ไขปัญหาเด็กอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570711

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 1 ก.พ. 2559 05:01

 

…..ชาวโลกรู้กันดีอยู่แล้วว่าความอ้วนก่อผลทางลบมากมายตั้งแต่ตัวเอง ครอบครัว และสังคม แต่ข้อมูลสหประชาชาติล่าสุดพบว่า กลุ่มเด็กรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ กำลังเผชิญ ความอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงขั้นเรียกได้ว่า “ฝันร้าย” เพราะจำนวนเพิ่มจากช่วงปี 2533 อยู่ที่ราว 31 ล้านคน ขยับขึ้นเป็นกว่า 41 ล้านคน เมื่อปี 2557

สหประชาชาติใช้เวลา 2 ปี สำรวจวิจัยเรื่องนี้ในกว่า 100 ประเทศ ได้ข้อสรุปเด็กๆใน กลุ่มครอบครัวฐานะปานกลางและฐานะต่ำกลับมีลูกหลานรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์เกินมาตรฐานมากกว่าครอบครัวกลุ่มคนฐานะร่ำรวย

รายละเอียดของประชากรเด็กอ้วนพบว่า ทวีปแอฟริกาที่ผู้คนอดอยากแออัดอยู่มากที่สุดของมุมโลก กลับมีจำนวนเด็กอ้วนเพิ่มอย่างรวดเร็วที่สุดของโลกจากช่วงปี 2533 มีอยู่ราว 5.4 ล้าน คน เพิ่มเป็นกว่า 10.3 ล้านคน เมื่อปี 2557 ภูมิภาคเอเชียตามติดอันดับ 2 ประชากรเด็กอ้วนอยู่รวมตัวกันมากราว 48 เปอร์เซ็นต์

ปรากฏการณ์นี้บอกอะไร….

คณะวิจัยชี้ว่า ปัญหาเด็กอ้วนเกินมาตรฐานไม่ใช่ความผิดของเด็ก แต่คือผลกระทบจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและความเป็นสังคมเมืองแผ่ขยายทั่วโลก

ปัจจัยทางชีวภาพ การยากเข้าถึงแหล่ง อาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ปัจจัยทางกายภาพ สถานศึกษาส่วนใหญ่ลดกิจกรรมด้านกายภาพและหันไปเพิ่มกิจกรรมเสริมความรู้ด้านอื่นแทน

อีกปัญหาสำคัญที่สุด คือ ภาวะขาดการควบคุมอาหารไขมันมากและอาหารไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

นักวิจัยชี้แนวทางแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ใช้การโหมออกกำลังกายลดความอ้วน แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหาร โดยเฉพาะ อาหารที่เต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาลต้องลด ละเลิกให้ได้มากและเร็วที่สุด

อีกต้องรณรงค์เปลี่ยนความเชื่อทัศนคติของหลายสังคมที่ว่า เด็กรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์คือความมีสุขภาพดีและความภาคภูมิใจของครอบครัว

นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นคือ การสำคัญผิดของมารดาตั้งครรภ์ทารกมักได้รับการฟูมฟักอย่างดีหวังให้ได้ทารกออกมาอ้วนท้วนสมบูรณ์สุขภาพดี แต่จริงๆแล้วกลับส่งผลกระทบต่อการทำงานของยีนพันธุ์กรรมกระตุ้นให้เด็กอ้วนท้วนง่ายขึ้น ดังนั้น การให้ความสำคัญด้านอาหารกับมารดาระหว่างตั้งครรภ์ดีมากเกินไปก็มีผลอย่างยิ่งต่อกระบวนการเผาผลาญอาหารของเด็กที่เกิดมา

ต่อคำถามว่า รัฐบาลทั่วโลกจะร่วมมือกันอย่างไรสกัดหยุดยั้งอาหารที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์และเต็มไปด้วยไขมันกับน้ำตาลไม่ให้ลุกลามเป็นพิษภัยต่อชาวโลก

คำตอบคือ ยากยิ่งนักและทางแก้ปัญหาต้องใช้ทั้ง “ไม้แข็ง” กับ “ไม้นวม”…
อานุภาพ เงินกระแชง

การเมืองเรื่องข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569831

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 30 ม.ค. 2559 05:01

 

แม้อินโดนีเซียจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียระบุว่า ผลผลิตข้าวเมื่อปี 2558 มีจำนวนกว่า 47.2 ล้านตัน แต่ช่วงเดือน ธ.ค.ถึงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อินโดนีเซียกลับต้องนำเข้าข้าวจากไทยและเวียดนาม เพราะประสบปัญหา “ข้าวขาดตลาด” ทำให้สำนักข่าวรอยเตอร์ตามไปสัมภาษณ์นายดวี อันเดรียส ซันโตซา นักวิชาการสถาบันการเกษตรในเมืองโบกอร์ เพื่อให้วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น

นายดวีชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขผลผลิตข้าวที่จัดทำโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย สูงกว่าตัวเลขที่กระทรวงการเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกาประเมินได้ราว 17-19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ เพราะจากการสำรวจข้อมูลโดยตรงกับกลุ่มเกษตรกรใน 61 พื้นที่ทั่วอินโดนีเซียเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าชาวนาผลิตข้าวได้น้อยลงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับข้าวซึ่งผลิตได้ในปี 2557 ส่วนแหล่งข่าวในรัฐบาลอินโดนีเซียที่ไม่เปิดเผยชื่อ เผยว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของกระทรวงเกษตรมักบิดเบือนตัวเลขผลผลิตข้าว เพื่อจะได้ทุจริตเงินช่วยเหลือค่าผลผลิตและค่าปุ๋ยจากรัฐบาล

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงเกษตรของอินโดฯ ต่างยืนกรานเสียงแข็งว่า ตัวเลขผลผลิตข้าวที่รวบรวมได้เป็นตัวเลขที่แท้จริง และไม่มีการทุจริตบิดเบือนตัวเลขเพื่อ “งาบ” งบใดๆ แต่รัฐบาลอินโดฯนำเข้าข้าวจากต่างประเทศไปแล้วกว่า 840,000 ตัน ตลอดเดือน ธ.ค.-ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งยังมีข้าวจากอินเดียและปากีสถานอีกกว่า 600,000 ตัน ที่รอการนำเข้ามายังอินโดนีเซียในไม่ช้า

นอกจากการบิดเบือนตัวเลขผลผลิตข้าวจะเป็นหนึ่งในกระบวนการทุจริตงบประมาณรัฐแล้ว ยังทำให้อินโดฯต้องเสี่ยงกับภาวะข้าวขาดแคลนในเดือน ก.พ.-มี.ค. ซึ่งจะส่งผลต่อกลไกตลาดและระบบเศรษฐกิจ และประชาชนคงไม่พอใจนักหากอาหารหลักต้องมาขาดแคลน และในอดีตก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนลุกฮือต่อต้านอดีตรัฐบาลซูฮาร์โตเพราะเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก จนซูฮาร์โตต้องพ้นตำแหน่งที่ยึดครองมากว่า 32 ปีไป.

ตติกานต์ เดชชพงศ

แรงปรารถนาของ “ฮุน มณี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569273

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 29 ม.ค. 2559 05:01

 

ถึงแม้ว่าเคยประสบความล้มเหลวอย่าง หมดรูปจากการเลือกตั้งที่ จ.กำปงสะปือ ทั้งที่มีพ่อเป็นถึงนายกรัฐมนตรีเรียกว่า “ป๋าดัน” สายแข็งขนาดนั้น

แต่ความพ่ายแพ้ถือเป็นประสบการณ์ และก็ไม่สามารถทำลายความมุ่งมั่นของ “ฮุน มณี” ลูกชาย วัย 33 ปี ของ “ฮุน เซน” นายกฯ กัมพูชา เพราะจากการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเอพีที่กรุงวอชิงตัน เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ชายบุคลิกสุภาพเรียบร้อยคนนี้ยังต้องการสานฝันให้เป็นจริงกับการได้เป็นผู้นำประเทศสักวันหนึ่ง แต่ไม่ใช่เพราะ “นามสกุล” ต้องเพราะ “ความสามารถ” ล้วนๆ

“ฮุน มณี” ยอมรับอยู่ว่า ลึกๆแล้วชื่นชมการทำงานของพ่อมากตั้งแต่ก้าวเข้ามามีอำนาจเมื่อปี พ.ศ.2528 รวมๆระยะเวลาแล้ว 31 ปี สามารถนำพาประเทศจากที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในฐานะยากจนให้เกิดเสถียรภาพจนนำไปสู่ ความรุ่งโรจน์ชัชวาลกว่าแต่ก่อน ทั้งหมดล้วนต้องฝ่าฟันอุปสรรค “มารการเมือง” ใช้ยุทธวิธีทั้งเล่ห์กลผสมความเหี้ยมเพื่อขจัดเสี้ยนหนาม ไม่เว้นเหตุก่อรัฐประหารยื้อแย่งอำนาจกับพระนโรดม รณฤทธิ์ ถึงขั้นนองเลือดเมื่อปี พ.ศ.2540

