ส่องเกษตร : เอายาปฏิชีวนะออกไปจากอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207160

449007

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สัปดาห์ที่แล้ว เขียนถึงเรื่องที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดแนวทางช่วยเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนหนักจากการขาดแคลนน้ำ โดยออกมาตรการสนับสนุนให้นำ“น้ำทิ้ง”โรงงาน ไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมช่วงภัยแล้งปีนี้ได้ ซึ่งผมเตือนว่า ควรระมัดระวังยิ่งและกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องดูแลให้เข้มงวด จริงจังต่อคุณภาพ“น้ำทิ้ง”ที่นำออกไปใช้ มิเช่นนั้นจะยิ่งซ้ำเติมภาคเกษตรให้เสียหายหนักขึ้นได้น่ายินดีว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ตระหนักเรื่องนี้เช่นกัน โดยท่านกล่าวช่วงหนึ่งในรายการ คสช.-คืนความสุขคนในชาติ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่า“น้ำทิ้งโรงงาน”ที่จะนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมตามมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไข “การห้ามระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน” เป็นการชั่วคราวที่ให้ทำได้ไม่เกิน 30 มิถุนายนนี้ จะต้องผ่านการบำบัดให้ได้มาตรฐานตามพ.ร.บ.โรงงาน ต้องไม่มีสารโลหะหนักหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย ทั้งย้ำเตือนโรงงานอย่าฉวยโอกาสทำอะไรที่ไม่สัตย์ซื่อ มิเช่นนั้นเป็นโดนปิดแน่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบและรายงานผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งตลอดเวลา ให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจ “อย่าให้มีปัญหาภายหลังโดยเด็ดขาดทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ ทดสอบอะไรก็แล้วแต่ โรงงานด้วย อย่าให้มีผลกระทบกับรัฐบาลโดยเด็ดขาด”

ท่านนายกฯสั่งเฉียบขาดขนาดนี้แล้ว จากนี้ก็ต้องรอดูการปฏิบัติต่อไป และพี่น้องเกษตรกรก็ต้องช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตาด้วย แม้จะแล้งน้ำเพียงใด แต่ถ้าน้ำทิ้งโรงงานที่ปล่อยมาให้ใช้ในภาคเกษตรกรรมไม่ได้มาตรฐาน แล้วยังฝืนนำไปใช้กัน…มันจะได้ไม่คุ้มเสีย!มาที่เรื่องอื่นกันบ้าง…วันที่ 15 มีนาคมที่เพิ่งผ่านไป เป็นวันสิทธิผู้บริโภคสากลครับ โดยกำหนดมาจากกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคทั่วโลกที่ชื่อว่า“สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (ConsumerInternational, CI)” จัดขึ้นครั้งแรกปีค.ศ.1985 หรือพ.ศ.2528 ซึ่งเป็นปีที่องค์การสหประชาชาติออกประกาศคำแนะนำสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภค (UNGCP) หลังจากเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่ม CI มาร่วม 10 ปี

วันสิทธิผู้บริโภคสากลแต่ละปี จะมีแคมเปญรณรงค์ต่างๆเพื่อประโยชน์ผู้บริโภค โดยปีนี้ให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัย จึงร่วมรณรงค์ทั่วโลกให้“เอายาปฏิชีวนะออกจากอาหารของเรา” (AntibioticsOff the Menu) เพื่อลดและยุติการใช้ยาปฏิชีวนะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารทั้งนี้คนทั่วโลกได้ร่วมลงชื่อรณรงค์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศ THUNDERCLAP เพื่อผลักดันให้ใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่มียาปฏิชีวนะจนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2559 ร่วม 2 ล้านคน

สำหรับความเคลื่อนไหวในไทย ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยคุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการฯก็มีข้อเรียกร้องถึงทุกบริษัทในประเทศไทยคือ 1.ขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาเนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารจำหน่ายแก่ผู้บริโภค 2.ขอให้บริษัทมีแผนปฏิบัติการลดและยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่มีกระบวนการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และ3.ขอให้มีตัวแทนจากนักวิชาการภายนอกตรวจสอบแผนปฏิบัติการลดและยุติการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์และรายงานต่อสาธารณะทุก 3 เดือนคุณสารีระบุว่า รัฐสภายุโรปกำลังจะออกกฎหมายจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ ด้วยพบว่า การดื้อยา อันเนื่องมาจากยาปฏิชีวนะเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตมากกว่าโรคมะเร็งเสียอีก จึงต้องห้ามใช้ในการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่จำเป็นต้องใช้ในคน ตลอดจนห้ามขายยาปฏิชีวนะทางออนไลน์ เป้าหมายเพื่อลดการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในอาหารมนุษย์

ทั้งนี้ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปัจจุบันปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากขึ้น ทั้งใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินจำเป็น โดยมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี และมีการติดเชื้อชนิดที่ดื้อยาฯปีละกว่า 1 แสนคน มีผู้ป่วยติดเชื้อชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะ 5 ชนิด เสียชีวิต 38,481 ราย แซงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มูลค่าสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ยาฯตัวเก่าใช้ไม่ได้ผล ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนใช้ยาใหม่ซึ่งแพงมาก เชื้อดื้อยาบางชนิดไม่มียารักษา ทำให้มีค่ารักษาเพิ่มขึ้นและมีโอกาสเสียชีวิตสูง ผลเสียต่อไปหากเชื้อชนิดนี้แพร่สู่ผู้ป่วยรายอื่นและเกิดระบาดในชุมชน จะทำให้โรคติดต่อที่เคยควบคุมได้ กลับมาระบาดมากขึ้น และเชื้อดื้อยายังสามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมดื้อยาสู่เชื้อสายพันธุ์อื่น ทำให้ปัญหาการดื้อยาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นข้อมูลเหล่านี้ จึงน่าจะประสานส่งให้กรมปศุสัตว์เร่งหามาตรการดูแลฟาร์มหน่อยนะครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ดิ้น‘แก้ขัด’ที่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206217

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาตอกย้ำถึงวิกฤติภัยแล้งปีนี้ที่หนักหนาสาหัสมาก โดยยืนยันหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันมานี้ ให้คนกรุงเทพฯเตรียมสำรอง “น้ำกิน” กันให้ดี เพราะเชื่อมั่นว่า จะเกิดปัญหาน้ำประปาไม่ไหลแน่

