ส่องเกษตร : ทิศทางที่ต้องปรับกับหนทางที่ควรเป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532478

ส่องเกษตร : ทิศทางที่ต้องปรับกับหนทางที่ควรเป็น

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาปลายปีเป็นช่วงเวลาของการเข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวเริ่มพัดโชยมา เข้าสู่ฤดูของการเก็บเกี่ยว ข้าวเริ่มสุกแก่พอที่จะเก็บเกี่ยวกันได้แล้ว ในอดีตนับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรมีความสุขกันทั่วหน้า มีการลงแขกกันเกี่ยวข้าว ขนข้าวขึ้นยุ้งฉาง ก่อนที่จะทยอยขายข้าวเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครองครัว การลงแขกเป็นวิถีของสังคมเกษตรในยุคก่อน เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมมือกัน ทำให้เกิดความผูกพันกันในสังคมนั้น ข้อมูลการปลูกการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรในแต่รายของชุมชนนั้นเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทั้งชุมชน เหตุจากการมีส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกันผ่านกิจกรรมลงแขก หรือบางที่ก็เรียกว่าเอาแรงกัน ไม่ต้องไปลงทุนทำข้อมูลกันให้ยุ่งยาก ใครทำอะไร อย่างไร รู้กันไปทั่ว

ณ ปัจจุบัน หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Big Data เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการทำการเกษตร ซึ่งการได้มาซึ่ง Big Data เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนเป็นเม็ดเงินไม่น้อย ทั้งการแก้ไขกฎหมาย hardware software ต่างๆ ในยุคก่อนนั้น ในชุมชนต่างรู้จักการเตรียมการและการจัดการของคนในชุมชนเป็นอย่างดี ทุกครัวเรือนทราบดีว่าจะจัดสรรข้าวที่ได้มาอย่างไร วางแผนการปลูกในฤดูต่อไปอย่างไร ก่อนการปลูกข้าวและหลังการปลูกข้าวจะจัดการแปลงนาของตนเองอย่างไร ทราบข้อจำกัดเรื่องดินเรื่องน้ำของตนเอง นาในที่ลุ่ม นาในที่ดอน มองฟ้า ดูทิศทางลม ดูแสงแดดก็สามารถตัดสินใจกันได้ ข้อมูลเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในวิถีของชุมชน ถ่ายทอดและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

เมื่อการเกษตรถูกเปลี่ยนจากการทำการเกษตรเพื่อการดำรงชีพ สู่การทำการเกษตรเพื่อสะสมความมั่งคั่ง เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้วิธีการทำการเกษตร ความสัมพันธ์ในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปทุกคนต่างคิดถึงต้นทุนและผลกำไรในทางเศรษฐกิจทั้งหมด ความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันค่อนๆ เลือนหายไป ความเห็นแก่ตัวเริ่มเข้ามาแทนที่ ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงๆ จากผืนดินที่มี เกิดการว่าจ้างแรงงาน คิดค่าตอบแทนในการจ้างแรงงานทุกขั้นตอนส่งผลให้เกิดความเหินห่าง ทำลายวัฒนธรรมและวิถีทำการเกษตรของชุมชน กลายเป็นสังคมการเกษตรที่ต่างคนต่างอยู่และไม่รู้จักกันอีกต่อไป

จากการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรที่กล่าวมา การทำการเกษตรที่เป็นการลงทุน การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด จนผลักดันให้เกิดนโยบายการตลาดและการดูแลการเกษตรที่ปลายทาง เน้นผลตอบแทนที่สูงเพื่อให้คุ้มกับการลงทุน แต่ไม่ได้พิจารณาต้นทุนที่ดันให้สูงขึ้น มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด เช่น พันธุ์ข้าวเดิมชาวนาจะมีการคัดเลือกและกันข้าวในแปลงนาของตนเองไว้เผื่อทำพันธุ์ในฤดูถัดไปแต่ในปัจจุบันกลายเป็นว่าชาวนาต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาปลูกใหม่กันทุกครั้ง ไม่สามารถพึงตนเองได้ กลายเป็นเกิดธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นมาแทน เช่นเดียวกับพืชอีกหลายชนิด ทั้งพืชไร่ พืชผัก และไม้ผล ที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืชจากบริษัทข้ามชาติ เกิดการผูกขาด การจำกัดการเข้าถึงพันธุ์พืชของชุมชนและเกษตรกร ในเวลาเดียวกันภาครัฐโดยนโยบายที่ต้องการให้เอกชนทำธุรกิจได้ รัฐจะไม่ทำแข่ง จึงนำมาสู่การผูกขาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ การครอบงำการเกษตรโดยใช้พันธุ์พืชเป็นตัวกำหนดปัจจัยอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ หมายความว่า พันธุ์พืชชนิดนี้ถูกปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด เกษตรกรจะต้องมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ตามคำแนะนำที่ให้ไว้เท่านั้น จึงจะได้ผลผลิตตามที่หวัง หากยังปล่อยให้การเกษตรของไทยเป็นไปในทิศทางนี้ โดยไม่ได้มองความยั่งยืนในการพัฒนาบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองได้ นั่นคือ ความล้มเหลวด้านการเกษตร และจะเป็นความล้มเหลวด้านความมั่นคงทางอาหารตามมา ท้ายสุดแล้วจะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป

การเปิดตลาดทางการค้าผ่านการเจรจาทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรไม่ว่าจะในแง่มุมใด หากเกิดขึ้นโดยขาดการเตรียมความพร้อมของตัวเราเองแล้ว ในที่สุดแทนที่จะเกิดผลดี กลับจะเป็นการซ้ำเติมความสูญสลายของภาคการเกษตร แหล่งอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิมที่อยู่บนความพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ และมีความยั่งยืน กว่าจะไปยังจุดของการเจรจาดังกล่าว คงต้องทบทวนกันก่อนว่าวันนี้เราอยู่หรืออยากอยู่ ณ จุดใด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531024