และตัวเขาเองก็มีพี่ชายอีก 2 คน ซึ่งมีตำแหน่งระดับบิ๊กๆ อย่าง ฮุน มาเนต พี่ชายคนโต อายุ 38 ปี ประจำฝ่ายผู้บัญชาการกองกำลังปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และดูเหมือนเป็นที่รู้ในแวดวงกันมานานแล้วว่า กำลังถูกวางหมากให้เป็นทายาททางการเมืองคนต่อไป แล้วยังมี ฮุน มานิต อายุ 34 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองประจำกองทัพบก

ขณะที่ตัว ฮุน มณี เอง ที่ดูเหมือนจะ หงิมๆกว่าพี่ชายทั้งสองคน แต่มองโปรไฟล์ดูอินเตอร์กว่า เพราะครึ่งหนึ่งของชีวิตส่วนใหญ่ทั้งอยู่และเรียนที่ฝรั่งเศส ออสเตรเลียและสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศสุดท้ายคว้าปริญญาเอกติดยศด็อกเตอร์ได้จากมหาวิทยาลัยป้องกันชาติที่กรุงวอชิงตัน

ทุกวันนี้ก็นั่งตำแหน่งประธานสหพันธ์ เยาวชนกัมพูชา และเป็น ส.ส.ที่มีอายุน้อยที่สุด เมื่อปี 2556 “ฮุน มณี” มีความภาคภูมิใจนำเสนอมุมมองเชิงบวกกับประเทศของตัวเองมาก อธิบายว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวยกับระบอบประชาธิปไตยที่มีการแข่งขันมากขึ้น แต่ก็ชิงปฏิเสธว่าไม่ใช่พวกเรา 3 พี่น้องแย่งเก้าอี้การเมืองของพ่อ

สิ่งเดียวที่ตัวเขาต้องเอาชนะให้ได้ ณ ปัจจุบันขณะนี้คือ “ลดความอ้วน” ต่างหาก.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

ความคืบหน้าที่ไม่คืบหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568721

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 28 ม.ค. 2559 05:01

 

ข่าวการพบชิ้นส่วนเหล็กลอยมาเกยหาดที่ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้เกิดประกายความหวัง ขึ้นมาอีกระลอกว่าอาจเป็นชิ้นส่วนเครื่องบินโดยสารสายการบิน มาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ที่สูญหายไปพร้อมคนบนเครื่อง 239 คน ระหว่างการบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ของ มาเลเซีย มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งของจีน เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน และยังค้นหากันอย่างต่อเนื่องมาตลอด

เพราะก่อนหน้านี้ก็มีพบชิ้นส่วนปีกเครื่องบิน เกยชายหาดเกาะเรอูนียง ดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเลของฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งทั้งมาเลเซียและอัยการฝรั่งเศสต่างบอกว่าเป็นชิ้นส่วนเที่ยวบินเอ็มเอช 370 แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เริ่มเงียบไป

สำหรับชิ้นส่วนที่พบในไทย มีข่าวมาอีกทางจากบริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ของญี่ปุ่น บอกว่า น่าจะเป็นของจรวดรุ่นเอช—ไอไอเอ (H-IIA) หรือเอช-ไอไอบี (H-IIB) ที่ถูกปล่อยขึ้นจากฐานทางใต้ของญี่ปุ่น

จรวดทั้ง 2 รุ่น ญี่ปุ่นทำการปล่อยตั้งแต่ทศวรรษปี 2000 การปล่อยครั้งล่าสุดอยู่ในช่วงเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

ขณะที่การค้นหาที่มีออสเตรเลียเป็นหัวหอก ในพื้นที่ทางใต้มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานกันว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ตก ยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับแต่เริ่มจับต้นชนปลายหาข้อมูลจากดาวเทียมและเรดาร์ยืนยันจนมั่นใจ นายเหลียว เตียง ไหล รมว.คมนาคมของมาเลเซีย ออกมาบอกความคืบหน้าการค้นหาว่าการค้นหา ระยะที่ 2 คาดว่าจะแล้วสิ้นภายในเดือน มิ.ย.และก็ต้องติดตามผลกันไป

แต่การตีวงค้นหาพื้นที่ก้นทะเลรวม 120 ตร.กม. ที่เชื่อว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ตก ยังเจอ ปัญหาเพิ่มซ้ำเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่ออุปกรณ์โซนาร์ค้นหาวัตถุใต้น้ำที่ติดกับเรือ 1 ใน 3 ลำที่ร่วมปฏิบัติการค้นหา เกิดติดภูเขาไฟดินโคลนที่สูงตระหง่านจากก้นทะเลขึ้นมา 2,200 เมตร และหลุดขาดจากตัวเรือพร้อมสายเคเบิลบางส่วน จึงต้องกลับเข้าฝั่ง ซึ่งใช้เวลาเดินเรือ 6 วัน เพื่อมาเอาสายเคเบิลใหม่แล้วค่อยกลับไป ค้นหาต่อด้วยเครื่องโซนาร์สำรองแทนต่อไป

