ส่องเกษตร : สืบสานแนวทางพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241702

449007

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้ว วาระพิธีการแสดงความไว้อาลัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ขณะเดียวกันงานราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรจะชะงักล่าช้าไม่ได้ และยิ่งต้องพิจารณาทำงานให้หนักยิ่งขึ้น หากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต้องการสืบสานแนวทางของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง ดังที่ได้ประกาศกันไว้

ในช่วงเวลานี้ ว่าไปแล้วทุกลมหายใจของความอาลัยทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้มีการแสดงออกตลอดจนการนำเสนอไอเดียดีๆกันออกมามากมาย ในการที่จะสืบสานหรือนำเอาแนวทางพระราชดำริต่างๆ มาต่อยอด สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

อาทิ ภาคเอกชนก็เสนอกันในสมาคมด้านธุรกิจการท่องเที่ยวว่า สมควรที่จะมีการบรรจุโปรแกรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชมโครงการพัฒนาตามพระราชดำริต่างๆที่มีอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศมากกว่า 4 พันโครงการ ซึ่งก็ล้วนอยู่ในเส้นทางของการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ผลงานพระราชกรณียกิจขององค์รัชกาลที่ 9 “ในหลวงในดวงใจไทย”แล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการท่องเที่ยวไทยอย่างสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้กับประเทศชาติด้วย

ยิ่งในภาครัฐบาลจากการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศอย่างแน่นหนักที่จะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พัฒนาประเทศไทยอย่างจริงจัง และจะต่อยอดโครงการพระราชดำริต่างๆ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งได้ปรับรายการ “คืนความสุขให้กับประชาชน” ทุกคืนวันศุกร์ที่นายกฯจะรายงานสิ่งที่รัฐบาลและคสช.ดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ เปลี่ยนชื่อเป็นรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ดั่งเป็นการตอกย้ำถึงการทำงานที่จะสานต่อแนวทางพระราชดำริ นำมาใช้ในการปฏิรูปประเทศทั่วทุกด้านต่อไป

ด้วยแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”และแนวพระราชดำริต่างๆ นั้น ถือเป็น “มรดกอันล้ำค่าของประเทศไทย”ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้เพื่อลูกหลานคนไทยไปชั่วกาลนาน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเจ้ากระทรวงอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ ก็ได้ขานรับต่อการนำของท่านนายกฯ และถือเป็นเรื่องดีเลิศอย่างยิ่งที่รมว.เกษตรฯได้ประกาศความตั้งใจจริงที่จะน้อมนำแนวพระราชดำริ “การเกษตรทฤษฎีใหม่” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลักดันให้บังเกิดผลจริงในช่วงครบ 100 วันพระบรมศพ ด้วยการตั้งเป้าให้เกิดแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมทั้งประกาศสานต่อพระราชกรณีกิจงานด้านการเกษตรมากมาย นำไปใช้ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ผมตั้งใจมากที่สุดในการนำแนวพระราชดำริมาสานต่อให้เกิดผลช่วยเกษตรกรได้ปฏิบัติจริง ทั้งนี้ 17 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯจะต้องเร่งลงพื้นที่และสนับสนุนให้เกษตรกรได้ทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับภาคเกษตรได้แท้จริง” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวไว้

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ต้องทำให้การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงได้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ โดยผ่านทางศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร (ศพก.)882 ศูนย์ใน 882 อำเภอ นอกจากนี้จะให้เกษตรกรนำเสนอโครงการตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งตั้งเป้าให้เกิดการทำเกษตรตามความต้องการในพื้นที่ 9,999 จุดทั่วประเทศ เพื่อถวายแด่ในหลวง โดยเกษตรกรสามารถเสนอความต้องการขึ้นมาที่ซิงเกิลคอมมานด์ในทุกจังหวัด ตามมาตรการช่วยเหลือภัยแล้งปี 2559-2560 และจะขยายผลไปถึงฤดูแล้งหน้าด้วย…

การที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เร่งมือในการทำความดี เร่งมือทำงานเต็มกำลังความสามารถเพื่อประโยชน์สุดของประเทศชาติโดยส่วนร่วม เร่งสืบสานและต่อยอดแนวทางพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ฯลฯ

ความดีงามทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงจะเป็นเครื่องแสดงออกที่ประเสริฐที่สุดถึงความอาลัยอย่างแท้จริง ที่มีต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์ท่าน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : พ่อหลวงจะอยู่กับเกษตรตลอดไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240727

449007

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้ผ่านมาร่วมหนึ่งสัปดาห์แล้ว นับแต่วันที่ สำนักพระราชวังประกาศข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559….แต่ในความรู้สึกของผม จนถึงวันนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดินที่ยังคง“ช็อก” อยู่ และโศกเศร้าอย่างหาที่สุดไม่ได้

นับเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงที่สุด ไม่เพียงของประเทศไทยและคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน แต่เชื่อว่า ชาวโลกไม่ว่าจะประเทศใดที่ได้รับรู้รับทราบในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระราชกรณียกิจไว้มากมายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร และยังแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…ทุกคนก็ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกันว่า นี่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชาวโลกด้วย

สำหรับวงการเกษตรไทย ไม่ว่าตัวเกษตรกรเอง หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นักวิชาการเกษตร,สื่อมวลชน ฯลฯ ย่อมตระหนักกันดีว่า ตลอด 70 ปี แห่ง “การครองแผ่นดินโดยธรรม” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาให้กับการช่วยเหลือพัฒนาการเกษตรยิ่งใหญ่ขนาดไหนเพื่อให้เกษตรกรไทยหลุดพ้นจากความอดอยากยากจน

กว่า 4 พันโครงการพระราชดำริที่ดำเนินการอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ก็เป็นโครงการเพื่อพัฒนาด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับป่า, เกี่ยวกับดิน, เกี่ยวกับน้ำ หรือโครงการพระราชดำริอื่นๆ

โครงการตามแนวพระราชดำริ ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างฉาบฉวย เหมือนการนำสิ่งของประชาสงเคราะห์มาแจกให้กันตายเฉพาะหน้า หรือเหมือนโครงการหาเสียงแบบนักการเมืองที่เอา “ประชานิยม”มาล่อหลอกเป็นขนมหวานแลกคะแนนนิยม แล้วกลายเป็นยาพิษร้ายในภายหลัง

แต่โครงการตามแนวพระราชดำริมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรอยู่ได้ยั่งยืน เฉกเช่นที่พระองค์เคยมีพระราชดำรัสเมื่อ 4 ธ.ค. 2541 เรื่องความพอเพียงและการรู้จักพึ่งพาตนเองในตอนหนึ่งว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

ดังนั้น แต่ละโครงการของพระองค์จึงมุ่งทำเป็นแบบอย่าง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำไร่นาสวนผสมตามหลัก“การเกษตรทฤษฎีใหม่” ที่เป็นวิถีสำคัญแห่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

ไม่เพียงแต่ลงมือทำโครงการต่างๆเพื่อเป็นแบบอย่างเท่านั้น พระองค์ยังทรงมีพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทให้ฝ่ายต่างๆในหลายโอกาส กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการเกษตร เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติด้วย ดังตัวอย่างเช่น

“…กสิกรรมและเกษตรกรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันค้นคว้าหาความรู้และความชำนาญให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเสมอ และพยายามส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษามาแก่พี่น้องกสิกรและเกษตรกร ให้ได้ทราบถึงวิธีปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย จึงจะเกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านนี้ และเป็นผลดีแก่ประเทศชาติสืบไป…”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ 19 ก.ค.2505)

“…เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ…”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ 9 ก.ค. 2507)

“เกษตรมีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่า เราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่า ทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรเป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร…”

(บางส่วนของพระราชดำรัสเกี่ยวกับเกษตรกรรม จาก หนังสือ“พระบิดาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดพิมพ์ขึ้นในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2540)

บัดนี้แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชดำรัสและแนวทางพระราชดำริการเกษตรที่ทรงมอบไว้ให้ลูกหลานไทย จะได้รับการสืบสานคู่กับการเกษตรของไทยตลอดไป….

