ส่องเกษตร : พระราชมรดกเพื่อเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299195

449007

ส่องเกษตร : พระราชมรดกเพื่อเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยไม่อาจหยุดยั้ง“เวลา” ในที่สุดวันที่พสกนิกรไทยทั่วทั้งแผ่นดินไม่อยากให้มาถึง ก็กำลังจะมาถึงจนได้ วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้แล้ว วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชาทั้งมวล

เมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป ธ ผู้เสด็จสู่สรวงสวรรค์ คงไม่ทรงปรารถนาให้พสกนิกรลูกหลานของพระองค์ ต้องจมอยู่กับความโศกเศร้าตลอดไป เสร็จพระราชพิธีสำคัญเพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยนี้แล้ว ทุกชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า แต่สิ่งที่จะเป็นเข็มทิศนำทาง เมื่อไม่มีพระองค์ ก็ยังมี“พระราชมรดกทางปัญญา”ต่างๆมากมายที่ได้พระราชทานไว้ให้ สุดแต่ลูกหลานไทยจะรู้จักนำไปปรับใช้เพื่อประโยชน์สุขแก่ตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติส่วนรวมกันได้มากน้อยขนาดไหน

สำหรับเกษตรกรที่พระองค์ทรงทุ่มเทตลอดทั้งชีวิต 70 ปี แห่งการครองราชย์นั้น มี“พระราชมรดกทางปัญญา”ที่พระราชทานไว้ให้มากล้น โดยเฉพาะ“เกษตรทฤษฎีใหม่” การทำไร่นาสวนผสม ให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่เท่าที่มีอยู่ได้เต็มประสิทธิภาพ เกื้อหนุนให้ดำเนินชีวิตได้อย่าง“พอเพียง”พออยู่ พอกิน และต่อยอดไปสู่ความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นได้ ถ้าไม่งอมืองอเท้า

ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานด้านการผลิต เรื่องสำคัญคือ“ดิน” ก็ได้พระราชทานแนวทางในการฟื้นฟูดินไม่ว่า ดินเสื่อมโทรม ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ฯลฯ ให้กลับเป็นดินสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกได้อีก มีแบบอย่างให้ศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปปรับใช้ ไม่ว่าโครงการแกล้งดิน ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพดินแบบต่างๆที่ปรากฏในพื้นที่สาธิตโครงการพระราชดำริ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา,โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี, โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่,โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จ.เพชรบุรี,โครงการทดลองแก้ปัญหาดินเปรี้ยว จ.นครนายก เป็นต้น

สำหรับชาวนา“กระดูกสันหลังชาติ”เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ “พันธุ์ข้าว”นับเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่ทรงตระหนักดี จึงทรงทุ่มเทพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดี พระราชทานให้เป็น“พระราชมรดก” โดยนับตั้งแต่ครองราชย์ไม่นาน ก็ได้แปลงพื้นที่พระราชวังสวนจิตรลดาเป็นแปลงนา สถานที่ทดลองพันธุ์ข้าวและการเกษตร ทรงหว่านและขับรถไถนาควายเหล็กด้วยพระองค์เอง ผลผลิตที่ได้ข้าวพันธุ์ดี ก็พระราชทานให้เกษตรกรนำไปปลูกต่อยอด ทั้งมอบหมายผู้เกี่ยวข้องให้พัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวนา และใช้พระราชพิธีนี้ในการพระราชทานพันธุ์ข้าวที่ดี เผยแพร่สู่ชาวนาด้วย

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีมติเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น“พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย“เช่นเดียวกับเรื่อง“ดิน”ที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประกาศให้ 5 ธันวาคมทุกปี ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ เป็น“วันดินโลก”เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาดินมาอย่างยาวนาน ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

ยังมี“พระราชมรดกทางปัญญา”ที่พระราชทานให้อีกมากมาย เกินจาระไนได้ในเนื้อที่จำกัดของคอลัมน์นี้ แต่ที่จะขอเขียนถึงอีกสักเรื่องคือ “ปลา”…เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วเรื่องของ “ปลานิล” ปลาพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ช่วยสร้างอาหารโปรตีนราคาถูกให้คนไทย ทั้งเป็นอาชีพเสริมจนถึงอาชีพหลักให้เกษตรกร คงจะไม่เล่าที่มาที่ไปอีก แต่ที่อยากเสริมคือ พระวิสัยทัศน์ของพระองค์ในเรื่องนี้ ที่สะท้อนชัดถึงการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของทั้งเกษตรกรและคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง

เรื่อง“ปลา”ยังลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อมีพระราชดำรัสวโรกาศวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อ 4 ธันวาคม 2541 ตอนหนึ่งว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

เพราะการหยิบยื่นปลาเป็นอาหารแก่คนยาก แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ถ้าให้อุปกรณ์และสอนให้เขาจับปลาเองได้ ก็จะแก้ปัญหาความอดยากได้อย่างยั่งยืน นี่เป็นวิสัยทัศน์พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นรัฐบุรุษของโลกซึ่งจะมองไปถึงอนาคตข้างหน้า แตกต่างสิ้นเชิงกับนักการเมืองหรือนักปกครองที่คิดแต่ให้“ปลา” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือหวัง“ตกเบ็ด”คะแนนนิยมเท่านั้น

“พระราชมรดก”ที่พระราชทานให้คนไทย ให้กับเกษตรกรไทย นั่นคือสิ่งที่จะบอกคนทั่วหล้าว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้จากไปไหน ยังคงอยู่คู่กับประเทศไทยไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ‘ในหลวง’กับวิกฤติ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298028

449007

ส่องเกษตร : ‘ในหลวง’กับวิกฤติ‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยิ่งใกล้วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ทุกดวงจิตดวงใจพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดี ก็มุ่งความสนใจเฝ้าติดตามเรื่องราวของพระราชพิธีที่กำลังจะมาถึงด้วยความอาลัยรัก และมุ่งหวังที่จะร่วมกันส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

สื่อมวลชนต่างๆทั้งในประเทศทุกสำนัก ตลอดจนสื่อมวลชนนานาประเทศจากทั่วโลก ในช่วงเวลานี้จึงมุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นสำคัญ รวมถึงเรื่องราว
พระราชปณิธาน แนวทางพระราชดำริต่างๆ จนถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้ทรงงานเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยและเผื่อแผ่ถึงพี่น้องชาวโลกในประเทศต่างๆ อาทิ แนวพระราชดำริปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” โครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆในการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาของเกษตรกร ไม่ว่าเรื่องดินหรือเรื่องน้ำ จนถึง“ฝนหลวง” เป็นต้น

ยิ่งในช่วงเวลานี้ที่ปัญหาเรื่อง“น้ำ”กำลังสร้างความเดือดร้อนหนักให้หลายพื้นที่ของประเทศไทยเกิดวิกฤติ รวมถึงกรุงเทพมหานครเองด้วย (โดยเฉพาะวันเสาร์ 14 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ฝนตกหนักในกรุงเทพฯจนน้ำท่วมถนนสายสำคัญๆ กว่า 50 จุด จราจรเป็นอัมพาตตลอดทั้งวัน เดือดร้อนกันแสนสาหัส ซึ่งยังคงเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ มาจนถึงสัปดาห์นี้) จากการที่ปีนี้มี“น้ำฝน”มากเกินไป จนเกิดการท่วมท้นหลายระลอก แม้เข้าสู่ปลายฤดูฝนกำลังจะเริ่มต้นหนาวแล้วก็ตาม น้ำในเขื่อนใหญ่ๆหลายแห่งก็ยังต้องเร่งระบายมากขึ้น เพื่อรองรับน้ำฝนใหม่ที่ตกหนักลงมามาก

ภาวการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้คนไทยคิดถึงแนวทางพระราชดำริและโครงการตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหา“น้ำท่วม”อย่างยั่งยืนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง“แก้มลิง” หรือหลายโครงการอย่าง เช่น คลองลัดโพธิ์,เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้น

รวมถึงรำลึกถึงน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีให้กับพสกนิกรไทยในยามที่ต้องเดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมทุกครั้ง โดยจะพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และผ่านองค์กรต่างๆ ซึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ได้รับสืบทอดน้ำพระราชหฤทัยนี้ต่อมา โดยจะพระราชทานความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ตลอดจนได้รับสั่งต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เข้าเฝ้าฯถวายรายงานเมื่อเดือนสิงหาคม ให้เร่งช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่ ตามมาตรการต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง ลดภาระความซ้ำซ้อน ซึ่งสิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ ก็จะพระราชทานมาให้ และยังรับสั่งให้แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ด้วย

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งจากสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปรียบประดุจ“ฟ้า”ของปวงชนชาวไทยที่เปรียบดัง“ดิน” ขณะที่พสกนิกร“ชาวดิน”ไม่เพียงแต่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังพร้อมจะเสียสละทุกอย่าง เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณ“ฟ้า”ด้วย

ดังจะเห็นได้จากชาวบ้านและเกษตรกรในหลายพื้นที่ซึ่งกำลังประสบกับภัยน้ำท่วมในช่วงเวลานี้ จนทรัพย์สินบ้านเรือนและไร่นาเสียหายอย่างหนัก แต่ก็ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่เป็นไร พร้อมที่จะเสียสละยอมให้ที่ดินตัวเองเป็นพื้นที่รับน้ำแทนกรุงเทพฯ เพราะกลัวว่า น้ำจะไหลเข้าไปท่วมกรุงเทพฯ จนเกิดความเสียหายให้กับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ใกล้จะมาถึง

นี่เป็นคำพูดของป้าวันดี ศรีอุดุมเวชและมารดา ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมอยู่ที่ จ.สิงห์บุรี ซึ่งเชื่อว่าตรงกับใจของชาวบ้านและเกษตรกรอีกหลายพื้นที่ และได้สร้างความซาบซึ้งตรึงใจให้กับคนไทยทั้งแผ่นดินที่พากันแชร์ข้อความนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมาย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ไม่ได้อยู่บนผืนโลกที่จะสามารถพระราชทานความช่วยเหลือต่างๆ แก่คนไทยได้อีกต่อไป แต่แนวทางพระราชดำริในการแก้ปัญหา“น้ำ”ที่ได้พระราชทานไว้ให้ ถ้ารัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนชาวดินทั้งหลายได้นำไปสืบสาน การปฏิบัติอย่างจริงจัง…ก็เชื่อว่า จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ซึ่งเท่ากับพระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน แต่ยังอยู่คู่แผ่นดินไทยไปตลอดกาล

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จากภาษีน้ำถึงกม.คุ้มครองพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296880

449007

ส่องเกษตร : จากภาษีน้ำถึงกม.คุ้มครองพันธุ์พืช

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เอ็นจีโอเจ้าเก่า มูลนิธิชีววิถี“ไบโอไทย”โดยผอ.วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กำลังเปิดประเด็นรณรงค์ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ที่กรมวิชาการเกษตรผลักดันอยู่ ด้วยข้อกล่าวหาหนักหน่วงว่า เป็นกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติผูกขาด“เมล็ดพันธุ์พืช”ซึ่งสื่อบางสำนักนำไปขยายด้วยวาทกรรมรุนแรงเสมือนเป็นกฎหมาย“ปล้นเกษตรกรไทย”

หลายปีที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรพยายามแก้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มาหลายครั้งท่ามกลางข้อครหาว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากบรรษัทข้ามชาติและบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ ที่ผลักดันให้ประเทศไทยยอมรับระบบกฎหมายตามอนุสัญญา UPOV 1991 ที่เอื้อประโยชน์ให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มการผูกขาดยิ่งขึ้น กลุ่มทุนเหล่านี้ได้ผลักดันทั้งโดยตรงและผ่านข้อตกลงต่างๆ เช่น ข้อตกลงการค้าเสรี(FTA)ไทย-สหรัฐฯ และ FTA อาเซียน-ยุโรป เป็นต้น แต่ไม่สำเร็จ ด้วยถูกต้านหนัก

ช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรมวิชาการเกษตรก็ผลักดันอีกเมื่อมี.ค.2559 และเช่นเคยที่ถูกคัดค้านหนักจากนักวิชาการ เช่น รศ.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ TDRI, รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ม.เกษตรศาสตร์,ผศ.สมชาย รัตนชื่อสกุล ม.หอการค้าไทย รวมทั้งนพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรมว.สาธารณสุขผู้รู้ทันเรื่องสิทธิบัตรของบรรษัทข้ามชาติดี..เรื่องจึงเงียบไปพักหนึ่ง แต่จู่ๆเว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร(http://www.doa.go.th/main/index.php…)ได้เผยแพร่เนื้อหาร่างกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช(ฉบับที่…)พ.ศ….ที่จะมาแทนของเก่า ให้ประชาชนแสดงความคิดได้ถึง 20 ต.ค.2560

ไบโอไทยโดยวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญชี้ว่า ร่างพ.ร.บ.ใหม่นี้ ระบุหลักการและเหตุผลชัดเจนว่า ร่างขึ้นให้เป็นไป“ตามแนวทางอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่(อนุสัญญา UPOV 1991)”และรองรับ“แนวโน้มการเจรจาข้อตกลงFTA จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา UPOV1991” มีเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มการผูกขาดและเปิดทางสะดวกให้โจรสลัดชีวภาพ ขณะที่ลิดรอนสิทธิเกษตรกร เปิดช่องให้ลงโทษเกษตรกรที่เก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ เป็นการทำลายวัฒนธรรมที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบความมั่นคงทางอาหารของไทย

กฎหมายมีสาระสำคัญน่ากังวล 8 ข้ออาทิ ตัดเนื้อหามาตรา 33 (4) ของกฎหมายเดิมออก ทำให้เกษตรกรที่เก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่ออาจได้รับโทษถึงจำคุก เท่ากับตัดสิทธิที่จะเก็บรักษาพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกต่อ,ขยายเวลาผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ของบริษัทจากเดิม 12-17 ปีเป็น 20-25 ปี, ขยายการผูกขาดจากเดิมอนุญาตเฉพาะ “ส่วนขยายพันธุ์” เป็นรวมถึง “ผลผลิต”และ “ผลิตภัณฑ์” ด้วย,ขยายการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ไปยังอนุพันธุ์ของสายพันธุ์พืชใหม่,เปิดทางสะดวกให้โจรสลัดชีวภาพโดยตัดการแสดงที่มาของสารพันธุกรรมออกเมื่อบริษัทจะขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่,ตัดเงื่อนไขการระงับสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร กรณีตั้งราคาเมล็ดพันธุ์แพงจนเกษตรกรเข้าไม่ถึง เป็นต้น

และกล่าวหากรมวิชาการเกษตรว่า ฉวยโอกาสช่วงพระราชพิธีสำคัญเดือนตุลาคม เร่งออกกฎหมาย เพื่อมิให้ประชาชนมีโอกาสเคลื่อนไหวคัดค้าน แต่ไบโอไทยและเครือข่ายจะคัดค้านถึงที่สุด