แม้จะเป็นความคืบหน้าที่ไม่คืบหน้า แต่ก็ต้องพยายามค้นหากันต่อไป เพราะมันคือ ความหวังของญาติมิตรผู้สูญเสีย ที่ยังรอรับรู้รับฟังชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รักที่สูญหาย อยู่เสมอ.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

เกมสร้างบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568114

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 27 ม.ค. 2559 05:01

 

…ภารกิจเยือนเอเชีย 3 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชาและจีนของนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ห้วงเวลานี้ แสดงชัดถึงสหรัฐฯให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียอย่างยิ่งยวดไม่น้อยไปกว่าภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน ปัญหาสงครามกลางเมืองในอิรักกับซีเรียและเรื่องกลุ่มอิสลามิก รัฐอิสลาม (ไอเอส) หรือ “ดาเอช”…

นายแคร์รี ถือเป็น รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯคนที่ 2 เยือน สปป.ลาวนับตั้งแต่ปี 2498 ต่อจากนางฮิลลารี คลินตัน เยือน สปป.ลาวระหว่างนั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯเมื่อปี 2555

ปีนี้ 2559 “ประชาคมอาเซียน”——ASEAN Community เปิดรวมตัวเป็นทางการไปแล้ว พอดี สปป.ลาวขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานหมุนเวียนอาเซียน ทำให้สายตาประชาคมโลกต้องหันมองให้ความสำคัญกับชาติเพื่อนบ้านใกล้ชิดสนิทไทยมากที่สุดชาติหนึ่งในกลุ่มอาเซียน

ปลายปีนี้ เวทีประชุมใหญ่ประจำปีอาเซียน ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งต้องหมดวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯตั้งแต่ต้นปีหน้า กำหนดแผนเยือน สปป.ลาวในช่วงสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์เยือน สปป.ลาวของผู้นำสหรัฐฯคนแรกและครั้งแรก

แต่ก่อนถึงเวทีการประชุมใหญ่ประจำปีอาเซียน ผู้นำสหรัฐฯประเดิมเชิญเหล่าผู้นำอาเซียนไปเยือนรัฐแคลิฟอร์เนีย ถิ่นพำนักของชาวอาเซียนมากที่สุดในสหรัฐฯ ช่วงกลางเดือน ก.พ. เพื่อพบพูดคุยกันหลายเรื่อง แต่สำคัญที่สุดหนีไม่พ้นปัญหา “พื้นที่พิพาททะเลจีนใต้”

“พื้นที่พิพาททะเลจีนใต้” ปมประเด็นร้อนสืบเนื่องจากกรณีจีนพยายามแผ่อิทธิพลอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะกลางทะเล กรณีพิพาทเกิดขึ้นระหว่างจีนกับหลายประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้ง ฟิลิปปินส์กับเวียดนาม

สหรัฐฯมองว่าความพยายามขยายอิทธิพลครอบครองพื้นที่หมู่เกาะกลางทะเลจีนใต้ของจีนกำลังส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพการเดินเรือและการบินเหนือน่านฟ้าบริเวณนั้น

ความพยายามรวมกันอย่างเป็นเอกภาพของอาเซียนร่วมแก้ปัญหาพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ดูเหมือนยากบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะอิทธิพลบารมีของจีนที่มีต่อหลายชาติอาเซียน ทำให้ความพยายามแสดงจุดยืนเรื่องนี้อย่างชัดเจนของอาเซียนแทบเป็นไปไม่ได้

สหรัฐฯพยายามชี้ถึงความล้มเหลวของอาเซียนจากกรณีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อช่วงปี 2555 กัมพูชานั่งเก้าอี้ประธานหมุนเวียนอาเซียนและเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ปีนั้น ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนของอาเซียนต่อกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะทะเลจีนใต้ไม่ได้

สหรัฐฯจึงทิ้งความหวังถึง สปป.ลาว อย่าให้รอยด่างพร้อยแบบครั้งนั้นต้องเกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้….