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จัดทัพรองอธิบดี…อย่าเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239630

449007

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องการแต่งตั้งระดับ“รองอธิบดี” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ได้จัดทัพผู้บริหารระดับ 10 หรือระดับอธิบดีกันไปครบถ้วนหมดแล้ว

แต่ก่อนจะไปเรื่องการแต่งตั้ง“รองอธิบดี” ขอแทรกข้อมูลการแสดงบัญชีทรัพย์สินของอดีตรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พ้นตำแหน่งครบ 1 ปี ตามที่ป.ป.ช.เพิ่งเปิดเผยออกมาสักนิด โดยในส่วนกระทรวงเกษตรฯปรากฏว่า นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรมว.เกษตรฯแจ้งบัญชีทรัพย์สินตัวเอง 182,531,803 บาท, ของภริยา 896,510,419 บาทรวม 1,079,042,223 บาท มีหนี้สิน 6,545,430 บาท สรุปทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,072,496,793 บาท เทียบกับตอนเข้ารับตำแหน่งเดือนส.ค.2557 แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 830,523,789 บาท และหลังพ้นตำแหน่งใหม่ๆเมื่อเดือนส.ค.2558 แจ้งมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 801,989,984 บาท เท่ากับว่า ตอนพ้นตำแหน่งใหม่ทรัพย์สินลดลงกว่า 28 ล้านบาท แต่พอพ้นตำแหน่งมาได้ 1 ปี ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 270 ล้านบาททีเดียว

ส่วนนายอำนวย ปะติเส อดีตรมช.เกษตรฯตอนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อเดือนพ.ย.2557 แจ้งว่ามีทรัพย์สินของตนและภริยารวม 28,425,694 บาท โดยไม่มีหนี้สิน พอหลังพ้นตำแหน่งใหม่ๆแจ้งมีทรัพย์สินกว่า 29.5 ล้านบาท และล่าสุดหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปีมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 29,256,273 บาท เท่ากับทรัพย์สินมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลักไม่กี่แสนบาท

แถมด้วยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯคนปัจจุบัน แจ้งบัญชีทรัพย์สินล่าสุด ในฐานะอดีตรมว.พาณิชย์ที่พ้นตำแหน่งครบ 1 ปีว่า มีทรัพย์สินของตัวเองและภริยารวมแล้วมากกว่าหนี้สิน 33,928,094 บาท ลดลงประมาณ 1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตอนพ้นตำแหน่งรมว.พาณิชย์เดือนส.ค.2558

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินอดีตรัฐมนตรี ไม่ใช่ให้ดูเล่นๆนะครับ แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการตรวจสอบว่า ได้มีความร่ำรวยเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่ หรือมีการจงใจ “ซุกซ่อน”แจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือเปล่า ก็เป็นหน้าที่ป.ป.ช.ที่จะต้องตรวจสอบความเป็นจริงของบัญชีทรัพย์สินเหล่านี้ต่อไป…

ที่นี่เข้าเรื่องที่ตั้งใจเขียนถึงได้แล้ว…หลังจัดทัพระดับอธิบดีเสร็จไป ตอนนี้เก้าอี้รองอธิบดีก็ว่างลงถึง 19 ตำแหน่งที่ต้องแต่งตั้ง
ทดแทน ซึ่งตามหลักเกณฑ์จะใช้วิธีสรรหา โดยมี “คณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักบริหารระดับต้น” ประกอบไปด้วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ- ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นประธาน มีกรรมการอีก 4 คนคือ รองปลัดฯเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ,มีผู้แทนจาก ก.พ.,มีผู้ทรงคุณวุฒิที่คัดเลือกจากภายนอกได้แก่อดีตอธิบดีกรมการข้าว-ชาญพิทยา ฉิมพาลี และคนสุดท้ายเป็นโควตาจากอธิบดีกรมที่มีตำแหน่งรองอธิบดีว่างอยู่ ที่จะต้องเลือกกันมาเป็นกรรมการ 1 คน

ตามขั้นตอนจะเปิดรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติของแต่ละกรม มาแสดงวิสัยทัศน์ ให้คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือก ซึ่งนับเป็นหลักการที่ดี แต่เอาเข้าจริงๆที่ผ่านมาก็มีเสียงนินทาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่นักการเมืองครอบงำว่า “การสรรหา”ดังกล่าวแค่ทำเป็นพิธี แต่แท้จริง“รัฐมนตรี”กับปลัดกระทรวงฯเท่านั้น เป็นผู้“จิ้ม”เลือก ขณะที่กรรมการสรรหาคนอื่นๆแค่ไม้ประดับ ไม่ได้มีส่วนพิจารณาอะไรจริงๆ

หวังว่าเที่ยวนี้ในยุคคสช.จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก เพราะตำแหน่ง“รองอธิบดี”นับว่ามีความสำคัญต่ออนาคตการทำงานแต่ละกรมมาก ด้วยคนเหล่านี้จะต้องขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของกรมในอนาคต การเลือกด้วยระบบเส้นสายการเมืองที่ผ่านมา ทำให้ได้รองอธิบดีที่ไม่รู้งาน และก็ไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นอธิบดีที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงส่งผลให้เกิดสภาพที่แต่ละกรมทำงานอย่าง“ง่อยเปลี้ย”

ทราบมาว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯจะไม่เข้ามาล้วงลูก ฉะนั้นกรรมการสรรหาน่าจะพิจารณากันเต็มที่ ให้ผู้สมัครแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ปลัดกระทรวงฯไปงุบงิบเลือกกันเองกับ “อธิบดี” แต่ละกรม ทำให้กระบวนการสรรหาและการแสดงวิสัยทัศน์“เสียของเปล่า”

อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบมา ขณะนี้การเปิดรับสมัคร ก็ยังไม่ขยับสักเท่าไหร่ ทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยกันอยู่พอสมควร ยิ่งหนุนให้เชื่อกันว่า อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯในเร็วๆ นี้ อย่างที่มีกระแสข่าว เพื่อให้ได้คนใหม่ที่ไม่ใช่“เป็ดง่อย”ก็เป็นได้

จริงไม่จริงก็ไม่รู้ แต่เห็นว่ากันว่า อาจจะมีการใช้มาตรา 44 “เด้งฟ้าผ่า”เหมือนที่เพิ่งมีการย้ายปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปเข้า “กรุ”ทำเนียบ ก็เป็นได้!…

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ลุ้น…ปลัดฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238521

449007

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์ก่อนที่ผ่านมาซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของปีงบประมาณ 2559 ได้มีการอนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ที่เหลืออยู่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว ทันเข้ารับตำแหน่งแทนผู้ที่เกษียณอายุสิ้นเดือนกันยายน โดยเริ่มต้นการทำงานในปีงบประมาณ 2560 เดือนตุลาคม ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา

สรุปสักนิด สำหรับ 11 ตำแหน่งระดับ 10 กระทรวงเกษตรฯที่ครม.อนุมัติครั้งนี้ เป็นตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง 9 ตำแหน่ง ผู้ที่ได้ขึ้นไปเป็นมี 1.รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร-นายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ, 2.รองอธิบดีกรมชลประทาน -ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์, 3.รองอธิบดีกรมปศุสัตว์-นายโอภาส ทองยงค์, 4.รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์- นายปริญญา เพ็งสมบัติ, 5.รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร-นายดิเรก ตนพะยอม, 6.รองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม-นายสุวรรณ บูราพรนุสรณ์, 7.รองอธิบดีกรมประมง- นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์, 8.รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์-นายประยวน
พันธ์สวัสดิ์ และ 9.รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์- นายเสนอ ชูจันทร์

ส่วนอีก 2 ตำแหน่ง ได้แก่ นางสาวจริยา สุทธิไชยา จากรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขึ้นเป็นเลขาธิการ สศก. และนายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขึ้นเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงฯ

แหล่งข่าวในกระทรวงยืนยันว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯเป็นผู้พิจารณาเลือกระดับรองอธิบดี ขึ้นมาเป็น ผู้ตรวจฯระดับ 10 และอธิบดีทั้ง 2 กรมนี้ด้วยตนเองทั้งหมด และการเลือกครั้งนี้ก็ได้รับเสียง “ตบมือ”ด้วยความชื่นชมว่า ตัดสินใจได้ดี มีความเหมาะสม โดยเฉพาะการเลือก “ลูกหม้อ” ทั้งนางสาวจริยา สุทธิไชยา ขึ้นมาเป็นเลขาฯสศก.และนายสุรสีห์
กิตติมณฑล ขึ้นเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ด้วยรองอธิบดีทั้งสองท่าน ล้วนมีความรู้ ความสามารถเฉพาะทางเป็นอย่างดียิ่งในสายงานที่ได้ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ทั้ง 2 หน่วยงานนี้

สำหรับผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจราชการ โดยส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งรองอธิบดีรอขึ้นระดับ 10 มานานแล้วและเหลืออายุราชการอีกเพียงปีเดียว การได้ขึ้นเป็นผู้ตรวจฯก่อนเกษียณ จึงนับเป็นบำเหน็จรางวัล ที่น่าจะสร้างขวัญและกำลังให้ได้มาก

เสร็จจากข้าราชการระดับ 10 แล้ว ต่อไปตามขั้นตอนก็ต้องเป็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองอธิบดีซี 9 ขึ้นมาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยปลัดกระทรวงฯมีอำนาจสูงสุดที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่ก็เกิดความไม่แน่นอนว่า ปลัดฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ จะมีโอกาสได้จัดทัพรองอธิบดีในครั้งนี้หรือไม่ เพราะกระแสเรื่อง “เปลี่ยนตัว” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดูจะแรงขึ้นมาอีกแล้ว

อย่างที่ทราบกันอยู่ว่า ที่ผ่านมาปลัดฯ ธีรภัทรไม่สามารถทำงานในตำแหน่งนี้ได้จริงๆ เพราะการที่ข้ามห้วยมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขาดวามรู้ความเข้าใจงานของกระทรวงเกษตรฯอย่างเพียงพอ ทั้งอาวุโสและบารมีก็ไม่มากพอที่จะสั่งงานอธิบดีระดับเขี้ยวๆได้ ทำให้ระยะหลังๆทางพล.อ.ฉัตรชัยก็ไม่ค่อยใช้งานปลัดฯธีรภัทรแล้ว ขณะที่การทำงานของกระทรวงเกษตรฯนับวันก็ยิ่งสำคัญ มีบทบาทที่ต้องเร่งสร้างผลงานให้เด่นชัด เพื่อให้รัฐบาล คสช.มีโอกาส “ต่ออายุ” ในอำนาจต่อไปหลังการเลือกตั้งตามโรดแมปปลายปี 2560

ฉะนั้น พล.อ.ฉัตรชัยคงไม่ปล่อยตำแหน่งสำคัญอย่างปลัดกระทรวงฯอยู่ในสภาพ “เป็ดง่อย” แบบนี้ไปเรื่อยๆแน่ จำเป็นต้องหาคนใหม่มาเป็นตัว“เชื่อมงาน” ในกระทรวงที่มีประสิทธิภาพให้ได้

ว่ากันว่า ตอนนี้แคนดิเดตมีอยู่ 2 คนที่มีสิทธิชิงขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงฯคนใหม่ในเร็วๆนี้ คือ รองปลัดฯเลิศวิโรจน์
โกวัฒนะกับอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร-สมชาย ชาญณรงค์กุล

ดูเหมือนรองปลัดฯเลิศวิโรจน์มี“แต้มต่อ”เหนือกว่าเล็กน้อย ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจฝ่ายทหาร แต่ก็มีจุดอ่อนคือ ความรอบรู้งานกระทรวงเกษตรฯ โดยเชี่ยวชาญงานกรมชลประทานเป็นหลักเท่านั้น เพราะเติบโตมาด้านนี้ เป็นอธิบดีกรมชลประทานจนครบวาระ 4 ปีจึงย้ายมาเป็นรองปลัดฯเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนอธิบดี-สมชาย เป็นผู้ที่“ครบเครื่อง”เรื่องงานเกษตรฯมากกว่า ผ่านงานสำคัญๆมามาก ฝืไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับ ช่วงที่เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งเพิ่งถูกย้ายมากรมส่งเสริมการเกษตรนี้ ก็ได้ฝากผลงานจัดการปัญหา“ปุ๋ยปลอม”ซะอยู่หมัด

สุดท้ายแล้วจะมีการเปลี่ยนตัวปลัดเกษตรฯคนใหม่ในเร็วๆนี้หรือไม่ และผู้ที่จะเข้าวินจะเป็นใคร ก็คงอยู่ที่การตัดสินใจของพล.อ.ฉัตรชัยเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าเลือกคนได้ถูก เชื่อว่า น่าจะสร้างผลงานได้โดดเด่นขึ้น ไม่ต้องเป็นรัฐมนตรีที่โพลล์สำรวจแล้ว ผลงานไม่น่าประทับใจ เหมือนที่ผ่านมาอีก

ส่องเกษตร : มหากาพย์ทวงเงินโกงข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237389

449007

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้จะมีความชัดเจนมากขึ้นกับการติดตามทวงคืนเงินของแผ่นดินที่เสียหายไปหลายแสนล้านบาทจากการดำเนินโครงการจำนำข้าวผลาญชาติที่เต็มไปด้วยการทุจริตคดโกงต่างๆ แต่มหากาพย์เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงอยู่ว่าจะทวงเงินได้คืนมากน้อยสักเท่าไหร่กัน!!

