ส่องเกษตร : รธน.ปราบโกงกับทุจริตจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/229696

449007

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฉลุย!ไปเป็นที่เรียบร้อยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่ได้ผ่านการลงประชามติ “เห็นชอบ” จากประชาชนไทยส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 61% ของผู้ที่มาใช้สิทธิทั้งหมดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนี้ไปจะเป็นกระบวนการในการออกกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้ราวปลายปี 2560 หรืออย่างช้าต้นปีหน้า 2561 ต่อไป

เรื่องนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดที่จะใช้ในการปกครอง ใช้ดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชาชนทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ รวมถึงเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างเช่นที่ระบุในมาตรา 73 ว่า“รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบ เกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกิน โดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด”

เนื้อหาสำคัญที่ถูกชูเป็นจุดขายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยู่ที่คีย์เวิร์ดคำว่า“ปราบโกง” ซึ่งนอกจากกำหนดกลไกคัดกรองผู้เข้าสู่อำนาจอย่างเข้มข้น ตัดสิทธิเด็ดขาดต่อผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาคดีทุจริตคอร์รัปชั่นและคดีร้ายแรงอื่นๆ เช่น คดียาเสพติด ไม่ให้เข้าสู่วงจรอำนาจอีกทั้งยังกำหนดให้ต้องสร้างความโปร่งใสในการบริหารปกครองประเทศ เช่น การเปิดเผยข้อมูลทางราชการต่างๆ

ที่สำคัญอีกประการคือ การป้องกันมิให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่จะเข้ามามีอำนาจในอนาคต นำเอานโยบาย“ประชานิยม”ทั้งหลายมาใช้มอมเมาประชาชน และมีผลในการโกงกิน ทำลายประเทศชาติจนย่อยยับเหมือนที่ผ่านมา โดยกำหนดในรัฐธรรมนูญให้“รัฐบาล”มีหน้าที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด(มาตรา 62) และให้องค์กรอิสระ-คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่อง“วินัยการเงินการคลังของรัฐ” มีอำนาจที่จะเสนอแนะเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดิน จนถึงลงโทษทางปกครองได้ กรณีตรวจสอบพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง(มาตรา 240 และ245) เป็นต้น

ก็หวังว่า ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จะแก้ไขปัญหาการทุจริตโกงกินที่เป็นมะเร็งร้ายฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ให้บรรเทาเบาบางลงไปได้ และโครงการประชานิยมประเภท“จำนำข้าวผลาญชาติ”อย่างสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินเสียหายย่อยยับกว่า 5-6 แสนล้านบาทในช่วงแค่ 2 ปี แล้วยังเต็มไปด้วยการทุจริตโกงกิน ทำลายระบบการผลิตและการค้าข้าวของประเทศยับเยิน…จะไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกในอนาคต

ส่วนโครงการจำนำข้าวผลาญชาติที่ผ่านมาซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการทำประชามติไปแล้ว แต่ก็ยังต้องติดตามเอาผิดและทวงคืนเงินแผ่นดินที่ได้รับความเสียหายต่อไป

ก็รายงานไว้ ณ ที่นี่สักหน่อยกับการ“เช็คบิล”คนกระทำความผิดและการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ ต้องชดใช้ความเสียหายเงินของแผ่นดินหลายแสนล้านบาท ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก

ในส่วนคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ชินวัตร ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมายป.ป.ช.นั้น ที่ผ่านมาศาลฯได้ไต่สวนพยานโจทก์ครบทุกปากแล้ว และเริ่มไต่สวนพยานจำเลยประเดิมปากแรกด้วยตัวอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เองเมื่อวันศุกร์ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ยังมีพยานฝ่ายจำเลยอีก 41 ปาก แม้จะเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความรวดเร็วในการพิจารณาของศาลสูงคดีการเมืองนี้ ก็เป็นที่เชื่อกันว่า ภายในสิ้นปีนี้ ก็น่าจะมีคำพิพากษาออกมาได้

นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ในส่วนการ“ชดใช้”ความเสียหายเงินของแผ่นดินนั้น ตอนนี้มีตัวเลขสรุปออกมาเบื้องต้นแล้วว่า ไม่ต่ำกว่า 286,639 ล้านบาทที่จะใช้อำนาจทางปกครองพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ.2539 เรียกเก็บจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ กับอีกเกือบ 2 หมื่นล้านจะเรียกเก็บจากอดีตรมว.พาณิชย์-บุญทรงเตริยาภิรมย์และอดีตรมช.พาณิชย์ภูมิ สาระผล กับพวกที่มีทั้งนักการเมืองและอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์อีก 4 คนที่เป็นจำเลยคดีทุจริตระบายข้าว“จีทูจี”

ซึ่งรมช.คลัง-วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณไปตอบกระทู้ต่อที่สนช.สภานิติบัญญัติแห่งชาติยืนยันว่า จะเรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ หรืออย่างช้ากันยายน

เงินของแผ่นดินต้องทวงคืนมาให้ได้… เอาใจช่วยเต็มที่ครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : สหกรณ์ใต้ปีกกระทรวงคลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228608

449007

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระทรวงการคลังกำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี ออกกฎหมายสหกรณ์การออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน เพื่อตั้งองค์กรใหม่ขึ้นกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโดยเฉพาะ ซึ่งจะดึงงานส่วนนี้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลัง

ที่มาของเรื่อง สืบเนื่องจากคดี“สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น”อันฉาวโฉ่ที่มีการทุจริต ยักยอก ฉ้อโกงจากอดีตประธานสหกรณ์ฯ-นายศุภชัยศรีศุภอักษร กับพวก สร้างความเสียหายร้ายแรงมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เกิดความเดือดร้อนและผลกระทบกว้างขวางต่อสมาชิกสหกรณ์หลายหมื่นคน ตลอดจนสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ อีก 70-80 แห่งที่เอาเงินมาฝากหรือให้กู้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จนความน่าเชื่อถือระบบสหกรณ์ออมทรัพย์โดยรวมถูกทำลายย่อยยับ

นี่ยังไม่นับที่เกี่ยวข้องพัวพันกับกรณี “ธัมมชโย” วัดพระธรรมกายที่กลายมาเป็นปัญหาใหญ่โตด้านศาสนาและความมั่นคงในเวลานี้ด้วย

คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่นที่ยืดเยื้อ เรื้อรังมาหลายปี อีกด้านหนึ่งก็ทำให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯที่กำกับดูแลงานสหกรณ์อยู่คือ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และโดยเฉพาะกรมส่งเสริมสหกรณ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอยู่มาก เห็นได้ชัดว่า ปัญหาที่บานปลายใหญ่โต เสียหายมโหฬารนี้ สุดปัญญาที่จะรับผิดชอบแก้ไขได้โดยลำพัง

กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีต้องสั่งในครม.ให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งหน่วยงานพิเศษโดยเฉพาะขึ้นดูแลปัญหาสหกรณ์ทั่วประเทศ

กระทั่งล่าสุด นายสมชัย สัจจพงษ์ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าสหกรณ์ประเภท “ออมทรัพย์” และ “เครดิตยูเนี่ยน” ที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงเกษตรฯจะย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยจะตั้งองค์กรใหม่ เหมือนที่คลังเคยรับโอนงานด้านประกันภัยมาดูแล แล้วเปลี่ยนกรมการประกันภัยเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หน่วยงานใหม่นี้จะมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิหน่วยงานต่างๆ ทั้งคลัง,แบงก์ชาติ และหน่วยงานภายนอก

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเหตุผลหลักคือ จำนวนเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯที่ดูแลเรื่องนี้ มีไม่เพียงพอ ประกอบกับเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ทำให้สมาชิกและผู้ฝากเงินจำนวนมากได้รับความเสียหาย กระทรวงการคลังจึงขอดึงสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่เกี่ยวข้องกับการเงินมาดูแล ไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้อีก ส่วนสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์อื่นๆ ที่เหลือยังขึ้นกับกระทรวงเกษตรฯเหมือนเดิม โดยเดือนสิงหาคมนี้จะนำเรื่องนี้เข้า ครม.เพื่อออกพ.ร.บ.สหกรณ์การออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน โอนภารกิจและคนที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงเกษตรฯมาอยู่ที่หน่วยงานใหม่”