อานุภาพ เงินกระแชง

ดราม่าก่อนออสการ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567572

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 26 ม.ค. 2559 05:01

 

ในวันที่ 28 ก.พ. เดือนหน้า ก็จะเป็นอีกครั้งที่คอภาพยนตร์คงจะใจจดใจจ่อกับการลุ้นประกาศผลรางวัล “ออสการ์” อะคาเดมี อวอร์ดส์ ว่าในปีนี้ใครจะคว้ารางวัลอันทรงเกียรติไปครอบครอง

โดยตัวเต็งภาพยนตร์ในปีนี้ถือว่ามีหลาก หลายแนว ตั้งแต่แอ็กชั่นตื่นเต้นระทึกใจ “แมด แม็กซ์ : ฟิวรี โรด” และ “เดอะ มาร์เชี่ยน” แนวอ้างอิงชีวิตจริง “เดอะ บิก ชอร์ต” (เรื่องราวช่วงวิกฤติการเงิน) “สปอตไลต์” (แฉอื้อฉาวโบสถ์คาทอลิก) “รูม” (ถูกลักพาตัว) แนวย้อนยุค ดราม่า “บรู๊คลิน” “บริดจ์ ออฟ สปายส์” ไปจนถึง “เดอะ เรเวแนนต์”

อย่างไรก็ตาม ออสการ์ปีนี้ก็เกิดกรณีดราม่ากันอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามีความหลาก หลายไม่เพียงพอ โดยผู้จุดประเด็นเรื่องนี้คือ “เจดา พิงเก็ตต์ สมิธ” ภริยาของดาราดัง วิลล์ สมิธ และผู้กำกับผิวสี “สไปค์ ลี” ที่ระบุว่าเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่ไม่มีดาราผิวสีได้รับการเสนอชื่อเลย พร้อมด้วยกระแสในเครือข่าย สังคมออนไลน์ #Oscarsowhite หรือออสการ์ขาวจั๊วะ ที่ตามมาติดๆ

จากนั้นเรื่องราวก็ดูเหมือนจะลุกลาม โดยมีดาราดังๆออกมาประกาศตัวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไล่ตั้งแต่วิลล์ สมิธ ที่จะบอยคอตไม่ไปร่วมงานประกาศรางวัล จอร์จ คลูนีย์ และ ลูปิตา ยองโก 2 ดารารางวัลตุ๊กตาทอง ที่ระบุว่า ออสการ์กำลังไปในทางที่ผิดและรู้สึกผิดหวัง

จนถึงขั้นทางคณะกรรมการประกาศให้คำมั่นจะปฏิรูปองค์กรเพิ่มความหลากหลาย ด้วยการให้มีผู้หญิงและสมาชิกที่เป็นชนกลุ่มน้อยเพิ่มเป็น 2 เท่า ภายในปี 2563

กระนั้น ใช่ว่าดาราผิวสีทั้งหมดจะเห็นด้วยกับกระแสต่อต้านครั้งนี้ อย่าง “ไอซ์ คิวบ์” ดาราแร็ปเปอร์ ที่ในปีนี้หนังที่เจ้าตัวเป็นดารานำ “สเตรท เอ้าต้า คอมพ์ตัน’ส” ก็ถูกโวยว่าควรจะได้รับเสนอชื่อจากออสการ์เหมือนกัน

โดยเจ้าตัวได้พูดออกมาตรงๆ ระหว่างถูกนักข่าวถามว่า จะบอยคอตออสการ์ด้วยไหม “พวกผมไม่ได้ทำหนังเพื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่ทำออกมาเพื่อให้คนดูให้แฟนๆดู ได้รางวัลหรือมีคนมาลูบหลังว่าทำดีแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ดี ผมว่าจะคิดมากกันไปทำไมกับเรื่องนี้ มุ่งไปข้างหน้าจะดีกว่า”

เหมือนกับเวลาจะกินเค้กแล้วร้องไห้งอแง เพราะพ่อครัวโรยน้ำตาลไอซ์ซิ่งให้น้อย ไป ผมว่าเรื่องนี้มันเลอะเทอะกันไปใหญ่แล้ว.

ตุ๊ ปากเกร็ด

ดารานักธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567251

โดย ยูเรนัส 25 ม.ค. 2559 05:01

 

ดาราฮอลลีวูดที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจอีกคนหนึ่งแล้ว เธอผู้นี้ได้แก่ ดรูว์ แบร์รีมอร์ นักแสดงและโปรดิวเซอร์ในหนังเรื่องนางฟ้าชาร์ลี ภาพยนตร์เวอร์ชั่นบนจอเงินนั่นเอง หลังหายหน้าไปจากการแสดง เพราะต้องไปทำหน้าที่เป็นคุณแม่เลี้ยงดูบุตรสาว 2 คน ชื่อ โอลีฟ และแฟรงกี้ แบร์รีมอร์ โคเปิลแมน

