หมวยเหล็กกับหมวยเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564779

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 20 ม.ค. 2559 05:01

 

สาธารณรัฐจีน–Rebublic Of China (ROC) ชื่อทางการ หรือชาวโลกรู้จักนาม “ไต้หวัน”–Taiwan เลือกผู้นำหญิงขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์จากการเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ 16 ม.ค.

“ไช่ อิง เหวิน” วัย 59 ปี ศาสตราจารย์กฏหมาย ผู้นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) สตรีบุคลิกขี้อายแต่แกร่งกล้า คว้าชัยเหนือ

คู่แข่งคนสำคัญคือ “อิริค ชู” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองใหม่ไทเป ผู้นำพรรครัฐบาลชาตินิยมกั๋วะมินตั๋ง (เคเอ็มที) ด้วยคะแนนนำ 56 ต่อ 31 เปอร์เซ็นต์

นโยบายชัดเจนของ “ไช่ อิง เหวิน” คือแยกอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนโยบายพรรคชาตินิยมกั๋วะมินตั๋งพยายามสานมิตรภาพแน่นแฟ้นกับแผ่นดินใหญ่มาตลอดช่วงเวลา 8 ปีภายใต้การบริหารดินแดนโดยประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่ว

เกือบทันทีที่รู้ผลชนะเลือกตั้งแน่ๆ “ไช่ อิง เหวิน” ขึ้นเวทีประกาศประเด็นร้อนแรงที่สุดคือความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ เธอยืนยันยึดมั่นสันติภาพกับแผ่นดินใหญ่ แต่ขอปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของไต้หวันโดยปลอดจากการครอบงำภายใต้อิทธิพลของจีน

เช่นเดียวกันกับท่าทีจากรัฐบาลแผ่นดินใหญ่ แถลงผ่านสำนักงานกิจการไต้หวัน ประกาศชัด “ทั้งสองดินแดนตลอดแนวช่องแคบไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวของจีน ดินแดนและอธิปไตยของจีนจะไม่ถูกแบ่งแยก ผลการเลือกตั้งไต้หวันจะไม่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานแห่งความจริงและฉันทามติของประชาคมโลก”

เหตุผลความพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรครัฐบาลกั๋วะมินตั๋งให้แก่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า และการก้าวผงาดของ “ไช่ อิง เหวิน” ก็เพราะคะแนน นิยมอดีตประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่ว เสื่อมลงตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่พยายามผลักดันผูกสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนแผ่นดินใหญ่มาตลอด แต่กลับได้รับผลประโยชน์เพียงน้อยนิด

อีกทั้งคนรุ่นใหม่ของไต้หวันต่างเผชิญสภาพ หางานการทำยากและมีรายได้ไม่มากสมใจนึกจนก่อเกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านการทำข้อตกลงการค้าใหม่ๆกับจีน

ยิ่งช่วงการเลือกตั้งดันมีข่าวดราม่า กรณีนักร้องสาวเชื้อสายไต้หวันในวงเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีใต้ ถูกแฉภาพชูโบกธงไต้หวันคู่กับธงชาติเกาหลีใต้ ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจจากฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะเชื่อว่าเธอสนับสนุนแยกเอกราชไต้หวัน ทำให้นักร้องสาวต้องออกมาขอโทษขอโพย เพราะบริษัทต้นสังกัดในเกาหลีใต้กลัวจะถูกจีนยกเลิกงานการแสดงและข้อตกลงเรื่องอื่นๆ สูญเสียผลประโยชน์มหาศาล

เรื่องดราม่าแค่พยายามแสดงตัวตนชาวไต้หวันผ่านแวดวงบันเทิงของเด็กสาวอายุ 16 ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับทัศนคติด้านการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งส่งผลถึงชัยชนะของ “ไช่ อิง เหวิน” ได้คว้าคะแนนเลือกตั้งกระโดดขึ้นเกินระดับ 50 เปอร์เซ็นต์อย่างง่ายดาย

ก้าวต่อไปคือภาระหน้าที่ของ “ไช่ อิงเหวิน” จะนำพา “สาธารณรัฐจีน” ไปทิศทางใด….