ทั้งนี้ รมว.พาณิชย์-อภิรดีตันตราภรณ์ กับปลัดกระทรวงพาณิชย์-ชุติมาบุณยประภัศร ได้ประเดิมร่วมกันลงนามคำสั่งทางปกครองให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์กับพวก 6 คนชดใช้ค่าเสียหายรวม 2 หมื่นล้านบาท จากกรณีการระบายขายข้าวแบบ“จีทูจี”ที่เป็นการทุจริตลวงโลก โดยสั่งให้นายบุญทรงชดใช้กว่า 1.7 พันล้านบาท, นายภูมิ สาระผลอดีตรมช.พาณิชย์กว่า 2.2 พันล้านบาท ส่วนอีก 4 คนคือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะอดีตเลขาฯรมว.พาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอยอดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ,นายทิฆัมพรนาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระอดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ คนละ 4 พันล้านบาท

ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน ก็สรุปตัวเลขที่จะเรียกเงินชดใช้จากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว จำนวน 35,700 ล้านบาท หรือ 20% ของความเสียหายโครงการจำนำข้าวทั้งหมดที่ประเมินไว้ 178,000 ล้านบาท โดยได้ลงนามเสนอต่อนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหรือรมว.คลัง ออกคำสั่งทางปกครองต่อไป… แม้จะมีเสียงท้วงติงจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ สตง.ที่ไม่เห็นด้วยกับการเรียกค่าเสียหายอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์แค่ 20% ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การติดตามทวงเงินคืนแผ่นดินครั้งนี้ เชื่อได้ว่า ยังจะเป็น“มหากาพย์”ที่ปั่นป่วนอีกยาวนาน และที่สำคัญยากจะยึดเงินคืนได้ครบถ้วน หรืออาจยึดได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น

ทั้งนี้โดยดูจากบัญชีทรัพย์สินที่แต่ละคนยื่นแสดงต่อป.ป.ช.ล่าสุด อย่างอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ยื่นบัญชีไว้เมื่อปี 2558 หลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ปรากฏว่า ทั้งตัวเองกับสามี(ที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย)และลูกมีทรัพย์สินรวมกันมูลค่า 693.8 ล้านบาท เทียบแล้วไม่ถึง 2%ของจำนวนที่ถูกเรียกให้ชดใช้ 35,700 ล้านบาทเลย หรือนายบุญทรงกับภริยาแจ้งทรัพย์สินไว้ 17.8 ล้านบาท ทั้งหมดก็แค่ 1%ของจำนวนที่ถูกเรียกค่าเสียหาย 1.7 พันล้านบาทเท่านั้น ส่วนนายภูมิก็เช่นกัน มีทรัพย์สินทั้งตัวเองและเมีย 39.3 ล้านบาท ก็ยังไม่ถึง 2%ของเงินที่ต้องชดใช้ 2.2 พันล้านบาท เป็นต้น

แน่นอน มิอาจรู้ได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีทรัพย์สินที่ซุกซ่อนไว้อีกหรือไม่ มากมายขนาดไหน แต่เอาแค่ทรัพย์สินเท่าที่ยื่นแสดงไว้ ถ้าจะยึดให้ได้ ก็ยังต้องสู้คดีชั้นศาลปกครองอีกพอสมควร หลังจากนั้น เมื่อคดีสิ้นสุด ถ้าคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ได้ ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยสำหรับกรมบังคับคดีที่จะเข้ามายึดทรัพย์ เมื่อยึดได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องจ่ายชดใช้ ที่เหลือก็ต้องฟ้องล้มละลาย…นี่ว่ากันตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ระหว่างนั้น บรรดาลิ่วล้อบริวารที่ต้องแสดงออกว่าปกป้อง“เจ้านาย” ก็ไม่รู้จะเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนอะไรอีกสักแค่ไหน

นอกจากนั้น ค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าวที่คณะกรรมการชุดของนายมนัส แจ่มเวหา ประเมินไว้ 178,000 ล้านบาท หักที่ให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ชดใช้ 20% ก็ยังเหลืออีก 80%คิดเป็นเงิน 142,300 ล้านบาท ซึ่งรองนายกฯวิษณุ เครืองามระบุว่า ค่าเสียหายที่เหลือนี้จะต้องไปไล่เบี้ยเอากับเอกชน โรงสี ยุ้งฉาง ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทุจริต ตลอดกระบวนการของการรับจำนำข้าวทั่วประเทศ

ส่วนนายมนัสระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นกรณีย่อยๆเช่น กรณีทุจริตสวมสิทธิ์จำนำข้าว,การนำข้าวผิดประเภทมาจำนำ,การเวียนเทียนข้าวและกรณีข้าวหายที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ก่อนเสนอเรื่องมาให้คณะกรรมการฯเพื่อหาผู้รับผิดทางแพ่งและสั่งชดใช้เงินคืนต่อไป ซึ่งต้องเร่งยื่นเรื่องดำเนินการตามกฎหมายภายใน ก.พ.2560 โดยคดีจะมีอายุความทั้งสิ้น 10 ปี นับตั้งแต่ที่เริ่มโครงการจำนำข้าวในปี 2554 ไปถึงปี 2564

ยุทธการ“ไล่เบี้ย”ที่ว่ามานี้ แม้เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่เชื่อได้เลยว่า จะต้องเกิดความระสำระส่ายไปทั่ว

อีกทั้งประสิทธิภาพในการจัดการของหน่วยงานรัฐ ตลอดคดีจำนำข้าวที่ผ่านมา ก็ยังทำให้เป็นห่วง ขนาดบางคนถึงกับประชด ไม่เชื่อว่า “ชาตินี้จะทวงคืนเงินโกงข้าวกลับมาได้ครบ!”

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ลุ้น!อธิบดีกรมฝนหลวงฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235133

449007

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การจัดกระบวนทัพข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังคงเป็นประเด็นอยู่ในความสนใจ
ทั้งลุ้นกันจนตัวเกร็งจากบรรดาข้าราชการ“ตัวเก็ง”ที่มีสิทธิ์ทั้งหลาย

ย้อนข้อมูลสักนิด สิ้นกันยายนนี้ จะมีข้าราชการระดับ 10 กระทรวงเกษตรฯเกษียณอายุมากถึง 13 คน เป็นผู้ตรวจราชการ
กระทรวง 6 คน,รองปลัดกระทรวง 2 คนและอธิบดีอีก 5 กรม ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี 30 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแต่งตั้งและโยกย้ายไปแล้ว 10 ตำแหน่ง คือ

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ไปเป็นรองปลัดฯเช่นเดียวกับนายนำชัย พรหมมีชัยกับนายธนิต อเนกวิทย์ 2 ผู้ตรวจราชการฯก็ขึ้นเป็นรองปลัดฯ ส่วนนายสมชาย ชาญณรงค์กุล จากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรฯ โยกไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร, นายสมปอง อินทร์ทอง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ย้ายไปเป็นเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.), นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์, นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ จากรองปลัดฯโยกมาเป็นอธิบดีกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์,นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้ตรวจราชการฯขึ้นเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร,นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา จากผู้ตรวจราชการฯ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม และนายสัญชัย เกตุวรชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา ของกรมชลประทาน ขึ้นเป็นอธิบดีกรมชลประทาน

การแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการสลับตำแหน่งระดับซี 10 ทำให้ตอนนี้มีตำแหน่งซี 10 ที่ว่างอยู่และต้องแต่งตั้งจากซี 9 ขึ้นมาอีก 11 ตำแหน่งด้วยกัน เป็นผู้ตรวจราชการฯ 9 เก้าอี้ และระดับอธิบดีอีก 2 เก้าอี้คือ เลขาธิการ สศก.กับอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ซึ่งการแต่งตั้งจากซี 9 ขึ้นมานี้ ต้องดำเนินการตามระเบียบ ก.พ.คือ หน่วยงานจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณา ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ในความสามารถ ที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯจึงตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแล้ว โดยมีตนเองเป็นประธาน เปิดโอกาสให้ระดับรองอธิบดีทุกคนมาสมัครได้ตั้งแต่ 9-15 กันยายนนี้ หลังหมดเขตจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ และนัดสัมภาษณ์วิสัยทัศน์ เพื่อคัดเลือกผู้เหมาะสมจำนวน 15 คน ส่งให้พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯเลือกในขั้นสุดท้าย เพื่อเสนอครม.ให้ความเห็นชอบภายในเดือนนี้