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ดาราสาววัย 40 ปี กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังเธอตัดสินใจขยายธุรกิจเครื่องสำอางที่ทำมาก่อนเพื่อหาตลาดใหม่ๆในต่างประเทศ และหวังว่าจะสามารถขยายธุรกิจในชื่อแบรนด์ของสินค้าว่า เฟลา–เออะ หรือ ฟลาวเวอร์ ที่แปลว่า ดอกไม้ ซึ่งเราคุ้นชินกัน โดยปัจจุบันขายอยู่ในห้างวอลมาร์ท ของสหรัฐอเมริกา จึงตั้งเป้าจะนำสินค้าไปขาย ยังต่างประเทศด้วย

ส่วนตลาดหลักๆ ที่จะไปวางจำหน่ายก่อน ได้แก่ จีนในย่านเอเชีย, ประเทศในทวีป อเมริกาใต้, ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรอังกฤษ โดยมีนายอารี โคเปิลแมน บิดาของสามี “วิล” ซึ่งเคยเป็นประธานบริษัทสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง ชาแนล เป็นที่ปรึกษาและผู้ให้ความช่วยเหลือคนสำคัญ

ทำไมถึงสร้างสินค้าในชื่อของฟลาวเวอร์? หลายคนสงสัย เนื่องจากคนมีชื่อเสียงจำนวนมากหากจะออกสินค้าใดมาจำหน่ายมักใช้ชื่อของตัวเองเป็นจุดขาย แต่ดรูว์ ไม่ได้คิดเหมือนคนเหล่านั้น หากมองให้ลึกลงไป เธอเคยร่วม หุ้นกับนางแนนซี่ จูโวเนน ก่อตั้งบริษัทโปรดักชั่น ผลิตรายการต่างๆ รวมทั้งสร้างหนัง ในชื่อของ ฟลาวเวอร์ ฟิล์มส์มาก่อน โดยภาพยนตร์ที่สร้างจากบริษัทนี้มีหลายเรื่องที่บ้านเรารู้จักกันดี เช่น Never Been Kissed

เหตุนี้เธอจึงผูกพันกับชื่อของฟลาวเวอร์เป็นพิเศษ และในความคิดของเธอหากจะใช้ชื่อ ของตัวเอง เป็นแบรนด์ของสินค้า เธอบอกว่ามันเสี่ยงเกินไป และอาจกลายเป็นดาบสองคมกับชื่อเสียงและหน้าที่การงานได้

ด้านสินค้าในแบรนด์ ฟลาวเวอร์ บิวตี้ ก็มีทั้งลิปสติก, น้ำหอมและเครื่องสำอางทั้งหลาย ซึ่งก่อนหน้านี้มีวางจำหน่ายอยู่ในซุปเปอร์มาร์เกตชื่อดังอย่างวอลมาร์ท ส่วนสินค้าอื่นๆ

ที่จะตามมา เสื้อผ้า แน่นอนเธอคิดอยู่ในใจแล้ว ว่าราคาจะไม่แพงจนคนทั่วไปรับไม่ได้พูดถึงดรูว์ แบร์รีมอร์ แล้ว ถือเป็นตัวอย่างของนักแสดงระดับโลกคนหนึ่งที่ใช่ว่าชีวิตของเธอจะสวยหรูในวงการนะ เพราะเธอผ่านช่วงเวลาที่ตกต่ำแบบสุดๆ มาแล้ว ทั้งสูบบุหรี่, ดื่มเหล้าและเสพยา จนเธอฮึดขึ้นมาสู้ชีวิตและกลับตัวเป็นคนใหม่ มุ่งทำงานและไม่กลับไปแตะอบายมุขอีก ชีวิตของเธอจึงดีขึ้นตามลำดับ ถ้าไม่เป็นนักแสดง เธอก็ทำงานเบื้องหลังเป็น โปรดิวเซอร์ และอีกงานที่รักคือการเป็นนักธุรกิจของสินค้าด้านความสวยความงาม ซึ่งต่อไปอาจ ขยายตลาดไปสู่สินค้าประเภทอื่นๆอีกก็ได้.

ยูเรนัส

อนาคต “ว่างงาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566403

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 23 ม.ค. 2559 05:01

 

การประชุมเศรษฐกิจโลก World Economic Forum ปีนี้จัดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ 19-23 ม.ค. มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง โดยรายงานขององค์กร “อ็อกซ์แฟม” ระบุว่าช่องว่างทางเศรษฐกิจของคนทั่วโลกห่างจากกันมากขึ้นในปี 2558 ที่ผ่านมา เพราะผลสำรวจพบว่า “มหาเศรษฐี” ติดอันดับโลกยิ่งร่ำรวยขึ้น ถึงขนาดที่ทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐีระดับโลกเพียง 68 คน เทียบเท่ากับทรัพย์สินของ “คนทั้งโลก” ที่เหลืออยู่รวมกัน ขณะที่คนรวยเหล่านี้คิดเป็น “1 เปอร์เซ็นต์” ของประชากรโลกกว่า 7,200 ล้านคนเท่านั้น