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่า ไม่จริง ยืนยันมีหลายหน่วยงานรัฐที่เข้ามาช่วยดูให้กฎหมายเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและเกษตรกรอย่างเป็นธรรม ส่วนเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรซื้อมาเพาะปลูก สามารถเก็บไปปลูกรุ่นต่อไปได้ เพียงห้ามนำไปเพาะเมล็ดพันธุ์จำหน่ายเท่านั้น ฝ่าฝืนมีโทษหนักจำคุก 2 ปีปรับ 4 แสนบาท ย้ำทำกฎหมายเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช สร้างแรงจูงใจเร่งปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ และตอนนี้ได้ขยายเวลารับฟังความเห็นไปถึง 20 พ.ย.แล้ว

ข้อตอบโต้ชี้แจงของอธิบดี“สุวิทย์”ยังเคลียร์ไม่ชัดหลายเรื่อง โดยเฉพาะเหตุที่ต้องขยายการผูกขาดหลายกรณีให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์ แต่กฎหมายนี้ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ทั้งผ่านรัฐบาลและสนช. จึงเชื่อว่า จะมีการต่อสู้ทางความคิดและแก้ไขเนื้อหาอีกมากแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเพิ่งเสียท่าไปหยกๆ ถูกโจมตีหนักกรณีความไม่ชัดเจนเรื่องกฎหมายเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกรที่ถูกเรียกว่า “ภาษีน้ำ” ดังนั้นกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช นับเป็นอีกเรื่องอ่อนไหวที่มีสิทธิปลุกเกษตรกรออกมาถล่มรัฐบาลหาว่าซ้ำเติมความเดือดร้อนได้อีก จึงสมควรระวังให้จงหนัก…เดี่ยวจะหาว่าไม่เตือน!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จำเป็นหรือไม่ต้องเก็บค่าน้ำ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295592

449007

ส่องเกษตร : จำเป็นหรือไม่ต้องเก็บค่าน้ำ?

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกร ชาวนาหลายพื้นที่หลายองค์กร กำลังส่งเสียงคัดค้านกันอย่างดุเดือด หลังมีข่าวจากนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ดีเดย์ภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ กฎหมายใหม่เกี่ยวกับ “ทรัพยากรน้ำ” จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้มีการเรียกเก็บ “ค่าใช้น้ำ” กับทุกกลุ่มรวมทั้งเกษตรกรที่นำน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะไปใช้ ทั้งแม่น้ำ ลำคลอง บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ

กระแสความไม่พอใจจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆนำเสนอออกมารุนแรงมาก กล่าวหารัฐบาล คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า แทนที่จะเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากภาวะสินค้าพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำติดต่อกันมาหลายปี จนแทบจะตายกันอยู่แล้ว กลับมาซ้ำเติม เพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอีก ตั้งแต่บรรพบุรุษมาไม่เคยต้องเสียค่าน้ำทำนามาก่อน ทั้งไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนมาเก็บค่าน้ำเช่นนี้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช.ก็สบช่อง นำไปขยายผลในการโจมตีหนักขึ้นด้วย จนแทบจะเป็นปัญหาการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ติด ต้องให้หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกันอย่างหนักในเวลานี้

ก็ขออนุญาตสรุปเรื่องนี้สักนิด กฎหมายที่ว่าคือ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ… ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นผู้เสนอ แล้วรัฐบาลส่งเข้าสนช.-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านขั้นตอนวาระที่ 1 เห็นชอบรับหลักการไปตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา กำลังอยู่ในขั้นตอนแปรญัตติวาระที่ 2 ซึ่งได้ขยายเวลาพิจารณามารอบหนึ่ง จะครบกำหนดตุลาคมนี้ แต่ล่าสุดพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้ระบุว่า จะขอขยายเวลาอีก 90 วันไปถึงเดือนมกราคม 2561 เพราะต้องรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องอีกมาก ดังนั้น ที่ว่าจะดีเดย์บังคับใช้ตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จึงไม่ใช่แล้ว

ส่วนเหตุผลที่ต้องออกกฎหมายนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำชี้แจงไว้ว่า เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงเรื่องทรัพยากรน้ำ รัฐบาลจึงต้องมีกลไกบริหารจัดการ“น้ำ”ที่มีประสิทธิภาพ การจัดสรร“น้ำ”ให้เกิดความเพียงพอต่อการใช้ในทุกด้าน จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ

ซึ่งระบบจัดสรรน้ำจะสร้างสิทธิการเข้าถึงน้ำสาธารณะ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม กฎหมายนี้จึงกำหนดการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ 1.ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า 2.ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหารเก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม. ธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อลบ.ม. และ3.สำหรับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่และกิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำปริมาณมากเก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลบ.ม.

ขอทำความเข้าใจตรงนี้ด้วยว่า ที่จะเรียกเก็บคือ“ค่าใช้น้ำ”จากแหล่งน้ำสาธารณะ ไม่ใช่“ภาษีน้ำ”อย่างที่หลายๆสื่อใช้คำนี้ จนเกิดความไขว้เขว และการจัดเก็บตามอัตราดังกล่าว ก็เป็นข้อเสนอตามร่างเดิมของอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลคสช.โดยบิ๊กเต่า-พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯยืนยันล่าสุด คือ รัฐบาลไม่มีความคิดจะเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร“รายย่อย”อย่างเด็ดขาด สอดคล้องกับการยืนยันของพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯพิจารณากฎหมายฉบับนี้

ที่จริงการจัดเก็บ“ค่าใช้น้ำ”จากแหล่งน้ำสาธารณะนั้น เป็นกลไกหนึ่งที่นักวิชาการได้ศึกษาวิจัยและสนับสนุน เพื่อทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตทุกภาคส่วน เพราะต้องยอมรับว่า นับวันต้นทุนน้ำยิ่งหดหายหายากขึ้น สวนทางกับการใช้ที่มากขึ้นทุกที…อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการแย่งใช้น้ำอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงความขัดแย้งแย่งชิงน้ำในช่วงที่เกิดวิกฤติภัยแล้ง

แต่การเก็บค่าน้ำ ต้องทำควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำด้านอื่นๆให้ครบถ้วน รวมถึงรายได้จาก ค่าใช้น้ำที่จัดเก็บได้ ควรต้องนำไปใช้ดูแลรักษาแหล่งน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นที่ยอมรับของชุมชน

ซึ่งถ้าอธิบายความจำเป็นเหล่านี้ให้เกษตรกรได้เข้าใจ รวมทั้งทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับมีมาตรการและกลไกที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ก็คงจะแก้ไขบรรเทาการต่อต้านลงได้

แต่ถ้ายังปล่อยให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะฟรีๆแบบไร้ประสิทธิภาพเช่นทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่จะย่ำอยู่กับที่ แต่ยิ่งจะทำให้สถานการณ์น้ำของไทยแย่ลงทุกที กระทั่งวิกฤติเกินเยียวยาได้ในที่สุด

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จาก 9101…ถึงปฏิรูปข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294314

449007

ส่องเกษตร : จาก 9101…ถึงปฏิรูปข้าว

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แล้วโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อที่ผมได้รายงานผ่านคอลัมน์นี้ไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า มีชาวบ้านในพื้นที่เริ่มร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในหลายจังหวัด ก็เป็นเรื่องที่ถึงมือของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลงมาบัญชาให้สอบสวนข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแถลงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นายกฯประยุทธ์สั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีการร้องเรียน ลงไปติดตามค้นหาความจริงให้เกิดความกระจ่าง และรายงานผลกลับมาที่ส่วนกลางโดยด่วน ทั้งย้ำว่า รัฐบาลและคสช.จะไม่ปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างเด็ดขาด ซึ่งหลักการของโครงการ 9101 เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน แต่หากในทางปฏิบัติพบเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต หรือไม่เข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติ เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ หรือเกิดการขัดผลประโยชน์ระหว่างกัน ก็ต้องสืบสวนให้ชัดเจน หากมีความผิดจริง จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับใดก็ตาม