ที่พิเศษในการสอบสัมภาษณ์ครั้งนี้คือ ต้องสอบเป็นภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้เป็นไปตามการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของนายกฯบิ๊กตู่ ที่ผู้บริหารทุกคนต้องสามารถติดต่อเจรจากับนานาประเทศในโลกได้…ซึ่งเรื่องสอบเป็นภาษาอังกฤษนี้ ถือเป็นหลักการที่ดีมาก เพราะหมดยุคสมัยที่คนเป็นอธิบดียังต้องคอยเงี่ยหูฟังคำแปลจากล่ามเวลาไปเจรจาเรื่องสำคัญๆ แล้ว

อย่างไรก็ตามตำแหน่งอธิบดีที่เหลือ 2 เก้าอี้นั้น อยากกล่าวถึงตอนนี้คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในปัจจุบันที่หวังพึ่งแต่ฝนฟ้าตามธรรมชาติไม่ได้แล้ว คนที่จะมาทำงานตรงนี้ จึงต้องมีทั้งความรู้ ความเข้าใจงาน“ฝนหลวง”เป็นอย่างดี แล้วยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำด้วย

ตัวเก็งที่ “ครบเครื่อง” ตามสเปกนี้ก็คือ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ด้านปฏิบัติการซึ่งเคยทำงานกรมชลประทานมาก่อน โดยจบปริญญาวิศวกรรม(ชลประทาน)ในประเทศ และได้ปริญญาเอกเป็น “ดอกเตอร์ด้านน้ำ”จากญี่ปุ่น เรื่องความรู้ ความสามารถและภาษาอังกฤษจึงหายห่วง ที่สำคัญกว่านั้น คือ เคยทำหน้าที่รักษาการแทนอธิบดีมาแล้วหลายปี เป็นคนทำงานตัวจริงอยู่เบื้องหลังนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีที่กำลังจะเกษียณปีนี้

กับภารกิจสำคัญคือ ปฏิบัติการทำ “ฝนหลวง” นั้น ผู้บริหารกรมนี้จะต้องมีความรู้ที่แท้จริง ทั้งต้อง “รู้ทัน” ผู้ปฏิบัติงานทำ“ฝนหลวง”อย่างดีด้วย มิเช่นนั้น อาจ “ถูกหลอก” เอาได้ง่ายๆ หรือคุมไม่อยู่ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับภารกิจได้ การเป็นรองอธิบดีฝ่ายปฏิบัติการมา 4 ปีและเคยรักษาการแทนอธิบดีมาหลายปี ได้พิสูจน์ฝืมือในเรื่องเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี…ส่วนที่เป็นจุดอ่อน
ของนายสุรสีห์อยู่บ้างก็คือ ความที่อายุยังน้อย แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เมื่อเจ้ากระทรวงอย่างพล.อ.ฉัตรชัย ดูเหมือนต้องการคนที่มีความสามารถแท้จริง เข้ามาทำงานให้เป็นสำคัญมากกว่าอย่างอื่น

ก็มารอดูกันว่า พล.อ.ฉัตรชัย จะเลือกตามความรู้ความสามารถจริงๆ หรือจะมีปัจจัยอื่นมาแทรกซ้อนหรือไม่

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เหมาะหรือใช้ม.44 ดันเขื่อนแม่วงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234042

449007

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อมีข่าวพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในการเดินหน้าสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองยามเกิดวิกฤติภัยแล้งและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง

แน่นอนว่า ทันทีที่เป็นข่าวออกมา ก็“เรียกแขก” เสียงต้านจากนักอนุรักษ์ฯดังกระหึ่ม มีการออกแถลงการณ์จากหลายองค์กร หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคือ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรนำโดยนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิฯ ตลอดจนเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ เป็นต้น ต่างยืนยันที่จะคัดค้านอย่างถึงที่สุด

เขื่อนแม่วงก์เป็นโครงการในความรับผิดชอบกรมชลประทาน ที่จะกั้นแม่น้ำแม่วงก์บริเวณเขาชนกันหรือเขาสบกกในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ สร้างเป็นเขื่อนหินทิ้ง แกนดินเหนียวความยาว 730 เมตร กว้าง 10 เมตร สูง 57 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ13,000 ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำราว 250ล้านลูกบาศก์เมตร โดยศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ปี 2532 แต่ช่วงแรกไม่ได้รับการเห็นชอบ กระทั่งยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติครม.10 เม.ย.2555 อนุมัติให้สร้างเป็นเงิน 13,280 ล้านบาท ให้เหตุผลว่า เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขน้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำสะแกกรัง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกต่อต้านจากนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ด้วยเห็นว่า เป็นเขื่อนขนาดเล็ก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและต้องสูญเสียพื้นที่ป่าถึง 18 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นป่าสมบูรณ์ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด รวมทั้งเสือโคร่ง ช้าง และนกยูง

กระทั่งในขั้นตอนการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ก็ถูกต่อต้านหนัก นำโดย นายศศินเฉลิมลาภ ที่ได้จัดกิจกรรม “เดินเท้า 388 กม.จากป่าสู่เมือง” ตั้งต้นที่แม่วงก์เข้ามากรุงเทพฯ รณรงค์ต่อต้านโครงการนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนมาก “จุดกระแสติด” กระทั่งโครงการนี้
ต้องพับไป

แต่จากการที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติภัยแล้งแสนสาหัสช่วง 2-3 ปีมานี้ และรัฐบาล คสช.ก็มีนโยบายเร่งแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ ทำให้เริ่มมีการเคลื่อนไหวฟื้นโครงการเขื่อนแม่วงก์ใหม่ โดยการผลักดันให้ใช้อำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 44 สกัดไม่ให้เอ็นจีโอกลุ่มอนุรักษ์ออกมาต่อต้านได้อีก

โดยเมื่อต้นปี ก็มีกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มสร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อป่าไม้สัตว์ป่าและประชาชน นำโดยนายโสภณ พรโชคชัยนักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยแสดงจุดยืนชื่นชมต่อระบอบทักษิณมาก่อน ได้ไปยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาล ขอให้นายกฯบิ๊กตู่ใช้มาตรา 44 สั่งให้สร้างเขื่อนแม่วงก์ด่วน อ้างเป็นความต้องการประชาชน โดยให้สั่งห้ามมิให้เอ็นจีโอหรือกลุ่มใดมาขัดขวาง

ต่อมาปลาย ก.ค. กรมชลประทานก็ระบุระหว่างชี้แจงยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำและบริหารภัยแล้ง เรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรา 44
ผลักดันโครงการสำคัญที่กรมชลประทานศึกษาไว้แล้ว ทั้งเขื่อนแม่วงก์ และโครงการโขง-เลย-ชี-มูล โดยชี้ว่า ถ้าใช้กระบวนการปกติ ก็จะไม่สามารถทำได้

กระทั่งล่าสุด รมว.เกษตรฯออกมาระบุเอง
ที่จะหาทางใช้มาตรา 44 นี้ ซึ่งลึกๆดูเหมือนพล.อ.ฉัตรชัยอาจจะย่ามใจ เพราะเพิ่งใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาภูทับเบิกและเรียกคืนพื้นที่ส.ป.ก.ได้รับเสียงเชียร์คับคั่ง….แต่กับโครงการสร้างเขื่อนนั้น ดูจะถูกโจมตีกลับว่า เป็นการสวนทางกับการเรียกคืนผืนป่า เพราะสร้างเขื่อนแม่วงก์ ย่อมมีผลให้ป่าหายไปจำนวนมาก จึงไม่ง่ายที่จะได้รับเสียงเชียร์เหมือนเดิม

การใช้มาตรา 44 อาจเหมาะสมที่จะใช้กับบางปัญหาที่ยากจัดการ โดยเฉพาะเรื่องผิดกฎหมาย ที่เป็นปัญหาหมักหมมมานาน เช่น เรื่องรุกป่า หรือปัญหา ส.ป.ก.

