ISEG เข้าซื้อ Startup Stock Exchange รุกขยายกิจการในระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–9 ..–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ตลาด European Stock Exchange และ Startup Stock Exchange เตรียมควบรวมกิจกรรมต่างๆที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ISEG

The International Stock Exchange Group (ISEG) ได้เข้าซื้อ Startup Stock Exchange http://www.Startup.SX ซึ่งเป็นตลาดหุ้นระดับสากลสำหรับการซื้อขายหุ้นของบริษัทสตาร์ทอัพ

 ISEG Logo / ISEG (PRNewsFoto/ISEG)

ISEG (PRNewsFoto/ISEG)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160505/364267LOGO )

การซื้อกิจการครั้งนี้จะนำไปสู่การผนวกรวมการดำเนินงานต่างๆของตลาด European Stock Exchange (ESE) และตลาดหุ้นสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพหรือStartup Stock Exchange (SSX) โดยอยู่ในความดูแลของ ISEG ถือเป็นการขยายกิจการในระดับสากลและขยายศักยภาพในการรองรับการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์

SSX ถือกำเนิดขึ้นในปี 2555 ด้วยเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็นตลาดซื้อขายหุ้นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและจดทะเบียนในตลาดแล้ว SSXดำเนินงานภายใต้การดูแลของตลาดหลักทรัพย์ดัชท์แคริบเบียน (DCSX) ในกือราเซา ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกำกับดูแลโดยธนาคารกลางกือราเซาและเซนต์มาร์เติน ตลาด SSX ได้ขยายตลาดออกไปสู่กลุ่มนักลงทุนที่จดทะเบียนแล้วจากประเทศต่างๆ 144 ประเทศ และได้รับคำขอจดทะเบียนในตลาดจากบริษัทต่างๆกว่า 900 แห่งใน 80 ประเทศ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลได้เคยนำเสนอบทความเกี่ยวกับตลาด SSX ในเดือนกันยายน 2557 นอกจากนี้ยังมีการรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ของบราซิล อินเดีย และสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

สำหรับปัจจัยที่ผลักดันการซื้อกิจการในครั้งนี้ คือศักยภาพที่ส่งเสริมกันและกันของตลาด ESE และตลาด SSX โดยตลาด ESE เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆสามารถดึงดูดนักลงทุนในระดับที่สูงขึ้นไป ทั้งยังเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้ดำเนินการเสมือนเป็นบริษัทมหาชน ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติตามข้อกำหนดการเป็นบริษัทมหาชนจริง ตลาด ESE ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่บริษัทต่างๆสามารถเข้ามาจดทะเบียนได้หลังจากผ่านการระดมทุนจากกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว (Crowdfunding) และทำหน้าที่เป็นตัวกลางของการระดมทุนรูปแบบดังกล่าวและกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ

เอ็ดวาร์ด ฟิดซ์แพททริก ผู้ก่อตั้ง ISEG กล่าวว่า ตลาดหุ้นทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์บริษัทสตาร์ทอัพได้ เนื่องจากปัจจุบันวงจรของธุรกิจรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วตลาดจำพวกนี้เหมาะสมสำหรับบริษัทที่มั่นคง บริหารธุรกิจได้อย่างช่ำชอง ส่วนตลาด ESE เปรียบเสมือน มหาวิทยาลัยเหมาะสำหรับบริษัทที่ระดมทุนแล้วเพื่อนำพาบริษัทเหล่านี้ไปสู่ขั้นตอนถัดไป และพาไปให้ถึงนักลงทุนอีกระดับ ESE เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่เปิดการซื้อขายหุ้น ดังนั้น การเพิ่มตลาดซื้อขายหุ้นอย่าง SSXเข้ามาในระยะถัดไปทำให้บริษัทต่างๆสามารถซื้อขายหุ้นในได้เป็นปกติ

การบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ SSX และการควบรวมกิจกรรมและการจัดการของ SSX กับ ESE นั้น เปิดโอกาสให้บริษัทหลายพันแห่งได้มีพื้นที่ในการดำเนินการแบบ 2 ขั้นตอนที่จำเป็นก่อนที่จะตัดสินใจจดทะเบียนเป็นหุ้นในกระดานหลักและการใช้ยุทธศาสตร์ทางออกอื่นๆ