นับเป็นท่าทีที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะโครงการนี้จัดทำขึ้น เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 จะต้องไม่ปล่อยให้เกิดความเสื่อมเสียขึ้น ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำมิชอบ ก็ต้องฟันไม่เลี้ยง มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ดังนั้นบทบาทของกระทรวงเกษตรฯในการตรวจสอบเรื่องนี้ ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ลูบหน้าปะจมูก เชื่อว่า สังคมจะติดตามดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดที่มีการร้องเรียนกันอยู่

อีกเรื่องหนึ่งที่ขอเขียนถึงวันนี้ เป็นเรื่องของ“การปฏิรูปข้าว”

ทั้งนี้วันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมวิชาการนำเสนอผลการศึกษา โมเดลการปฏิรูประบบและพัฒนาข้าวไทยโดยศาสตราภิชาน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในฐานะประธานกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบและพัฒนาข้าวไทย ของมหาวิทยาลัยรังสิต มีเนื้อหาที่น่าสนใจทีเดียว

ดร.เจิมศักดิ์กล่าวถึงรายงานการปฏิรูประบบข้าวไทยฉบับนี้ว่า มองลึกกว่าแค่ระยะสั้น โดยมองว่า ประเทศไทยจะรักษาสภาพแชมป์
ส่งออกข้าวไว้ได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน โจทย์นี้หนักมากหากมัวแต่ทำเรื่องการตลาดหรือนำเงินแจกชาวนา อนาคตประเทศ เราก็จะสู้กับใคร
ไม่ได้ รวมถึงแข่งกับต่างประเทศระยะยาวก็ไม่ได้

“เราต้องคิดว่า จะเล่นกับของจอมปลอมในประเทศหรือจะเอาเรื่องจริงสู้กับต่างประเทศ นโยบายรัฐบาลต้องลดต้นทุนการผลิตข้าว
ให้ได้ ปัจจุบันนี้ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยต่ำมากๆ เฉลี่ย 600-700 กก./ไร่ ซึ่งงานวิจัยพบว่า ไทยมีทางออกโดยการเจาะตลาดใหม่ ไม่ใช่ปลูกข้าวแค่กินอิ่ม แต่ต้องเป็นข้าวที่กินอร่อย(Tasty) ปลอดภัย(Safety)และเสริมสุขภาพ(Healthy) จับตลาดสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น”

ดร.เจิมศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลควรทุ่มเทไปที่ปฏิรูปการผลิต เพื่อจับตลาดมูลค่าสูง อย่าไปเล่นกับสินค้าข้าวแบบโหลๆที่มีดาษดื่นในตลาดโลก ควรเลิกเล่นลิเกด้านการตลาด ขอให้มองตลาดโลกด้วย เราไม่สามารถทำให้ข้าวในตลาดโลกราคาสูงได้ เพราะไทยไม่มีอำนาจขนาดนั้น ฉะนั้น นโยบายที่ยั่งยืน คือการลดต้นทุนการผลิตให้ข้าวไทย เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่การนำเงินไปแจกชาวนา

“การนำเงินแจกชาวนา คือการไปลดต้นทุนให้ตัวชาวนา แต่ไม่ได้ลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับประเทศชาติเลย” ทั้งขยายความว่า การลดต้นทุนผลิตข้าว ต้องดู 1.พัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ที่เน้นเจาะตลาดใหม่ ที่ตรงกับความต้องการ 2.พัฒนาน้ำและดิน ใช้เทคโนโลยี ข้อมูลดาวเทียมเข้ามาช่วย รวมถึงเครื่องวัดความชื้นในดิน การให้น้ำต้องสอดคล้องกับข้อมูล การทำนาแปลงใหญ่ แบบไม่มีคันนาเป็นต้น 3.การขนส่งข้าว 90% ขนส่งทางถนน ขณะที่การขนส่งทางน้ำมีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่มีอุปสรรคที่เรือไม่สามารถลอดบางช่วงของสะพานในบางเวลาได้ และ 4.การบริหารจัดการ…

ข้อคิดเห็นของนักวิชาการที่รอบรู้เรื่องข้าว ได้ศึกษาวิจัยมาเป็นอย่างดี ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำไปต่อยอด วางแนวนโยบายำในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดว่า ที่ดร.เจิมศักดิ์เสนอมา ก็เป็นแนวทางที่รัฐบาลชุดนี้และคสช.มองเห็นอยู่

แต่ที่สำคัญคือจะแปรไปเป็นแผนปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ให้บรรลุผลสำเร็จในอนาคตอย่างแท้จริงได้ก็ด้วยความตั้งใจจริง และต้องมี
ฝีมือที่แท้จริงด้วย

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : โครงการน้ำกับอนาคตเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293017

449007

ส่องเกษตร : โครงการน้ำกับอนาคตเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จันทร์-อังคาร 18-19 ก.ย.นี้ ครม.ของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปประชุมสัญจรอีกครั้ง หนนี้ภาคกลางที่จ.สุพรรณบุรีและจ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากเดือนก่อนไปที่จ.นครราชสีมา ภาคอีสาน

การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศว่า จะเสนอขออนุมัติ“เมกะโปรเจกท์น้ำ” สำคัญคือ โครงการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร 22.4 กม. มูลค่า 17,600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมทุกปีจากน้ำเหนือหลาก ซึ่งผลประโยชน์โครงการ นอกจากช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ 4 แสน ถึง 8 แสนไร่ ป้องกันพื้นที่สำคัญทั้งตัวเมืองและนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำชลประทานสำหรับพื้นที่เกษตรได้เกือบ 2.3 แสนไร่ ในอยุธยา 6 อำเภอตั้งแต่ อ.เมือง,บางบาล,บางไทร,บางปะอิน,ผักไห่,เสนา รวมไปถึงอ.ป่าโมก ของจ.อ่างทองด้วย

ไม่เพียงโครงการขุดคลองบางบาล-บางไทร ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยานี้เท่านั้น ยังมีข่าวจากรมว.คมนาคม-อาคม เติมพิทยาไพสิฐว่า กระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรฯได้ร่วมกันบูรณาการที่จะก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3 ควบคู่ไปกับโครงการคลองผันน้ำ ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันและบรรเทาน้ำท่วมจากน้ำหลากที่ระบายจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยาผ่านอยุธยาลงอ่าวไทยระยะทาง 100 กม. โดยใช้งบฯลงทุนทั้งสิ้นสูงถึง 2 แสนล้านบาท เป็นงบฯขุดคลองผันน้ำกว่า 1 แสนล้าน กับงบฯอีกราว 8.5 หมื่นล้านบาท ที่ใช้สร้างในส่วนถนนวงแหวนรอบที่ 3

