ออกมา ก็คงถือเป็น“ของขวัญปีใหม่”ได้ในระดับแค่“ลมปาก”เท่านั้น เพราะเมื่อมีมาตรการแล้ว ก็ยังต้องดูกันต่อไปว่า จะทำได้จริงและได้ผลแค่ไหน เพราะที่ผ่านๆ มา เคยมีมาตรการสารพัดที่ออกมาเพื่อ“แก้จน” แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าเป้าสักเท่าไหร่

ก็เช่นเคยที่ผมคงไม่ปรามาสไปก่อน มีแต่ให้กำลังใจ ขอให้ทำได้จริง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ที่ก่อประโยชน์สุขแก่เกษตรกรทั้งปวง แต่คงต้องขอให้เร่งมือหน่อย เร่งทำให้เห็นผล เพราะอย่างมาตรการที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้ได้ใน 3 เดือน โดยตัวแรกที่เน้นคือ“ยางพารา”นั้น ตั้งแต่ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดนี้เริ่มงานมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ราคายางฯก็ยังทรงๆ ขยับขึ้นนิดเดียว จากกก.ละ ประมาณ 41 บาทมาอยู่ที่ 42 บาท เหลืออีก 2 เดือนจะครบกำหนด ถ้ายังทรงๆ แค่นี้ ก็ล้มเหลวแน่

เอาใจช่วยอีกที และขอให้โชคดีปีใหม่ทุกๆ ท่าน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘ข้าวใหม่’ของขวัญปีใหม่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309832

449007

ส่องเกษตร : ‘ข้าวใหม่’ของขวัญปีใหม่ทรงคุณค่า

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เหลือเวลาอีก 10-11 วันเท่านั้น สำหรับปีไก่-ระกา 2560 ก่อนจะเข้าสู่ปีใหม่ปีจอ-2561 ซึ่งในบรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้ ผู้คนต่างพากันตระเตรียมซื้อหา“ของขวัญ”อย่างคึกคัก เพื่อที่จะเอาไว้มอบให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายหรือคนที่รักใคร่นับถือทั้งหลาย

ในช่วงเวลาแบบนี้ ผมอยากจะชี้ชวนให้เลือกซื้อหา “ของขวัญปีใหม่” ที่มีคุณค่าชั้นยอด ให้ประโยชน์ชั้นเยี่ยม ในราคาที่ไม่แพงเลย นั่นก็คือ “ข้าว”และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าวใหม่”

อันที่จริงตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงพาณิชย์,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,กรุงเทพมหานคร,มหาวิทยาลัยต่างๆเป็นต้น ได้ร่วมกับภาคประชาสังคม“เครือข่ายวัฒนธรรมข้าว” ทำการรณรงค์“เทศกาลข้าวใหม่” ให้ประชาชนคนไทยได้เห็นคุณค่า คุณประโยชน์ของข้าวไทย และใช้“ข้าวใหม่”เป็น “ของขวัญปีใหม่”อันเป็นมงคลมอบให้แก่กันและกัน

หนึ่ง ในแกนนำที่รณรงค์เรื่องนี้คือ นักวิชาการชื่อก้องอย่างธีรยุทธ บุญมีที่พลิกบทบาทความโด่งดังจากการวิพากษ์วิจารณ์ชี้แนะทางการเมืองอย่างแหลมคมทรงพลัง มาเป็นการชี้นำสังคมในมิติใหม่นี้ได้อย่าง”ลึกซึ้ง”และน่าทึ่ง

การเปิดตัวรณรงค์“เทศกาลข้าวใหม่”ช่วงต้น ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการชี้ให้เห็นคุณค่าข้าวไทยในทุกมิติ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจที่เป็น“เสาหลัก”ของสินค้าเกษตรของไทยมาตั้งแต่อดีต ด้านวัฒนธรรมซึ่งคนไทยมีคำ“อู่ข้าว-อู่น้ำ”สะท้อนความจริงว่า อู่ข้าวอู่น้ำของดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นพื้นฐานให้อารยธรรมไทยตั้งแต่โบราณกาลมา ตลอดจนความเชื่อในความเป็น“สิริมงคล”ที่ชาวนาไทยจะมีการทำ“ขวัญข้าว”ฤดูกาลละหลายๆรอบ และที่สำคัญคือ คุณค่าดีเด่นของข้าวไทยทั้งความอร่อยและช่วยสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ตัวอย่างข้าวไทยคุณค่าดีเด่นอย่างข้าวตำนานที่หอมอร่อย เช่น ข้าวพญาลืมแกง ข้าวลืมผัว ข้าวพม่าแหกคุก ข้าวหอมทุ่ง ข้าวหอมดง รวมทั้งข้าวหอมมะลิในปัจจุบัน ส่วนข้าวที่เป็นสิริมงคล ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น ข้าวก่ำ ข้าวก่ำใหญ่ ข้าวนางคง ฯลฯ สำหรับข้าวที่ต้านอนุมูลอิสระสูงมีส่วนร่วมต้านมะเร็งได้ เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว ฯลฯ โดยเฉพาะข้าวกล้องงอกหอมมะลิแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข้าวพันธุ์ธรรมดา 31 เท่า ส่วนข้าวที่มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับกินป้องกันเบาหวาน เช่น ข้าวสินเหล็ก ข้าวหอมนิลข้าว กข 43 ฯลฯ และข้าวที่ให้พลังงานสูง เหมาะกับนักกีฬา เช่น ข้าวหอมนิลเชียงราย ข้าวหอมมะลิมันปู เป็นต้น

ช่วงหลายเดือนตั้งแต่ปลายๆ ปีต่อเนื่องถึงต้นปีใหม่ เป็นช่วงที่ผลผลิต“ข้าวใหม่” ออกสู่ตลาด ซึ่งว่าไปแล้ว“ข้าวใหม่” นับเป็นข้าวคุณภาพและเป็นข้าว “สิริมงคล” ที่ในอดีตจะมีการนำข้าวที่ออกใหม่ๆ นี้ ทำเป็นอาหารถวายพระ แต่ภาวการณ์ปัจจุบันช่วงที่ข้าวใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากกลับเป็นปัญหาต่อชาวนา เพราะทำให้“ราคาตกต่ำ”ลง