การเข้าซื้อ SSX Holdings Corp. โดย ISEG ถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นของ SSX เพราะเปิดโอกาสให้ ESE ช่วยเหลือบริษัทและนักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถเข้าไปซื้อขายหุ้นของตนเองในตลาดที่ได้รับใบอนุญาตในขั้นตอนต่อไปได้ ไบรอัน นีสเซน ผู้ร่วมก่อตั้งและผมเอง ตื่นเต้นที่ได้ดำเนินการให้ SSXมาอยู่ในความดูแลของ ISEG และสร้างหลักประกันว่า ESE และ SSX จะเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่องเอียน แฮต ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง SSX กล่าว

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ทำให้ ISEG มีแพลตฟอร์มทางเทคนิคที่แข็งแกร่งไว้รองรับการซื้อขายหุ้น ISEG ยังมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอื่นๆในแพลตฟอร์มนี้ และอยู่ระหว่างเจรจากับภาคส่วนอื่นๆทั่วโลก เพื่อผลักดันแหล่งฟูมฟักระดับสากลสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพ เพื่อจัดโครงสร้างเงินทุน ชี้ให้เห็นถึงโอกาส และเปิดซื้อขายหุ้นบริษัทเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด รวมถึงเปิดทางให้บริษัทเหล่านี้มีกลยุทธ์สำหรับทางออกที่ไตร่ตรองมาอย่างดีเพื่อให้นักลงทุนเข้ามาให้การสนับสนุนอย่างรวดเร็ว

นักลงทุนและบริษัทต่างๆสามารถดูข้อมูลได้ที่

http://www.europeanstockexchange.com , http://www.startup.sx และ http://www.iseg.co

แหล่งข่าว: ISEG

เมอร์ค ประกาศขยายศูนย์ให้บริการ หวังยกระดับบริการรักษาโรคด้วยไวรัสและยีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–9 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

การขยายศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาด รัฐแคลิฟอร์เนีย จะช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเชิงคลินิกไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์

ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice) ได้เกือบ 90% 

เมอร์ค (Merck) บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ ประกาศขยายพื้นที่ศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาด รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์รักษาโรคด้วยไวรัสและยีน ที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 Merck Carlsbad Expansion / The expansion at Merck's viral and gene therapy flagship site in Carlsbad, California will allow seamless scale-up customer support from clinical to commercial scales (PRNewsFoto/Merck)

The expansion at Merck’s viral and gene therapy flagship site in Carlsbad, California will allow seamless scale-up customer support from clinical to commercial scales (PRNewsFoto/Merck)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160502/362386

ศูนย์ให้บริการโฉมใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 44,000 ตารางฟุต เป็น 65,000 ตารางฟุต เพียบพร้อมด้วยห้องคลีนรูมสำหรับผลิตไวรัสเพื่อการรักษาจำนวน 16 ห้อง ห้องบรรจุและผลิตยา 2 ห้อง และโกดังเก็บสินค้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า นอกจากนั้นยังมีการนำอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใช้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตยาเชิงคลินิกและเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก

อูดิท บาทรา สมาชิกบอร์ดบริหารของเมอร์คและซีอีโอธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าวว่า “เรากำลังต่อยอดบริการผลิตและทดสอบนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการก้าวขึ้นเป็นพาร์ทเนอร์ที่ไว้วางใจได้ในระยะยาวทั้งนี้ การขยายศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาดทำให้เมอร์คสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเชิงคลินิกไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งยังได้รับการเติมเต็มด้วยบริการธนาคารเซลล์ในเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรีแลนด์ รวมถึงบริการผลิตยารักษาโรคด้วยไวรัสและยีนในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ และบริการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ BioReliance(R)ที่มีให้บริการทั่วโลก