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถั่วเขียวเป็นพืชดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งขนมหวานอย่างถั่วเขียวต้มน้ำตาล วุ้นเส้นจากแป้งถั่วเขียวที่นับเป็นอาหารสุขภาพ หรือขนมไทยอีกหลายชนิดก็ใช้ถั่วเขียวเป็นส่วนประกอบ ถั่วเขียวจึงเป็นพืชที่อยู่ในระบบการปลูกพืชของเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

ชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำนาจากรุ่นสู่รุ่น มักจะใช้พืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่เข้ามาอยู่ในระบบการปลูกข้าวเสมอ โดยเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำนาในฤดูถัดมานักวิชาการเองก็ได้ศึกษาจากพื้นฐานการปฏิบัติของชาวนาดังกล่าวจนทราบว่าพืชตระกูลถั่วสามารถที่จะเพิ่มไนโตรเจนเข้าไปในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและอินทรียวัตถุเพิ่มมากขึ้น ปรับโครงสร้างของดิน ส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อข้าวที่ปลูกเป็นพืชหลัก รวมถึงพืชตระกูลถั่วยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นพืชก่อนหรือหลังนาดังนั้นพืชตระกูลถั่วจึงเป็นตัวเลือกที่นักวิชาการแนะนำแก่เกษตรกรเสมอส่วนจะเป็นถั่วชนิดไหนก็ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างทั้งปริมาณน้ำ สภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ตลาด หรือแม้แต่ความคุ้นเคยของเกษตรกรเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการปลูกข้าวเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐ ระบบการปลูกข้าวของเกษตรกรกลายเป็นการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการว่างเว้นที่นาให้ไม่มีข้าวเลย พืชตระกูลถั่วที่อยู่ในระบบการปลูกข้าวจึงทยอยหายไป การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องทำให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินถูกใช้และชะล้างออกไป ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูงมากขึ้น และเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดการระบาดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคแมลงเหล่านี้มีพืชอาหารหรือพืชอาศัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับ เกษตรกรต้องหันมาใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ทำลายระบบนิเวศการเกษตรแบบเดิม และเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกรเอง ในขณะที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับจึงลดต่ำลง ในที่สุดอาชีพทำนาในรูปแบบดังกล่าวก็ไม่สามารถอยู่ได้ในปัจจุบัน

สำหรับถั่วเขียวจัดเป็นพืชตระกูลถั่วอายุสั้น ประมาณ 60-70 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มายาวนานให้มีความเหมาะสมกับระบบการปลูกพืช ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปได้ รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมการปลูกอย่างเป็นระบบ ขยายความต้องการใช้ประโยชน์ให้เพิ่มขึ้น มีอุตสาหกรรมโรงงานวุ้นเส้นรองรับ และถั่วเขียวถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆมากขึ้น แต่เมื่อระบบการปลูกพืชเปลี่ยนไปทั้งข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสงที่ใช้ในประเทศต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี

เป็นธรรมดาของการปลูกพืชที่ต้องมีโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะพืชเองก็เป็นแหล่งอาหารของเขาเช่นเดียวกันกับการเป็นอาหารของมนุษย์ มนุษย์จึงพยายามหาวิธีการทำลายศัตรูพืชเหล่านั้น เพื่อให้ตนได้ผลผลิตตามต้องการ เมื่อไม่นานมานี้มีประเด็นโรคใบด่างถั่วเขียวระบาดอย่างรุนแรงในแหล่งปลูกถั่วเขียวต้นฝน โรคดังกล่าวเคยปรากฏมานานมากกว่า 20 ปีได้ จำได้ว่าอาการของโรคจะปรากฏช่วงใกล้เก็บเกี่ยว พบกระจายเป็นหย่อมๆในแปลง โรคดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และเมื่อเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกก็ยังให้ผลผลิตได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี โรคดังกล่าวก็หายไป นานกว่า 20 ปี จึงมีข่าวว่ากลับมาปรากฏให้เห็นกันใหม่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวในปีนี้ แต่ในรอบนี้เห็นว่ามีคำแนะนำจากทางราชการไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดในแปลงที่เป็นโรคไปปลูกต่อในฤดูถัดไป ไม่แน่ใจว่ามีข้อมูลทางวิชาการอันใหม่หรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นก็มีข่าวออกมาว่า เตรียมการจะนำเข้าเมล็ดถั่วเขียวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ คงต้องเฝ้าระวังกันให้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่ เพราะเมล็ดกับเมล็ดพันธุ์นั้นคุณสมบัติมันไม่เหมือนกันการด่วนสรุปโดยข้อมูลทางวิชาการที่ไม่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบสูงมากกว่าที่คิด อย่าให้เกษตรกรต้องบอบช้ำจากการทำงานของภาครัฐอีกเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529834

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.40 น.

ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคแถบนี้ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมีพืชพรรณหลายชนิดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแตกต่างกันไป ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่าประเทศไทยมีผักผลไม้บริโภคได้ตลอดทั้งปี สลับชนิดมาให้ผู้บริโภคได้เลือก มากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล หรือพืชพรรณชนิดอื่นก็ตาม ต่างก็ให้ผลผลิตอย่างหลากหลายตลอดฤดูกาลหมุนเวียนไปในแต่ละรอบปีขณะเดียวกันบนความหลากหลายของชนิดพืชที่สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ศัตรูพืชก็ไม่ต่างกัน ทั้งความหลากหลายของชนิดศัตรูพืช แหล่งอาหาร จึงส่งผลให้ศัตรูพืชสามารถขยายแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน จนบางครั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมหาศาล ดังที่เคยปรากฏมาบ่อยครั้งเมื่อในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตั๊กแตนปาทังก้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือแม้แต่หนอนหัวดำในมะพร้าว หรือในยุคปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นต้น

จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าว พืชบางชนิดอาจไม่ใช่พืชในท้องถิ่นมีการนำเข้ามาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก บ้างก็นำมาปลูกทดสอบ เพื่อคัดเลือกให้ได้ผลผลิตที่ดีตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ บ้างก็นำเข้ามาเพราะความสวยงาม แต่สุดท้ายกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ผักตบชวา เป็นต้น หรือบ้างก็นำเข้ามาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ไมยราพยักษ์เป็นต้น พืชบางชนิดที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทำรายได้หลายหมื่นล้านกลับไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หากเป็นการนำเข้ามาทดสอบและทดลองปลูกตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้ผลดีจึงมีการนำมาขยายการผลิตอย่างกว้างขวาง จนคนในยุคปัจจุบันเข้าใจไปเองว่าเป็นพืชผลที่มีอยู่ในประเทศแต่เดิม ด้วยเหตุผลว่าเราสามารถผลิตได้ดีมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญเราสามารถผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของพืชชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นลำไย ลิ้นจี่ หรือ ยางพารา ที่นำเข้าปลูกทางใต้ของประเทศ ปัจจุบันขยายพื้นที่ปลูกไปเกือบทั่วประเทศ

ผลจากการนำเข้าพืชชนิดต่างๆ เข้ามาในประเทศ ย่อมมีโอกาสติดเข้ามาของศัตรูพืชด้วยเช่นกัน หากศัตรูพืชที่ติดเข้ามาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ และมีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง จะส่งผลให้กลายเป็นศัตรูพืชของพืชที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จึงต้องมีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นให้หมดสิ้นไป จากเหตุผลดังกล่าว

เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีของการผลิตทางการเกษตร ป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช ทั้งที่อาจเป็นโรค แมลง หรือ แม้แต่ตัวพืชนั่นเองอาจกลายเป็นวัชพืชหรือพืชรุกรานทำลายพืชเศรษฐกิจหลักของไทยได้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืช พ.ศ.2495 ก่อนที่จะปรับมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นเวลาเกือบจะ 70 ปีแล้ว โดยหวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการรุกรานเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นที่จะเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของไทย โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดสิ่งที่ต้องควบคุมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สิ่งต้องห้าม สิ่งกำกัด และสิ่งไม่ต้องห้าม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาการอารักขาพืชระหว่างประเทศ หรือ International Plant Protection Convention (IPPC) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในระดับโลก เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุม กำกับ ดูแล มิให้เกิดการนำเข้ามา แล้วมาก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชผลภายในประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตามลำดับ คือ ในปี 2542 และในปี 2551 แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯดังกล่าว คงต้องปรับปรุงเพิ่มเติมกันต่อไป ประเด็นสำคัญที่การดำเนินการป้องกันและควบคุมการเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นไม่ได้อยู่ที่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับสามัญสำนึกของการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในรุ่นต่อไป ต้องเข้าใจและร่วมมือกันเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527970

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้าย้อนหลังดูการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในแต่ละยุคสมัย หรือเปลี่ยนไปตามนโยบายที่เน้นหนักของผู้บริหารประเทศในยุคนั้นๆ แต่เดิมการเกษตรอาจเป็นเพียงวิถีชีวิตของชาวบ้านทำการเกษตรไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน เหลือเผื่อแผ่ให้ญาติมิตรเพื่อนบ้าน มีการลงแรงร่วมกันในการทำการเกษตร ผู้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงแรงในการดำนา เกี่ยวข้าว เกิดเป็นประเพณีอันดีงามในท้องถิ่น มีการละเล่น ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ก็มีแหล่งกำเนิดมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นสื่อแสดงถึงวัฒนธรรมและความผูกพันกับการทำการเกษตร เพลงพื้นบ้านเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตอย่างแท้จริง และสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง นาล่ม ต่างสะท้อนเป็นบทเพลงหลายๆ บทเพลง และเป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน

ภาคการเกษตรเมื่อถูกพิจารณาเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญภาคหนึ่งของประเทศ จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิวัติเขียว ปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มาเป็นวิถีชีวิตที่ต้องมีการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงเกิดการจ้างงาน การลงทุนด้านปัจจัยการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปุ๋ย สารเคมีปัองกันกำจัดศัตรูพืช เรื่อยไปถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ทัน เครื่องจักรจึงเข้ามาทดแทน โดยเน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จนบางครั้งหากคิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่ได้รับจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง และบางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุนเลยก็เป็นได้

ขณะที่ทุกฝ่ายต่างมุ่งทำการเกษตรโดยมองที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ได้รับกลับมา ความสัมพันธ์ เชื่อมโยง การช่วยเหลือกันและกันตามวิถีชาวบ้าน วิถีของการพัฒนาชนบทก็เลือนหายไป จนแทบไม่มีปรากฏให้เห็น เมื่อถึงจุดหนึ่งเกิดแนวคิดของการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนหรือองค์กรเพื่อช่วยเหลือกัน มุ่งหวังให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการเกษตรในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่รวมกันผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต จัดการผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ราคาและคุณภาพที่สมเหตุสมผล รวมกันขาย สร้างพลังต่อรองทางธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดผลตามมาจากการที่ชุมชนถูกทำให้แตกแยก แข่งขันกันผลิต ผลผลิตชนิดใดให้ผลตอบแทนดี เป็นราคา ก็แห่กันไปทำการผลิตสินค้านั้น เมื่อแข่งกันผลผลิต ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาตกต่ำลงตามกลไกตลาด ปัจจัยเหล่านี้ถูกกดดันให้มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรทั้งหลาย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านระเบียบ ข้อกฎหมาย การวัดผลสำเร็จของผู้บริหารสถาบันเกษตรกรเหล่านั้น ทำให้แทนที่จะรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง กลายเป็นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจของพ่อค้าหรือผู้มีผลประโยชน์ในองค์กรแทน ไม่ได้เป็นองค์กรที่ปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก การรวมกลุ่มดังกล่าวจำนวนมากกลายเป็นกลุ่มที่อ่อนแอไม่สามารถสร้างพลังในการต่อรองได้อย่างที่หวัง

ในยุคการปฏิรูปภาคเกษตรที่มุ่งหวังสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน หวังให้เกษตรกรสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพการเกษตร มีการตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรในพื้นที่สิ่งแวดล้อมของชุมชนนั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำหน้าที่ประสานงานเท่านั้น เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องสมเหตุสมผลในสิ่งแวดล้อมการผลิตทางการเกษตรนั้น เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปรวมตัวกับเกษตรกรที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือ แบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกัน พัฒนาการผลิตไปในทิศทางเดียวกัน ขยายแนวคิดออกไป เพิ่มจำนวนแปลงให้มากขึ้น กลายเป็นการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ภายใต้แนวคิดและเทคโนโลยีเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมๆ กัน เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาไปด้วยกัน โดยร่วมกันวางแผนการผลิต การตลาด การจัดหาปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมของตน มุ่งลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตคุณภาพมีมาตรฐาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการที่ดี สมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่จึงได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยกลุ่มแปลงใหญ่ต้องมีผู้จัดการแปลงที่มีประสิทธิภาพ สามารถประสานการดำเนินการและการจัดการได้ทั้งระบบ มีการนำความรู้ความสามารถของสมาชิกแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ ดึงลูกหลานเข้ามาร่วมดำเนินการในส่วนที่ตนเองถนัด จึงสามารถสร้างความต่อเนื่อง ขยายผล และสร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

จากรากฐานและเป้าหมายของแปลงใหญ่ที่กล่าวมา หากผู้บริหารประเทศมองว่าแปลงใหญ่คือการอุดหนุน ให้เปล่า โดยขาดจิตสำนึกของการพัฒนาร่วมที่จะสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง สุดท้ายแปลงใหญ่จะกลายเป็นองค์กรเกษตรกรอีกองค์กรหนึ่งที่ล้มเหลวในการพัฒนา เหมือนกับหลายๆองค์กรที่เป็นมาในอดีตที่ถูกทำลายลงด้วยแนวคิดการอุดหนุนของผู้กำหนดนโยบาย บางทีต้องย้อนกลับไปพิจารณากันใหม่ให้ดีๆ คำว่า “อุดหนุน-ให้เปล่า” ในลักษณะที่กำลังคิดและทำ ยังจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมปัจจุบันหรือไม่ หรือ เป็นสารเร่งความอ่อนแอให้เกิดขึ้นกับองค์กรเกษตรกร คิดผิด คิดใหม่ได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจ : ช่วยกันคิดและเสนอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524824

ส่องเกษตร : ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจ : ช่วยกันคิดและเสนอ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนำเสนอประเด็นของการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะด้านความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของชาติ เพื่อจะเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมช่วยกันคิดและกลั่นกรองก่อนที่จะประกาศให้เป็นแผนการพัฒนาของคนทั้งชาติ โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นผลกระทบในวงกว้างและแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีมาตรการมาหยุดยั้งการระบาด โดยเฉพาะวัคซีนซึ่งแต่ละชาติเร่งดำเนินการอยู่

รัฐบาลโดยสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ได้นำเสนอร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นแผน 2 ปีระหว่างปี 2564-2565 เข้าใจว่าเป็นแผนเฉพาะกิจที่ต้องการปรับบางส่วนของการดำเนินการตามแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนระดับ 1 ระยะเวลา 20 ปี โดยยุทธศาสตร์ชาติหวังผลและวางตำแหน่งความสำเร็จไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ระหว่างทางที่เดินไปตามแผน อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เช่นเดียวกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการส่งออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังภาคอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่ภาคการเกษตร

ในร่างแผนเฉพาะกิจดังกล่าว ได้นำเสนอการใช้แนวคิด“ล้มแล้วลุกไว” (Resilience) ประกอบด้วยมิติแนวทางการพัฒนา3 ประการ คือ(1) การพร้อมรับ (Cope) เพื่อให้เกิดความสามารถในการบริหารในภาวะวิกฤติได้ดี (2) การปรับตัว (Adapt) เป็นการปรับรูปแบบและทิศทางการพัฒนารองรับการเปลี่ยนแปลงได้ และ (3) การเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน (Transform) นับว่าเป็นมิติการพัฒนาที่ถูกต้อง เหมาะสม และครอบคลุมในภาวะวิกฤติเช่นนี้เป็นอย่างดี รวมถึงมีการนำเสนอแนวคิดประกอบเพื่อชี้นำไปสู่การกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนา 4 แนวทาง และรองรับด้วย 250 โครงการ ซึ่งแนวทางที่ 1เป็นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ(local economy) จำนวน 22 โครงการ แนวทางที่ 2 คือการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (future growth) จำนวน 98 โครงการ ใน 5 วิธีการพัฒนา เช่น การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมอาหารเป็นต้น แนวทางที่ 3 เป็นการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ (humancapital) จำนวน 52 โครงการ ใน 3 วิธีการพัฒนา และแนวทางที่ 4 คือการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (enabling factors) กำหนดไว้5 วิธีการ จำนวน 78 โครงการ

เมื่อพิจารณารายละเอียดของโครงการจะเห็นว่า แนวคิด วิธีการนำเสนอ ตลอดจนการกำหนดมิติการพัฒนาต่างๆ มีความเหมาะสมและดูดี แต่ยังมีหลายจุดที่ไม่สามารถรองรับได้อย่างแท้จริง เพราะยังคงใช้หลักคิดในการรวมโครงการจากหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนในปี 2564 มาเป็นโครงการภายใต้แผนดังกล่าว โดยขาดการบูรณาการสรรพกำลังให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จได้ เหตุเกิดจากการเริ่มต้นของโครงการที่ขาดความใส่ใจในประเด็นฐานราก เป็นเพียงการนำกิจกรรมต่างๆ รวมกัน ขาดการบูรณาการ จึงขาดพลังในการสร้างให้บรรลุเป้าหมาย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่มากเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะโครงการที่ดำเนินการโดยหน่วยงาน ที่เรียกกันว่างบ Function หรือเป็นงานประจำที่ต้องทำตามหน้าที่ จึงยากที่จะมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง เห็นได้จากที่ผ่านมาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ก็ออกมาในลักษณะเดียวกันส่งผลให้ขาดพลังในการขับเคลื่อน การนำงานประจำเข้าไปอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้ครบองค์ประกอบในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเท่านั้น จึงตอบโจทย์เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศได้น้อยมาก

ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ฉบับนี้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของชาติได้ สำหรับภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ จำเป็นต้องได้รับการดูแลและดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและจริงจัง มิเช่นนั้นจะเหมือนกันที่ผ่านๆ มา ที่อุดมไปด้วยโครงการที่พัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะกิจ ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาในระยะยาวสุดท้ายความสำเร็จจะหาไม่เจอ จะเจอแต่โครงการที่เสร็จแล้วเท่านั้น ดังนั้นอย่าได้นิ่งดูดายขอให้มาร่วมกันช่วยคิดและเสนอแนะเพื่อให้การลงทุนของประเทศในครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามที่หวัง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : จากบางเขนสู่ทุ่งรังสิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523303

ส่องเกษตร : จากบางเขนสู่ทุ่งรังสิต

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เสนอเรื่องการเดินทางจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปยังจังหวัดทางภาคเหนือโดยรถยนต์ ผ่านจุดต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการทำการเกษตรระหว่างเส้นทางที่ผ่านไป เริ่มจากการออกจากสถาบันการศึกษาทางการเกษตรที่เก่าแก่ของชาติ สร้างบัญฑิตออกมารับใช้สังคม ประเทศชาติมายาวนาน จากย่านบางเขนที่เดิมเป็นทุ่งนา ต่อมาที่ดินถูกเปลี่ยนมือกลายเป็นที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจากเดิม และทิ้งท้ายประเด็นของทุ่งรังสิตที่มีเรื่องราวในอดีตมากมาย

เมื่อย่านดอนเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศ และมีสนามบินดอนเมือง เข้าใจว่าการเลือกทำเลในครั้งอดีต มั่นใจว่าเป็นที่ดอน น้ำไม่ท่วม แต่เมื่อปี 2554 สนามบินแห่งนี้ก็ไม่รอดจากน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน เลยไปทุ่งรังสิตกลายเป็นแหล่งรวมของหมู่บ้านจัดสรรตลอดแนวคลองรังสิตทุกสาย ทั้งที่เดิมนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองรังสิตเพื่อใช้เป็นที่นาปลูกข้าว เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ และมีการตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิตขึ้นมาในแถวคลอง 6 เมืองธัญบุรี เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีการจัดระบบชลประทานเพื่อการเกษตรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เมื่อประชากรเมืองเพิ่มมากขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มตามไปด้วย และรูปแบบของการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่ในแถบเมืองหลวง ส่งผลให้ความจำเป็นของทุ่งรังสิตในการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำลดลง กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญแทน เมื่อที่อยู่อาศัยเต็มพื้นที่ การสร้างถนนหนทาง การวางผังเมืองที่บกพร่อง ส่งผลต่อความสามารถในการระบายน้ำและการรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าหากปีไหนน้ำมาก รับรองว่าปัญหาน้ำท่วมมาถึงแน่นอน

สถานีทดลองข้าวรังสิต ปัจจุบันคือ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สังกัดกรมการข้าว นับว่าเป็นศูนย์วิจัยข้าวที่เข้มแข็งแห่งหนึ่ง ในอดีตมีนักวิจัยระดับนานาชาติที่เก่งๆ หลายท่าน สร้างผลงานไว้กับประเทศหลายอย่าง ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อาจทราบได้ บริเวณเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของธนาคารเชื้อพันธุกรรมพืช หรือ Gene Bank เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ สังกัดกรมวิชาการเกษตร ซึ่งอันที่จริงแล้วศูนย์วิจัยข้าวเดิมอยู่ภายใต้สถาบันวิจัยข้าว สังกัดกรมวิชาการเกษตร ก่อนที่จะปรับโครงสร้างมาสังกัดกรมการข้าว ย้อนไปที่ธนาคารเชื้อพันธุกรรมพืช เป็นแหล่งเก็บรวบรวมเชื้อพันธุกรรมของพืชด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ให้กับลูกหลานในอนาคต

ทุ่งรังสิตในอดีตนอกจากจะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแล้ว ตามแนวถนนพหลโยธินในยุคนั้น จะมีแผงขายแตงโมอยู่ริมข้างทาง ถึงกับครูเพลงนำไปแต่งเป็นเพลงลูกทุ่งกลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับของไทย และอมตะมาจนถึงปัจจุบัน จึงอาจเป็นหลักฐานว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาแล้ว ชาวนาจะปลูกแตงหลังทำนา บางข้อสันนิษฐานก็มองว่าแตงดังกล่าวอาจนำมาจากสุพรรณบุรีก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามชี้ให้เห็นว่ามีการจัดระบบการปลูกพืชมากันตั้งแต่ครั้งอดีต ไม่ใช่การทำนาอย่างต่อเนื่องเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้บริเวณปากคลองรังสิตดังกล่าวยังเป็นแหล่งรวมของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญในอตีดอีกด้วย จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่เป็นย่านการค้าสินค้าการเกษตรที่สำคัญด้วยเช่นกัน ปัจจุบันพื้นที่กลายเป็นที่พักอาศัย ศูนย์การค้า โรงงาน และยังคงมีตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายตลาดอยู่ในย่านนี้ไม่ว่าจะเป็นตลาดไท หรือ ตลาดสี่มุมเมือง

การพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความต้องการของอาหารของมวลมนุษยชาติ เพราะอาหารยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ในขณะที่ความต้องการอาหารขยายตัวมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร แต่ก็ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรด้วยเช่นกัน ดังนั้นภาคการเกษตรจะต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น ผลตอบแทน ผลผลิตต่อพื้นที่ต้องเพิ่มขึ้น จึงจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ดูเหมือนเป็นประเด็นที่ผู้คนในวงการเกษตรทราบกันดี แต่ทำกันไม่ดีหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521729

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้จัดได้ว่าเป็นช่วงกลางค่อนข้างปลายฤดูฝนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษาแล้ว และก็แน่นอนว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ความผูกพันระหว่างความเชื่อ วิธีปฏิบัติทางศาสนากับสภาพธรรมชาติ และก็เป็นสภาพธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่ออาชีพการเกษตรที่ผูกติดกับวัฒนธรรมประเพณี บนองค์ประกอบสำคัญคือธรรมชาติ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนั่งรถยนต์เดินทางขึ้นภาคเหนือกับกลุ่มผู้สูงวัย และก็เช่นเดียวกับทุกๆครั้งที่ได้มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังพื้นที่ ชุมชนหรือแม้แต่บริเวณพื้นที่การเกษตรระหว่างทาง ตลอดเส้นทาง ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ที่ทำงานในหน้าที่มา เมื่อต้องเดินทางด้วยรถยนต์ออกปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ผมมักจะชอบที่จะนั่งดูภาพที่ปรากฏแก่สายตาตลอดสองข้างทางที่ผ่าน เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพื่อทำการเกษตรอันเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่นมนาน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นความแตกต่างของชนิดกิจกรรมด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน หรือแม้บนเส้นทางเดิมแต่ต่างเวลา ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกัน ตามห้วงเวลาที่ปรากฏแก่สายตา บางช่วงเดินทางในช่วงฤดูแล้งก็ได้เห็นสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏบางครั้งเกิดความรู้สึกมากว่าทำไมประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์มากมาย จึงมีสภาพเช่นนี้ต้นข้าวที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ปรากฏร่องรอยการเผาไหม้หรือแม้แต่บางพื้นที่ก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า มิได้นำพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบในพื้นที่ของต่างประเทศในช่วงที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียน ดูงาน ซึ่งผมก็ชอบที่จะเดินทางโดยรถยนต์เพื่อถือโอกาสชมทิวทัศน์สองข้างทางไปด้วย แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับภาพที่ปรากฏกับของบ้านเรา เห็นความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งเราได้ยิน ได้รับทราบเรื่องอย่างนี้มาโดยตลอด แต่นานวัน ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำด้านการเกษตร กลับมีสภาพของการเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกร หรือพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมากจนบางพื้นที่แทบจะไม่เหลือร่องรอยของความยิ่งใหญ่ด้านการเกษตรในอดีตเลย เริ่มตั้งแต่ผมขับรถออกมาจากที่นัดหมายคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรออกไปรับใช้แผ่นดิน ขับรถผ่าน บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง ซึ่งก็
ล้วนมีประวัติความเป็นมาทั้งสิ้น เคยได้รับฟังบางเรื่องราวจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่การเกษตรในเขตพื้นที่บางเขน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นทุ่งนา แต่เมื่อเมืองเริ่มขยาย ความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยก็มีมากขึ้น มีการเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อนำไปทำเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรือแม้แต่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง มีเกิดขึ้นมากมาย ท่านเองในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ก็จะเป็นผู้หนึ่งที่ทราบสภาพพื้นที่เป็นอย่างดี จนวันหนึ่ง มีเจ้าของพื้นที่นามาขอพบและมีของฝากพร้อมกับคำขอบคุณว่าเขาสามารถขายที่นาเขาได้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ท่านนี้ ท่านจึงได้ถามไถ่จนได้ความจริงว่าเขาได้ขายพื้นที่นาดังกล่าวไปแล้ว ได้ราคาดีพอสมควร และเมื่อท่านได้ทบทวนย้อนหลังไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีผู้มาพบและสอบถามข้อมูลสภาพพื้นที่ในแถบดังกล่าวและท่านก็ได้นำเสนอข้อมูลถึงสภาพความเหมาะสมในการทำการเกษตรไป จึงได้ทราบว่าเป็นการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจซื้อพื้นที่นาดังกล่าวนั่นเอง จนปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าว เกิดเป็นหมู่บ้านจัดสรรใหญ่โตมีผู้อยู่อาศัยมากมาย กลายเป็นเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ภาพท้องทุ่งบางเขนที่เป็นเรือกสวนไร่นา หายไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง เกิดขึ้นเต็มไปหมด ยิ่งช่วงนี้มีรถไฟฟ้าผ่านไปถึงคูคต และจะมีอีกหลายสายตามมา จึงเห็นอาคารที่อยู่อาศัยสูงๆ เกิดขึ้นมากมายตลอดสายทาง จนจำพื้นที่เดิมไม่ได้เลย นี่ขนาดเป็นพื้นที่ที่ผมเริ่มออกเดินทางขึ้นเหนือยังไม่พ้นเขตกรุงเทพมหานครเลย ยังมีเรื่องราวมากมาย ยิ่งเมื่อกำลังจะขับรถผ่านรังสิต ยิ่งมีประเด็นอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของพื้นที่ดังกล่าวถึงกับเป็นส่วนหนึ่งของเพลงลูกทุ่งเพลงดังในอดีต ซึ่งก็คงต้องนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : YSF คือ ความหวัง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520216

