ส่องเกษตร : ต้องปรับเปลี่ยนให้ได้จริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260346

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

ช่วงนี้ อากาศทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่จริงกรมอุตุนิยมวิทยาก็ประกาศเมื่อต้นเดือนว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนเป็นทางการแล้วตั้งแต่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา โดยฤดูร้อนปีนี้ อุณหภูมิค่อนข้างสูงพอสมควรราว 42-43 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะช่วงเมษายน ทั้งนี้ภาคเหนือจะอากาศร้อนสุด รองลงมาก็คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯบางวันอุณหภูมิจะสูงถึง 40 องศา

จากอากาศร้อนสู่เรื่อง “แล้ง” ซึ่งหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างยืนยันว่า สถานการณ์“แล้ง”ปีนี้ไม่รุนแรงนัก หลังจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยเราต้องเผชิญปรากฏการณ์“เอลนีโญ”จนร้อนแล้งขั้นวิกฤติสาหัสมาแล้ว พอหมดเอลนีโญ ช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็มีฝนตกมากพอสมควร กักเก็บน้ำได้มากขึ้นในเขื่อนหลายแห่ง จนปริมาณน้ำเขื่อนมีมากกว่าปีก่อนไม่น้อย เพียงพอรับมือสำหรับการอุปโภคบริโภค ตลอดหน้าแล้งนี้ได้ แต่เรื่องน้ำเพื่อการเกษตรในหลายพื้นที่ ยังจำเป็นต้องควบคุมอยู่ โดยเฉพาะการ“ทำนาปรัง”ที่ใช้น้ำมาก ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ประกาศขอความร่วมมือให้ลดทำนาปรังเหมือนเช่นทุกปี แต่ดูเหมือนตัวเลขการทำนาปรังก็ยังคงสูงเกินเป้าหลายล้านไร่

แม้ฝนจะมีมากขึ้นช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ก็มีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ชี้ว่า ช่วง 5 ปีมานี้ แนวร่องฝนเปลี่ยนมาตกใต้เขื่อนมากขึ้น เรียกว่า “ฝนตกผิดที่” จะเห็นว่า เขื่อนขนาดใหญ่ต่างๆ มีน้ำที่ไหลเข้ามาเฉลี่ยน้อยลงทุกปีซึ่งจะทำให้มีปัญหาต่อการจัดสรรน้ำ ส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรเขตชลประทาน การควบคุมพื้นที่ทำนาปรังจึงยังจำเป็นมาก แต่ปีนี้ก็ยังปลูกเกินแผนส่งน้ำไปกว่า 3 ล้านไร่แล้ว จนอาจเสี่ยงเสียหายได้ รวมถึงชาวนาส่วนใหญ่ยังปลูกข้าวต่อเนื่องโดยไม่มีรอบ หากใช้น้ำมาก ก็จะกระทบฤดูถัดไป

ดังนั้น คุณรอยลจึงจี้ให้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบใหม่ เน้นการใช้อย่างประหยัดทุกภาคส่วน ขณะที่เกษตรกร ชาวนาก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง อย่าอาศัยน้ำจากระบบชลประทานอย่างเดียว ต้องหันมาทำเกษตรผสมผสาน รู้จักใช้ประโยชน์ที่ดิน สร้างแหล่งน้ำของตนเอง ตามหลัก“การเกษตรทฤษฎีใหม่”ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ หรือร่วมกลุ่มกันทำเกษตรแบบ Macro management ทำหลากหลายไม่จำเป็นต้องทำชนิดเดียวกัน โดยให้มีการใช้น้ำสลับหมุนเวียนกันได้ ปลูกเหลื่อมเวลากัน วางระบบใช้ที่ดิน จะทำให้ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตไปได้ในตัว ลดความเสี่ยงเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำด้วย

ก็ย้ำชัดๆ กันตรงนี้ ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่ไม่มาก แต่ยังรักที่จะทำเอง ก็ควรเน้นทำแบบ “การเกษตรทฤษฎีใหม่” ไร่นาสวนผสม ซึ่งก็ต้องอาศัยองค์ความรู้ ขยันศึกษา ดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับที่ดินที่มีอยู่ แต่ถ้าไม่มั่นใจในองค์ความรู้ตัวเอง ก็เข้าร่วมโครงการ“นาแปลงใหญ่” แบบที่กระทรวงเกษตรฯกำลังสนับสนุน ผลักดันการรวมกลุ่มทำการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตด้วย แล้วยังมีอำนาจต่อรองที่จะกำหนดราคาได้มากขึ้น ตามแนวทางประชารัฐของรัฐบาลด้วย

เรื่อง“การปรับตัวของเกษตรกร” นับเป็นหัวใจสำคัญยิ่ง ที่จะแก้ไขปัญหาความลำบากยากจนของเกษตรกรเอง แล้วยังนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งประเด็นนี้ ก็อยากกล่าวถึงการแห่ปลูกไร่ข้าวโพดทางภาคเหนือที่ถูกมองเป็นต้นตอปัญหา “ไฟป่า-หมอกควันพิษ” รวมถึงความยากจนของเกษตรกรในพื้นที่เองด้วย เพราะช่วงมีนาฯหน้าร้อนนี้ “ไฟป่า” จากการบุกรุกถางป่าด้วยการ“เผา”เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพด ยังคงกลับมาเป็นปัญหาหลอกหลอนซ้ำซากวนเวียนอีกปีหนึ่ง

ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ,เอกชนและประชาสังคมพยายามช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหา การบุกรุกถางป่าทำไร่ข้าวโพด โดยเฉพาะที่จังหวัดน่านซึ่งเป็นป่าต้นน้ำสำคัญของภาคเหนือ โดยหนุนให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด หันไปปลูกป่า ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ซึ่งทำมาได้ 2-3 ปีแล้ว แต่ดูเหมือน ยังไม่สามารถทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนได้ ล่าสุด ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA เผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด จ.น่าน ด้วยข้อมูลดาวเทียม พบว่า ช่วง 3 ปีมานี้นับแต่ปี 2557 ที่น่านปลูกข้าวโพด 1.5 ล้านไร่ แล้วปรับลดลงเหลือ 1.3 ล้านไร่ในปี 2558 แต่ล่าสุดปี 2559 ก็กลับมาเพิ่มเป็น 1.5 ล้านไร่เหมือนเดิมอีก

นี่เป็นตัวอย่างที่ชี้ชัดว่า การที่จะทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการทำการเกษตรแบบเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

ดังนั้นหากจะสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า หน่วยงานรัฐและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องทำกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าจะสำเร็จได้จริงๆ

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ร่วมกันสานต่องาน‘พ่อ’(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/259305

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่องที่ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-ธีรภัทร ประยูรสิทธิ กับอีก 3 ปลัด กระทรวงไปร่วมเสวนา “สานต่องานรัชกาลที่ ๙”และลงนาม MOU กับม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดําริ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางพระราชดําริในการพัฒนาเชิงพื้นที่

พอดีวันอาทิตย์ 5 มีนาคมที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เชิญม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ไปปาฐกถาเรื่อง “สื่อมวลชนกับการสืบสานพระราชปณิธานในหลวง ร.๙”ในงานวันนักข่าว ผมมีโอกาสฟัง“เฟสบุ๊คไลฟ์” เห็นเนื้อหาน่าสนใจยิ่ง เกี่ยวพันหลายฝ่าย รวมถึงสื่ออย่างผมด้วย จึงขอเอามาเล่าถือเป็นตอน 2 ของ“ร่วมกันสานต่องานพ่อ” ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน

“คุณชายดิศนัดดา” กล่าวปาฐกถา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เกษมสำราญเหมือนพระมหากษัตริย์ทั่วไปในโลกปัจจุบันที่ส่วนใหญ่สถาบันเป็นแค่“สัญลักษณ์” แต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤติรุมเร้า หลังรัชกาลที่ ๘ สวรรคตเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองทรุดโทรม, คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพล ต่อสู้ด้วยอาวุธ คนไทยเข่นฆ่ากัน ฯลฯ พระองค์จึงต้องเข้าร่วมแก้ไขปัญหาประเทศ จนมีพระราชดำรัสว่า การเป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าทำให้ประชาชนมีความสุขไม่ได้ ก็นับเป็นความล้มเหลว…นี่คือสัญญาประชาคม

“คุณชาย”กล่าวถึงเรื่องที่ในหลวงทรงมุ่งแก้ปัญหาคนชนบทและเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งยังยากลำบาก จึงเกิดโครงการพระราชดำริถึง 4 พันโครงการ ทั้งทรงศึกษาเรื่องน้ำ,ดิน,ป่า,การเกษตรและพลังงานทดแทนอย่างเป็นระบบ กลายเป็น“เกษตรทฤษฎีใหม่”ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อมีการมุ่งสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม ก็ทรงเตือน ให้ยึดฐานการเกษตรให้มั่นคง ด้วยทรงเห็นว่า“เกษตรนั้นเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ต้องทำให้ดีขึ้น โดยใช้หลักวิชาการและภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่วนราชการก็ต้องทำงานแบบบูรณาการ”…แต่ทุกวันนี้ ราชการก็ยังทำกันแบบกรมใครกรมมัน เป็นอาณาจักรของตัวเอง คิดเองจากห้องแอร์ส่วนกลาง แล้วยัดเยียดสิ่งที่อยากทำ ลงพื้นที่ ประเทศจึงตกในวังวนแก้ไม่ได้

ขณะที่ภาคการเกษตรทรุดลงต่อเนื่องยาวนาน สาเหตุมาจากเรื่อง“น้ำ”และ“การศึกษา” ซึ่งในหลวง ร.๙ ทรงเน้นแก้ปัญหา“น้ำ”มาตลอด ทรงพาหน่วยงานลงพื้นที่จริง ทำเป็นตัวอย่าง ลงมือแก้ไขและใช้ข้อมูลจริงของชาวบ้านแต่ละพื้นที่ “ท่านทำมากมายก่ายกองเรื่องน้ำ แต่ถามว่า มีรัฐบาลไหนแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำจริงจังเป็นวาระของชาติบ้าง..ไม่มีเลย! ทำไมครับ?”

คุณชายดิศนัดดายังกล่าวถึงปัญหาใหญ่ของไทยคือ “ความเหลื่อมล้ำ”ที่สูงมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกในเวลานี้แล้ว รองจากรัสเซียและอินเดียเท่านั้น เป็นปัญหารุนแรง เหลื่อมล้ำราวกับฟ้าและเหว จากความล้มเหลวในชนบทที่ทำให้ผู้คนทะลักเข้าเมือง สร้างปัญหาต่อเนื่อง ขณะที่แนวทางของในหลวงพยายามจะให้ชนบทอยู่ได้ มีงานทำ เพื่อลดช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เกษตรกรหนี้สินล้น ที่ดินส่วนใหญ่เป็นของคนส่วนน้อย นำไปสู่ความขัดแย้ง เป็นต้นตอวิกฤติชาติ
ซึ่งในหลวงร.๙ ทรงสรุปจากการทรงงานยาวนานว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อน ย่อมไม่มีอิสระ ต้องพึ่งพาคนอื่น กลายเป็นปัญหาในการพัฒนาประชาธิปไตย เมื่อคนจนถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆ จึงกลายเป็นเหยื่อการเมืองโดยง่าย เป็นมวลชนของแต่ละฝ่ายที่มุ่งชนะคะคานกัน สุดท้ายจึงเกิดรัฐประหาร “แต่รัฐประหารกี่ครั้งก็จะกลับมาเหมือนเดิม เพราะเรามองข้ามรากเหง้าปัญหาคือ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ”

ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ม.ร.ว.ดิศนัดดาฝากถึงสื่อมวลชนด้วยที่ต้องการเรื่อง“เสรีภาพ” แต่ได้ทำหน้าที่ในการช่วยแก้ไขปัญหาประเทศชาติอย่างจริงจังบ้างไหม

“ผมขอตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น รุนแรงและเป็นรากฐานวิกฤติต่างๆ สื่อมวลชนเห็นปัญหานี้บ้างหรือไม่ ได้เป็นตัวกลางเปิดเวทีระดมความคิดหาทางออกหรือไม่…ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ ทีวีวิทยุ เสนอข่าวความทุกข์ยากของชนบทมากแค่ไหน มีหรือไม่ ถ้าสื่อนำเสนอมากๆ อย่างสม่ำเสมอ คนในชาติก็จะรู้ปัญหาประเทศเป็นอย่างไร โอกาสแก้ไขก็จะมีมากขึ้น เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมที่รัชกาลที่ ๙ ทรงแก้ไขมาตลอด ทำไมกลับไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน น่าเสียดาย น่าจะเป็นเรื่องหลักที่พวกเราต้องมาช่วยกันแก้ ในฐานะที่สื่อมีอิทธิพลต่อความคิดคนหมู่มาก”

ก็ทิ้งท้ายเป็นข้อคิดให้ผมและเพื่อนสื่อทั้งหลาย รวมทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย คงต้องทบทวน เพื่อทำหน้าที่ให้สมกับที่ยืนยันกันว่า จะสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ร่วมกันสานต่องาน‘พ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258364

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และปลัดกระทรวงอีก 3 ท่านคือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย,ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ไปร่วมการเสวนา“สานต่องานรัชกาลที่ ๙” และลงนาม MOU-บันทึกความ เข้าใจเพื่อประยุกต์ใช้แนวทางพระราชดําริ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ กับทางม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดําริ

การร่วมกันลงนาม MOU ดังกล่าวเพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์การสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ในภาคการเกษตรและชนบท ในระดับครัวเรือนและชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พึ่งพาตนเองได้และมีความยั่งยืน

งานเสวนาและลงนาม MOU ครั้งนี้ จัดขึ้นในโอกาสที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯหรือที่เราคุ้นเคยได้ยินชื่อว่า “โครงการปิดทองหลังพระ”บ้าง,“มูลนิธิปิดทองหลังพระ” บ้าง ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนา “พื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดําริ”มา 7 ปีแล้ว ในโอกาสก้าวสู่ปี 8 ทางสถาบันจึงจัดแถลงผลงานรอบปีที่ผ่านมา และทิศที่จะดำเนินงานใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสานต่องานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ยิ่งก้าวหน้าและยั่งยืน เป็นประโยชน์เพื่อประชาชนและประเทศชาติตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน

“คุณชายดิศนัดดา”แถลงสรุปได้ว่า พื้นที่ต้นแบบใน 5 จังหวัดคือ น่าน,อุดรธานี,กาฬสินธุ์,อุทัยธานีและเพชรบุรี งานก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ทุกพื้นที่เริ่มต้นด้วยการพัฒนา “ระบบน้ำตามแนวพระราชดำริ” เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสทางอาชีพเพิ่มขึ้น ในปี 2559 สามารถเพิ่มพื้นที่รับน้ำได้อีก 3,828 ไร่โดยเฉพาะที่กาฬสินธุ์เพิ่มขึ้นถึง 2,209 ไร่และที่อุทัยธานีเพิ่มขึ้น 1,619 ไร่ ผลจากเรื่องน้ำนี้ ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้นแบบทั้ง 5 จังหวัด มีรายได้จากการเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละเกือบ 35,000 บาท พ้นจากเส้นความยากจนตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน(จปฐ.-เส้นยากจนคือ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อคนต่อปี) หรือมีครัวเรือนที่พ้นจนเพิ่มขึ้น 16%

หลังพัฒนาระบบน้ำและส่งเสริมอาชีพทางเลือกใหม่แล้ว ปิดทองหลังพระยังส่งเสริมชาวบ้านรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งสู่ชุมชน ปัจจุบันมี 32 กลุ่ม เช่น กองทุนเมล็ดพันธุ์,กองทุนอาหารสัตว์,กองทุนโรงสีข้าว,กองทุนผู้ใช้น้ำ เป็นต้น แต่ยังต้องพัฒนาต่ออีกหลายด้าน เช่น ส่งเสริมความรู้ด้านบริหารจัดการและการตลาด เพื่อให้กลุ่ม/กองทุนสามารถยืนได้เองอย่างมั่นคงในอนาคต

นอกจากนี้บอร์ดปิดทองหลังพระมีมติให้ขยายพื้นที่ต้นแบบไปยังจ.ขอนแก่นและสามจังหวัดชายแดนใต้ ครอบคลุม 31 หมู่บ้าน 6,535 ครัวเรือนในพื้นที่ลำบากยากจน ที่ขอนแก่นเริ่มต้น 10 หมู่บ้านของต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ ในอนาคตจะครอบคลุมทั้ง 528 หมู่บ้านรอบเขื่อนอุบลรัตน์ ส่วนที่ชายแดนภาคใต้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและศอบต.-ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ครอบคลุม 21 หมู่บ้านในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จังหวัดละ 7หมู่บ้าน รวม 5,546 ครัวเรือน “ใครที่ไปเห็นจะประหลาดใจที่ชาวบ้านติดเขื่อนอุบลรัตน์ แต่ไม่มีน้ำทำการเกษตร และภาคใต้ที่ว่ามีฝนแปดเดือนนั้น ยังมีบางแหล่งที่เป็นดินทราย ไม่อุ้มน้ำ หรือบางแห่งที่น้ำเปลี่ยนทางไหล จนเกิดเป็นที่ดินรกร้าง ไม่ได้ประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของคนที่จุดนั้น แย่ลง”

คุณชายดิศนัดดาชี้ว่า แม้การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดำริ ได้รับการสนับสนุนจากภาคีสำคัญทั้งภาคราชการและสถาบันการศึกษา แต่จะไปได้ไกลกว่านี้อีก ถ้ามีความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ แทนที่จะร่วมมือกันเฉพาะกิจ ยิ่งมีระบบที่มีประสิทธิภาพมากเท่าไร ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งน่ายินดีที่หลายฝ่ายเห็นความสำคัญเรื่องนี้ จึงเกิดการเซ็น MOU ดังกล่าวขึ้น

และตอนหนึ่งของการแถลงดังกล่าวยังได้ย้ำกับปลัดกระทรวงเกษตรฯและปลัดกระทรวงอื่นว่า จะต้องให้เกิดการปฏิบัติที่จริงจังต่อไป ไม่ใช่แค่เซ็น MOU กันไป แล้วไม่เกิดผลอะไรขึ้น

ผมเองมีโอกาสติดตามโครงการ“ปิดทองหลังพระ” อยู่บ้างเห็นว่าในพื้นที่ต้นแบบที่ทำมา ถือว่า สามารถแปรแนวทางพระราชดำริสู่การปฏิบัติได้จริงทั้งเรื่องน้ำ,ป่า,ดิน,การเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผล ขณะที่รัฐบาลรวมถึงกระทรวงเกษตรฯก็พร่ำยืนยันจะเดินหน้าทำโครงการตามแนวพระราชดำริโดยเฉพาะตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เสมอๆก็หวังว่า จะได้ดำเนินอย่างจริงจังตาม MOU นี้

ต้องสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการลงมือทำจริงไม่ใช่แค่ลมปาก!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เศรษฐกิจการเกษตรไทยปีนี้จะดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257416

449007

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ชาวบ้านเรียกกันเคยปากว่า“สภาพัฒน์”นำทีมโดยท่านเลขาธิการ-ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ได้แถลงข่าวตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หรือก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2559 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ภาพโดยรวมดีขึ้น ถึงแม้ว่า GDP จะโตต่ำกว่าเป้าไปเล็กน้อยก็ตาม

ขณะที่ในส่วนของภาคการเกษตรเริ่มผงกหัวพ้นดิน จากที่เคยติดลบหนักในปีก่อนหน้านั้น และเป็นที่คาดหมายว่า ถ้าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ภาคการเกษตรมีส่วนหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้ขยายตัวสูงขึ้นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยปี 2559 มีการขยายตัว 3.2% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 3.3% ไปเพียง 0.1% แต่เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ขยายตัวเพียง 2.9% ก็นับว่าเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเลขาฯสภาพัฒน์ระบุด้วยว่า การขยายตัวเริ่มกระจายตัวไปสู่เศรษฐกิจภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ที่การผลิตภาคเกษตร,ภาคอุตสาหกรรม และการส่งออกสินค้าล้วนปรับตัวดีขึ้น

ดึงจากตัวเลขของสภาพัฒน์มาให้ดูกันในด้านการผลิตภาคเกษตรทั้งปี 2559 กลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.6% แม้จะโตขึ้นแค่เล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่การผลิตภาคการเกษตรติดลบไปหนักถึง 5.7% แล้ว เท่ากับว่า การกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.6% ถือว่าดีขึ้นมาก

ภาคการเกษตรไทยในปี 2559 เริ่มฟื้นตัวช่วงไตรมาส 3 และยิ่งดีขึ้นในไตรมาสที่ 4 หลังจากที่ย่ำแย่กับภาวะวิกฤติ“ภัยแล้ง”มาอย่างยาวนาน เมื่อฝนเริ่มตกเป็นปกติ ก็ทำให้การผลิตกลับมาดีขึ้น พืชเกษตรสำคัญที่มีการผลิตขยายตัว ได้แก่ ข้าว,ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ขณะที่“ดัชนีราคาสินค้าเกษตร” ในไตรมาส 4 มีสินค้าหลายตัวที่ราคาเพิ่มขึ้น ทั้งอ้อย,ยางแผ่นดิบชั้น 3,ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวแวนนาไม แต่ราคาข้าวเปลือกและมันสำปะหลังลดลง

เกษตรกรมีรายได้ขยับมากขึ้น ประกอบกับได้รับมาตรการกระตุ้นช่วยเหลือจากภาครัฐ เมื่อฐานรายได้ภาคเกษตรดีขึ้น ก็ไปช่วยเศรษฐกิจโดยรวมในแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เงินสะพัดมากขึ้น ช่วยให้กลไกหลักของเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งคือดัชนี“การบริโภค”ขยายตัวดีขึ้นตาม โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

อีกด้านหนึ่งที่มาหนุนภาคการเกษตรคือ การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว ถึงแม้ทั้งปี 2559 การส่งออกโดยรวมขยายตัวแค่ 0.45% แต่ก็เป็นการขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี และยังมีหวังที่จะขยายตัวต่อในปี 2560 อย่างไรก็ตามในส่วนของสินค้าการเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงขึ้นในปี 2559 หลักๆก็เป็น ยางพารากับสินค้าในหมวดของอาหารทะเล เช่น กุ้ง ขณะที่ ข้าว,มันสำปะหลังและน้ำตาล มูลค่าการส่งออกยังลดลงอยู่

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้ ทางสภาพัฒน์ประเมินว่า จะขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่ GDP จะโตขึ้นจากปี 2559 ที่ 3.0 ถึง 4.0% หรือค่ากลางก็คือ ขยายตัว 3.5% จากหลายปัจจัยสนับสนุน เช่น การฟื้นตัวและขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตภาคการเกษตรซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ฐานรายได้และการใช้จ่ายของครัวเรือนในภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้น, แนวโน้มการกลับมาขยายตัวของภาคส่งออกที่จะหนุนให้การผลิตและการลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้น, การลงทุนภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์สูงตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสำคัญๆ,แรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดีมาก เป็นต้น

สิ่งที่สภาพัฒน์ได้เน้นย้ำสำหรับการบริหารเศรษฐกิจในปี 2560 ที่ควรให้ความสำคัญก็มีหลายประเด็น และแน่นอนว่า ประเด็นสำคัญยิ่งอันหนึ่งก็คือ“การสนับสนุนการขยายตัวของการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยต้องเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนทางการตลาดของสินค้าเกษตร เพื่อให้รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเป็นของเกษตรกรมากขึ้น,การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่,การลดต้นทุนการผลิต,การปลูกพืชและการใช้วิธีการผลิตที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตพืชที่มีมูลค่าสูงขึ้น”

จึงต้องตอกย้ำตรงนี้อีกทีว่า

บทบาทกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตามภารกิจเหล่านี้ให้ได้ ไม่งั้นก็เปลืองข้าวสุก เปลืองภาษีที่ประชาชน พี่น้องเกษตรกรจ่ายเป็น
เงินเดือนให้!

ประกิต พิลังกาสา

ส่องเกษตร : โซลาร์ฟาร์ม..ส่งเสริมหรือผูกขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256486

449007

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

14 กุมภาพันธ์-วันวาเลนไทน์ปีนี้ เป็นวันที่สหกรณ์การเกษตรจากหลายภาคนัดหมายจะส่งตัวแทนบุกทำเนียบรัฐบาลพร้อมรายชื่อสหกรณ์ภาคการเกษตรกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านการทบทวนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ที่กระทรวงพลังงาน กำลังจะเสนอแก้ไข “วิธีคัดเลือก” ผู้ร่วมโครงการและจะ“ปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม”ลง

“โซลาร์ฟาร์ม”เป็นโครงการที่รัฐส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ถือเป็นพลังงานสะอาด ใช้ไม่มีวันหมด มีมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เป็นพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานจากฟอสซิลอย่างนํ้ามัน,ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่นับวันก็ร่อยหรอหมดไป รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามจะส่งเสริมเอกชนให้ทำโซลาร์ฟาร์ม โดยรัฐจะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ ให้“แอดเดอร์”หรือส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าถึง 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี หมายความว่า ราคาไฟฟ้าฐานบวกค่า FT ขายอยู่เท่าไหร่ ก็บวกเพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย ทำให้มีผู้แห่แสดงความจำนงที่จะทำจำนวนมาก

ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายใหม่ในการเลือกผู้ทำโครงการและยกเลิกระบบ“แอดเดอร์” เปลี่ยนเป็น “Feed in Tariff” รับซื้อโดยคิดค่าไฟฟ้าในอัตราตามต้นทุนจริงที่รัฐคำนวณให้คงที่ตลอดอายุโครงการ 25 ปี ได้อัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ได้ให้สิทธิสหกรณ์องค์กรภาคการเกษตรทำโซล่าฟาร์มรวม 400 เมกะวัตต์ คัดเลือกโดยวิธี“จับสลาก”จากสหกรณ์ที่แสดงความจำนงมา และได้จับสลากระยะแรก 300 เมกะวัตต์ ประกาศผลช่วง เม.ย. 2559 มี 67 รายที่ได้ รวมกำลังผลิต 281 เมกะวัตต์แบ่งเป็นพื้นที่ภาคกลาง 25 ราย 108.2 เมกะวัตต์,ภาคตะวันตก 18 ราย 76เมกะวัตต์,ภาคตะวันออก 17 ราย 70.47 เมกะวัตต์,ภาคเหนือ 1 ราย 5 เมกะวัตต์ และพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง 6 ราย 21.65 เมกะวัตต์ จึงเหลือโควตาส่วนนี้ 19 เมกะวัตต์นำไปรวมกับโควตาภาคใต้ 50 เมกะวัตต์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ รวมเป็น 119 เมกะวัตต์ เพื่อทำการคัดเลือกหาในเฟสที่ 2 ต่อไป

แต่มาตอนนี้ สำนักงานนโยบายพลังงาน โดยการเห็นชอบของพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน จะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในการประชุมวันที่ 17 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ให้เปลี่ยนวิธีคัดเลือกสหกรณ์ที่จะทำโซลาร์ฟาร์มเฟส 2 จากการ“จับสลาก”เป็น“การประมูล”แทน อ้างเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีส่งผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม เพราะจะมีการแข่งขันด้านราคาและสะท้อนต้นทุนการผลิตจริง ซึ่งการประมูลจะพิจารณาว่า ใครเสนอขอรับอัตรา“Feed in Tariff”ต่ำกว่าและมีระบบสายส่งรองรับ ก็จะได้สิทธิไป เรียงจากรายที่มีต้นทุนต่ำที่สุดขึ้นมา จนครบโควตา 119 เมกะวัตต์

ที่สำคัญ ยังจะขอลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจากเดิมที่ประกันไว้ให้หน่วยละ 5.66 บาทเหลือ 4.12 บาทด้วยโดยอ้างว่า ค่าลงทุนลดลง โดยเฉพาะ“แผงโซลาร์”ปัจจุบันที่ราคาถูกลงจาก 54 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เหลือ 42.2 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์เท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้เครือข่ายสหกรณ์ที่ตั้งใจทำโครงการโซลาร์ฟาร์ม เพื่อให้มีรายได้เสริมจากอาชีพการทำเกษตรกรรมบ้าง ต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ชี้ว่า การเปิดประมูลจะทำให้มีแต่สหกรณ์รายใหญ่หรือพวกที่“ฮั้ว”กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่รายเท่านั้น ที่ได้รับเลือก ถือเป็นการ“ล็อกสเปก”ให้เกิดการผูกขาดด้านพลังงานเหมือนที่ผ่านมาอีกซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่พล.อ.ประยุทธ์บอกไว้ว่า เน้นความโปร่งใสเสมอภาค มีการกระจายรายได้ให้อย่างเท่าเทียม ดังนั้นจึงต้องการให้คงการ“จับสลาก”เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรไม่ว่ารายเล็กหรือใหญ่ ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม

ส่วนการลดค่าไฟฟ้าที่รับซื้อเหลือ 4.12 บาท/หน่วย ก็จะทำให้สหกรณ์รายเล็กๆไม่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะจะไม่สามารถไปขอกู้เงินจากแหล่งเงินกู้มาทำโครงการได้ อีกทั้งการที่โซลาร์ฟาร์มระยะ 2 ขายไฟฟ้าได้ราคาแค่ 4.12 บาท/หน่วย ขณะที่กลุ่มที่ทำระยะแรกขายได้ 5.66 บาท/หน่วย ก็เกิดความไม่เป็นธรรมเห็นๆ

ชั่งน้ำหนักเหตุผลทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ผมขอเข้าข้างฝ่ายสหกรณ์การเกษตร และอยากให้รัฐคิดถึงเป้าหมายหลักของการส่งเสริม“โซลาร์ฟาร์ม” คืออะไรแน่

จะส่งเสริมให้ช่วยกันผลิตพลังงานทดแทนที่สะอาดมีประโยชน์ต่อโลก แล้วยังช่วยเหลือให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องยอมๆเรื่องราคาบ้างนะครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เยียวยาภาคใต้…อย่าตั้งแง่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255646

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

ภาคใต้ที่เผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่สุดติดต่อกันถึง 3 รอบ 3 ระลอกมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ต่อเนื่องถึงปีใหม่ 2560 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างรวม 12 จังหวัด ตอนนี้ถือว่า น้ำลดลงสู่ภาวะปกติจนหมดแล้ว แต่ความเดือดร้อนลำเค็ญยังเป็นประเด็นที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเยียวยาภาคการเกษตรที่เสียหายอย่างยับเยิน

ทั้งนี้ มีตัวเลขโดยคร่าวๆว่า น้ำท่วมภาคใต้ 12 จังหวัด นับตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2560 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ร่วม 5 แสนราย โดยมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบกว่า 1.11 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาข้าวกว่า 2.77 แสนไร่, พืชไร่กว่า 5.5 หมื่นไร่ และพืชสวนและอื่นๆอีก 7.78 แสนไร่

ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยจัดเป็นแผนงานเร่งด่วน,แผน ระยะกลาง และแผนระยะยาว เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลาง จากครม. ใช้ลดความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะการฟื้นฟูหลังน้ำลด และการบำบัดน้ำเน่าเสียที่เกิดจากน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน

ขณะที่นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกกับสื่อถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ไว้ว่า เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ(พืช/ยางพารา/ปศุสัตว์/ประมง) จะได้รับเงินช่วยครัวเรือนละ 3,000 บาท ได้ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 6 เดือน ลดดอกเบี้ย 3% สำหรับลูกหนี้สมาชิกสหกรณ์ /กลุ่มเกษตรกร/ลูกหนี้กองทุนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 3.7 แสนราย ส่วนกรณีการชดเชยความเสียหาย ถ้าพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง สำหรับนาข้าวจะได้รับเงินชดเชยเยียวยา 1,113-33,350 บาท/ราย,พืชไร่ 1,148-34,440 หมื่นบาท/ราย,ไม้ผล/ปาล์ม 1,690-50,700 บาท/ราย, ยางพาราเสียหายบางส่วนชดเชย 1,690-50,700 บาท และให้ทุนปลูกแทนไร่ละ 1.6 หมื่นบาท ส่วนสัตว์น้ำ ประมง) ปลาทุกชนิดชดเชย 4,224- 21,125 บาทต่อราย กุ้ง/ปู/หอย ชดเชย 1.092-54,600 บาทต่อราย และกระชัง/บ่อ ชดเชย 315 -25,200 บาทต่อราย

ปลัดฯธีรภัทรบอกด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงยังมีโรดแมปการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ มีเป้าหมายเพื่อให้การดำรงชีวิตของเกษตรกรกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม โดยจัดเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกว่า 5,470 นาย ลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ บริการคลินิกเกษตร 5 แสนรายมีทั้งคลินิกพืช สัตวแพทย์และประมง,จัดเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเพิ่มเติม 120 นาย เพื่อดูแลสุขภาพสัตว์/ป้องกันโรค และเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรลุ่มต่ำ เช่น พื้นที่ปลูกส้มโอทับทิมสยาม และอื่นๆ เป็นต้น โดยจะใช้ทั้งงบปกติและจะขอจากรัฐบาลเพิ่มเติม

ก็ถือว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมมาตรการเยียวยาไว้แล้ว แต่ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเยียวยา ก็ต้องให้มันเร็วไวด้วย เพราะพี่น้องเกษตรกรภาคใต้ทุกข์หนักกับน้ำท่วมมายาวนานพอสมควรแล้ว ย่อมหวังว่า เมื่อน้ำลด จะได้รับการฟื้นฟูให้ทันท่วงที ด้วยที่ผ่านมาไม่เพียงความเสียหายจากน้ำท่วม ยัง“เสียโอกาส”ไปไม่น้อย เช่น ชาวสวนยางพาราที่น้ำท่วมทำเสียโอกาสกับการกรีดยางขายในช่วงที่ยางราคาดียิ่ง เป็นต้น

ส่วนกรณีของชาวนาในสงขลาที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อใช้ปลูกข้าวในพื้นนาที่เสียหายจากน้ำท่วมกว่า 1 แสนไร่ โดยมีนักการเมืองอดีตสส.ในพื้นที่ออกมามีส่วนนำชาวนา กระทั่งถูกโฆษกรัฐบาลอย่างพล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ติติง มองการเคลื่อนไหวของนักการเมืองไปในแง่งบนั้น

ผมเองอยากจะให้รัฐบาลเปิดใจกว้างสักนิด ที่ผ่านมาช่วงที่น้ำท่วมอยู่ ทุกภาคส่วนพยายามเข้าไปช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ นับเป็นเรื่องที่ดี และเมื่อน้ำลดแล้ว แต่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่อีก ซึ่งแน่นอนบทบาทหลักเป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นต่างๆ แต่ภาคส่วนอื่นที่เข้ามาช่วยเรียกร้องให้กับเกษตรกร เพื่อเร่งรัดให้การทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวดเร็ว ตรงจุดมาก ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร ถ้าไม่ได้ปลุกระดมให้เกิดการเคลื่อนไหวอะไรที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่น่าจะต้องมองไปในแง่ร้าย

บ้านเมืองจะปรองดองกันง่ายขึ้น ถ้าลดอคติกันลงเสียบ้าง ผมว่านะ

สาโรช บุญแสง

ศาสตร์พระราชานำพาฝนหลวง 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254739

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

เรื่องฝนฟ้าอากาศ มีความสำคัญยิ่งต่อภาคการเกษตรและความเป็นอยู่ในชีวิตผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองมาตลอด และนับวันจะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความวิปริตป่วนแปรที่เกิดจากธรรมชาติถูกทำลายอย่างมโหฬาร จนเสียสมดุล โดยเฉพาะสภาวะ “โลกร้อน”

ภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นหายนะภัยที่เกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า โดยเฉพาะช่วงปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” หรือ“ลานิญา” ยิ่งทวีความหนักหน่วงรุนแรง เหมือนเช่นช่วง 2-3 ปีมานี้ ที่ไทยต้องเผชิญ“ภัยแล้งแสนสาหัส”จาก“เอลนิโญ”ต่อเนื่องมาจนถึงกลางปี 2559 ครันหมด“เอลนิโญ” ปรากฏการณ์“ลานิญา”เข้ามาแทน เพียงไม่กี่เดือน ก็เกิดน้ำท่วมแสนสาหัสต่อเนื่องหลายระลอกทางภาคใต้จนถึงเวลานี้