ดร.สมิทธเป็นอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาที่สังคมให้ความเชื่อถือมาก เพราะเคยเตือนเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่เคยเตือนจังหวัดภาคใต้ด้านฝั่งทะเลอันดามันให้ระวัง“สึนามิ”ที่มีสิทธิจะเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบมาถึง แต่ไม่มีใครเชื่อ กระทั่งเกิด“สึนามิ”ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ในปี 2547

สำหรับวิกฤติภัยแล้งเวลานี้ ดร.สมิทธย้ำว่า น้ำจะไม่พอใช้แน่ ดังนั้นรัฐบาลทั้งนายกรัฐมนตรี จนถึงกรมชลประทานที่ต่างยืนยันว่า น้ำจะมีพอใช้เพื่ออุปโภคบริโภคไปจนถึงเดือนก.ค.นั้น ก็อยากถามว่า จะเอาน้ำมาจากไหน เพราะตอนนี้น้ำในเขื่อนเหลือน้อยเต็มที ต่อจากนี้ไปจะยิ่งแล้งจัด ร้อนจัด แม่น้ำต่างๆ เริ่มแห้ง ทุกวันทหารต้องขนน้ำไปแจกที่ต่างๆ ที่เดือดร้อน จนต้องดูดน้ำก้นเขื่อนมาใช้แล้ว

ถึงที่สุด ภัยแล้งปีนี้จะถึงขั้นขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ไม่เพียงพอใช้จริงอย่างที่ดร.สมิทธเตือนหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป แต่คำเตือนนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนประหยัดการใช้น้ำกันอย่างจริงจังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชนหรือประชาชนทั่วไป โดยที่รัฐบาลไม่ควรห่วงแต่ประชาชนจะตื่นตระหนก ควรบอกความจริง และสั่งทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการประหยัดน้ำ จะทำแค่ออกปากขอร้องกันไม่ได้แล้ว ต้องลงมือสั่งการอย่างเฉียบขาด

ขณะที่การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจาก “ภัยแล้ง” ในตอนนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเจ้ากระทรวงอย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ยึดถือเป็นภารกิจหลักเร่งด่วน โดยทำงานบูรณาการร่วมกับอีก 14 กระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน ยังมีอีกหลายหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจก็ดูจะตระหนักดีถึงการที่ต้องเร่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือผลกระทบภัยแล้ง เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลรุนแรงมาก ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังย่ำแย่อยู่

ไม่กี่วันก่อนนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม แถลงถึงแผนรับมือภัยแล้งในส่วนการดูแลภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่เกี่ยวข้องถึงเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอยู่ไม่น้อย ซึ่งคาดว่าผลผลิตอ้อยปีนี้จะลดลงไปถึง 8.23 ล้านตัน หรือราว 7% จากเดิมที่ผลผลิตปี 2558/2559 คาดไว้ 109.85 ล้านตัน ก็จะเหลือ 101.62 ล้านตัน

นอกจากดูแลภาคอุตสาหกรรมต่างๆแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังหาแนวทางช่วยภาคเกษตรที่เดือดร้อนหนักที่สุดด้วย โดยกำหนดมาตรการสนับสนุนให้นำ “น้ำทิ้ง” ของโรงงานที่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐานน้ำทิ้งของ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 แล้ว ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมช่วงภัยแล้งปี 2559 นี้ได้

ซึ่งกรมโรงานอุตสาหกรรมได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการพิจารณาอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมนำน้ำทิ้งโรงงานไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม สาระสำคัญ คือ 1) โรงงานที่เข้าข่ายต้องเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งไม่มีสารโลหะหนักหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย 2) โรงงานต้องมีการบำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบกิจการที่ประสงค์จะนำน้ำทิ้งโรงงานไปใช้ประโยชน์ ให้ยื่นขอยกเลิกเงื่อนไข “ห้ามระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน” เป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาที่ต้องการ แต่ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.2559 และให้อุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เห็นชอบ ทั้งนี้ ผู้ได้รับอนุญาต ต้องรายงานผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งให้ทราบทุกเดือน

เรื่องนำน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม ถือเป็นมาตรการ “แก้ขัด” ในภาวะที่ยากลำบาก ขาดแคลนน้ำอย่างหนักจริงๆ ด้วยปกติจะมีการห้ามเพราะน้ำทิ้งจากโรงงานอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีหรือสารชีวภาพที่มีอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงต้องกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดและอนุญาตให้ทำได้แค่ชั่วคราวในเวลาที่จำกัด

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังยิ่ง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องดูแลอย่างเข้มงวด ต่อคุณภาพน้ำที่ถูกนำออกไปใช้ เพราะหากหย่อนยาน จนเกิดปัญหานำเอาน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัดที่ได้มาตรฐานไปใช้ละก็ แทนที่จะช่วย กลับจะยิ่งซ้ำเติมภาคเกษตร…เกิดความเสียหายหนักขึ้นไปกว่าเดิมได้

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ปลุกสำนึก‘รักษ์น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/204864

449007

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สถานการณ์วิกฤติ“ภัยแล้ง”เข้าสู่ช่วงเวลาที่คาดกันว่าจะรุนแรงที่สุดของปีคือช่วงมี.ค.ถึงเม.ย.ที่เข้าสู่ฤดูร้อนเต็มตัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างถูกรัฐบาลเร่งรัดงานช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องเจ็บปวดกับ“ภัยแล้ง”อันส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินต่อเนื่องมาเป็นปีที่สามแล้ว

วันจันทร์สิ้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมาหลังประชุมคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำที่ประกอบด้วยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากรมชลประทาน,กรมทรัพยากรน้ำ,กรมอุตุนิยมวิทยา,การประปา,การไฟฟ้า ฯลฯแล้ว รองอธิบดีกรมชลประทาน-ณรงค์ ลีลานนท์ได้ให้ข่าว“อัพเดท”ปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนสิริกิติ์,เขื่อนแควน้อยฯ,เขื่อนภูมิพล และเขื่อนป่าสักฯเหลืออยู่เพียง 2,980 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งจะระบายให้ใช้วันละ 17.8 ล้านลบ.ม.เพื่อให้พอใช้ถึงเดือนพ.ค.ที่จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน โดยยืนยันจะมีน้ำป้อนผลิตประปาให้คนกรุงเทพฯไม่ขาดแคลน ทั้งยังเตรียมน้ำสำรองไว้ผลิตประปา ในกรณีฝนมาล่าช้าไปจนถึงเดือนก.ค.ด้วย

“กรมอุตุนิยมคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ในเกณฑ์น้อยเท่ากับปี 2558 จึงอยากให้เกษตรกรติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ก่อนลงมือปลูกข้าว(นาปี) เพราะคาดปีนี้ฝนอาจมาช้าถึง 2 เดือน ก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว เหมือนปี 2558 และนับเป็นปีที่มีฝนน้อยต่อเนื่องติดต่อกัน 3ปี จึงขอวิงวอนทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำอย่างจริงจัง”

นอกจากนี้ยังแสดงความเป็นห่วงเรื่อง“ศึกแย่งน้ำ”โดยประเมินว่า ช่วงมี.ค.-เม.ย.ที่แล้งจัดนี้ ชาวนาที่ทำนาไปแล้ว อาจกลัวข้าวที่ปลูกไว้จะตาย จนแย่งกันสูบน้ำ ซึ่งจะกระทบต่อการทำน้ำประปาในพื้นที่ได้ จึงให้ผู้ว่าฯและท้องถิ่นเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทั้งขณะนี้ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 12 จังหวัด 47 อำเภอ 217 หมู่บ้าน เป็นพื้นที่ภัยพิบัติด้านเกษตร10 จังหวัดและภัยพิบัติขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 2 จังหวัดคือ นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์

ก็“อัพเดท”ข้อมูลสถานการณ์น้ำและภัยแล้งไว้ให้ทราบ และขอเน้นย้ำที่ท่านรองอธิบดีณรงค์วิงวอนไว้คือ “ให้ช่วยกันประหยัดน้ำอย่างจริงจัง”ทุกฝ่ายทุกคนด้วย…ต้องถือเป็น”วาระแห่งชาติ”จริงๆ

ไม่ใช่แค่เรื่อง“ประหยัดน้ำ”เท่านั้น แต่ต้องเอาจริงกันได้แล้ว ในเรื่องการใช้“น้ำ”ทั้งในส่วนของบุคคลทั่วไป และน้ำในระบบให้เกิดประสิทธิภาพจริงๆ

อย่างที่ผมได้เขียนไปในสัปดาห์ก่อน มีผลวิจัยที่ชี้ชัดว่า ไทยเป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำต่ำ ทำให้“น้ำ”ที่ใช้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่ำมาก ทั้งส่งผลฉุดดึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ต่ำด้วย โดยมีผลศึกษาวิจัยเชิงเศรษฐศาสตร์ออกมาว่า ไทยสามารถสร้างรายได้จากหนึ่งหน่วยน้ำได้เพียง 3.6 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่สร้างรายได้ต่อหนึ่งหน่วยน้ำได้ 81 ดอลลาร์ หรือค่าเฉลี่ยของเอเชียอยู่ที่ 41 ดอลลาร์

คงเพราะตั้งแต่อดีตประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วย “น้ำ” เราจึงใช้กันฟุ่มเฟือยไม่รู้คุณค่า แต่ปัจจุบันสถานการณ์น้ำกำลังเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องเร่งปรับตัว สร้างสำนึกใหม่เสียที

ในทางวิชาการเคยมีข้อเสนอเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในด้านการเกษตร ขอยกเป็นตัวอย่างเล็กน้อย เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตด้วยปริมาณน้ำที่น้อยลง อย่างการพัฒนาพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง เลือกปลูกพันธุ์พืชอายุสั้นจะใช้น้ำน้อยกว่าพันธุ์พืชอายุยาว,การเน้นใช้น้ำสำหรับเพาะปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงแทนพืชที่มีมูลค่าต่ำ ซึ่งสามารถสร้างรายได้สูง อย่างนี้เป็นต้น ที่ต้องเน้นภาคการเกษตร เพราะเป็นภาคที่มีการใช้น้ำในปริมาณสูงถึง 80-90% ของน้ำทั้งหมด

อย่างไรก็ตามในส่วนภาคประชาชน ก็ควรจะเร่งให้ความรู้เพื่อสร้างความตื่นตัวด้วยโดยมีข้อเสนอ อาทิ ควรบรรจุหลักสูตรความรู้เรื่องน้ำทุกระดับการศึกษาให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ทั้งปลูกจิตสำนึกสาธารณชนให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สนับสนุนประชาชนมีส่วนร่วมป้องกันภัยแล้งและบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

หน้าที่ให้ความรู้กับประชาชน ไม่ใช่แค่อยู่ที่รัฐ สื่ออย่างพวกผมก็ต้องช่วยกันทำ และประชาชนด้วยกันเอง ก็ต้องช่วยกันแชร์แพร่ความรู้ เพื่อปลุกสำนึกต่อๆ กันไปด้วย

สังคมก้มหน้าปัจจุบันเป็นโลกของการแชร์อยู่แล้ว แต่ควรแชร์เรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แชร์แต่เรื่องไร้สาระครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : สกัดวิกฤติไฟป่าให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/202710

449007

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แล้วปัญหามลพิษหมอกควันและไฟป่าช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนถึงขั้นวิกฤติบ้างแล้วในหลายพื้นที่ กระทั่งข้าราชการผู้เกี่ยวข้องบางฝ่ายออกมาปรารภว่า สถานการณ์ปีนี้ในช่วงเดือนมี.ค.ถึงเม.ย. มีแนวโน้มที่จะรุนแรงกว่าปีก่อนที่เคยเกิดวิกฤติหนักหน่วงสาหัส แต่ปีนี้จะยิ่งแสนสาหัสกว่าเสียอีก

ผมเองก็เพิ่งเขียนเตือนไปหยกๆเมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งให้กำลังใจเต็มที่กับการที่รัฐบาล คสช.โดยท่านนายกฯพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เร่งออกมาตรการป้องกันและแก้ไข ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดซ้ำซากมาทุกปี และยิ่งปีนี้อยู่ในภาวะแล้งจัด ขาดน้ำยิ่งกว่าปีไหนๆ ก็ยิ่งอันตรายสุดๆ เป็นความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงยิ่งซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกประจำสำนักนายกฯแถลงว่า รัฐบาลได้เตรียมพร้อมรับมือปัญหาหมอกควันและไฟป่าโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และตาก โดยกำหนดให้แต่ละจังหวัดใช้กลไก “ประชารัฐ” มาแก้ไขปัญหา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ทำหน้าที่บูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร องค์การปกครองท้องถิ่นตำรวจตระเวนชายแดน ภาคเอกชน และประชาชน แบ่งหน้าที่และพื้นที่รับผิดชอบ เฝ้าระวัง ระดมกำลังคน จัดหาอุปกรณ์ ระงับการเผาป่า จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบ และประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกร่วมกันในการป้องกันปัญหา

แต่แค่ “ต้นยก” มาถึงกลางเดือนก.พ. ยังไม่เข้าช่วง “พีค” ของสถานการณ์ที่ปกติจะเลวร้ายสุดๆ ในเดือนมี.ค.ถึงเม.ย.เลยด้วยซ้ำ ก็ทำท่าจะ“เอาไม่อยู่”
ซะแล้ว ตอนนี้มีข่าวหมอกควันพิษจากการเผาทั้งการเผาวัชพืชในพื้นที่การเกษตรและเผาป่า จนเกิดไฟป่าในหลายจังหวัด ทั้งที่ลำพูน, ลำปาง, เชียงใหม่ ไล่มาล่าสุดที่อุตรดิตถ์ที่ไฟป่าลามเข้าใกล้เรือกสวนผลไม้ ที่มีทั้งสวนทุเรียน,ลองกอง,ลางสาด จนชาวสวนหลายร้อยคนต้องระดมกำลังออกมาช่วยกันดับไฟ ก่อนที่สวนผลไม้ของพวกตนจะวอดวายหายนะ โดยต้องช่วยกันกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความยากลำบาก เพราะพื้นที่ไฟป่าต้องเดินเท้าขนน้ำเข้าไปดับเป็นทางไกลหลายกิโลเมตร แล้วน้ำก็มีไม่มากอีกด้วย

นี่เป็นจุดที่กลัวกันมาตลอดในปีนี้ว่า ถ้าเกิดไฟป่าขึ้นละก็ อันตรายอย่างสุดๆ จริงๆ ในภาวะที่ปริมาณน้ำมีน้อยเหลืออยู่อย่างจำกัด เพราะฉะนั้นจะให้ดีที่สุด ต้องระวังป้องกันไม่ให้เกิด“ไฟป่า”ขึ้นก่อน นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

แผนป้องกันการเผาที่แบ่งหน้าที่กันไปแล้ว ไม่ว่าพื้นที่เกษตรกรรมที่กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหลักในการรณรงค์ให้ไถกลบตอซังและใช้สารย่อยสลายแทนการเผาตลอดใช้กลไกควบคุมกันเองในชุมชน เช่น ประกาศเขตห้ามเผา 90 วัน เป็นต้น ต้องเพิ่มความเข้มข้นเอาจริงเอาจังยิ่งขึ้น พื้นที่ป่าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับทหาร กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ก็ต้องเร่งมือจัดทำแนวป้องกันไฟ ลาดตระเวนดูแล และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดเผาป่าอย่างเคร่งครัด จริงจังยิ่งขึ้น ให้เกิดการเกรงกลัวหลาบจำให้ได้

ล่าสุดท่านโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณสุรพล จารุพงศ์ ก็เพิ่งแถลงถึงมาตรการโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในปี 2559 ซึ่งให้ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่งเสริมการเกษตร,กรมฝนหลวงฯ เร่งส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มาทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผาทำลาย /ทำการเกษตรปลอดการเผา โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จะเร่งสร้างเกษตรกรต้นแบบ สร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบใน 20 จังหวัด เป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผาต่อไป ก็ถือว่า เป็นแนวทางที่ดีทั้งนั้น แต่ที่สำคัญต้องเร่งทำให้ได้ผลจริงๆโดยเร็ว

ก็คงต้องช่วยกันทุกไม้ทุกมือสื่ออย่างพวกผม ก็ช่วยกันลงแรงเต็มที่ในการโหมกระแสปลุกจิตสำนึกอยู่ ก็หวังว่าถ้าทำกันจริงจังด้วยกันทุกฝ่ายตามแผนที่วางไว้ จะยับยั้งบรรเทาการเกิดไฟป่าหมอกควันพิษในช่วงจากนี้จนสิ้นสุดฤดูแล้ง ไม่ให้เลวร้ายขั้นวิกฤติสุดๆ อย่างที่กลัวกันอยู่ได้

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จับตาระวัง…ทุนจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/201537

449007

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

新正如意 新年发财 ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ….คงยังไม่ช้าไปที่จะขออวยพรอวยชัยในช่วงของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ซึ่งตามธรรมเนียมนิยมของคนจีนคำอวยพรส่วนใหญ่ มักจะมุ่งไปที่เรื่องขอให้ร่ำรวย มั่งมีศรีสุข มีความเจริญรุ่งเรือง โชคดี มีโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ฯลฯ ก็ขอส่งต่อพรดีๆเหล่านี้แก่ผู้อ่าน“แนวหน้า”ทุกๆท่านครับ

ในบรรยากาศตรุษจีนแบบนี้ก็ขอเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับ “จีน” สักหน่อยทั้งเรื่อง “คน” และ “ทุน” จากประเทศ“จีน” ที่กำลังมีบทบาทและความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมากทั้งในแง่“บวก”และ“ลบ”

ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาหนักช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะ 2-3 ปีหลังที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญอย่าง“การส่งออก”เกิดอาการ“เครื่องชำรุด”ตามภาวการณ์ที่ประเทศต่างๆทั่วโลกต่างบาดเจ็บสาหัสกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ…ก็ได้“คน”ที่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนนี่แหละหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยปีละหลายล้านคน ซึ่งล่าสุดว่ากันว่าเกือบ 10 ล้านคนต่อปีแล้ว มาช่วยกันจับจ่าย สร้างรายได้ให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว กลายเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจไทยอย่างสำคัญ

นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวเมืองไทยมากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนเลยทีเดียว ด้วยปัจจัยที่เอื้อในหลายๆ ด้าน ไม่เพียงเพราะไทยมีแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่หลากหลายสวยงาม ค่าใช้จ่ายการมาเที่ยวก็ไม่แพง อาหารการกินถูกปากถูกใจโดยเฉพาะผลไม้ไทยรสชาติสดอร่อยขึ้นชื่อ ฯลฯ นอกจากนั้นในเมืองไทยเองก็มีคนจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไม่รู้สึกแปลกแยก ประกอบกับคนไทยที่ทำงานด้านบริการท่องเที่ยวก็มีอัธยาศัยดี เป็นต้น

แต่เพราะการ“บูม”มากของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเมืองไทยนี่เอง ทำให้“ทุน”จากประเทศจีน ก็แห่ตามเข้ามาหาผลประโยชน์ ด้วยเงินที่“หนากว่า”มาเปิดกิจการทัวร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากจีนเอง ตลอดจนทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวครบวงจร ทั้งโรงแรม รีสอร์ตอพาตเม้นท์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯโดยอาศัยคนไทยเป็น “นอมินี”จนมีเสียงโอดครวญจากธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นของไทยดังขึ้นเรื่อยๆว่า กำลังถูก“ทุนจีน” เข้ามากินรวบธุรกิจท่องเที่ยวของไทยหมด โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา

ไม่เพียงแต่ธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังถูก“กินรวบ” ตอนนี้มีข่าวว่า การค้าส่งออกผลไม้ไทยไม่ว่าจะเป็นทุเรียน,มังคุด,ลำไย ซึ่งเป็นที่นิยมทานของคนจีนมาก มีความต้องการซื้อสูงในประเทศจีน ก็กำลังถูก“ทุนจีน”บุกเข้ามา“ฮุบ”

โดยในจังหวัดสำคัญที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้ เช่น ที่ชุมพร มีข่าวว่า นายทุนจีนรายใหญ่ๆได้เข้ามาเปิดธุรกิจรับซื้อทุเรียน ด้วยการร่วมกับคนไทยในพื้นที่ก่อสร้างโกดังขนาดใหญ่หรือ“ล้ง”ราว 100-200 แห่ง กระจายไปทั่วจังหวัด เพื่อรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง สำหรับส่งออกไปจีน โดยไม่ผ่านตลาดกลางผลไม้เหมือนที่ผ่านมา

“ล้ง”ของนายทุนจีนนี้ จะมีการเข้าไปรับซื้อทุเรียนแบบเหมาสวนหลายๆสวนเลยทีเดียว ทำให้พ่อค้าไทยโดยหอการค้าจังหวัดชุมพร ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมาดูแลแก้ไข หวั่นจะถูกทุนจีนเข้ามาแย่งอาชีพไปหมด รวมทั้งที่น่าห่วงคือ ถ้าทุนจีนเหล่านี้ยึดตลาดไปหมดต่อไปก็อาจมีการกดราคารับซื้อทุเรียนจากชาวสวนได้ ซึ่งเรื่องนี้ชาวสวนเองก็จี้ให้รัฐบาลช่วยดูแลป้องกันด้วย

เรื่องของ“ทุนจีน”นี้ จึงกำลังกลายเป็นปัญหาที่น่ากลัวไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่เงินที่หนากว่า แต่ที่น่าห่วงคือ เรื่องของการทำธุรกิจที่มี“คุณธรรม”เพียงใดหรือไม่ ถ้าอาศัยความได้เปรียบที่มีอำนาจทุนเหนือกว่า เข้ามา“กลืนกิน” ทำตัวเหมือน“ตั๊กแตน”ทำลายพืชไร่ ก็เลวร้ายยิ่ง

หรือแม้แต่กับผู้นำประเทศของจีนในเวลานี้ แม้จะยังคงนโยบายเป็นมิตรที่ดีกับประเทศไทย แต่เรื่องผลประโยชน์การค้า ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ในอดีตรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน เคยใช้นโยบายช่วยเหลือเกื้อกูล เช่น ยอมเสียเปรียบ รับซื้อสินค้าเกษตรจากไทยด้วยดี มายุคนี้ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว

ฉะนั้น เรื่องของ “ทุนจีน”จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องดูแล เฝ้าระวังป้องกันให้ดีเพื่อปกป้องธุรกิจไทยและปกป้องเกษตรกรไทย ด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : โอกาสดีข้าวไทย…แต่ชาวนายังแย่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200477

449007

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปี 2559 นี้ เป็นที่คาดหมายกันว่า ประเทศไทยเราน่าจะกลับมาเป็นแชมป์ผู้ส่งออกข้าวได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็มีการคาดหมายเช่นกันว่า ปี 2559 นี้ ชาวนาไทยยังคงจนสุดๆ โดยจะมีรายได้ที่ลดต่ำลงกว่าเดิมอีก

กระทรวงเกษตรสหรัฐ หรือ USDA เป็นหน่วยงานที่ประเมินว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า ปี 2559 ทั่วโลกจะมีปริมาณการค้าข้าวรวม 42.10 ล้านตันเพิ่มขึ้น 0.3%จากปีก่อน แต่ผลผลิตข้าวโลกในปี 2559 กลับลดลง 1.9% จากระดับ 478.19 ล้านตันของปีก่อน เหลือ 469.32 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี อันเป็นผลมาจากภาวะ“ภัยแล้ง”ที่เผชิญกันไปทั่วโลก

เมื่อผลผลิตลด แต่ความต้องการซื้อขายกลับเพิ่มขึ้น จะทำให้มีการดึงสต๊อกข้าวมาใช้ จนส่งผลให้สต๊อกข้าวโลกลดลงถึง14.8% จาก 103.85 ล้านตัน เหลือ 89.70 ล้านตัน ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับจากปี 2551 เป็นต้นมา โดยอินเดียที่ขึ้นมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกอันดับ 1 จำนวน 10.2 ล้านตันในปี 2558 ที่ผ่านมา ชนะไทยที่ส่งออก 9.79ล้านตันนั้น มาปีนี้อินเดียมีผลผลิตลดลง 4.6%ขณะที่สต๊อกข้าวลดลงไปถึง 36.8% จากระดับ 17.69 ล้านตันเหลือเพียง 11.19 ล้านต่ำสุดในรอบ 6 ปี จึงเป็นไปได้สูงที่จะทบทวนนโยบาย ลดการระบายข้าวออก

ส่วนประเทศไทย แม้จะเผชิญภาวะ“ภัยแล้ง”จนผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยเช่นกัน แต่ยังมีข้าวในสต๊อกรัฐสูงถึง 13.5 ล้านตัน(จากโครงการจำนำข้าวผลาญชาติ) ก็จะมีโอกาสดีในการเร่งระบายขายออกในจังหวะนี้ตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังผลักดันการขายข้าวแบบ“จีทูจี” มากขึ้น ทำให้ USDA คาดว่าไทยจะกลับขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ด้วยปริมาณ 10.30 ล้านตัน แซงอินเดียที่มีสิทธิ์ลดการส่งออกเหลือ 8.50 ล้านตัน

แต่โอกาสดีที่ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง กลับไม่ได้มีอานิสงส์ใดมาถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยด้วยเลย ในเรื่องของราคาข้าวที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ถือว่า “ต่ำ” อยู่ มิหนำซ้ำ“ภัยแล้ง”ที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ทำให้ต้องจงดทำนาปรัง ลดการทำนาปี ก็มีผลให้รายได้ของชาวนายังคงลดต่ำลง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) โดยรองเลขาฯ-จริยา สุทธิไชยาในฐานะโฆษกของสศก.ได้เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การประเมินภาวะเศรษฐกิจและสังคมเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.7 ล้านครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนผู้ปลูกข้าวปี 2558/2559 นี้จะมีรายได้เฉลี่ย 1.2 แสนบาท ลดลงจาก 1.32แสนบาทในปีการผลิต 2557/2558 หรือลดลง 8.91% เพราะการขาดแคลนน้ำ จนต้องงดหรือลดการทำนาทำให้ผลผลิตข้าวโดยรวมลดลง ส่วนราคาข้าวเปลือกโดยเฉลี่ยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

ผลศึกษาของ สศก.ยังพบว่า กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเกษตรกรทุกกลุ่ม 7.65% นั้นก็คือ ชาวนามีรายได้ต่ำสุด จนสุดจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น โดยเฉพาะชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองที่มีรายได้ครัวเรือนสุทธิลดลง ขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.034 แสนบาทต่อครัวเรือนในปี 2557/2558 เป็น 1.037 แสนบาทในปี 2558/2559

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การที่หนี้สินครัวเรือนชาวนาเพิ่มขึ้นเพียงนิดหน่อย อาจเป็นผลจากการปรับตัวรับมือ“ภัยแล้ง”ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ปรับระบบการผลิต หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน อีกทั้งได้รับการชดเชยจากรัฐในการงดปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งผลพวงจากการปรับตัวดังกล่าว ทำให้ชาวนามีองค์ความรู้ด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับการปลูกข้าวนาปีและนาปรังอย่างเดียว แต่มีการปลูกพืชสลับ ทำให้ต่อไปจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับ“ภัยแล้ง”ในอนาคต ที่ยังคงมีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ

ก็ถือเป็นแง่ดีที่“วิกฤติภัยแล้ง”ยาวนานครั้งนี้ จะทำให้ชาวนาไทย“แข็งแกร่ง”ขึ้นในการปรับตัวปรับการผลิต รับมือกับภัยจากธรรมชาติ

ส่วนภัยจากน้ำมือมนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุน ทั้งที่ขายปัจจัยการผลิตขูดรีดราคาแพง หรือพวกที่กดราคารับซื้อผลผลิตชาวนา ก็ต้องอาศัยรัฐบาลช่วยเร่งมือจัดการกลไกตลาดเหล่านี้ให้เป็นธรรมมากขึ้นด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จากภัยหนาว..ถึงปัญหาไฟป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199373

449007

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อากาศหนาวเย็นยะเยือก อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วนับ 10 องศา ในช่วง 2-3 วันมานี้ ได้กลายเป็นพิบัติ “ภัยหนาว” ในหลายพื้นที่ชนบทของประเทศไทย ซ้ำเติมความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกับการสูญเสียทั้งชีวิตผู้คนและสัตว์เลี้ยงที่ต้องล้มตายด้วยภาวะ“ช็อก”จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หนาวเย็นแบบเฉียบพลัน

แม้จะมีเสียงเตือนออกมาจากกรมอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้าบ้าง แต่ก็กระชั้นมาก จนชาวบ้านเองก็อาจจะได้รับทราบข้อมูลไม่ทั่วถึง หรือคาดไม่ถึงต่อ“ภัยหนาว”ที่มาแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้ จนเตรียมตัวแก้ไขอะไรไม่ทัน หรือไม่รู้จะป้องกันอย่างไร

หนาวๆแบบนี้ ทำให้อดเชื่อมโยงถึงเรื่องของ “ไฟ” ตามมาไม่ได้ เพราะวิธีแก้หนาวแบบพื้นๆประสาชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะในชนบท ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องก่อไฟผิง และเห็นมีข่าวว่า ทาง คสช.ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆช่วยกันดูแล ย้ำเตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเรื่องของอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อไทยเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์“ภัยแล้ง” ที่สาหัสอยู่ หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ก็จะยิ่งเสียหายได้รุนแรงมาก เพราะขาดน้ำที่จะใช้ดับเพลิง

เพราะฉะนั้น ในฐานะสื่อ ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยย้ำกระตุ้น ให้ทุกฝ่ายช่วยกันระวังป้องกันให้จงหนักเรื่อง“อัคคีภัย”
ในช่วงนี้ ด้วยอากาศทั้งหนาว ทั้งแห้ง ทั้งแล้ง เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ยิ่งนัก

เมื่อว่าถึง”อัคคีภัย” ก็ต้องเชื่อมโยงไปอีก ถึงปัญหา”ไฟป่าและควันพิษ”ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้ตั้งแต่เดือนม.ค.-เม.ย. ที่อยู่ในหน้าแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งปีที่แล้วมีปัญหาที่รุนแรงสาหัสที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนกลายเป็นเรื่องระดับชาติที่ส่งผลกระทบไปหลายภาคส่วน ไม่ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพประชาชนที่ต้องเจ็บป่วยกันมากมาย ผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ยิ่งเสียหายหนัก เป็นต้น

มาปีนี้ รัฐบาล คสช.จึงตระหนักดีว่า ต้องเร่งมือวางมาตรการป้องกันและแก้ไขจริงจัง ไม่ให้เกิดปัญหาร้ายแรงเหมือนปีที่ผ่านมาอีก เพราะถ้ายังเกิดซ้ำซาก ย่อมกลายเป็นจุดโจมตีให้รัฐบาล คสช.เสียความนิยมยิ่งขึ้น ขณะที่“ภัยแล้ง”และการขาดน้ำที่หนักหน่วงกว่าปีก่อน ก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายได้ง่ายๆ ถ้าเกิดไฟป่าและการเผาป่าขึ้นมา

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯบอก รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือปัญหาหมอกควันและไฟป่า
ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ที่มักเกิดวิกฤติทุกปีช่วงม.ค.-เม.ย.ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และตาก ด้วยภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นแอ่งกระทะ ประชาชนมักเผาวัชพืชและวัสดุการเกษตรเตรียมพื้นที่เพาะปลูก หรือเกิดไฟป่า

โดยกำหนดให้แต่ละจังหวัดใช้กลไก “ประชารัฐ”มาแก้ไขปัญหา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ทำหน้าที่บูรณาการ
ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร องค์การปกครองท้องถิ่น ตำรวจตระเวนชายแดน ภาคเอกชน และประชาชน แบ่งหน้าที่และพื้นที่รับผิดชอบ เฝ้าระวัง ระดมกำลังคน จัดหาอุปกรณ์ ระงับการเผาป่า จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบ และประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกร่วมกันในการป้องกันปัญหา

ทั้งนี้ มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนคือ 1.พื้นที่เกษตรกรรม ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รณรงค์ให้ไถกลบตอซังและใช้สารย่อยสลายแทนการเผา ใช้กลไกควบคุมกันเองในชุมชน เช่น ประกาศเขตห้ามเผา 90 วัน เป็นต้น 2.พื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นหลัก ทหาร องค์การปกครองท้องถิ่น และประชาชน จัดทำแนวป้องกันไฟป่า ลาดตระเวน และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยเคร่งครัด 3.พื้นที่ริมทางหลวง มีกระทรวงคมนาคม เป็นหลัก ควบคุมไม่ให้มีการเผาในเขตทางหลวง จัดชุดลาดตระเวนเฝ้าระวัง ซึ่งนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด และมีเอกภาพ เน้นทำงานเชิงรุก

นับได้ว่า รัฐบาลวางมาตรการและแบ่งความรับผิดชอบอย่างดีแล้ว ทั้งยังหวังความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนด้วยกลไก“ประชารัฐ”มาแก้ไขไฟป่าและหมอกควันพิษให้ได้ผลยิ่งขึ้นด้วย… ก็ต้องเอาใจช่วยกันเต็มที

ที่สำคัญขอให้กวดขัน ให้มีการทำตามมาตรการที่วางไว้อย่างจริงจังด้วย เพราะปีที่แล้ว ก็มีการวางมาตรการล่วงหน้าเหมือนกัน แต่ไม่รู้หย่อนยานตรงไหน ปัญหาถึงวิกฤติสุดๆ…ขออย่าให้ซ้ำรอยอีก

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ศึกยังไม่จบ สงบแค่ชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/198244

449007

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน เขียนเรื่อง 2 แนวรบร้อนแรง-ปัญหา สสส.และปัญหาชาวสวนยางพารากดดันเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ราคายางที่ตกต่ำหนัก ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายไปไม่น้อย ลดระดับความร้อนแรงไปมาก แต่ก็ดูจะเป็นการเพลาลงแค่ชั่วคราวเท่านั้น โดยที่ยังมีโอกาสจะปะทุอีก

ปัญหา สสส.จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนจาก 9 คน ส่งผลกระทบต่อการทำงาน สสส.จนทุกอย่างหยุดชะงัก และมีการ“แช่แข็ง”เงินทุนที่สนับสนุนหลายร้อยโครงการ นำไปสู่การต่อต้านอย่างกว้างขวางจากเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม กลายเป็นการผลักมิตรออกไปเป็นศัตรู ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนโดยเฉพาะนพ.ประเวศ วะสี ซึ่งช่วยเหลือเรื่องนโยบาย“ประชารัฐ”ของรัฐบาลอยู่ ก็ออกอาการเหมือน“หมดใจ” จนถอยห่าง

ในที่สุด ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯประยุทธ์ได้ออกมาขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยยืนยันไม่ได้ต้องการก้าวล่วงการทำงานผู้ทรงคุณวุฒิและผู้อาวุโสต่างๆ และไม่ได้บอกมีการทุจริตภายในสสส. จึงต้องขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิด และทำให้การทำงานหยุดชะงัก ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 18 ม.ค.นี้จะออกคำสั่งให้ทุกคนกลับไปทำงานได้เหมือนเดิม

“คำขอโทษ”ของนายกฯทำให้สถานการณ์คลายความตึงเครียด บรรยากาศเหมือนจะดีขึ้น แต่เมื่อคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 2/2559 ประกาศออกมาไม่มีการคืนตำแหน่งให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คน เพียงระบุ 1.ให้ถือว่าคณะกรรมการ สสส.ประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยให้นายชํานาญ พิเชษฐพันธ์(1 ใน 2 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เหลืออยู่)เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 เป็นการชั่วคราว(แทนนพ.วิชัย โชควิวัฒน์ 1 ใน 7 กรรมการที่ถูกปลด) 3.ให้คณะกรรมการตามข้อ 2 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

ในส่วน 7 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกปลดไปนั้น มีคำอธิบายต่อมาเพียงว่า สามารถที่จะกลับมารับการสรรหาเป็นกรรมการใหม่ได้ แต่ต้องแก้ไขปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ไปเป็นกรรมการอยู่ในองค์กรที่ขอทุนจากสสส.ก่อน

ปัญหา สสส.จึงยังไม่จบ ความหวาดระแวงยังมีอยู่ และ “รอยแผลใจ” จะทำให้ความร่วมมือของภาคประชาสังคมกับรัฐบาลมีปัญหาเช่นไรหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป

สำหรับ ปัญหาการเคลื่อนไหวกลุ่มชาวสวนยางพารากดดันแก้ไขราคายางตกต่ำ ก็เป็นอันยุติลง หลังรัฐบาลมีมาตรการจะเข้ารับซื้อยาง 1 แสนตันโดยตรงจากเกษตรกรในราคานำตลาดกก.ละ 45 บาท เพื่อนำไปผลิตสินค้าใช้งานใน 8 กระทรวงที่ต้องการ อีกทั้งครม.มีมติแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ได้เสียทีหลังยืดเยื้อมานาน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อเรียกร้องเพื่อให้ได้ตัวแทนชาวสวนยางและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงมาแก้ปัญหายางทั้งระบบ

ในเบื้องต้นมาตรการรับซื้อยาง 1 แสนตันแม้จะไปเริ่มวันที่ 25 ม.ค.เป็นต้นไป แต่ก็ส่งผลทางจิตวิทยาทันที ทำให้พ่อค้ายางต้องเร่งดักซื้อยางตั้งแต่ตอนนี้ จนราคายางทุกประเภทขยับขึ้นต่อเนื่อง เช่น ยางแผ่นดิบตลาดท้องถิ่นวันที่ 12 ม.ค.ยังอยู่ที่กก.ละ 32.50 บาท ก็ไต่ขึ้นมาจน ณ วันที่ 18 ม.ค.อยู่ที่กก.ละ 36 บาทแล้ว ส่วนยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ขึ้นจาก 35 บาท มาอยู่ระดับ 41 บาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาเริ่มปฏิบัติการรับซื้อยางของภาครัฐ ที่มอบให้เป็นหน้าที่ร่วมกันขององค์การคลังสินค้า(อคส.) การยางแห่งประเทศไทย และคสช. 25 ม.ค.เป็นต้นไป จะมีประสิทธิภาพในการรับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรได้ทั่วถึงเพียงไร ยังเป็นที่น่ากังวลในกลไกของรัฐเหล่านี้อยู่ เหมือนเช่นที่รัฐบาลชุดนี้เคยกำหนด 16 มาตรการดันราคายางมาแล้ว แต่กลับอืดอาดมาจนถึงทุกวันนี้จนราคายางดิ่งถึงขีด “3-4 โล/ร้อย” กระทั่งชาวสวนยางต้องออกมาเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกปีนี้ที่ยังดำดิ่ง ทุบสถิติต่ำสุดไม่หยุด นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังกดดันราคายางโดยภาพรวมอย่างมาก

ดังนั้น แม้ตอนนี้มาตรการรัฐบาลอาจยังพอช่วยดึงราคายางในประเทศได้บ้าง แต่ถ้ากลไกรัฐยังดำเนินการไร้ประสิทธิภาพอีก ทั้งปัจจัยลบยังท่วมกดดันตลาดและราคายางอยู่

สถานการณ์ที่ราคายางจะดิ่งอีกในช่วงปีนี้ นำไปสู่การปะทุของชาวสวนยางให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวใหม่ ก็ยังมีสิทธิเป็นวงจรอุบาทว์อยู่

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : 2แนวรบ-ยางและสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/197133

449007

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แค่ผ่านปีใหม่มาได้ไม่ถึงครึ่งเดือนเลย รัฐบาล คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องเผชิญกับศึกหนักติดพันรอบด้าน
ทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ จากปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเดประดังเข้ามามากมาย ร้อนแรงจนน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง

คู่ต่อสู้ที่กำลังเปิดศึกกดดันรัฐบาล ไม่เพียงแต่ขั้วอำนาจเก่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งรัฐบาลยังพอเรียกความเห็นใจจากสังคมทั่วไปโดยเฉพาะแรงหนุนจากผู้ที่ยังศรัทธารัฐบาลอยู่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายกลุ่มที่ออกมากดดัน โดยที่กระแสสังคมคล้อยตาม กระทั่งส่งผลเสียหายต่อความนิยมของรัฐบาล

เรื่องหนึ่ง คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภาคใต้ ที่กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นทุกที ซึ่งต้องยอมรับว่า ชาวสวนยางกำลังเดือดร้อนแสนสาหัสจริงๆ เมื่อราคายางดิ่งลงมาเหลือแค่ระดับ “3ถึง4โล/ร้อย” จนไม่อาจที่จะมีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพได้

อีกเรื่องหนึ่งคือ กลุ่มเอ็นจีโอ คนทำงานในภาคประชาสังคมต่างๆ ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ต่อต้านการที่นายกฯประยุทธ์ใช้อำนาจเด็ดขาดตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปลดบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ของสสส.-กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งทั้ง 7 ท่านนี้ ล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สังคมให้ความยอมรับในคุณความดี เรื่องของการทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมาอย่างยาวนาน

การเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยางมาจากพื้นฐานที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยให้พ้นจากความเดือดร้อน เพราะไม่อาจที่จะอดทนได้ต่อไป หลังจากที่อดทนมานานพอสมควรแล้ว จากการที่ราคายางดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายๆสาเหตุที่ทำให้ราคายางตกต่ำหนัก จะเป็นเรื่องสุดวิสัย ทั้งราคาน้ำมันที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ หรือภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงแรง ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางถดถอย แต่สิ่งที่รัฐบาลเคยประกาศมาตรการช่วยแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนให้ ก็ยังขาดประสิทธิภาพ ล่าช้า ไม่ทันการณ์ รวมทั้งมีปัญหาหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ปัญหา กลับดูจะทำงานอย่างไม่โปร่งใส จนกลายเป็นการสร้างปัญหา ซ้ำเติมราคายางเสียเอง

ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอที่ออกมาคัดค้านการปลดบอร์ดสสส. ก็ไม่ใช่แค่เรื่องที่จะมาปกป้องใคร แต่ด้วยเหตุผลที่การใช้อำนาจพิเศษ “ปลด” บอร์ดสสส. ยังฟังไม่ขึ้น ทั้งมีสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดระแวงถึงเจตนาที่แท้จริง จนเกิดการตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลต้องการจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อหวัง “ฮุบ” อำนาจในการใช้เงินกองทุนสสส.หรือไม่ ทำให้กลไกสสส.ต้องถูกระบบราชการที่ยังล้าหลังเข้ามาครอบงำ จนเสียหายหรือไม่ อีกทั้งสถานการณ์ที่เกิดตามมา ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครือข่ายประชาสังคมต่างๆด้วยถูก“แช่แข็ง”เงินทุนที่ได้รับสนับสนุนจากสสส.มาทำโครงการต่างๆหลายร้อยโครงการ จนเดือดร้อนกันไปทั่วทั้งในส่วนของคนทำงานในเอ็นจีโอและในส่วนของประชาชนที่หวังพึ่งโครงการเหล่านี้อยู่

การรับมือกับการเคลื่อนไหวของชาวสวนยาง จริงอยู่ที่รัฐบาลไม่อาจตอบสนองข้อเรียกร้องบางข้อได้ โดยเฉพาะที่ชาวสวนยางต้องการราคากก.ละ 60 บาท จากปัจจุบันอยู่ที่กก.ละ 34-35 บาท

ด้วยเหตุผลว่า รัฐบาลไม่มีเงินจะไปแทรกแซงราคาได้ขนาดนั้น หรือถึงมี รัฐบาลชุดนี้ก็จะไม่ทำ เพราะจะยิ่งสร้างผลเสียหายในอนาคตเหมือนที่รัฐบาลก่อนๆเคยทำมา และรัฐบาลก็กำลังดำเนินมาตรการที่จะแก้ปัญหาแบบยั่งยืน รวมถึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า…ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังได้

แต่มาตรการที่ออกมาก็ต้องเร่งรัดให้มีผลโดยเร็วอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกลไก “การยางแห่งประเทศไทย” ที่จะต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงในการแก้ไขเรื่องยางมาดูแล ไม่ใช่การแต่งตั้งแต่“พรรคพวก”

ส่วนปัญหา สสส. ก็มีผู้ใหญ่หลายท่านที่สังคมให้ความเคารพอย่างสูงโดยเฉพาะ นพ.ประเวศ วะสี ก็ได้ออกมาท้วงติงและให้ข้อเสนอแนะด้วยเจตนาดีเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะรับฟังและแก้ไขด้วยสติ อย่าผลักมิตรออกไปเป็นศัตรูก่อศึกรอบด้าน และทำให้ภาคประชาสังคมที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการทำนโยบาย“ประชารัฐ” ของรัฐบาลเอง หมดศรัทธาพากันถอยห่างได้

ยามนี้ศัตรูที่แท้จริง อาจจะกำลังหัวเราะเยาะ และรอดูรัฐบาล คสช.สะดุดขาตัวเอง “ล้ม” ไปก็ได้ หากยังเอาทำงานกันแบบนี้

สาโรช บุญแสง