การรณรงค์“เทศกาลข้าวใหม่”จึงไม่เพียงรื้อฟื้นให้เห็นถึงคุณค่าของ“ข้าวไทย” ที่สำคัญจะช่วยสนับสนุนให้ชาวนาหันมาเน้นปลูกข้าวไทยคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งส่วนหนึ่งในการช่วยให้“ราคาข้าว”รอดพ้นปัญหาความตกต่ำได้อย่างยั่งยืน การรณรงค์นี้จะเห็นผลได้ก็เมื่อคนไทยที่เป็นผู้บริโภคในเบื้องต้น หันมาให้ความสำคัญในการบริโภค “ข้าวพันธุ์ไทยคุณภาพสูง” เหล่านี้ให้มากขึ้น

โดยจุดเริ่มต้นที่มีความหมายมากช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง “ปีใหม่” ที่จะช่วยกันซื้อหา “ข้าวใหม่” ข้าวพันธุ์คุณภาพเป็น“ของขวัญ”กันให้แพร่หลาย ซึ่งตั้งแต่ต้นธ.ค.มา มีหลายหน่วยงานจัดงานเผยแพร่และขาย “ข้าวใหม่” เช่น ล่าสุดเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) ที่กรมการข้าวร่วมกับกทม. กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวฯจัดที่ลานคนเมือง กทม. 15-20 ธ.ค.ระดมข้าวใหม่ ข้าวพันธุ์แปลกๆหาซื้อยาก ข้าวเป็นยาธัญโอสถ ให้ซื้อไปเป็นของขวัญกัน

ส่วนภาคเอกชนอย่างปตท.ก็ร่วมจัด “เทศกาลข้าวใหม่” กับเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวโดยเปิดพื้นที่ในปั๊มน้ำมันปตท.768 แห่งทั่วประเทศ ให้ชาวนาในพื้นที่ นำ“ข้าวใหม่” มาขายตรง ตั้งแต่ 1 ธ.ค.ปีนี้ ถึง 28 ก.พ.ปีหน้า และที่สำนักงานใหญ่ปตท.ก็เปิดเทศกาลข้าวใหม่ให้ขายกัน 3 ช่วง18-20 ธ.ค. แล้วก็ 22-26 ม.ค. ตามด้วย 12-16 ก.พ. 2561 เป็นต้น

ก็เชิญชวนกันอีกครั้ง “ข้าวไทย ข้าวใหม่” ของขวัญทรงคุณค่า ช่วยชาวนา ช่วยชาติ และช่วยเราเองให้มีสุขภาพที่ดีครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : บูรณาการให้จริง…อย่าให้เสียของอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308425

449007

ส่องเกษตร : บูรณาการให้จริง…อย่าให้เสียของอีก

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ก็มีความคึกคักน่าดูทีเดียว สำหรับ“ครม.ประยุทธ์ 5” ที่กำลังเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในส่วนของภาคการเกษตร เน้นหนักเรื่องของการแก้ไขปัญหาพืชผลที่มีราคาตกต่ำ จนเดือดร้อนกันมาอย่างยาวนาน ภายใต้เป้าหมายเฉพาะหน้าภายใน 3 เดือน ที่จะต้องเห็นผลในทิศทางที่ดีขึ้น

งานนี้ไม่เพียงทีม 3 รัฐมนตรีใหม่ของกระทรวงเกษตรฯทั้ง 1 รมว.อย่างกฤษฎา บุญราช กับ 2 รมช.อย่าง ลักษณ์ วจนานวัช กับ“อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่เปิดตัวให้ความหวังกับเกษตรกรได้ดีพอสมควร ในการเข้าทำงานวันแรกที่กระทรวงเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน จนผมเองก็แอบคาดหวังไว้ว่า จะทำงานออกมาได้ดีจนเป็น“ดรีมทีม”ด้วย

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การลงมากำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ได้เรียกประชุมทุกฝ่ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ,รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ให้เกิดประสิทธิภาพในการยกระดับราคาสินค้าการเกษตรและสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

ทั้งนี้เป็นการสนองตามพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ให้ดูแลประชาชนโดยเฉพาะคนจนผู้มีรายได้น้อย 30 ล้านคน ขณะเดียวกันก็เป็นไปตามแนวทางที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่า ปีหน้างานสำคัญลำดับแรกคือการช่วยเหลือเศรษฐกิจระดับล่างให้เข้มแข็ง โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และต้องไม่อยู่แค่การผลิตสินค้ากับการตลาด แต่ต้องทำให้คนในพื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย เป็นต้น

รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวยืนยันว่า จะได้เห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการยกระดับราคาสินค้าการเกษตรให้ดีขึ้นทั้งยางพารา ข้าว ปาล์ม มันสำปะหลัง และพืชอื่นๆ โดยจะไม่โยนหรือชี้นิ้วว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

“สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดคือ การจัดทำข้อมูลเกษตรกรให้ถูกต้อง ชัดเจน อัพเดทตลอดเวลา ทำให้เป็นระบบบิ๊กดาต้า ซึ่งนายกฯได้สั่งการมาหลายครั้ง ให้แชร์ข้อมูลเกษตรกันทุกกระทรวง หากกั๊กข้อมูลกัน จะทำให้เกิดปัญหาในการจัดการ ราคาตลาดโลกไม่ดี ก็ยังปลูกกันมาก ก็เป็นปัญหา ตอนนี้ต้องทำกันใหม่ ทำข้อมูลมั่วกันไว้ ก็ต้องเลิก รัฐบาลนี้อยู่อีกแค่ 1 ปี ต้องใช้เวลาที่เหลือประสานงานกัน ต้องการอะไรให้บอกครม.ทุกอย่างต้องมาปรับแก้เชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหาต่อภาคเกษตรมาตลอด”

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับเรื่องการทำงานที่ต้องบูรณาการกันให้ได้อย่างจริงจัง เพราะลำพังกระทรวงเกษตรฯคงไม่สามารถที่จะแก้ไขเรื่องของภาคเกษตรได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่อง“ราคาพืชผล”ที่ขึ้นอยู่กับกลไกการตลาดเป็นสำคัญด้วย ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การทำงานประสานกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตรเป็นไปด้วยดีนั้น ค่อนข้างจะมีปัญหามาตลอด จนทำให้หลายๆครั้งที่ผ่านมา นโยบายที่ออกจากกระทรวงพาณิชย์ เช่น การนำเข้าพืชผลที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ กลับกลายเป็นการสร้างความเสียหายให้กับราคาพืชผลชนิดนั้นของเกษตรกรในประเทศเองอยู่เสมอๆ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นเป็นประจำ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การออกนโยบายนั้นเพื่อผลประโยชน์ใคร? หากจะบูรณาการกันต่อไป ก็ขอให้มีเจตจำนงการทำงานเพื่อเกษตรกรเป็นหลักด้วย