ประเด็นต่อมา “กาย ไรเดอร์” ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยต่อที่ประชุม WEF ว่าสถิติผู้ว่างงานทั่วโลกในปี 2558 มีจำนวนกว่า 197.1 ล้านคน มากกว่าสถิติเมื่อปี 2557 ราว 1 ล้านคน ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าปี 2559 อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2.3 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกา เหนือ มีความหวังว่าสถิติผู้ว่างงานจะลดลง เพราะเศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าวค่อยๆกระเตื้องขึ้นในปีที่ผ่านมา

ไรเดอร์เตือนด้วยว่าประเทศที่เศรษฐกิจเคยเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างบราซิลและจีนมีแนวโน้มจะมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยในบราซิลอาจมีผู้ว่างงานเพิ่มราว 700,000 ราย และในจีนอีกราว 800,000 ราย เนื่องจาก เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วโลกจึงต้องร่วมมือกันหาทางสร้างงานใหม่ๆ เพื่อรองรับประชากรของตน เพราะปัญหาว่างงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างคนในสังคม ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางป้องกันการว่าจ้างงานแบบเอารัดเอาเปรียบ และกดขี่ละเมิดสิทธิแรงงาน ส่วนสถิติแรงงานถูกกดขี่และเสี่ยงภัยจากการทำงานเมื่อปีที่ผ่านมามีจำนวนกว่า 1,500 ล้านคน หรือคิดเป็น 46 เปอร์เซ็นต์ ของการจ้างงานทั้งหมดทั่วโลก.

ตติกานต์ เดชชพงศ

สังคมพ่อบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565844

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 22 ม.ค. 2559 05:01

 

ภาพ : AFP

ทันทีที่เรื่องของ มร.คิม จิน–ซุง พนักงานขายไอที ของบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงโซล เมืองหลวงแดนกิมจิใต้ รู้ไปถึงระดับหัวหน้าในออฟฟิศ ต่างแสดงความรู้สึกออกมา ทั้งช็อก-ไม่อยากจะเชื่อ-ไม่พอใจอย่างแรง แม้แต่เพื่อนๆ ก็ออกอาการไม่แตกต่างสักเท่าไหร่

“พวกเขาถามผมไม่รู้ตั้งกี่ร้อยครั้งว่า แน่ใจแล้วเหรอ? ตัดสินใจดีแล้วเหรอ? ล้อเล่นหรือเปล่า?” เพราะการยื่นใบสมัครของ มร.คิม ระบุถึงความต้องการใช้สิทธิ์ยื่นใบลาเพื่อไปทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร (paternity leave ซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานประเทศนี้ให้สิทธิ์สูงสุดเป็นเวลา 1 ปี) ยอมทิ้งงานที่ทำมาตลอดระยะเวลา 15 ปีไปเลี้ยงลูกสาวคนโตวัย 5 ขวบ กับลูกชายวัย 3 ขวบ

เรื่องของเรื่องคือประเทศกำลังประสบปัญหาการคลอดบุตรต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพราะผู้หญิงไม่อยากอยู่บ้านเป็นฝ่ายแบกรับหน้าที่ที่ไม่เต็มใจแบบสมัยก่อน แล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการคลอดบุตรเฉลี่ย 1.19 คน/ผู้หญิง ซึ่งน้อยสุดในบรรดา 34 ประเทศสมาชิกองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้ 1.67 คน

มร.คิม ก็เลยเหมือนผู้ชายสมัยใหม่หลายต่อหลายคนในยุคนี้ที่เป็นฝ่ายอยู่บ้านเลี้ยงลูกแทนภรรยา กลายเป็นเทรนด์ปรับทัศนคติที่คาดไม่ถึงกับสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งมองว่าการเลี้ยงลูกเล็กๆ เป็นความรับผิดชอบของคนเป็นแม่เต็มๆ

แล้วยิ่งทางรัฐบาลประกาศส่งเสริมหนุนนำให้ผู้ชายแห่สมัครลาเลี้ยงลูกกันให้เยอะๆ โดยทุ่มงบประมาณหลายพันล้านเหรียญ เช่นเงินช่วยเหลือแบ่งเบาภาระครอบครัว เพราะออฟฟิศไม่จ่ายเงินเดือนให้อยู่แล้ว มร.คิม ก็เลยจะได้รับจากภาครัฐ เทียบเท่า 40% ของเงินเดือนประจำ หรือราว 1 ล้านวอน (ราวๆ 3 หมื่นบาทนิดๆ)

มีค่าตอบแทนมาล่ออย่างนี้ หนุ่มเกาหลีเลยทยอยลางาน โดยผลสำรวจเมื่อไม่กี่วันมานี้พบว่า เกือบ 80% ขันอาสาเป็นพ่อบ้าน แต่ก็มีครึ่งนึงที่ยังตงิดๆ สะกิดใจเสี่ยงที่จะถูก “เลย์ออฟ” หรือลดตำแหน่งตอนที่กลับไปทำงานปกติ

มร.ลี ดง–ฮุน ผู้จัดการบริษัท ฮุนได เดเวลอปเม้นต์ ก็เป็นพนักงานคนแรกของบริษัท ในรอบ 40 ปี ซึ่งผู้ใหญ่ลีบอกว่า “เวลาที่หมดไปกับการเลี้ยงลูกนั้นมีค่ากว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่รู้กี่เท่า ยิ่งตอนที่ลูกเริ่มหัดพูดใหม่ๆ แล้วพูดคำว่า “อา-ปา (พ่อ)” ได้ก่อนคำว่า “ออม-มา (แม่)”…ชื่นใจจนยากเกินบรรยายจริงๆนะคุณ.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

ภาพยังไม่ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565383

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 21 ม.ค. 2559 05:01

 

เพิ่งกลับจากการไปร่วมสังเกตการณ์การปฐมนิเทศผู้เข้ารับการอบรมคอร์สอาเซียนรุ่นที่ 4 เมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก่อนจะเริ่ม การอบรมเป็นจริงเป็นจังต่อไป

โดยหนึ่งในเพื่อนบ้านอาเซียนที่ถูกพูดถึงมากในวันนั้น ก็คือ เวียดนาม ที่หลายๆเวทีมักหยิบยกขึ้นมาเทียบเคียงการพัฒนาของไทย อย่างโน้นอย่างนี้บ่อยๆ และก็พอดีมีข่าวของเวียดนามที่น่าจะสะท้อนถึง “ภาพ” การเป็นประชาคม (อาเซียน) ได้ดี

ตามเงื่อนไขหลักของประชาคมอาเซียนนอกจากการมุ่งเป็น ตลาดเดียว แล้ว ยังให้เปิดเสรีแรงงานฝีมือ 8 สาขา รวมทั้งแพทย์และวิศวกร แต่ยังคงเป็นปัญหาหนักใจสำหรับสมาชิกอาเซียนด้วยกันไม่เว้นแม้แต่เวียดนาม

เป็นเรื่องน่าห่วงจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงแรงงานของเวียดนาม ต้องประชุมหารือกัน ก่อนแนะนำรัฐบาลให้หามาตรการใหม่มาปกป้องตลาดแรงงานท้องถิ่น กลัวสู้แรงงานเพื่อนบ้านที่มีทักษะดีกว่าไม่ไหว

เดิมกฎหมายเวียดนามกำหนดให้ชาวต่างชาติต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและได้ใบอนุญาตก่อนจึงจะทำงานในเวียดนามได้ แต่แค่นี้ถือว่ายังไม่พอ ต้องหามาตรการอื่นๆ เช่น กำหนดเป็นเงื่อนไขให้ชาวต่างชาติต้องใช้ หรือรู้ภาษาเวียดนามได้ด้วยถ้าคิดจะเข้ามาทำงานในเวียดนาม

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนไม่ได้ห่วงมาก และยังเห็นว่าตลาดแรงงานเวียดนามจะไม่กระทบมาก อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ เพราะ มีข้อจำกัดเปิดเสรีแค่แรงงานฝีมือ 8 สาขาหลัก ซึ่งคนงานในสาขาอาชีพเหล่านี้คิดเป็นแค่ร้อยละ 1 ของแรงงานเวียดนามโดยรวม และยังมีเงื่อนไข อื่นๆที่กีดขวางไว้อยู่ไม่ว่า วัฒนธรรม ไปจนถึงภาษา รวมทั้งยังมีกฎระเบียบหยุมหยิมในระดับท้องถิ่นอยู่ก็ยิ่งไม่ง่าย

ขณะเดียวกัน แต่ละชาติสมาชิกอาเซียนยังมีกรอบคุณสมบัติ (แรงงาน) แตกต่างกันและ จะสร้างความยุ่งยากต่อการเคลื่อนที่ (โดยเสรี) ของแรงงานมีฝีมือทั้ง 8 สาขาเอง

เรื่องนี้น่าจะให้เวลาสักระยะกว่าจะเห็นภาพชัด เพราะประชาคมอาเซียนเพิ่งเริ่มขึ้นเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง และเข้าใจว่าคงไม่ใช่แค่เวียดนามหรอกที่ห่วง.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์