ระหว่างที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ยังไม่ทราบผลประชุมครม.ออกมาอย่างไร แต่นับว่า ได้เห็นภาพการเริ่มขับเคลื่อนส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกท์น้ำ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการเร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำที่พูดกันมาหลายปี ฉะนั้นก็ต้องคอยติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ขณะที่เม็ดเงินที่ใช้ในโครงการใหญ่ๆแบบนี้ ก็มักมีความระแวงในเรื่อง“การหาผลประโยชน์มิชอบ”ให้ต้องคอยจับตาตรวจสอบกันอย่างถี่ถ้วนด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ขอเก็บตกมาเขียนถึงสักหน่อยคือ งานสัมมนา “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดินพลังงานและน้ำในประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและ TDRI-สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 8 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้นำผลงานวิจัยวิชาการมาประเมินภาพอนาคตไว้น่าสนใจ ขอยกมาสรุปที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำและที่ดินเพื่อการเกษตรดู

ดร.อุชุก ด้วงบุตรศรี อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ภาคเกษตรใช้ที่ดินเพิ่มขึ้น 6.10 ล้านไร่ แต่นาข้าวลดลง 5.28 ล้านไร่ ส่วนที่เพิ่มมากคือไม้ยืนต้นเพิ่ม 10.40 ล้านไร่และพืชไร่เพิ่มขึ้น 2.54 ล้านไร่ ขณะที่ป่าไม้ลดลงมากถึง 7.32 ล้านไร่ ที่ดินรกร้างก็ลดลง 1.96 ล้านไร่…ทั้งประเมินภาพอนาคตเกษตรไทยและการใช้ที่ดินว่า การใช้ที่ดินและน้ำด้านท่องเที่ยวกับอุตสาหกรรมจะยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่การเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ ในปี 2557 เหลือ 122-132 ล้านไร่ ใน 18 ปีข้างหน้า(ค.ศ.2035)หรือลดลงตั้งแต่ 4.35% ถึง 11.59% นับได้ว่าที่ดินเกษตรลดลงอย่างรวดเร็วหลังยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตรและประกันรายได้เกษตรกร แต่ปัจจัยหักเหยังจะเกิดจากนโยบายการเกษตรในอนาคต,เทคโนโลยีสมัยใหม่,ภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (climate change) รวมถึงพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและพ.ร.บ.การเช่าที่ดินเกษตร

“ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นตัวกระตุ้นการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น โดยในไทยคนรวยถือครองที่ดินร้อยละ 80 เกษตรกรไร้ที่ดินทำกินเพิ่มขึ้น ภาครัฐจะหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรยากขึ้น ปัญหาจะวนมาถึงพื้นที่ป่าที่ลดลง”

ส่วน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ชี้ว่า ความต้องการน้ำทุกภาคส่วนในอนาคตจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเพื่ออุปโภคบริโภคหรือภาคธุรกิจต่างๆ การจัดการในอนาคตขึ้นกับโครงการใหญ่ของภาครัฐจะเกิดขึ้นตามแผนหรือไม่ ทั้งระบุทีมวิจัยเสนอว่า เพื่อให้เกิดการจัดการน้ำที่เหมาะสม ควรเดินหน้าจัดเก็บค่าบำรุงรักษาคลองชลประทาน,ศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำ,แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค่าน้ำดิบจากการประปาฯ และควรจัดเก็บภาษีมลพิษในน้ำและภาษีนำเข้าสารเคมีการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ทั้งยืนยันว่า ควรเก็บค่าน้ำภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถกำหนดอัตราต่ำได้ แต่เรื่องนี้นักการเมืองต่อต้านมาตลอด…

ฟังนักวิชาการว่าแล้ว ผมก็หวังว่า รัฐบาลจะเร่งจัดการโครงการต่างๆให้สำเร็จลุล่วงตามแผนให้ได้ด้วยดี เพื่อรับมือกับภาพอนาคต มิเช่นนั้นลูกหลานเกษตรกรไทยลำบากยากเข็ญอีกนานแน่

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : บทเรียนจากโครงการ 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291703

449007

ส่องเกษตร : บทเรียนจากโครงการ 9101

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลายสัปดาห์ก่อน เคยนำจดหมายคุณอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย อดีตข้าราชการระดับสูง ลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เขียนแสดงความเป็นห่วง“โครงการ 9101 กับความหวังพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรไทย”มาลงเผยแพร่ในคอลัมน์นี้ มาวันนี้ต้องขอเขียนถึงโครงการ 9101 อีกครั้ง เพราะปรากฏข่าวไม่สู่ดี ที่น่าจะสอดรับกับสิ่งที่คุณอนันต์เขียนไว้ จึงต้องมาขยายกันต่อ

ขอย้ำว่า “9101”เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรรัชกาลที่ 10 ใช้งบประมาณกว่า 22,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกตำบล รวมทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอีก 882 ศูนย์ เป้าหมายเพื่อพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรทั้งชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ผู้เลี้ยงสัตว์หรือชาวประมงให้พ้นความยากจน โดยเน้นกิจกรรม 8 สาขาด้วยกัน

จดหมายคุณอนันต์ก่อนหน้านี้ แสดงความเป็นห่วงว่า โครงการที่เร่งรัด มีเวลาดำเนินการสั้นมากสำหรับโครงการใหญ่ การรวบรวมสมาชิกจึงไม่ผ่านกระบวนการที่ให้เกษตรกรเข้าใจหลักการและเป้าหมาย ขณะที่โครงการจัดสรรงบฯให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท มีเงื่อนไขต้องจ่ายเป็นค่าแรงให้ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณ แต่ด้วยเวลาสั้น กิจกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นข้อเสนอผู้นำชุมชนร่วมกับข้าราชการ ไม่ผ่านขั้นตอนการทำประชาคม จึงขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนที่แท้จริง ดังนั้นส่วนใหญ่จะเน้นทำปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งทำได้ง่าย แต่กิจกรรมอื่นๆ ตามนโยบายกระทรวง เช่น การจัดการฟาร์ม จัดการศัตรูพืช การแปรรูป ปศุสัตว์ขนาดเล็กและประมงมีน้อยมาก เพราะทำยากและต้องใช้เวลา โครงการ 9101 จึงน่าจะสำเร็จประการเดียวคือ อัดฉีดเงินลงไปในชนบทจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานเกษตรกรที่เข้าร่วม แต่ด้านความยั่งยืนของกิจกรรมคงไม่เกิดขึ้น

และเพราะการเร่งรัดโครงการดังที่คุณอนันต์ว่า ตอนนี้ก็เกิดปัญหาขึ้น จนเป็นข่าวจาก“สำนักข่าวอิศรา”ว่า มีหลายจังหวัดโดยเฉพาะสุรินทร์ ทั้งยังที่อยุธยาและอุบลฯ เป็นต้น มีประชาชนร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่จัดการโครงการเองหมด โดยให้ผู้รับเหมามาประมูลงาน แล้วจัดหาอุปกรณ์มาให้ชาวบ้าน ทั้งที่ยังไม่มีการประชุมวางแผน หรือรับสมัครคนทำงาน

“โครงการนี้เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯกำหนดให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตปุ๋ยไว้ใช้เอง วัตถุประสงค์คือ ลดรายจ่ายในครัวเรือนและจ้างแรงงาน ในหมู่บ้านเป็นคนทำปุ๋ย งบฯ กว่า 2 ล้านบาท(เป็นค่าแรงครึ่งหนึ่งและวัสดุอุปกรณ์ครึ่งหนึ่ง) แต่ปรากฏว่า ในการดำเนินการจริง คณะกรรมการและกลุ่มชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเอง กลับเป็นเกษตรอำเภอที่ไปให้ผู้รับเหมามาประมูลงานแล้วจัดหาอุปกรณ์มาให้ชาวบ้าน” หนังสือร้องเรียนระบุ