และผมก็เห็นด้วยกับรองนายกฯสมคิดอีกเช่นกันถึงปัญหาใหญ่เรื่องของข้อมูลการเกษตรที่ควรจะต้อง “ถูกต้อง ชัดเจน อัพเดทอยู่ตลอดเวลา และแชร์ข้อมูลกันในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” แต่ที่ผ่านมา หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่เพียงข้อมูลที่สับสน ทำกันมั่วซั่ว ต่างคนต่างทำ กั๊กข้อมูลกัน ฯลฯ ล้วนแต่นำไปสู่การแก้ไขที่ไม่ต้องจุด และยังออกนโยบายที่ผิดพลาดสร้างความเสียหายซ้ำเติมเกษตรกรมาไม่รู้มากมายมหาศาลขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม ทั้งการทำงานแบบบูรณาการและเรื่องของข้อมูล“บิ๊กดาต้า” ล้วนมีการเอ่ยอ้างถึงกันมาอยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยทำได้จริงจังอย่างมีประสิทธิภาพ จนแก้ไขปัญหาให้ภาคเกษตรกรได้สัมฤทธิผล ฉะนั้นหนนี้เมื่อทีมครม.เศรษฐกิจประยุทธ์ 5ที่ผ่านการกระชับอำนาจ ตามที่นายกฯบิ๊กตู่ มอบให้กับรองนายกฯสมคิดอย่างเต็มที่แล้ว ก็หวังว่า จะทำให้เห็นได้จริงๆจังๆเสียที

กรุณาอย่าให้“เสียของ”เด็ดขาด

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ดรีมทีม‘สามทหารเสือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307192

449007

ส่องเกษตร : ดรีมทีม‘สามทหารเสือ’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทันทีที่สามรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ซึ่งเปรียบดั่ง “สามทหารเสือ”เริ่มเข้าทำงานในกระทรวงเป็นทางการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนได้สร้างสีสันแห่งความหวังให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างมาก โดยเฉพาะการประกาศแนวทางทำงาน เน้นแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ โดยตั้งเป้าเฉพาะหน้าให้เห็นผลภายใน 3 เดือนนี้ เริ่มที่“ยางพารา”ที่กำลังเป็นปมร้อน เขย่ารัฐบาลอยู่

เป็นดังที่คาดว่า รมว.เกษตรฯ-กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยและอดีตผวจ.ทั้งยะลาและสงขลา จะอาศัยประสบการณ์ความเป็นนักปกครองที่ผ่านงานมวลชนมาโชกโชน ทั้งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำกลุ่มมวลชนต่างๆ เป็นตัวนำในการเข้ามาคลี่คลายความร้อนแรงสถานการณ์ม็อบเกษตรกร เพื่อลดแรงกดดันก่อนการปรับแก้ไขปัญหาด้านราคาต่อไป

ดังนั้น หลังเปิดตัวทำความคุ้นเคยกับข้าราชการและสื่อมวลชนในวันแรกไปแล้ว เริ่มสัปดาห์ใหม่วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม ก็มีการเปิดกระทรวงเกษตรฯต้อนรับหลายกลุ่มมวลชนเกษตรกรเข้ามายื่นข้อเรียกร้องต่างๆในทันที มีทั้งตัวแทนชาวสวนยางภาคใต้ 16 จังหวัดที่มาเรียกร้องการแก้ปัญหาราคายางฯตกต่ำ,กลุ่มเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.)มาเร่งรัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร และกลุ่มชาวประมง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการแก้ไขปัญหา IUU-การทำประมงผิดกฎหมายฯ ที่ปรากฏว่า ภาครัฐได้ออกมาตรการที่เข้มงวดเกินไปกว่าที่สหภาพยุโรปกดดันมา ทำให้ชาวประมงเดือดร้อนมาก

ทั้งนี้รมว.กฤษฎา บุญราช ควงคู่กับรมช.ลักษณ์ วจนานวัช ออกมารับข้อเรียกร้อง พร้อมทั้งนั่งประชุมหารือ ฟังข้อคิดเห็นบรรดาแกนนำกลุ่มเกษตรกรต่างๆเหล่านี้ด้วยตัวเอง และรับปากจะเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ โดยยึดตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ให้ใช้ปัญญาทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนมากที่สุด…ก็ต้องถือว่า ได้ใจมวลชนในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เชื่อว่าจะช่วยลดความร้อนแรงปัญหาม็อบเกษตรได้ไม่น้อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องรอดูผลการทำงานที่เป็น“รูปธรรม”ต่อไป เฉพาะหน้า 3 เดือนต่อจากนี้ที่ได้ประกาศไว้ว่า ต้องทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตร… จะมี“ปัญญา”มี“ฝืมือ”หรือเรียกรวมๆว่า มี“น้ำยา”ทำได้จริงอย่างที่ประกาศไว้หรือไม่?

อย่างไรก็ตามก็ต้องให้กำลังใจอย่างยิ่งกับความตั้งใจจริงของทั้ง 1 รมว.กฤษฎา บุญราชและอีก 2 รมช.คือลักษณ์ วจนานวัช กับ วิวัฒน์ ศัลยกำธรหรือ“อาจารย์ยักษ์” ซึ่งในการเปิดตัวกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงเกษตรฯวันแรกที่เข้ามาทำงานนั้น ทั้ง 3 ต่างโชว์วิสัยทัศน์และประสบการณ์การทำงานที่ตนถนัด ที่จะนำมาใช้กับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้อย่างน่าสนใจ

นายกฤษฎาระบุตอนหนึ่งว่า ตลอดการทำงานในฐานะนักปกครอง 38 ปีที่รับราชการไปทุกจังหวัด มีเป้าหมายทำเรื่องเพิ่มรายได้เกษตรกร ดูแลให้มีการผลิตที่มั่นคง
ดังนั้นจากนี้ สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯไปแนะนำให้ปลูกอะไร ก็ต้องรู้ว่ามีคนซื้อด้วย ทั้งทำอย่างไรที่จะให้ผลผลิตขายได้ ไม่ขาดทุน ไม่เดือดร้อน อย่าทำให้เกษตรกรหมดหวังในอาชีพ ต้องให้เขามีกำลังใจในการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ

ส่วนนายลักษณ์ เป็นอดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส.มาก่อน ก็เน้นเรื่องมาตรการสินเชื่อเกษตรกรเพื่อชะลอการขายผลผลิตช่วงต้นฤดูไม่ให้ออกมามากจนกดดันราคา ทั้งผลักดันแผนทำ“ไซโล”เพื่อชะลอพืชผลการเกษตร สนับสนุนการรวมตัวเกษตรกรในพื้นที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ใช้ระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งช่วยจัดการบริหารสินค้าเกษตร เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด ทวงคืนมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตที่ตกไปอยู่ในมือพ่อค้า ให้กลับมาสู่เกษตรกรได้จริง

ขณะที่“อาจารย์ยักษ์”ผู้ได้ชื่อว่า ประสบความสำเร็จในการผลักดันแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ สู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ก็เน้นมาดูแลโครงการพระราชดำริของ 10 หน่วยงานในกระทรวง โดยเฉพาะเรื่อง“น้ำ”ที่วิกฤติทุกปีทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้ง ซึ่งต้องเร่งวางแผนล่วงหน้า ช่วยไม่ให้ผลผลิตเสียหาย ทั้งนี้จะยกระดับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรทำงานร่วมกับกองทัพอากาศ เพื่อเสริมศักยภาพฝนหลวง และใช้แนวทางพระราชดำริแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งตามแบบในหลวง ร.9 ที่ทรงมีรับสั่งขุดบ่อทำ“หลุมขนมครก”กักเก็บน้ำ เชื่อมต่อขุดหนอง คลอง สิ่งสำคัญต้องมีกลไกการมีส่วนร่วมทุกระดับ ซึ่งได้ทำแผนปฏิรูป ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาลงสู่พื้นที่ให้ได้

ถ้าผสานแนวทางเหล่านี้ให้ลงตัวและทำงานให้เป็น“ดรีมทีม” ผมก็เชื่อว่า ไม่เพียงแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้ ที่สำคัญน่าจะเป็นการพัฒนาเกษตรกร ให้มีความเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ภารกิจที่ท้าทาย 3รมต.เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305829

449007

ส่องเกษตร : ภารกิจที่ท้าทาย 3รมต.เกษตร

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บรรดารัฐมนตรีใหม่ในครม.“ประยุทธ์ 5”กำลังจะเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน หลังจากนี้จึงจะสามารถเริ่มต้นเข้าไปทำงานในแต่ละกระทรวงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งได้ ซึ่งก็คือวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป

ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ได้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีแบบยกทีม คือทั้งรัฐมนตรีว่าการ-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ “เพื่อนซี้”นายกฯลุงตู่ ถูกปรับออก แต่ไม่ตกงาน ยังได้รับตำแหน่งใหม่ไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับตัวรัฐมนตรีช่วย-ชุติมา บุณยประภัศร ถึงพ้นจากเกษตรฯ ก็ยังได้ไปนั่งเป็นรมช.พาณิชย์แทน

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ ที่มากันเต็มพิกัดกว่าครม.ทุกชุดของลุงตู่ คือ มีรัฐมตรีว่าการ 1 คน บวกรัฐมนตรีช่วยอีก 2 คน ต่างจากครม.ประยุทธ์ 1 ถึงประยุทธ์ 4 ที่บางช่วงมีรัฐมนตรีว่าการโดดๆ เพียงคนเดียว หรืออย่างดีก็มีรัฐมนตรีช่วยให้อีก 1 คนเท่านั้น

ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ทั้ง 1 รมว.กับอีก 2 รมช.นี้ ยังถือเป็นรัฐมนตรีประเภทสดๆ“ซิงๆ”ใหม่ถอดด้ามกันทั้งหมด มีที่มาหลากหลาย น่าสนใจยิ่งว่า ถ้านำความหลากหลายเหล่านี้มาผสมผสานใช้ทำงานให้ได้อย่าง“ลงตัว”คงเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างมาก

ทีมที่ประกอบด้วย รมว.คือ นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เป็นนักปกครองมาทั้งชีวิต กับ 2 รมช.คือ นายลักษณ์ วจนานวัช นักการธนาคาร อดีตผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส.สถาบันการเงินของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนองนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของเกษตรกรมาตลอด และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธรหรือ“อาจารย์ยักษ์”หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ลงสู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อน “หลักกสิกรรมธรรมชาติ” โดยมีตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง,ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

ว่าไปแล้ว 2 รมช.เกษตรฯคนใหม่ ดูจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาของเกษตรกรดี เพราะทำงานเกี่ยวข้องในแวดวงการเกษตรมาตลอด ขณะที่รมว.เกษตรฯ นายกฤษฎา บุญราช เสียอีก ที่ประวัติการทำงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯโดยตรงเลย ซึ่งผมเคยตั้งข้อสังเกตในคอลัมน์นี้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนว่า อาจเป็นเพราะนายกฯบิ๊กตู่ต้องการนักปกครองที่เคยผ่านงานทั้งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง,ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและจังหวัดยะลา ฯลฯ มาก่อน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านงานมวลชนในการคลี่คลายปัญหาเกษตรกรในหลายพื้นที่ก็เป็นได้

ปรากฏว่า หลังนายกฤษฎาได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว นักวิเคราะห์ก็พากันมองในแนวนี้ โดยเน้นหนักที่ปมร้อน“ม็อบสวนยาง”เวลานี้ เป็นเรื่องแรกที่ต้องจับตาการแก้ไขของรมว.เกษตรฯคนใหม่ ซึ่งว่าไปแล้วการที่เคยเป็น “พ่อเมือง” 2 จังหวัดสำคัญภาคใต้ ทั้งเคยเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย มีข้อมูลว่าเขาสนิทสนมกับพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าสนามภาคใต้ดี รวมถึงแนบแน่นกับลุงกำนัน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาฯพรรค ปชป.ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำมวลชน กปปส.และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทนายนกเขา “นิติธร ล้ำเหลือ” ผู้มีบทบาทสำคัญในกลุ่มพันธมิตรฯต่อต้านระบอบทักษิณด้วย…น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายปมร้อน“ม็อบสวนยาง”ได้ ซึ่งก็เริ่มมีแกนนำม็อบสวนยางภาคใต้บางคนพูดถึงรมว.เกษตรฯคนนี้ ในแง่ดีทันที

อย่างไรก็ตาม แม้การผสานทีมงานที่หลากหลายของ 1 รมว.กับ 2 รมช.น่าจะทำให้ทิศทางการทำงานของกระทรวงเกษตรฯมีความแปลกใหม่ อาจทำงานต่างๆได้ดีขึ้น แต่ด้วยเวลาที่เหลือแค่ปีเศษ ก็เป็นข้อจำกัดให้ทำอะไรได้ไม่มากนัก

ยิ่งกว่านั้น ปัญหาสำคัญที่“ชี้เป็นชี้ตาย”ต่อ 2 รมว.เกษตรฯคนก่อนหน้านี้ ก็คือ เรื่อง “วิกฤติพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ” เป็นภารกิจที่ยากยิ่งต่อการแก้ไข ทั้งต้องร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สร้างกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพให้ได้…นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทีมรัฐมนตรีเกษตรชุดนี้ยิ่ง

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ใคร? รมว.เกษตรฯคนใหม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304487

449007

ส่องเกษตร : ใคร? รมว.เกษตรฯคนใหม่!

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การปรับครม.“ประยุทธ์ 5”ยังคงเป็นที่เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดจากสื่อมวลชนทุกแขนง ขณะที่แวดวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เงี่ยหู แหงนคอ ตั้งตารอดูอย่างใจจดใจจ่อว่า ในที่สุดแล้ว จะได้ใคร?มาเป็นเจ้ากระทรวงคนใหม่กันแน่ โดยที่แทบไม่มีใครที่เชื่อว่า บิ๊กฉัตร-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะยังคงได้อยู่ในเก้าอี้ตัวเดิมต่อไปอีก

นับถึงขณะนี้ มีหลายชื่อที่โผล่ในโผสื่อมวลชนว่า มีโอกาสได้เป็นรมว.เกษตรฯคนใหม่ ตั้งแต่พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิก สนช.ผู้เป็น “เพื่อนซี้”ของบิ๊กฉัตรและเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร-ตท.12 หรือ จปร.23 ของบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนที่ คสช.ยึดอำนาจใหม่ๆ เคยส่งบิ๊กฉัตรมาดูแลหลายกระทรวงเศรษฐกิจ และตอนนั้นบิ๊กฉัตรก็ดึงเอาเพื่อนซี้ “ยอดยุทธ” ให้มาเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมรับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯดูแลปัญหาราคาพืชผลต่างๆ ด้วย

อีกชื่อหนึ่งในโผสื่อมวลชนคือนพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง ลูกหม้อเก่ากระทรวงเกษตรฯที่เคยผ่านการเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์จนถึงปลัดกระทรวงมาก่อน แถม “ส้มหล่น” หลังเกษียณได้เป็นรมว.เกษตรฯยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในโควตาพรรคชาติไทยพัฒนาของหลงจู๊“บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้ล่วงลับไปแล้ว

รายชื่อล่าสุดโผล่มาอีกคนคือ นายกฤษฎา บุญราช ที่มีข่าวว่า นายกฯบิ๊กตู่ชื่นชมการทำงานสมัยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะเกษียณมา และยังมีชื่อติดโผว่าอาจจะได้เป็นรมว.แรงงานด้วย

นอกจากนี้ยังมีชื่อนายลักษณ์ วัจนานวัช อดีตผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.แต่ชื่อนี้ข่าวว่าจะมาเป็นรมช.เกษตรฯเท่านั้น ยังไม่ถึงชั้นเจ้ากระทรวงคนใหม่

เห็นแต่ละรายชื่อที่ออกมานี้แล้ว ผมก็อยากตั้งข้อสังเกตดังนี้

ถ้าโผคลอดออกมาเป็นพล.อ.ยอดยุทธ มันจะมีอะไรต่างจากตอนนี้ที่บิ๊กฉัตรเป็นรมว.เกษตรฯหรือ? เจ้ากระทรวงก็ยังคงมาจากทหาร ที่เป็นเพื่อนซี้ เพื่อนร่วมรุ่นนายกฯบิ๊กตู่ แนวความคิดการบริหารกระทรวง ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม เพราะที่ผ่านมาก็ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาบิ๊กฉัตรมาก่อน

ถ้าโผออกที่นพ.ยุคลจะมีอะไรดีขึ้นไหม บทเรียนในช่วงต้นของรัฐบาล คสช.ก็เอาอดีตลูกหม้ออย่างนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา มาเป็นรมว.เกษตรฯ ก็แก้ไขปัญหาหรือทำอะไรให้ดีขึ้นไม่ค่อยได้นัก จนต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นบิ๊กฉัตร นอกจากนี้นพ.ยุคลยังมีภาพที่อิงการเมือง พรรคปลาไหล ขณะที่ระบบหลงจู๊ที่เคยครอบงำกระทรวงเกษตรฯมาอย่างยาวนาน เพิ่งจะถูกแก้ไขไปได้บางส่วน แล้ว คสช.จะปล่อยให้กลับมาครอบงำใหม่อีกหรือ?

หรือสุดท้าย ถ้าโผออกที่นายกฤษฎา บุญราช รายชื่อที่ปรากฏล่าสุด ความที่ไม่เคยมีประวัติการทำงานที่จะเกี่ยวโยงมาถึงเรื่องการเกษตรโดยตรง จึงอาจจะมองภาพอะไรได้ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การเป็นนักปกครอง อดีตข้าราชการระดับสูงของประเทศ ในแง่บริหารงานน่าจะพอไปได้ อีกทั้งงานที่เกี่ยวกับมวลชน ปัญหาพี่น้องเกษตรกรในระดับพื้นที่ อาจหวังอาศัยคอนเนกชั่นความที่เคยเป็น “เจ้านายเก่า” แห่งกระทรวงคลองหลอด ทำให้ระดับปกครองในพื้นที่ต่างๆ ร่วมไม้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯได้มากขึ้นก็ได้

แต่ในด้านวิสัยทัศน์ การแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรให้ตรงจุดตรงเป้า “สานงานเดิม เสริมงานใหม่”ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ผมไม่คิดว่า
จะหวังอะไรได้มากนัก ยิ่งมาจากกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ชื่อเป็นกระทรวง“มาเฟีย” วัฒนธรรมองค์กรจะกลมกลืนไปได้แค่ไหนกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยเป็นพวกกึ่งนักวิชาการอยู่ ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่

อย่างไรก็ตาม คนที่จะมาเป็นรมว.เกษตรฯที่จะให้ “เพอร์เฟกท์-ดีเลิศ” จริงๆนั้น หาได้ยากเย็นแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งถ้าย้อนหลังไปผู้ดูรายชื่อรมว.เกษตรฯในช่วง 20 กว่าปีมานี้ บอกได้เลยว่าส่วนใหญ่ล้วนมีปัญหาแทบทั้งสิ้น จนบางคนติดคุกติดตะรางเพราะข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ก็มีให้เห็นอยู่จะจะ

ผมจึงไม่คิดหวังว่า รมว.เกษตรฯคนใหม่ของ “ประยุทธ์ 5” จะได้คนที่ทรงประสิทธิภาพยอดยิ่ง ขอแค่ให้“ทำงานเป็น” กำกับ ควบคุมให้ข้าราชการทำงานแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้ระดับที่น่าพอใจ ไม่อืดอาดยืดยาดจนน่าเกลียด ขณะเดียวกันก็ต้องพอจะช่วยวางรากฐานสำหรับอนาคตได้บ้าง อีกทั้งไม่เอาแต่ “สร้างภาพ” ต้องรู้จักเปิดหูเปิดตา รับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ และใช้ “คน” ให้ถูกกับงาน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าเข้ามาหาผลประโยชน์โดยมิชอบทั้งแก่ตัวเองและพวกพ้อง จนน่าชิงชังรังเกียจก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘ดิ้น’????

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303167

449007

ส่องเกษตร : ‘ดิ้น’????

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดูเหมือนสถานการณ์ข่าวหลายๆเรื่องในเวลานี้ ตลอดจนการวิเคราะห์วิจารณ์ของบรรดาสื่อต่างๆ จะยิ่งมีผลสั่นคลอนเก้าอี้รมว.เกษตรและสหกรณ์ ของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งกำลังตกเป็นเป้าอันดับต้นๆของการปรับคณะรัฐมนตรี สู่“ประยุทธ์ 5”

ล่าสุดข่าวผลสำรวจ“นิด้าโพลล์” พบว่าประชาชนที่ตอบแบบสอบถามถึง 68.11% เห็นด้วยกับการปรับครม.ประยุทธ์ 5 ที่กำลังจะมีขึ้น เพราะมองว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานแก้ปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จึงอยากได้คนใหม่ๆที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงานแทน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ประเด็นที่สั่นคลอนเก้าอี้ของ“บิ๊กฉัตร”อยู่ที่ความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับกระทรวงที่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีมากที่สุด ปรากฏว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยกระทรวงพาณิชย์,กระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ

อันที่จริง นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผลโพลล์สำรวจพบว่า ประชาชนต้องการให้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงเกษตรฯมากเป็นอันดับ 1 เพราะในการสำรวจของ“นิด้าโพลล์”หนที่แล้ว เมื่อ 4-5 เดือนก่อนคือ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรฯก็ติดอันดับ 1 โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นอันดับ 2 เช่นกัน เพียงแต่สัดส่วนผู้ที่สนับสนุนให้ปรับเปลี่ยน มีการขยับเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

นั่นคือในเดือนกรกฎาคม ผู้ที่ต้องการให้ปรับกระทรวงเกษตรฯอยู่ที่ 18.40% พอมาล่าสุดเดือนพฤศจิกายน เพิ่มเป็น 20.38% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มจาก 9.04% เป็น 16.07% สาเหตุสำคัญก็เพราะ 2 กระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจปากท้องของชาวบ้านอย่างสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ยังไม่กระเตื้องขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อชาวบ้านหดหาย

นอกจากเรื่อง“นิด้าโพลล์”แล้ว การเคลื่อนไหวของม็อบชาวสวนยางที่กลับมาอีกครั้งเพราะปัญหาราคายางพาราดิ่งลงหนัก แม้ว่าเป้าใหญ่ของการเรียกร้องอยู่ที่กดดันให้ปลดผู้บริหารและบอร์ดของกยท.-การยางแห่งประเทศไทย แต่ก็มีบางส่วนที่มาในแนว“ขับไล่รมว.เกษตรฯด้วย”

ที่จริงแกนนำชาวสวนยางหลายพื้นที่ส่งเสียงขู่เรื่องที่จะก่อม็อบขับไล่รมว.เกษตรฯมาก่อนหน้านี้ แต่ปรากฏว่า มีการกดดันจากอำนาจรัฐโดยเฉพาะฝ่ายทหาร ใช้ทั้งการล็อบบี้และการเรียกตัวแกนนำ ไป“ปรับทัศนคติ” จนส่วนใหญ่ลดโทนลงมาเหลือแค่ไล่ผู้บริหารและบอร์ด กยท.เป็นหลัก

สำหรับตัว“บิ๊กฉัตร”เอง แม้ก่อนหน้านี้เคยเปรยเหมือนปลงว่า“ถ้าท่าน(นายกฯ)ไม่มอบหมาย(งานให้อีก) เราก็กลับ…..ผมก็อยากพักจะตายไป อยากพักนานแล้ว” แต่ลึกๆของชายชาติทหารก็คงไม่ต้องการที่จะถูก“ปรับออก”เหมือนกับการ“ถูกปลด” จึงเห็นได้ว่า ช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวอยู่ไม่น้อยทั้งการประชุมกดดันข้าราชการให้เร่ง“ตีปี๊บ”โชว์ผลงาน โดยตำหนิอย่างรุนแรงต่องานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาในทำนอง“ไม่ได้เรื่อง…ไม่เป็นมืออาชีพ กระทรวงทำผลงานไปตั้งมากมายแต่ชาวบ้านกลับไม่รับรู้”

หรือแม้แต่ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา วันเดียวกับที่มีม็อบชาวสวนยางมาเยือนกระทรวงเกษตรฯ ก็พลันมีตัวแทนชาวนาร่วม 100 คน อ้างมาจากหลายจังหวัด อาทิ สิงห์บุรี,ลพบุรี,พระนครศรีอยุธยา,สุรินทร์ ฯลฯ เดินทางมาม็อบดอกไม้ให้กำลังใจ“บิ๊กฉัตร”หลังมีข่าวจะถูกปรับออก โดยมีการยกย่องว่า พล.อ.ฉัตรชัยดำเนินนโยบายส่งเสริมช่วยเหลือชาวนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านชลประทาน,ส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้สามารถลดต้นทุนทำนาได้มาก จึงอยากส่งเสียงไปถึงนายกฯลุงตู่ว่า พวกตนไม่ต้องการให้ปรับพล.อ.ฉัตรชัยออกจากตำแหน่ง

ก็ไม่รู้ได้ว่า ตัวแทนชาวนาเหล่านี้มาเองโดยธรรมชาติ หรือมีการเชิญชวน“จัดตั้ง”กันมาหรือไม่ แต่ภาพที่ปรากฏนั้น คุ้นๆ ตา เป็นแบบเดียวกับที่นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ แล้วเกิดเก้าอี้“สั่นคลอน” ก็มักจะมีอะไรทำนองนี้ออกมาให้เห็นบ่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นการ“จัดตั้ง”กันมา แล้วสื่อเกิดไปรู้เข้า ก็มักจะวิเคราะห์ได้ว่า นี่ถือเป็นการ“ดิ้น”ครั้งสุดท้าย

ต้องย้ำอีกครั้งว่า เก้าอี้รมว.เกษตรฯของบิ๊กฉัตรจะยังคงเหนียวแน่นอยู่ที่เดิม หรือต้อง“พัก”อย่างที่เคยเปรยไว้ หรืออาจต้องเปลี่ยนไปนั่งกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงแรงงาน
ที่เก้าอี้เล็กลง…คำตอบสุดท้าย อยู่ที่นายกฯบิ๊กตู่จะเป็นผู้เฉลยอีกไม่นานนี้แน่

สาโรช บุญแสง 

ส่องเกษตร : เก้าอี้รมว.เกษตรฯกับ‘เพื่อนซี้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301780

449007

ส่องเกษตร : เก้าอี้รมว.เกษตรฯกับ‘เพื่อนซี้’

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มีความแน่ชัดเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับคณะรัฐมนตรีเป็น“ครม.ประยุทธ์ 5”กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ไม่เพียงเพราะปัจจัยจากการลาออกยกทีมของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ซึ่งทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง แต่ยังเป็นเพราะในช่วงปีสุดท้ายของรัฐบาล คสช. จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่ง“ปั๊ม”ผลงานออกมาให้เข้าตาประชาชน ก่อนที่จะถึงเวลา“คืนอำนาจ” จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมปในปลายปีหน้า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียอมรับเป็นนัยว่า จะมีการปรับครม.ภายในปีนี้ (ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึง 2 เดือน) ขณะเดียวกันยังแสดงท่าทีเห็นด้วยตรงกันกับพี่ใหญ่ คสช.อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมว่า ปรับครม.ครั้งนี้ คงจะลดสัดส่วนรัฐมนตรีที่เป็นทหารลง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า น่าจะเป็นการ“ปรับใหญ่” ดึงพันธมิตรทางการเมือง และมืออาชีพผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเสริม เพื่อเร่งผลงานดึง“คะแนนนิยม”ที่ถดถอยลงไปอย่างมาก โดยล่าสุดผลสำรวจซูเปอร์โพลล์พบว่า แม้แต่ตัวนายกฯบิ๊กตู่ที่เคยได้รับคะแนนนิยมจากการสำรวจหนก่อนถึง 78.4 คะแนน ตอนนี้ก็ยังถูก“ฉุด”คะแนนลงมาเหลือแค่ 52.0

ทำให้นักวิเคราะห์ของสื่อต่างๆพากันกางรายชื่อรัฐมนตรี”ทหาร”ที่เหลืออยู่ในครม.ปัจจุบัน 10 คน (จากเดิม 11 คน ตัดพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ที่เพิ่งลาออกจากรมว.แรงงาน) ออกมาชำแหละ แยกแยะว่า ใครบ้างที่น่าจะอยู่ในข่ายถูก “ลดสัดส่วน” ต้องถูกปรับพ้นจากตำแหน่ง

ผลปรากฏว่า นักวิเคราะห์หลายสำนักพากันชี้นิ้วตรงกันไปที่“บิ๊กฉัตร”พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาเป็นอันดับแรกๆ เลยทีเดียว

เหตุผลสำคัญก็เพราะเป็น“บิ๊กฉัตร”อยู่ในกลุ่มรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมากที่สุด เพื่อกระชับการทำงานให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาผลงานด้านเศรษฐกิจ ยังคงเป็นประเด็นถูกตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ ได้รับคะแนนนิยมต่ำสุดจากผลสำรวจโพลล์ต่างๆอยู่เป็นประจำ โดยกระทรวงเกษตรฯที่ดูแลเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังคงมีปัญหาที่แก้ไม่ตกมากมาย ทั้งเรื่องราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำไม่ว่าข้าว,ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ทำให้ทั้งกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ตกเป็นเป้าโจมตีร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีปัญหาประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ความรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนทั้งประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามอยู่มาก

แม้เก้าอี้รมว.เกษตรฯของพล.อ.ฉัตรชัยจะเป็นเป้าเพ่งเล็งทุกครั้งที่มีกระแสข่าวปรับครม.ไม่เพียงเรื่อง“ผลงาน”แต่เป็นเพราะความ“ไม่เข้าขา”กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่างรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ด้วย แต่ทุกครั้งที่ผ่านมา“บิ๊กฉัตร”ก็ยังเหนียวแน่น รอดพ้นจากการถูก“ปรับออก”ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า เพราะเป็น“เพื่อนซี้”เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 และจปร.รุ่น 23 กับนายกฯบิ๊กตู่

เพียงแต่ครั้งนี้ กระแสค่อนข้างรุนแรงหนักหน่วงกว่าทุกครั้ง เพื่อให้การทำงานทีมเศรษฐกิจรัฐบาลมี“เอกภาพ”ที่จะ“ปั๊มผลงาน”ได้เต็มที่ยิ่งขึ้น รวมถึงการอัดฉีดนโยบายเศรษฐกิจเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.และ“บิ๊กตู่” เพื่อปูทางสู่โหมด“เลือกตั้ง” ที่คาดหวังจำได้สืบต่ออำนาจ โดยผ่านการสนับสนุนของพรรคการเมืองและกลุ่มพันธมิตรต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น“บิ๊กฉัตร”ยังตกเป็นเป้า ถูกการเมืองฝ่ายต่างๆ ทั้งขั้วตรงกันข้ามและแม้แต่พรรคการเมืองที่น่าจะเป็นพันธมิตรในอนาคต วิพากษ์วิจารณ์กดดันนายกฯบิ๊กตู่ถึงเรื่องการปรับ ครม.หนนี้ ว่า จะคำนึงถึงประสิทธิภาพหรือจะเอาแต่ความเป็น“เพื่อน”