“มนุษย์ทำลายธรรมชาติ–ธรรมชาติก็เอาคืนมนุษย์”นั่นเป็น“สัจธรรม” ที่เราได้รับบทเรียนมานักต่อนัก แต่ก็ยังไม่หลาบจำ ใครที่พยายามทำงานปลุกจิตสำนึกรักษาธรรมชาติ ก็ก้มหน้าก้มตาทำไป แต่คนที่บ่อนทำลายธรรมชาติ ก็ไม่หยุดการกระทำ จะอ้างความจำเป็นใดๆ ก็ไม่อาจลบล้างผลที่มันจะเกิดขึ้นกับสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งจะย้อนกลับมาเล่นงานเอากับผู้ที่ทำลายธรรมชาตินั้นด้วย

เรื่องร่วมมือแก้ไขปัญหา“โลกร้อน” เพื่อไม่ให้หายนะโดยเร็ว จึงเป็นเรื่องใหญ่ระดับ “โลก” แต่น่าเศร้าที่ข้อตกลงนานาชาติต่างๆ ในเรื่องนี้ ยังคงถูกละเลย เพิกเฉย ยิ่งยุคปัจจุบันที่หลายชาติมหาอำนาจ พากันเลือกผู้นำประเทศประเภท”ชาตินิยม”คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างเช่น กรณีสหรัฐอเมริกา พญาอินทรีมหาอำนาจเบอร์ 1 ซึ่งตอนนี้ได้“โดนัลด์ ทรัมป์”มหาเศรษฐีผู้สุดโต้งมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้อย่างไม่แคร์ชาวโลก ซึ่งก็รวมถึงนโยบายที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงลด“โลกร้อน” กลายเป็นตัวเร่งทำให้โลกทั้งใบตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงขึ้นทุกที จนกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกได้เคลื่อนย้ายเวลา“นาฬิกาวันสิ้นโลก”เข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น เหลือแค่ 2 นาทีครึ่ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า “โลกใกล้จะถึงกาลพินาศมากขึ้นทุกทีแล้ว”

เขียนรำพันมาถึงตรงนี้ อย่างน้อยก็อยากจะให้ทุกคนมีสำนึกกันมากขึ้น ในการที่จะช่วยกันรักษาโลกของเรา เท่าที่มือน้อยๆของแต่ละคนจะทำได้

แต่ถึงแม้ภาวะฝนฟ้าอากาศจะเลวร้ายเพียงใด เราก็ต้องไม่งอมืองอเท้ายอมรับสภาพ โดยไม่ดิ้นรนสู้ให้ได้ เหมือนเช่นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงศึกษาหาทางแก้ไข จนได้มาเป็นโครงการ “ฝนหลวง” พระราชทานให้พสกนิกรชาวไทย ได้ช่วยบรรเทาความยากแค้น จากภาวะภัยแล้งต่างๆมาจนถึงทุกวันนี้

และหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำ“ฝนหลวง”สนองพระราชปณิธานก็คือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเพิ่งฉลองครบรอบ 4 ปีการสถาปนาไปเมื่อ 25 ม.ค.ที่ผ่านมานี้ โดยมี“ลูกหม้อ”มากฝีมืออย่างนายสุรสีห์ กิตติมณฑล เป็นอธิบดีคนล่าสุด

อธิบดีสุรสีห์แถลงนโยบายกรมในโอกาสครบรอบ 4 ปีว่า ได้กำหนดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ภายใต้แนวคิด “ยุทธศาสตร์ 20 ปีศาสตร์พระราชานำพาฝนหลวง 4.0” ให้กรมฝนหลวงฯเป็น“องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2579” โดยน้อมนำแนวทางตำราฝนหลวงพระราชทานมาใช้เป็นพื้นฐานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์คือ 1.ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ 2.ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปลงสภาพอากาศ 3.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการด้านการบิน และ4.ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศในระดับนานาชาติ เร่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่ม 8 แห่งในแต่ละภูมิภาค พัฒนาแต่ละศูนย์ให้เป็นระดับสากล รวมถึงตั้งเป้าหมายแก้ปัญหาพื้นที่ภัยแล้งภายใน 20 ปีให้ได้100% และบรรเทาภัยพิบัติได้ 65%

ทั้งนี้โดยจะพัฒนาองค์กร 4 ด้านได้แก่ 1.พัฒนาบุคลากรให้เป็น smart officer 2.พัฒนาหน่วยงานสำนักงานให้สามารถรองรับเทคโนโลยีความทันสมัย smart office 3.พัฒนาการทำฝนให้ถูกที่ถูกเวลา เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ smart rainmaking service และ 4.พัฒนาการจัดการโดยใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับงานวิจัย smart management

ครับ ก็ต้องเอาใช้ช่วย และต้องชมพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ด้วย ที่เลือกใช้คนถูก มีวิสัยทัศน์ เข้าใจงานฝนหลวง เชื่อว่า ไปโลดแน่

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : เกษตรแฟร์-ทำกินตามพ่อสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253800

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

สุดสัปดาห์นี้ 28 มกราคม จะเป็นวันตรุษจีน เทศกาลปีใหม่ของพี่น้องคนจีนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยเชื้อสายจีน ก็ต้องขอกล่าวคำอวยพรตามธรรมเนียม “-ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้-คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนาในปีใหม่นี้ มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปี”

มาพร้อมๆ กับช่วงเทศกาลตรุษจีนเกือบทุกปี ก็จะมีงานใหญ่ประจำปีที่ถือเป็นงานสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และสำคัญต่อวงการเกษตร ที่ผมอยากเชิญชวนไม่ว่าจะเป็นคนไทยแท้, คนไทยเชื้อสายจีนหรือเชื้อสายใดก็ตาม ให้ไปเที่ยวชมกัน นั่นคือ “งานเกษตรแฟร์” ซึ่งในปีไก่-ระกา 2560 นี้ จะจัดขึ้นในช่วงตั้งแต่ 27 มกราคมนี้ จนถึง 4 กุมภาพันธ์

ท่านอาจารย์จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงงานเกษตรแฟร์ปีนี้ว่า จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำพ่อสอน” เพื่อน้อมนำศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานให้คนไทยเป็นเวลายาวนาน มาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการทำงาน การดำรงชีพ ดังปรากฏให้เห็นชัดเจน คือ โครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า4,000 โครงการ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ หลักการทรงงาน ตลอดจนพระราชดำรัส พระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานให้หน่วยงาน คณะบุคคลและมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์มากว่า 70 ปี อยากให้นำสิ่งที่พระองค์ทรงสอน ทรงทำเป็นตัวอย่างนี้ มาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อให้ประเทศชาติได้พัฒนาอย่างยั่งยืน และประชาชนคนไทยได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

อาจารย์จงรักกล่าวอีกว่า “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนักวิจัย นักวิชาการที่ได้สร้างศาสตร์แห่งแผ่นดินมายาวนาน และพัฒนาเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มากมาย เพื่อถ่ายทอดให้ประชาชน เกษตรกร ได้นำไปปรับใช้ในการดำรงชีพหรือแก้ไขปัญหาให้ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ หลากหลายสาขา โดยนำศาสตร์พระราชากับศาสตร์แห่งแผ่นดินมาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์ชุมชน ศาสตร์สากล เช่น ผลงานวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ เครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้เกษตรกรได้นำไปประยุกต์ใช้ประกอบอาชีพ การแนะนำให้ความรู้ แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรช่วงเกิดวิกฤติ การส่งเสริมอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น”….