ปัจจุบันสหกรณ์มีอยู่ 7 ประเภท นอกจากสหกรณ์ “ออมทรัพย์” กับ “เครดิตยูเนี่ยน” ที่จะถูกโอนไปแล้ว กระทรวงเกษตรฯยังเหลือดูแลสหกรณ์การเกษตรฯ,สหกรณ์ประมง, สหกรณ์ร้านค้า, สหกรณ์นิคม และสหกรณ์บริการ ซึ่งตามข้อมูลกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ วันที่ 1 มกราคม 2559 ไทยมีสหกรณ์ทุกประเภท 8,270 แห่ง มีสถานะดำเนินการ 6,851 แห่ง,ยังไม่เริ่มดำเนินการ 290 แห่ง และเลิกสหกรณ์แล้ว แต่อยู่ระหว่างชำระบัญชีอีก 1,129 แห่ง โดยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งหมด 1,490 แห่งแต่เลิกดำเนินการแล้ว 71 แห่ง ส่วนเครดิตยูเนี่ยนมี 558 แห่ง เลิกดำเนินการแล้ว 11 แห่ง

สหกรณ์ “ออมทรัพย์” จัดเป็นสถาบันการเงินแบบหนึ่ง ที่มุ่งเสริมการออมและให้สมาชิกกู้ยืมเมื่อจำเป็น ส่วน“เครดิตยูเนี่ยน”เป็นสหกรณ์อเนกประสงค์ เน้นให้สมาชิกประหยัดและออม เพื่อช่วยตนเองและเป็นพื้นฐานความมั่นคงแก่ตนและครอบครัว

สหกรณ์ 2 ประเภทนี้เคยได้รับความนิยมเพราะให้ผลตอบแทนเงินปันผลดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและสมาชิกได้พึ่ง กู้ยืมง่ายกว่า จึงมีข้อห่วงใยกันว่า เมื่อเปลี่ยนจากเดิมไปให้คลังดูแล แล้วเงินปันผลกับอัตราดอกเบี้ยที่สหกรณ์เคยกำหนดเอง จะต้องเปลี่ยนไปตามระเบียบกระทรวงการคลังหรือแบงก์ชาติเช่นไรบ้าง จะเข้มงวดจนสมาชิกรู้สึกยุ่งยาก กระทั่งหันไปเอาเงินฝากแบงก์ดีกว่าหรือไม่

ที่สำคัญการดูแลงานสหกรณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่กำกับควบคุม แต่จะส่งเสริมอย่างไรให้ก้าวหน้าไปตามปรัชญาของ“สหกรณ์” หาใช่สถาบันการเงินแบบธนาคารทุนนิยมทั้งหลายไม่

ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : อนุรักษ์ควายไทยให้โปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227491

449007

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โลกทุกวันนี้หมุนไปรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน การดำเนินชีวิตก็ต้องรีบเร่งตามไปด้วย ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเหนื่อยหน่าย อ้างว้าง กระทั่งเกิดมีคำฮิตที่หลายๆคนชอบพูดถึงกันก็คือ “Slow Life” พยายามที่จะกลับไปใช้ชีวิตกันให้สบายๆช้าๆชิวๆ แม้จะชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี

เกริ่นขึ้นมาแบบนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะงงๆว่า คอลัมน์วันนี้มาอารมณ์ไหนนี่…ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ พออายุเริ่มแก่ตัวลง เรี่ยวแรงถดถอย สุขภาพร่างกายโทรมลงตามวัย แต่กลับยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่หนักหน่วงโดยเฉพาะจากโลกที่พุ่งไปอย่างกับจรวด เลยทำให้บางครั้งอดไม่ได้ที่จะหดหู่ ฟุ้งซ่าน ถวิลหาถึงวันวานในอดีต ชีวิตช้าๆที่ยังสบายๆในวัยที่ตัวเองยังสดใสแข็งแรงอยู่

พอคิดแบบนี้ ก็อดจินตนาการไปถึงชีวิตในชนบทแบบอดีตที่เคยสุขสงบ ภาพสวยงามของท้องทุ่งสีเขียว ภาพชาวนาเก่าๆที่มีชีวิตชีวา
การลงแขกเกี่ยวข้าวที่สมัครสมาน แล้วก็นึกไปถึงภาพยนตร์ไทยเก่าๆที่ถ่ายทอดภาพเหล่านี้ได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะเรื่อง“แผลเก่า”ตำนานรักโศกนาฏกรรมแห่งทุ่งบางกะปิ ที่มี“ไอ้ขวัญ”กับ“อีเรียม”คู่พระ-นางที่ยังเป็นที่จดจำกันมาจนถึงคนยุคนี้….แล้วก็นึกถึง“ควาย”ที่ไอ้ขวัญขี่เป่าขลุ่ยจีบอีเรียม นอนเอกเขนกบนหลังควายยามโพล้เพล้กลับจากนา ขี่ควายลุยทุ่งยามร้อนรนตามคนรัก และก็เป็นควายเพื่อนตายที่ไอ้ขวัญใช้ไถนาอย่างมุมานะ เพื่อหาเงินหวังใช้เป็นสินสอดขอแต่งงานกับอีเรียมให้สมรัก

ภาพเหล่านี้เหลือแต่ในภาพยนตร์ เหลือแต่ในความทรงจำ แม้กระทั่ง“ควาย”ของไทย ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะไม่เหลือตัวเป็นๆให้เห็นได้อีกเพราะนับวัน“ควายไทย”ก็มีแต่ลดน้อยลง จากที่เคยเป็นสัตว์คู่ชีวิตชาวนาในการทำนาและดำเนินชีวิต ทุกวันนี้“ควายเหล็ก”หรือรถไถนาที่ทำงานได้ดีกว่าก็เข้ามาแทนที่ ควายที่เลี้ยงไว้เหลือราคาแค่ขายส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์ กระทั่งหลายปีมานี้หลายฝ่ายเกิดความห่วงกังวลว่า“ควายไทย”ใกล้จะสูญพันธุ์ ขนาดสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก็ยังมีพระราชเสาวนีย์เป็นห่วงในเรื่องนี้ กระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์“ควายไทย”ขึ้นมาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

แน่นอนว่า “กรมปศุสัตว์”ต้องเป็นเจ้าภาพทำงานเรื่องนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมถือเป็นงานที่สมควรช่วยกันสนับสนุนเต็มที่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีข่าวเกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์และเพิ่มประชากร“ควายไทย”ของกรมปศุสัตว์อยู่บ้างเป็นระยะๆ แต่ผมยังไม่มีข้อมูลว่า ได้รับผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังมีโครงการหนึ่งเป็นข่าวขึ้นมา โดยการนำเสนอของ“สำนักข่าวอิศรา”สื่อคุณภาพที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวนเป็นหลักและมักเกาะติดข่าวเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลต่างๆ

ข่าวระบุมีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อ“ไมโครชิป”ฝังกระบือโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์กระบือที่ใช้งบประมาณร่วม 100 ล้านบาทว่า อาจไม่โปร่งใส ด้วยปรากฏมีเพียงรายเดียวคือ บริษัท เค เคมิเคิล แอนด์ เทรดดิ้งจำกัด กวาดงานนี้ไปเรียบหมด ทั้งๆ ที่มีการซอยงบประมาณให้สำนักงานปศุสัตว์แต่ละเขตเป็นผู้จัดซื้อ นอกจากนี้ยังเห็นว่า ใช้งบประมาณมาก ไมโครชิปอาจสูญหาย, เครื่องอ่านมีราคาสูงและอาจไม่สัมฤทธิผลในการป้องกันไม่ให้กระบือสูญพันธุ์จริง