แต่กับโครงการที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าอย่างการสร้างเขื่อน ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องอ่อนไหวที่ไม่ใช่จะใช้อำนาจเด็ดขาดมาบีบบังคับให้คนยอมรับได้

ดังนั้น ถ้าจะผลักดันเขื่อนแม่วงก์ ก็ควรจะต้องทำความเข้าใจกับสาธารณชนให้ได้ว่า โครงการนี้มีประโยชน์มากมาย คุ้มค่าต่อการที่ต้องยอมรับความสูญเสียป่า ต้องใช้งานวิจัย งานวิชาการที่ชัดเจนเชื่อถือได้มายันกัน

ไม่ควรจะมาใช้วิธีปิดปาก ปิดหู ปิดตา ด้วยมาตรา 44 หรอกครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : งาบงบฯ‘ผักตบชวา-น้ำท่วม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232943

449007

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงนี้มี 2 ข่าวที่ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกันเลย

ข่าวแรกคือ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สั่งให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณจัดเก็บผักตบชวาของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยมีคนข้องใจกันว่า แต่ละปีใช้เท่าไหร่ ทำไมจัดเก็บผักตบชวาไม่หมด มีแต่จำนวนเพิ่มมากขึ้น

ผู้ว่าฯสตง.ให้ข่าวเรื่องนี้ค่อนข้างดุเดือดทีเดียวว่า งบฯเก็บผักตบชวา ซึ่งเป็นงบฯที่รวมอยู่กับงบฯขุดลอกแหล่งน้ำแต่ละหน่วยงานใช้เท่าไหร่ ต้องนำมาเปิดเผยให้สังคมรับรู้ เหมือนที่สำนักระบายน้ำกทม.มีงบฯทำเส้นทางระบายน้ำปีละ 5 พันล้านบาท แต่พอฝนตกน้ำท่วม ผู้ว่าฯกทม.บอกเป็น “น้ำรอระบาย” อ้างระบบใหญ่ไม่เวิร์กเตรียมขอใช้งบฯอีกพันล้านมาทำอีก 21 โครงการ จะเห็นว่า เพียงน้ำท่วมชั่วข้ามคืนก็คิดได้ 21 โครงการ วิกฤติสร้างโอกาส… เปอร์เซ็นต์งานเพิ่มขึ้นปีละ 70% แต่งบฯที่ได้ทุกปี ปีละ 5 พันล้าน ทำไมไม่ทำ ถ้าย้อนไป 5 ปี เป็นเงิน 2.7 หมื่นล้าน ทำไมยังมีน้ำรอระบาย…

นายพิศิษฐ์บอกว่า การที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมากระทุ้งเรื่องผักตบชวา เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละพื้นที่ไม่ค่อยใส่ใจ ปล่อยให้มีมากๆจะได้ของบฯกลางก้อนใหญ่ ทุกเรื่องจึงเป็นปัญหาหมักหมม…ทั้งตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ทำไมขุดลอกคูคลองได้ แต่ไม่กำจัดผักตบชวาหรือเพราะผักตบชวาไม่ใช่งานก่อสร้าง มีเปอร์เซ็นต์งานมากกว่าใช่หรือไม่…ทั้งบอกอีกว่า ตอนนี้พอเป็นข่าว ส่วนท้องถิ่นก็ชอบ จะได้ใช้งบฯฉุกเฉินจำเป็นอย่างมีความสุขค่าจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างคนเก็บ แทนที่จะเก็บผักตบตอนมีน้อยๆ ก็รอมากๆค่อยเก็บ แทนที่จะใช้งบฯ เล็กๆ ก็ต้องมาใช้งบฯมากๆ

เรื่องผักตบชวานี้ ผมเคยเขียนกระทุ้งไปหนหนึ่ง ตอนมีข่าวนายกฯบิ๊กตู่ต้องสั่งให้กองทัพบกส่งกำลังทหารเข้าไปกำจัดผักตบชวาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ลอยแน่นขนัดยาวหลายกิโลเมตร ซึ่งเก็บกันขึ้นมาได้น้ำหนักนับแสนตัน…ต้องย้ำว่า เป็นการสะท้อนความ “เฮงซวย” ของหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องโดยแท้ ยิ่งตอกย้ำด้วยสิ่งที่ผู้ว่าฯ สตง.พูดมานี้ ยิ่งเห็นภาพมากขึ้น ของการที่หน่วยงานในพื้นที่ ปล่อยให้เกิดวิกฤติผักตบชวา เพื่อหาประโยชน์จากงบประมาณหรือเปล่า?…ทิ้งท้ายข่าวนี้ไว้ตรงนี้ก่อน

ที่นี่มาดูอีกข่าวหนึ่ง เป็นข่าวที่นายกฯบิ๊กตู่แสดงความชื่นชมผวจ.สุโขทัย-ปิติ แก้วสลับสี ที่แก้ปัญหาน้ำท่วมได้ผลน่าพอใจ หลังจากหลายจังหวัดภาคเหนือเผชิญภาวะน้ำท่วมน้ำหลากจากฝนที่ตกหนักติดต่อกันช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้บิ๊กแบ๊กป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และพร่องน้ำส่วนเกิน บังคับไหลไปเก็บตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณน้ำให้อยู่ในระดับที่แม่น้ำยมสามารถรับได้ นายกฯจึงฝากให้จังหวัดอื่นศึกษา เพื่อเป็นแบบอย่างนำไปใช้แก้ปัญหาน้ำท่วม…

ข่าวนี้คงทำให้ผู้ว่าฯปิติปลื้มไม่น้อย อย่างไรก็ตามมีหมอโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสุโขทัยชื่อ นพ.กวิน ก้านแก้วส่งอี-เมล์ถึงสำนักข่าวอิศรา บอกกล่าวข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง สรุปความได้ว่า ที่สุโขทัยรอดพ้นวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะทหารผู้ปิดทองหลังพระต่างหาก

ข้อมูลที่นพ.กวินเล่ามา ใครสนใจคงต้องไปหาดูโดยละเอียดทางอินเตอร์เนตแต่ที่จะสรุปตรงนี้คือ ที่เมืองสุโขทัยน้ำท่วมประจำทุกปี ดูเหมือนเป็นเพราะความจงใจของกับเจ้าหน้าที่รัฐกับ “ผู้ทรงอิทธิพล” บางคน เพื่อหวังผลประโยชน์“งบประมาณ” ทั้งที่แนวทางดูแลน้ำล้นจากแม่น้ำยมเข้าท่วมตัวเมืองทำได้ไม่ยาก ซึ่งอดีตผวจ. คือ นางสุมิตรา ศรีสมบัติ เคยทำให้เห็นมาแล้ว แต่ผลกลับถูกย้ายไปเข้ากรุ พร้อมข่าวลือว่า โดนเด้งเพราะมีคนไม่พอใจที่ทำให้น้ำไม่ท่วม จนไม่มีงบน้ำท่วมมาเหมือนทุกปี พอยุคคสช.ตอนแรกมีทหารอย่างพล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รับมอบหมายมาดูแลบริหารจัดการน้ำที่สุโขทัย ก็แก้ไขได้ กลับถูกย้ายอีกโชคดีทหารที่รับไม้ต่อคือ พล.ต.ทรงวุฒิจิตตานนท์ ตั้งใจจริงและจับมือกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานระดับ”ปฏิบัติการ”และประชาชนในพื้นที่ช่วยดูแลตามแนวทางที่ถูกต้อง จึงป้องกันไม่ให้น้ำท่วมได้…หาใช่เพราะบิ๊กแบ๊กของผู้ว่าฯไม่

