ส่องเกษตร : ปฏิรูปปีระกา-สินค้าเกษตรน่าจับตา(1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250966

วันพุธ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

“งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” หยุดยาวเทศกาลปีใหม่”ไก่-ระกา”ก็ย่อมต้องถึงเวลาสิ้นสุดลง…กลับมาเริ่มต้นการทำงานกันเสียที เพราะชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป

สำหรับชีวิตของเกษตรกรที่ปกติมักจะมีวงจรที่แน่นอน เช่น ถ้าทำนาปลูกข้าวนาปีพื้นที่ไหน เดือนไหนจะต้องไถ หว่าน ปักดำ จนถึงเดือนไหนที่เริ่มเกี่ยวข้าว หมุนเวียนเป็นวัฏจักร เช่นเดียวกับการปลูกพืชอื่นๆ แต่เพราะความที่เกษตรกรส่วนใหญ่ทำแบบเคยชิน ปลูกแต่พืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ จึงทำให้ชีวิตยากที่จะลืมตาอ้าปาก ด้วยถูกปัจจัยต่างๆ เป็นตัวกำหนดไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าน้ำฝน ไปจนถึงกลไกการตลาด…ชีวิตจึงลำบากเรื่อยมา เดี๋ยวน้ำแล้ง เดี๋ยวน้ำท่วมจนผลผลิตเสียหาย หมดเนื้อหมดตัว พอปีไหนผลผลิตดีกันถ้วนหน้า ก็ล้นเกิน จนราคาตกต่ำอีก ฯลฯ

บทเรียนปีแล้วปีเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงถึงเวลาแล้วที่จะได้คิดและเปลี่ยนแปลง ไม่ปล่อยให้ปัจจัยต่างๆมากำหนดไปเสียทั้งหมด แต่เกษตรกรเราต้องเป็น “ผู้กำหนด”เองบ้าง เช่น บทเรียนเรื่อง “ข้าวหอมมะลิ”ในปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาตกต่ำลงหนักมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะพ่อค้าไปตกลงขายข้าวล่วงหน้ากับตลาดโลกในราคาที่ต่ำมาก จึงมากดราคารับซื้อในประเทศ…แต่เมื่อชาวนาได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ให้ทำการสีข้าวเปลือกที่ผลิตได้ แล้วทำตลาดเอง ขายเองโดยตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ก็ช่วยดึงราคาขึ้นมาได้ชนิดที่เห็นผลทันตา

ที่สำคัญคือ แนวทาง “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่จะช่วยให้สามารถมีกินมีใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่เดือดร้อน ผลผลิตส่วนที่เหลือก็ขายเป็นรายได้…กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ โดยไม่หวังพึ่งอยู่แต่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว

ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ “ความตระหนัก” ของพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องช่วยกันปลุกให้เกิดขึ้นแล้วต้องเติมเต็มต่อด้วย “องค์ความรู้”ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิตแบบต่างๆ จนถึงเรื่องการตลาดที่รวมไปถึงการคาดการณ์ตลาดจาก “ข้อมูลข่าวสาร” เพื่อวางแผนการผลิตได้อย่างถูกต้อง ให้ได้ผลผลิตตามความต้องการของตลาด ก็จะทำให้สามารถขายได้ในราคาที่น่าพอใจ

บทบาทเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน โดย“สื่อ”อย่างพวกผม พร้อมจะเป็นกำลังสนับสนุนให้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรได้ทันโลก ทันสถานการณ์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ครับ นี่ก็เป็นเรื่องแรกที่อยากประเดิมกล่าวถึงในปีใหม่ 2560 ซึ่งน่าจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปที่แท้จริงกันได้แล้ว

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้เป็นข้อมูลไว้สำหรับพี่น้องเกษตรกร ก็คือ การวิเคราะห์เรื่องของสินค้าเกษตรในปี 2560 นี้ว่า ผลผลิตอะไรจะเป็น“ดาวรุ่ง” และผลผลิตอะไรที่ยังมีปัญหาน่าเป็นห่วง เพื่อที่ว่า ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรในกลุ่มสินค้าเหล่านี้โดยตรง หรือแม้แต่เกษตรกรที่กำลังมองหาการเปลี่ยนแปลง อาจจะใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาตัดสินใจต่อไปได้

แต่เนื่องจากเนื้อที่สัปมทานคอลัมน์นี้มีจำกัด ก็จะว่าไปเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วไปต่อตอนที่ 2 กันในสัปดาห์หน้า

บทวิเคราะห์ที่จะยกมาเขียนถึงชื่อ “เจาะสินค้าเกษตรไทย ใครเป็นดาวรุ่งในปี 2560” โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics)ในเครือ TMB -ธนาคารทหารไทย ซึ่งเป็นการประเมินถึงสินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิดของไทยที่มีมูลค่ากว่าปีละ 7 แสนล้านบาท เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญยิ่งที่ทำรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นทุกภูมิภาคของไทย หล่อเลี้ยงชีวิตของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ

ทั้งนี้โดย TMB Analytics ยกให้“อ้อย”เป็น“ดาวรุ่ง”สินค้าเกษตรไทยในปีไก่นี้ ขณะที่“กุ้งขาว”ก็เป็น“ดาวเด่น” ส่วน“ยางพารา”มีแนวโน้มที่ฟื้นตัวกลับมา หลังจากเป็น“ดาวร่วง”มาหลายปี แต่สำหรับ“ข้าว”ยังเป็นปีที่ราคาไม่สู้ดี อยู่ในเกณฑ์“ต่ำต่อเนื่อง” และตัวที่น่าห่วงกังวลยิ่งก็คือ“มันสำปะหลัง”

ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปว่ากันต่อตอนที่ 2 สัปดาห์หน้าครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ส่งความสุขปีใหม่ด้วยข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250405

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปตามกาล อีกแค่2-3 วันก็จะสิ้นปี 2559 และก้าวย่างเข้าสู่ปีใหม่ 2560 แล้ว ตามธรรมเนียมไทย ก็ต้องขออำนวยอวยพรให้ผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุข ความเจริญ คิดและทำอะไรก็ให้ประสบความสำเร็จ สมดังที่ตั้งความหวังไว้ ขอให้เรื่องอะไรเก่าๆที่เคยเศร้าหมอง เรื่องอะไรที่เลวร้ายทั้งหลาย ให้สูญสลายไปจนหมดสิ้น ผ่านพ้นไปพร้อมกับปีเก่า เพื่อให้ปีใหม่ได้พบเจอแต่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีงาม สดใส เปี่ยมพลัง เปี่ยมความหวังที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่ดีด้วยกันทุกคนเถิด

ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ใครที่ยังหาซื้อของขวัญเพื่อนำไปมอบให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย ผมอยากเรียกร้องให้เลือกซื้อกระเช้าสินค้าผลิตผลการเกษตรต่างๆเป็นของขวัญเพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรของเราอีกทางหนึ่งด้วย ที่ฮิตๆกันมาแต่ดั้งเดิมก็กระเช้าผลไม้ (กรุณาเลือกซื้อผลไม้ไทยเป็นหลัก) กระเช้าไข่ไก่สดเป็นต้น และที่มาแรงในช่วงนี้ก็คือ “ข้าวสาร” ไม่ว่าจะเป็น “ข้าวพรีเมียม”ต่างๆ ก็ดี หรือจะเป็นข้าวหอมมะลิที่ได้จากการสีขายของชาวนาโดยตรงจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรต่างๆก็ยิ่งดี

ซึ่งข้าวหอมมะลิที่กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรผลิตออกมาขาย ก็เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเดือนๆแล้ว นับแต่เกิดปัญหาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นภาวะที่“ข้าวเปลือกถูก” แต่“ข้าวสาร”ที่พ่อค้านำไปขายผู้บริโภค โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุงในห้างสรรพสินค้าต่างๆยังคงมีราคาแพง จึงทำให้คนในภาคส่วนต่างๆระดมกันเข้ามาช่วยเหลือชาวนาให้ขายข้าวได้ราคาที่สูงขึ้น

โดยสนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มกันสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แล้วส่งขายตรงให้ผู้บริโภคไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ด้วยโมเดลช่องทางต่างๆ ทั้งการเปิดสถานที่ราชการ สถานที่ของเอกชนให้มาวางขายฟรี ตลอดจนการสั่งซื้อทางออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนบรรดาเซเลบฯจิตใจงามต่างๆได้เข้ามาช่วยกันทำตลาดให้ จนเกิดการตื่นตัวเป็นวงกว้างทุกวงการกระทั่ง“ข้าวสารจากชาวนาโดยตรง”กลายเป็นของขวัญของฝากยอดฮิตในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย…เป็นแรงสำคัญที่ผลักดันให้”ข้าวของชาวนา”โดยรวม มีราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ครับขอให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าข้าวเหล่านี้ต่อไปซึ่งแนวทางที่ทำกันมานี้ จะทำให้ชาวนาได้เรียนรู้และพัฒนาให้เกิดเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่ถาวรต่อไปในอนาคตได้ ถ้าทำกันอย่างจริงจังและยั่งยืนตลอดไป

สำหรับช่วงนี้ ใครต้องการหาซื้อข้าวคุณภาพดีจากชาวนามาเป็นของขวัญปีใหม่ ผมอยากแนะนำให้ไปโรงเรียนข้าวและชาวนาของกรมการข้าว ตั้งอยู่แถวๆมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน อยู่ในพื้นที่กรมการข้าว เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน ซอยสุวรรณวาจกกสิกิจ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งกำลังมีงาน “เทศกาลของขวัญจากข้าว ตลาดข้าวชาวนา ส่งความสุขปีใหม่ 2560 ด้วยข้าวคุณภาพ” จนถึง 30 ธันวาคมนี้

อธิบดีกรมการข้าว-คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ บอกถึงวัตถุประสงค์งานนี้ไว้ว่า เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรู้จักข้าวไทยหลากหลายชนิดพันธุ์ที่มีโภชนาการโดดเด่นและเลือกบริโภคข้าวเป็นโภชนาบำบัดสอดคล้องกับความต้องการ ทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เป็นอีกช่องทางในการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้มีแหล่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกันผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวได้หลากหลาย ด้วยคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

ข้าวที่ชาวนานำมาขายในงานด้วยตนเอง มีหลากหลายพันธุ์เด่นๆ เช่น ข้าวทับทิมชุมแพและข้าวมะลินิลสุรินทร์ซึ่งกรมการข้าวได้รับรองพันธุ์ในปีนี้ ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวพญาลืมแกง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม สาธิตการสีข้าวสด การแปรรูปเมนูจากข้าวมีนิทรรศการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวและมีบริการห่อของขวัญ จัดกระเช้าปีใหม่ด้วย

ขณะเดียวกันพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯก็มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดตั้งจุดขายข้าวทั่วประเทศ กระตุ้นมอบข้าวเป็นของขวัญปีใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดโครงการกระเช้าข้าวสารคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรจังหวัดต่างๆ จำหน่ายไปจนถึง 13 มกราคม 2560

มาส่งความสุขปีใหม่ด้วย“ข้าว”ให้กับคนที่เรารัก และยังเป็นการให้ความสุขกับชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติกันเถอะครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249492

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
12 รัฐมนตรี จากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ
ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เป็นที่เรียบร้อยเมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้สามารถที่จะเริ่มการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในเก้าอี้ใหม่ของแต่ละคนที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว

ก็สรุปให้สั้นๆว่า 12 รัฐมนตรี จากการปรับครม.ครั้งล่าสุดเป็น“ประยุทธ์ 4”นี้ มีรัฐมนตรีใหม่ถอดด้ามซิงๆแค่ 4 คน ขณะที่อีก 7 คน เป็นการสลับเก้าอี้หรือสับเปลี่ยนกระทรวง และอีก 1 คน ก็เป็นรัฐมนตรีเก่าของรัฐบาลประยุทธ์ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ แล้วได้รับแต่งตั้งเข้ามาในกระทรวงใหม่

การปรับครม.ครั้งนี้ นอกจากสลับคนมานั่งทดแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ 3 เก้าอี้คือ รมว.ยุติธรรม,รมว.ศึกษาธิการ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่ก็อยู่ในสายเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งรัฐมนตรีใหม่ที่มาเสริมทีมเศรษฐกิจ ยังคงเป็นคนในสายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ดังนั้นการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้น จึงไม่กระทบต่อโครงสร้างส่วนใหญ่ของรัฐบาล และสะท้อนว่า นายกฯบิ๊กตู่ยังคงให้ความไว้วางใจหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อยู่

ที่นี้มาว่ากันเฉพาะรัฐมนตรีใหม่ที่ต้องไฮไลท์ในคอลัมน์นี้คือ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร จากอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่เพิ่งเกษียณหมาดๆ ได้มานั่งเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่ากันว่าเป็นไปตามการเสนอของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายกฯบิ๊กตู่เองก็เห็นชอบด้วย เพราะรมช.เกษตรฯคนใหม่ผู้นี้ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.ของทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ฉัตรชัย

นั่นก็เป็นเรื่องของ“คอนเนกชั่น”ที่ทำให้รู้จักคุ้นเคยและไว้วางใจกันได้ แต่ก็ต้องอยู่ที่ฝืมือในการทำงานด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ช่วงแรกๆที่พล.อ.ฉัตรชัยนั่งเป็นรมว.พาณิชย์อยู่ ก็ได้นางสาวชุติมาที่เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดี เป็นที่ไว้วางใจมาก

ขณะเดียวกันนางสาวชุติมายังมีบทบาทอย่างสูงในการตรวจสอบกรณีทุจริตโครงการจำนำข้าวในส่วนของการระบายขายข้าวแบบ “จีทูจี” เก๊ กระทั่งนำไปสู่การดำเนินคดีเอาผิดกับ 2 อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์“นายบุญทรง เตริยาภิรมย์-นายภูมิ สาระผล”กับพวก รวมถึงการเรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านบาทจากนายบุญทรง-นายภูมิกับพวกรวม 6 คน ซึ่งนางสาวชุติมาได้เซ็นหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายดังกล่าวร่วมกับ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นการ“ทิ้งทวน”ก่อนเกษียณด้วย

นี่เป็นปูมหลังอย่างคร่าวๆ แต่สิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไปคือ นางสาวชุติมาจะมาทำหน้าที่ในฐานะรมช.เกษตรฯ
คนใหม่ เพื่อยังประโยชน์ให้กับภาคการเกษตรได้อย่างไรบ้าง

แน่นอนความที่เป็น“ลูกหม้อ”ขนานแท้จากกระทรวงพาณิชย์ เคยผ่านการเป็นอธิบดีทั้งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ,กรมการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าภายในมาก่อน จึงได้รับการคาดหมายว่า จะถูกวางบทบาทในการช่วยดูแลด้านการตลาดสำหรับผลผลิตการเกษตรต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาพืชผลหลักๆ หลายชนิดราคาตกต่ำอย่างหนัก…ก็น่าสนใจว่า จะช่วยอะไรได้ขนาดไหนและอย่างไรบ้าง

ขณะเดียวกันความที่เป็น“ข้าราชการ” มาทั้งชีวิต การทำงานก็เชื่อว่า “จะไม่หวือหวา” ทุกอย่างคงยึดไปตามระบบแบบแผน ซึ่งอาจไม่เป็นที่ทันอกทันใจในการแก้ไขปัญหานักก็ได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกนางสาวชุติมานี้ อย่างน้อยก็ได้คนที่พล.อ.ฉัตรชัยไว้วางใจมาช่วยในการทำงาน แบ่งเบาภาระต่างๆได้บ้าง เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาแทบจะหวังพึ่งใครไม่ค่อยได้มากนัก รวมถึงตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯเอง ที่จนทุกวันนี้ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการทำงานอยู่ไม่ขาดสาย กระทั่งมีกระแสข่าวการเปลี่ยนปลัดกระทรวงมาเป็นระยะๆ

ถึงตรงนี้ สำหรับคนที่จะเข้ามาทำงานช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในฐานะรัฐมนตรีคนใหม่ ผมก็ต้องขอให้กำลังใจไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันขอเตือนด้วยเช่นกันว่า“เส้นสาย”ข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวพันกับบางฝ่ายทางการเมืองนั้น “เขี้ยว” อยู่มากๆ ในฐานะที่ท่านก็เป็น“ข้าราชการ”มาทั้งชีวิต หวังว่าจะรู้เท่าทันและผลักดันให้งานในกระทรวงเดินหน้าไปตามนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้ได้

ขอเอาใจช่วยจริงๆครับ

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : กำจัดผักตบชวา-ลดคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248612

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

วันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็น“วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งมีความเป็นมาเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเคยมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 แสดงความห่วงใยพสกนิกรชาวไทยในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและสังคมโลกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2534 จนมีมติครม.กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งในรายการ“ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้น มีมติให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดกิจกรรมรณรงค์“จิตอาสาประชาร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา”เป็นกิจกรรมหลักพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศในวันสิ่งแวดล้อมไทยปีนี้

ทั้งนี้ นายกฯประยุทธ์กล่าวในรายการว่า…จะเห็นได้ว่า “ศาสตร์พระราชา” ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ละเลยเรื่องเล็กๆ รวมทั้งการแก้ปัญหา“ผักตบชวา”ที่ดูแล้วหลายคนคิดว่า ไม่เกี่ยวกับเขา จนกว่าจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขัง ยิ่งกว่านั้นคนส่วนใหญ่มองผักตบชวา “ไร้ค่า ไม่มีราคาค่างวดอะไร” แต่หากรู้จักมอง จะเห็นคุณค่า สามารถนำมาแปรรูป เกิดประโยชน์งอกเงยเป็นผลิตภัณฑ์เช่น กระเป๋าสานด้วยมือ อาหารสัตว์หรือปุ๋ยหมัก แปลงสวะวัชพืชให้เป็นทุน ให้เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ เลี้ยงลูกเมียได้บ้าง ปัจจุบันผักตบชวากว่า 6 ล้านตันทั่วประเทศทั้งในแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเปิด กำลังก่อปัญหา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น ความหนาแน่นของจำนวนผักตบชวา ทำให้น้ำเน่าเสียเพราะขาดออกซิเจน ทำให้การไหลระบายน้ำเป็นไปได้ช้า และส่งผลเกิดปัญหาน้ำล้นตลิ่ง รวมทั้งกีดขวางการขนส่ง-การสัญจรทางน้ำอีกด้วย

โครงการ “จิตอาสาประชา ร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ของรัฐบาล จึงกำหนดมาตรการไว้ 2 ขั้นตอนคือ 1.มาตรการในการกำจัด(เก็บใหญ่) กรอบเวลาดำเนินการ 6 เดือน(ตุลาคม 2559–มีนาคม 2560) เป้าหมายคือ กำจัดผักตบชวาทั้ง 6 ล้านตันทั่วประเทศ 2.มาตรการในการป้องกัน(เก็บเล็ก) ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่น อำเภอและจังหวัด ตลอดจนประชาชนทุกคนร่วมกันกำชับ กวดขันเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขปัญหา รวมทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เรือพาย เรือท้องแบน โดยให้ดำเนินการต่อเนื่องทันที ภายหลังการกำจัดในแหล่งน้ำนั้นแล้วเสร็จอย่าให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกเด็ดขาด หาที่เก็บ หาที่กรองและหาวิธีการนำไปใช้ประโยชน์ด้วย

มาตรการที่ออกมานี้ ผมขอยกมือเชียร์เต็มที่ และขอบอกว่า “มาถูกทางแล้ว” แต่ก็ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ดูสิว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่น จะมีการปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่?

เพราะที่จริงเรื่องของ“ผักตบชวา”ในฐานะตัวปัญหาต่อระบบนิเวศและระบบน้ำ ต้องทำการกำจัดบ่อยๆ จัดเก็บอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนประโยชน์ของมันที่จัดเก็บขึ้นมาแล้ว ก็สามารถจะนำไปใช้ได้หลายประการ โดยเฉพาะการไปทำปุ๋ยหมักคุณภาพดีและอาหารสัตว์…ใช่ว่าจะไม่รู้กัน แต่ทำไมเป็นสิบๆ ปีที่ผ่านมา จึงไม่ทำกันให้จริงจัง ปล่อยปละละเลยให้มีปริมาณมโหฬาร กระทั่งเคยเป็นปัญหาใหญ่โตช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผักตบชวามหาศาลลอยเป็นแพแน่นขนัดระยะทางนับ 10 กิโลเมตรหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จนรัฐบาลต้องสั่งกองทัพระดับกำลังทหาร เครื่องมือหนัก เข้าไปกำจัดอยู่หลายวัน

ซึ่งก็เคยมีการตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือดจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณจัดเก็บผักตบชวาของหน่วยงานต่างๆ ข้องใจว่า ตั้งงบฯดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทำไมจัดเก็บไม่หมดไม่สิ้นเสียที แถมปริมาณผักตบชวากลับมีแต่เพิ่มขึ้นมโหฬาร…กระทั่งน่าสงสัยว่า “นี่เป็นช่องทางการทุจริตโกงกินงบประมาณแผ่นดิน”

ผักตบชวาที่ปล่อยปละจนมีปริมาณมหาศาล จึงไม่ใช่แค่ปัญหาต่อระบบนิเวศ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบน้ำ ยังกลายเป็นปัญหาที่สะท้อนถึงความฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

ภายใต้โครงการ “จิตอาสาประชา ร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ของรัฐบาล คสช.ครั้งนี้ ถ้าทำได้สำเร็จ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขปัญหา“ผักตบชวา”อย่างยั่งยืนเท่านั้น ยังเป็นการช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : โครงการพระราชดำริรัชกาลที่ ๑๐

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247812

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรได้มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์เมื่อค่ำวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ความว่า

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ว่า เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

สั้นๆกระชับชัดเจนว่า ในการทรงราชย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ “เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง” หรือก็คือการสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งตลอดรัชสมัย 70 ปีของพระองค์ท่าน ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามพระราชปณิธานดังกล่าว จนเป็นที่ประจักษ์ทั้งต่อปวงชนชาวไทยและชาวโลก อีกทั้งได้ถ่ายทอดพระราชปณิธานสืบต่อไปยังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ แล้ว

พระราชปณิธานเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ ซึ่งในตอนหนึ่งของรายการ“ศาสตร์พระราชาสู้การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่กับการสืบสานพระราชปณิธานด้านเกษตรสรุปความได้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมีมากมาย ซึ่งนอกจากจะทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว ยังน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”แห่งในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไปขยายผลเป็นคุณประโยชน์อนันต์ต่อพสกนิกรทุกพื้นที่ของประเทศ

อาทิ “โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่” ซึ่งพระราชทานพระราชาอนุญาต อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ เป็นโครงการที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีการเกษตรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสม
ช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างแรงจูงใจ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการเกษตร สร้างความเชื่อมโยงองค์กรวิจัยและพัฒนาภาคเกษตร กับกลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่

1.คลินิกพืช ช่วยแก้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช วัชพืช สารพิษตกค้าง การขาดธาตุอาหารพืช และวัตถุมีพิษการเกษตร 2.คลินิกดิน ช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ดินและปุ๋ย 3.คลินิกสัตว์ ช่วยแก้ปัญหาโรคสัตว์ ตรวจรักษาพยาบาล ควบคุมบำบัดและฉีดวัคซีนแก่ปศุสัตว์ 4.คลินิกประมง เผยแพร่องค์ความรู้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งแก้ปัญหาโรคสัตว์น้ำและปรับปรุงคุณภาพน้ำ 5. คลินิกบัญชี ให้คำแนะนำและส่งเสริมการจัดทำบัญชีฟาร์ม เพื่อการบริหารจัดการที่ดี 6.คลินิกชลประทาน ให้ความรู้และหลักวิชาการในการบริหารจัดการน้ำ 7.คลินิกสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร รวมกันเป็นสหกรณ์ และ 8.คลินิกกฎหมาย ดำเนินงานด้านกฎหมายที่ดิน

นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เคยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ 1,350 ไร่ ในอ.แม่ริม เชียงใหม่ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ“คลินิกเกษตร” เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยแบ่งพื้นที่ 70% เป็นป่าไม้ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยววนเกษตร ใช้ศึกษาธรรมชาติ ที่เหลือเป็นที่ตั้งศูนย์เรียนรู้ พื้นที่ทรงงานและแปลงสาธิต เพื่อพัฒนาเกษตรแบบครบวงจร ปัจจุบันขยายเป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและวิจัยพัฒนาการเกษตรอาทิ การเพาะชำกล้าไม้โตเร็วแจกจ่ายราษฎรนำไปปลูกป่า “ไม้ใช้สอย ไม้โตเร็ว”สำหรับใช้เป็นถ่านและฟืน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ราษฎรผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกับเชื้อเพลิง
อื่นๆทดแทนฟืน เพื่อให้ราษฎรรัก หวงแหนป่าไม้และเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนอีกด้วย เป็นต้น

ครับ นับจากนี้ กระทรวงเกษตรฯคงจะรับสนองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ในการพัฒนาการเกษตรทั้งโครงการเก่าและโครงการใหม่ๆที่จะมีพระราชดำริตามมา เพื่อประโยชน์สุขแห่งเกษตรกรไทยทั้งปวงต่อไป

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ข่าวดีๆรับรัชกาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246954

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
449007

ประเทศไทยตอนนี้ถือได้ว่า มีพระมหากษัตริย์ พระองค์ใหม่แล้ว หลังจากเมื่อวันอังคาร 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้เรียกประชุมวาระพิเศษ เพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องที่ได้รับแจ้งจากครม.ให้อัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า”กรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ จากนั้นจะให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ”

ทั้งนี้ มีการขยายความเพิ่มจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมว่า ประธาน สนช.น่าจะเข้าเฝ้าฯ เพื่ออัญเชิญพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่วันที่ 30 พ.ย.หรือไม่ก็ 1 ธ.ค.นี้

แม้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะเสด็จสวรรคตได้ 50 วันแล้วก็ตาม ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ยังคงอยู่ในอารมณ์แห่งความโศกเศร้าอาลัยอยู่มิคลาย แต่แผ่นดินไทยก็มิอาจที่จะร้างกษัตริย์อยู่นานเกินไป ถึงเวลาอันสมควรต้องเป็นไปตามกฎหมายและธรรมเนียมราชประเพณีแต่โบราณ

ซึ่งวาระแห่งการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ก็นับเป็นเรื่องมหามงคลของแผ่นดิน ที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์เศร้าของพสกนิกรได้ด้วย

ผมจึงขอเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนคนไทย ร่วมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ แห่งจักรีวงศ์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สำหรับเรื่องราวในแวดวงการเกษตรตอนนี้ ก็มีเรื่องดีๆที่ถือเป็นข่าวดีประเดิมเริ่มรัชกาลที่ ๑๐ ก็ว่าได้ นั่นคือ ข่าวราคาพืชเศรษฐกิจสำคัญๆของไทยตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ต่างพากันฟื้นตัวขึ้นยกแผง พ้นจากช่วงที่เคย”ตกต่ำสุดขีด”แล้ว

โดยในส่วนของราคาข้าวเปลือก ซึ่งเมื่อต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมายังเป็นปัญหาใหญ่เพราะราคาที่ตกต่ำสุดขีดของข้าวหอมมะลิ แต่ล่าสุดนี้ ราคาที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานเป็นรายวันในตลาดสำคัญๆ ล้วนดีดตัวขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ อดีตเลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทยระบุว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิตอนนี้ขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิความชื้นไม่เกิน 15% โรงสีรับซื้อเฉลี่ยตันละ9,500 ถึง 10,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยตันละ 1,500 บาทจากช่วงก่อนที่รัฐบาลจะออกโครงการจำนำยุ้งฉาง ขณะที่ทิศทางราคาช่วงเดือนธ.ค.นี้ คาดว่า จะไม่ต่ำลง เพราะเป็นปลายฤดูเก็บเกี่ยว ปริมาณข้าวออกใหม่เหลือน้อยแล้ว

ส่วนมันสำปะหลัง นางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยชี้ว่า ปัจจุบันราคาหัวมันสดเฉลี่ยทุกเปอร์เซ็นเชื้อแป้งอยู่ที่ กก.ละ 2 บาท ถือเป็นราคาที่ดีและสูงขึ้นมากจากช่วง 3-4 เดือนก่อนที่ราคาตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเหลือแค่กก.ละ 1 บาทถึง 1.20 บาท

สำหรับยางพาราที่เคยราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ช่วงหลายเดือนก่อนนี้ ล่าสุดนายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทยเผยว่า ตอนนี้ราคากลับพุ่งขึ้นมาสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยยางแผ่นดิบชั้น 3 ทั้งราคาในท้องถิ่นและราคาประมูล ณ ตลาดกลางหลายจังหวัดขึ้นมาแตะที่ระดับกก.ละ 65 บาท เป็นครั้งแรกแล้ว

เช่นเดียวกับปาล์มน้ำมันซึ่งนางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาฯสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทยชี้ว่า ปัจจุบันผลปาล์มทะลายได้ราคาดีเฉลี่ยอยู่ที่ระดับกก.ละ 6 บาท อันเนื่องจากผลกระทบภัยแล้งที่ผ่านมา ทำให้ปีนี้ผลผลิตค่อนข้างน้อย ยิ่งเดือนธ.ค.นี้ ผลผลิตยังน้อย แต่ความต้องการสูง

ที่ขอนำข่าวดีๆ ของราคาพืชผลการเกษตรซึ่งเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด มาเขียนถึงในคอลัมน์นี้ ก็เพื่อเป็นการเริ่มต้นรัชกาลใหม่ด้วยนิมิตหมายอันดี ด้วยความหวังว่า ชีวิตของเกษตรกรไทยตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ จะได้อยู่ดีมีความสุขต่อไปด้วยเทอญ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : คุณค่าแห่งการรวมใจช่วยชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245931

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
449007

ข้าวเปลือกยังคงมีปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะกระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อยแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นสัญญาณดีขึ้นมากก็คือ อารมณ์ความรู้สึกของชาวนา ที่ดูจะลดความทุกข์ร้อนกังวลลงไปไม่ใช่น้อย ด้วยไม่เพียงแต่การที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือในการ “รับจำนำยุ้งฉาง” เท่านั้น(ขออภัยที่ยังใช้คำนี้อยู่ เพราะเป็นคำที่คนรับรู้เข้าใจกันทั่วไปแล้ว แม้ว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกไม่ให้เรียกว่า “จำนำยุ้งฉาง” ก็ตาม)แต่ยังเป็นเพราะกระแสที่ทุกภาคส่วนของสังคมได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ในการที่จะช่วยเหลือขายข้าวให้ได้ราคาดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ต่างระดมมาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าวลดต้นทุนให้หลายพื้นที่ ทำให้ขวัญกำลังใจชาวนาย่อมดีขึ้น

จากตัวเลขรายงานราคาสินค้าเกษตรรายวันที่เผยแพร่โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ราคาข้าวนาปี:ชนิดข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ณ วันจันทร์ที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ในตลาดสำคัญๆ ล้วนขยับขึ้น เช่น ตลาดกลางพืชไร่ที่ศรีสะเกษ จากตันละ 8,000 บาทเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มเป็น 8,200 บาท, โรงสีไฟไทยเจริญวัฒนาจากตันละ 8,750 บาทเพิ่มเป็น 9,580 บาท, โรงสีกิจทวี ยโสธรจากตันละ 8,400 บาทเป็น 9,200 บาท,โรงสีสหพัฒนา จ.บุรีรัมย์ จากตันละ 8,500 บาทเป็น 9,000 บาท เป็นต้น

จะเห็นว่า หลายๆโรงสีสำคัญๆมีการขยับราคากันขึ้นมา ขณะที่โรงสีของสหกรณ์การเกษตรอย่างเช่น โรงสีสหกรณ์การเกษตร เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ขยับราคาสูงขึ้นมาเป็นสัปดาห์แล้ว จากตันละ 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท เป็นต้น

ซึ่งต้องนับว่า สหกรณ์การเกษตรกำลังมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยกันดึงราคาข้าวให้กระเตื้องขึ้น ด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาดมาสีเอง บรรจุถุงและจัดจำหน่าย ขณะที่หลายหน่วยงานก็ได้สนับสนุนเครื่องสีข้าวให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนหน่วยราชการต่างๆ และภาคเอกชน มีการจัดโครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา โดยเปิดพื้นที่ในหน่วยงานต่างๆ และตามห้างสรรพสินค้าให้เป็นจุดจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิจากสหกรณ์การเกษตร เป็นการเพิ่มช่องทางตลาดให้ หรือช่วยด้วยการตลาด “ออนไลน์” ของเหล่าคนดัง-เซเลบฯต่างๆ เพิ่มความตื่นตัวให้คนไทยช่วยกันซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ทำให้ขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าขบวนการสหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยดึงซัพพลายหรือความต้องการข้าวเปลือก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร แล้วกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนา โดยชาวนาส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรถึงประมาณ 1.8 ล้านคนหรือ ราว 50% ของชาวนาทั้งประเทศ 3.6 ล้านคน

แม้มีบางคนที่มองโลกในแง่ร้าย อาจมองว่า สิ่งที่ภาคส่วนต่างๆกำลังช่วยกันทำนี้ ก็แค่กระแสฉาบฉวย ช่วยได้เฉพาะหน้าเล็กน้อย แต่ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างยั่งยืนได้ก็ตาม แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีแล้ว บรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือชาวนาเต็มกำลังเช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมาโดยตลอด เมื่อมีปัญหาข้าวเปลือกของชาวนาราคาตกต่ำ แต่เมื่อชาวบ้านทั้งหลายไปหาซื้อข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุงตามห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็นวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป กลับยังคงมีราคาแพง จนทำให้เกิดเสียงบ่นกันอยู่เสมอว่า “ข้าวเปลือกถูก แต่ข้าวสารแพง” นั่นก็เป็นที่ทราบกันว่า เป็นเพราะกลไกตลาดที่พ่อค้าคนกลางสร้างขึ้น ที่ทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่แต่พ่อค้าคนกลางเป็นสำคัญ

การส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตร เพื่อดำเนินการให้ครบวงจร ปลูกข้าวได้ผลผลิตข้าวเปลือก แล้วก็สีเป็นข้าวสารเอง บรรจุถุงนำไปจำหน่ายเอง ได้ราคาที่สมเหตุผล จึงนับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยทั้งชาวนาแล้วยังช่วยผู้บริโภคด้วย แต่ที่ผ่านมา “การทำตลาดไม่เป็น”หรือขาดช่องทางจัดจำหน่าย นับเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญ

บรรยากาศการร่วมมือร่วมใจช่วยชาวนาในเวลานี้ จึงควรที่จะรักษาไว้ ทำกันไปเรื่อยๆ และต่อยอดให้นำไปสู่การใช้ขบวนการสหกรณ์การเกษตรในการดูแลแก้ไขปัญหาราคาข้าว รวมถึงราคาพืชผลการเกษตรอื่นๆ ให้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : หมดเวลา‘ดรามา-ข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244839

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ออกมาท้วงติงบรรดานักการเมืองเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขอให้ “ลด-ละ-เลิก”การดึงปัญหาราคาข้าวตกต่ำมาตอบโต้กันทางการเมือง ก่อให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้งกัน ในช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เวลานี้

สาเหตุที่นายอลงกรณ์พูดถึงเรื่องนี้ก็อย่างที่เห็นกันอยู่ว่า นักการเมืองพรรคเพื่อไทย นำโดยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ได้ออกมาเคลื่อนไหวดิสเครดิตรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเกี่ยวกับปัญหาข้าวโดยเฉพาะ “หอมมะลิ”ที่ราคาตกต่ำอย่างหนัก รวมถึงพยายามชี้นำว่าแนวทางการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาล คสช.ก็ไม่แตกต่างจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ผ่านมา ทำให้นักการเมืองคู่อริจากพรรคประชาธิปัตย์วิพากษ์ว่า ที่พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่ได้ทำเพื่อชาวนา แต่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองที่จะช่วยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ให้รอดพ้นความผิดหลายคดีโครงการจำนำข้าว ที่เป็นจำเลยอยู่ ทั้งยังโจมตีด้วยว่าที่ราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในเวลานี้ ก็เป็นผลพวงจากพิษของโครงการจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เอง ที่ทำให้ประเทศไทยมีข้าวล้นสต๊อกมโหฬาร บวกผลผลิตข้าวปีนี้ที่ออกมามาก ยิ่งซ้ำเติมราคาให้ตกต่ำไปกันใหญ่

จากนั้นทั้ง 2 พรรคคู่อริ เลยเปิดสงครามน้ำลายตอบโต้กันเรื่องนี้ ทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาที่คนทั้งประเทศกำลังทุกข์โศกกับการเสด็จสวรรคตขององค์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9จึงเป็นที่อิดหนาระอาใจของชาวบ้าน ดังนั้นที่นายอลงกรณ์ออกโรง จึงถือได้ว่า เป็นการพูดแทนใจประชาชน

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ให้สัมภาษณ์ว่าไม่สบายใจที่นักการเมืองและพรรคการเมืองหยิบกรณีปัญหาราคาข้าวมาตอบโต้กันทางการเมืองอยากขอร้องให้สำรวมกิริยาด้วยการ“ลด-ละ-เลิก”กิจกรรมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งกันในช่วงการไว้อาลัย

“ความจริงแต่ละคนก็เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และ สส.ผู้ทรงเกียรติควรรู้ถึงความเหมาะสมและกาลเทศะไม่ควรต้องให้ใครมาติติงนอกจากนี้บางเรื่องก็ทำแบบ“ปิดทองหลังพระ”บ้างก็ได้ เช่นการช่วยชาวนา ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนต่างดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือแบบปิดทองหลังพระ เพราะรักและห่วงใยชาวนา ทำโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จึงไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศออกหน้าออกตา ทำแบบจิตอาสาที่ชาวบ้านเขาทำกัน ไม่ต้องชิงดีชิงเด่นชิงดังและไม่มีต้องกล่าวโจมตีกันและกัน จนกลายเป็นวิวาทะทางการเมืองขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ และโซเชียลมีเดียทุกวันๆ เช่นที่ผ่านมา”

ครับ ยกคำพูดรองประธาน สปท.ผู้นี้มาใส่ให้อ่านกันเต็มประโยค แต่ก็ไม่คิดหรอกว่า บรรดานักการเมืองที่มี“สันดาน”เดิมๆ จะยอมรับฟังกัน

อย่างไรก็ตาม ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่ชาวบ้านอิดหนาระอาใจนักการเมืองที่ตอบโต้กันเรื่อง“ข้าว”นั้น มิใช่ว่า เขาไม่ใส่ใจหรือไม่อยากรับรู้ต่อความเดือดร้อนของชาวนา แต่เพราะเขาเบื่อวิวาทะนักการเมืองที่เอาปัญหาชาวนามาเป็นเครื่องมือ เพื่อประโยชน์ตัวเองเป็นสำคัญต่างหาก…

การที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ออกมาขายข้าว แล้วพูดว่าต้องการช่วยชาวนา เห็นใจชาวนาที่เดือดร้อน มันก็แค่“ดรามา”เร้าอารมณ์สังคม ซึ่งตอนแรกๆก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะถึงแม้จะแค่“สร้างภาพ” ไม่ได้แก้ปัญหาให้ชาวนาได้จริงๆ แต่ถือเสียว่า เป็นการกระตุ้น ทำให้รัฐบาลและทุกภาคส่วนสนใจที่จะต้องเร่งมือแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างจริงจัง…ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว

การ“ดรามา”บ้างจึงมีประโยชน์ตรงนี้แต่ไม่ใช่จะ“ดรามา”ไม่รู้จบ แล้วเอาแต่พูดดิสเครดิตหรือพูดแก้ต่างให้ตัวเองที่ถูกกล่าวหาคดีจำนำข้าว ถ้าจะพิสูจน์ว่า จริงใจ อยากช่วยชาวนา ก็ควรใช้กลไกของพรรคที่มีคนมีฝืมืออยู่เยอะ มีปัญญาจ้างนักวิชาการนักคิดเก่งๆให้ช่วยกันระดมแนวทางที่ยั่งยืนในการช่วยแก้ปัญหาข้าวจริงๆ ไม่ใช่ทำแบบ“ประชานิยมผลาญชาติ”อย่างที่แล้วมา จากนั้นก็นำความคิดเหล่านี้มาถ่ายทอดหรือกำหนดเป็นนโยบายพรรคไว้ใช้หาเสียงเลือกตั้งต่อไปก็ได้

เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ ที่ควรเอาเวลาไปคิดค้นแนวทางช่วยชาวนาแบบยั่งยืนให้มากไว้ ดีกว่ามาเสียเวลาตอกย้ำเรื่องความผิดโครงการจำนำข้าว ซึ่งตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็ตระหนักกันดีแล้ว การตอกย้ำมากไปจากฝ่ายที่เป็นอริการเมืองกัน มันก็ไม่ต่างกับ“ดรามา”ที่ทำให้คนเบื่อเช่นกัน

หมดเวลา“ดรามา”กันแล้ว หากยังขืนเอาแต่เรื่องเร้าอารมณ์ไม่จบสิ้น ผู้คนก็จะเห็นธาตุแท้ว่า ที่ดรามาไป ก็เพื่อผลประโยชน์การเมืองของตัวเอง ไม่ใช่ทำเพื่อชาวนาอย่างที่อวดอ้างเลย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ดูแล‘หอมมะลิ’ก่อนสายเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243727

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

ข้าวเปลือกหอมมะลิที่เกิดปัญหาราคาตกต่ำลงหนักมากๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสร้อนแรงขึ้นมาและแน่นอนว่า ได้กลายเป็นประเด็นทาง “การเมือง” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเร่งออกมาตรการรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางที่ตันละ 13,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดทอนความรุนแรงของปัญหาได้สักเพียงใด ก็ต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวเกรดพรีเมียม คุณภาพชั้นดีของไทย เกิดปัญหาราคาตกต่ำลงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นนี้ นับเป็นสัญญาณ “อันตรายอย่างยิ่ง ควรที่จะต้องเร่งหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อวางแนวทางให้ดี ให้รับมือได้อย่างยั่งยืน มิใช่แค่ช่วยเหลือเฉพาะหน้า เพราะมิเช่นนั้นอนาคตของข้าวหอมมะลิ อาจจะต้องมืดมนลงไปยิ่งกว่านี้อีกก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่เป็นข้าวเก่า ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2559 ตกอยู่ที่ตันละ 10,500 บาทเท่านั้น ถือเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบ 9 ปี และเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนที่ราคาอยู่ที่ตันละ 12,000 บาท เท่ากับลดลงไปมากถึง13%

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยชี้ว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะราคา ข้าวสารหอมมะลิส่งออก ที่เป็นราคาล่วงหน้าในเดือนธันวาคม 2559 ลดฮวบเหลือเพียง 548 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าราคาตลาด (spot price) ณ วันที่ 28 ตุลาคมซึ่งอยู่ 720 เหรียญอย่างมาก ส่งผลให้ราคาขายส่งข้าวสารหอมมะลิใหม่ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเก็บเกี่ยว เหลือเฉลี่ยเพียงหาบละ1,330 บาท ลดลงไปถึง 420 บาท เมื่อเทียบกับราคาของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่หาบละ 1,750 บาท ถือเป็นการลดลงแบบผิดปกติ

ส่วนการที่ราคาล่วงหน้าเดือนธันวาคมของข้าวสารหอมมะลิลดฮวบลงไปอย่างหนักนั้น ก็เพราะมีการคาดการณ์กันล่วงหน้าของบรรดาพ่อค้าส่วนใหญ่ว่า ผลผลิตหอมมะลิปลายปีนี้ของไทยจะสูงขึ้นมาก ขณะที่ความต้องการซื้อของตลาดมีเท่าเดิม ประกอบกับก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีที่ไทยยังประสบปัญหาภัยแล้งจาก “เอลนินโญ” อยู่ ทำให้บรรดาพ่อค้าและโรงสีมีการเก็งกำไรกันช่วงนั้นว่า ข้าวหอมมะลิจะต้องมีราคาสูงขึ้น จึงกว้านซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิเก็บสต๊อกไว้จำนวนมาก แต่หลังจากนั้นราคากลับลดลง ทำให้มีข้าวเปลือกค้างสต๊อก ยังไม่ได้สีขายอีกมาก นอกจากนี้คู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียตนามก็มีผลผลิตข้าวหอมมะลิสูงขึ้นมากเช่นกัน และสามารถขายข้าวได้ราคาถูกกว่าไทย ด้วยมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ปีนี้ ซัพพลายข้าวหอมมะลิจึงน่าจะมีสูงมากผิดปกติ ขณะที่ดีมานด์กลับยังเท่าเดิม นี่ก็เป็นเหตุผลตามกลไกตลาด ที่ทำให้ราคาตกลงอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชาการอย่าง ดร.สมพร อิศวิลานนท์ จากสถาบันคลังสมองของชาติที่ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมได้น่าสนใจ กล่าวโดยสรุปคือ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเรื่อง “กลไกตลาด” เท่านั้น ที่ทำให้ข้าวหอมมะลิของไทยราคาตกต่ำลงอย่างหนัก แต่น่าจะมีเหตุผลจากเรื่องของ “คุณภาพ” ด้วย

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยที่เคยมีชื่อเสียง เป็นที่ต้องการของตลาด จนขายได้ในราคาแพง ก็เพราะมีคุณภาพสูงทั้ง “นุ่ม” และมี “กลิ่นหอม” มาก แต่ระยะหลังๆ เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้ข้าวหอมมะลิไทยจะยัง “นุ่ม” อยู่ แต่คุณภาพ “ความหอม” กลับลดน้อยลงไป จนทำให้ตลาดลดความต้องการลงไป จนน่าจะมีผลต่อ “ราคา” ตามไปด้วย

เรื่อง “คุณภาพ” ข้าวหอมมะลินี้ ถูกตั้งเป็นข้อสังเกตกันมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ใช้นโยบายจำนำข้าว “ทุกเมล็ด” ในราคาสูง จูงใจทำให้ชาวนาเร่งรัดปลูกข้าว หวังแต่ให้ได้ปริมาณมากๆ เอามาขายจำนำ โดยไม่คำนึงถึง “คุณภาพ” กระทั่งทำให้ข้าวหอมมะลิไทยต้องเสียแชมป์การเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกให้กับข้าวหอม “ดอกมะลิ” ของกัมพูชาไป ทั้งยังทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องหยุดชะงักไปหมดด้วย

ยิ่งปัจจุบันการทำนาปลูกข้าวปีละหลายรอบ จนต้องใส่ปุ๋ย ฉีดสารเคมีมากขึ้น แล้วยังใช้เครื่องจักรเร่งเก็บเกี่ยว ใช้การอบเพื่อเร่งลดความชื้นข้าวเปลือก ล้วนแต่เป็นสาเหตุบันทอนคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย ให้หอมน้อยลงไปทุกที

การป้องกันข้าวหอมมะลิในอนาคต มิให้ราคาดิ่งเหวลงไปอีก จึงน่าจะต้องดูแลเรื่อง “คุณภาพ” กันอย่างจริงจังเสียตั้งแต่บัดนี้

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : เทิดพระเกียรติ2พระบิดาข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242714

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น“พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย”และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น“พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”เมื่อ 28 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

นับเป็นเรื่องดีที่น่าปลาบปลื้มใจ แม้จะอยู่ในยามที่บ้านเมืองยังโศกเศร้าอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ก็ตาม ฉะนั้นผมขอนำเนื้อหาประกาศสำนักนายกฯดังกล่าวทั้งหมดมาลงไว้ในคอลัมน์ ดังนี้

“โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่เกษตรกรและปวงชนชาวไทย ด้วยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าว และการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยในห้วงแห่งรัชกาลตามลําดับ ทั้งนี้ ด้วยพระวิริยอุตสาหะอุทิศกําลังพระวรกายและกําลังพระปัญญา ทําให้ข้าวไทยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ การจัดระบบชลประทาน ที่เหมาะสม การขนส่งและการพัฒนาระบบการผลิตโดยรวม ประเทศไทยจึงมีความมั่นคงทางด้านอาหาร และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยรวม

กล่าวคือ ๑.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการปฏิรูปข้าวไทย โดยทรงริเริ่มการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าวใหม่ที่ส่งผลดี และเอื้อประโยชน์ต่อระบบการผลิตและการค้าข้าวของประเทศไทย มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการโดยการยกเลิกกรมนาแล้วจัดตั้งกระทรวงเกษตราธิการเพื่อสนับสนุนด้านการผลิต การยกเลิกระบบศักดินา การคัดเลือกข้าวพันธุ์ดีมีคุณภาพจากต่างประเทศมาทดลองปลูก การจัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าว การขยายพื้นที่ปลูกข้าวด้วยการวางรากฐานระบบชลประทานสมัยใหม่ รวมทั้งนําเครื่องจักรไถนามาทดลองใช้ในการผลิต และเป็นแบบอย่างของการทําเกษตรสมัยใหม่แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนการค้าข้าวโดยริเริ่มระบบขนส่งทางรถไฟและกิจการไปรษณีย์โทรเลข เพื่อใช้ในการเดินทางและขนส่งลําเลียงผลผลิตข้าว การวางรากฐานงานวิจัยและพัฒนาข้าวไทยโดยการจัดตั้งโรงเรียนเกษตราธิการเพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการในกรม กองต่างๆ ของกระทรวงเกษตราธิการรวมทั้งได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงให้ไปศึกษาด้านการเกษตรสาขาต่าง ๆ ยังต่างประเทศ

๒.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยโดยพระราชดําริและทรงดําเนินการเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาข้าวทรงมุ่งมั่นทุ่มเทกําลังพระวรกายในการปรับใช้ผลการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แก่เกษตรกรที่ประกอบอาชีพทํานา อาทิ การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก่อให้เกิดขวัญกําลังใจและความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรมทรงค้นคิดวิธีเกษตรทฤษฎีใหม่ การทํานาขั้นบันได โครงการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวพื้นที่ต่างๆ ที่เรียกว่า “แกล้งดิน” การกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสู่เกษตรกรที่เรียกว่า “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” พระราชทานที่ดินเพื่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไร่ และธัญพืชเมืองหนาว ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรวิจัยและพัฒนาข้าว ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้แก่มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ และพระราชทานทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาข้าวให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด

รัฐบาลสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมรําลึกในพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อการปฏิรูปข้าวไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยเป็นอเนกประการ รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ทั้ง ๒ พระองค์ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีงานวิจัยข้าวไทย ในปี ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ เห็นชอบ

๑. ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น “พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย”

๒. ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

……………………

ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอร่วมน้อมเกล้าฯเฉลิมพระเกียรติ ณ ที่นี้

สาโรช บุญแสง