จ่ายแพงก็ยอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576418

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 13 ก.พ. 2559 05:01

 

หลังโลกสิ้นสุดยุคสงครามเย็นได้ไม่นาน ความหวาดระแวงกันระหว่างประเทศมหาอำนาจยังไม่จาง ทำให้การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของหลายชาติยังดำเนินต่อไป จนเกิดเป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่โจมตีร่วม (JSF) ซึ่งริเริ่มโดยรัฐบาลสหรัฐฯและอังกฤษในปี 2537 ก่อนที่แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อิตาลี และตุรกี จะทยอยเข้าร่วมและให้การสนับสนุนด้านเงินทุนด้วยในเวลาต่อมา

โครงการเจเอสเอฟยังดำเนินการต่อมาถึงปัจจุบัน และมีการพัฒนาเครื่องบินขับไล่รุ่นเอฟ-35 เอ ไลท์นิ่ง 2 โดยบริษัทล็อคฮีดมาร์ตินเป็นผู้รับผิดชอบด้านการออกแบบและผลิต ซึ่งเครื่องบินเอฟ-35 เอ ถูกตั้งเป้าให้เป็นเครื่องบินที่ปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบ และมีจุดแข็งที่สามารถบินขึ้นและลงแนวดิ่งได้ รวมถึงเทคโนโลยีการล่องหนและระบบรบกวนสัญญาณที่ทันสมัยกว่าเครื่องบินขับไล่ในอดีต

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เพิ่งเผยแพร่รายงานความคืบหน้าการทดสอบเครื่องบินเอฟ-35 เอ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนาก่อนนำไปใช้ในปฏิบัติการจริง และสื่อต่างประเทศพากันรายงานว่าเครื่องบินรุ่นนี้ใช้งบประมาณในการผลิตสูงสุดในประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะการผลิตเอฟ-35 เอ รวม 2,443 ลำ ใช้เงินไปแล้วกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาทางเทคนิคที่ต้องแก้ไข เพราะโปรแกรมควบคุมระบบการทำงานไม่เสถียร และเก้าอี้ดีดตัวอาจทำให้นักบินที่น้ำหนักน้อยกว่า 62 กก.เสียชีวิตเพราะคอหักได้

ในยุคที่กระแสต่อต้านก่อการร้ายกลับมา เป็นประเด็นหลักในเวทีโลกรอบใหม่ ส่งผลให้การพัฒนาโครงการเครื่องบินขับไล่ร่วมถูกจับตามองมากขึ้น แม้เครื่องบินเอฟ-35 เอ จะถูกวิจารณ์ ว่าแพงเกินเหตุ แต่ก็ยังมีรัฐบาลอีกหลายประเทศ ยอมทุ่มงบพัฒนาต่อไปจนกว่าจะได้เครื่องมาใช้งานอย่างเป็นรูปเป็นร่าง.

ตติกานต์ เดชชพงศ

อาเซียนกับพระตะบอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575908

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 12 ก.พ. 2559 05:01

 

จังหวัดที่คนขะแมร์ หรือชาวกัมปูเจีย เรียกว่า บัดตัมบอง (บัด หมายถึง การขว้าง โยน) ชายแดนติดกับจังหวัดจันทบุรีของไทยเรา หรือตั้งอยู่ทาง ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา เป็นอีกหนึ่งตัวจังหวัดที่ถือว่าสำคัญต่อประชาคมอาเซียนอยู่ไม่น้อย

และในโอกาสที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดฝึกอบรม “ความรู้เรื่องการเป็นประชาคมอาเซียนสำหรับสื่อมวลชน รุ่นที่ 4 อาเซียนหลังปี 2559” ด้วยการนำสมาชิกที่เข้าร่วมอบรมรุ่นนี้ลงพื้นที่ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดพระตะบอง

นอกเหนือจากการเข้ารับฟังการบรรยายจาก นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, ดร.อิสิวุฒิ ตั้งเกียรติ นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย–กัมพูชา จ.จันทบุรี ที่มองไปถึงอนาคตการค้าชายแดนที่สุกสว่างแล้ว พวกเรายังได้ข้ามพรมแดนเข้าพบกับ Mr.Chan Sophal ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง เข้าใจถึงความตั้งใจของรัฐบาลกัมพูชา ที่ถึงแม้จะถ่อมตัวว่ายังเดินตามหลังเพื่อนสมาชิกอาเซียนแต่ก็พร้อมที่จะเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพื่อพัฒนาก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน โดยจังหวัดพระตะบองเองนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ สายพันธุ์ “ผกาลำดวน” (Phka Malis) หรือที่ชาวกัมปูเจียออกเสียงว่า “ผการุมดวล” ได้รับรางวัลชนะเลิศถึง 3 ปีซ้อน ว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

แม้ทางคณะฯไม่ได้ลิ้มลองข้าวหอมมะลินี้เป็นบุญปาก แต่จากที่ได้รับประทานข้าวขาวธรรมดาของกัมพูชาไม่กี่มื้อ ก็ซึมซาบถึงความนุ่ม ความหอม ความนวลลิ้นเคี้ยวกลืนคล่อง จะเรียกได้ว่า กำลังเป็นคู่แข่งที่เริ่มต้วมเตี้ยมแซงโค้งข้าวหอมมะลิของไทยก็ไม่ผิด

และหากเรายังย่ามใจหลงใหลจมอยู่กับ ชื่อเสียงบารมีเก่าๆ ก็อาจถึงวันที่กว่าจะรู้สึกตัวก็กลายเป็นประเทศตามหลังเพื่อนบ้านเสียแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงการสื่อสารด้านภาษา ที่ชาวขะแมร์ปัจจุบันสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชา

ได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตประเทศเดียวตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างจริงจัง จากที่มองเห็นเป็นภาพกว้างๆ เบลอๆ ก็เริ่มแคบ & ชัดขึ้นแล้วว่า มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

แปลกดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575331

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 11 ก.พ. 2559 05:01

 

หลังจากเกิดการเสียชีวิตของสาวอินโดนีเซียคนหนึ่งจากการกินกาแฟเวียดนามที่ถูกผสมสารพิษไซยาไนด์ที่ร้าน โอลิเวียร์ คาเฟ่ ภายใน แกรนด์ อินโดนีเซีย (Grand Indonesia) ซึ่งเป็นศูนย์สรรพสินค้าและที่พักอาศัยหรูหราในกรุงจาการ์ตา โดยมีผู้หญิงที่เป็นเพื่อนผู้ตายถูกจับเป็นผู้ต้องสงสัย เหตุเกิดเมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

คดียังไม่ได้ข้อสรุป แต่กลับเกิดกระแสพลิกกลับชนิดที่แทบไม่น่าเชื่อ

เรื่องกลายเป็นว่าคนแห่เข้าร้านโอลิเวียร์ฯ เพื่อสั่งกาแฟเวียดนามชิมเป็นว่าเล่น ทำเอายอดขายกาแฟเวียดนามเพิ่มพุ่งพรวดพราดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บางวันทางร้านต้องขอพักทำงาน เครื่องปั่นทำกาแฟเป็นชั่วโมง เพราะทำงานหนัก จนโอเวอร์ฮีต หลังจากมีทั้งคนเข้ามาสั่งกินในร้านที่มีเยอะอยู่แล้วยังมีโทรศัพท์มาสั่งอีก

หลายครั้งกาแฟเวียดนามที่เตรียมไว้ถึงกับหมดสต๊อกจนต้องหยุดขายเพื่อเอากาแฟลอตใหม่มาเสริมจึงขายต่อได้ บางคนอยู่ในรายชื่อลูกค้ารอสั่งแต่เมื่อถึงคิวก็ปรากฏว่ากาแฟหมดอดกินไปก็มี

ขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนเลือกจองโต๊ะนั่งหมายเลข 54 อันเป็นโต๊ะที่ผู้ตายนั่งกินกาแฟเวียดนามคุยกับเพื่อนก่อนเสียชีวิตและพบต่อมาว่ามีสารไซยาไนด์ปนเปื้อนกาแฟที่เธอดื่มเข้าไปด้วย แต่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปว่าไซยาไนด์ถูกผสมใส่เข้าไปตอนไหน

และแน่นอน โต๊ะหมายเลข 54 ย่อมเป็น ที่หมายปองที่คนผลัดกันลุกผลัดกันนั่งอยู่เนืองๆมานับแต่เกิดเหตุ

ลูกค้าคนหนึ่งบอกว่า ปกติจะเข้ามาสั่งเครื่องดื่มพวกค็อกเทล แต่หลังเกิดคดี ทำให้อยาก ลองชิมกาแฟเวียดนามดูบ้าง “ถ้าคุณอยากคึกคักมีพลัง กาแฟเวียดนามคือตัวเลือกที่เพอร์เฟกต์ คดีที่เกิดไม่ได้ทำให้พวกเรากลัวที่จะลองชิมกาแฟเลย” ลูกค้าคนเดิมบอก

นับแต่เกิดคดี ร้านโอลิเวียร์ฯก็มีฐานลูกค้าหลากหลายมากขึ้น นอกจากคอกาแฟทั่วไป ยังมี กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อย่างพวกสื่อมวลชน อัยการ และ แม้แต่ตำรวจก็ยังต้องมาลองสั่งกาแฟเวียดนามร้านนี้กิน

และเหนืออื่นใด บรรดาพนักงานร้านโอลิเวียร์ฯ ต่างไม่ยอมเปิดปากถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะถือว่าให้ความเคารพต่อผู้ตายและครอบครัว อีกทั้งการสอบสวนยังไม่ยุติ

แต่แน่นอนก็คือปริศนาในคดีนี้ได้ทำให้กาแฟเวียดนามเป็นที่นิยมในหมู่ชาวอิเหนาโดยเฉพาะที่ร้านโอลิเวียร์ฯขึ้นมาในบัดดล!ชนิดหาเหตุผลมาประกอบยากน่าดู.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

หาวิธีหยุดดื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574835

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 10 ก.พ. 2559 05:01

 

…เช้าวันอาทิตย์ 7 ก.พ. หนึ่งวันก่อนหน้าวันตรุษจีน เกาหลีเหนือประกาศศักดายิงปล่อยจรวดขึ้นห้วงอวกาศ อ้างประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ประชาคมโลก โดยเฉพาะเพื่อนบ้านเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ต่างออกมาแสดงท่าทีเดือดดาลกันยกใหญ่ เพราะไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือบอกปล่อยดาวเทียมสำรวจโลกขึ้นห้วงอวกาศ

แต่เชื่อว่าเกาหลีเหนือกำลังแอบแฝงยิงทดลองขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ยิงถล่มชาติเพื่อนบ้านได้ง่ายในอนาคตอันใกล้

เหตุผลสนับสนุนความเชื่อของประชาคมโลกและเพื่อนบ้านเกาหลีเหนือคือ การใช้พาหนะปล่อยสิ่งของขึ้นห้วงอวกาศ หรือ SLV (Space Launch Vehicle) สามารถใช้ได้ทั้งวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและด้านการทหาร แต่กรณีเกาหลีเหนือน่าเชื่อว่าเป็นวัตถุประสงค์ทางทหาร เพราะเกาหลีเหนือเคยอ้างยิงปล่อยดาวเทียมขึ้นห้วงอวกาศสำเร็จครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค.ปี 2555 แม้ครั้งนั้นดาวเทียมของเกาหลีเหนือไม่เคยได้ใช้ทำงานตามวัตถุประสงค์ ทำให้เชื่อว่านั่นแค่ภารกิจลวงโลก

สหรัฐฯและเกาหลีใต้เชื่อแน่ว่า เกาหลีเหนือกำลังทดลองพัฒนา ICBM หรือระบบขีปนาวุธยิงข้ามทวีป สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์อาจยิงได้ไกลถึงดินแดนอเมริกา

…เกาหลีเหนือไม่มีสิทธิพัฒนาโครงการด้านอวกาศเชียวหรือ…

คำตอบคือ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเมื่อปี 2549 จากการฝ่าฝืนข้อห้ามพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และทดลองระบบขีปนาวุธ แต่ดูเหมือนข้อห้ามคว่ำบาตรของสหประชาชาติทำอะไรเกาหลีเหนือไม่ได้

แม้แต่การทดลอง “เอช—บอมบ์” ระเบิด ไฮโดรเจนรุนแรงกว่านิวเคลียร์ครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือเมื่อ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่มีใครหรืออะไรระคายเคืองเกาหลีเหนือ

“จีน” ในฐานะผู้ปกป้องด้านการทูตรายสำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือยังระบุได้เพียงเกาหลีเหนือมีสิทธิพัฒนาสำรวจอวกาศ แต่ก็ควร ต้องรับฟังเชื่อฟังมติสหประชาชาติ

ศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือเข้าใกล้จุดครอบครอง ICBM ได้หรือไม่อย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธส่วนใหญ่เห็นว่า ยังอีกไกลหลายปีกว่าที่เกาหลีเหนือจะทำสำเร็จ เพราะเทคโนโลยีระบบขีปนาวุธยิงข้ามทวีปต้องอาศัยเทคโนโลยี “รี—เอนทรี” หรือระบบนำกลับวัตถุจากอวกาศสู่พื้นโลก ช่วยนำพาขีปนาวุธเดินทางได้ไกลจากเกาหลีเหนือถึงชายฝั่งอเมริกา

——แล้วประชาคมโลกจะทำอย่างไรกับเกาหลีเหนือ…

คำตอบคือต้องผ่านกระบวนการเจรจารอมชอมดึงเกาหลีเหนือเปลี่ยนใจจากเด็กดื้อหันมาร่วมโต๊ะพูดคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะการใช้วิธีรุนแรงยิ่งเข้าทาง “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ”…

อานุภาพ เงินกระแชง

ปัญหาที่ตัวผู้สมัคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574294

โดย ยูเรนัส 9 ก.พ. 2559 05:01

 

สำหรับเปรู ปีนี้จะเป็นอีกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองเกิดขึ้น เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองที่จะลงชิงชัยในการเลือกตั้งคราวนี้ ยังคงให้ นางเคอิโกะ ฟูจิโมริ บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีผู้อื้อฉาว นายอัลเบอร์โต ฟูจิโมริ เป็นนักการเมืองหญิงที่ชาวเปรูนิยมชมชอบ แม้บิดาของเธอจะมีประวัติด่างพร้อยไปบ้างก็ตาม

ส่วนนักการเมืองอีกคนที่ทำท่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง อย่าง นายซีซาร์ อะกุนญ่า นักธุรกิจที่ร่ำรวยก็ได้รับความนิยมจากปวงชนในระดับต้นๆ เช่นกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้ นายซีซาร์กลับประสบปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และถูกวิพากษ์–วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งเปิดโปงว่า เขาใช้วิธีตุกติกในการทำวิทยานิพนธ์สมัยเรียนในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยของสเปน และอ้างว่า เขาจบมาได้เพราะคัดลอกงานของนักศึกษาผู้อื่นแล้วทำเป็นอุ๊บอิ๊บปิดเป็นความลับ จึงเรียนจบได้ดีกรีปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตมาอย่างไม่โปร่งใส

เมื่อข่าวนี้กระพือออกมา ทางมหาวิทยาลัยที่ถูกพาดพิงจัดแจงดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามข้อกล่าวหานี้ทันที ขณะที่นายซีซาร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง และแถลงข่าวทำนองว่า เขาถูกโจมตีจากผู้ประสงค์ร้าย และต้องการดิสเครดิตเขาทางการเมือง เอ้า ก็คิดดูดิ การขุดคุ้ย อดีตเกี่ยวกับการศึกษาของเขาคราวนี้ย่อมเกิดจากแรงจูงใจเพื่อหวังให้เขาขาดคุณสมบัติที่จะเข้าไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั่นเอง พร้อมกับ กล่าวว่า ในการทำวิทยานิพนธ์ครั้งนั้น เขาได้รับเมตตาจากอาจารย์ที่ปรึกษาและนักคิดนักเขียนหลายท่าน

ด้านผู้สันทัดกรณีเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของนักการเมืองที่มีสิทธิลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศให้ความเห็นว่า ถ้าหากผลการตรวจ สอบออกมาว่า ข้อกล่าวหาที่นายซีซาร์โดนนั้นมีมูลความจริง เขาก็เข้าข่ายโกหกหลอกลวงเรื่อง วุฒิการศึกษา และส่งผลให้เขาอาจถูกเพิกถอน สิทธิในการสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง

แต่เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ถามว่า แล้วใครจะได้รับผลดีจากการที่ (อาจ) มีคู่แข่งทาง การเมืองถูกตัดสิทธิในการลงเลือกตั้งล่ะ? ก็นัก การเมืองทุกคนที่ปรารถนาจะชิงเก้าอี้ผู้นำเปรูนั่นแหละ.

ยูเรนัส

ใครจะคว้าชัยนิวแฮมพ์เชียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573956

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 8 ก.พ. 2559 05:01

 

พรุ่งนี้ 9 ก.พ. กลุ่มผู้สนับสนุนทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ในรัฐนิวแฮมพ์เชียร์ ก็จะถึงเวลาทยอยเข้าคูหากันอีกครั้ง เพื่อเฟ้นหาตัวแทนประจำรัฐ (Delegate) ไปร่วมโหวต คัดเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในการประชุมใหญ่พรรคกลางปี

โดยกรณีนี้เป็นรัฐลำดับที่ 2 ที่จะมีการลง คะแนนกัน หลังศึกก่อนหน้านี้ที่รัฐไอโอวา เพิ่ง จบไปหมาดๆ ด้วยผลสรุปฟาก “รีพับลิกัน” นาย เท็ด ครูซ ส.ว.รัฐเท็กซัส กำชัย 28 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยนายโดนัลด์ ทรัมพ์ เศรษฐีปากจัด 24 เปอร์เซ็นต์ และนายมาร์โก รูบิโอ ส.ว.รัฐฟลอริดา 23 เปอร์เซ็นต์

ส่วนฟาก “เดโมแครต” แม้จะเป็นการขับเคี่ยวที่สูสีระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน อดีต รมว.ต่างประเทศ กับนายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ คะแนน 50 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน แต่เอาเข้าจริงแล้วกระแสค่อนข้างจืดชืด อารมณ์ประมาณว่าไม่ว่าใครได้ ก็ไม่มีอะไรต่างกัน

แน่นอนว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น มาจากธรรมชาติในศึกการเมืองที่ประชาชนและสื่อ ย่อมต้องการอะไรตื่นเต้นแปลกใหม่ จริงอยู่ที่ผู้สมัครเดโมแครตมีความครบเครื่อง เก่ง และคร่ำหวอดมานาน แต่ก็เห็นหน้ากันอยู่บ่อยๆ

เป็นรัฐบาลมา 8 ปี ตรงข้ามกับรีพับลิกันที่เต็ม ไปด้วยความสดใหม่ ไม่ว่าผู้สมัครนายครูซ หรือนายรูบิโอ ที่เป็นคลื่นลูกใหม่ไฟแรงอายุเพียงแค่ 44-45 ปี ขณะที่นายทรัมพ์ก็ขายความโผงผางฮาร์ดคอร์ แนวคิดสุดโต่ง

จึงไม่แปลกที่คนจะลุ้นมากกว่า ว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้ขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการโหวตแนชนัล คอนเวนชั่น การประชุมใหญ่พรรคเดือน ก.ค. ซึ่งการเลือกตั้งประเดิม 2 รัฐแรกในไอโอวาและนิวแฮมพ์เชียร์ครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญอย่างน่าจับตา เพราะตลอดการเลือกตั้งสหรัฐฯที่ผ่านมา ผลสรุปจาก 2 รัฐนี้ มักเป็นตัวกำหนดหรือ “ชี้นำ” ทิศทางอยู่เสมอ ว่ากระแสจะเริ่มไหลไปที่ผู้สมัครคนใด

และเมื่อไอโอวาสรุปไปแล้ว ก็ถึงคราวของ นิวแฮมพ์เชียร์ในวันที่ 9 ก.พ.นี้ โดยสปอตไลต์ได้ฉายไปที่รีพับลิกันเต็มๆว่า นายครูซจะได้รับชัยชนะต่อเนื่อง นายทรัมพ์จะเอาคืน หรือนายรูบิโอจะแซงเบียดใครคนใดคนหนึ่ง

กรณีนี้มีนักวิเคราะห์อธิบายว่า เหตุที่นายครูซชนะศึกแรก เนื่องจากชาวไอโอวาเป็นพวกตัดสินใจวินาทีสุดท้ายไม่มีธงแน่นอน และคนที่ร่วมโหวต 64 เปอร์เซ็นต์ เป็นแนวเคร่งศาสนาตรงสายนายครูซ ส่วนในนิวแฮมพ์เชียร์ สายเคร่งศาสนาเป็นส่วนน้อย ขณะที่โพลนายทรัมพ์ก็มานำอยู่ที่เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วย นายรูบิโอ 19 เปอร์เซ็นต์ นายครูซ 14 เปอร์เซ็นต์ โดยโพลนี้จัดทำหลังการโหวตในไอโอวาจบไปแล้ว

ขณะที่สื่อเองก็แบ่งหลายฝ่าย สายหนึ่งบอกใครไม่ได้ไอโอวาก็จบสิ้น ขณะที่อีกสายระบุไอโอวาและนิวแฮมพ์เชียร์ไม่ใช่อเมริกาทั้งประเทศเสียหน่อย ต้องรอดูต่อไปต่างหาก.

ตุ๊ ปากเกร็ด

ศึกแรกก็เลือดสาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573092

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 6 ก.พ. 2559 05:01

 

ยังต้องสู้กันอีกหลายยกกว่าพรรคการเมืองของสหรัฐฯ ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต จะได้รู้ว่าใครจะเป็นตัวแทนแต่ ละพรรคเพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 8 พ.ย.2559 แต่ “ศึกแรก” ในรัฐไอโอวา ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบ คอคัส เพื่อเลือกตัวแทนพรรครอบแรก เมื่อ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็พอจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่าใครจะรุ่งหรือร่วง โดยพรรครีพับลิกันดูจะมีสีสันมากกว่าพรรครัฐบาลเดโมแครต เพราะมีผู้ท้าชิงจอมอื้อฉาวอย่างมหาเศรษฐี “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งเสนอนโยบายแต่ละทีก็มีคนต่อต้านเพียบ โดยเฉพาะข้อเสนอให้ห้ามชาวมุสลิมเข้าสหรัฐฯ

โพลหลายสำนักประเมินว่า ทรัมป์เป็นตัวเก็งที่น่าจะชนะศึกในรัฐไอโอวา แต่กลายเป็นว่า “เท็ด ครูซ” ส.ว.รัฐเท็กซัส กลับมีคะแนนนำเป็นที่ 1 คือ 28 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทรัมป์ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 คิดเป็น 24 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยนายมาร์โก รูบิโอ ส.ว.รัฐฟลอริดา ซึ่งได้คะแนน 23 เปอร์เซ็นต์ ตามทรัมป์มาติดๆ

เมื่อผลออกมาแบบพลิกโผ ทรัมป์ก็ได้เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์กล่าวหาว่าครูซใช้กลโกงให้ได้ชัยชนะไป โดยระบุว่า ครูซหลอกกลุ่มผู้สนับสนุนนายเบน คาร์สัน ผู้ท้าชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค อีกรายหนึ่ง ว่า คาร์สันจะถอนตัว และขอให้เทคะแนนสนับสนุนครูซแทน พร้อมสรุปว่าคะแนนที่ครูซได้นั้นเป็นการ “ขโมย” เขามา

อย่างไรก็ตาม ทีมหาเสียงของครูซไม่หวั่นไหว และปัดว่าเป็นข้อกล่าวหาของทรัมป์เป็นการโจมตีสกัดดาวรุ่ง ซึ่งไม่มีมูลความจริง และก่อนหน้านี้ ครูซก็เคยโดนโจมตีว่าไม่ใช่ “อเมริกันที่แท้จริง” เพราะเป็นลูกครึ่งอเมริกัน-คิวบา แถมยังไปเกิดที่แคนาดาอีกต่างหาก ส่วนแนวคิดทางการเมืองของครูซถือว่าเป็นฝ่ายขวาจัด เคยเป็นแกนนำเตะถ่วงการพิจารณาผ่านกฎหมายงบประมาณสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลกลางต้อง “ชัตดาวน์” หรือปิดบริการนาน 16 วัน เมื่อปี 2556 ส่งผลกระทบให้เจ้าหน้าที่รัฐราว 1.3 ล้านคน ต้องถูกพักงาน และบางส่วนไม่ได้รับเงินค่าจ้าง.

ตติกานต์ เดชชพงศ

ใครบีบนางแบบขี้ก้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572564

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 5 ก.พ. 2559 05:01

 

ความจริงปัญหาเรื่องนางแบบผอมแห้งบนเวทีแคตวอล์กโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยมีตัวอย่างถึงแก่ชีวิตอย่าง “อิสลาเบลล์ คาโร” ซุปเปอร์โมเดลที่ทำให้คนผ่านไปเห็นแล้วช็อก!!! กับบิลบอร์ดป้ายเบ้อเริ่มต่อต้านโรคอะนอเร็กเซีย ในช่วงที่กำลังมีงาน มิลาน แฟชั่น วีค เมื่อปี 2007 ก่อนที่เธอจะหมดลมหายใจเพราะโรคนี้ในอีก 3 ปีต่อมาด้วยอายุเพียง 28 ปี

ปัจจุบัน “Victoire Macon–Dauxerre” ซุปเปอร์โมเดลอีกคนที่ลุกขึ้นมากล้าฝืน-แหก-ฉีก กฎ “สงครามประสาท” ของผู้มีอิทธิพลใน วงการด้วยการเขียนหนังสือชีวประวัติตัวเอง ชื่อ “ผอมไม่เคยพอ : ชีวิตประจำวันของนางแบบชั้นนำ” (Jamais asses maigre : Journal d’un top model)

เธอก้าวเข้าสู่วงการเมื่อตอนอายุ 18 เมื่อ 5 ปีก่อน ย้อนความทรงจำว่า “ตอนเข้ามาใหม่ๆ ไม่มีใครบอกให้ชั้นต้องผอมเพรียวหรอก แต่พวก เขาบอกแค่ว่าเดือน ก.ย.นี้นะ เธอจะเป็นดาวเด่น ในงานแฟชั่น วีค เสื้อผ้าที่ใส่เป็นไซส์ 32-34 (ประมาณไซส์ xs-s) แล้วเธอจะต้องใส่ให้ได้นะ”

นั่นจึงเป็นจุดหักดิบการกินให้เหลือเพียงวันละแอปเปิ้ล 3 ลูกกับไดเอตโค้กอาทิตย์นึงปล่อยใจให้กินได้แค่เนื้อปลา หรือเนื้อไก่ชิ้นจิ๋ว…2 เดือน สาวน้อยความสูง 178 ซม. หนัก 56 กก. เหลือเพียง 47 กก.!!!

ผลที่ตามมาเธอก็ได้โลดแล่นตัวปลิวสมใจ เพราะแบรนด์ชั้นนำต่างไล่ล่าคว้าตัวเธอมาเป็นแบบ แต่ 8 เดือนต่อมา เธอกลับต้องทรมานกับโรคบลูลิเมียกับภาวะฆ่าตัวตาย

เล่มนี้ เธอแฉถึงเบื้องหลังเวทีที่เหล่า นางแบบ พอลับหลังคนก็วิ่งเข้าห้องน้ำล้วงคอให้อาเจียน “สำหรับพวกเราเป็นได้ก็แค่ที่แขวนเสื้อผ้า พวกครีเอทีฟต้องการเพียง “รูปร่าง” ไม่ใช่ “ทรวดทรง” แม้แต่คาร์ล ลาเกอร์เฟล์ดเองก็เคยพูดว่า ไม่มีใครอยากดูผู้หญิงตัวยักษ์บนรันเวย์หรอก”

ทุกวันนี้ Dauxerre กลับมาใส่เสื้อผ้า ไซส์ 38 หรือไซส์ L เหมือนเดิม และหนังสือของ เธอก็ทำให้บรรดา ส.ส.ฝรั่งเศส มีมติให้ผ่านข้อ ร่างกฎหมายห้ามมีนางแบบผอมบักโกรกเป็นประเทศที่ 2 ของโลก หลังอิสราเอล ซึ่งหากบังคับ ใช้จริง เอเจนซีทั้งหลายอาจติดคุก 6 เดือน ปรับ 75,000 ยูโร (ราว 2.9 ล้านบาท) พวกสิ่งพิมพ์ ด้วย 37,500 ยูโร ถ้ารีทัชภาพนางแบบให้เพรียวกว่าตัวจริง…ดูซิว่าครั้งนี้จะ “เขียนเสือให้วัวกลัว” หรือเปล่า?

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

ส่วนน้อยแต่เสียหายรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571990

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 4 ก.พ. 2559 05:01

 

2-3 ปีหลังมานี้ ตลาดการบินของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปี 2557 ยอดนักท่องเที่ยวขาออก (จากจีน) ทะลุ 100 ล้านคน เป็นครั้งแรก จีนยังใกล้แซงสหรัฐฯขึ้นเป็น เจ้าตลาดผู้โดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2577 หรืออีก 18 ปีข้างหน้า

แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน ก็มาพร้อมปัญหาการล่าช้า เพราะมีเที่ยวบิน จำนวนมากและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของ ผู้โดยสารชาวจีนที่พบเห็นเป็นข่าวบ่อยครั้งในระยะหลังๆ ไม่ว่าจะในจีนเองหรือต่างประเทศ รวมทั้งในบ้านเราก็เคยลิ้มรสพิษสงของ ผู้โดยสารไร้วินัยชาวจีน (ส่วนน้อย) กันดี

องค์กรการบินพลเรือนของจีน เลือกวิธีนำแก้ปัญหาก่อนแล้ว โดยจัดทำลิสต์พฤติกรรมต้องห้ามรวมทั้งการเข้ายึดเคาน์เตอร์เช็กอินและทำร้ายเจ้าหน้าที่สายการบิน แต่ในส่วนของสายการบินยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรออกมา

กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมานี่เอง สายการบินของจีน 5 แห่งคือ แอร์ ไชน่า ไชน่า อิสเทิร์น ไชน่า เซาเธิร์น ไห่หนาน แอร์ไลน์ส และ สปริง แอร์ ประกาศจับมือสู้ผู้โดยสารนิสัยเสียด้วยการขึ้นบัญชีดำ คนเหล่านี้ที่แม้เป็นส่วนน้อยแต่ก่อปัญหาให้กลุ่มสายการบินอย่างมาก นอกจากถูกขึ้น บัญชีดำยังถูกห้ามขึ้นเครื่องสายการบิน 5 แห่งด้วย

ส่วนจะแก้ได้แค่ไหนก็ต้องรอพิสูจน์ผลดำเนินการกันต่อไป

“พวกเรามีลิสต์รายชื่อ (ผู้โดยสารจอมเกเร) แล้ว ซึ่งก็รวมทั้งคนที่ทุบตีพนักงานของพวกเรา ผู้ที่ปฏิเสธขึ้นเครื่องหรือกีดขวางทางออก” เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของสายการบินสปริง แอร์ เผย

กรณีตัวอย่างผู้โดยสารที่ก่อปัญหาก็อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวชาวจีน ราว 30 คน ก่อหวอดประท้วงด้วยการร้อง เพลงชาติจีนและไม่ยอมขึ้นเครื่องหลังเที่ยวบิน ในไทยดีเลย์นานกว่า 10 ชม. และเมื่อปี 2557 เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์ เอเชีย เที่ยวบินสู่เมืองหนานจิงของจีน ต้องวกกลับมาจอดที่กรุงเทพฯ หลังผู้โดยสารหญิงชาวจีนปาบะหมี่ที่ลวกน้ำร้อนใส่พนักงานต้อนรับบนเครื่อง หลังแค่ถูกแจ้งว่าเธอไม่สามารถนั่งติดกับคนที่มาด้วยกันได้

เรื่องนี้แม้เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลและคนส่วนน้อย แต่ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติ ของจีนถึงกับออกมาระบุว่า ได้ทำลายภาพลักษณ์ชาวจีนทั้งมวลอย่างร้าย แรง….เข้าทำนอง “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง”.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

แค่มือถือก็เป็นเรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571020

โดย ยูเรนัส 2 ก.พ. 2559 05:01

 

มีข่าวชวนอึ้งเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวในสหรัฐอเมริกา เมื่อ นายโรนัลด์ แจ็คสัน บิดาของเด็กหญิงคนหนึ่ง (ซึ่งตามข่าวไม่ขอเปิดเผยชื่อ) เพราะตอนที่เกิดเหตุ เด็กหญิงรายนี้อายุราว 12 ปี เกิดไปเห็นข้อความที่คิดว่าเป็นคำหยาบคายและไม่เหมาะสมในโทรศัพท์มือถือที่บุตรสาวของเขาใช้อยู่ เมื่อกันยายน ปี 2013 นายแจ็คสัน จึงถือวิสาสะเก็บโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน 4 ไว้ และไม่ยอมคืนให้ลูกสาว

ทำให้นางมิเชล สเตป ผู้เป็นแม่ของสาว วัยทีนรายนี้เกิดความไม่พอใจ ขอให้นายโรนัลด์อดีตสามีคืนโทรศัพท์มือถือกลับคืนมา อย่างไร ก็ตาม โรนัลด์ยืนกรานว่าไม่ยอมคืนมือถือไป ให้ลูกสาวแน่ๆ

ด้วยเหตุนี้ นางมิเชลจึงแจ้งความให้ตำรวจจับนายโรนัลด์ซะเลยในข้อหาขโมย ทรัพย์สิน เพราะอ้างว่า ทวงขอโทรศัพท์คืนดีๆ แล้ว แต่นายโรนัลด์ทำไม่รู้ไม่ชี้ พอถามไปเรื่อยๆ ขอให้เอามือถือคืนมา ผ่านไป 3 เดือน นายโรนัลด์ ก็ยังไม่คืน

บอกตามตรงเรื่องนี้ ฝ่ายหญิงคือนางมิเชล ซึ่งเป็นแม่และเลี้ยงดูบุตรสาวนั้นน่าเห็นใจอยู่นะ คือ ถ้าอีกฝ่ายยอมคืนมือถือกลับคืนมาซะแต่โดยดี นางมิเชลคงไม่ใช้วิธีไปแจ้งความเอาผิด กับนายโรนัลด์หรอก

และเมื่อสืบสาวภูมิหลังให้ลึกลงไป พบว่า นายโรนัลด์นั้นไม่ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากับนางมิเชลมาหลายปีแล้ว บุคคลทั้งสองมีจุดเชื่อมโยงกันเพียงมีลูกสาวด้วยกันเท่านั้น

แถมวันที่โรนัลด์ไปเจอข้อความในโทรศัพท์มือถือของลูกแล้วอ้างว่าเป็นข้อความที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยทีนนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า เขารู้ได้อย่างไรว่ามีข้อความไม่เหมาะสมในมือถือที่ลูกสาวใช้? นั่นหมายความว่า เขาอาจบังเอิญไปพบเข้า หรือเขาไปตรวจค้นข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของลูกหรือเปล่า? อาจดู เหมือนไม่ไว้ใจแต่เขาก็ทำได้ในฐานะพ่อ

ฝ่ายนางมิเชลก็แสบพอกัน ในเมื่อไม่ได้มือถือคืนก็แจ้งความจับอดีตสามี เพราะโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นของเธอนี่นา พอเหตุการณ์ผ่านไปถึงมกราคม 2014 นายโรนัลด์ได้รับแจ้งให้ไกล่เกลี่ยยอมความ ถ้าเขายอมคืนมือถือแต่โดยดี ก็จะหลุดจากคดี แต่เขากลับดื้อแพ่ง

สุดท้ายคดีนี้จบลงด้วยดี เมื่อศาลตัดสินว่าโรนัลด์ไม่ผิด แต่เขายังเคืองลูกกับอดีตเมีย เฮ่อ.

ยูเรนัส