กรมปศุสัตว์ โดย นายชาคริต ภูมิศรีจันทร์เจ้าหน้าที่ฝ่ายเคลื่อนย้าย กองสารวัตรและกักกัน จ.ปทุมธานี ชี้แจงว่า การจัดซื้อไมโครชิปตามโครงการนี้ใช้งบฯราว 100 ล้านบาท งบฯ ส่วนหนึ่งจัดซื้อไมโครชิปฝังโคนหางกระบือ 500,000 ตัว จากจำนวนพันธุ์กระบือที่มีอยู่ทั่วประเทศราว 800,000 ตัว ค่าไมโครชิปอันละ 100 บาท ส่วนหนึ่งเป็นค่าระบบซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลกระบือเชื่อมโยงไมโครชิป และเครื่องอ่านไมโครชิป โดยเป็นอำนาจสำนักงานปศุสัตว์แต่ละเขตเป็นผู้ดำนินการจัดซื้อ

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อคนหนึ่งเผยว่า การจัดซื้อไมโครชิปเป็นอำนาจของสำนักงานปศุสัตว์แต่ละพื้นที่จำนวน 9 เขต และ 3 หน่วย ทั้งยืนยันกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างปฏิบัติตามขั้นตอนทางราชการทุกประการ ส่วนเครื่องอ่านไมโครชิปนั้น ในปีงบประมาณ 2558 จัดซื้อเครื่องอ่านไมโครชิป แบบเคลื่อนที่ 125เครื่อง และปีงบประมาณ 2559 จัดซื้อ 230 เครื่อง ราคาเครื่องละประมาณ 50,000 บาท

ส่วนเหตุใดผู้ชนะประกวดราคาแต่ละสำนักงานเขตจึงเป็นรายเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า จัดซื้อโดยวิธิอิเล็กทรอนิกส์(อี-บิดดิ้ง) มีผู้รับเอกสารหลายราย แต่ตอนเสนอราคามีเพียงรายเดียว คาดอาจเป็นเพราะต้องวางหลักประกัน 5% เลยไม่มีใครยื่น ส่วนบริษัท เค เคมิเคิลแอนด์ เทรดดิ้ง ที่ได้ไปทั้งหมด ก็เป็นคู่ค้าเดิมกับกรมปศุสัตว์อยู่ก่อนแล้วทั้งยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส

ก็ต้องสรุปว่า ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นแค่ข้อกังขาที่มีบริษัทรายเดียวคว้างานไปได้หมด ยังไร้หลักฐานว่า มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ แต่กรมปศุสัตว์ก็ควรชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างและควรบอกให้ชัดด้วยว่า โครงการนี้จะช่วยอนุรักษ์และเพิ่มควายไทยได้อย่างไรให้เห็นผลจริงๆ…ผมยังคงฝันที่จะเห็นภาพชาวนาไทยขี่ควายอย่างสุขสำราญแบบ “Slow Life” ในอนาคต ……………..

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จ้างชาวนา…เลิกทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/226383

449007

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แผน “จ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว” กำลังจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ตามคำบอกกล่าวของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นั่นย่อมหมายถึงสัปดาห์หน้านี้แล้ว นับเป็นประเด็นร้อนทึ่อยู่ในความสนใจของพี่น้องเกษตรกรชาวนาและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมาก

แผน “จ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว” เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปรับโครงสร้างการปลูกข้าวหรือเรียกสั้นๆว่า “แผนข้าวครบวงจร” อีกทั้งการลดปริมาณผลผลิตข้าวก็อยู่ในยุทธศาสตร์ข้าวไทย ฉบับที่ 3 (ปี 2558-2562) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หันไปเน้นคุณภาพข้าวให้สามารถสร้างราคาและรายได้แก่ชาวนาไทยมากขึ้น

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ-สุรพลจารุพงษ์ให้ข่าวว่า รมว.เกษตรฯสั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมการข้าว เร่งหามาตรการจูงใจใหม่ๆ ให้ชาวนา 5.4 ล้านครัวเรือน เข้าร่วมโครงการแผนข้าวครบวงจร คาดจะใช้งบประมาณเบื้องต้น 10,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายลดผลผลิตข้าวจากปัจจุบันปีละ 33 ล้านตัน มาอยู่ที่ 27 ล้านตัน เพื่อลดผลผลิตส่วนเกินล้นตลาดออกไป จะได้ไม่เป็นปัญหาด้านราคา อีกทั้งการทำนาก็จะสอดคล้องกับปริมาณน้ำและสภาพดิน โดยจะต้องลดพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศจาก 68.98 ล้านไร่ เหลือ 54.80 ล้านไร่ ทั้งลดปลูกข้าวนาปรังรอบแรกจาก 11.81 ล้านไร่เหลือ 7.32 ล้านไร่ และงดปลูกข้าวนาปรังรอบสามกับเลิกปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ให้หันไปปลูกพืชอื่นหรือเลี้ยงสัตว์ 5 แสนไร่

ทั้งนี้คาดว่า จะจ่ายเงินสดจ้างเลิกทำนาไร่ละ 3,000 บาทไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน เท่ากับชดเชย ครัวเรือน 45,000 บาท ภายใต้กติกาว่า พื้นที่ไม่เหมาะสม จะไม่กลับมาปลูกข้าวอีก โดยชดเชยในช่วงที่ไม่มีรายได้ ให้ปรับเปลี่ยนไปส่งเสริมทำเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชบำรุงดิน ปลูกปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยง ฯลฯ ขณะที่รัฐจะช่วยด้านพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และมีเสริมมาตรการจ้างงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นำเทคโนโลยี องค์ความรู้ใหม่ๆ เข้าไปช่วยและหาตลาดรองรับ ซึ่งคาดว่าจะเสนอครม.ได้ปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ทันฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้

อันที่จริงแนวความคิดแผน “จ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว” นี้ ผลักดันกันมาตั้งแต่ช่วงรมว.เกษตรฯคนก่อน คือ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่อยู่ขั้วตรงข้ามหรือที่ไม่ชอบรัฐบาล คสช.นำไปขยายผล สร้างความเข้าใจผิดหรือสร้างกระแสดิสเครดิตในทำนองว่า รัฐบาลไม่สนับสนุนอาชีพชาวนา กระดูกสันหลังประเทศบ้าง โจมตีว่า ไม่ให้ทำนาแล้วจะให้ไปเป็นลูกจ้างแรงงานหรืออย่างไรบ้าง…

ทั้งๆที่ก็รู้กันอยู่เต็มอกว่า ผลผลิตข้าวแต่ละปีที่มากล้นเกินกว่าการบริโภคภายในประเทศรวมกับการส่งออกปีละร่วม 10 ล้านตันข้าวสารแล้วก็ตาม ก็ยังมีข้าวเหลืออีกมาก เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ราคาข้าวตกต่ำ และถ้าจะใช้นโยบายประชานิยมเข้าไป“อุ้ม”แทรกแซงราคาอย่าง โครงการ“จำนำข้าว”ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ทั้งสร้างภาระต่องบประมาณรัฐมหาศาล แล้วยังคอร์รัปชั่นโกงกินกันอย่างมโหฬาร

แผนที่จะลดกำลังการผลิตข้าว แล้วเน้นเพิ่มคุณภาพข้าวที่ผลิตได้ โดยหลักการจึงน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แต่ในทางปฏิบัติก็มีข้อท้วงติงกันว่า การปรับเปลี่ยนวิถีดั่งเดิมของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย ที่อยู่ๆจะเอาเงินมาจ้างให้ชาวนาเลิกทำนาไปเฉยๆ โดยแกนนำชาวนาบางคนยอมรับว่า ในทางปฏิบัติอาจเป็นเรื่องยากที่จะให้เลิกทำนาหรือปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่มีองค์ความรู้ในพืชเศรษฐกิจอื่นมากนัก อีกทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรที่มีอยู่ ก็ใช้แตกต่างกันตามการปลูกพืช ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนในทันทีได้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้นับว่าเปลี่ยนไปไม่น้อย หลังจากชาวนาไทยต้องเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งต่อเนื่องกันมา 2-3 ปีโดยเฉพาะปีล่าสุดที่รุนแรงสาหัส จนต้องงดเว้นการทำนาไปจำนวนมาก และต้องดิ้นรนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความอยู่รอด