ใครสนใจไปเที่ยวชมงานนี้กันแล้ว ผมขอเป็นไกด์เขียนถึงไฮไลท์สำคัญๆ เช่นโซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่จัดแสดงบนอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจต่างๆ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร ฐานข้อมูลสืบสานปณิธานองค์มหาภูมิพลมหาราช ซึ่งรวบรวมผลงานวิจัยและองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

ที่เด่นๆ ยังมีโซน 104 นวัตกรรม “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำพ่อสอน” เป็นผลงานที่ประดิษฐ์คิดค้นโดยนักวิจัย 59 ผลงาน กับอีก 45 ผลงานวิจัยที่ได้รับการพัฒนาหรือต่อยอดแล้ว รวมเป็น 104 ผลงานนวัตกรรมใหม่ๆใน 9 ด้าน เช่น ด้านวิศวกรรม ด้านการเกษตร การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนและเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเกี่ยวกับน้ำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการภายใต้ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ แอพพลิเคชั่น นิล 4.0 พลังงานที่ยั่งยืน, เครื่องสีข้าวครัวเรือนพร้อมพา, วัสดุก่อสร้างจากเปลือกไข่เหลือทิ้ง EMARBLE, เครื่องทำน้ำค้าง, เอนไซม์ขอดเกล็ดปลา, 5 ทศวรรษเกษตรที่สูงตามรอยพ่อหลวง, ชุดปลูกผักปลอดภัยระบบประหยัดพลังงาน เป็นต้น

นอกจากนี้ก็ยังมีการประกวดด้านพืช เช่น กล้วยไม้ตัดช่อ กล้วยไม้ (ต้น) ผลไม้ ไม้ประดับ ประกวดด้านสัตว์เลี้ยง เช่น แพะ ไก่พื้นเมือง ไก่แจ้ ปลากัด สุนัขพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งการประกวดวาดภาพ การสาธิตสุดยอดนวัตกรรม และที่ผู้คนที่นิยมมางานเกษตรแฟร์ แน่นอนก็เพื่อมาเลือกชมเลือกซื้อผลิตผล, ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ต้นไม้ อุปกรณ์การเกษตร ฯลฯ ตลอดจนการช็อปและชิมอาหารอร่อยๆ กว่า 10 โซน

ก็ต้องย้ำทิ้งท้ายว่า ไม่ควรพลาดจริงๆ สำหรับงานนี้!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ฟื้นฟูสวนยางคืนความสุขหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252854

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พี่น้องคนไทยทางภาคใต้ร่วม 12 จังหวัดต้องประสบกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ 2560 ที่ผ่านมา โดยผจญกับน้ำท่วมใหญ่ไปแล้วถึง 2 รอบ และช่วงเวลานี้ก็มีสิทธิที่จะเจอรอบที่ 3 จากฝนที่ตกหนักมาระลอกล่าสุด สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตผู้คนกว่า 25 ศพที่แตกดับไปกับสายน้ำ แล้วยังเศรษฐกิจที่ย่อยยับมหาศาล ทั้งทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร

ภาคการเกษตร พืชเศรษฐกิจหลักสำคัญๆ ของภาคใต้ มีการประเมินกันเบื้องต้นว่า ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านจนถึงหลักแสนล้านบาทเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“ยางพารา”ที่คาดว่า พื้นที่สวนยางถูกน้ำท่วมนับล้านไร่ เสียหายหลายหมื่นล้านบาท นอกจากนั้นก็มีปาล์มน้ำมันถูกน้ำท่วมนับแสนไร่,ฟาร์มกุ้ง-หอย-ปู-ปลา หลายหมื่นไร่ รวมถึงนาข้าวกว่า 2.5 แสนไร่ เป็นต้น

น้ำท่วมครั้งนี้ ทั้งน่าเสียใจและยังน่าเสียดายอย่างมากแทนพี่น้องเกษตรกรภาคใต้โดยเฉพาะชาวสวนยางพาราในพื้นที่จมน้ำ เพราะนับเป็นการเสียโอกาสอย่างยิ่งจากราคายางพาราที่กำลังอยู่ในภาวะ“ขาขึ้น”

ผมเองเพิ่งเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงการ “เจาะสินค้าเกษตรไทยปี 2560”ในส่วน 5 สินค้าเกษตรหลักสำคัญที่ศูนย์วิเคราะห์ TMB -ธนาคารทหารไทยได้ยกให้เป็นปีที่ยางพาราจะ “รีเทิร์น”กลับมา“รุ่ง” อีกครั้ง หลังจากที่เป็น “ดาวร่วง”มาหลายปี โดยราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ได้ร่วงลงไปสู่จุดต่ำสุดเมื่อต้นปี 2559 เหลือแค่ กก.ละ 30 บาทต้นๆ แต่ช่วงปลายปี 2559 ราคาก็กระเตื้องขึ้นมาเกือบ 60% จากต้นปี

ขณะที่แนวโน้มในปี 2560 ราคายางพารายังจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากหลายปัจจัยบวก ทั้งปัจจัยในประเทศที่รัฐบาลมีมาตรการปรับโครงสร้างการผลิตและการใช้ยาง เช่น สนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้นและลดพื้นที่ปลูกยางเพื่อลดผลผลิต เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาเป็น“ขาขึ้น”อีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ก็นับเป็นผลบวกต่อราคายางพาราในตลาดโลกให้พุ่งตามขึ้นมาด้วย

จากราคายางแผนร่มควันชั้น 3 ปิดตลาดเมื่อสิ้นปี 2559 ณ วันที่ 30 ธันวาคม ที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ที่กก.ละ 76.19 บาท พอเปิดตลาดปีใหม่ 2560 ราคาก็ยังไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ 4 มกราคม อยู่ที่ กก.ละ 76.49 บาท มาถึงวันจันทร์ที่ 16 มกราคม ราคาได้ขึ้นมาถึงกก.ละ 88.21 บาทแล้ว

การที่ราคายางพุ่งขึ้นมากในช่วงไม่ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมด้วย เพราะผลผลิตยางในภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ ลดหายไปจำนวนมาก เฉพาะที่นครศรีธรรมราช พื้นที่ปลูกยางแหล่งใหญ่ของภาคใต้จังหวัดเดียว ผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดก็หายไปวันละหลายหมื่นตัน จากการที่น้ำท่วม กรีดยางไม่ได้ แล้วยังผลผลิตยางที่เก็บไว้เดิมของเกษตรกรถูกกระแสน้ำพัดจมหายไปอีกมากด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการที่ผู้ประกอบการบางส่วนแห่ซื้อตุนยางเก็บเข้าสต๊อกเพิ่ม เพราะเหลือเวลากรีดยางในช่วงนี้อีกไม่กี่สัปดาห์ ก็จะหมดรอบ หยุดกรีดยางแล้ว จึงเก็งว่าราคายังจะเพิ่มได้อีก

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย(สยยท.)ระบุว่า ปกติผลผลิตยางของภาคใต้จะออกมามากที่สุดช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม คิดเป็นปริมาณราว 5 แสนตันต่อเดือน และขณะนี้ราคากำลังดีมากเฉลี่ยเกินกก.ละ 80 บาท แต่หากจากนี้ไปจนถึงมีนาคม ต้นยางที่จมน้ำได้รับความเสียหาย จนไม่สามารถกรีดให้น้ำยางได้ จะกระทบรายได้ชาวสวนยางภาคใต้หายไปไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ก็จะทำให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อของภาคใต้หายไปอย่างมาก