ทั้งให้รายละเอียดที่ส่อความไม่ชอบมาพากลว่า“กรรมการชุมชนไม่ได้เป็นคนสั่งซื้อขี้วัวขี้ไก่จากผู้รับเหมาที่เกษตรอำเภอหาให้ แต่เอกสารต่างๆของโครงการ ผู้รับเหมาจัดทำขึ้นเองทั้งหมด และให้กรรมการเซ็น อ้างว่าเป็นงานเร่งด่วน อีกทั้งราคาปุ๋ยผู้รับเหมาขาย กก.ละ 4 บาท ซึ่งแพงกว่าปุ๋ยที่ชาวบ้านทำขายเองคือ กก.ละ 2 บาท แต่เกษตรอำเภอ อ้างว่าปุ๋ยของชาวบ้านไม่พอ ไม่แห้ง ทำให้ต้องซื้อจากพ่อค้า ทั้งที่ การดำเนินการกันเองภายในกลุ่มยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ผู้รับเหมานำของมาลงให้เลย ซึ่งเป็นการเร่งรัดชาวบ้าน และปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งให้กรรมการชุมชนเซ็นเอกสารสั่งซื้อ โดยอ้างว่าจังหวัดเร่งให้เบิกเงินให้ผู้รับเหมา ทั้งที่ กรรมการยังไม่ตกลงว่าจะรับซื้อขี้วัวขี้ไก่ดังกล่าวหรือไม่”

เรื่องนี้มีการร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ผ่านศูนย์ดำรงธรรม และตอนนี้อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบ โดยเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจากกระทรวงเกษตรฯเข้ามาตรวจสอบแล้ว

รายงานของสำนักข่าวอิศรายังให้รายละเอียดเจ้าหน้าที่เกษตรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถ่ายภาพเอกสารหลักฐานต่างๆที่ชัดเจนมาก ฉะนั้นถ้าสอบจริงๆ ไม่ยากและไม่น่านานที่จะได้ข้อสรุปออกมา

ถึงตรงนี้ นอกจากกระทรวงเกษตรฯควรรีบจัดการแก้ไขความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่“ไม่บังควร”อย่างยิ่งแล้ว ยังนับเป็นบทเรียนที่ควรใส่ใจอีกครั้งว่า การทำโครงการใหญ่ๆที่มีความสำคัญต้องรอบคอบให้มากที่สุด ให้เวลาคนในชุมชนอย่างเพียงพอ ไม่ควรเร่งรีบเกินไป จะเกิดปัญหาได้ อย่ารีบร้อนเพียงเพราะต้องการเร่งสร้าง“ผลงาน”มากกว่าที่จะยึดประโยชน์เกษตรกรอย่างแท้จริง แล้วความเร่งรีบยังเปิดช่องให้เกิดการหาผลประโยชน์โดยมิชอบเอาง่ายๆด้วย

ซึ่งจะทำให้โครงการที่มีเจตนาและความตั้งใจดีๆ นอกจากจะไม่บรรลุผลสำเร็จตามที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้แล้ว ยังจะสร้างความเสื่อมเสียได้

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : อันตราย…สหรัฐฯบีบไทยนำเข้าหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290050

449007

ส่องเกษตร : อันตราย…สหรัฐฯบีบไทยนำเข้าหมู

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกำลังจะไปเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของประเทศ ตามคำเชิญของประธานาธิบดี“โดนัลด์ ทรัมป์”ภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

ที่จริงเรื่องเยือนสหรัฐฯนี้ ถูกทีมงานโฆษกรัฐบาลคสช.ตีปี๊บมาตั้งแต่เดือนเม.ย.แล้ว โดยระบุว่า ประธานาธิบดี “ทรัมป์” โทรศัพท์สายตรงมาเชิญพล.อ.ประยุทธด้วยตนเอง ตอนแรกคาดจะได้ไปช่วงก.ค.แต่จนแล้วจนรอด กำหนดวันเวลาที่แน่นอนก็ไม่คลอดเสียที กระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เห็นท่าสหรัฐฯคงล้มเลิกแผนให้ผู้นำไทยไปเยือนแล้ว…แต่ทีมงานรัฐบาล คสช.ก็ยืนยันไม่ล้มเลิกเพียงแต่ยังจัดตารางเวลาที่สะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่เรียบร้อยกระทั่งต้นส.ค.ที่ผ่านมา นายกฯบิ๊กตู่ก็ยืนยันเองว่าจะไปเยือนสหรัฐฯช่วงต.ค.นี้ ซึ่งมีข่าวว่าน่าจะไม่เกินกลางเดือน เพื่อกลับมาทันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

แม้ตอนนี้จะรู้แน่แค่ไปเดือนต.ค.ยังไม่ระบุช่วงวันที่เท่าไหร่ แต่นายกฯบิ๊กตู่และรัฐบาลคสช.ก็ให้ความสำคัญกับการไปเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มาก เพราะเท่ากับเป็นการยกระดับความยอมรับต่อรัฐบาลคสช.อย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯได้ลดความสัมพันธ์ต่อไทยนับตั้งแต่ คสช.รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 โดยไม่ยอมให้ผู้นำรัฐบาล คสช.เข้าสหรัฐฯ รวมทั้งกดดันให้เร่งคืนประชาธิปไตย จนช่วงหลังนี้ ถึงเริ่มผ่อนคลาย เพิ่งยอมให้นายกฯบิ๊กตู่เดินทางไปสหรัฐฯเพื่อประชุมสหประชาชาติได้

อย่างไรก็ตามท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯย่อมไม่ใช่เรื่องที่คำนึงถึงความสัมพันธ์อันยาวนานที่มีต่อไทยเป็นหลัก แต่เป็นเพราะเรื่องผลประโยชน์ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ฉะนั้นการที่ผู้นำไทยไปพบปะเจรจากับ“ทรัมป์” ย่อมมีหลายเรื่อง หลายเงื่อนไขที่สหรัฐฯต้องการที่จะให้ไทยตกลงปฏิบัติตามต่อไป เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯตามนโยบายของ“ทรัมป์”

แล้วก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและคนในแวดวงธุรกิจหมูของไทยพากันหวั่นวิตกจนรวมตัวกันไปยื่นหนังสือต่อนายกฯบิ๊กตู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และเคลื่อนไหวไปยังกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นคือเรื่องที่มีข่าวว่าสหรัฐฯต้องการให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าชิ้นส่วนสุกรจากสหรัฐฯ เพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้าที่มีต่อไทยมหาศาล…กลายเป็นประเด็นร้อนที่องค์กรของผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศนำโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้รวมพลังคัดค้านเต็มที่ ด้วยเหตุผลสำคัญเพื่อปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและปกป้องความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคชาวไทย

ทั้งนี้ เพราะสหรัฐฯเป็นผู้เลี้ยงหมูอันดับ 1 ของโลกมีต้นทุนการเลี้ยงต่ำกว่าไทยเกือบเท่าตัว ถ้าดัมพ์ชิ้นส่วนหมูในส่วนหัว ขาและเครื่องใน เข้ามาขายไทยเหมือนที่ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เจอมาแล้ว ราคาหมูไทยจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งไทยมีผู้เลี้ยงหมูรายย่อย-รายกลางถึง 75% จะขาดทุนหนักจนเลิกเลี้ยง หมดอาชีพแน่นอน

ที่สำคัญฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐฯมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็คโตปามีน) เพราะใช้ได้ถูกกฎหมาย ขณะที่สารดังกล่าวต้องห้ามเด็ดขาดตามกฎหมายไทย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 กับพ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้กวดขัดเข้มงวดจับกุมและลงโทษหนักกับผู้เลี้ยงที่ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง เพราะเป็นสารที่เสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็ง…