ดังนั้นแผน “จ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว” ที่กำลังจะเริ่มในปีนี้ แม้การเข้าร่วมโครงการจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของชาวนา ไม่มีการบังคับ แต่โฆษกกระทรวงเกษตรฯก็เชื่อว่า จะมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเห็นได้จากช่วงภัยแล้งที่ผ่านมา รัฐได้เข้าไปช่วยส่งเสริมให้เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น ทำให้มีรายได้ดีกว่าการทำนา จนไม่กลับไปทำนาอีก

ก็สรุปได้ว่า ตามแผนคงไม่ใช่แค่จ่ายเงิน “จ้างให้เลิกปลูกข้าวเฉยๆ”อย่างที่คนจ้องหาเรื่อง ก็หยิบเอาไปโจมตีแบบไม่ลืมหูลืมตา …แต่อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็ยังต้องอาศัยแผนงานที่ละเอียด รอบคอบ และการทำงานที่มีประสิทธิภาพ กับที่สำคัญคือ อย่าปล่อยให้มีการรั่วไหลก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ยึดคืนที่สปก.ให้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225295

449007

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น่าตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียวกับปฏิบัติการทวงคืนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่ดินส.ป.ก.ที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์กำลังจะ“คลิกออฟ”ในวันศุกร์ 15 กรกฎาคมนี้โดยจะนำทีมเลขาฯส.ป.ก.-สรรเสริญ อัจจุตมานัส ลงไปปักป้ายประกาศทวงที่ดิน ส.ป.ก.จากผู้ที่ถือครองโดยผิดกฎหมายในจังหวัดชัยภูมิเป็นแห่งแรก เพื่อนำมาจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า งานนี้รัฐบาล คสช.โดยนายกรัฐมนตรี-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไฟเขียวให้ลุยเต็มที่ ทั้งนี้ได้มอบ“ดาบอาญาสิทธิ์”ด้วยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ 36/2559 ให้กระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ไปจัดการอย่างเด็ดขาดกับปัญหาการครอบครองและรุกล้ำที่ดินส.ป.ก.โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตั้งเป้าเบื้องต้นที่จะยึดคืนที่ดินจากนายทุนที่ครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่เกินกว่า 500 ไร่ทั่วประเทศใน 25 จังหวัด เนื้อที่กว่า 4.3 แสนไร่

ปฏิบัติการทวงคืนทึ่ดิน ส.ป.ก.ครั้งนี้กำหนดโรดแมปไว้ 129 วัน นับจากวันที่ 5กรกฎาคมซึ่งเป็นวันที่ออกคำสั่งคสช.ที่ 36/2559 เริ่มจาก 10 วันแรกที่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ และส.ป.ก.กำหนดพื้นที่เป้าหมาย จากนั้นส.ป.ก.จังหวัดจะดำเนินติดป้ายประกาศพื้นที่เรียกคืนใน 7 วัน แล้วให้เวลา 15 วันที่ผู้ครอบครองจะต้องนำหลักฐานการครอบครองมาแสดงเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ เพื่อให้ส.ป.ก.จังหวัดตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้ภายใน 30 วันว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และใช้เวลาอีก 7 วันในการประสานขอกำลังทหารจากกองทัพ ก่อนจะเข้าไปปฏิบัติการยึดคืนที่ดินที่ครอบครองโดยไม่ถูกกฎหมายให้เสร็จภายใน 60 วัน

ดังนั้น ก่อนถึงวัน “คลิกออฟ” ของรมว.เกษตรฯ 15 ก.ค.นี้ ทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดต่างๆในพื้นที่เป้าหมาย จึงเดินเครื่องกันอย่างคึกคัก ลุยตรวจสอบรังวัดที่ดิน เช่น จังหวัดกาญจนบุรีเข้าไปตรวจสอบการถือครองที่ดินส.ป.ก.ของวัดป่าหลวงตาบัวฯหรือวัดเสือที่พอดีกำลังมีปัญหาเป็นข่าวฉาวอยู่ด้วย และพลอยได้พบที่ดินส.ป.ก.ปริศนาที่ปักป้ายแสดงการครอบครองมีชื่อนักธุรกิจใหญ่ตระกูลดังอย่าง“เพียงใจ หาญพาณิชย์” แม่ของนายอนันต์ อัศวโภคิน มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่“แลนด์ แอนด์เฮ้าส์” ผู้มีอีกสถานะหนึ่งเป็นศิษย์เอกแห่งวัดพระธรรมกายอันโด่งดังในเวลานี้ด้วย… ยิ่งทำให้ปฏิบัติการทวงคืนทึ่ดิน ส.ป.ก.ทวีความน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

ล่าสุดเลขาฯ ส.ป.ก.-สรรเสริญอัจจุตมานัส ระบุได้ทำแผนที่เป้าหมายกลุ่มแรกที่ครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเกิน 500 ไร่ที่จะต้องยึดคืนลอตแรกเสร็จแล้ว 125 แปลง รวม 116,266 ไร่ โดยผู้ครอบครองรายใหญ่มีอยู่ 5 กลุ่ม ทั้งกลุ่มนักการเมืองระดับชาติ,กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น,กลุ่มผู้มีอิทธิพล,กลุ่มนายทุนเศรษฐีและกลุ่มที่เคยทำสัมปทานป่าไม้มาก่อน ในจำนวนนี้นักการเมืองทุกระดับถือครองที่ดินส.ป.ก.กว่า 50% และเชื่อว่า พวกนี้คงจะไม่ยอมมาปรากฏตัวเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ว่าครอบครองโดยถูกกฎหมายแน่ ซึ่งก็ไม่มีปัญหา ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยึดคืนมาจัดสรรให้เกษตรกรทันที

ก็เป็นอย่างที่เลขาฯส.ป.ก.ท่านนี้ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าทำ และเจ้าหน้าที่เมื่อเจอรายชื่อนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลครอบครองก็ไม่กล้าทำอะไร จึงต้องใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาสู้กับฝ่ายการเมือง ผู้มีอิทธิพล ช่วงรัฐบาลคสช.นี้จึงเป็นโอกาสเหมาะสมที่จะแก้ปัญหาให้เข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง

ฟังแล้วก็ฮึกเหิมไปด้วย และเอาใจช่วยเต็มที่จะได้แก้ไขปัญหายึดคืนที่ส.ป.ก.คืนมาได้เสียที

แต่ผมก็อยากให้มองไปข้างหน้าเพิ่มด้วย หาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไปว่า เมื่อยึดคืนที่ส.ป.ก.มาจัดสรรแจกเกษตรกรผู้ยากไร้แล้ว จะวางกลไกป้องกันต่อไปอย่างไร เพื่อเกษตรกรยากไร้ที่ได้รับที่ดินส.ป.ก.ไปนี้ ได้ครอบครองทำกินอย่างยั่งยืน ไม่เอาไปขายต่อให้กับนายทุน นักการเมืองผู้มีอิทธิพลในอนาคตอีก เหมือนที่ผ่านมาจนกลายมาเป็นปัญหาวนเวียนซ้ำซากเหมือนทุกวันนี้

ซึ่งต้องยอมรับว่า ลำพังแค่ตัวกฎหมายส.ป.ก.ที่กำหนดว่า “ห้ามจำหน่าย” แต่ให้ตกทอดสิทธิ์ถึงลูกหลานเท่านั้น เอาเข้าจริงๆที่ผ่านมา ไม่สามารถบังคับได้จริง

ปฏิบัติการยึดคืนที่ดินส.ป.ก.ไม่น่าจะแค่หวังสร้างคะแนนนิยมเฉพาะหน้า แต่ควรต้องหาทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยนะครับ…

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ข่าวดีจากเทียร์ 2 ถึง IUU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224175

449007

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงนี้คณะผู้แทนสหภาพยุโรป(อียู)กำลังอยู่ในประเทศไทยเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ IUU ซึ่งอียูได้ให้“ใบเหลือง”ไทยมาปีกว่าแล้ว เป็นปมปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งที่ส่งผลกระทบมากต่อธุรกิจประมงและการส่งออกสินค้าประมงไทย ทั้งเป็นหนึ่งในปัญหาหมักหมมเรื้อรังที่ คสช.ต้องเข้ามาสะสาง

เท้าความสักนิด…อียูให้“ใบเหลือง”เตือนไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายเม.ย.2558 ด้วยเห็นว่า ที่ผ่านมาไทยไม่ได้แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย IUU Fishingที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากล ตามที่เคยเตือนแบบไม่เป็นทางการมาหลายครั้ง โดยที่ถูกจับตามากเป็นพิเศษคือการทำประมงเถื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต,ใช้เครื่องมือจับปลาผิดกฎหมายและปัญหาการใช้แรงงานทาส

การโดน “ใบเหลือง”ครั้งนี้ กระตุ้นให้ไทยต้องเร่งแก้ปัญหา มิฉะนั้นจะโดน “ใบแดง”ตามมาซึ่งจะถูกอียู“คว่ำบาตร”ระงับการนำเข้าอาหารทะเลไทยได้ ทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยมีสิทธิสูญเสียรายได้จากการส่งออกไปอียูเป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาท

หลังแจก “ใบเหลือง” อียูได้ให้เวลาไทย 6 เดือนซึ่งรัฐบาล คสช.แสดงออกว่า พยายามเร่งแก้ไขเต็มที่ แต่ปัญหาหมักหมมมานาน ทั้งมีเรื่องต้องแก้ไขมากมายหลายสิบประเด็น หลายเรื่องก็เป็นปัญหาทางเทคนิคที่ต้องใช้เวลานาน ทางอียูก็ยอมต่ออายุ“ใบเหลือง”ให้ 2 ครั้งแล้ว เพื่อให้แก้ไขต่อไปล่าสุดที่เข้ามาตรวจสอบหนนี้ จะรวบรวมข้อมูลประเมินผลเพื่อใช้ตัดสินใจช่วงปลายปี 2559 นี้อีกครั้งหนึ่ง

กว่า 1 ปีที่โดน“ใบเหลือง”นี้ ต้องถือว่า รัฐบาล คสช.เอาจริงเอาจังมากในการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ไล่ไปตามประเด็นต่างๆร่วม 30 เรื่องที่อียูยกเป็นปัญหา ขนาดใช้อำนาจพิเศษที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตาม“มาตรา 44”ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.มาจัดการสะสางอย่างเฉียบขาด เพื่อทะลวงอุปสรรคต่างๆให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ดังนั้น ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว การ“ตรวจการบ้าน”ของอียูเที่ยวนี้ โดยส่วนตัว ผมจึงเชื่อว่า ผลประเมินน่าจะออกมาเป็นบวก ความหวังสูงสุดก็อยากเห็นการยกเลิก“ใบเหลือง”เสียที แต่ถ้ามีอะไรค้างคาใจอียูอยู่อีก อย่างเลวร้ายสุดก็อาจจะคง“ใบเหลือง”ต่อไป ที่จะเพิ่มดีกรีแจก“ใบแดง”นั้น คงไปไม่ได้

ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้ออกรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report 2016) โดยปรับเพิ่มสถานะประเทศไทยจากระดับต่ำสุดเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2(เฝ้าระวัง) อันเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า ไทยแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้คืบหน้า ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนหนึ่งเกี่ยวพันถึง“ปัญหาการใช้แรงงานทาสในธุรกิจประมง”ด้วย ย่อมเป็นสัญญาณเชิงบวกถึงการพิจารณา IUU ไม่มากก็น้อย

ขณะที่พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย(ศปมผ.)ที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหา IUU โดยเฉพาะ ยังลิงโลด ขนาดเชื่อว่า เมื่อไทยได้เทียร์ 2 นับเป็นสัญญาณดีที่จะส่งผลต่อไปถึงเรื่อง IUU ซึ่งไทยอาจได้“ใบเขียว”ก็เป็นได้

ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ประเมินว่า ผลการปรับสถานะไทยเป็นเทียร์ 2 จากการแก้ปัญหาแรงงานทาสที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมนี้ จะส่งผลต่อภาพรวมสินค้าประมงส่งออกของไทยไปยังสหรัฐในปี 2559 ให้มีทิศทางดีขึ้น จนคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี หรือมีการส่งออกไปสหรัฐเพิ่ม 3-5% หรือมีมูลค่า 1,320 -1,350 ล้านเหรียญสหรัฐ…แน่นอน แม้เป็นการส่งออกสินค้าประมงไปสหรัฐ แต่ก็น่าจะมีผลทางจิตวิทยาและความเชื่อมั่นถึงเรื่อง IUU และการส่งออกสินค้าประมงไปอียูด้วย

เพิ่มเติมข้อมูลการแก้ปัญหา IUU ให้อีกนิด ล่าสุดพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ภายในเดือนนี้ จะเสนอครม.ให้แก้ไข พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 อีกครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมข้อสังเกตของอียู 13 ประเด็น อาทิ การกำหนดให้ติดตั้งเครื่อง VMS รวมถึงเรือที่ใช้ขนถ่ายสินค้ากลางทะเลซึ่งมีประมาณ 200 กว่าลำ ที่อียูมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตสินค้าที่ต้องควบคุม,การจัดการเรือผิดกฎหมาย,ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เป็นต้น หากแก้ พ.ร.ก.แล้ว อาจเสนอให้ยกเลิกมาตรา 44 เรื่องกำหนดให้เรือประมงทุกลำต้องติด VMS เพราะจะปรับมาอยู่ในกฎหมายแทน ซึ่งปัจจุบันก็ติดตั้ง VMS กว่า 90% ของเรือประมงขนาด 30 ตันกรอสทั้งหมดแล้ว

ก็ต้องรอดูผลเรื่อง IUU ต่อไป ภายในปลายปีนี้ แต่เชื่อแน่ว่า น่าจะออกมาในทางที่น่าชื่นใจ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เก้าอี้2ปลัดคลอนแคลนพอกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223000

449007

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่กี่วันก่อน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ในฐานะ ประธาน อ.ก.พ.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้ข่าวว่า ได้ทำหนังสือถึงก.พ.-สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ขอเปลี่ยนตัวประธานสรรหาข้าราชการระดับ 9 (รองอธิบดี)จากนายเกษมสันต์ จิณณาโส ปลัดทส. เป็นนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัดทส. เพื่อพิจารณาสรรหารองอธิบดีที่ว่างอยู่ 7 ตำแหน่ง โดยอ้างว่า เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะนายเกษมสันต์มีงานมากล้นมือ

ข่าวนี้ทำให้ข้าราชการในทส.วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ทั้งคาดกันว่า อาจเป็น
สัญญาณว่า พล.อ.สุรศักดิ์จะเสนอคณะรัฐมนตรีในเร็ววันนี้ ให้ปลดนายเกษมสันต์พ้นตำแหน่งปลัด ทส. ก็เป็นไปได้ โดยที่ผ่านมา
พล.อ.สุรศักดิ์ก็มีคำสั่งย้ายนายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ ซึ่งเป็นคนสนิทของนายเกษมสันต์พ้นตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีมาแล้ว ด้วยเหตุผลว่า ไม่ต้องการใช้เลขาฯคนเดียวกับนายเกษมสันต์

อันที่จริงพล.อ.สุรศักดิ์ทำหนังสือถึง ก.พ.ขอเปลี่ยนตัวประธานสรรหารองอธิบดีตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนหน้านั้น ปลัดเกษมสันต์ออกคำสั่งโยกย้ายแล้วมีปัญหา แต่ ก.พ.ตอบกลับมาว่า ไม่สามารถเปลี่ยนตัวจากนายเกษมสันต์เป็นนายจตุพรได้ เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ ต่อมานายเกษมสันต์ไม่ต้องการมีปัญหา จึงทำหนังสือขอลาออกจากประธานสรรหาฯเอง เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.สุรศักดิ์จึงทำเรื่องถึงก.พ.อีกครั้ง โดยขณะนี้ ก.พ.ยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา ทำให้การสรรหา 7 รองอธิบดีเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งจะส่งผลต่อการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของ ทส.แทนผู้ที่จะเกษียณในเดือนก.ย.อีก 5 ตำแหน่งด้วย

ผมย้อนกลับไปตรวจสอบข่าวก่อนหน้านี้ ตั้งแต่นายเกษมสันต์ได้ขึ้นมาเป็นปลัด ทส.ในปี 2558 ก็เห็นเค้าลางความเป็นไปได้กับกระแสข่าวที่อาจจะ“ถูกปลด” ในเร็วๆ นี้ มีอยู่จริง

โดยนายเกษมสันต์สมัยเป็นเลขาธิการสำนักงานนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการผลักดันขึ้นเป็นปลัด ทส.ช่วงที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็น รมว.ทส. ตอนนั้นตำแหน่งว่างลงเพราะปลัดคนก่อนนางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษฏ์
ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกฯ

ทั้งนี้มีข่าวว่า พล.อ.ดาว์พงษ์เสนอชื่อนายเกษมสันต์ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นวปอ.-วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรที่ใกล้ชิดกัน ให้ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง ทั้งๆที่ฝั่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พี่ใหญ่ คสช.ต้องการให้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำขึ้นเป็นปลัด ทส.เพราะเป็นคนคล่องตัวสูงและทำงานใกล้ชิดกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่สำคัญที่รัฐบาลและทส.จะชูเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เป็นประเด็นหลักในปี 2559

ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนตัวรมว.ทส.มาเป็นพล.อ.สุรศักดิ์ ก็ทำให้สถานะนายเกษมสันต์ ดูจะคลอนแคลนทันที ยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ออกคำสั่งโยกย้ายช่วงเดือนเม.ย.แล้วถูกข้าราชการในกระทรวงต่อต้าน กระทั่งต้องยอมถอนคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ยิ่งทำให้รัศมีปลัด ทส.หมองลง การแต่งตั้งดังกล่าวมีหลายตำแหน่ง แต่ที่ถูกพูดถึงมากคือ การย้ายนายนิพนธ์ พงษ์สุวรรณ ผอ.สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไปเป็นผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง ซึ่งนายนิพนธ์ร้องต่อรมว.ทส.ว่า ถูกย้ายไม่เป็นธรรม จนพล.อ.สุรศักดิ์เรียกมาหารือ และสั่งการให้ปลัดเกษมสันต์ถอนคำสั่งกลับสู่ตำแหน่งเดิม

ขณะที่นายเกษมสันต์กำลังโรย คนที่น่าจะรุ่งขึ้นมาแทนย่อมเป็นนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ก็ต้องรอดูกันต่อไป ผลจะออกตามนี้หรือไม่

หันกลับมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สักหน่อย ตอนนี้ดูเหมือนปลัด“ธีรภัทร ประยูรสิทธิ”กำลังว้าเหว่หนักไม่น้อยไปกว่านายเกษมสันต์ เพราะนับจากข้ามห้วยจากอธิบดีกรมป่าไม้ มากินตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯได้ 8-9 เดือน นับวันก็คงจะยิ่งเข้าใจถึงคำว่า“ทุกขลาภ” เพราะทำงานไม่ได้ ตอนนี้รัฐมนตรีอย่างบิ๊กฉัตรก็ไม่ค่อยเรียกใช้ ส่วนข้าราชการระดับอธิบดีต่างๆในกระทรวงก็ไม่ค่อยเห็นหัว

จนได้ข่าวว่า ท่านปลัดธีรภัทรอยากจะคืนรังกลับไป ทส. แต่ถ้าจะกลับไป ก็ต้องไปอยู่ในตำแหน่งปลัด ทส.เท่านั้น ซึ่งดูเหมือนตอนนี้เป็นไปได้ยาก เมื่อนายจตุพร บุรุษพัฒน์ คั่ว เต็งจ๋าอยู่

แต่นับวัน งานกระทรวงเกษตรฯที่ไม่ไปถึงไหน ก็ยิ่งทำให้บิ๊กฉัตรเสียหน้า ดังนั้น คงใกล้ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจเอาอย่างไรกับเก้าอี้ปลัดเสียทีละมั้ง

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : คนดีแม้ตาย….ก็ยังอยู่ คนชั่วอยู่ก็เหมือนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221826

449007

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วงการเกษตรสูญเสียผู้ทรงคุณค่าอีกท่านหนึ่งแล้วคือ ผู้ใหญ่ “วิบูลย์ เข็มเฉลิม” ผู้ได้รับการเชิดชูเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงปี 2552 และได้รับการยกย่องคุณงามความดีด้วยรางวัลเกียรติยศต่างๆ มากมาย งานสวดศพจัดขึ้นที่“วนเกษตรบ้านห้วยหิน” อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา 13-21 มิ.ย.ก่อนบรรจุศพพุธที่ 22 มิ.ย.นี้ ผมจึงขออาศัยเนื้อที่คอลัมน์ ร่วมไว้อาลัย ณ ที่นี่

สำหรับเรื่องราวชีวิตและผลงานของผู้ใหญ่วิบูลย์ ขอบอกกล่าวเพื่อร่วมรำลึกถึงพอสังเขป โดยได้ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับอีกหลายที่ ขอขอบพระคุณด้วย

ผู้ใหญ่วิบูลย์อาชีพเกษตรกรเกิด 29 ธ.ค.2479 ที่ต.เกาะขนนุ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ตอนเสียชีวิตอายุเกือบ 80 ปี จบการศึกษามัธยมปลาย สมรสกับนางสมบูรณ์ เข็มเฉลิม มีบุตร 1 คน ธิดา 2 คน

ผลงานดีเด่น เคยมีตำแหน่งเป็นอนุกก.ดำเนินโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ, หัวหน้าโครงการศึกษาพรรณพฤกษชาติและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ป่าตะวันออกอย่างยั่งยืน,สมาชิกวุฒิสภา,คณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ที่สำคัญกว่าตำแหน่งคือ เป็นผู้นำวิถีชีวิตเกษตรพึ่งตนเองและแนวทางวนเกษตร

ในวัยเด็ก เข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมืองฉะเชิงเทรา เรียนจนจบมัธยมปลาย ช่วงปี 2504-2524 ได้ทำการเกษตรเชิงธุรกิจ เป็นระบบที่ใช้เงินทั้งหมดตั้งแต่ซื้อพันธุ์ ไถดิน เตรียมดิน ถางหญ้า ให้ปุ๋ยให้สารเคมี จนถึงจ้างแรงงานขนไปขาย จึงเกิดหนี้สินมากมาย ถูกธนาคารฟ้องยึดที่ดิน 200-300 ไร่เพื่อใช้หนี้ จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตมาสู่การเกษตรแบบพึ่งตนเองบนที่ดินที่เหลือแค่ 10ไร่ ทำการเกษตรบนพื้นฐาน ความรู้ความเข้าใจและการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เข้าใจทรัพยากรและจัดการเป็น ทำให้ไร้หนี้สิน ไม่เดือดร้อน เพราะพออยู่พอกิน

จากผืนดิน 10 ไร่ ปลูกสารพัดพันธุ์ไม้กลายเป็นป่าย่อมๆแน่นขนัด กระทั่งสามารถให้ผลผลิต ศักยภาพการพึ่งตนเองก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น ซึ่งผู้ใหญ่วิบูลย์เรียกวงจรพึ่งตนเองอิงอาศัยป่าเล็กๆนี้ว่า “วนเกษตร” หมายถึง การดำรงชีวิตมนุษย์อยู่เคียงคู่ป่าและความหลากหลายพรรณไม้ใหญ่น้อย เรียนรู้การหาอยู่หากินอย่างมีความสุข โดยวนเกษตรต้องมีความหลากหลาย ช่วยให้พรรณพืชเติบโตอย่างอิสระและสมบูรณ์ การเริ่มต้นต้องวางแผนจากพิจารณารูปที่ดิน ลักษณะผืนดิน ความลาดชัน ต้นไม้ดั่งเดิม จะเป็นรูปแบบสวนที่มีทั้งป่าไม้ยืนต้น ไม้ผล แปลงผักรวมอยู่ หรือเป็นไม้ยืนต้นปลูกรอบคันนา หรือกันพื้นที่พืชไร่ส่วนหนึ่งเป็นป่า สามารถยืนหยุ่นได้ไม่ตายตัว แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ผลขนาดกลาง พืชผักสมุนไพร หลากหลายชนิด สามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยได้ โดยปลูกคละเติบโตอยู่รวมกันในพื้นที่

ท่านยังเป็นนักสะสมพันธุ์กล้าไม้ป่าที่มีคุณค่า เพื่อแจกจ่ายให้ผู้คนที่เริ่มสนใจวนเกษตรได้ไปปลูกด้วย โดยผู้ใหญ่วิบูลย์เห็นว่า วนเกษตรคือรากฐานของชีวิต รากฐานของครัวเรือนไทยในชนบท และยังเป็นรากฐานของประเทศชาติ เป็นหนทางนำพาชีวิตให้หลุดพ้นบ่วงแห่งสังคมบริโภคนิยม แต่กระบวนการเรียนรู้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดขึ้นในจิตใจประชาชนทั่วไป กว่าท่านเองจะค้นพบก็ผ่านการเรียนรู้ยาวนานและเจ็บปวด เมื่อพบและเชื่อมั่นหนทางนี้

ชีวิตที่เหลือจึงทุ่มเทให้กับการสร้างกระบวนการเรียนรู้วนเกษตรให้เกิดในสังคมไทย โดยมิได้ผลักดันเฉพาะในชนบท แต่ยังมีโอกาสผลักดันเข้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผลักดันถึงในรัฐสภา ในการกำหนดกรอบนโยบายหลักของประเทศ และในปี 2549 ก็ผลักดันสู่นโยบายรัฐบาลได้สำเร็จ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น“โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้” และกลายเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลในที่สุด

ใครสนใจเรื่องของผู้ใหญ่วิบูลย์โดยเฉพาะที่ท่านให้สัมภาษณ์แนวคิดดีๆจำนวนมากสามารถจะหาอ่านเพิ่มในเว็บไซต์ต่างๆ ได้ และตลอดงานศพ 9 วันมานี้ก็มีปราชญ์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆคนไปพูดเสวนา “รู้จักและเรียนรู้ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม” ในงานศพทุกวัน

เป็นภาพสะท้อนว่า แม้จะตายจากโลกไปแล้ว แต่คนดีๆอย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ยังมีชีวิตอยู่ในใจผู้คน และยังมีผู้คนมากมายสืบสานเจตนารมณ์ แนวทางเพื่อประโยชน์สุขของเกษตรกรไทยต่อไป

ไม่เหมือนอดีตรมว.เกษตรฯ-ชูชีพ หาญสวัสดิ์กับอดีตเลขานุการรมว.เกษตรฯ-วิทยา เทียนทอง ที่ต้องจบสิ้นชีวิตการเมืองที่เคยยิ่งใหญ่อย่างอัปยศในวัยชรา เพิ่งถูกศาลฎีกาฯตัดสินจำคุก 6 ปีโดยไม่รอลงอาญา ในคดีทุจริตจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์กว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการโกงกินที่ทำร้ายเกษตรกร

ทำให้แม้ยังมีลมหายใจ แต่ก็ตายทั้งเป็นไปแล้ว

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : นายกฯกับวันข้าว-ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219552

449007

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันข้าวและชาวนาแห่งชาติประจำปี 2559 เพิ่งพ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ในปีนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีสารถึงพี่น้องชาวนาทั้งอย่างเป็นทางการ และที่ผ่านการพูดคุยกับผู้นำชาวนาที่เข้าพบ ก็ต้องขอเอามารายงานไว้ในที่นี้เสียหน่อย

สารวันข้าวและชาวนาแห่งชาติที่นายกฯเป็นผู้อ่านเองมีใจความว่า รัฐบาลมุ่งมั่นจะยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตชาวนาให้ดีขึ้น โดยมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนดำเนินการสร้างความเข้มแข็งแก่ชาวนาและองค์กรชาวนา สร้างชาวนารุ่นใหม่ให้พึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติ วัฒนธรรมประเพณีด้านข้าวและส่งเสริมอาชีพทำนาที่ผูกพันกับสังคมไทย พร้อมกับยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้สามารถยืนอย่างมั่นคงบนขาตัวเอง

รัฐบาลได้ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอแก่ชุมชน พัฒนาคุณภาพข้าวไทยให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าและผู้บริโภค เน้นผลิตข้าวปลอดภัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยสู่ครัวโลก ทั้งจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี ปรับกระบวนการสำหรับอนาคตข้าวไทยให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้ชาวนามีรายได้ที่เหมาะสม ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

นอกจากนี้ นายกฯประยุทธ์ยังบอกผ่านผู้นำชาวนาและองค์กรชาวนาที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปีนี้ พร้อมกับตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ที่มาเข้าพบว่า ชาวนาต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องปลูกข้าว ไม่เช่นนั้นจะติดกับดักความยากจน ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง ต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ปรับการปลูกข้าวใช้น้ำน้อยลง แต่ให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และปลูกพืชที่มีราคาสูง ตรงกับความต้องการตลาด ซึ่งปีนี้ฝนน้อยมาก ทำให้กักเก็บน้ำไม่ได้ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นชาวนาต้องเปลี่ยน หันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และให้ฟังคำแนะนำกระทรวงเกษตรฯ ลดการใช้สารเคมี

นายกฯบิ๊กตู่ยังฝากเรื่องการบ้านการเมืองโดยชี้ว่า ประชาธิปไตยที่ผ่านมาพิกลพิการ ก็ต้องบูรณาการใหม่ ให้มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ขัดแย้งแบบเดิม ไม่มีเกียรติยศศักดิ์ศรี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่อย่าให้ใครมาชี้นำ อย่าเป็นเครื่องมือของใคร ขอให้ทำเพื่อลูกหลาน เมื่อรัฐมอบอำนาจให้ไปแล้ว(เลือกตั้ง) ก็อย่าไปรับเงินเพื่อให้นักการเมืองเข้ามาเซ็นเช็คเปล่า…พร้อมกับยกตัวอย่างความผิดพลาดนโยบายจำนำข้าวเป็นอุทาหรณ์ด้วย

ครับ…สิ่งที่นายกฯประยุทธ์สื่อสารถึงพี่น้องชาวนาทั้งหมดนี้ ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่พูดครั้งแรก แต่พูดมาแล้วหลายครั้ง จนบางคนที่มีอคติไม่ชอบหน้าอยู่ก่อน พาลจะเหน็บแนมเอาด้วยซ้ำว่า “ดีแต่พูดสั่งสอนซ้ำซาก” แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ท่านพูด โดยเฉพาะที่บอกให้ชาวนาต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ทันสถานการณ์ หรือเรื่องการเมืองที่เตือนอย่าตกเป็นเครื่องมือใครอีก…ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

แน่นอนว่า บทบาทรัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหน มาจากเลือกตั้งหรือมาจากวิธีพิเศษอย่างรัฐบาล คสช. ก็ล้วนมีหน้าที่ต้องทำงานช่วยเหลือเกษตรกร ต้องคิดค้นนโยบายวิธีการที่เป็นประโยชน์แท้จริง แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ ต้องทำให้เกษตรกรชาวนา สามารถที่จะพึ่งตนเอง ยืนอยู่บนขาตัวเองอย่างมั่นคง ยั่งยืนให้ได้

แต่รัฐบาลนักการเมืองที่ผ่านๆมาล้วนหวังคะแนนเสียงเป็นสำคัญ จึงมักหาเสียงบอกว่า จะทำโน้นทำนี่ให้ชาวนา เพื่อให้ชาวนาร่ำรวย มีชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ชาวนาเฝ้าแต่รอความช่วยเหลือตาม“คำสัญญา”มากกว่าจะคิดพึ่งตนเอง พัฒนาตัวเอง จนที่สุดก็จะมีแต่ความผิดหวัง เมื่อพบความจริงว่า สิ่งที่นักการเมืองให้มานั้น แท้จริงเป็นแค่“ขนมหวานเคลือบยาพิษ” เช่น นโยบายจำนำข้าว ที่เหมือนดีแต่แท้จริง ทำลายระบบข้าว ทำลายชาวนายับเยิน

นายกฯบิ๊กตู่ย้ำเสมอว่า ท่านไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้มาทำงานเพื่อคะแนนนิยม จึงไม่พยายามใช้นโยบายเอาแต่เงินหลวงไปละเลงช่วย เพียงเพื่อให้เกษตรกรพอใจ ทั้งยังกล้าที่จะพูดเตือนสติชาวนาตรงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี

แต่จะยิ่งดีกว่านั้น ถ้าผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯทำงานให้เป็นผลสำเร็จตามนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน อย่างที่ท่านพูดด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : หรือยุคนี้คนดีๆก็ยังอยู่ไม่ได้อีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218461

449007

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศครบ 2 ปีเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ผลงาน 2 ปีอย่างกว้างขวาง แน่นอนมีทั้งด้านบวกและด้านลบ แล้วแต่มุมมองและจุดยืนของผู้วิพากษ์วิจารณ์ จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่า มุมมองของใครผิด ของใครถูก

แต่สำหรับข้าราชการทุกหน่วยงานที่ต้องทำงานอยู่ภายใต้การสั่งการของรัฐบาล คสช. สิ่งที่เขาประเมินอยู่ในอก ย่อมส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง 2 ปีมานี้ ผ่านการเปลี่ยนรมว.เกษตรฯมาแล้วสองคน จากอดีต
“ลูกหม้อ” อย่างนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถึงนายทหารอย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่อยู่ในเก้าอี้นี้มากว่า 9 เดือนแล้ว
นับแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 19 ส.ค.2558

ซึ่งจากเสียงสะท้อนที่ฟังมา ปรากฏว่า จากเริ่มแรกที่คสช.เข้าคุมอำนาจ ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯส่วนใหญ่ ล้วนมีความหวังมากว่า จะเข้าสู่ยุคใหม่ที่สดใส พ้นเสียทียุคที่นักการเมือง “ระบอบหลงจู๊”เข้าครอบงำ แทรกแซง ล้วงลึก หาผลประโยชน์ไปทุกองคาพยพ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม เต็มไปด้วยเส้นสาย การวิ่งเต้น จนถึงข้อครหาซื้อขายเก้าอี้ ทำให้การบริหารงานหลายกรมกองบิดเบี้ยว ได้คนไร้ฝีมือมาเป็นผู้นำ ก่อปัญหาหมักหมมเรื่อยมา โดยคนดีมีความสามารถหมดโอกาส ไร้หนทาง ต้องซังกะตาย จนไม่อยากอยู่ต่อไป

แต่ผ่านมา 2 ปีของคสช. “ความหวัง”กลับดูมืดมนอีกครั้ง ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯต้องผิดหวัง ส่งผลให้ขวัญกำลังใจเหือดแห้งลงไปทุกที ด้วย“ความอุบาทว์”ที่หมักหมมมาตั้งแต่ยุคก่อนๆ ไม่ได้ถูกกำจัดปัดเป่าให้หมดสิ้นไป ยังคงอยู่เป็นปกติ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม

อาจไม่มี “ใบเสร็จ” ที่จะหามายืนยันได้ว่า มีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่งหรือไม่ ขณะที่ตัวรัฐมนตรีอย่างพล.อ.ฉัตรชัย
ก็อาจไม่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ที่แวดวงข้าราชการรู้เห็นและเมาท์กันตลอด อาทิการที่บางตำแหน่ง เช่น “รองอธิบดี”ที่ช่วงชิงกันมากๆ มีบางคนซึ่งข้าราชการด้วยกันรู้ดีว่าความเหมาะสมน้อยมาก แต่เจ้าตัวกลับอวดโอ้ มั่นอกมั่นใจว่า“เส้นถึง”รู้ตัวล่วงหน้าว่า ได้ตำแหน่งนี้แน่ๆ…แล้วผลออกมา ก็ได้จริงๆ…เขารู้ล่วงหน้าได้อย่างไร

นอกจากนั้นก็มีกรณีอดีตอธิบดีเก่าๆที่เกษียณไปพร้อม“ความฉาวโฉ่”เป็นที่รู้กันดี กลับยังคงวนเวียนอยู่รอบข้าง“ผู้มีอำนาจ” มีพฤติกรรมที่ชี้ให้เห็นถึงการวิ่งเต้นให้“ลูกน้องคนสนิท”ของตัวเองได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง เพื่อสืบทอดอำนาจ จะได้ช่วยปิดบัง“ขยะใต้พรม”บรรดาผลงาน “เหม็นโฉ่”ที่ตัวเองเคยก่อไว้ตอนที่ยังอยู่ในตำแหน่ง…แล้วผลออกมา “ลูกน้องคนสนิท”นั้น ก็ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งจริงๆ

นี่เป็นบางตัวอย่างในการโยกย้ายแต่งตั้งที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้น การที่ตัวรัฐมนตรีในเวลานี้“รู้ไม่เท่าทัน” สั่งการนโยบายบางเรื่องแบบคิดไม่รอบคอบพอ ทั้งไม่ทราบว่า ได้มีการประเมินติดตามดูหรือไม่ว่า นโยบายที่สั่งการไป กำลังก่อปัญหาอย่างมากทั้งต่อการทำงานของข้าราชการและมีผลกระทบไปถึงการให้บริการประชาชน

อย่างนโยบายที่สั่งให้อธิบดีทุกกรม ต้องลงไปอยู่ในพื้นที่ ดูแลปัญหาต่างๆเพื่อเป็นเครื่องวัดว่าแต่ละคน“ทำงานจริงหรือเปล่า”โดยต้องส่งภาพรายงานมายืนยันว่า ได้ลงไปอยู่ในพื้นที่จริงๆ

นโยบายนี้ดูเหมือนดี แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับทำให้งานในกรมต่างๆมีปัญหามากขึ้น และส่งผลกระทบถึงประชาชน รวมทั้งยังอาจกลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ โดยมิชอบด้วย

สิ่งที่พบเห็นคือ หลายๆกรมไม่มีอธิบดีนั่งทำงานอยู่เป็นเวลานานๆ ด้วยอ้างไปลงพื้นที่หมด จนงานที่ต้องให้อธิบดีเท่านั้นลงนามสั่งการ ต้องชะงักงัน เอกชนไปติดต่องาน รอเซ็นอนุมัติอยู่นาน เสียเวลา เสียโอกาส ทั้งทำให้หลายๆงานไม่เดิน ด้วยขาดผู้นำที่จะตัดสินใจสั่งการเรื่องต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนั้น การลงพื้นที่ของอธิบดีบางคน กลับมีข้อครหาตามมาว่า มีการฉวยโอกาสเดินสาย “เก็บส่วย” สร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการในพื้นที่ก็มี

สิ่งต่างๆเหล่านี้ยิ่งทำให้“หมดใจ” กระทั่งมีกระแสว่า ข้าราชการดีๆที่เหลือทนตั้งท่าจะขอย้ายออกจากกระทรวงนี้ หรือถึงขั้นจะขอ“ลาออก”ก่อนเกษียณกันอีกหลายคน เหมือนช่วงที่นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ยังเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ แล้วมีปัญหาไม่แตกต่างกัน จนมีอธิบดีที่ทนถูกแทรกแซง กดดันไม่ไหว ขอ“ลาออก”ก่อนเกษียณเมื่อต้นปี 2558 ถึง 2 คนคือ นายวีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาฯส.ป.ก.-สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนางวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม

กลายเป็นคำถามในช่วง 2 ปีคสช.ว่า แม้แต่ยุคคสช.ก็ไม่แตกต่าง คนดีๆก็ยังคงอยู่ไม่ได้อีก อย่างนั้นหรือ

สาโรช  บุญแสง