ประเด็นที่ผมสนใจจากข่าวนี้ และน่าจะเชื่อมโยงกับข่าวผู้ว่าฯสตง.สั่งตรวจสอบงบฯผักตบชวาก็คือ แท้จริงแล้ว ไม่ว่าปัญหาน้ำท่วมหรือผักตบชวา ล้วนแก้ได้ไม่ยาก แต่กลับมีข้าราชการหรือผู้มีอิทธิพลที่ไม่ยอมให้แก้ หรือปล่อยปละไม่แก้ เพียงเพื่อให้เกิดปัญหาหรือ”วิกฤติ” จะได้หาเศษหาเลย ได้ผลประโยชน์จากงบประมาณแก้ไขที่เข้ามา

ถือเป็นการหาผลประโยชน์โดยมิชอบ บนความเดือดร้อนของประชาชน ที่รัฐบาลบิ๊กตู่ควรตรวจสอบ สังคายนา หรือ “ปฏิรูป” ซะทีครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : โพลล์2ปีไม่ปลื้มรมว.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231849

449007

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในวาระที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอายุครบรอบ 2 ปี ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ดูเหมือนจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่รมว.เกษตรและสหกรณ์ อย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ คงไม่ปลื้มเอาเสียเลย

ทั้งนี้เพราะผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนโดย“นิด้าโพลล์”ต่อการทำงาน 2 ปีของนายกฯประยุทธ์ แม้ภาพรวมรัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกฯบิ๊กตู่ จะได้คะแนนนิยมและความพึ่งพอใจต่อการทำงานเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนพล.อ.ฉัตรชัยกลับติดอันดับ 1 ของ 5 อันดับรัฐมนตรีที่ประชาชนรู้สึกไม่ประทับใจการทำงานมากที่สุด…กระทั่งถูกนักการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาลอย่างนายพิชัยนริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน พรรคเพื่อไทยไม่พลาดที่จะทับถมโจมตี หาว่า ผลโพลล์สะท้อนว่า เกษตรกรยากลำบาก โดยที่กระทรวงเกษตรฯแทบไม่ได้ทำอะไรให้ความเป็นอยู่และรายได้เกษตรกรดีขึ้น

ทำเอาปลัดกระทรวงเกษตรฯ-ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ร้อนตัวแทนรัฐมนตรีและแทนตัวเองด้วย ออกมาตอบโต้นิด้าโพลล์ว่า น่าจะเหมือนโพลล์ที่ทำช่วงต้นปี 2559 ที่สุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป ไม่กว้างพอ แล้วยังสอบถามจากกลุ่มคนเมืองและนักวิชาการ จึงไม่เข้าใจงานภาคเกษตร ทั้งยืนยันผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯทำงานเต็มที่ เพราะฉะนั้นโพลล์ควรไปถามเกษตรกรด้วย จะได้ตรงจุด และย้ำที่ผ่านมา รมว.เกษตรฯได้เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร ปีนี้ก็ตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิต ทำเกษตรแปลงใหญ่ ที่ประชาชนไม่เห็นผลงาน คงเกิดจากการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงและแต่ละกรม มีการสื่อสารกับประชาชนน้อยไป จึงเข้าไม่ถึง

ส่วนพล.อ.ฉัตรชัยเองก็ตำหนิโพลล์ว่าตั้งคำถามขัดแย้งกันเอง และเหมือนมีเป้าหมายปั่นกระแสบางอย่าง ทั้งยืนยันว่า ตนลงไปต่างจังหวัดก็มีแต่คนชื่นชมการทำงาน แค่นี้ก็ชื่นใจว่า พวกเราทำงานเต็มที่ “คนอื่นอยากบั่นทอนก็เป็นเรื่องของเขา แต่พวกเราเป็นทหาร ตั้งมั่นแล้วต้องทำให้ได้”

ฟังทั้งรัฐมนตรีและปลัดตอบโต้ผลโพลล์แล้ว อาจจะมีคนแย้งได้ เพราะคำว่า“ทำงานเต็มที่” ไม่ได้หมายความว่า “ผลงานจะเข้าตาชาวบ้าน”นะครับเจ้านาย

ถ้าผลงานเข้าตา ก็คงไม่เกิดกระแสข่าวเป็นระยะๆอยู่เรื่อยๆ เรื่องการเปลี่ยนตัวปลัดเกษตรฯ จนถึงกระแสข่าวเปลี่ยนตัวรมว.เกษตรฯก็ยังมี…

ว่าแล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่สะท้อนการทำงานผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯว่า“เข้าท่า” หรือ“ไม่เข้าท่า”

เรื่องนี้คือการเสนอแต่งตั้งนายธีธัชสุขสะอาด เป็นผู้ว่าการ กยท.-การยางแห่งประเทศไทย จนครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 15 มี.ค.2559 ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดอดีตสส.ประชาธิปัตย์-วัชระ เพชรทอง ให้ข่าวว่า จะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนและตรวจสอบการแต่งตั้งดังกล่าว เนื่องจากนายธีธัชขาดคุณสมบัติ เพราะเคยถูกเลิกจ้างจากตำแหน่ง ผอ.องค์การตลาด ด้วยทำผิดพ.ร.บ.ฮั้วน่าจะถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ แต่กลับได้รับการสรรหาจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดเกษตรฯ เสนอชื่อมาเป็น ผู้ว่าฯกยท. ขณะที่ครม.ก็มีกรรมการกลั่นกรองเรื่อง เหตุใดจึงไม่มีใครทราบข้อมูลนี้นอกจากนั้น นายวัชระยังจะยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบรองปลัดฯเลิศวิโรจน์ ในฐานะประธานสรรหาที่เสนอชื่อนายธีธัชว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหรือไม่ เพราะในประกาศการสรรหาระบุไว้ในข้อ 3.11 ว่า ต้องไม่เคยถูกไล่ออก ให้ออกหรือปลดจากงานเนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวถึงเรื่องนายธีธัชนี้ว่า ได้สอบสวนความผิดจบไปแล้ว ถึงมีสิทธิสมัครตำแหน่งผู้ว่าการกยท. ทั้งระบุนายธีธัชกำลังจะครบกำหนดประเมินผลงาน 6 เดือน ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่บอร์ดกยท.จะพิจารณาว่าผ่านหรือไม่…เหมือนแก้เกี้ยว เปิดทางให้“ปลด”หรือเปล่า

ขณะที่อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพิ่งจะมีมติท่วมท้น“ถอดถอน”นายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทย พรรคเพื่อไทย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามการชี้มูลความผิดที่ป.ป.ช.เสนอมา จากเรื่องที่นายประชาช่วงที่เป็นรมช.มหาดไทยยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 ปีก่อน ได้ใช้อำนาจโดยมิชอบ เข้าไปแทรกแซงบอร์ดองค์การตลาดไม่ให้“เลิกจ้าง”นายธีธัชนี่เอง เมื่อบอร์ดยืนยันมติให้“เลิกจ้าง” ทำให้นายประชาไม่พอใจมาก จนมีคำสั่งปลดบอร์ด