ส่องเกษตร : YSF คือ ความหวัง?

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ภาพที่ปรับเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518568

ส่องเกษตร : ภาพที่ปรับเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปเกาะสมุยร่วมกับกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรหนึ่งนับว่าเป็นการเดินทางไปเกาะสมุยในรอบหลายปีของผม โดยที่สมาชิกท่านหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสมุย ขอให้พวกเราไปช่วยเพิ่มความคึกคักให้เกาะสมุยกันบ้างหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี

ภาพจำเมื่อครั้งเดินทางไปประชุมที่เกาะสมุยก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกาะสมุยเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งของไทยที่เต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มีการก่อสร้างอาคารต่างๆ ร้านอาหาร โรงแรม คลับบาร์ แหล่งบันเทิงหลากหลายเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายหาดที่เป็นที่นิยมเช่นหาดเฉวง หาดละไม เป็นต้น ถ้าเราขับรถในเส้นทางเหล่านี้แทบจะมองไม่เห็นหาดเลย แต่ภาพปัจจุบันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมองเห็นความซบเซาที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงเมื่อเดินทางไปเกาะแห่งนี้ครั้งแรกราวปี 2527 หรือกว่า 35 ปีมาแล้วมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคืออาคารตึกรามบ้านช่อง ห้องอาหาร โรงแรม คลับ บาร์สารพัด เกิดขึ้นเต็มไปหมด ในยุคนั้นยังไม่มีสภาพแบบนี้ให้เห็น แต่สิ่งที่เหมือนกับ 35 ปีที่แล้ว คือความสงบ ความเงียบ ครั้งแรกที่ไปนั้น ผมขึ้นไปพักบนเรือนพักในสวนทุเรียนของเพื่อน และยังได้รับการบอกกล่าวว่า เพราะเป็นลูกรักจึงได้สวนจากบรรพบุรุษ ส่วนลูกชังได้รับมรดกเป็นที่ดินติดทะเล ปลูกมะพร้าวไม่ได้ลูก ปลูกทุเรียนก็ไม่ได้ กาลต่อมาเมื่อราคาที่ดินบริเวณชายหาดมีราคาสูงขึ้นมาก จึงเกิดคำพูดแรงๆ ตามมาว่า ใครกันแน่ที่เป็นลูกรัก ใครกันแน่เป็นลูกชัง ที่ดินชายหาดที่สร้างมูลค่า นำไปสู่ความมั่งคั่งมากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินบนเขา สวนมะพร้าว สวนทุเรียนด้อยค่าลงไปมาก

แต่เมื่อเวลาหมุนมาสู่ยุคโควิด วันนี้ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เวียนกลับมาอยู่ที่เดิม เห็นการเก็บเกี่ยวทุเรียน มังคุด ดูคึกคัก เห็นรถขนส่งผลไม้วิ่งกันไปมาเห็นล้งเปิดรับซื้อผลไม้ถึงในสวน และเมื่อติดตามข้อมูลลึกลงไปอีก สมาชิกของกลุ่มดังกล่าวมีทั้งกิจการโรงแรมและสวนผลไม้ด้วย วันนี้ต้องปรับตัว ปรับธุรกิจ อย่างที่เรียกว่าสลับขั้วกันเลยทีเดียว กิจการโรงแรมต้องหยุดและปิดตัวลงหรือเปิดให้บริการได้บางส่วนเท่านั้น พนักงานเกือบ 200 คนต้องปรับลด บางส่วนก็นำไปช่วยกันทำสวนเพื่อสร้างรายได้มาใช้เลี้ยงกิจการ ภาพของการทำสวนจึงหันกลับมาคึกคัก มีการขยายและดูแลสวนอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่าแต่ก่อนที่ปล่อยเป็นทุเรียนป่า นานๆ จะเข้าสวนหรือไม่ก็เข้าสวนเมื่อจะเก็บผลผลิตเท่านั้น แต่วันนี้มีการตัดหญ้ากำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น บำรุงผลกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาทุเรียนปีนี้ ค่อนข้างดี ยิ่งจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่ม มีการปลูกเพิ่ม เพื่อเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่และขยายการปลูกเพิ่มขึ้น เห็นได้จากต้นทุเรียนปลูกใหม่และต้นทุเรียนขนาดเล็กที่อยู่กระจัดกระจายในสวน พื้นที่บนเขาจึงมีผู้คนมากมาย คึกคักกว่าพื้นที่ริมหาด เห็นการเข้าไปเฝ้าสวนและดูแลสวนกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ขณะเดียวกันอีกภาพที่เห็นคือ การสร้างรีสอร์ท หรือบ้านพัก ของชุมชนบนเขาเพิ่มมากขึ้น แหล่งท่องเที่ยวบนเขามีการพัฒนาและขยายตัวมากกว่าชายทะเล สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพของเกาะสมุยที่เปลี่ยนไป นอกจากผลไม้หลักๆแล้ว ยังมีผู้สนใจขยายการผลิตไปสู่พืชชนิดอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ และต้องนำเข้าจากพื้นที่บนฝั่งหลายชนิด เริ่มมีการผลิตและวางจำหน่ายบ้างแล้ว เห็นได้ว่าวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป เพิ่มทางเลือกเพื่อความอยู่รอด สร้างผลผลิตจากแหล่งที่ถูกลืม หลังจากที่เพลิดเพลินกับแหล่งเงินหรือความมั่งคั่งด้านอื่นๆ สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้เกิดความผันผวน ก็หนีไม่พ้นภาคเกษตร ที่เป็นผู้ผลิตอาหาร ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักพิง แหล่งดูดซับความเสี่ยง ความล้มเหลวจากสาขาอาชีพต่างๆ เป็นเสมือนฐานให้กับสังคมได้อย่างดี สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้โอกาสนี้ สร้างการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปสู่ความมั่นคงในอาชีพนี้ให้ได้ นอกเหนือจากการที่ทำหน้าที่แค่ตัวดูดซับความเสี่ยง ความล้มเหลวจากสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ ของสังคม สำคัญที่สุด ต้องปรับแนวคิดกันใหม่ว่า “การเกษตรสร้างชาติ” ได้จริง เพราะ “เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง” เหมือนที่หม่อนเจ้าสิทธิพร กฤษดากร ท่านได้กล่าวไว้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ร่วมคิด ร่วมทำ สู่ความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516940

ส่องเกษตร : ร่วมคิด ร่วมทำ สู่ความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากันสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ การทำมาหากิน ฝนฟ้าที่ไม่เป็นใจ หรือแม้แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายออกมาเตือนและแสดงความห่วงใยต่อการกลับมาของโควิด-19 ในรอบ 100 วัน ของการตรวจพบในคนที่อยู่ภายในประเทศ ช่วงเวลาเดียวกันรัฐบาลได้ทบทวน ปรับปรุง แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ โดยกำหนดให้มีการปรับปรุงการปฏิรูปประเทศทุกด้าน จัดทำให้เสร็จสิ้นและเสนอเข้าให้ ครม.พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในธันวาคม 2563 นี้ โดยกำหนดขั้นตอนสำคัญประการหนึ่ง คือ เมื่อร่างและปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ ต้องนำเข้ารับฟังความเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนจะนำมาปรับปรุงและนำเสนอเป็นแผนการปฏิรูปประเทศต่อไปได้

ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งใน 23 ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติแต่อยู่ภายใต้แผนปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศภาคเกษตร ชุดปัจจุบันได้มีการนำเสนอแนวทางการสร้างการผลิตการเกษตรมูลค่าสูง โดยมุ่งหวังให้มีการปรับระบบการผลิตจาก กิจกรรมด้านการเกษตรในกลุ่มสินค้าให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยมีโครงการ/แผนงาน/กิจกรรมต่างๆ มารองรับแนวคิดดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยเริ่มตั้งแต่คนซึ่งหมายถึงเกษตรกรที่ต้องปรับตัวตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ มีการกำหนดกลยุทธในแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งการพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการ พัฒนาการรวมกลุ่มให้มีกิจกรรมกลุ่มทั้งกลุ่มธรรมชาติ จนไปสู่กลุ่มที่มีกฎหมายรองรับ เช่น สหกรณ์ หรือ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

ในส่วนของระบบการผลิต นอกจากจะเน้นให้มีการปรับเปลี่ยนแล้ว ยังเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการเกษตรอีกหลากหลาย มุ่งพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในทุกระดับไปจนถึงขั้นตอนการจำหน่ายผลผลิต ส่วนของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พยายามให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง และให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าดังกล่าวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การผลิตที่ต้องได้รับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทุกขั้นตอนของการผลิตจนถึงการแปรรูปหรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์เพื่อส่งต่อไปยังผู้บริโภค ทั้งยังต้องเกี่ยวเนื่องไปกับระบบ Logistic ที่นำไปสู่งการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือรักษาคุณค่า คุณภาพ และมาตรฐานในห่วงโซ่คุณค่าการผลิตด้วย

การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งระดับนโยบายและระดับของผู้ปฏิบัติ แต่ระดับที่สำคัญที่สุดคือระดับเกษตรกรหรือกลุ่มบุคคลเป้าหมายที่มีส่วนสำคัญที่สุดของการพัฒนาและการปฏิรูปประเทศได้จริง กลุ่มคนเหล่านั้นมีส่วนหรือไม่ในการคิดและวางแนวทางที่จะให้มีการปฏิรูปประเทศในกลุ่มอาชีพของเขา เพราะการเกษตรมิใช่ทำหน้าที่เป็นส่วนขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของชุมชน การปรับหรือเปลี่ยนย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ วิถีกับเทคโนโลยีจะก้าวไปในทิศทางเดียวกันจึงเป็นประเด็นที่ท้าทาย ดังนั้นหากจะปรับหรือเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศประการใดคงต้องคำนึงถึงและนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นประเด็นสำคัญของการปรับปรุงเพื่อปรับเปลี่ยนด้วย มิเช่นนั้นจะเหมือนที่ผ่านมาที่ผลสุดท้ายไม่สามารถปรับเปลี่ยนสิ่งใดได้ เพราะคนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีส่วนคิดส่วนผลักดันและวางแนวทางของตนเองอย่างไร สงสารความตั้งใจดี อย่าให้เสียของกันเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล