ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515487

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรเป็นพลวัต มีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหา รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้วยว่าวิธีการหนึ่งอาจเหมาะสมถูกต้องกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไปวิธีการดังกล่าวอาจไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป รวมถึงบริบทอื่นๆ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมก็ตาม

ผมนั่งทบทวนเวลากลับไปกว่า 40 ปีที่ผ่านมาในการทำงานและวนเวียนอยู่กับแนวทางการบริหารการเกษตร จะเห็นความแตกต่างของแต่ละยุคแต่ละสมัย แนวทางในแต่ละยุคนั้น ณ ขณะนั้นถูกมองว่าถูกต้องแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดแต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปไม่เท่าไรวิธีการดังกล่าวที่ว่าถูกต้องเหมาะสมกลับไม่สามารถตอบโจทย์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ช่วงปี 2519-2529 เป็นช่วงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างเสนอและเห็นถึงความจำเป็นในการมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าความรู้ วิทยาการของการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่สามารถถ่ายทอดไปยังเกษตรกรได้ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลเพื่อเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าว มีการจัดระบบที่ผู้คนในวงการคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ ระบบ T&V เป็นการนำเอาระบบของอิสราเอลมาใช้ โดยให้มีการฝึกอบรมความรู้วิทยาการใหม่ๆ ให้เกษตรตำบล เพื่อเป็นผู้นำไปถ่ายทอด เผยแพร่ให้กับเกษตรกร ทั้งเกษตรกรโดยทั่วไปและเกษตรกรผู้นำ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า CoF มีการจัดระบบการเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับวนไปถึงระดับตำบล แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี มีการประเมินผล พบว่า มีจุดอ่อนในระบบดังกล่าวหลายประการ มีการเพิ่มประเด็นและเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเขาไปในระบบ จัดทำหมู่บ้านส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้เป็นหมู่บ้านศูนย์กลางนำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการเกษตรไปยังหมู่บ้านบริวารหรือเครือข่ายได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการจึงมีความพยายามในการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่ม โดยพัฒนาจากกลุ่มพื้นฐานหรือยุคปัจจุบันใช้คำว่าฐานราก เป็นการแบ่งกลุ่มและพัฒนา จากเกษตรกรรายย่อยก่อนด้วยโครงการและมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกรรายครัวเรือน เพื่อนำไปสู่การทำธุรกิจแบบครบวงจร หวังผลการพัฒนาในลักษณะปรับปรุงการผลิตตั้งแต่โซ่การผลิตโซ่แรกไปจนสิ้นสุดห่วงโซ่อุปทาน จนมีการตั้งกองส่งเสริมธุรกิจเกษตรขึ้นมาในกรมส่งเสริมการเกษตรตามเจตนารมณ์ที่กล่าวมาขณะเดียวกันการดำเนินการพัฒนาในระดับเกษตรกรรายย่อยก็ยังคงอยู่ ในรูปแบบของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวมถึงกลุ่มยุวเกษตรกร

การที่เกษตรกรยังคงทำการผลิตในรูปแบบเดิม ถูกมองว่าเป็นจุดด้อยของการพัฒนา จึงเกิดโครงการกระจายความเสี่ยงด้านการเกษตร จนถึงการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ร่วมกับการทำงานแบบยึดระบบอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อย้อนหลังไปประเมินผลที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความเป็นอยู่ ความสำเร็จต่อการผลิตทั้งระบบ ผลตอบแทนเปรียบเทียบ รวมทั้งความยั่งยืนของระบบการเกษตร พบว่า จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การประกอบธุรกิจ ผลตอบแทน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตร สถาบันเกษตรกรถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา แต่ยิ่งนานวันปัญหาของสถาบันเกษตรกรยิ่งไปสร้างความซับซ้อนของปัญหามากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการในส่วนของประเด็นทางการเกษตร หวังว่าจะเกิดการพัฒนาและส่งผลต่อวิถีของเกษตรกรอย่างมีทิศทาง ไม่ว่าจะวางตำแหน่งอนาคตไว้ว่าต้องเป็นเกษตรอัจฉริยะ การเกษตรสร้างมูลค่าสูง การสร้างเกษตรปราดเปรื่องและอีกหลายประเด็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนผ่านการคิดและศึกษาบทเรียนจากอดีตมาอย่างรอบด้าน แต่สำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงและสำคัญอย่างยิ่ง คือ “คน” ที่เกี่ยวข้อง หากถามว่ามีความพร้อมแล้วหรือไม่ที่จะก้าวไปบนเส้นทางสายใหม่ คงต้องกลับไปคิดและทบทวนกันอีกหลายตลบ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514070

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.01 น.

ข้อมูล ข้อเท็จจริงบางอย่างที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดกิจกรรมและทิศทางในการปฏิบัติหรือวางนโยบาย บางครั้งการใช้ตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง การวางกรอบทิศทางการดำเนินการตามมาก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ภาคการเกษตรในวันนี้หากจะวางตำแหน่งการพัฒนาไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่นเน้นไปด้านเศรษฐกิจ เราจะพบข้อเท็จจริงไปในอีกลักษณะหนึ่ง นั่นคือ ต้องใช้พื้นที่ของประเทศราว 149 ล้านไร่เพื่อทำการผลิตทางการเกษตร และใช้แรงงานประมาณ 28 ล้านคน แต่ทั้งหมดนี้คิดเป็นสัดส่วนของ GDP ทั้งหมดประมาณ 8% ยิ่งเมื่อเทียบตัวเลขดังกล่าวกับสาขาอื่น จะเห็นว่าสัดส่วนของการใช้แรงงานแตกต่างกันมาก และให้ผลต่อ GDP ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคการเกษตรกว่า 2-3 เท่า ดังนั้นการใช้ข้อมูลตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงได้ ตรงกันข้ามมีหลายกูรูที่มักจะให้คำนิยามภาคการเกษตรที่ผูกพันกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ที่ไม่สามารถนำมาคิดในทางเศรษฐกิจได้โดยตรง แต่ได้สร้างคุณค่าและมูลค่าให้เกิดขึ้นในทางอ้อม เป็นองค์ประกอบที่ทำให้โครงสร้างสังคมไทยสามารถดำรงอยู่ได้เช่นปัจจุบัน สร้างความเข้มแข็งในกับชุมชน ครัวเรือน และโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศ มีความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของครัวเรือนรองรับ เหมือนกับข้อเท็จจริงของตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะถดถอย ประมาณการว่าภาพรวมของ GDP ในปีนี้จะลดลงกว่า 12% และ GDP ภาคการเกษตรจะลดเหลือลงราว2.3 % เท่านั้น หมายความว่าภาคการเกษตรในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยกลับเป็นภาคที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจของไทยมิให้ตกต่ำลงไป เมื่อเทียบกับภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าภาคการเกษตรสามารถดูดซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในสถานการณ์ปัจจุบันและจำเป็นต้องนำไปคิดต่อเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จด้วยดี คือ ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่เรียกกันว่าProductivity โดยภาคการเกษตรจะต้องทบทวนและวางแผนการดำเนินการใหม่ เพื่อให้ภาคการเกษตรยังสามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19 หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พบปะกับอดีตเกษตรกร part time ที่มีอาชีพรับราชการเป็นหลัก ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร full time หลังจากเกษียณอายุราชการ โดยสิ่งที่สะท้อนจากการเป็นเกษตรกร full time คือการยอมรับว่าความจริงว่า แม้ตัวเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของตนเองให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อยากเพิ่ม productivity แต่หากปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่อยากให้เป็นได้ เช่น การทำนา จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ มีการเตรียมดินด้วยการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสม ที่สำคัญยังต้องอาศัยธรรมชาติว่าฟ้าฝนจะเป็นใจหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ยากลำบากต่อความสำเร็จของการทำนา โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจะมาปลูกในพื้นที่นา 30 ไร่ กว่าจะหามาได้ก็แทบจะเลิกทำนา พอได้มาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้าวปลูกพันธุ์ดี มีคุณภาพตามที่โฆษณาหรือไม่ แต่ต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่นต้องมาลุ้นช่วงหว่านกันอีกที เมื่อหว่านข้าวไปแล้ว ในสัปดาห์แรกๆ ยังต้องลุ้นต่อว่าน้ำจะมามากน้อยเพียงใด ถ้ามามากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะไหลไปตามน้ำจนหมดหรือไม่ หากน้ำไม่มาจริงๆ ความชื้นที่มีจะพอให้ต้นข้าวงอกรอฝนหรือไม่ หากน้ำดี ฝนมาได้จังหวะพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะกลายเป็นข้าวพันธุ์ดีจริงหรือข้าวดีด-ข้าวเด้ง ชีวิตมีลุ้นกว่าตอนทำราชการเสียอีกตกในอยู่ภาวะหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออกตามสำนวนหนังจีนกำลังภายใน ตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าวเป็นเกษตรกรระดับมีความรู้ และมีเครือข่ายกว้างขวางในระดับหนึ่ง ถึงกระนั้นยังมีปัญหาในเรื่องเทคโนโลยีและการเข้าถึง หากเป็นกลุ่มที่โอกาสและเครือข่ายแคบกว่าจะปรับตัวและอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร คงต้องฝากเป็นประเด็นให้คิดกันต่อ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ไม้ ทำให้มีค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512551

ส่องเกษตร : ไม้ ทำให้มีค่า

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้นไม้ไม่ว่าจะเป็นต้นอะไร ขึ้นอยู่ ณ ที่ใด จัดว่าเป็นสิ่งมีค่าทั้งนั้น เพราะอย่างน้อยแม้ว่าผู้ปลูกจะไม่ได้ผลผลิต ก็ยังได้ร่มเงา สร้างความร่มเย็นและชุ่มชื้นให้กับพื้นดิน รวมทั้งเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้อีกด้วย หรือสุดท้ายหากถูกโค่นลงก็ยังสามารถเกิดประโยชน์ตั้งแต่การเป็นเชื้อเพลิง ทำเครื่องใช้ไม้สอย เฟอร์นิเจอร์ สร้างเป็นที่พักอาศัย หรือใช้ประกอบในการตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้สวยงาม แม้แต่อาคารรัฐสภาหลังใหม่ก็มีการนำไม้มีค่ามาตกแต่งให้สวยงามตามแนวคิดของผู้ออกแบบ ในบางครั้งการปลูกต้นไม้ ผู้ปลูกเองอาจไม่ได้มองไปไกลนัก ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับผลผลิตที่จะได้มากกว่า เราจึงเห็นการแบ่งต้นไม้ออกเป็นไม้เศรษฐกิจที่เน้นเรื่องผลผลิต ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการกล่าวถึงไม้มีค่ากันมากขึ้นตามไปด้วย

นับตั้งแต่รัฐบาลให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับการนำไม้มีค่าเหล่านั้นมาค้ำประกันเงินกู้ได้ จึงเป็นการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ถึงมูลค่าของไม้มีค่าโดยมีการวัดเป็นจำนวนเงินที่ชัดเจน เทียบได้กับการตีค่าทองคำเป็นตัวเงิน แต่เป็นการตีค่าต้นไม้เป็นตัวเงิน ซึ่งหากจะคิดไปก็นับว่าต้นไม้มีค่าเหล่านี้คือทองคำในอนาคตนั่นเอง หลายหน่วยงานจึงมีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มีการปลูกและขยายพันธุ์ไม้มีค่าเหล่านี้ไปในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในพื้นที่ทำการเกษตรเดิม หัวไร่ปลายนา พื้นที่รกร้างว่างเปล่าพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยในพื้นที่สาธารณะอาจไม่สามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ได้ แต่ก็สร้างประโยชน์ในกับส่วนรวม ทั้งการสร้างความร่มรื่นรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้เกิดขึ้น

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสใช้เส้นทางถนนเพชรเกษมช่วงอำเภอเขาย้อยยาว ไปถึงอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พอผ่านเส้นทางนี้ครั้งใดจะทราบได้ทันทีว่าเข้าสู่เขตจังหวัดเพชรบุรีแล้ว เนื่องจากมีการปลูกต้นสักไว้เป็นแนวตรงกลางของถนนฝั่งซ้ายและขวา ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ต้นสักเหล่านี้แตกใบใหม่จึงเห็นเป็นแนวสีเขียวตลอดเส้นทาง มีความร่มรื่น สบายตาเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่สวยงาม ทำให้ผมรำลึกถึงผู้ที่ดำริให้มีการปลูกต้นสักตลอดแนวถนนดังกล่าว คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีท่านหนึ่ง ผมจำชื่อท่านได้ไม่แน่ชัด โดยท่านเป็นผู้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการเนื่องจากไม้สักเป็นไม้มีค่าและเป็นสัญลักษณ์ของไทยทั้งในการสร้างบ้านหรือการนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ในอดีตประเทศไทยก็เป็นประเทศผู้ส่งออกไม้สัก นำเงินตราเข้ามาสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นอดีตที่นานมามากแล้วก็ตาม การดูแลต้นสักให้สามารถเจริญเติบโต โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และเข้าใจต้นไม้อย่างแท้จริงที่เรียกกันว่า รุกขกร จึงจะทำให้ต้นสักยังเจริญเติบโตสูงใหญ่เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นมรดกสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไปได้

ในขณะที่หลายๆ เส้นทางไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสายบ้านบึง-แกลง หรือ แม้แต่เส้นรอบเมืองชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และอีกหลายๆ เส้นทาง ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าไม่ว่าจะเป็นมะฮอกกานี อินทนิล สะเดาช้าง หรือไม้อื่นๆ ที่ปลูกไว้แนวข้างทางหรือตรงกลางของถนนถูกตัดแบบที่เรียกว่า ไม่แน่จริงไม่รอด เพราะวิธีการตัดคือ ตัดครึ่งต้นตามระดับความสูงที่ต้องการ จึงพบต้นไม้ยืนต้นตายอยู่เป็นจำนวนมาก จะอ้างว่าเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรืออย่างไรก็สุดจะเดา หากจะตัดต้นไม้แบบนั้นก็อย่าปลูกเลยจะดีกว่าไหม ผมรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่ผ่านเส้นทางที่มีการตัดต้นไม้ลักษณะดังกล่าว จะดีกว่าหรือไม่ถ้าผู้ที่รับผิดชอบจะปรึกษาหารือกับผู้รู้ว่าควรตัดต้นไม้อย่างไร ควรเลือกต้นไม้ประเภทไหนจึงจะเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ อย่าสักแต่ว่าทำให้เสร็จๆไป ผลสำเร็จจะเป็นอย่างไร ไม่เคยใส่ใจจะสร้างไม้มีค่าเป็นมรดกให้ลูกหลาน หรือจะปล่อยให้สีเขียวหายไปจากท้องถนน ต้องทบทวนกันให้ดีๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511159

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำว่า “เกษตรสร้างมูลค่า” เป็นคำที่มักจะได้ยินบ่อยๆ และมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติหรือการปฏิรูปประเทศด้านการเกษตร เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าการเกษตรจะต้องเปลี่ยนไปไม่สามารถทำเหมือนกับที่เคยทำมาแบบเดิมๆ ได้ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การเกษตรที่ถูกเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจฐานราก หรือ กระดูกสันหลังของชาติ ตามแต่การประดิษฐ์คำขึ้นมาเพื่อเชิดชู หรือสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการพัฒนาการเกษตร โดยต่อยอดจากแนวความคิดต่างๆ ที่หลากหลาย และนำไปสู่การพัฒนาโครงการต่างๆ ขึ้นมาภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว ผลจากโครงการที่พัฒนาอาจเกิดประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง หรืออาจเป็นเพียงการจัดฉากหรูๆ เพื่อซ่อนกลโกงต่างๆไว้ อย่างที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ก็มีมิใช่น้อย

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม มีการจัดระเบียบสังคมโลก การพัฒนาของเทคโนโลยี หรือแม้แต่ความต้องการพื้นฐานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะทางด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละสังคม สินค้าเกษตรจึงเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน การผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบของวัตถุดิบขั้นต้นจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต มีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการระบบการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการปรับเปลี่ยนไป และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

ในอดีตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จะถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้นทุนสูง เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จึงจำหน่ายในรูปของวัตถุดิบเพื่อให้ผู้ประกอบการนำมาแปรรูปแทน อย่างไรก็ตามมีเกษตรกรหลายรายที่เรียนรู้และปรับตัวมาเป็นผู้แปรรูปสินค้าเอง เพิ่มมูลค่า สร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และการใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่แปรรูปให้กว้างขวางมากขึ้น เป็นต้นแบบในการดำเนินการให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ผมได้มีโอกาสเดินทางพบปะกับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่สำคัญของภาครัฐ เช่น เกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนจังหวัดชุมพร ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีการรวมกลุ่มประมาณ 30 ราย โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของกลุ่ม ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเท และมีความสามัคคีกันในการพัฒนากระบวนการผลิตและการบริหารจัดการของตน จากที่เคยรวบรวมทุเรียนขายให้กับล้งทุเรียนซึ่งสมาชิกกลุ่มมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงพยายามปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริหารจัดการกันใหม่ ทั้งการผลิตทุเรียนคุณภาพ การแปรรูปทุเรียนในรูปแบบของทุเรียนแช่เยือกแข็ง โดยเก็บรักษาทุเรียนที่อุณหภูมิ-18 องศาเซลเซียล เพื่อรอการจำหน่าย และการทำทุเรียน fresh dry เป็นการดึงน้ำออกจากเนื้อทุเรียน สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมา และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่การบริหารจัดการมีการพัฒนา Application ของตนเองขึ้นมา เพื่อนำข้อมูลการผลิตของสมาชิกเข้ามาอยู่ในระบบข้อมูล ทำให้สามารถติดตาม ประเมินสถานการณ์ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด จึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนดังกล่าว เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ สมาชิกมีความสุขในการร่วมมือร่วมใจกัน ใช้ชีวิตตามวิถีของตนเอง

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งทำสวนทุเรียนร่วมกับการปลูกกล้วยเล็บมือนางแซม ได้รับการอุดหนุนและช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นับว่าสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะเป็นโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบรรจุ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแต่สิ่งที่ขาดคือระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีและมีความเหมาะสม ส่งผลให้มีปัญหาด้านวัตถุดิบไม่เพียงพอ ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ จึงใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่า จากฐานความคิดที่ว่า ผลผลิตล้นตลาด จำเป็นต้องมีการแปรรูป มีการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์เข้าไป ผลที่ตามมาคือ ผลผลิตไม่ล้นตลาด แต่ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะคุ้มทุนในการแปรรูป กลายเป็นปัญหาวนกันไปมา เหมือนว่ายน้ำไปไม่ถึงฝั่งสักที เพราะปัญหามันวนๆ กันอยู่ สุดท้ายอาจถึงกับยกธงขาวยอมแพ้กันไปเอง หรือกัดฟันสู้แล้วอ่อนแรงจมหายกันไป สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้ได้คิดว่าการแก้ปัญหาทางการเกษตรอย่าได้มองกันแค่มิติเดียว มองให้ลึก มองให้ขาด จากตัวตนของแต่ละกลุ่ม ฝั่งคงไม่ไกลเกินไปถึง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : น้ำ…ไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509619

ส่องเกษตร : น้ำ…ไปไหน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโลกใบนี้ และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ รวมไปถึงการผลิตทางการเกษตร น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของการทำการเกษตร ถ้าน้ำดีเชื่อได้ก่อนว่าการทำการเกษตรจะไม่มีปัญหา ดังนั้นการพัฒนาด้านการเกษตรจึงเริ่มต้นที่การพัฒนาน้ำก่อนที่จะพัฒนาปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การดูแลรักษา สิ่งเหล่านี้มักจะมีความสำคัญในลำดับรอง เมื่อเทียบกับการพัฒนาด้านน้ำ

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่า ปริมาณน้ำจากฝนที่ตกลงมาที่ภาษาคนในวงการเขาเรียกกันว่าน้ำฟ้าในแต่ละปีของประเทศไทยเรานั้น จะมากบ้างน้อยบ้าง แต่ปริมาณที่กักเก็บเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคต่างๆ มีปริมาณไม่เกินร้อยละ 30 และเรามักจะได้ยินปัญหาน้ำมาก น้ำน้อยกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในปีที่น้ำน้อยถึงกับต้องมีการจัดสรรให้แต่ละภาคส่วนได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และต้องมีผู้เสียสละเสมอ ซึ่งก็ไม่พ้นการเกษตรที่ต้องยอมไม่ทำการผลิตในปีที่น้ำน้อย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม และการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของผู้คนในสังคมยังคงอยู่กันได้

ประเด็นการกักเก็บน้ำดังกล่าว มีทั้งผู้รู้และผู้แสดงว่ารู้ออกมาให้ความเห็นกันหลายอย่างถึงการกักเก็บน้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่เกิดประโยชน์ หากจะให้ขยายความถึงวิธีการกักเก็บ คำตอบยังไม่ชัดเจนออกมาเท่าใดนัก หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำโดยตรง รับผิดชอบในการสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดต่างๆ ได้ให้ข้อมูลด้านปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะประเด็นของการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ฝ่ายต่อต้านการสร้างเขื่อนไม่เคยยอมรับผลการวิเคราะห์ดังกล่าว เพราะมองว่าการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีของชุมชน โดยที่ผลที่ได้จากการสร้างเขื่อนดังกล่าวไม่สามารถชดเชยสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นกว่าร้อยปีของงานชลประทานในบ้านเมืองของเราจึงสามารถสร้างพื้นที่ในเขตชลประทานได้เพียง 30 ล้านไร่ จากพื้นที่การเกษตรรวมราว 149 ล้านไร่ ไม่นับรวมพื้นที่ในเขตชลประทานที่กลายร่างเป็นพื้นที่เมืองและย่านอุตสาหกรรมแทนการเกษตรเดิมที่ถูกผลักไสออกไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพื้นที่การเกษตรกว่า 100 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานที่จะต้องแสวงหาแหล่งน้ำมาทำการเกษตรเอง แม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด ความแตกต่างของการผลิตทางการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทานกับเขตนอกพื้นที่ชลประทานจึงแตกต่างกันมาก

การสูญเสียน้ำฟ้าไปในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความพยายามที่จะกักเก็บน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับฟังข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลถึงแนวคิดในการทำธนาคารน้ำใต้ดินซึ่งกำลังเป็นกระแสของในปัจจุบัน โดยมีหลายแนวคิดและทฤษฎีมาก กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้ทดลองดำเนินการในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งที่ทราบดีว่าเป็นทุ่งรับน้ำที่มีน้ำท่วมเป็นประจำแทบทุกปี เมื่อพิจารณาโครงสร้างของชั้นดิน พบว่า ดินชั้นบนเป็นดินเหนียว ส่วนดินล่างเป็นดินทราย และสามารถที่จะกักเก็บน้ำไว้ในใต้ดินได้ แต่ประเด็นคือ ดินบนที่เป็นดินเหนียวทำให้น้ำที่อยู่บนผิวดินซึมลงสู่ชั้นใต้ดินได้น้อย ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการเจาะจากผิวดินทะลุชั้นดินเหนียว ลงไปในชั้นดินทรายลึกประมาณ 30 เมตร จำนวนมากกว่า 300 จุด เพื่อให้น้ำบนผิวดินซึมผ่านลงไปกักเก็บไว้ในชั้นล่าง
ได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้แล้ว ยังชะลอการไหลของน้ำ ลดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน คงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้อีกด้วย แนวทางการดำเนินงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดังกล่าว
นับว่ามีประโยชน์หลายด้าน นอกจากการเก็บกักน้ำแล้ว การลดความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของผิวหน้าดินก็เกิดผลดีด้วย ผมจึงเสนอให้ขยายการดำเนินการไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้เป็นอีก
กำลังหนึ่งในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ วิธีการดังกล่าวน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่ให้ใครมาประท้วงว่าทำลายวิถี ทำลายสิ่งแวดล้อมได้ น้ำที่หายไปจะกลายเป็นน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : สุดท้ายก็คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ส่องเกษตร : สุดท้ายก็คน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การทำการเกษตรของไทยมีวัฒนาการมายาวนานมาก ย้อนกลับไปพิจารณาการปรับทิศทางการพัฒนาการเกษตรจะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนทางด้านการพัฒนาคนในแวดวงการเกษตรนับเป็นร้อยปี บางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรก็ได้เฉลิมฉลองอายุกว่าร้อยปี ภาคภูมิใจในการก่อตั้งและการให้บริการเกษตรกรมาอย่างยาวนาน แต่หากตั้งเกณฑ์ว่าผลการพัฒนาต้องตกกับเกษตรกร และหันกลับไปพิจารณาเกษตรกรของไทยอย่างจริงจัง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่มากนักเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับเกษตรกรในประเทศอื่นๆ ก็จะยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ความยากจนกับเกษตรกรไทยจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาโดยตลอด กลายเป็นอมตวาจากันไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุด เปลี่ยนทีมบริหาร เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนที่มาอย่างไร เป้าหมายที่เหมือนกันคือแก้ไขปัญหาความยากจน และมุ่งไปที่เกษตรกรเป็นสำคัญ ด้วยวิธีการและแนวนโยบายต่างๆนานา ยิ่งนานวันเข้าความยากจนกับเกษตรกรกลายเป็นเกลอกันไป ทิ้งห่างจากกลุ่มอาชีพอื่นในสังคม จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงน่าขบคิดว่าแท้จริงแล้วสิ่งใดคือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความยากจนของเกษตรกร การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆของภาครัฐจึงไม่ตอบสนองสักที

หากพิจารณาประเด็นทางวิชาการเกษตรว่าอ่อนด้อยกว่าประเทศอื่นๆ ก็ไม่อาจจะใช่ เพราะผลงานวิจัยต่างๆ ทั้งในระดับพื้นฐานจนกระทั่งงานวิจัยประยุกต์ เห็นออกมาเผยแพร่จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานวิจัยโดยตรงของภาครัฐหากจะถามถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นคงไม่ด้อยกว่าชาติใด เมื่อเป็นเช่นนี้ คงต้องมองต่อว่า ทำไมข้อมูลและเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเข้าไม่ถึงเกษตรกร ทำไมเกษตรกรถึงไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ข้อต่อตรงไหนที่บกพร่อง

ในแต่ละยุคสมัยมีการวิเคราะห์สาเหตุและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา ขึ้นกับว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยจะนำประเด็นใดมานำเสนอ บางยุคเน้นเรื่องการตลาด โดยหวังใช้การตลาดมาแก้ไขปัญหา เกษตรกรเป็นเครื่องจักรการผลิตและมีหน่วยงานอีกหน่วยมาทำหน้าที่การตลาด เหมือนว่าหลักการจะดี แต่ปัญหาความยากจนยังคงอยู่ บางยุคบางสมัยนำประเด็นเรื่องการปรับโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตรมาเป็นเครื่องมือ เสนอให้ปรับรูปแบบการทำการเกษตรจากการทำนามาทำสวน แจกกิ่งพันธุ์ไม้ผล ไม้มีค่า เป็นงบประมาณมหาศาล ความสำเร็จกลับไปอยู่ที่คนขายกิ่งพันธุ์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการได้รับการชมเชยและรางวัลในหน้าที่ราชการ แต่คล้อยหลังไปไม่นานต้นไม้เหล่านี้กลับไปไม่รอด เกษตรกรล้มเหลวจากการปรับเปลี่ยนตามที่ทางราชการแนะนำ หรือบางพื้นที่เปลี่ยนจากการปลูกพืชเป็นทำการประมง หรือเลี้ยงสัตว์ พลิกจากสาขาหนึ่งเป็นอีกสาขา สัดส่วนของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับเกษตรกรที่ประสบความล้มเหลวจึงแตกต่างกันมาก เทียบกับงบประมาณที่ทุ่มเทลงไปกับโครงการของหน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมาก บ่อยครั้งที่ตั้งโจทย์ไว้ที่สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ต้องมีการลงทุนกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะกับการสร้างแหล่งน้ำนอกจากนี้ยังมีการหาแหล่งทุนให้กับเกษตรกร ในที่สุดเกษตรกรของเราจากคนไม่มีหนี้ กลายเป็นคนมีหนี้กันแทบทุกครัวเรือน จากเจ้าของที่ดินกลายมาเป็นผู้เช่าแทน ปัญหาความยากจนจึงยิ่งเป็นมิตรสนิทกันไปใหญ่ ผลจากการพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมา สร้างให้เกษตรกรวนเวียนอยู่กับความยากจน การเรียกร้อง กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่เกิดมาร่วม 20 ปี ยิ่งนานวันเข้าเกษตรกรยิ่งเป็นกลุ่มคนที่เหลื่อมล้ำจากกลุ่มคนในอาชีพอื่น มองไปยาวๆ ยังจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ ณ เวลานี้

สุดท้ายแล้ว คงไม่พ้น “คน” องค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการเกษตร แผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีการพัฒนาทุนมนุษย์ ยกระดับความความรู้ ความสามารถในทุกๆด้าน เพื่อส่งผลต่อการพัฒนาในภาพรวม แต่ถ้าคนที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาไม่รับรู้ ไม่มีส่วนร่วม ตั้งแต่กระบวนการคิดและการมีส่วนในการดำเนินการ คาดได้เลยว่าวงจรเก่าๆ คงไม่จากไปไหน “คน” ในแวดวงการเกษตรถึงเวลาต้องปรับตัว ปรับวิธีคิดกันเสียใหม่ คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ผลคงไม่ต่างจากเดิม ความยากจนและเกษตรกรก็คงต้องกอดคอกันไปอีกนาน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : พร้อมก่อนค่อยเจรจา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506735

ส่องเกษตร : พร้อมก่อนค่อยเจรจา

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชสิ่งสำคัญที่สุดคือพันธุ์พืช เพราะถ้าได้ใช้พันธุ์ดีทำการเพาะปลูกแล้ว เชื่อมั่นได้ว่าเราจะได้ผลผลิตที่ดีตามพันธุ์ที่ปลูก ซึ่งหากต้องใช้พันธุ์ดีแต่หายาก มีราคาแพง หรือบางคราวอาจโดนหลอกว่าเป็นพันธุ์ดี นับว่าเป็นความล้มเหลวตั้งแต่แรกของการเพาะปลูกภาครัฐเองก็เข้าจปัญหาดังกล่าวดีมีความพยายามหลากหลายรูปแบบที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้กลไกทางกฎหมาย เห็นได้จากมีการออกกฎหมายว่าด้วยการควบคุมพันธุ์พืชหรือรู้จักกันในชื่อ พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อคุ้มครองเกษตรกรให้ได้ใช้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ เข้าถึงพันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติที่ดี ลดความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกหลอกหลวงไปได้ในระดับหนึ่ง นั่นหมายความว่ามีเมล็ดพันธุ์ดีจำหน่ายและสามารถพัฒนาพันธุ์ดีนั่นๆอยู่เรื่อยๆ นำไปสู่การพัฒนาพันธุ์พืชและเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมพันธุ์พืช ให้เกษตรกรได้มีตัวเลือกและเข้าถึงพันธุ์พืชที่มีคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น

บนความห่วงใยต่อการเข้าถึงพันธุ์ดีและการสงวนพันธุ์ดีให้ไว้ใช้ในประเทศรวมทั้งการคุ้มครองพันธุ์พืชไว้ให้คนไทยทั้งประเทศ ภาคราชการจึงได้ออกกฎหมายอีกฉบับคือพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยหวังว่าจะส่งเสริมให้มีการวิจัย พัฒนาพันธุ์พืช และส่งเสริมการคุ้มครองพันธุพืชท้องถิ่นของไทยให้ยังคงเป็นของชุมชน เป็นของคนไทย เพื่อให้สามารถนำไปใช้สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ขณะเดียวกันนักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์ หรือเจ้าของพันธุ์ดังกล่าว จะได้รับการดูแลไปด้วย บนความเชื่อมั่นว่ากฏหมายดังกล่าวจะคุ้มครองเจ้าของพันธุ์ได้จากการที่พันธุ์พืชนั่นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในลักษณะของทางธุรกิจการค้า หรือในรูปแบบของสาธารณประโยชน์

ขณะที่ประเทศไทยมีข่าวการเข้าร่วมการเจรจารอบแรกของการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP โดยมีเงื่อนไขว่าไทยจะต้องยอมรับและเข้าร่วมให้สัตยาบันการดำเนินการปกป้องพันธุ์พืชใหม่หรือมักเรียกว่าติดปากว่า UPOV ที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียพันธุ์พืชพันธุ์ดีของไทย จะมีการครอบงำและดูแลเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจเมล็ดพันธุ์รายใหญ่เท่านั้น เรื่องนี้ถ้าดูกันให้ลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชที่ต้องดูแลพืชท้องถิ่นพืชพื้นเมืองของเรา รวมทั้งพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาโดยนักวิจัยของเรา ทำไมต้องกลัวและกังวลในประเด็นดังกล่าว รวมทั้งมีเอกสารทางวิชาการออกมาจากหลายสำนัก หลายหน่วยงาน แสดงให้เห็นว่าไม่มีการสูญเสียพืชพันธุ์ดีอย่างแน่นอน พืชท้องถิ่น พืชพันธุ์ดั้งเดิมของเราก็ยังเป็นของเรา หรือแม้แต่พาดพิงไปยังเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการละเมิดเอาพันธุ์พืชที่ขึ้นทะเบียนไว้ไปใช้ขยายผลในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

เรื่องนี้ถ้าทำความเข้าใจและดูให้รอบคอบในทุกๆด้าน จะพบว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชของเรามีอยู่อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะเป็นสมาชิก UPOV หรือไม่ก็ตาม แต่การเข้าเป็นสมาชิก UPOVผู้พัฒนาพันธุ์ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิ การจำหน่ายสามารถทำได้อย่างกว้างขวาง ป้องกันการละเมิดสิทธิ มีการสร้างความนิยม จนเกษตรกรเองอาจต้องมาเป็นเป้าหมายของการส่งเสริมการใช้พันธุ์ดังกล่าว จนเกิดเป็นความจำเป็นที่ต้องใช้พันธุ์นั่น จนทำให้พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ท้องถิ่นถูกละเลย หรือไม่สามารถแข่งขันได้ในระบบตลาดเสรี เกษตรกรอาจถูกมัดมือชกต้องซื้อหาพันธุ์พืชจากผู้พัฒนาพันธุ์นั่นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องคิด ต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ ขยายพันธุ์พืชทุกชนิดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ มีภาครัฐเป็นที่พึ่ง เมื่อเกษตรกรต้องการเพาะปลูก พันธุ์ดีของภาครัฐต้องพร้อมให้บริการ แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน งานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและงานขยายพันธุ์พืชของภาครัฐ สามารถเป็นที่พึ่งให้เกษตรกรได้น้อยมาก หากคิดสัดส่วนความต้องการของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรต้องหันไปพึ่งพันธุ์ดีของเอกชนแทน ส่งผลให้ธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืช ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ประเด็นนี้คือสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรและคนในชาติ ความคิดที่ว่าพันธุ์พืชจะถูกครอบงำและผูกขาดจะหมดสิ้นไป ใครจะเจรจาอะไรกับใครก็ไม่ต้องกังวล มาเร่งรัดงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและงานขยายพันธุ์พืชให้เข้มแข็งกันเถิด เพื่อความมั่นคงของภาคการเกษตรของเราเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505254

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรมีวิวัฒนาการมายาวนาน เพราะเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการขวนขวายเพื่อหาอาหารมาดำรงชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เดิมเป็นการหามาจากธรรมชาติ เมื่อจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเลียนแบบธรรมชาติในการผลิตอาหาร รู้จักการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้อาหารมาเพียงพอต่อการยังชีพ

ต่อมาการเกษตรถูกนำไปใช้สร้างฐานะทางเศรษฐกิจ ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมจึงเปลี่ยนไป จากที่ผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน กลายเป็นการเร่งผลิตเพื่อสร้างความมั่งคั่งแทน กระบวนการผลิตจึงต้องพัฒนาไปจากวิธีการเดิมๆ มีการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตามต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ทั้งการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้พืชดังกล่าวสามารถให้ผลผลิตได้ตามต้องการ จากเหตุดังกล่าว จึงเกิดประเด็นของสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรตามมา เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกเอง ในขณะที่การให้ปุ๋ยแก่ต้นพืช ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ ตามความต้องการของพืชก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตในรูปแบบที่หวังให้ได้ผลผลิตสูงสุด การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ในการผลิตพืช ทำให้เกิดรูปแบบในการทำการเกษตรขึ้นหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละวิธีการต่างเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกร และย่อมส่งผลต่อรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับตามไปด้วย เพราะจะต้องนำต้นทุนต่างๆ เหล่านั้นไปคำนวณเมื่อเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตได้ยิ่งหากผลผลิตออกมาในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการตลาดไม่ดี ระบบการตลาดที่ผ่านมือหลายมือกว่าจะถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย ในที่สุดเกษตรกรอาจไม่เหลืออะไรเลยจากระบบการผลิตและการตลาดดังกล่าว ซ้ำร้ายอาจต้องถึงกับติดลบกันได้เลยทีเดียว

ปัจจุบันคำว่า “เกษตรมูลค่าสูง” “เกษตรสร้างมูลค่า” หรือ “เกษตรแบบสร้างมูลค่าเพิ่ม” เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเข้ามาในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรโดยมุ่งให้เกิดการอยู่ดีกินดี ให้คนในชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้ผลิต มาตรการต่างๆ ในประเด็นการเกษตรภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงถูกนำมาใช้ ประเด็นหนึ่งที่เห็นว่ามีความสำคัญและสามารถสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้เป็นอย่างดี เข่น การแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อการสร้างมูลค่าและคุณค่าให้มากขึ้น กอปรกับการพัฒนาตัวเกษตรกรให้เป็น smart farmer หรือแม้แต่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) เพื่อรองรับการนำไปสู่การทำการเกษตรแบบสร้างมูลค่า ตามที่ได้เห็นกันผ่าน clip ต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่อายุราว 25 ปี ประสบความสำเร็จในการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวมาแปรรูปและส่งจำหน่าย สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 ล้านบาท จากการนำความรู้ที่ได้จากการไปฝึกงานที่ประเทศจีน เห็นสภาพความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร รวมทั้งจำนวนประชากรที่จะ
ส่งผลต่อความต้องการของตลาด เมื่อกลับมา แม้ว่าจะต้องเล่าเรียนให้จบ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะนำเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูป เพี่อสร้างมูลค่าและส่งจำหน่าย จะเห็นว่าการเกษตรในยุคปัจจุบันและในอนาคต มูลค่าจะเพิ่มหรือสร้างให้เกิดมูลค่าได้ จะต้องคิดและดำเนินการให้ครบตั้งแต่การผลิตถึงการตลาด จึงจะเกิดผลดีแก่เกษตรกรเอง สมกับเจตนาของยุทศาสตร์ชาติด้านการเกษตรที่นำประเด็นเกษตรสร้างมูลค่ามาบรรจุไว้ ซึ่งหากไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยเกษตรสร้างมูลค่าอาจกลายเป็นเกษตรไร้มูลค่าก็เป็นได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503866

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีที่สร้างความเข้าใจและไม่เข้าใจในประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ Social Media สร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ในประเด็นที่ผู้สื่อต้องการส่งสัญญาณบางอย่างให้กระเพื่อมหรือเกิดประเด็นขึ้นในสังคม และย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการเมืองการปกครอง ในขณะที่ประชาชนทั่วไปคงได้แต่รับรู้ รับทราบ อย่างมีสติและกลั่นกรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ มองให้ทะลุถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างกระแส ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการจุดประเด็นดังกล่าวขึ้น

การเดินทางไปสู่จุดหมายย่อมมีหลายวิธีการ หลายเส้นทางแต่ยังมีจุดหมายเดียวกัน วีธีการไปถึงจุดหมาย ไม่ว่าเป็นการเดินเท้าการใช้ยานพาหนะต่างๆ ตามเส้นทางปกติที่นิยมกันว่าสั้นที่สุด หรือมีเส้นทางลัดหลบเลี่ยงออกไป ในแต่ละช่วงของเส้นทางมักจะมีป้ายสัญญาณเตือน ป้ายบอกทางกำกับไว้เสมอ รวมทั้งป้ายสถานที่ต่างๆ ที่ผ่านระหว่างทาง ให้ผู้ใช้เส้นทางได้ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะแวะก่อนหรือจะไม่ต่อ หากมีปัญหาระหว่างเส้นทางก็สามารถปรับเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์ ปัจจุบันนี้มีป้ายอัจฉริยะสามารถคำนวณเวลาให้ได้เลยว่าจะจุดนี้ไปแต่ละจุดนั่นใช้เวลาเท่าใด เรียกได้ว่า หากไม่รีบร้อนไปยังจุดหมายก็สามารถแวะพักระหว่างทางกันได้สบายใจ หรือหากเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินก็ต้องมีการวางแผนว่าจะออกจากสนามบินไหน ไปต่อที่ไหนด้วยวิธีการใด ช่วงเวลาประมาณไหนถึงจะเดินทางได้สะดวก สามารถต่อเที่ยวบินได้อย่างไม่ฉุกละหุก โดยไม่พลาดเป้าหมายปลายทางตามที่วางแผนไว้ การเดินทางโดยเครื่องบินจะแตกต่างจากการเดินทางโดยรถยนต์ ด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน นักบินจะเป็นผู้วางแผนการบิน ส่วนผู้โดยสารก็แค่เลือกเส้นทาง เลือกสายการบิน และเลือกเที่ยวบินให้ถูกต้องเท่านั้น ในขณะที่ก่อนการขึ้นบินนักบินจะต้องศึกษาข้อมูลและสถานการณ์โดยรอบให้พร้อมเพื่อวางแผนการบินก่อนขึ้นบินเนื่องจากบนท้องฟ้าไม่มีหลักกิโลเมตรให้ ไม่มีป้ายบอกทางทุกอย่างต้องพร้อมก่อนที่จะทำการบิน เพื่อให้บินไปยังจุดหมายตามกำหนดเวลาอย่างปลอดภัย หากไม่มีความพร้อมอาจเกิดอาการหลงฟ้า บินวน หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุสร้างความสูญเสียอย่างไม่คาดฝันก็เป็นได้ มองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเรา หากขาดเป้าหมายและขาดการวางแผนที่ดี เส้นทางชีวิตของคนๆนั้น อาจเสียเปล่า โดยไม่เกิดมรรคผลใดๆในการใช้ชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่ง อย่างน้อยการมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ยังสามารถที่จะทำให้ทราบว่าช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา เดินทางมาถึงจุดไหนของเป้าหมาย วิธีการที่ดำเนินมาตอบโจทย์ของการไปสู่เป้าหมายหรือไม่ และหากคำตอบ คือ ไม่เราจะต้องปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาไม่ได้สูญเปล่าไปแต่อย่างใด

หากเปรียบกับประเทศชาติบ้านเมือง เส้นทางเดินของประเทศชาติคือเส้นทางของคนในชาติที่จะต้องเดินทางไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ คิดและวางแผนการเดินทางร่วมกัน แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน บางช่วงเวลาของการเดินทางอาจต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ยังคงไม่ละทิ้งเป้าหมายของการเดินทาง ทุกคนในชาติต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จจะรออยู่ไม่ไกล แต่หากแต่ละคนไม่มีความเข้าใจ ไม่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหา หมุนคว้างอยู่ในสถานการณ์ตัวใครตัวมัน บ้านเมืองก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเหมือนเป้าหมายในการพัฒนาของประเทศที่ได้สร้างเป้าหมายร่วมกันให้ทุกคนในชาติเห็นตรงกัน เพื่อให้ทุกคนเดินทางไปสู่เป้าหมายเดียวกันตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ระหว่างทางหากเกิดปัญหาขึ้น สามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการ ปรับเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เป้าหมายได้ แต่เป้าหมายต้องคงอยู่ เพื่อไม่ให้การเดินทางไร้ซึ่งทิศทาง ซึ่งจะเป็นการสูญเปล่าทางทรัพยากรของชาติ เหมือนกับนักบิน เมื่อวางแผนการบิน และออกเดินทางไปแล้ว ระหว่างทางหากเกิดสถานการณ์อากาศแปรปรวน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทาง แต่ยังคงเป้าหมายของเส้นทางไว้เช่นเดิม ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต่างกัน ปรับเปลี่ยนวิธีการได้ แต่ต้องธำรงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนในชาติพร้อมไปสู่จุดหมายเดียวกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : พระพุทธศาสนากับการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502435

ส่องเกษตร : พระพุทธศาสนากับการเกษตร

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านปริมาณฝนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เข้าสู่ช่วงเวลาของกลางฤดูฝน เริ่มมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งสัญญาณที่ดีต่อการทำการเกษตร และมีความคาดหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดฤดูกาลนี้

ตัวผมเองในช่วงปลายสัปดาห์ได้เดินทางไปแถบจังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อร่วมพิธีอุปสมบทซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนที่ดี เป็นการสืบสานศาสนาให้คงอยู่ยืนยงต่อไปในช่วงเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึง สอดคล้องกับสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศมาครั้นสมัยพุทธกาล นับว่าเป็นกุศโลบายอันแยบยลของพระพุทธเจ้าที่จะให้พระภิกษุสงฆ์ได้จำพรรษา ณ สังฆวาสไม่ต้องออกไปเหยียบย่ำพืชผลในไร่นาของประชาชนเป็นการอำนวยให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม พัฒนาสติปัญญา ไม่ให้รบกวนหรือส่งผลต่อการประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไป เป็นการผนวกธรรมชาติเข้ากับกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างกลมกลืน ทำให้ศาสนาสามารถเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตปกติของพุทธศาสนิกชน ไม่แปลกแยกออกจากกัน

การเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดระยอง ผ่านเส้นทางที่เป็นถนน 4 เลนที่ถูกปรับปรุงผิวการจราจรใหม่ จึงค่อนข้างเรียบ ขับรถสบาย สภาพพื้นที่เป็นเนินสูง-ต่ำ สลับกับทางเรียบ สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และแปลงไม้ยืนต้นแถบตลอดแนว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน สวนทุเรียน หรือ ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง บวกกับฝนพรำเบาๆ อากาศสบายๆ บรรยากาศประมาณขับรถท่องเที่ยวในประเทศที่พัฒนาแล้วเลยทีเดียว ได้เห็นแปลงไม้ผลที่มีการตัดแต่งกิ่งหลังจากการให้ผลผลิต การบำรุงรักษาต้นให้แข็งแรงสมบูรณ์ สามารถให้ผลผลิตได้ดีในฤดูกาลถัดไป พร้อมกับการจัดคาราวานสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายให้กับเกษตรกร ทั้งสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออกมีเงินเต็มกระเป๋า จึงมีความพยายามนำเสนอสินค้าเพื่อดึงเงินออกมาจากกระเป๋าของเกษตรกรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนั้นการบริหารจัดการด้านการเงินของเกษตรกรจึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะรายรับของเกษตรกรชาวสวนมีมาเพียงแค่ช่วงเวลาเดียวของแต่ละปี ในขณะที่รายจ่ายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การบริหารจัดการรายรับ-รายจ่าย ให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และต้องทำให้สำเร็จ

วิถีของชาวสวนและชาวนามีความแตกต่างกันอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือรายได้ไม่ได้เข้ามาตลอดทุกเดือน หากจะมีรายได้ก็ต่อเมื่อมีผลผลิตออกมาจำหน่าย ฟากฝั่งของชาวนาในปัจจุบัน บางพื้นที่ข้าวอาจกำลังตั้งตัว แต่บางพื้นที่อาจต้องไถทิ้งแล้วปลูกใหม่ ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นการปลูกใหม่ครั้งสุดท้ายของฤดูนาปีนี้ อย่างไรก็ตาม การเกษตรที่ต้องเป็นหุ้นส่วนกับธรรมชาติย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ หลักคำสอนในพุทธศาสนาจึงเชื่อในการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สิ่งที่ควรตระหนักคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกัน มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอย่างสงบได้ หากไม่เคารพต่อธรรมชาติ เกิดบทเรียนต่างๆ มาให้เห็นกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่มนุษย์ก็ยังมีความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติอยู่เสมอ จนลืมไปว่าพุทธศาสนาสอนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติอย่างที่สุดแล้ว

สมชาย ชาญณรงค์กุล