ดังนั้น หากปล่อยให้นำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะก่อปัญหาความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภคไทยเท่านั้น ยังส่งผลกระทบหนักต่อภาพลักษณ์“ครัวโลก”ของไทย จนเสียหายต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยด้วย เพราะทั้งสหภาพยุโรป,ญี่ปุ่น,จีนและรัสเซียที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ต่างก็มีมาตรฐานห้ามเรื่องสารเร่งเนื้อแดง

ความจริงสหรัฐฯกดดันให้ไทยนำเข้าชิ้นส่วนสุกรมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมพลังต่อต้าน รวมทั้งท่าทีกระทรวงเกษตรฯที่ยืนยันไม่เห็นด้วย จึงทำให้สหรัฐฯกดดันไทยไม่สำเร็จ หนนี้ก็มีข่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้ชงข้อมูลทางวิชาการเรื่องการใช้สารเร่งเนื้อแดงของสหรัฐฯให้นายกฯก่อนบินไปอเมริกาแล้ว…ดังนั้นทุกฝ่ายก็หวังว่า นายกฯบิ๊กตู่จะเจรจากับ“ทรัมป์”โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ ผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นหลัก อย่าได้จำนนต่อแรงกดดันของสหรัฐฯ

ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคสช.เคยทำได้ดีในการรับแรงกดดันของสหรัฐฯมาแล้ว ครั้งนี้ก็ขอให้ยืนหยัดให้สมศักดิ์ศรีต่อไป

ส่องเกษตร : ‘เช็คบิล’มหากาพย์โกงข้าวต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288837

449007

ส่องเกษตร : ‘เช็คบิล’มหากาพย์โกงข้าวต่อไป

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คงทราบกันทั่วไปแล้ว ตั้งแต่วันพิพากษาวันศุกร์25 สิงหาคมที่ผ่านมา กับ 2 คดีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งคดีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เธอ“หลบหนี”จนศาลต้องออก “หมายจับ” ให้นำตัวมารับฟังคำพิพากษาที่เลื่อนไปเป็น 27 กันยายน ส่วนคดี“จีทูจี”ตัดสินลงโทษรุนแรง 21 จำเลยสำคัญจาก 28 คน โดยเฉพาะนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ โดนจำคุก 42 ปี,นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ จำคุก 36 ปี และพ่อค้าข้าวตัวแสบ“เสี่ยเปี๋ยง”อภิชาติ จันทร์สกุลพร เจอโทษหนักสุดจำคุก48 ปี ทั้งยังต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายสูงถึง 16,912 ล้านบาท ด้วย

ในฐานะที่คอลัมน์นี้เขียนถึงโครงการรับจำนำข้าวและเฝ้าติดตามคดีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมาถึงจุดนี้ ถือเป็นข้อพิสูจน์เบื้องต้นได้เป็นอย่างดีว่า โครงการรับจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์มีการทุจริตมโหฬารเกิดขึ้นจริงๆ! จนนำไปสู่การพิพากษาของศาลให้ลงโทษอย่างหนัก ก็ต้องขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้

อย่างไรก็ตาม มหากาพย์แห่งการผลาญชาติในโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะเรื่องทุจริตโกงกินนั้น ไม่ใช่แค่ 2 คดีนี้เท่านั้น ยังมีคดีที่ต้อง “เช็คบิล” อีกมหาศาลนับพันคดีทีเดียว เฉพาะคดีเรื่องระบายข้าวแบบ“จีทูจีเก๊” ที่ตัดสินไปนี้แค่ 4 สัญญา แต่ยังมีการระบายข้าวจีทูจีอีก 8 สัญญา ที่อยู่ในขั้นตอนของป.ป.ช.อยู่ ตัวละครจำเลยส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกัน ฉะนั้นเห็นท่าว่า หลายๆคนมีสิทธิ “ตายคาคุก”

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เคยทำการศึกษาวิจัยพบว่า ตลอดขบวนการของโครงการจำนำข้าว มีการทุจริตถึง 20 รูปแบบ ในขั้นตอนต่างๆทั้ง 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การรับจำนำข้าว, เก็บรักษาข้าว ไปจนถึงการระบายขายข้าว…

คดีเกี่ยวกับการระบายขายข้าว นอกจากจีทูจีแล้ว ก็ยังมีเรื่องคดีทุจริต“ข้าวถุง” ที่อ้างจะนำข้าวที่จำนำไว้ไปบรรจุถุงขายราคาถูกให้คนจน แต่แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น นี่ก็ใกล้ที่คดีจะส่งขึ้นสู่ศาลแล้ว

ส่วนคดีทุจริตเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้าวที่มีทั้งการเวียนเทียน ลักลอบเอาข้าวดีออกไปขาย แล้วเอาข้าวเสื่อมมาสวมรอยแทน เรื่องสต๊อกลม ข้าวสูญหาย ไม่มีข้าวอยู่จริง ฯลฯ พวกนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ดูแลอยู่ถึง 990 คดี ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว มีการสรุปเบื้องต้นพบว่าทั้ง 990 คดีนี้ เป็นคดีข้าวในส่วนองค์การคลังสินค้า (อคส.) 720 คดี และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 270 คดี มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 139 คน แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ อคส. 93 คน และเจ้าหน้าที่ อ.ต.ก. 46 คน มีบริษัทตรวจสอบคุณภาพหรือเซอร์เวเยอร์ 59 บริษัท และเจ้าของคลังเก็บข้าว 231 ราย มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 1.47 แสนล้านบาท

ตามข่าวก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ท.จะชี้มูลความผิดแต่ละคดีภายในสิงหาคมนี้ เพื่อส่งอัยการสั่งฟ้องต่อไป นี่ก็สิ้นเดือนแล้ว ยังไม่เห็นป.ป.ท.แถลงผลคืบหน้าเสียที ไม่รู้มัวรีรออะไรอยู่

สำหรับคดีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น เป็นคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตอย่างมโหฬารในโครงการจำนำข้าว สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติหลายแสนล้านบาท ซึ่งวันพิพากษาที่เลื่อนไปเป็น 27 กันยายนนั้น ถ้ายังจับตัวเธอมารับฟังไม่ได้ศาลก็สามารถจะอ่านคำพิพากษา“ลับหลัง”ได้เลย

มีบางสื่อขึ้นหัวข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนไว้อย่างน่าสนใจว่า “ยิ่งลักษณ์เอาแต่ได้” เพราะถ้าวันที่ 27 กันยายน คำพิพากษาออกมาว่า “เธอผิด”ศาลสั่งลงโทษจำคุก ก็แน่นอนว่าจะหลบหนีต่อไป ไม่กลับเมืองไทยแน่ แต่ถ้าเกิดคำพิพากษา“ยกฟ้อง”เธอไม่ผิด เมื่อนั้นเธอก็จะกลับเมืองไทยมาชูคอใหม่

อย่างไรก็ตาม ผมเองไม่คิดว่า“ยิ่งลักษณ์”จะกลับเมืองไทยอีก ไม่ว่าผลคดี 27 กันยายนนี้ จะออกมาเป็น“บวก”กับเธอขนาดไหนก็ตาม เพราะไม่ใช่แค่คดีจำนำข้าวนี้เท่านั้น เธอยังมีคดีอีกมากมายถึง 8 คดีเป็น“ชนัก”ปักหลังอยู่ อาทิ คดีที่ร่วมกับครม.อนุมัติเงินชดเชยให้คนเสื้อแดงที่บาดเจ็บล้มตายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองรายละ 7.5 ล้านบาท รวมเงินกว่า 2 พันล้าน ทั้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ คดีนี้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว นอกจากนั้นยังมีคดีเกี่ยวการใช้งบประมาณในการบริหารจัดการน้ำ 2-3 คดี รวมถึงข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำฯวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2555 เป็นต้น

