ส่องเกษตร : สำนักงาน‘น้ำ’แห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286328

449007

ส่องเกษตร : สำนักงาน‘น้ำ’แห่งชาติ

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรี-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญทั้งการพูดและลงมือผลักดันเรื่องการแก้ไขปัญหา “น้ำ” มากเป็นพิเศษ ซึ่งก็สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดอุทกภัย น้ำท่วมหนักมากในหลายภาค หลายสิบจังหวัดของประเทศไทยในเวลานี้ ที่ทำให้ผู้คนหันกลับมาสนใจเรื่อง“น้ำ”อีกหน

ช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว นายกฯประยุทธ์ได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อถวายรายงานการทำงานของรัฐบาล โดยมีการเปิดเผยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานพระบรมราโชบาย 9 เรื่องให้นำไปปฏิบัติ…

ซึ่งเรื่องที่ทรงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ทรงห่วงใยประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ทรงมีรับสั่งให้ช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและทั่วถึงลดภาระการซ้ำซ้อน สิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ก็จะพระราชทานความช่วยเหลือให้อย่างที่ทรงทำอยู่ นอกจากนี้ ยังทรงมีรับสั่งให้แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นแต่ละพื้นที่ไป ถ้ายังไม่สามารถดำเนินการภาพรวมใหญ่ๆทั้งหมดได้ ก็ให้ทยอยดำเนินการไป…จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยที่กำลังเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง

หลังเข้าเฝ้าฯ ในวันต่อมานายกฯประยุทธ์ก็ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มอบนโยบาย ให้แนวทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคิดถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการปัญหาน้ำทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1.น้ำอุปโภคบริโภค 2.น้ำเพื่อภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม 3.น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์รวมทั้งที่เพิ่มเติม แยกออกมาให้ความสำคัญคือ 4.ปัญหาน้ำท่วม และ 5.ปัญหาน้ำแล้ง

ขณะที่ผลการประชุม ยังมีมติเห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้มีเอกภาพและรวดเร็วมากขึ้น โดยจะย้ายหน่วยงานกรมทรัพยากรน้ำจากที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกฯ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะโอนภารกิจหน้าที่,บุคลากร มาอยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่ ให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์เร่งด่วน ทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและน้ำแล้ง

โดยนายกฯเตรียมจะใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งคสช.ในเร็วๆ นี้ เพื่อจัดตั้ง“สำนักงานบริหารจัดการน้ำ” ดังกล่าว เพื่อให้การทำงานที่เป็นเอกภาพต่อไป

และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นหลักที่นายกฯ ประยุทธ์นำไปบอกกล่าวประชาชนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ที่ออกอากาศทางทีวีทุกช่องช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาให้ได้รับทราบถึงความจำเป็นต้องปรับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้าง อาทิ การมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจดูแลเรื่องน้ำในด้านต่างๆอยู่ถึง 30 หน่วยงาน ภายใต้ 10 กระทรวง ทำงานกันสลับทับซ้อน อีกทั้งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย จนเกิดความล่าช้า ไม่สามารถผลักดันการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้ก้าวหน้าได้รวดเร็วเท่าที่ควร เป็นต้น

นายกฯประยุทธ์ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ริเริ่มจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ระยะยาวขึ้น และดำเนินการตามแผนประสบความสำเร็จไปมาก หากสามารถแก้ไขอุปสรรคต่างๆที่คอยฉุดรั้งอยู่ ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำซึ่งรัฐบาลถือเป็นวาระเร่งด่วนสำคัญ ต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ จึงมีแนวทางจะตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ให้มาสังกัดสำนักนายกฯ โดยยุบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้แก้ไขปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนของงานและงบประมาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานปฏิรูปและบูรณาการการทำงานของส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.น้ำ ที่สนช.กำลังดำเนินการอยู่ด้วย

ครับ คงต้องติดตามดูกันไปว่า “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีนี้ จะสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพได้จริงหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านๆมานั้นใช่ว่า จะไม่เคยพูดหรือไม่เคยทำในเรื่องที่จะ “สร้างเอกภาพ”นี้ แต่ก็ได้แต่พูด โดยที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จเลย

โดยเฉพาะเมื่อโครงการบริหารจัดการน้ำต่างๆ คิดเป็นเงินนับพันๆล้าน,หมื่นๆล้าน ถึงแสนล้าน ล้วนแต่ต้องใช้เม็ดเงินสูงๆ ยั่วยวนใจในการหาผลประโยชน์ทั้งที่ชอบและมิชอบ จนทุกหน่วยงานต่างก็อยากจะ“ฮุบ”ไว้ทำเอง การบูรณาการรวมกันจึงเป็นเรื่องยากมากมาตลอดของหน่วยราชการไทย…ก็เอาใจช่วย หวังว่า ยุคคสช.ของท่านนายกฯประยุทธ์จะทำได้ ประโยชน์ส่วนใหญ่จากโครงการน้ำ จะได้ตกแก่ประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรไทยตาดำๆ ไม่ใช่ตกหล่นเข้ากระเป๋าคนคิดมิชอบมากกว่า

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : อย่าให้ชาวนาตกเป็นเครื่องมือการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285136

449007

ส่องเกษตร : อย่าให้ชาวนาตกเป็นเครื่องมือการเมือง

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้ไปตลอดทั้งเดือนสิงหาคม เรื่องของ2 คดีโครงการจำนำข้าวทั้งคดีทุจริตระบายข้าว “จีทูจีเก๊”และคดีที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโกงกินอย่างมโหฬารสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาทให้กับประเทศชาติ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 25 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก็คงมีกระแสข่าวให้ผมต้องหยิบยกมาเขียนถึงในคอลัมน์นี้เป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้าง สลับคละเคล้าไปกับเรื่องอื่นๆ เพราะต้องถือเป็นคดีใหญ่ คดีประวัติศาสตร์ที่มีผลทั้งต่อสถานการณ์บ้านเมืองและต่อแนวทางในการออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรโดยเฉพาะเรื่อง“ข้าว”ในอนาคตด้วย

อย่างตอนนี้ ยิ่งใกล้วันพิพากษาเข้ามาเท่าไหร่ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมพร้อมและวางมาตรการในการดูแลความสงบเรียบร้อยต่างๆ ไม่ให้เกิดเหตุเลวร้ายหรือเหตุความไม่สงบต่างๆ ขึ้น ทั้งก่อนและหลังการพิพากษา

ซึ่งการเตรียมพร้อมเหล่านี้ ไม่เพียงหน่วยงานราชการด้านความมั่นคงเท่านั้น แม้แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ท่านรัฐมนตรี “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ได้สั่งการในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงตั้งแต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ให้เตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์วันพิพากษาคดีจำนำข้าว 25 สิงหาคมนี้อย่างใกล้ชิด ตลอดจนหลังจากวันตัดสิน อาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมา ก็ต้องติดตามดูให้ดี ถึงแม้กระทรวงเกษตรฯไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่อยู่ใกล้ชิดเกษตรกร ต้องคอยดูแลให้เกิดความเรียบร้อยด้วย…

ถูกต้องเลยครับ…เพราะถึงแม้คดีดังกล่าว ดูจะเป็นคดีการเมือง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า โครงการประชานิยม“จำนำข้าว” นั้น มีเกษตรกรชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ “ลุ่มหลง” ไปกับน้ำตาลเคลือบยาพิษของมัน จนยอมตัวสนับสนุนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา เมื่อถูกปลุกระดมให้เข้ามาเป็นกำลังใจ เข้ามาช่วยเหลือเธอ ก็พร้อมจะมากัน แล้วก็อาจจะเกิดบานปลายไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกร จึงควรที่จะช่วยรัฐบาลในการทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกร ดูแลอย่าให้ตกไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญคือ “ความเชื่อถือ” ถ้ามีการทำงานที่เข้าถึง
ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง จริงใจจนเป็นที่ยอมรับ จะไปพูดบอกกล่าวเรื่องใดๆ ก็ย่อมได้รับการเชื่อถือ รับฟังด้วยดี

ยิ่งในเวลานี้ พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัญหาราคาพืชผลตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา แล้วยังมาเจอภัยธรรมชาติ อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ ทำลายเรือกสวนไร่นาคิดเป็นพื้นที่ภัยพิบัตินับล้านๆไร่ ความช่วยเหลือต้องเร็ว ให้ถึงมือ ให้ทันการณ์ ให้ได้มากที่สุด อย่าให้ความเดือดร้อนต้องยืดเยื้อ กระทั่งกลายเป็นความเจ็บแค้น จน“สุกงอม”พร้อมจะรองรับการปลุกระดม กลายเป็นปัจจัยผสมโรง ให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกเป็นประเด็น เพื่อดึงเอาเกษตรกรไปร่วมเป็นเครื่องมือในคดีจำนำข้าวได้ง่ายๆ

รัฐบาลก็มีมาตรการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว เพียงแต่กลไก มือไม้อย่างข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ต้องรับลูกไปปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

ว่าถึงตรงนี้ ก็มีข่าวล่าสุดเข้ามาพอดีว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเรียบร้อยแล้ว แต่งตั้งให้รองปลัดฯเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ หลังจากเลื่อนการพิจารณามาจากอังคารที่แล้ว พร้อมกับแต่งตั้งโยกย้ายซี 10 อีก 4 คนคือ นางสาวจริยา สุทธิไชยา จากเลขาฯสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและนางดุจเดือน ศศะนาวิน จากเลขาฯสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ทั้ง 2 คนไปเป็นรองปลัดกระทรวงฯ, นายสุรจิตต์ อินทรชิต จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯเป็นเลขาธิการสปก.-สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนายโอภาส ทองยงค์ ผู้ตรวจฯอีกคน เป็นเป็นอธิบดีตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมกันนี้ครม.ยังมีมติตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอของบฯกลาง 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม 35 จังหวัด 5.7 แสนครัวเรือน โดยชดเชยครัวเรือนละ 3,000 บาท

ก็ต้องยินดีด้วยกับปลัดฯคนใหม่ และหวังว่า งานแรกกับการช่วยเหลือซับน้ำตาพี่น้องเกษตรกร ร่วมทั้งดูแลให้ข้าราชการในพื้นที่ช่วยทำความเข้าใจกับเกษตรกรไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะทำได้เข้าตา“บิ๊กฉัตร” และเข้าตานายกฯ
บิ๊กตู่ ไม่ให้ถูก “เอ็ด” เหมือนตอนเป็นอธิบดีกรมชลประทานอีก

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282659

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(จบ)

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รายงานของสปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ฉบับสรุปสำหรับผู้บริหาร ที่รัฐบาล คสช.โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม เป็นประธานได้รับลูกนำไปผลักดันแล้ว มาว่ากันต่อตอนสุดท้ายเลยครับ….

………………………………………..

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

องค์ประกอบของการเป็นเมืองข้าว

1) การขับเคลื่อนโซ่แห่งคุณค่าข้าวทั้งเกษตรกรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 2) ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวครบวงจร 3) ส่งเสริมการผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรมด้วยการสนับสนุนมาตรการทางการคลัง 4) การใช้แนวทางสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโอกาสเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ5) การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการส่งเสริมอัตลักษณ์จังหวัด (Provincial Brand) 6) ศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายข้าวเชิงพาณิชย์ทั้งภายในและการส่งออก (ต้นแบบของประเทศ) 7) ศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสัมฤทธิผลของโครงการ 8) การขับเคลื่อนเชื่อมโยงไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวอย่างยั่งยืน

จากองค์ประกอบข้างต้นแนวทางการแก้ปัญหาข้าวในรูปของเมืองข้าวนำร่องโดยใช้จังหวัดนำร่องและขับเคลื่อน ด้วย “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องข้าวครบวงจร” จากการศึกษาพบว่า “จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเหมาะสมเป็นเมืองข้าวนำร่องของประเทศ” เนื่องจากศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ตรงศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งน้ำและระบบชลประทานตลอดปีจากเขื่อนลำปาวซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี นอกจากนี้ด้านโลจิสติกส์สามารถเชื่อมโยงกับระบบรางคู่ผ่านชุมทางจิระ (จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งในอนาคตจะมีศูนย์รวบรวมตู้สินค้า (ICD) เพื่อให้เกิดการขนส่งทางรางสู่ท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ทางจังหวัดเสนอพื้นที่ 1,500 ไร่ เป็นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพื้นที่ติดถนนไฮเวย์ เส้นทางอีสต์เวสต์คอริดอร์ส ซึ่งมีเอกชนพร้อมที่จะลงทุน

แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเมืองนำร่องในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ ภาครัฐและเอกชน มีความพร้อม โดยมีการตั้งคณะ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัด ขณะเดียวกันภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและหอการค้าจังหวัด มีความกระตือรือร้นต้องการขับเคลื่อนและพร้อมที่จะให้เกิดการลงทุน โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจัดทำรายงานการศึกษาฯ เพื่อที่จังหวัดจะได้นำไปต่อยอดให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0และให้มีมติคณะรัฐมนตรีสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นเขตส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ด้านมาตรการทางการคลังขอให้มีการพิจารณากิจการที่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ เช่น การผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรม โรงสีไฮเทค อุตสาหกรรมและนวัตกรรมการแปรรูปข้าว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าว เช่น โรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย ปัจจัยการผลิต ฯลฯ โดยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

อย่างไรก็ดี หากจะปฏิรูปชาวนาและคุณภาพชีวิตที่ดีจะต้องขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นเกษตรกรรมที่ใช้นวัตกรรมให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าข้าว ด้วยการพัฒนาให้เกิดเป็นเมืองข้าวนำร่องของประเทศ และนำผลที่ได้ทั้งความสัมฤทธิผลหรือความล้มเหลวไปสังเคราะห์ต่อยอดปรับปรุงเพื่อนำไปใช้พัฒนาในพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อให้เป็นการปฏิรูปข้าวทั้งโครงสร้างและยกระดับรายได้คุณภาพชีวิต และปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรชาวนาได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ข้อจำกัดของการศึกษา รายงานการศึกษานี้เป็นการศึกษาเฉพาะเมืองข้าวนำร่อง ไม่ใช่ศึกษาข้าวทั้งระบบ เป็นการศึกษาด้วยข้อมูลทุติยภูมิและการได้ข้อมูลจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานให้ข้อมูลเป็นส่วนๆ ทำให้ยากต่อการเชื่อมโยง อีกทั้งด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องของเวลา และด้านเทคนิค ทำให้ไม่สามารถสอบถามข้อมูลที่ต้องการได้จากหน่วยงานซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ รวมถึงเรื่องที่ศึกษา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลค่อนข้างจำกัด”

……………………………….

ทั้งหมดนี้คือบทสรุปผลศึกษาของสปท.ที่กำลังถูกนำไปผลักดันเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ต้องตามดูต่อไปว่าจะประสบผลสำเร็จเพียงใด แต่ก็ต้องให้กำลังใจเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวอย่างยั่งยืนและเพื่อเกษตรกรชาวนาของไทยเรา

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281399

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(2)

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มาว่ากันต่อกับรายงานของสปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “นำร่องเมืองข้าว:จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ที่รัฐบาล คสช.โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมเป็นประธาน ได้รับลูกมาผลักดันแล้ว….

………………………………………..

(ต่อจากสัปดาห์ก่อน)

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยประมาณ 61-62 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวและครึ่งหนึ่งของเกษตรกรเป็นชาวนา การแก้ปัญหาข้าวที่ผ่านมาเป็นการขับเคลื่อนเชิงเดี่ยว เช่น การแก้ไขเชิงสงเคราะห์ การเพิ่มเงินกู้เพื่อนำไปคืนเงินกู้
กลับกลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับเกษตรกร นโยบายการลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดอุปทานส่วนเกินโดยให้เกษตรกรไปทำอาชีพอื่นซึ่งตนเองไม่มีองค์ความรู้ และไม่มีหลักประกันด้านรายได้ในอนาคต

การแก้ปัญหาข้าวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นแบบประชานิยม และหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่กับเกษตรกรชาวนา

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข้าวต้องเข้าใจว่า ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลรู้ปัญหาข้าวและความยากจนของเกษตรกรชาวนา แต่ด้วยวิธีการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน มุ่งเน้นแต่ด้านอุปทานต้นทาง โดยไม่เชื่อมโยงกับตลาด การแก้ปัญหาจึงวนเวียนอยู่กับพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้งความล้มเหลวของ การลดพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งยิ่งลด ผลผลิตกลับยิ่งมากขึ้น การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย เช่น โครงการประชานิยม รับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด อาจแก้ปัญหาได้ระยะสั้น แต่ทำให้สต๊อกข้าวสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะระบายสต๊อกได้หมด ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวระยะยาว อีกทั้งการแก้ปัญหาชาวนาด้วยการโยกหนี้ กลับเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกร

จากการศึกษาพบว่า การแก้ปัญหาข้าวแบบเหวี่ยงแหไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะอนาคตข้าวจะมี
การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงทั้งจากเกษตรกรที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้อุปทานข้าวส่วนเกินจะสูงขึ้น กอปรกับทั้งประเทศผู้นำเข้ามีการขยายพื้นที่เพาะปลูกและมีนโยบายที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้า ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยต่ออนาคตของเกษตรกรชาวนา

“เมืองข้าวนำร่อง”

ดังนั้น เพื่อให้มีการแก้ปัญหาดังกล่าว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงได้ทำการศึกษาฯเพื่อให้เกิดเมืองข้าวนำร่องของประเทศ ซึ่งนำร่องโดยจังหวัดกาฬสินธุ์และใช้กลไกขับเคลื่อนด้วยเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนการผลิต ข้าวคุณภาพเชิงอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นรูปแบบของการพัฒนาเชิงพื้นที่เป้าหมายซึ่งมีศักยภาพ โดยใช้แนวทางผลักดันเมืองข้าวนำร่องซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง มีการบูรณาการทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานข้าว ตั้งแต่โรงสี อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี ปัจจัยการผลิต

ซึ่งจะต้องมีกลไกกระจายเฉลี่ยผลประโยชน์กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในเบื้องต้นเห็นว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เพาะปลูกและจำนวนเกษตรกรมากที่สุด แต่ชาวนากลับเป็นภาคส่วนที่มีความยากจนสูงสุดของประเทศ เห็นได้จาก 10 จังหวัดยากจนสุดของประเทศ พบว่า 8 จังหวัดอยู่ใน ภาคอีสาน

การแก้ปัญหาข้าวโดยใช้ต้นแบบเชิงพื้นที่ โดยนำร่องด้วยจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะหากแก้ปัญหาโจทย์นี้ได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาข้าวได้ทั้งประเทศ

หมดสัมปทานพื้นที่คอลัมน์ในวันนี้เพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปต่อเรื่องของ “กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว”
จากรายงานของสปท.กันอีกตอนในสัปดาห์หน้าเป็นตอนสุดท้ายที่จะจำแนกถึงองค์ประกอบการเป็นเมืองข้าว

โปรดติดตามต่อสัปดาห์หน้าครับ

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบเมืองข้าว(1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280135

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบเมืองข้าว(1)

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมเป็นประธาน พิจารณาเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเกษตรโดยเฉพาะข้าว โดยเสนอให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบ ในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อจัดตั้ง“เขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองข้าว”

คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินหรือ กขป.นั้น รัฐบาลตั้งขึ้นมา 6 คณะด้วยกัน เพื่อเร่งรัดปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งคณะที่ 5 ที่“บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ดูแลการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งเรื่องความมั่นคง,ลดความเหลื่อมล้ำ, การเกษตร,ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ข้อเสนอให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบ “เมืองข้าว” นี้ มีวัตถุประสงค์ผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมครบวงจรตามแนวทางที่สปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปข้าวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และสนับสนุนการผลิตข้าวแปลงใหญ่ ใช้แนวทางสหกรณ์

เรื่องนี้นับเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจยิ่ง ผมจึงขออนุญาตนำรายงานของสปท.ดังกล่าวมาเผยแพร่ โดยเป็นรายงานชื่อว่า“นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ในฉบับสรุปสำหรับผู้บริหาร ซึ่งคงจะต้องกินเนื้อที่คอลัมน์นี้ต่อเนื่องสัก 2-3 ตอน…

มาเริ่มดูรายงานชิ้นนี้กันเลยครับ

……………………………….

การแก้ปัญหาข้าวของประเทศเกี่ยวข้องกับเกษตรกร 3.5 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพยากจน เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศซึ่งเป็น ผู้ส่งออกข้าว อีกทั้งด้านปัจจัยการผลิตของไทยมีต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ปัญหาดินเสื่อมโทรม การเข้าถึงแหล่งน้ำ โดยกว่าร้อยละ 75 ของพื้นที่เกษตรไม่สามารถเข้าถึงระบบชลประทาน

จากสภาวะดังกล่าวอนาคตข้าวไทยในลักษณะเกษตรกรรมพื้นฐาน 1.0 อาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ จำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนปฏิรูปข้าว ทั้งโครงสร้างในลักษณะองค์รวม ด้วยการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตข้าวด้วยการส่งเสริมการทำนาเกษตรแปลงใหญ่เชิงภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร อีกทั้งจะต้องมีการส่งเสริมโรงสีข้าวสมัยใหม่ที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 อุตสาหกรรมแปรรูปข้าว การเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ การต่อยอดกับงานวิจัยเชิงพาณิชย์ โดยต้องนำเกษตรกรชาวนาเข้ามาเป็นศูนย์กลางของการปฏิรูปตลอดห่วงโซ่คุณค่าข้าว ซึ่งจะท้าให้เกิดการขับเคลื่อนแก้ปัญหาข้าวอย่างบูรณาการในลักษณะ “Farm to Table”

บนบริบทแห่งการเปลี่ยนแปลง อนาคตข้าวไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่และอุปทานข้าวทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆที่นับวันจะสูงขึ้น ในช่วงที่ ผ่านมาปริมาณข้าวส่วนเกินของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.20 แต่ปริมาณการส่งออกข้าวของโลกกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 9.53 ทั้งนี้ ในช่วงตั้งแต่ปี 2554 ขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทย ในตลาดโลกลดลงอย่างชัดเจน มีประเทศส่งออกทั้งจากภูมิภาคและนอกภูมิภาคเข้ามาแข่งขันด้านราคา เช่น อินเดียซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ขณะที่เวียดนามมีศักยภาพทั้งด้านราคาและคุณภาพที่จะเข้ามาเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทย นอกจากนี้ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกสำคัญ เช่น ปากีสถาน สหรัฐอเมริกา เมียนมาร์ กัมพูชาซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของไทยลดลงจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20

จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตร ใน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ พบว่า การแข่งขันข้าวในอนาคตจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะลดน้อยถอยลง

การขับเคลื่อนปฏิรูปข้าวจะต้องมีการ เชื่อมโยงห่วงโซ่ข้าวตลอดทั้งระบบ (Rice Value Chain) หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา ทิศทางข้าวต้องมุ่งไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าววิตามิน ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษ ข้าวสำเร็จรูป ฯลฯ เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมการผลิต และการมีมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งหมด เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างข้าวไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

หมดสัมปทานพื้นที่คอลัมน์ตอนนี้แค่นี้ก่อน สัปดาห์หน้าว่ากันต่อครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จากวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่วิกฤติหนี้ครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/278987

449007

ส่องเกษตร : จากวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่วิกฤติหนี้ครัวเรือน

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“2 กรกฎาคม” วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 20 ปี ของการที่ประเทศไทยประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” เมื่อปี 2540 ที่กลายเป็นวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรา

ใครที่ผ่านยุคนั้นมา คงจำกันได้ไม่มีวันลืมกับภาวะประเทศที่ “ล้มละลาย” หนี้สินของประเทศสูงท่วมหัว จนรัฐบาลยุคนั้นคือ รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องเอาประเทศไป“จำนำ”กับ IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยยอมรับปฏิบัติตามกับเงื่อนไขอันสุดโหดร้าย เพื่อให้ได้เงินกู้“ก้อนใหญ่”มาใช้กอบกู้เศรษฐกิจที่ล่มสลาย ในขณะที่ภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินจำนวนมาก ต้องปิดตัวเองหรือขายกิจการให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นใหญ่แทนเพราะหนี้สินที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจต่างๆเพื่อการเก็งกำไร ปั่น“ฟองสบู่”เศรษฐกิจช่วงก่อนหน้านั้น กลายเป็น“หนี้เน่า”ก้อนมหึมา ยามเมื่อ“ฟองสบู่แตก” ส่วนธุรกิจทุกภาคส่วนก็ต้องพังพาบเพราะ “หนี้” ท่วม จนพากัน“ล้ม”ระเนระนาด เศรษฐีพลันกลายเป็นยาจกในพริบตา มนุษย์เงินเดือนตกงานนับล้านๆคน อนาคตมืดมนไปทั่ว

ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น สาเหตุใหญ่ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็เป็นผลมาจาก“หนี้สิน”ที่เกิดขึ้นจากความโลภและการใช้จ่ายที่เกินตัวอย่างไร้วินัย นำมาสู่วิบัติอย่างถ้วนทั่ว

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติ“ต้มยำกุ้ง”อันเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย ก็ยังนับเป็นความโชคดีอย่างมากที่มีภาคการเกษตรเป็น “หลังพิง”
ให้คนไทยผู้“ตกงาน”หลายล้านคนซึ่งกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนในช่วงนั้น ได้อาศัยภาคการเกษตรในการปักหลักหยัดยืน ในการอยู่กินเพื่อมีชีวิตรอดและค่อยๆฟื้นตัวกลับขึ้นมาใหม่

และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้ กลายเป็นทั้งแนวทางในการดำเนินชีวิตและเป็นขวัญกำลังใจให้ยืนหยัดต่อไปอย่างไม่ท้อถอย…กระทั่งผ่านคืนวันอันโหดร้ายเหล่านั้นไปได้

ในวาระครบรอบ “20 ปีของวิกฤติต้มยำกุ้ง”นี้ ได้มีทั้งกูรู ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจต่างๆอยู่มากมาย ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งในแง่การสรุปบทเรียน จนถึงการเปรียบเทียบภาวะเงื่อนไขปัจจัยต่างๆกับภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์ไปสู่อนาคตข้างหน้า

ดูเหมือนที่เป็นความมั่นใจร่วมกันอย่างสำคัญก็คือ ประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะแบบวิกฤติต้มยำกุ้งซ้ำขึ้นมาอีก ทั้งนี้เพราะเงื่อนไขสภาพการต่างๆทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก ตลอดจนสถาบันการเงินที่เป็นต้นตอของวิกฤติในครั้งนั้น ได้อาศัยบทเรียนที่เกิดขึ้น ปรับตัว สร้างกลไกป้องกันที่ดีขึ้นมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่เกิดวิกฤติแบบ“ต้มยำกุ้ง”อีก แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทย ก็ยังมีความน่าห่วงมากๆในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่อง“หนี้สิน”ตัวสำคัญคือ“หนี้ครัวเรือน” ที่ถีบตัวสูงขึ้นมาก

หลังวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เริ่มคลี่คลายดีขึ้น ในปี 2543 หนี้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 6.84 หมื่นบาทต่อครัวเรือน แต่มาถึงปี 2559 ที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับสูงกว่า 2.48 แสนบาทต่อครัวเรือน เป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนทั้งประเทศของไทยปัจจุบันพุ่งมาอยู่ในระดับที่สูงมากถึง 80% ของจีดีพี (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายต่างห่วงใย

หนี้ครัวเรือนมีอัตราพุ่งสูงมากในช่วงของรัฐบาลที่ใช้นโยบาย“ประชานิยม”ทั้งในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และยิ่งพุ่งลิ่วในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีโครงการรถคันแรกยั่วกิเลสให้ชาวบ้านก่อหนี้กันไม่ลืมหูลืมตา

แม้ตั้งแต่ปลายปี 2559 เป็นต้นมาหนี้ครัวเรือนเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากภาวะฝืดเคืองช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดอาการหมดแรง
ไม่มีปัญญาก่อหนี้เพิ่ม แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ค้างเติ่งอยู่ในระดับสูง ก็ยังน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง…อาจจะไม่มีวิกฤติแบบ“ต้มยำกุ้ง”เกิดขึ้นอีก แต่ถ้าเกิดหนี้สินในระดับฐานรากคนรากหญ้า ทวีเป็น“วิกฤติ”ขึ้นเมื่อใด ระดับความร้ายแรงก็ต้องไม่น้อยแน่

หลัก“เศรษฐกิจพอเพียง”จึงยังเป็น“เสาหลัก”สำคัญที่ทุกฝ่ายพึ่งยึดถือปฏิบัติกันให้มั่นคง เพื่อมิให้วิกฤติเศรษฐกิจ
ใดๆ มาแผ่วพานได้

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ทำไม…หยุดยึดทรัพย์‘โกงข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277705

449007

ส่องเกษตร : ทำไม…หยุดยึดทรัพย์‘โกงข้าว’

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงเรื่อง“มรดกบาป”โครงการจำนำข้าวใกล้สิ้นสุดแล้ว โดยว่าถึงการระบายข้าว“สต๊อกรัฐ”กว่า 18 ล้านตันที่กำลังจะหมดในไม่กี่เดือนนี้ หมดสิ้นภาระแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยราคาตกต่ำมาหลายปีเสียที ทั้งยังวาดหวังผลลัพธ์ที่สาสมสำหรับคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนข้อหาทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีปล่อยปละ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนรัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาทและคดีทุจริตระบายข้าว “จีทูจีเก๊” ที่ 2 อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์“บุญทรง เตริยาภิรมย์ -ภูมิ สาระผล”กับพวก 28 รายตกเป็นจำเลย ทั้ง 2 คดีต่างก็จะสิ้นสุดการไต่สวนพยานภายในก.ค.นี้ คาดว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาราวก.ย.หรือภายในปีนี้

ตามความเข้าใจเดิมเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดภายใน “ศาลเดียว”เหมือนเช่นคดีอื่นๆที่ผ่านมา แต่เพราะรัฐธรรมนูญฯพ.ศ.2560 ฉบับล่าสุดที่มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมาตรา 195 ที่ปรับเปลี่ยนให้“จำเลย”สามารถอุทธรณ์คำตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ภายใน 30 วัน ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และการพิจารณาอุทธรณ์ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน

ก็หมายความว่า ทั้งคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์และคดีนายบุญทรงกับพวก ยังสามารถ“ดิ้นรน”เฮือกสุดท้าย ในการยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งเท่ากับยื้อเวลาออกไปอีก

แต่กระนั่นก็ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คาดว่าจะออกมาภายในปีนี้ ก็ยังคงเป็นตัว“ชี้ชะตา”ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งต่อ“ชีวิต”ของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์กับพวกเอง และต่อสถานการณ์ความเป็นไปของการเมืองไทย

ประจวบกับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ทะแม่งๆขึ้นมา เมื่อรองนายกฯวิษณุ เครืองาม เนติบริกร ผู้ดูแลด้านกฎหมายให้กับรัฐบาล คสช.ออกมาชี้แจงความคืบหน้าในการยึดทรัพย์อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ 3.5 หมื่นล้านเพื่อชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว โดยระบุว่า แม้กรมบังคับคดีสามารถเดินหน้ายึดทรัพย์ตามคำสั่งทางปกครองที่รัฐบาลประกาศไป แต่ยังไม่รู้ว่าจะยึดอะไรที่ไหน เพราะไม่เจอว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มีอะไรบ้าง “จึงได้หยุดไว้ก่อน”

ซึ่งไม่เพียงการยึดทรัพย์“ยิ่งลักษณ์”เท่านั้น การยึดทรัพย์คดีทุจริต“จีทูจี”ก็หยุดไว้ก่อนเช่นกัน

จึงก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอกันอึงคะนึงไปทั้งเมือง และเห็นว่า ที่รองนายกฯวิษณุบอก ต้องหยุดการยึดทรัพย์ไว้ก่อนเพราะไม่รู้จะไปหาทรัพย์สินของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ไหนนั้น เป็นการอ้างที่ “ไม่เข้าท่า” หรือจะเรียกว่าอ้าง “ชุ่ยๆ” ก็ได้ เพราะทั้งช่วงรับตำแหน่ง จนถึงหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ“ยิ่งลักษณ์”นั้น ต้องมีการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ที่ป.ป.ช.ตลอด การสืบหาทรัพย์สิน จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย

การออกมาพูดเช่นนี้ของรองนายกฯวิษณุเลยกลายเป็นเรื่องที่ถูก“ตีความ”ว่า มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล หรือมีเจตนาอะไรกันแน่ ทั้งๆที่การใช้อำนาจปกครองในการเรียกค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็เป็นวิธีการที่รองนายกฯวิษณุเป็นผู้เสนอเอง แถมก่อนหน้านี้ที่ถูก“ยิ่งลักษณ์”กับพลพรรคระบอบทักษิณพากันรุมโจมตี คัดค้านการเรียกค่าเสียหายดังกล่าว รองนายกฯวิษณุก็เคยขึงขังตอบโต้ทำนองว่า เมื่อออกคำสั่งทางปกครองไปแล้ว เพียงแจ้งเจ้าตัวทราบ ก็สามารถยึดทรัพย์ได้ทันที

แล้วไฉนตอนนี้มามีท่าทีเหมือนเป็นการ“กลับลำ”ซะอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการมองกันในแง่ดีอยู่ว่า รองนายกฯวิษณุอาจต้องการให้เกิดความชัวร์ในการยึดทรัพย์ จึงอยากรอผลพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกมาเสียก่อน เพราะถ้า“คดีพลิก”เกิดศาลฯตัดสินว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำผิดในการปล่อยปละละเลย ทำให้โครงการจำนำข้าวเสียหายกว่า 5 แสนล้านละก็ ที่ไปยึดทรัพย์เอามาชดใช้ความเสียหายไว้ก่อน ก็มีสิทธิจะแพ้คดีในศาลปกครองที่“ยิ่งลักษณ์”ได้ไปฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งเรียกค่าเสียหายนี้ก็ได้ จะทำให้เสียรังวัดไปอีก

ก็หวังว่า ท่าทีรองนายกฯวิษณุคงไม่ได้มีอะไรไม่ชอบมาพากล อย่างที่คนระแวงก็แล้วกัน ส่วนชาวบ้านเราๆท่านๆคงต้องทำ“ใจร่ม”ไว้ก่อน รอดูผลต่อไปอีกสักนิดก็แล้วกัน

ส่องเกษตร : มรดกบาป‘จำนำข้าว’ใกล้สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276546

449007

ส่องเกษตร : มรดกบาป‘จำนำข้าว’ใกล้สิ้นสุด

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใกล้สิ้นสุดกันเสียที สำหรับความเลวร้ายและมรดกบาปอันเกิดจากโครงการ“จำนำข้าว”อภิมหาผลาญชาติยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งใครที่ร่วมก่อกรรมทำชั่วมหันต์ต่อประเทศชาติ ทั้งจากการร่วมกันทุจริตโกงกินมโหฬารและปล่อยปละละเลยให้เกิดการโกงกินนั้น กำลังจะได้รับคำพิพากษาที่สาสม

มาอัพเดทความคืบหน้ากัน สำหรับคดีสำคัญๆ เกี่ยวกับโครงการอภิมหาผลาญชาตินี้ โดยคดีที่อัยการสูงสุดฟ้องอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีปล่อยปละ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาทนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขีดเส้นตายไว้แล้ว จะไต่สวนพยานให้สิ้นสุดเดือนก.ค. ตอนนี้เหลือไต่สวนพยานจำเลยอีกแค่ 2 นัดคือ วันที่ 7 กับ 21 ก.ค.จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนแถลงปิดคดีของโจทก์และจำเลย แล้วรอศาลนัดวันอ่านคำพิพากษา ซึ่งคาดกันว่า น่าจะพิพากษาได้ภายในเดือน ก.ย.2560 !

สำนวนข่าวถือว่า เริ่มนับถอยหลังสู่วันพิพากษาคดีประวัติศาสตร์จำนำข้าวผลาญชาติแล้ว!

ส่วนคดีสำคัญอีกคดีหนึ่งคือ คดีทุจริตระบายข้าว“จีทูจีเก๊” ที่อัยการสูงสุดฟ้อง 2 อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์“บุญทรง เตริยาภิรมย์-ภูมิ สาระผล”พร้อมอดีตบิ๊กข้าราชการพาณิชย์ และผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆรวม 28 ราย คดีเดินหน้าไปไล่เลี่ยกัน เหลือไต่สวนพยานอีกแค่ 4 นัดคือ วันที่ 28 มิ.ย.,วันที่ 5 ก.ค.,วันที่ 12 ก.ค.และวันที่ 19 ก.ค.เป็นนัดสุดท้าย คาดว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาในกรอบเวลาใกล้เคียงคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ คือ ภายในเดือนก.ย.2560 เช่นกัน

คดีนับถอยหลังสู่วันพิพากษา ส่วนการใช้คำสั่งทางปกครองเรียกชดใช้ค่าเสียหายยังเดินหน้าต่อไป ทั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ถูกเรียกให้ชดใช้ 35,000 ล้านบาทส่วนผู้เกี่ยวข้องคดีจีทูจี ถูกเรียกชดใช้รวม 2 หมื่นล้าน เฉพาะนายบุญทรงโดนไป 1,768.9 ล้านและนายภูมิโดน 2,242.5 ล้านบาท ซึ่งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์และคนอื่นๆต่างดิ้นรนฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้า“อายัดทรัพย์สิน” เพราะศาลปกครองสั่ง“ยก”คำร้องส่วนที่ขอ“คุ้มครองฉุกเฉิน”

ใครก่อกรรมอะไรไว้ ก็ต้องรับผลกรรมนั้นไปในที่สุด ไม่มีใครหลีกหนีพ้นแน่นอน

นอกจากเรื่องคดีความตามล่าเอาผิดแล้ว ส่วนที่เป็น“มรดกบาป”ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อระบบข้าวและชาวนาไทยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ก็คือ“สต๊อกข้าว”กองมหึมาที่รับจำนำไว้

จำนวน“สต๊อกข้าว”กว่า 18 ล้านตัน นอกจากเป็นภาระที่รัฐต้อง“แบก”ความเสียหายเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะไหนจะต้องจ่ายค่าเก็บรักษาอยู่ทุกเดือน แล้วยิ่งเก็บไว้นาน ข้าวก็ยิ่ง“เสื่อม”และถึงขั้นเน่าเสีย ระบายขายออกไม่ได้ราคา ฯลฯ

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ “สต๊อกข้าว”มหึมาล้นโกดังนี้ กดดันทำให้ราคาข้าวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง! ทำให้ชาวนาเดือดร้อนมาตลอด!