ทาง สยยท.จึงได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เสนอแนวทางให้กยท.เร่งฟื้นฟูสวนยางหลังน้ำลดแล้ว โดยให้ระดมเจ้าหน้าที่ออกตรวจสวนยางทุกพื้นที่ ที่สำคัญต้องให้กรมวิชาการเกษตร เข้ามาแนะนำการบำรุงฟื้นฟูต้นยางให้ถูกต้อง โดยเฉพาะสวนยางที่ยังมีน้ำท่วมขัง ทำให้ต้นยางใบร่วงติดโรคได้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยางทั้งหลายในกระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งลงพื้นที่ เร่งช่วยฟื้นฟูสวนยาง เพื่อคืนโอกาสให้ชาวสวนยางได้กรีดยางขายในจังหวะที่ราคากำลังดีนี้ด้วย นี่ถือเป็นภารกิจ“คสช.คืนความสุข”จริงๆนะครับ

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ปฏิรูปปีระกา-สินค้าเกษตรน่าจับตา(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251885

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

ตามที่เขียนไปสัปดาห์ก่อน เกริ่นไว้ว่า ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ได้วิเคราะห์ “เจาะสินค้าเกษตรไทยปี 2560” ในส่วน 5 สินค้าเกษตรหลักสำคัญที่มีมูลค่ารวมกันถึงปีละ 7 แสนล้านบาท ทำรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นทุกภูมิภาค หล่อเลี้ยงชีวิตพี่น้องเกษตรกรไทยทั่วประเทศ โดยยกให้ “อ้อย” เป็น “ดาวรุ่ง”ปีไก่ ขณะที่“กุ้งขาว”เป็น“ดาวเด่น” ส่วน“ยางพารา”มีแนวโน้มที่ฟื้นตัวกลับมา หลังจากเป็น“ดาวร่วง”มาหลายปี แต่“ข้าว”ยังเป็นปีที่ราคาอยู่ในเกณฑ์“ต่ำต่อเนื่อง” และตัวที่น่ากังวลยิ่งก็คือ“มันสำปะหลัง”

ตอนนี้ก็มาลงรายละเอียดกันต่อ

TMB ยก “อ้อย” เป็นสินค้าเกษตร “ดาวรุ่ง” เพราะมีแนวโน้มดีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยราคาน้ำตาลตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์กปลายพ.ย.อยู่ที่ 19.8 เซนต์ต่อปอนด์ เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากราคาเมื่อม.ค. 2559 หลังจากก่อนหน้านี้ราคาร่วงลงไปสู่จุดต่ำสุดในเดือนส.ค.2558 และแนวโน้มราคาปีนี้ยังดีต่อ หลังอุปทานตลาดโลกตึงตัว

ส่วน“กุ้งขาว”เป็น“ดาวเด่น”เพราะภาวะผลผลิตฟื้นตัว หลังจาก 4 ปีก่อนโรคตายด่วนระบาดทำให้ผลผลิตลดลงกว่า 60% กระทบอุตสาหกรรมอาหารส่งออกให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ทั้งนี้คาด“กุ้งขาว” ปีนี้ผลผลิตจะเพิ่มสูงกว่าปีก่อน 15% จากการปรับปรุงกระบวนการเลี้ยงของเกษตรกร ขณะที่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ตามความต้องการของตลาดโลก จึงเป็นการ“รีเทิร์น”กลับมาสดใสอีกครั้ง

สำหรับ“ดาวร่วง”มาหลายปีอย่าง“ยางพารา” ปีนี้น่าจะ“รีเทิร์น”ขึ้นมาดีอีกตัว โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมานี้ ราคายางลดไปแล้วเกือบ 80% เทียบกับที่เคยขึ้นจุดสูงสุดที่กก.ละ 174.4 บาทเมื่อต้นปี 2554 ทำให้เม็ดเงินหายจากกระเป๋าชาวสวนยางเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกยางสำคัญ แต่ราคาก็กระเตื้องขึ้นมากช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยยางแผ่นดิบชั้น 3 เฉลี่ยอยู่ที่ 59.4 บาท/กก.เพิ่มขึ้นกว่า 60% จากช่วงต้นปี 2559 ที่ราคาตกต่ำเหลือแค่กก.ละ 30 กว่าบาท การที่ราคาสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการรัฐบาล ที่พยายามปรับโครงสร้างการผลิตและการใช้ยาง เช่น สนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้นและลดพื้นที่ปลูกยางเพื่อลดผลผลิต เป็นต้น ทำให้ราคายางปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นดาวที่เริ่มฉายแสงอีกครั้ง

ขณะที่“ข้าว”โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ในปีที่ผ่านมาราคาตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ทำสถิติต่ำกว่าตันละหนึ่งหมื่นบาทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ช่วงท้ายปี ราคาเริ่มปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็คาดว่า ราคาในปีไก่นี้อาจจะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำต่อเนื่อง จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมากของข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 2559/60 เช่นเดียวกับประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกอย่าง เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน ที่ล้วนมีผลผลิตเพิ่ม

สินค้าเกษตรที่น่ากังวลในปีไก่นี้ ก็คือ“มันสำปะหลัง” ที่ราคาลดลงต่อเนื่อง ผลจากการที่จีนอนุญาตให้ใช้ข้าวโพดในประเทศเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ทดแทนมันสำปะหลังที่นำเข้าจากไทย (กว่า 45% ของผลผลิตมันสดทั้งปีของไทยส่งออกไปจีน) ทำให้ราคาเฉลี่ยมันฯสดคละลดลงจาก 2.2 บาท/กก. ในปี 2558 มาถึงเดือนพ.ย.ปี 2559 เหลือแค่ 1.3 บาท/กก. หรือลดลงกว่า 40% สวนทางกับปริมาณผลผลิตที่คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นอีก 2.1% เป็นปริมาณ 31.2 ล้านตัน ผลกระทบหนักสุดจึงหนีไม่พ้นเกษตรกรที่ลงทุนปลูกช่วงราคาสูงก่อนหน้านี้กว่า 5 แสนครัวเรือน กว่าครึ่งอยู่ในภาคอีสาน

TMB ยังให้ข้อสังเกตน่าสนใจว่า สินค้าเกษตรหลักทั้ง 5 นี้ มีส่วนคล้ายคลึงกันคือ ส่วนใหญ่ผลผลิตจะส่งออกในลักษณะวัตถุดิบ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรมีมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก ทั้งราคาก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นหลักด้วย ดังนั้น หากต้องการให้ราคามีแนวโน้มดี หนีไม่พ้นต้องพยายามลดต้นทุนการผลิต,ลดพื้นที่ผลิต,เพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ และส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรไทยอย่างจริงจังต่อเนื่อง ผลักดันให้พัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตมากขึ้น

“นอกจากนี้เกษตรกรควรน้อมนำพระราชดำรัสเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสาน ที่สามารถสร้างความมั่นคงทางรายได้มากกว่าพึ่งพาการเกษตรเชิงเดี่ยว ที่มีความเสี่ยงจากราคาสูงกว่า และถือเป็นการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรระดับหน่วยย่อยไปพร้อมกันอีกด้วย”

เป็นข้อสรุปบทวิเคราะห์ ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมว่าไปตอนที่แล้ว ถึงเวลาที่เกษตรกรไทยต้องปรับตัว “ปฏิรูป”ด้วยตัวของเกษตรกรเอง เพื่อชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืนต่อไป

สาโรช บุญแสง