ผมจึงเชื่อว่า “ยิ่งลักษณ์”จะเป็นเช่นเดียวกับพี่ชาย“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องหนีคุกอยู่ต่างประเทศไปจนตลอดชีวิตแน่นอน!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : โครงการ 9101 ความหวังพลิกฟื้นเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287516

449007

ส่องเกษตร : โครงการ 9101 ความหวังพลิกฟื้นเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“โครงการ 9101 กับความหวังพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรไทย”

บทความกองบรรณาธิการเรื่อง“พลิกฐานะเกษตรกรไทย”กล่าวถึงโครงการ 9101 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีเป้าหมายพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรไทยให้พ้นความยากจน ไม่ว่าชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หรือชาวประมง โดยเน้นกิจกรรม 8 สาขาด้วยกันนั้น

อยากเรียนว่า ผมหวังเช่นเดียวกับท่านบรรณาธิการ เพราะเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ใช้งบประมาณมากกว่า 22,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกตำบลของประเทศ รวมทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) อีก 882 ศูนย์…แต่เมื่อได้รู้เห็นวิธีการปฏิบัติในพื้นที่ที่ผมมีโอกาสสัมผัสด้วยตนเอง ขอรวบรวมปัญหาที่พบหลายประการ ดังนี้

ก.เป็นโครงการที่เร่งรัด มีเวลาดำเนินการสั้นมาก สำหรับโครงการใหญ่ งบฯมาก เกี่ยวข้องกับเกษตรกรมากที่ต้องทำความเข้าใจนโยบายและวิธีปฏิบัติให้ผู้เข้าร่วม ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรชุมชนละ 500 คน

ข.ภายใต้เวลาที่สั้น ทำให้การรวบรวมสมาชิกแต่ละชุมชนไม่ผ่านกระบวนการที่ให้เกษตรกรได้เข้าใจหลักการและเป้าหมาย ส่วนใหญ่กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต.หรือส่วนราชการจะรวบรวมคนเอง ซึ่งได้ผู้เข้าร่วมที่ใกล้ชิดกลุ่มคนเหล่านี้ และเป็นกลุ่มที่มักได้รับประโยชน์จากโครงการรัฐมาตลอด

ค.โครงการ 9101 จัดสรรงบฯให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท มีเงื่อนไขต้องจ่ายเป็นค่าแรงให้ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณ ที่เหลือใช้สนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการที่นำเสนอโดยการทำประชาคมของชุมชน

ง.แต่ด้วยเวลาที่สั้นกระชั้นชิด กิจกรรมที่เสนอโดยชุมชน ส่วนใหญ่ไม่ผ่านขั้นตอนการทำประชาคม โครงการส่วนใหญ่เกิดจากข้อเสนอผู้นำชุมชนร่วมกับข้าราชการ ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาคมชุมชน

จ.ดังนั้นกิจกรรมส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องทำปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งทำได้ง่าย แต่กิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามนโยบายกระทรวงฯ เช่น การจัดการฟาร์มการจัดการศัตรูพืช การแปรรูป การปศุสัตว์ขนาดเล็กและการประมง มีจำนวนน้อยมาก เพราะทำได้ยากและต้องใช้เวลา

ฉ.โครงการ 9101 ที่ประสบความสำเร็จน่าจะมีเพียงประการเดียวคือ การอัดฉีดเงินลงไปในชนบทที่จ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ แต่ด้านความยั่งยืนของกิจกรรมตามนโยบายคงจะไม่เกิดขึ้น

จากปัญหาที่ผมรวบรวมมานี้ ความหวังที่โครงการนี้“พลิกฐานะเกษตรกรไทย”ให้พ้นความยากจนอย่างยั่งยืน ไม่น่าจะประสบความสำเร็จ เพราะจะไม่มีความยั่งยืนที่ก่อรายได้ให้กิจกรรมดำเนินการได้ตลอดไป เพราะเมื่อจ่ายค่าจ้างแรงงานให้เกษตรกร เบิกจ้างงบฯทำกิจกรรมหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจบลง “จ่ายเงินครบก็จบกัน”

ผมเคยคิดว่าถ้ามีงบฯมากขนาดนี้ น่าจะดำเนินการตามแนวพระราชดำริจัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ทุกตำบล ตำบลละ 1 แปลงแปลงละประมาณ 20 ไร่ จะได้ตัวอย่างโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทุกตำบลทั่วประเทศ โดยงบฯ 2.5 ล้านบาทต่อ 1 แปลง สามารถเบิกจ่ายตามวัตถุประสงค์กระทรวงเกษตรฯ คือ

1.เป็นค่าจ้างแรงงานเกษตรกร ไม่ต่ำกว่า 50% หรือไม่ต่ำกว่า 1.25 ล้านบาท

2.เป็นค่าปัจจัยการทำกิจกรรมแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ แบ่งพื้นที่ 20 ไร่เป็นแหล่งน้ำ 30% นาข้าว 30% แปลงเกษตรผสมผสาน 30% เช่น ปลูกพืชผัก ปลูกไม้ผล ร่วมกับเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู และเลี้ยงปลาในแหล่งน้ำที่พัฒนาขึ้น อีก 10% เป็นที่อยู่อาศัย ทำกิจกรรมรอบๆ ที่อยู่อาศัยในลักษณะเกษตรผสมผสาน ซึ่งหมายความว่างบฯกิจกรรมใช้จ้างเครื่องจักรกลมาขุดสระน้ำ ส่วนการเตรียมพื้นที่แปลงนา พื้นที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ก็จ่ายเป็นค่าจ้างแรงเกษตรกรที่ร่วม ซึ่งอาจเบิกจ่ายตามช่วงเวลาที่มาทำงาน และงบฯอีกส่วนใช้ซื้อปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์ข้าว พันธุ์ผัก พันธุ์ไม้ผล พันธุ์เป็ด-ไก่ พันธุ์หมูและพันธุ์ปลา สุดท้ายอาจกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าจ้างเกษตรกรที่จะดูแลพื้นที่และกิจกรรมในโครงการนี้ตลอดไป เมื่อมีผลผลิตขึ้น อาจแบ่งปันบริโภคภายในชุมชน เหลือก็ขายเป็นรายได้ นำมาเป็นค่าใช้จ่ายดูแลโครงการ โดยไม่ต้องอาศัยงบฯจากรัฐบาลอีกต่อไป

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ผมได้พิจารณาว่าแปลงตัวอย่างโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 จะอยู่ในทุกตำบลทั่วประเทศ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรและชุมชนได้น้อมนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนต่อไป ซึ่งจะเกิดความยั่งยืนและน่าจะพลิกฟื้นฐานะของเกษตรกรได้ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

ผมได้รับจดหมายที่บรรณาธิการ“แนวหน้า” ส่งต่อมา เป็นจดหมายของคุณอนันต์ ดาโลดม แสดงความคิดเห็นต่อบทบรรณาธิการเรื่อง “พลิกฐานะเกษตรกรไทย” ตั้งหัวเรื่องว่า“โครงการ 9101 กับความหวังพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรไทย”…คุณอนันต์เป็นลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ ผ่านตำแหน่งใหญ่มาหลายกรม แม้เกษียณแล้ว ก็ยังห่วงใยภาคการเกษตร ข้อคิดความเห็นมีสาระประโยชน์ควรต่อการรับฟัง ผมจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ โดยขอตัดทอนให้พอเหมาะกับเนื้อที่คอลัมน์ ครับ…

อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย