ส่องเกษตร : คุ้มครองผู้บริโภค…ดี แต่อย่าย่ำยีเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217327

449007

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผมได้รับบทความจากคุณอนันต์ ดาโลดมนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยเขียนตั้งข้อสงสัยในหัวข้อเรื่องว่า“เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือไทย-แพน : กำลังทำอะไร” อ่านแล้วก็ต้องเอามาเขียนถึงหน่อย

เรื่องนี้สืบเนื่องจากองค์กรเอกชน“ไทย-แพน”แถลงข่าวผลสุ่มตรวจผัก-ผลไม้ทั่วไปและผัก-ผลไม้ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q กับ Organic Thailandพบสารตกค้างเกินมาตรฐานจำนวนมากเกินครึ่งของตัวอย่างทั้งหมด บางตัวเช่น พริกแดงพบสารตกค้าง 100% เลย ทำให้เกิดการตอบโต้กับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาต ิ(มกอช.)และ กรมวิชาการเกษตร ถึงขนาดมีการฟ้องร้อง เป็นข่าวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นพ.ค.

บทความคุณอนันต์สรุปได้ว่าการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวดูเสมือนไทย-แพนเจตนาดีจะปกป้องผู้บริโภค แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบมากทุกมิติต่อภาคเกษตรไทย คือ เกษตรกรผู้ปลูกผักผลไม้หรือผู้ผลิตกลายเป็นผู้ร้ายทันที ส่วนหน่วยงานรัฐที่รับรองมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์และควบคุมกำกับดูแล ก็ทำงานใช้ไม่ได้ ขณะที่ผู้จำหน่ายทั้งในตลาดและในห้างก็ขายสินค้าไม่ได้คุณภาพ ที่สำคัญภาพลักษณ์ประเทศไทยในการผลิตผัก ผลไม้ เสียหาย ทำให้ต่างประเทศที่เป็นผู้นำเข้า อาจมีมาตรการเข้มงวดกวดขันมากยิ่งขึ้น

คุณอนันต์ตั้งข้อสงสัยต่อไทย-แพนหลายประเด็น เช่น การสุ่มเก็บกลุ่มตัวอย่างที่วิเคราะห์น้อยมาก ในแง่สถิติไม่สามารถเป็นตัวแทนผักผลไม้ที่วางจำหน่ายทั้งประเทศได้ตัวเลขที่ออกมาจึงไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังเห็นว่า ข้อมูลที่อ่อนไหว มีผลกระทบต่อภาคเกษตรและผู้เกี่ยวข้องอีกมากเช่นนี้ สมควรหรือไม่ที่จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะแถลงข่าวข้างเดียว ทั้งสงสัยที่ไทย-แพนอ้างว่า ได้ส่งตัวอย่างที่สุ่มเก็บไปตรวจวิเคราะห์ที่ประเทศอังกฤษ แต่ไม่บอกเป็นห้องแล็บที่ไหนของภาครัฐหรือเอกชน ทั้งการไปตรวจถึงอังกฤษต้องใช้เงินมาก ไม่ทราบได้งบฯจากที่ใด ทำไมไม่ตรวจจากห้องแล็บที่น่าเชื่อถือและเป็นกลางในไทยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีอยู่

รวมถึงมองว่า ไทย-แพนเชื่อมโยงกับกลุ่ม NGO ที่มักออกมาให้ข้อมูลเชิงลบต่อภาคเกษตรไทยตลอด โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้สารเคมี โดยไม่เห็นใจต่อเกษตรกรไทยที่ยากลำบากต้องเผชิญวิกฤติต่างๆ ในเวลานี้ ทำให้คุณอนันต์สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องไทย-แพน และอยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบ NGO เหล่านี้เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงทางด้านแพนก่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทยต่อไปในอนาคตด้วย

ครับ นี่เป็นมุมมองของคุณอนันต์ที่น่ารับฟัง และก็สอดคล้องกับทิศทางกรมวิชาการเกษตรและมกอช.ดำเนินการอยู่ แต่เพื่อความเป็นธรรม ลองฟังฝ่ายไทย-แพนบ้าง

ก่อนหน้านี้ไทย-แพนที่ได้ตอบโต้กับหน่วยงานรัฐ ก็พูดถึงหลายประเด็นโดยยืนยันว่าตลอด 4 ปีที่ดำเนินการตรวจสอบสารเคมีตกค้างในผัก-ผลไม้ เพื่อสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัย ชี้ปัญหาให้สังคมรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยในอาหาร ทั้งนี้การสุ่มตรวจเป็นการ“เฝ้าระวัง”มิใช่งานวิจัยเพื่อเสนอภาพรวมปัญหาการปนเปื้อนของประเทศ จึงไม่ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก และการ“เฝ้าระวัง”ของหน่วยงานรัฐ เช่น อย.-คณะกรรมการอาหารและยา เป็นต้น ก็สุ่มตัวอย่างที่ไม่แตกต่างนักกับไทย-แพน

การสร้างระบบเฝ้าระวังได้ศึกษาจากต่างประเทศที่จะตรวจสม่ำเสมอ มีมาตรฐาน เปิดเผยต่อสาธารณะ ครอบคลุมวงกว้าง ดำเนินการฉับพลันทันที สิ่งนี้อยากเห็นเกิดขึ้นในประเทศไทย อยากเห็นหน่วยงานราชการสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่จ้องทำผิด ก็ระวังตัว ทั้งอ้างผลศึกษาพบการทำงานตรวจสอบมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรยังไม่โปร่งใสหลายประเด็น จึงได้ฟ้องกรมวิชาการเกษตรต่อศาลปกครอง ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่

ครับ ก็เป็นเหตุผลที่ต้องรับฟังเหมือนกัน

ไม่ว่าไทย-แพนหรือหน่วยงานรัฐ ถ้าทำตามหน้าที่โดยไม่มีอะไรแอบแฝงทุกอย่างจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้บางครั้งระหว่างหน่วยงานที่ต้องดูแลผู้ผลิตกับองค์กรที่ต้องดูแลผู้บริโภคอาจ“ไม่ลงรอย”กันบ้าง แต่ถ้ายึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งกันจริงๆ หันหน้าหาทางออกที่พอ”วิน-วิน”ร่วมกันได้ น่าจะดีกว่าไหม

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : วันข้าว-ชาวนาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/216224

449007

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พ้นจากวันพืชมงคลมาได้ 1 สัปดาห์ ก็มีฝนลงมาให้ชื่นใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯที่ไม่เห็นฝนมานาน สัปดาห์นี้คนกรุงก็ได้ชุ่มฉ่ำหายร้อนกันไปหลายพื้นที่ แต่กูรูผู้รู้ทั้งหลายก็ยังคงเตือนว่า ฝนสัปดาห์นี้มาแค่ชั่วคราว แล้วยังจะทิ้งช่วงไปอีก รอไปปลายเดือนพ.ค.นี้หรืออาจถึงกลางเดือนมิ.ย.กว่าจะเป็นฝนที่มาตามดูกาลแท้จริง

ขณะที่ข่าวภัยแล้งและไฟป่าในหลายพื้นที่ของประเทศโดยเฉพาะภาคใต้เวลานี้ ยังวิกฤติน่าเป็นห่วงมาก ยิ่งทำให้“ฝน”เป็นความหวังที่ล้ำค่ามากในปีนี้ ทั้งต่อประชาชนทั่วไปและต่อพี่น้องเกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาที่ต้องงดทำนา ทั้งนาปีและนาปรังกันมาหลายรอบในช่วง 2-3 ปีมานี้ หวังว่าปีนี้น้ำท่าจะอุดมสมบูรณ์สมคำพยากรณ์ในวันพืชมงคลซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญดินฟ้าอากาศคาดการณ์ไว้ จะได้เพาะปลูกทำมาหากินกันเป็นปกติซะที

ว่าถึง “ชาวนา” ในต้นเดือนหน้าวันที่ 5 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะเป็นอีกวันสำคัญหนึ่งคือ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2559” ซึ่งเช่นเคยที่กรมการข้าวในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นโตโผจัดงานใหญ่แสดงการยกย่องชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และรำลึกถึง “ข้าว”พืชเศรษฐกิจสำคัญอันดับหนึ่งของไทย

อธิบดีกรมการข้าว-อนันต์ สุวรรณรัตน์กล่าวถึงงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปีนี้ ในส่วนกลางจะจัดขึ้นที่กรมการข้าว 3-5 มิ.ย.ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีจะเสด็จฯทรงเปิดงานในวันศุกร์ที่ 3 มิ.ย.เวลา 14.00 น. ขณะที่ส่วนภูมิภาคจะจัดพร้อมกันในวันที่ 5 มิ.ย.ที่ จ.ลำปาง จ.นครราชสีมา และ จ.นครศรีธรรมราช

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์,นิทรรศการแสดงผลงานองค์กรชาวนา, งานวิชาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐร่วมใจ พัฒนาข้าวและชาวนาไทยฝ่าภัยแล้ง” การเชิดชูเกียรติและแสดงผลงานชาวนาและสถาบันชาวนาที่ได้รับรางวัลดีเด่นแห่งชาติปี 2559 รวมทั้งผู้ชนะเลิศการประกวดโครงการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว การจัดเวทีเสวนาข้าวและชาวนา การแสดงวัฒนธรรม 4 ภาค ลานวัฒนธรรมวิถีชีวิตข้าวและชาวนาไทย การฝึกอบรมอาชีพสร้างรายได้แก่เกษตรกร การสาธิตทำเมนูอาหารจากข้าวที่มีชื่อเสียงประจำท้องถิ่น 4 ภาค ประกวดนวัตกรรมการใช้เครื่องจักรกล การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าว ของดีจากสี่ภาค อาหารสี่ภาค และสินค้าราคาถูก

เรียกว่า ระดม “ของดี” ที่เกี่ยวกับข้าวมาจัดเต็ม โดยความร่วมมือรวมพลังขององค์กรชาวนาทั้ง 8 สมาคมคือ สมาคมชาวนาข้าวไทย,สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย,สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย,สมาคมชาวนาอีสาน,สมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทย,สมาคมชาวนาและโรงสีข้าวไทย,สมาคมชาวนาเศรษฐกิจพอเพียง และสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งก่อนนี้ได้ประชุมเตรียมงานร่วมกัน เห็นพ้องให้มุ่งเน้นนำเสนอสาระความสำคัญของ “ข้าว” ทุกมิติเป็นระบบตามลำดับจากต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และให้สนับสนุนรองรับการนำผู้แทนชาวนาทั่วประเทศเข้าร่วมดูงานเพื่อให้ทราบถึง“พลัง”และวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานที่ประกอบด้วย การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และราชวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่กิจการด้านข้าวและชาวนา,เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของข้าวไทยและเชิดชูเกียรติชาวนาไทย,เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านข้าว และเพื่อแสดงผลงานวิชาการด้านข้าว ทั้งภาครัฐ เอกชน และชาวนา

ครับ…ถึงแม้ “ชาวนา” จะได้รับ“ยาหอม”อยู่เสมอ ด้วยการเชิดชูยกย่องให้เกียรติขนาดมีการกำหนด “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”และจัดงานใหญ่ให้แต่สภาพความเป็นจริงตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตชาวนาไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่อย่างยากลำบาก เป็นโจทก์ใหญ่ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางยกระดับทั้งรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับชาวนาไทยต่อไป

แต่ผมก็ย้ำอยู่เสมอในคอลัมน์นี้ว่า ชาวนาเองจะมุ่งแต่ทำนาแบบเดิมๆ แล้วที่เหลือก็หวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มันก็ไม่ได้

โลกยุคใหม่ ไม่ว่าอยู่ในสาขาอาชีพใด จะยิ่งอยู่ได้ยากมากขึ้น จะต้องมีการปรับตัวปรับความคิด พัฒนาให้ทัน พี่น้องชาวนาไทยก็เช่นเดียวกันที่ต้องปรับตัวปรับความคิดขนาดใหญ่ ไม่เพียงเพื่อให้อยู่รอด แต่ต้องอยู่ได้อย่างดีและสมศักดิ์ศรีกระดูกสันหลังของชาติด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : กำลังใจ…พืชมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215138

449007

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพิ่งผ่านพ้นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2559 อันเป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร ให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูกประจำปี โดยกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีซึ่งถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา…

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคเกษตรกรไทยอยู่ในภาวะยากลำบากมาหลายปี ในปีนี้จึงยิ่งต้องการขวัญและกำลังใจมากเป็นพิเศษ

สำหรับการเสี่ยงทายเพื่อพยากรณ์ความสมบูรณ์พืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศปีนี้ ปรากฏว่า การตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกายของพระยาแรกนา คือ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-ธีรภัทร ประยูรสิทธิหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ส่วนการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง พระโคเลือกกินข้าว,ข้าวโพด,งา,น้ำ,หญ้าและเหล้า พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าบริบูรณ์พอสมควร การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ล้วนเป็นคำพยากรณ์อันเป็นมงคล ซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมก็คงคาดหวัง ขอให้ปีนี้สมดังคำพยากรณ์ด้วยเถิด เกษตรกรจะได้พอลืมตาอ้าปาก มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความหวังมากยิ่งขึ้น ร่วมทั้งเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

เพื่อให้วาระนี้เป็นเรื่องมงคลโดยตลอด ผมคิดว่า คอลัมน์วันนี้ ควรจะบันทึกแต่เรื่องที่ดีๆ อย่าเพิ่งมามีอะไรในด้านลบ ที่จะเป็นการรบกวนจิตใจกันเลยดีกว่า

ฉะนั้นขอบันทึกผลคัดเลือกเกษตรกร,สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 ที่เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ด้วย ดังนี้

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 16 สาขาอาชีพ คือ 1.สาขาทำนา-นายสันทัด วัฒนกูลอุทัยธานี 2.สาขาทำสวน-นายอุดม วรัญญูรัฐจันทบุรี 3.สาขาไร่นา-นายดิลก ภิญโญศรีชัยภูมิ 4.สาขาไร่นาสวนผสม-นายทอง หลอมประโคน บุรีรัมย์ 5.สาขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม-นางอนงค์ ศรีไชยบาล ร้อยเอ็ด 6.สาขาเลี้ยงสัตว์-นายสมบัติ บุญถาวร กระบี่ 7.สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด-นายชนธัญนฤเศวตานนท์ ยะลา 8.สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย-นายอนุสรณ์ พงษ์พานิช ประจวบคีรีขันธ์ 9.สาขาปลูกสวนป่า-นายหนูเคน ทูลคำ บุรีรัมย์ 10.สาขาเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ-นายอำนวยเตชะวรงค์สกุล นครปฐม 11.สาขาบัญชีฟาร์ม-นายสุริยะ ชูวงศ์ เพชรบุรี 12.สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม-นายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ กาญจนบุรี 13.สาขาการใช้วิชาเกษตรดีที่เหมาะสม-นายนิโรจน์แสนไชย ลำพูน 14.ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร-นายสมสุข เพชรกาญจน์ สงขลา 15.สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร-นายสิทธิศักดิ์ พันธุ์พิริยะ ตราด และ 16.สาขาเกษตรอินทรีย์-นายบัณฑิต กูลพฤกษี ตราด

ส่วนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 13 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านร้องประดู่ อุตรดิตถ์ 2.กลุ่มเกษตรกรทำสวนควนเมา ตรัง 3.กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน เชียงใหม่ 4.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงหมูหลุมครบวงจรบ้านกะทม สุรินทร์ 5.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมรมปลา เชียงราย 6.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปปลาบ้านห้วยบง 2 จ.หนองบัวลำภู 7.กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสร้างแป้น ยโสธร 8.กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนท่านผู้หญิงจันทิมาพึ่งบารมี สกลนคร 9.กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง กาฬสินธุ์ 10.กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานเกษตรสมบูรณ์ สกลนคร11.ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านดงลิง กาฬสินธุ์ 12.ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลงิ้วราย พิจิตร และ13.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตำบลนางลือ ชัยนาท

สำหรับสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ 7 สหกรณ์ คือ 1.สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด กำแพงเพชร 2.สหกรณ์โคนมนิคมแม่แตง จำกัดเชียงใหม่ 3.สหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบนจำกัด สมุทรสาคร 4.สหกรณ์กองทุนสวนยางโนนสุวรรณ จำกัด บุรีรัมย์ 5.สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลตำรวจ จำกัด กทม. 6.ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชจำกัด 7.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเขื่อนเพชรโค้งข่อย จำกัด เพชรบุรี

และปราชญ์เกษตรของแผ่นดินประจำปี 2559 จำนวน 3 สาขา คือ 1.นายคำพันธ์ เหล่าวงษี สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง 2.นายอัคระ ธิติถาวร สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น และ3.นายอคิศร เหล่าสะพาน สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย

ครับ….พืชมงคลปีนี้ ขอให้มีมงคลกันตลอดไป

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ฟ้าจะผ่าที่เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214199

449007

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พายุฤดูร้อนช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้านหนึ่งช่วยให้มีฝนตกลงมาพอดับร้อนและลดแล้งในบางพื้นที่ไปได้บ้าง แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและทรัพย์สินประชาชนไปพอสมควรเหมือนกัน

เมื่อเห็นฝนอีกครั้งหลังห่างหายไปหลายเดือน พี่น้องเกษตรกรคงมีความหวังชุมชื่นขึ้น แต่อย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรไป เพราะฤดูฝนที่แท้จริงยังมาไม่ถึง
ฝนยังอาจทิ้งช่วงไปอีกพัก รวมทั้งช่วงแรกฤดูฝนปีนี้ปริมาณอาจจะยังน้อยอยู่ ถ้าจะปลูกพืชอะไร ก็มีเสียงเตือนให้เน้นพืชใช้น้ำน้อยกันไปก่อน แม้ว่า มีการคาดหมายปีนี้ปรากฏการณ์ “ลานิญ่า”จะเข้ามาแทนที่“เอลนีโญ่” ทำให้มีฝนมาก ก็คงจะมาช่วงเดือนกันยา-ตุลาฯโน้น ส่วนตอนนี้ก็ยังคงร้อนและแล้งกันเป็นส่วนใหญ่อยู่

อีกแค่สิบกว่าวัน ก็จะถึงวันสำคัญของพี่น้องเกษตรกร นั่นก็คือ วันพืชมงคล 16 พฤษภาคมนี้ ถ้าช่วงนั้นเริ่มเห็นฝน ก็น่าจะชื่นใจกันบ้าง แต่ดูเหมือนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีกระแสข่าวที่เริ่มหนาหูขึ้นอีกแล้วว่า อาจจะเกิดพายุ“ฟ้าผ่าเปรี้ยง”หลังพระราชพิธีแรกนาขวัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งในกระทรวง

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้เป็นครั้งแรกที่“ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ในฐานะปลัดกระทรวงเกษตรฯจะได้ทำหน้าที่เป็น “พระยาแรกนา”  แต่ก็เริ่มมีกระแสว่า อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

ที่จริงกระแสข่าวเรื่องจะเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯมีมาเป็นระยะหลายหนแล้ว แต่เที่ยวนี้ ดูเหมือนวี่แว่วจริงจังมากขึ้น ถึงขนาดร่ำลือว่า ขอให้ปลัดฯธีรภัทรได้ทำหน้าที่พระยาแรกนาให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่ตัวเองและครอบครัวให้เรียบร้อยก่อนก็แล้วกัน

สาเหตุที่จะต้องมีการเปลี่ยนตัว ก็เป็นอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอดว่า ปลัดฯธีรภัทรทำงาน “ไม่เวิร์ก” ไม่สามารถทำงานในตำแหน่งนี้ได้จริงๆ เพราะทั้งขาดความรู้ความเข้าใจงานในกระทรวงเกษตรฯอย่างเพียงพอ และอาวุโส บารมี ก็ไม่มากพอที่จะสั่งงานอธิบดีระดับเขี้ยวๆในกระทรวงนี้ได้

อย่างที่รู้กันว่า ปลัดฯธีรภัทรย้ายข้ามห้วยมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งเพิ่งเป็นได้ไม่ถึง 2 ปีเลย ว่ากันว่าด้วยเคยช่วยงานด้านป่าไม้ชุมชนเป็นที่เข้าตาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯผู้มากบารมีแห่งรัฐบาลคสช.จึงได้รับการผลักดันมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในขณะที่ตัวรมว.เกษตรฯอย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เองตอนนั้นก็กำลังต้องการเอาคนนอกมาเป็นปลัดกระทรวง เพราะไม่ไว้ใจคนเก่าๆที่ล้วนมีเส้นสายผูกโยงอยู่กับ “หลงจู๊” แห่งสุพรรณบุรี ที่เพิ่งล่วงลับไป

แต่เมื่อมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 จนถึงบัดนี้กว่า 7 เดือนแล้ว แม้ปลัดฯธีรภัทรจะมีความตั้งใจ แต่ก็ทำงานไม่ได้ จนกลายเป็นว่าตำแหน่งนี้เป็น “ทุกขลาภ” เปล่าๆ เวลาที่ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง บรรดาอธิบดีต่างๆก็หาได้สนใจฟังปลัดฯไม่ เพราะไม่ได้มีความคิดอ่านอะไรมากนัก ด้วยไม่ได้รอบรู้งานเกษตรฯ ได้แต่รับเอาคำสั่งจากรมว.ฉัตรชัยมาสั่งงานอีกที หรือบางทีก็เสนออะไรที่ไม่รู้เรื่อง จนข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็ระอา อีกทั้งอาวุโสก็น้อยกว่าอธิบดีแต่ละคน ทั้งข้ามห้วยมาจากกระทรวงอื่น เลยยิ่งไม่ได้รับการยอมรับใหญ่

นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานในกระทรวงเกษตรฯยังไม่เป็นที่เข้าตาของประชาชนยิ่งโดยเฉพาะในภาวะที่ภาคการเกษตรกำลังเผชิญวิกฤติหนักหนาสาหัสทั้งภัยแล้ง ทั้งราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ถ้าไม่เร่งกระชับ ปรับกระบวนท่าการบริหารงานในกระทรวงใหม่ ไม่เพียงเกษตรกรที่จะยิ่งลำบาก สถานะความนิยมของรัฐบาลก็จะเพิ่มปัญหามากขึ้นได้

ที่นี่ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯขึ้นมาจริงๆอย่างที่มีกระแสข่าว แล้วใครจะมาเป็นแทน

ก็มีเสียงกระซิบว่า ให้จับตาอธิบดีผู้หนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับขั้วอำนาจ“บุรีรัมย์คอนเนกชั่น” ให้ดี อธิบดีผู้นี้สมควรได้รับฉายา “แมวเก้าชีวิต” จริงๆ เพราะรุ่งและร่วงมาหลายที แต่ก็มากฝีมือจนมีสิทธิรุ่งถึงตำแหน่งเบอร์ 1 ของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯได้…อีกไม่นานคงได้รู้กัน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ลาก่อน…หลงจู๊

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213184

449007

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การถึงแก่อนิจกรรมอย่างกะทันหันของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มากบารมีทางการเมืองไทยคนหนึ่ง แม้ผลกระทบไม่ถึงขนาดพลิกเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย แต่สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคการเมืองระดับกลางที่ยังมีบทบาทอยู่มาก ถือได้ว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

และไม่เพียงแต่พรรคชาติไทยพัฒนาเท่านั้น สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็น่าจะมีผลกระเทือนมิใช่น้อยเหมือนกัน

เพราะทราบกันดีในหมู่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและสื่อที่ติดตามข่าวกระทรวงนี้อย่างใกล้ชิดว่า นายบรรหารคือผู้มีบารมีเหนือกระทรวงตัวจริง เปรียบดัง“มือที่มองไม่เห็น”ถึงแม้ปัจจุบันจะเป็นยุครัฐบาลทหาร คสช.ที่มีพล.อ.ฉัตรชัยสาลิกัลยะเป็นเจ้ากระทรวงก็ตาม

นายบรรหารได้สร้างบารมีและอิทธิพลที่ฝังรากลึกอยู่ในกระทรวงเกษตรฯมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะในช่วงเกือบสิบปีมานี้

ย้อนดูปูมหลังที่เกี่ยวพันนายบรรหารกับกระทรวงเกษตรฯ พบว่า เขาเริ่มเป็นรมว.เกษตรฯปีพ.ศ.2523 ยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ช่วงเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยจากนั้น พรรคชาติไทยก็ยังได้คุมหรือร่วมบริหารกระทรวงเกษตรฯมาตลอด เช่นนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ จากพรรคชาติไทย เป็นรมว.เกษตรฯยุครัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปี 2539 และนายปองพล อดิเรกสาร จากพรรคชาติไทยเป็นรมว.เกษตรฯยุครัฐบาลชวน หลีกภัย 2 ปี 2540 เป็นต้น ส่วนช่วงที่นายบรรหารในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรีปี 2538-2539 แม้ให้โควตาพรรคกิจสังคมนายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรมว.เกษตรฯ แต่นายบรรหารก็ส่งนายชาญชัยปทุมารักษ์ ร่วมเป็นรมช.ด้วย

ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2544-2549 ครองเสียงข้างมากเกินครึ่งในสภา แต่ยังดึงเอาพรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล โดยให้โควตาบางกระทรวงและได้ร่วมบริหารกระทรวงเกษตรฯในตำแหน่งรมช.เกษตรฯด้วย เช่น นายนทีขลิบทอง,นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร เป็นต้น

การเข้าคุมอำนาจ สร้างอิทธิพลฝังรากลึกในกระทรวงเกษตรฯอย่างแท้จริง เป็นช่วงตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช,รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่องถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนของนายสมัคร สุนทรเวช นอมินีของนายทักษิณชินวัตร ที่เข้ามามีอำนาจหลังเลือกตั้งปี 2551 ได้ดึงพรรคชาติไทยร่วมรัฐบาล ซึ่งนายบรรหารก็ส่งมือขวาคนสนิทอย่าง “เฮียตือ” สมศักดิ์ปริศนานันทกุล เป็นตัวแทนมานั่งรมว.เกษตรฯ และเป็นตัวเดินเกมสร้างอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง แม้“เฮียตือ”อยู่ในตำแหน่งเพียง 1 ปี พรรคชาติไทยก็ถูกพิพากษาให้“ยุบพรรค” และ กรรมการบริหารพรรค ไม่ว่านายบรรหาร รวมถึงเฮียตือ ต่างถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี แต่พรรคใหม่ที่แปลงชื่อเป็น“ชาติไทยพัฒนา”โดยมีนายบรรหารเป็นหัวหน้าตัวจริงอยู่เบื้องหลัง ก็ยังได้เข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตร โดยนายบรรหารส่ง“ร่างทรง” อย่างนายธีระ วงศ์สมุทร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน จนถึงนายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ มาเป็นรมว.เกษตรฯ

การบริหารงานโดย “มือที่มองไม่เห็น” ล้วงลูกเข้าไปแทบทุกองคาพยพโดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้าย วางตัวบุคคล ซึ่งว่ากันว่าล้วงลึกไปถึงระดับซี 8 และคนเหล่านี้ก็ได้รับการผลักดันเติบโตขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตทำงานสนองตอบแทน โดยยึดถือภาษิตเหมือนนายตำรวจดังบางคนที่ว่า“มีวันนี้เพราะพี่ให้” แต่นี่เป็น“มีวันนี้เพราะหลงจู๊ให้”

ดังนั้น ในยุครัฐบาลคสช.ที่เปลี่ยนรมว.เกษตรฯมาเป็นคนที่ 2 แล้ว ขนาดคนแรกอย่างนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกหม้อ แท้ๆยัง“เอาไม่อยู่” สั่งงานข้าราชการระดับสูงในกระทรวงไม่ค่อยได้ เจอกับ“เกียร์ว่าง”รอเวลาการเมืองเปลี่ยน จนงานไม่เดินเท่าที่ควร กระทั่งนายปีติพงศ์ต้องถูก “ปรับออก” เมื่อพล.อ.ฉัตรชัยเข้ามาเป็นแทน จึงเปลี่ยนหัวขบวนข้าราชการโดยเอาอธิบดีกรมป่าไม้ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ย้าย “ข้ามห้วย” มาเป็นปลัดกระทรวงฯ หวังแก้ไขเรื่องนี้ ก็ดูจะยังไม่มีอะไรดีขึ้น

มาบัดนี้ สิ้น“หลงจู๊”แล้ว สำหรับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯที่อยู่ในเครือข่ายเหล่านี้ จะปรับเปลี่ยนท่าทีหรือทำให้การสั่งงานในกระทรวงดีขึ้นหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

สุดท้าย มีข้อความที่ผมได้รับจากในไลน์ว่า “เสียใจกับครอบครัวบรรหาร แต่ดีใจกับกระทรวงเกษตรฯที่จะได้เป็นอิสระเสียที”…จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เตรียมรับ‘ลานิญ่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/212145

449007

วันพุธ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ปีที่ร้อนแล้งจัดไปแล้ว ถึงจะขาดน้ำอย่างไร คนไทยก็ยังมีความสุขสนุกสนานเต็มที่ทั่วประเทศ กระทั่งมีการแซวกันในโลกโซเชียลมีเดียตามมาว่า ชีวิตหลังสงกรานต์ 1.ตัวดำขึ้น 2.น้ำหนักขึ้น 3.ความขี้เกียจเข้าครอบงำ(เพราะหยุดยาวจนไม่อยากกลับมาทำงาน) 4.ตังค์หมด (ทำให้ธนาคารคนจนอย่างโรงจำนำธุรกิจคึกคัก ต้องเพิ่มเงินสดไว้รับจำนำของ) ขณะที่ 5.งานรอเพียบ

เอาละ! กลับมาสะสางงานกันถึงจะร้อนจะเพลียแค่ไหน แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

ช่วงสงกรานต์ปีก่อนๆที่ผ่านมา มักจะมีพายุฤดูร้อน พัดพาฝนมาคลายร้อน แต่ปีนี้อากาศแห้งสุดๆจากปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” แม้จะมีพายุฤดูร้อนบ้าง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ก็แทบไม่มีฝนเลย

อย่างไรก็ตามไม่กี่วันก่อนมีข่าวออกมาตอกย้ำว่า ปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” (El Niño) ที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งเดือดร้อนกันมายาว 2-3 ปีนี้ กำลังจะสิ้นสุดภายใน 2 เดือนข้างหน้า และช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้าจะเกิดปรากฏการณ์ “ลานิญ่า” (La Niña) ซึ่งจะเป็นตรงกันข้ามกับเอลนิโญ เลย คือ มีแนวโน้มที่ฝนจะตกมาก กระทั่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้

มีการพยากรณ์เรื่องนี้มาตั้งแต่กลางปีก่อน และเป็นจริงจังมากขึ้นช่วงเดือนมกราคมต้นปีที่ผ่านมา โดย 2 องค์กรสำคัญที่ได้รับความเชื่อถือสูงเรื่องทำนาย “เอลนิโญ-ลา นิญ่า” คือ ศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศ สำนักบริหารแห่งชาติด้านมหาสมุทรและบรรยากาศ(National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือที่รู้จักกันในนาม “โนอา” (NOAA)ของสหรัฐอเมริกา และ Australian Bureau of Meteorology ของประเทศออสเตรเลีย

กระทั่งล่าสุดไม่กี่วันก่อน “โนอา”ออกประกาศอย่างเป็นทางการว่า เอลนิโญ เริ่มสิ้นสุดลงและจะหายไปภายใน 2 เดือนข้างหน้า จากนั้นปรากฏการณ์ ลานิญ่า จะเข้ามาแทนที่…โอกาสที่จะเกิดมีถึง 70% แล้วในขณะนี้ โดยคาดกันว่าลานิญ่าจะเกิดและสิ้นสุดระหว่าง 9-12 เดือน

“ลานิญ่า” ที่คาดจะมาปลายปีนี้ ต่อเนื่องถึงปีหน้า สำหรับประเทศไทยที่เผชิญภาวะแล้งจัดติดต่อกันมา 3 ปี จนน้ำเขื่อน น้ำท่า แม่น้ำลำคลองต่างแห้งเหือดเกือบหมด ในเบื้องต้นจึงต้องนับเป็นเรื่องดี ที่จะมีน้ำฝนมาเติมแหล่งน้ำต่างๆ ช่วยให้ปีหน้าเชื่อได้ว่า เกษตรกรจะมีน้ำสำหรับการผลิตได้พอเพียง ชุบชีวิตชีวา ก่อเกิดผลดีต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

แต่อะไรที่ “มากเกินไป” และมาอย่างรวดเร็วยาวนาน ก็สามารถสร้างภัยพิบัติที่ร้ายแรงได้ด้วย โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยเมื่อปี 2554 เป็นบทเรียนที่เห็นเต็มตามาแล้ว เชื่อว่า คนไทยคงไม่ลืมภาพน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น ที่รัฐบาลยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “เอา(ไม่)อยู่” จนเกิดความวินาศสันตะโรไปทั้งประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนสาเหตุสำคัญเพราะฝนที่ตกมากผิดปกติอย่างต่อเนื่องจากปรากฏการณ์ “ลานิญ่า” แต่สาเหตุสำคัญมากอีกส่วนหนึ่งก็มาจาก “ความไร้น้ำยา” และ “ความผิดพลาด” ในการดำเนินงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย

ดังนั้นเรื่องของ “ลานิญ่า” หนนี้จึงจะมองแต่ด้านบวกไม่ได้ จะต้องเตรียมการรับมือสำหรับ “ผลลบ” ที่มีโอกาสจะเกิด
น้ำท่วม น้ำป่า ดินโคลนภูเขาถล่มหรือภัยพิบัติอื่นๆ ตามมาในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่มากมายทั่วประเทศ รวมทั้งการที่สภาพพื้นที่แม่น้ำลำคลองแหล่งน้ำต่างๆ แม้กระทั่งอ่างเก็บน้ำ เขื่อนต่างๆ ที่เจอกับภัยแล้งจัด จนโครงสร้างอาจเสียหาย หากน้ำมามากอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสที่จะพังทลายได้

นอกจากนั้นทั้งหลายทั้งปวงก็ยังคงหนีคำว่า “การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ” ไม่พ้น ไม่ว่าจะ “น้ำแล้ง”
หรือ “น้ำมากเกินไป” ต้องเตรียมการสำหรับการกักเก็บน้ำอย่างไร ไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคตให้ได้มากที่สุด

ในยุคคสช. ย้อนกลับไปปีก่อน ช่วงแรกๆ รัฐบาลเองก็ยังมีท่าทีเมินเฉยต่อข้อกังวลนักวิชาการหลากสาขาที่เตือนเรื่อง
“ภัยแล้ง” จะเกิดขึ้นอย่างหนัก จนเมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังปี2558 ที่ภัยแล้งทวีความวิกฤติรุนแรง ถึงเพิ่งจะตระหนัก ค่อยมาขอความร่วมมือประชาชนให้ประหยัดน้ำ จนดูเหมือนสายเกินไป…เป็นบทเรียนให้เห็นถึงความที่ยังไม่ทันสถานการณ์นัก

ดังนั้น ตอนนี้แม้ยังคงแล้งหนักอีกอย่างน้อย 2 เดือน แต่ก็ไม่ควรมุ่งแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า จนละเลยที่จะวางแผนรับมือ “ลานิญ่า” ที่อาจจะก่อภัยพิบัติร้ายแรงได้ รวมทั้งวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ประโยชน์จาก “ลานิญ่า” อย่างเต็มที่สำหรับอนาคตด้วย

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : รีไซเคิลน้ำ(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211176

449007

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สุขสันต์วันปีใหม่ไทยครับ ขออวยชัยให้พรวันสงกรานต์สำหรับผู้อ่าน“แนวหน้า” ทุกท่าน ให้มีความสุขสนุกสนาน อยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่น เดินทางปลอดภัยไร้อุบัติเหตุพิษภัยใดๆทั้งไปและกลับ

สงกรานต์ปีนี้แล้งจัดเป็นประวัติการณ์ สำหรับผู้ที่ชื่นชมเทศกาลอันชุ่มฉ่ำนี้ อาจจะกร่อยกันไปบ้าง แต่ประเพณีไทยที่งดงามและการได้คืนสู่อ้อมอกอบอุ่นของครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา น่าจะเป็นสิ่งดีงามที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ส่วนความสนุกสนานกับการเล่นสาดน้ำ ปีนี้ก็ต้องเน้นประหยัดน้ำใช้ประใช้พรมหรือพ่นด้วยกระบอกฉีด ตามนโยบายรัฐบาลและความจำเป็นในชีวิตยามที่น้ำเหลือน้อย มีอยู่อย่างจำกัด ขืนใครยังสาดน้ำโครมๆเป็นถังๆ เป็นต้องถูกสังคมช่วยกันประณามแน่

มาต่อกันเรื่อง “รีไซเคิลน้ำ” ที่สัปดาห์ก่อน ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาให้ความสำคัญสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องไปวิจัยพัฒนา ร่วมพิจารณาให้ได้ผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว ทั้งให้ดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบความสำเร็จด้วยดีอย่างสิงคโปร์และอิสราเอล ซึ่งผมได้ขยายความเล่าเรื่องของสิงคโปร์ที่ถือเป็นผู้นำด้านบริหารจัดการน้ำในภูมิภาคอาเซียนนี้ ด้วยการตั้งโรงงาน“รีไซเคิลน้ำ”และการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ด้วยโรงงานแยกเกลือออกน้ำทะเล

แต่การทุ่มเทลงทุนโรงงานรีไซเคิลน้ำ ไม่ใช่ทั้งหมดของปัจจัยความสำเร็จของสิงคโปร์ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เรื่องนี้จึงต้องขยายต่อในตอน 2 นี้

สิงคโปร์มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นแก้ปัญหาชาติ อย่างเรื่อง“น้ำ”ที่ขาดแคลนจนต้องพึ่งพาซื้อจากมาเลเซีย กลายเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ จึงได้กำหนดเป้าหมายให้สิงคโปร์ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำของตัวเองให้ได้เพียงพอ ก่อนข้อตกลงสั่งซื้อน้ำมาเลเซียฉบับล่าสุดจะหมดอายุลงในปีพ.ศ.2604 หรืออีก 45 ปีข้างหน้า และเขาก็เดินหน้าทำตามเป้าหมายอย่างจริงจังในทุกมิติ

สิงคโปร์ตั้งคณะกรรมการบริหารงานด้านน้ำ ชื่อว่า Public Utility Board (PUB) ดูแลบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างบูรณาการ จึงสามารถบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความยั่งยืน โดยพัฒนานวัตกรรมโรงงานรีไซเคิลน้ำที่ทันสมัยมีคุณภาพสูง เป็นแบบอย่างการแก้ปัญหาให้ประเทศอื่นๆ ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

ความสำเร็จดังกล่าว ประชาชนสิงคโปร์ก็มีส่วนร่วม โดยปรับเปลี่ยนทัศนคติยอมรับน้ำที่ผ่านการใช้แล้วหรือน้ำรีไซเคิลมาใช้อุปโภคบริโภค นอกจากนั้นการใช้แหล่งเก็บน้ำเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นศูนย์รวมชุมชน ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำ ตระหนักคุณค่าของน้ำ

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็ใช้“กลไกราคา” ทำให้ประชาชนประหยัดน้ำ โดยโครงสร้างค่าน้ำจะประกอบด้วย ค่าน้ำ,ค่าภาษีอนุรักษ์น้ำ,ค่าบำบัดน้ำเสีย และค่าธรรมเนียมสุขภัณฑ์ ทั้งนี้ รายได้ค่าน้ำยังนำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาวิธีการใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการผลิตและสูบจ่ายน้ำประปา และก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติมให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคต

น้ำประปาสิงคโปร์ที่มีส่วนผสมของน้ำรีไซเคิล สามารถดื่มได้โดยตรงจากก๊อก มีการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่น้ำดิบจนถึงน้ำประปา แต่ละเดือนมีการวิเคราะห์คุณภาพน้ำมากกว่า 80,000 ครั้ง และวิเคราะห์สารเคมีในน้ำมากกว่า 290 รายการ ซึ่งมากกว่าที่องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดไว้ถึง 130 รายการ การจัดการด้านคุณภาพน้ำได้รับการทบทวนปีละ 2 ครั้ง จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับการใช้น้ำที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นอย่างดี

น้ำรีไซเคิลจากโรงงาน NEWater ยังถูกผลิตในรูปแบบน้ำบรรจุขวด เพื่อใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดจนงานกีฬาและงานพิธีระดับชาติ เพื่อสร้างการยอมรับจากสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชนให้ภาคภูมิใจในผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำของชาติอย่างยั่งยืนด้วย

นี่แหละครับ นอกจากตั้งเป้าหมายอย่างมีวิสัยทัศน์ ต้องมุ่งมั่นและมีฝีมือมีนวัตกรรมเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ที่สำคัญยังต้องทำให้ประชาชนร่วมมือด้วยอย่างมีสำนึก….

ไทยเราถ้าเริ่มที่สร้างสำนึกประชาชนให้รู้คุณค่าน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพให้ได้อย่างจริงจัง หรืออาจต้อง
บังคับบ้างด้วยภาษีน้ำ ส่วนรีไซเคิลน้ำแค่เท่าที่จำเป็น ก็น่าจะแก้ไขอะไรไปได้เยอะแล้วเพราะเราไม่ได้ขาดแคลนน้ำมากเหมือนสิงคโปร์…ที่สำคัญขอให้มุ่งมั่นทำให้จริงเถิด

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : รีไซเคิลน้ำ(1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210250

449007

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เรื่อง“น้ำ”ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่วิกฤติหนักและสิ่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนของสังคมในเวลานี้ ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันมองหาหนทางที่จะดูแลแก้ไขอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ให้ผ่านไปปีๆ แล้วก็ต้องกลับมาเผชิญกับปัญหาซ้ำซากหรือเผชิญปัญหาที่ยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพการณ์ของโลกที่นับวันจะยิ่งเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวตอนหนึ่งในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”ค่ำวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า“เราต้องทำให้คนไทยทุกคนรู้คุณค่าของน้ำมากกว่าเดิมว่า น้ำทุกหยดที่เรามีอยู่นั้น มีคุณค่ามหาศาล อย่าทิ้งแม้แต่หยดเดียว บางคนทิ้งทั้งขัน ทิ้งเป็นตุ่มอาบน้ำเหลือเฟือ ปลูกพืชใช้น้ำล้นจนเกินจำเป็น อันนี้ทำให้น้ำลดลง วันหน้าลดลงอีก เราต้องเตรียมการเรื่องจัดโครงการรีไซเคิลน้ำที่ใช้แล้ว น่าจะต้องเริ่มต้นปีนี้ให้ได้ สามารถรีไซเคิลน้ำให้ได้ประมาณ 20-30% ทุกกิจการ”

น่าสนใจยิ่งกับสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงเรื่อง “รีไซเคิลน้ำ” และไม่ใช่พูดเฉยๆ แต่ท่านสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไปวิจัยและพัฒนา ร่วมพิจารณาให้ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว โดยให้ดูตัวอย่างประเทศสิงคโปร์-อิสราเอล และอีกหลายประเทศทำอย่างไร เราต้องเตรียมการตั้งแต่บัดนี้

ความจริงการ“รีไซเคิลน้ำ” เพื่อนำน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่นั้น หลายประเทศที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำจืด น้ำสะอาดได้ดำเนินการกันมานานแล้ว ในขอบเขตใหญ่โตระดับประเทศ จนประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะสิงคโปร์และอิสราเอลที่พล.อ.ประยุทธ์ยกเป็นตัวอย่าง ขณะที่หลายๆประเทศก็ทำกันเป็นบางส่วนตามความจำเป็น แม้กระทั่งในไทยเอง ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนก็มีการรีไซเคิลน้ำมาใช้ในบางกิจกรรม หรือล่าสุดที่รัฐบาลโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมออกมาตรการช่วยบรรเทาภัยแล้งภาคการเกษตร โดยผ่อนผันให้นำน้ำเสียจากโรงงานบางประเภทที่ผ่านกระบวนการบำบัดจนคุณภาพน้ำได้มาตรฐาน ให้นำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมได้ ก็ถือเป็นการรีไซเคิลน้ำเช่นกัน

แต่ถ้าจะทำกันจริงจังทั้งระบบทุกภาคส่วนเพื่อรองรับปัญหา “น้ำ” ในอนาคตอย่างยั่งยืน ให้สามารถรีไซเคิลน้ำใช้ได้
20-30% ในทุกกิจการ แบบที่พล.อ.ประยุทธ์ว่า ก็จำเป็นจะต้องวางแผนกันในระดับชาติอย่างจริงจังและอย่างที่ท่านนายกฯบอก จะต้องถอดบทเรียนจากประเทศที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จมาเป็นแบบอย่างจริงๆ ไม่ใช่เหมือนที่ผ่านมาคือ ไปดูงานเขามาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่มีความคิดอะไร นำมาใช้แก้ไขปัญหาของไทยเลย

ดูตัวอย่างของสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของอาเซียน แต่ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆปริมาณน้ำมีจำกัด จึงเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำจืด จนต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำจากมาเลเซียมาหลายสิบปี กลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงด้วย จำเป็นต้องดิ้นรนพัฒนาเรื่อง“น้ำ”ให้มีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศอย่างไม่ย่อท้อ

และด้วยวิสัยทัศน์ผู้นำประเทศที่ตั้งเป้าหมายให้สิงคโปร์จะต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำของตัวเองให้ได้เพียงพอ ก่อนที่ข้อตกลงสั่งซื้อจากมาเลเซียฉบับล่าสุดจะหมดอายุลงในปีพ.ศ.2604 หรืออีก 45 ปีข้างหน้า จึงทำให้สิงคโปร์เอาจริงเอาจัง ทุ่มเทกับการดำเนินโครงการโรงงานรีไซเคิลน้ำ ด้วยระบบที่ทันสมัย กระทั่งกลายเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการด้านน้ำในภูมิภาคนี้ โดยเปิดใช้โรงงานรีไซเคิลน้ำแห่งแรกเมื่อปีพ.ศ.2546 น้ำที่ผลิตได้ใช้ชื่อว่า NEWater ถูกนำไปผสมกับน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ ก่อนส่งผ่านระบบประปาไปยังผู้บริโภค ซึ่งน้ำประปาสิงคโปร์ได้ชื่อว่าปลอดภัย สามารถดื่มจากก๊อกได้เลย

ปัจจุบันสิงคโปร์มีโรงงานรีไซเคิลน้ำและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอีกหลายแห่ง ด้วยกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ซึ่งสามารถผลิตน้ำจืดได้ราวร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำ 340 ล้านแกลลอนที่โรงงานอุตสาหกรรมและพลเมืองทั้งหมด 5 ล้านกว่าคน ของสิงคโปร์ ใช้บริโภคในแต่ละวัน นอกจากนี้ เขื่อนที่อยู่ใจกลางเมืองยังสามารถผลิตน้ำสนองการบริโภคได้อีก ร้อยละ 10 ส่วนที่เหลือได้จากอ่างเก็บน้ำต่างๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องอาศัยน้ำที่นำเข้าจากมาเลเซียอยู่ ดังนั้นจึงยังเดินหน้าตั้งโรงงานรีไซเคิลน้ำเพิ่ม

แต่แค่โรงงานรีไซเคิลน้ำ ไม่ใช่ทั้งหมดของการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของสิงคโปร์ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ควรจะเป็นบทเรียนสำหรับไทยด้วย ผมคงต้องไปว่าต่อในสัปดาห์หน้า

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ข้าวโพด+ป่า กับซีพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209157

449007

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฝุ่นละอองหมอกควันพิษจากการเผาพื้นที่และไฟป่าในฤดูแล้งช่วงนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงตามหลอกหลอน เป็นปัญหาซ้ำซากประจำปี แม้รัฐบาลจะพยายามเตรียมการป้องกัน แก้ไขแบบบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เนิ่นๆ ดังที่ผมเคยนำมาเขียนเล่าให้ฟังในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ตาม

จากภาพหมอกควันไฟปกคลุมภูเขาในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งหลายๆลูกอยู่ในสภาพภูเขาหัวโล้นเพราะถูกบุกรุกทำลายป่า เผาป่าทำไร่ข้าวโพด ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกรไปจนถึงบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่ไปส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตกเป็น“จำเลยของสังคม”ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย ร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จึงจัดงาน “Cornnection : คน เขาเรา ข้าวโพด” มีไฮไลท์สำคัญที่วงเสวนา“คน เขา เรา ข้าวโพด : การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน’ โดยเวทีนี้เปิดให้ตัวละครสำคัญที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายได้แสดงจุดยืน ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่แม้ว่าอาจจะยืนกันอยู่คนละมุม แต่จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดอก ตรงไปตรงมา กล้าตอบคำถามยากๆ พร้อมหาทางออกและแสดงความรับผิดชอบร่วมกันตามบทบาทต่ละฝ่าย เพื่อทำให้สามารถแก้ไขและเยียวยาเรื่องนี้ได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป

วิทยากรที่ร่วมเสวนา มี สฤณีอาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้บริษัทป่าสาละ, ศุภชัย เจียรวนนท์รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP),ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และ จักรชัย โฉมทองดีผู้ประสานงานด้านรณรงค์นโยบายองค์การอ็อกแฟมประเทศไทย ดำเนินรายการโดย จอมขวัญหลาวเพ็ชร์

วิทยากรแต่ละคนว่ากันอย่างไรบ้างเนื้อที่มีจำกัด ผมคงขอไฮไลท์เฉพาะรองประธานเครือซีพีเป็นหลักก่อน ด้วยมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะที่ผ่านมาเครือซีพีถูกสร้างกระแสโจมตีอย่างหนักจากโลกโซเชียลมีเดีย ในเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่นี้ขณะที่ศุภชัย เป็นทายาทของเจ้าสัว “ธนินท์เจียรวนนท์” ที่สร้างชื่อเสียงมาจากการบริหารงานด้านโทรคมนาคมซึ่งถือธุรกิจใหม่ของตระกูล โดยเป็นถึง CEO บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาก่อน และเพิ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลงานธุรกิจการเกษตร ที่เป็นธุรกิจเก่าแก่ของตระกูล จึงเป็นที่จับตามองอยู่มาก

ศุภชัยแสดงความเห็นในงานนี้ว่าปัจจัยสำคัญของปัญหานี้ เกิดเพราะชาวบ้านไม่มีทางเลือกในการทำมาหากิน, ปัญหาสิทธิที่ทำกินที่ไม่ชัดเจน และปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างการเกษตร เช่น ขาดระบบชลประทาน ทำให้ข้าวโพดซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ กลายเป็นทางเลือกของชาวบ้าน แต่ข้าวโพดก็ถูกมองเป็นตัวการทำลายป่า การแก้ไขจึงมีความท้าทายมาก และต้องดำเนินการควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน ในส่วนเครือซีพีไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยเฉพาะปัญหาการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งแม้บริษัทเริ่มปักหมุดว่า พื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดควรมีขอบเขต ไม่ให้รุกล้ำไปยังพื้นที่ป่า แต่ยอมรับว่า ที่ผ่านมา ไม่สามารถควบคุมทั้งหมดได้

“วันนี้โจทย์ใหญ่คือ เราจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับสิทธิ์ในที่ทำกิน พร้อมทั้งยังดูเเลผืนป่าได้ โดยเอกชนต้องเข้าไปส่งเสริมว่า มีอาชีพหรือทางเลือกอะไรบ้าง ที่สามารถปลูกในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างมูลค่าที่ดีกว่า”

ศุภชัยย้ำว่า เครือซีพีตั้งใจจริง พร้อมร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยสิ่งที่กำลังทำคือ การส่งเสริมความรู้แก่ชุมชน ทำโครงการส่งเสริมพัฒนากับชุมชน ทั้งยอมรับว่า ที่ผ่านมาทำพลาดในการซื้อวัตถุดิบจากพ่อค้าคนกลาง แต่หลังจากนี้สิ่งที่บริษัทกำลังมองคือ ความยั่งยืน การผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ประกาศไม่รับซื้อข้าวโพดจากแหล่งปลูกที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นต้น แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น หากพื้นที่ดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง ก็ยืนยันว่า จะไม่ลอยแพเกษตรกร และเพื่อฟื้นฟูเรื่องนี้ ต้องร่วมมือกับทางรัฐ และ NGOs เพราะอย่าลืมว่า ความเสียหายเกิดขึ้นเเล้ว วันนี้ต้องทำอย่างไรในทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมกันแก้

“สิ่งที่ซีพีทำขณะนี้ คือช่วยแก้ปัญหาการปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ในที่สุดรัฐต้องเข้าจัดการเรื่องนโยบาย ซึ่งปัญหาของชาวบ้านที่พบคือ การขาดองค์ความรู้ การบริหาร การต่อยอดผลิตภัณฑ์ และเรื่องที่ดินทำกิน” นายศุภชัย กล่าว

ต้องถือเป็นมิติที่น่าสนใจของบริษัทยักษ์ใหญ่ธุรกิจการเกษตรอย่างซีพี ในยุคของ“ศุภชัย”นี้ ที่จะลบล้างภาพลักษณ์ที่เป็นปัญหาจนถูกโจมตีหนักมาตลอด ส่วนจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้จริง มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไป และขอเอาใจช่วยด้วยครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ความคาดหวังและกำลังใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208195

449007

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ถึงเวลานี้ ก็พอจะพูดได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเราได้รับรู้และตระหนักเป็นอย่างดีถึงความร้ายแรงของปัญหา“ภัยแล้ง” ที่กำลังวิกฤติเพิ่มขึ้นทุกขณะ จนนับเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ การกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนคนไทย

ล่าสุด เพิ่งมีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของ ศูนย์เชี่ยวชาญการตลาดภูมิภาคเอเชีย ภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ชี้ออกมาว่า “วิกฤติภัยแล้ง”เป็นปัญหาใหญ่อันดับ 1 ที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุดจาก 9 ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการอยู่ดีกินดีของประชาชน

โพลล์ดังกล่าวในหัวเรื่อง “ความกินดีอยู่ดีของคนไทยในรอบ 1 ปี 6 เดือน”ได้สำรวจประชาชนคนไทยวัยตั้งแต่ 20 ถึง 60 ปี จำนวน 4,000 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ครบทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศ ภูมิภาคละ 5 จังหวัดรวม 25 จังหวัด โดยสุ่มจังหวัดละ 5 อำเภอรวม 125 อำเภอ เลือกสุ่มอำเภอละ 1 ตำบล รวม 125 ตำบล ทำการสุ่มตำบลละ 1 หมู่บ้าน รวมแล้ว 125 หมู่บ้าน

ผลสำรวจออกมาว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการกินดีอยู่ดีของประชาชนที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอันดับ 1 คือ วิกฤติภัยแล้ง คิดเป็น 22.40% ตามด้วยปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 18.36%, ปัญหาการส่งออก 16.71%, ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายฯ 13.42%, การไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ 9.01%, ค่าครองชีพสูง8.77% นอกนั้นก็ยังมีเรื่องการคอร์รัปชั่นภาครัฐ,การก่อการร้ายและความไม่สงบในประเทศ จนถึงการลงทุนของรัฐและอื่นๆ

ทั้งนี้ ภาพรวมระดับความกินดีอยู่ดีของคนไทยในรอบ 1 ปี 6 เดือน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.75 จากคะแนนเต็ม 10 เท่ากับอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งภาคเหนือมีระดับความดีอยู่ดีมากที่สุด 6.22 คะแนน รองลงมาเป็นภาคตะวันออก 6.19 คะแนน,ภาคกลาง 5.53 คะแนน,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5.48 คะแนน และต่ำสุดคือภาคใต้ 5.37 คะแนน ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ภัยแล้งก็ดี ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็ดี กระทั่งปัญหามาตรการกดดันจากต่างประเทศ เช่น เรื่องประมงผิดกฎหมายก็ดี ส่งผลให้ภาพรวมระดับความกินดีอยู่ดีของคนไทยอยู่ในระดับปานกลาง เฉพาะภาคใต้ที่มีคะแนนต่ำที่สุดเพราะเจอทั้งปัญหาราคายางพาราตกต่ำและปัญหาประมง ส่วนอีสานที่คะแนนต่ำสุดรองลงมา ด้วยเจอทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและภัยแล้ง ขณะที่ภาคกลางแม้สินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าว ราคาจะตกต่ำ แต่ประชาชนภาคนี้จำนวนหนึ่งยังไปเป็นแรงงานในโรงงานและภาคการท่องเที่ยวได้ จึงมีผลกระทบน้อยกว่า

ผลสำรวจที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ คำถามที่ว่า รัฐมนตรีที่มีบทบาทในการส่งเสริมความกินดีอยู่ดีของคนไทยในรอบ 1 ปี6 เดือน ซึ่งภาพรวมทั้งรัฐบาลได้ค่าเฉลี่ย 5.99 จากคะแนนเต็ม 10 อยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อดูเป็นรายคน ปรากฏว่า รัฐมนตรีที่มีบทบาทมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ 1.นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา 8.12 คะแนน 2.รองนายกฯประวิตร วงษ์สุวรรณ 8.07 คะแนน 3.รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ-สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 8.01 คะแนน 4.รมว.เกษตรและสหกรณ์-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ 7.98 คะแนน และ5.รมว.คลัง-อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ 7.45 คะแนน

โดยมีการอธิบายความว่า จากการที่ปัญหากลุ่มใหญ่ๆที่ส่งผลกระทบต่อความกินดีอยู่ดีของคนไทย อาทิ วิกฤติภัยแล้ง,ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ,มาตรการกดดันจากต่างประเทศ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจโลก เป็นต้น ล้วนเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลต้องใช้การบูรณาการความร่วมมือข้ามกระทรวง จัดตั้งกลไกขึ้นรับผิดชอบแก้ไขปัญหาเป็นรายประเด็น ควบคู่ไปกับการใช้กลไกปกติที่มีอยู่ ดังนั้น นายกฯประยุทธ์กับ 2 รองนายกฯที่ควบคุมการแก้ไขปัญหาเหล่านี้คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงได้รับการประเมินว่า มีบทบาทมากที่สุดใน 3 อันดับแรก

ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบทั้งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในเชิงบูรณาการ ตลอดจนรับผิดชอบแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยตรงตามภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ จึงถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับ 4

ครับ ผลโพลล์ดังกล่าว ย่อมเป็นการชี้ให้เห็นถึงความคาดหวังอย่างสูงของคนไทยที่มีต่อการทำงานของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ด้วย

ดังนั้น แม้ด้านหนึ่งอาจจะเป็นแรงกดดัน ที่นอกจากท่านต้องแบกรับภาระงานอันหนักหนาอยู่แล้ว ยังต้องมาแบกรับความคาดหวังของคนไทยด้วย

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็น่าจะเป็นความภาคภูมิใจที่คนไทยให้ความสำคัญกับท่านอย่างยิ่ง ควรถือเป็นกำลังใจที่จะแปรเป็นพลัง เร่งขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ เพื่อให้สมกับความคาดหวังของคนไทยต่อไป

สาโรช บุญแสง