อานุภาพ เงินกระแชง

ดารากับพ่อค้ายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563083

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 16 ม.ค. 2559 05:01

 

เมื่อครั้ง “ฮัวคิน กุซมัน” หรือ “เอล ชาโป” เจ้าพ่อขบวนการค้ายาเสพติดชื่อดังของเม็กซิโก แหกคุกหนีจากเรือนจำได้เมื่อเดือน ก.ค.2558 ก็ถือเป็นข่าวใหญ่ที่มีผู้คนสนใจทั่วโลก และก็ตกเป็นข่าวดังอีกครั้งเพราะถูกจับกุมได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ม.ค. แถมยังมีดาราดังจาก 2 ชาติเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องในการสืบสวนครั้งนี้ด้วย

คนแรกคือ “ฌอน เพนน์” นักแสดงหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันที่บ้านเรารู้จักดี มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะไปสัมภาษณ์เอล ชาโป ถึงเม็กซิโกเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว หลังเจ้าพ่อค้ายาต้องการให้มีการสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของตัวเองขึ้น ส่วนคนดังคนที่ 2 คือ “กาเต เดล กาสติลโญ” นักแสดงหญิงชาวเม็กซิกัน วัย 43 ปี ซึ่งคนไทยอาจไม่รู้จักมากนัก แต่ชาวเม็กซิกันรู้จักดีในฐานะนักแสดงคนดังที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่อง โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตพิเศษของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเม็กซิโกเมื่อปี 2552 และเป็นผู้รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ตั้งแต่ปี 2555

สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ของสหรัฐฯ รายงานว่า เดล กาสติลโญ เคยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์โดยระบุชื่อเอล ชาโป เมื่อปี 2555 เพื่อขอร้องให้เจ้าพ่อค้ายาใช้เครือข่ายลำเลียงยาเสพติดของตัวเองช่วยเหลือสังคมแทน เช่น การส่งยารักษาโรคและเสบียงอาหารให้แก่เยาวชน หรือผู้ยากไร้ในสังคม จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เอล ชาโป ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในเรือนจำ ส่งคนสนิทมาติดต่อกับเดล กาสติลโญ นำไปสู่ความไว้วางใจ ให้นักแสดงสาวคนดังติดต่อกับฌอน เพนน์ และกลุ่มผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ในวงการบันเทิงฮอลลีวูดของสหรัฐฯ หลังเอล ชาโป หลบหนีออกจากเรือนจำ

การติดต่อกับนักแสดงทั้งคู่ทำให้เอล ชาโป ถูกติดตามจับกุมได้สำเร็จ ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าเดล กาสติลโญ และเพนน์อาจตกเป็นเป้าโจมตีของเครือข่ายค้ายาในเม็กซิโก แต่เดล กาสติลโญ ย้ายมาพำนักในสหรัฐฯได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือนักแสดงทั้งคู่อาจต้องให้ปากคำกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในฐานะที่ติดต่อกับ “อาชญากร” โดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่.

ตติกานต์ เดชชพงศ

ชีวิตติดไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562516

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 15 ม.ค. 2559 05:01

 

ถึงแม้ว่า “มหกรรมแสดงอุปกรณ์ผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์” หรือ Consumer–Electronics show (CES) ประจำปี 2559 ที่นครลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐฯ ซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่จะเก็บอุปกรณ์ลงกล่อง กลับบ้าน กลับช่องกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 9 มกราฯที่ผ่านมา และมีองค์กรเอกชน/บุคคล จากทั่วโลกแห่แหนเข้าร่วม “โชว์ & แชร์” นวัตกรรมสุดล้ำของตัวเองกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

เพราะเป็นการรวบตรึงทุกสิ่งอย่างที่จะทำให้ผู้เข้าชม และชาวโลกได้รับรู้ถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไอทีแก็ตเจต โคตรอัจฉริยะทั้งหลายแหล่ที่มีการพัฒนาอย่างชนิดนอนสต๊อปมาตลอดระยะเวลา 40 ปี

และทุกครั้งก็สร้างความประทับใจ อึ้ง-ทึ่ง กับไอเดียสุดล้ำจากมันสมองของมนุษย์ที่บางคนอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะได้ พบ ได้เห็นและได้สัมผัส “สิ่ง” ที่ทำงานได้จริง

จนเหล่ากูรูชั้นเซียนแห่งโลกไอทีพยากรณ์ล่วงหน้าว่า ความล้ำสมัยที่เกิดขึ้นจะหลุดสุดขอบโลก ไล่กันตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน รถยนต์ อุปกรณ์สวมใส่ หรือเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ ซึ่งสอดไส้ความฉลาดในการใช้งานมากขึ้น

เช่น อาเฮียจากภาพประกอบ ที่ยกอุปกรณ์มือถือขึ้นมาจ่อโคมไฟตรงหน้า นั่นเขาไม่ได้มาเล่นๆนะ เพราะ มร.ปี่เชิง ฮั่น ซีอีโอจาก บริษัท เบรนโค ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากเพื่อนนักศึกษาระดับปริญญาเอก หรือระดับด็อกเตอร์อีก 3 คน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สวม “Brainco Focus 1” รอบศีรษะ จากนั้นก็หลับตาเพ่งกระแส จิตให้แน่วแน่ตรวจจับสัญญาณคลื่นสมอง เพื่อแปรเป็นคำสั่งเปิด-ปิดโคมไฟ หรือแม้แต่ควบคุมมือโรบ็อตนั่น…และก็ทำได้!!