เก้าอี้รมว.เกษตรฯของพล.อ.ฉัตรชัยในเที่ยวนี้ จึงสั่นคลอนเป็นอย่างยิ่ง จนเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ล่าสุดเหมือนกับจะ“ปลง”ว่าอาจจะต้องหลุดจากตำแหน่ง โดยต่อคำถามที่ว่า ถ้าโดนปรับออกจะเสียใจหรือไม่ บิ๊กฉัตรตอบทันทีว่า“ผมเป็นทหาร พร้อมที่จะทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ถ้าท่านไม่มอบหมาย เราก็กลับ…..ผมก็อยากพักจะตายไป อยากพักนานแล้ว…”

พล.อ.ฉัตรชัยจะได้พักจากภารกิจการเป็นรมว.เกษตรฯหรือไม่ หรือยังต้องเหนื่อยต่อในเก้าอี้เดิม หรือแม้กระทั่งย้ายสลับเก้าอี้ไปอยู่ที่อื่น ที่ไม่ใช่กระทรวงเศรษฐกิจ ก็อยู่ที่เพื่อนซี้อย่างนายกฯบิ๊กตู่ ซึ่งคงจะให้คำตอบในอีกไม่ช้าแน่นอน

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ศาสตร์พระราชา..ต้องทำให้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300371

449007

ส่องเกษตร : ศาสตร์พระราชา..ต้องทำให้จริง

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทย“ออกทุกข์”แล้ว หลังจากผ่านงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม ด้วยความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จะติดตรึงตาตรึงใจของคนไทยในยุคสมัยนี้ไปตลอดชีวิตอย่างที่ไม่มีวันลืมเลือนได้

“ความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ”ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่จากภาพรวมของงานพระราชพิธี แต่ที่สำคัญก็คือ การหลอมรวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ร่วมกันออกมาแสดงความอาลัยครั้งสุดท้ายอย่างมืดฟ้ามัวดิน ไม่ว่าบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงหรือในทุกจังหวัด ในทุกพื้นที่ซึ่งจัดให้เป็นสถานที่ของการวางดอกไม้จันทน์ โดยมิได้ย่อท้อต่อความลำบากตรากตรำ ทั้งจากการที่ต้องยืนต่อคิวยาวนานเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนถึงข้ามวันข้ามคืน(สำหรับผู้ที่ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง) ท่ามกลางสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน แดดร้อนจัดสลับฝนฟ้ากระหน่ำหนัก

เป็นภาพ“ยิ่งใหญ่”ที่สะท้อนถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ ที่พสกนิกรชาวไทยถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มหาราชแท้จริง “ผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี

บรรทัดนี้ขอตอกย้ำต่อทุกดวงใจไทยทั้งราษฎรทั่วไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารชาติบ้านเมืองที่ประกาศความจงรักภักดี จะไม่มีวันลืมเลือนพระองค์ท่าน และจะเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานตลอดไป…ก็จะต้องลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง

ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนามรัฐบาลออกมากล่าวขอบคุณประชาชนที่ร่วมแรงร่วมใจทำให้งานพระราชพิธีสำคัญนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก และย้ำว่า ต่อแต่นี้ไปขอให้คนไทยร่วมกับสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง น้อมนำศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางพัฒนาประเทศ

“พระบรมราโชวาท ศาสตร์พระราชาและคำสอนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ยังคงดำเนินการต่อไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นความทรงจำยิ่งใหญ่ ที่จะสืบสานเจริญรอยพระยุคลบาท อันจะเป็นพระบรมราชานุสรณ์ สนองพระมหากรุณาธิคุณเป็นมงคลแก่ตน และเป็นพลังของแผ่นดินอย่างยั่งยืน”พล.อ.ประยุทธ์กล่าวไว้ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลของท่านเองด้วย ที่จะต้องปฏิบัติตามศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน ไม่ให้ถูกใครปรามาสได้ว่า “อย่าดีแต่พูด”

เสร็จจากช่วงเวลาแห่งงานพระราชพิธีสำคัญแล้ว กระแสข่าวทุกด้านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม กลับมาเป็นประเด็นสำคัญเรื่องแรกที่พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าให้ความช่วยเหลือ โดยลงไปดูพื้นที่ด้วยตัวเองที่จ.อ่างทองเมื่อวันวานและจะไปขอนแก่นเป็นคิวต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องเหมาะสมอย่ายิ่งที่รัฐบาลต้องใส่ใจ เร่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง ให้ทันการณ์ โดยเฉพาะหลายๆจังหวัดที่เต็มใจเป็นพื้นที่รับน้ำแทนกรุงเทพฯในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ภาวะน้ำท่วมปีนี้ รุนแรงไม่น้อย จากการที่มีน้ำฝนปริมาณสูงมากๆ…สูงในระดับใกล้เคียงกับปี 2554 เลยทีเดียว ทำให้โลกสังคมออนไลน์ช่วงที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวลือกันเป็นระยะๆให้ชวนผวาว่า จะเกิด“มหาอุทกภัย”ซ้ำรอยปี 2554 แบบยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ก็เป็นความโชคดี ที่ก่อนหน้านี้ เราเผชิญวิกฤติภัยแล้งมาก่อน จนน้ำในเขื่อนต่างๆมีปริมาณต่ำมาก จึงมีส่วนที่รองรับน้ำฝนไปได้มหาศาล ที่สำคัญต้องยอมรับว่า การบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการวางแผนระบายน้ำช่วงวิกฤติที่น้ำเต็มเขื่อนต่างๆ ถือว่ามีประสิทธิภาพดีกว่ายุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งจุดนี้ดูจะเป็นเรื่องที่แกนนำรัฐบาล คสช.มั่นใจ จนพูดได้ว่า จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่แบบยุคยิ่งลักษณ์แน่!

การบริหารจัดการระบายน้ำได้ดีขึ้น ด้านหนึ่งคงเพราะเคยมีบทเรียนเลวร้ายปี 2554 ทำให้เพิ่มการระมัดระวังมากขึ้น อีกด้านก็ต้องยอมรับว่า เมื่อไม่มีประเด็นการเมืองหวังคะแนนนิยม หรือหวังใช้เรื่อง “น้ำ” เป็นเครื่องมือหาเสียง จึงทำให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องสามารถระบายน้ำตามหลักวิชาการได้มากขึ้น

นี่เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆที่อยากฝากไว้ เมื่อถึงยุครัฐบาลจากการเลือกตั้งอีกครั้ง อย่าได้คิดเรื่องการบริหาร “น้ำ”แบบการเมืองอย่างเด็ดขาด

สาโรช บุญแสง