ในที่สุด“มรดกบาป”ก้อนมหึมานี้ กำลังจะจบสิ้นกันเสียทีภายในปีนี้ หลังจากที่ รัฐบาลคสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลงทุนใช้อำนาจพิเศษ“มาตรา 44” ทลายอุปสรรคข้อกฎหมายและความหวั่นกลัวของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถเร่งระบายขายข้าวได้อย่างรวดเร็ว กระทั่งเวลานี้เหลือเพียง 2.9 ล้านตัน และคาดว่า รัฐบาลจะทยอยประมูลขายจนหมดได้ภายในเดือนก.ย.นี้

กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลบวกต่อราคาข้าว ประกอบกับขณะนี้ต่างประเทศมีความต้องการข้าวมาก คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวพุ่งขึ้นทำสถิติ“นิวไฮ” โดยนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุ ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทย ณ วันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ตันละ 450-500 ดอลลาร์สหรัฐสูงสุดในรอบ 3 ปี และเพิ่มขึ้นถึงตันละ 100-145 ดอลลาร์จากต้นปีที่ราคาอยู่ในระดับ 350-355 ดอลลาร์ฯ และถ้า“สต๊อกข้าว”รัฐบาลระบายหมดแล้ว ราคาข้าวจะเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น

ขณะที่นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยระบุว่า ราคาข้าวตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำให้โรงสีซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาราคาสูงขึ้นตามไปด้วย โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 8,500 – 9,000 บาท จากเดือนก่อนยังอยู่ที่ 6,800-7,700 บาท

แม้จะจัดการกับ“มรดกบาป”สต๊อกข้าวจากอภิมหาโครงการผลาญชาติได้หมดแล้ว แต่คนไทยต้องอย่าลืมว่า ความเสียหายครั้งนี้ ทำให้ประเทศชาติต้องล่มจม หนักหนาขนาดไหน เป็นบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ที่ลืมไม่ได้ และต้องอย่าให้เกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกในอนาคตอย่างเด็ดขาด

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : วันหวาน-ฝันร้าย..วันชาวนา-วันสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/274056

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่มีความหมายทั้งของไทยและของชาวโลก โดยในเมืองไทย รัฐบาลได้กำหนดให้ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวัน “ข้าวและชาวนาแห่งชาติ” มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 ขณะที่ในทางสากล องค์การสหประชาชาติก็กำหนดให้ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2515

“วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” สำหรับคนไทย มีความหมายชัดเจนว่าต้องการให้ความสำคัญกับคุณค่าของ“ข้าว”ทั้งที่เป็นอาหารหลักและผูกพันกับวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยแนบแน่นมาแต่โบราณ ส่วน“ชาวนา”ที่ได้ชื่อเป็น“กระดูกสันหลังของชาติ”คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่ปลูกข้าวเลี้ยงคนไทย จึงต้องได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้

ส่วนวันสิ่งแวดล้อมโลก ถูกกำหนดขึ้นให้ชาวโลกตื่นตัว ตระหนักถึงวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก นับวันยิ่งเลวร้าย ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติที่ก่อความเสียหายเป็นมหันตภัยร้ายแรงและรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที จึงถือเป็นภาระหน้าที่ของนานาประเทศทั่วโลกที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง หาทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งที่แต่ละประเทศเผชิญอยู่และที่ส่งผลเป็นปัญหาร่วมทั้งโลก

วันข้าวและชาวนาแห่งชาติปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี มีการจัดงาน 3-5 มิถุนายน ภายใต้แนวคิด“ศาสตร์พระ ราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ที่กรมการข้าว ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีสารส่งกำลังใจและความปรารถนาดีถึงพี่น้องชาวนาทั่วประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้ดีขึ้น จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การเกษตรสมัยใหม่เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยสร้างนวัตกรรมการเกษตรใหม่ๆ และใช้แนวทางประชารัฐให้ประเทศมั่นคงทางอาหารและมีศักยภาพเป็นผู้นำข้าวในตลาดโลก

ซึ่งในปี พ.ศ.2560 นี้ รัฐบาลกำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน เป้าหมายสำคัญคือ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง โดยเฉพาะการผลิตข้าวที่มีมาตรฐานและปลอดภัย จัดทำโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร วางแผนผลิตข้าวให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการตลาดและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก จะส่งผลให้ชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนให้ความสำคัญในการสร้างชาวนารุ่นใหม่ (Smart Farmer) เพื่อทดแทนชาวนาปัจจุบันที่มีอายุมาก ให้การผลิตข้าวของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

เป็นอีกครั้งของคำมั่นและ“ยาหอม” แต่การยกระดับชีวิตชาวนาให้เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ยังคงต้องใช้เวลาและรอคอยให้ฝันหวานนี้เป็นจริงต่อไป ซึ่งก็ต้องเอาใจช่วยรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งมือทำตามนโยบายนายกฯสานฝันให้ชาวนาไทย เพื่อให้วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง

ขณะที่วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ กลับเป็น“ฝันร้าย”ไม่น่าสบายใจ ส่อความยากลำบากที่มากขึ้นของการแก้ไขวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมโลก เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า สหรัฐฯได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการออกจาก“ข้อตกลงปารีส”ว่าด้วยการลดปัญหาโลกร้อนแล้ว โดยอ้างอย่างเห็นแก่ตัวว่าข้อตกลงดังกล่าวที่ 195 ประเทศทั่วโลก ร่วมลงนามเมื่อพ.ศ.2558 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเสียหาย,สูญเสียอธิปไตย และทำให้สหรัฐฯเสียเปรียบประเทศต่างๆในโลกอย่างถาวร

ภาพลักษณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชาวโลกมองเป็น“ผู้นำที่คลุ้มคลั่ง”จึงยิ่งย่ำแย่หนักขึ้นอีก กลายเป็นผู้ร้ายตัวจริง เป็นผู้ร้ายต่อสิ่งแวดล้อมของโลก แล้วยังฉุดภาพลักษณ์และเกียรติภูมิสหรัฐอเมริกาให้ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะถูกลดชั้นลงไปเทียบเท่ากับประเทศนิคารากัวกับซีเรีย ซึ่งเป็นเพียง2 ประเทศที่ไม่ได้ลงนามร่วมในข้อตกลงปารีสอยู่ก่อน…กลายเป็นเพิ่มสหรัฐฯมาเป็นประเทศที่สาม การถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ทำให้สหรัฐฯจะไม่ร่วม“ลงขัน”ในกองทุนที่นานาประเทศตั้งขึ้นเพื่อใช้เยียวยาแก้ไขปัญหาโลกร้อน และที่แย่กว่านั้นก็คือ ยุคทรัมป์จะยิ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างมลพิษ แก๊สเรือนกระจกมากขึ้นเพราะไม่ถูกจำกัดด้วยข้อตกลงนี้ ทั้งๆที่ปัจจุบันสหรัฐฯเป็นประเทศที่ผลิตแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกอยู่แล้ว

นี่คือ ฝันร้ายในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่คนอเมริกันจะต้องรับผิดชอบ ในฐานะที่เลือกผู้นำ“ชั่วร้าย”แบบนี้เข้ามา และเป็นบทเรียนสำหรับการเลือกตั้งของประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยต่อไปด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : 3 ปีกระทรวงเกษตรฯยุค คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/272874

449007

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอายุครบ 3 ปีไปเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาขณะที่รัฐบาลของ คสช.ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ว่ากันตามจริงจะครบ 3 ปีก็ต้องเป็นปลายเดือนส.ค.

เท้าความย้อนอดีตดู…คสช.เข้ายึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 จากนั้นก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ตลอดจนการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.ขึ้นมาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วสนช.ก็ลงมติเลือกให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งออกมาเมื่อ 25 ส.ค.2557ตามด้วยการฟอร์มรัฐบาล จนกระทั่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งครม.ประยุทธ์ 1 ออกมาเมื่อ 30 ส.ค.2557…ดังนั้นการครบรอบ 3 ปีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาลของ คสช. จึงเป็น 30 ส.ค.

แต่กระนั่นก็ตามช่วงที่เข้ายึดอำนาจใหม่ๆ แม้เว้นว่างรัฐบาลอยู่ แต่คสช.ก็ใช้กลไกราชการให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงทำหน้าที่เสมือนรัฐมนตรีไป แล้วก็มีนายทหารใหญ่จาก คสช.แยกย้ายไปกำกับดูแลอีกทีดังนั้นบางทีสังคมจึงนับอายุรัฐบาล คสช.ตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 เลยก็มี

ธรรมเนียมการครบรอบแต่ละปี จะมีการแถลง“ผลงาน”และย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิง“สอบได้”หรือ“สอบตก”กันอยู่เป็นประจำ ยิ่งการครบรอบปีที่ 3 ของคสช.ก็ยิ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เพราะถือว่า รัฐบาลเข้ามาช่วงครึ่งหลังแล้ว ใกล้จะต้องคืนอำนาจสู่ประชาชน ตามโรดแมปที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ น่าจะอีกแค่ปีกว่าๆ

เดิมมีข่าวตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ค.ว่า รัฐบาล คสช.เตรียมแถลงผลงาน 3 ปีช่วงปลายเดือนพ.ค.หรือต้นมิ.ย. แต่ไปๆมาๆ โดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง โดยเฉพาะการโจมตี ดิสเครดิต“ผลงาน”คสช.จากฝ่ายนักการเมือง ทำให้นายกฯประยุทธ์ชักเซ็ง สั่งงดแถลงผลงาน แล้วเลื่อนไปแถลงร่วมช่วงเดือนก.ย.สิ้นปีงบประมาณ 2560 ไปเลย

กระนั่นก็ตาม เรื่องผลงาน 3 ปีของรัฐบาล คสช.ก็ยังคงเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ และแน่นอนว่า แต่ละกระทรวงก็ต้องเตรียมการสำหรับแถลง “ผลงาน 3 ปี”นี้ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ซึ่งก็เป็นที่จับตาอยู่มากว่า จะมีอะไรเอามาโชว์ให้ประทับใจได้บ้างหรือไม่ในปีที่ 3 นี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พี่น้องเกษตรกรไทยยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก โงหัวได้ไม่ดีนัก ภาพรวมราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ มีกำลังซื้อหดตัว เป็นปัจจัยสำคัญที่ยังถ่วงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอยู่ไม่น้อย

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการนำมาตรการให้ความช่วยเหลือระยะสั้น มาใช้อยู่หลายครั้ง ทั้งการแจกเงินช่วยแก่เกษตรกรรายย่อยที่ยากจน,แจกเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1 พันบาทไม่เกิน 10 ไร่, แจกเงินช่วยชาวสวนยางไร่ละ1,500 บาทคนละไม่เกิน 10 ไร่ เป็นต้น แม้เป็นความจำเป็นเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก และถือเป็นการช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ภาคเกษตร แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่การแก้ไขที่ยั่งยืนและย่อมเป็นประเด็นให้ถูกโจมตีได้ว่า เป็นเรื่องของ“ประชานิยม”ไม่ต่างไปจากรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ถูก คสช.โค่นอำนาจไป

อย่างไรก็ตามตลอด 3 ปีของกระทรวงเกษตรฯในยุครัฐบาล คสช.นั้น มองโดยภาพร่วมอย่างใจเป็นธรรม ก็ต้องบอกว่า “มีความพยายาม” ในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรอยู่ไม่น้อย ทั้งมีการยืนยันอยู่เสมอว่า นโยบายการสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรไทยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของ คสช. ที่หัวหน้า คสช.มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯเร่งดำเนินการ

หลายโครงการผลักดันออกมา เพียงแต่ยังวัดผลสำเร็จไม่ได้ อย่างการส่งเสริมระบบการเกษตรและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ขณะที่นโยบายในการขับเคลื่อนการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อสืบสานศาสตร์แห่งพระราชาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ แม้เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการปีนี้ที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯยืนยันให้ความสำคัญและไล่บี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เข้าเป้าให้จงได้ แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อยว่า หน่วยงานที่ลงไปทำมุ่งแต่ปริมาณ ไม่ได้ทำให้เกษตรกรได้“เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”อย่างแท้จริง

ที่ต้องฝากทิ้งท้ายไว้ ณ ที่นี่ ก็คือ การผลักดันโครงการต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จเป็น “ผลงาน” ออกมาได้ดี ต้องอาศัย “คน” ที่ทำงานได้จริง อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการวางคนให้เหมาะสมกับงาน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯในยุคคสช.ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 3 ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ละก็ “ผลงานในปีที่ 4” ก็คงหวังอะไรได้ไม่มากนัก

สาโรช บุญแสง