และอีกหนึ่งงานต้นแบบของ มร.ไบรอัน เคาฟ์แมน ผู้คิดค้น “In–Tail” ซึ่งมาพร้อมระบบเซนเซอร์เสียง เวลาไปแปะติดบั้นท้ายใคร แล้วใช้มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นจอยสติ๊ก คอยควบคุมให้มันกระดุ๊กกระดิ๊กตามจังหวะเสียงเพลง ส่ายซ้าย-ขวา-หน้า-หลังได้หมด ตั้งราคาเตรียมขายเดือนเมษาฯนี้ไว้แล้วที่ 499 ดอลลาร์ หรือ หมื่นแปดนิดๆ…นี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ใครหลายๆคนก็คาดไม่ถึง

แต่ทั้งหมดในงานก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อุปกรณ์การสื่อสารต่างๆ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือของเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ตราบใดที่ “มัน” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หลายคนขาดไม่ได้ไปแล้ว.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

เรื่องของพระเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562007

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 14 ม.ค. 2559 05:01

 

ข่าวการตามจับ ฮัวควิน กุซแมน หรือ เอล ชาโป พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวเม็กซิกันที่หนีรอดคุกมาได้ถึงสองครั้งสองคราได้เมื่อเร็วๆนี้ และมีข่าวต่อมาว่า ฌอน เพนน์ พระเอกและผู้กำกับหนังฮอลลีวูดชื่อดังชาวอเมริกัน เพิ่งเข้าไปสัมภาษณ์เอล ชาโปแบบตัวต่อตัวจากการติดต่อผ่านดาราสาวชาวเม็กซิกันซึ่งได้ติดต่ออยู่ลับๆกับพ่อค้ายารายนี้เพื่อหวังจะให้นำประวัติไปสร้างเป็นหนัง

คนและสื่อทั่วโลกหันมาสนใจฌอน เพนน์ พระเอกมากฝีมือเจ้าของรางวัลออสการ์และภาพลักษณ์แบดบอยแห่งวงการฮอลลีวูดอีกครั้ง

เพราะนอกจากผลงานในวงการบันเทิงแล้ว เพนน์ยังเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อมนุษยธรรมและการเมืองด้วย อย่างตอนหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติเมื่อปี 2553 เขาได้เดินทางไปช่วยแจกของบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยถึงที่อยู่นาน ส่วนองค์กรไม่หวังผลกำไรที่เขาตั้งขึ้นที่ชื่อว่า “องค์กรบรรเทาทุกข์เพื่อชาวเฮติ เจ/พี” ตอนนี้จ้างงานพนักงานเพื่อการพัฒนา 300 กว่าคน

หรือเมื่อ 5 ปีก่อนหน้านั้น ที่เกิดพายุเฮอริเคนแคทรินา พัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยส์–เซียนา เขาก็ไม่เคยกลัวที่จะลุยน้ำช่วยเหลือคน แม้ว่าน้ำท่วมขังเริ่มเน่าหรืออาจมีสารพิษปนอยู่

ส่วนเรื่องการเมืองเพนน์ก็เรียกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้บ่อยๆ เคยเดินทางไปอิรักเมื่อ ธ.ค.2545 หรือ 2 เดือนหลังจ่ายเงินซื้อโฆษณาใน นสพ.วอชิงตัน โพสต์ เพื่อประท้วงการบุกโจมตีอิรักที่มีการวางแผนไว้แล้วของอดีตผู้นำสหรัฐฯ นาย จอร์จ ดับเบิลยู.บุช เพนน์ยังทำตัวอยู่ตรงข้ามหรือต่อต้านรัฐบาลอย่างไม่แคร์ใครบ่อยครั้งด้วยเหมือนกัน เช่น ได้พบปะกับนาย ฮิวโก ชาเวซ อดีตผู้นำเวเนซุเอลาผู้ล่วงลับและเป็นคู่อริตัวฉกาจของสหรัฐฯในกรุงการากัส ขณะที่ประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร ของคิวบาก็เลือกเพนน์เป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้เข้าสัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำคิวบา แม้แต่เวทีออสการ์ที่มอบรางวัลให้ก็ไม่เว้น เพนน์เคยเผยกับสื่อฝรั่งเศสว่า “ออสการ์เป็นที่ที่มีการปั่นผลรางวัลและทำการตลาดที่ดีมากๆ”

การดอดไปสัมภาษณ์เอล ชาโปที่มีขึ้น 3 เดือนก่อนพ่อค้ายาเสพติดถูกตามจับได้ เพนน์เผยต่อมาว่าไม่รู้สึกเสียใจที่ทำลงไปแม้จะถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายรวมทั้งทำเนียบขาว เพราะไม่มีอะไรต้องซ่อนเร้นปิดบัง

ต้องยอมรับว่ามาดมั่นได้จนหยดสุดท้ายจริงๆ สำหรับพระเอกแบดบอยมากอุดมการณ์รายนี้.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

เอช-บอมบ์โสมแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561488

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 13 ม.ค. 2559 05:01

 

“โสมแดง” เกาหลีเหนือ หรือชื่อทางการ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” (DPRK) อ้างเมื่อ 6 ม.ค.2559 ถึงความสำเร็จ ทดลอง “เอช -บอมบ์” –ระเบิดไฮโดรเจน หรือ ระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน อานุภาพร้ายแรงหลายเท่ากว่าระเบิดนิวเคลียร์ธรรมดา หรืออะตอมิค บอมบ์–ระเบิดปรมาณู ที่สหรัฐฯใช้ 2 ลูก ถล่มญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2488

“เอช-บอมบ์” รุนแรงมากเพราะเป็นระเบิดแบบ 2 จังหวะ ใช้ความร้อนมหาศาลจากการระเบิดจังหวะแรก ทำให้ธาตุเบาทั้งหลายรวมเป็นนิวเคลียสหนัก ได้พลังงานและความร้อนมากขึ้นจากการระเบิดจังหวะสอง

การอ้างความสำเร็จทดลอง “เอช -บอมบ์” ของเกาหลีเหนือครั้งนี้ จึงถูกตั้งข้อสงสัยคลางแคลงใจ เพราะถ้าวัดจากข้อมูลแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวบริเวณแหล่งทดลองระเบิดใต้ดิน พบการสั่นสะเทือนระดับ 4.9 ถึง 5.1 แมกนิจูด เทียบเคียงได้กับการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ธรรมดา ของเกาหลีเหนือครั้งหลังสุดเมื่อปี 2556

ส่วนการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลี เหนือครั้งก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2552 วัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินได้ 4.7 แมกนิจูด และการ ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกของเกาหลีเหนือเมื่อปี 2549 วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 4.3 แมกนิจูด

จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินเห็นได้ว่า พัฒนาการความรุนแรงล่าสุดไม่เพิ่มขึ้น จึงก่อเกิดคำถามตามมาว่าเกาหลีเหนือทดลองระเบิดไฮโดรเจน “เอช-บอมบ์” สำเร็จตามราคาคุยจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ประสบความสำเร็จตามราคาคุย แต่ก็ชัดเจนว่าเกาหลีเหนือยังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ชี้ว่า ถ้าเกาหลี เหนือทดลองระเบิดไฮโดรเจน “เอช-บอมบ์” จริงดังคำประกาศ ต้องวัดแรงสั่นสะเทือนพื้นดินได้ระดับ 7 แมกนิจูด แต่ก็ขึ้นอยู่กับระดับความลึกของการทดลองระเบิดใต้ดินมากน้อยแค่ไหนด้วย

อีกข้อพิสูจน์ประการหนึ่งของการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ต้องตรวจพบกัมมันตรังสีหลุดรอดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกบ้างไม่มากก็น้อย แต่ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯและญี่ปุ่นตรวจสอบแล้วต่างไม่พบกัมมันตรังสีปนเปื้อนในตัวอย่างอากาศบริเวณนอกชายฝั่งทะเลเกาหลีเหนือ

ข้อพิสูจน์ประการหลังก็ไม่แน่เสมอไป เพราะการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเมื่อปี 2556 กว่าจะตรวจพบกัมมันตรังสีรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศก็ 55 วันหลังการระเบิด

…หรือเกาหลีเหนือพัฒนาศักยภาพ “เอช-บอมบ์” ให้เล็กลง แต่ยังคงอำนาจการทำลายล้างสูง…

ถ้าจริงตามนี้ ชาติมหาอำนาจของโลก ทั้งจีน รัสเซียและสหรัฐฯ กับเพื่อนบ้านเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ต้องขยับทำอะไรกันอีกไม่น้อยหยุดยั้งรับมือภัยคุกคาม….

อานุภาพ เงินกระแชง