เรื่องที่นายประชาปกป้องนายธีธัชขนาดนี้ จนตัวเองต้องโดนถอดถอนและถูก“แบน”ไม่ให้ดำรงตำแหน่งการเมือง 5 ปี ย่อมทำให้คิดไปได้ว่า นายธีธัชเป็น“คนของใคร” ฝ่ายไหน แล้วกระทรวงเกษตรฯที่มีพล.อ.ฉัตรชัย นั่งว่าการอยู่ กลับยังเลือกมาเป็นผู้ว่าฯกยท.อีก

เห็นข้อมูลนี้ ระดับผู้นำคสช.ทั้งหลาย ต้องไม่ปลื้มแน่

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : รับมือน้ำท่วม-โผบิ๊กเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230890

449007

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สภาพการณ์หลายจังหวัดภาคเหนือตอนนี้ ช่างแตกต่างจากต้นปีราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากที่พ้นวิกฤติอันยาวนานของภัยแล้งแสนสาหัสมาแล้ว ช่วงเวลานี้หลายพื้นที่กลับเผชิญภาวะน้ำท่วม และ น้ำป่าไหลหลาก สร้างความเสียหายมากทั้งที่จ.แม่ฮองสอน จ.น่าน จ.พะเยา เพราะฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือน 13 จังหวัดภาคเหนือ ให้ระวังน้ำท่วมจากฝนที่จะตกหนักต่อไปจนถึง 19 ส.ค. ทางอธิบดีกรมชลประทาน-สุเทพ น้อยไพโรจน์ ก็แจ้งเตือนทุกจังหวัดตลอดแนวลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม ให้ระวังน้ำล้นตลิ่งที่จะเข้าท่วมพื้นที่อย่างฉับพลัน ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยเตือนกันมาแล้วก่อนหน้านี้ว่า พ้นจาก“เอลนีโญ” ที่ทำให้ไทยแล้งหนักมา 2-3 ปี ปลายปีนี้ก็จะเผชิญกับ“ลานีญา”ที่จะทำให้มีฝนมาก…แล้วหน่วยงานต่างๆได้เตรียมการรับมือกันไว้ดีหรือยัง เพราะถ้าน้ำท่วมรุนแรง ความเสียหายก็หนักหนาไม่น้อยกว่าภัยแล้งเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวและภาพผักตบชวาแน่นขนัดหน้าเขื่อนและเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เป็นระยะทางยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นภาพน่าตกใจ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีต้องสั่งผู้บัญชาการทหารบก ส่งกำลังทหารจำนวนมาก ระดมเครื่องจักรกลหนักเข้ามากำจัดผักตบชวาเหล่านี้ ทำงานทั้งวันทั้งคืนตลอด 24 ชั่วโมง เก็บอยู่เกือบ 10 วัน จึงหมดเมื่อช่วงก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษานี้เองนับเป็นจำนวนน้ำหนักร่วมแสนตันหรือ 100 ล้านกิโลกรัม เลยทีเดียว!!

ก็ไม่รู้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละให้ผักตบชวาเหล่านี้สะสมจนมหาศาลขนาดนี้ได้อย่างไร ทำไมไม่รีบกำจัดเสียตั้งแต่ยังไม่มากนักหรือในช่วงแล้งที่น้ำน้อย น่าจะทำงานกำจัดได้ไม่ยาก กลับปล่อยไว้จนใหญ่โต กระทั่งมีผู้แชร์ภาพกระจายไปทั่ว ทำให้วิตกเมื่อฝนเริ่มมา น้ำเริ่มมาก จะขวางทางระบายน้ำ จนกลายเป็นปัญหาทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ เรื่องก็เลยก็มาถึงมือนายกฯบิ๊กตู่ต้องสั่งการด้วยตัวเองให้กองทัพเข้ามาจัดการ…มันเข้าท่านักหรือ ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่แก้ไขกันตั้งแต่ต้นที่ปัญหายังน้อยๆ จัดการได้ง่าย กลับปล่อยปละจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ให้รัฐบาลต้องทุ่มเทกำลังคน กำลังเครื่องจักรมาช่วยแก้ไขแบบนี้

ทำให้อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า แล้วเรื่องขุกลอกแม่น้ำลำคลอง ซึ่งควรทำกันตั้งแต่ตอนน้ำแล้งก่อนหน้านี้ เพื่อขยายพื้นที่รองรับน้ำฝนจำนวนมหาศาลที่คาดจะมามากจากปรากฏการณ์ “ลานีญา” นั้น ทุกพื้นที่ ได้ทำกันไว้ดีแล้วหรือยัง…ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไขเหมือนที่ผ่านๆมา โดยไม่เคยสำนึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า“กันไว้ดีกว่าแก้”เลย….

อีกเรื่องที่กำลังลุ้นกันมากในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ โผโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 หรือระดับอธิบดี ที่มีกระแสมาหลายวันก่อนว่า จะเข้าครม.ในสัปดาห์นี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่ได้เวลาคลอดออกมา มีเพียงการยืนยันจากปลัดฯธีรภัทร ประยูรสิทธิ ว่า ได้ส่งรายชื่อและประวัติการทำงานข้าราชการระดับ 9 ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะขึ้นเป็นซี 10 แทนผู้บริหารที่จะเกษียณสิ้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งปีนี้มีซี 10 ตำแหน่งสำคัญเกษียณมากถึง 13 คนเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 6 คน,รองปลัด 2 คนและอธิบดีอีก 5 กรมใหญ่ คือ กรมชลประทาน, กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมปศุสัตว์, กรมฝนหลวงและการบินเกษตรสุดท้ายคือ เลขาธิการส.ป.ก.สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตอนนี้ก็อยู่ที่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ แต่ที่ปลัดฯธีรภัทรยืนยันคือ จะไม่มีการย้ายข้ามกระทรวง จะพิจารณาคนภายในกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้ขับเคลื่อนงานปฏิรูปเกษตรได้เต็มที่

เท่าที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับตัวเต็งมา โดยเฉพาะตำแหน่งอธิบดีทั้ง 5 กรม ส่วนใหญ่ล้วนเคยเป็นรองอธิบดีหรือทำงานเป็นลูกหม้อกรมนั้นๆมาก่อน นับว่า น่าจะได้คนที่เหมาะสมกับงานมากขึ้น เพราะที่ผ่านมายุค ระบบหลงจู๊ได้สร้างธรรมเนียม ย้ายซี 9 ที่จะขึ้นอธิบดีให้ไปเป็นผู้ตรวจฯระดับ 10 ก่อน แล้วค่อยโยกมาเป็นอธิบดีตามระบบ “เส้นสาย” ทำให้ได้อธิบดีข้ามกรมวุ่นวายไปหมด แล้วหลายกรมก็ทำงานไม่เวิร์ก ได้แต่รับฟังคำสั่งจาก “หลงจู๊” พอมายุค คสช.ระยะที่ผ่านมาก็ยังหลงยึดตามธรรมเนียมนี้อีก แต่ตอนนี้มีผู้ตรวจฯเกษียณถึง 6 คน และพล.อ.ฉัตรชัยก็ต้องการคนที่เข้าใจงานในแต่ละกรมจริงๆ จึงเป็นโอกาสดีของระดับรองอธิบดีลูกหม้อทั้งหลาย ที่จะขึ้นอธิบดีโดยไม่ต้องผ่านการเป็นผู้ตรวจฯก่อน

ผมก็หวังว่า การจัดทัพข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯในครั้งนี้ จะได้คนที่มีความสามารถ เข้าใจและรู้งานจริง มาทำงานเสียที เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรอย่างแท้จริง

สาโรช บุญแสง