ศูนย์ให้บริการที่เมืองคาร์ลสบาด ซึ่งเป็นศูนย์หลักของเมอร์คในการพัฒนาเทคโนโลยีรักษาโรคด้วยไวรัสและยีนให้แก่ SAFC จะยังคงปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาการขยายพื้นที่

ศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาดสามารถดำเนินการบรรจุและผลิตยารักษาโรคด้วยยีน วัคซีนจากไวรัส และยารักษาโรคด้วยการก่อภูมิคุ้มกัน ด้านทีมงานของเมอร์คก็มีประสบการณ์รวมกันนานหลายทศวรรษทั้งในด้านการรักษาโรคด้วยไวรัส ยีน และการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

เกี่ยวกับเมอร์ค

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึงจอแอลซีดีสำหรับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

รางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ยกย่องการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง 100 ปีให้หลังการคาดการณ์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

คณะกรรมการคัดเลือกผู้ชนะเลิศรางวัล Breakthrough Prize ครั้งล่าสุด ได้ประกาศยกย่องคณะนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากปรากฏการณ์ 2 หลุมดำชนกันในระยะหลายพันล้านปีแสง

เงินรางวัลกว่า 3 ล้านดอลลาร์มอบให้แก่ผู้ก่อตั้ง LIGO ได้แก่  W. P. Drever, Kip S. Thorne และ Rainer Weiss รวมถึงผู้ร่วมงานวิจัยอีกกว่า 1,012 คน

คณะกรรมการคัดเลือกรางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ได้ประกาศรางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่อุทิศตนเพื่อการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ได้มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2559

รางวัลพิเศษ Breakthrough Prize เป็นรางวัลที่สามารถมอบให้ ณ เวลาใดก็ได้ที่มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเงินรางวัล 3 ล้านดอลลาร์นี้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนสำหรับผู้มีส่วนร่วมอันทรงเกียรติ ได้แก่ ส่วนแรก 1 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ของ Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory (LIGO) และส่วนที่ 2 จำนวน 2 ล้านดอลลาร์ จะตกเป็นของนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมงานวิจัยครั้งนี้
ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ ได้แก่  Ronald W. P. Drever ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านฟิสิกส์จาก Caltech (California Institute of Technology) Kip S. Thorneศาสตราจารย์กิตติคุณด้านฟิสิกส์ภาคทฤษฎีจาก Caltech ผู้เคยได้รับรางวัล Feynman และ Rainer Weiss ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านฟิสิกส์จาก MIT (Massachusetts Institute of Technology)

ผู้มีส่วนร่วมในรางวัล ได้แก่ ผู้เขียนเอกสารที่บรรยายถึงการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง 1,005 คน จากสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ LIGO และ Virgo Collaboration ซึ่งเป็นการทดลองขององค์กร นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลให้แก่นักวิทยาศาสตร์ 7 คนที่สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญให้แก่ LIGO สามารถดูรายชื่อผู้บริจาคได้จากลิงค์ด้านล่าง

ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับการประกาศกิตติคุณในพิธี Breakthrough Prize ของปี 2561 ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการจัดงานBreakthrough Prize ด้านฟิสิฟส์พื้นฐาน Physics (แตกต่างจากรางวัลพิเศษ) เป็นประจำทุกปี รวมถึงงาน Breakthrough Prizes ด้านชีวิวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เปิดรับผู้เข้าชิงรางวัลถึงวันที่ 31 พ.ค. 2016 และสามารถลงชื่อออนไลน์ได้ที่ https://breakthroughprize.org

Stephen Hawking ผู้คว้ารางวัล Special Breakthrough Prize 2013 กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ประการแรกคือเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ทั่วไปและการคาดเดาปฏิกริยาของหลุมดำ และประการที่สองคือเป็นจุดเริ่มต้นของดาราศาสตร์ยุคใหม่ที่จะเปิดเผยจักรวาลผ่านสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้น ทีม LIGO จึงคู่ควรกับรางวัล Special Breakthrough Prize อย่างเต็มรูปแบบ

Yuri Milner หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Breakthrough Prizes กล่าวว่า พลังที่สร้างสรรค์ของอัจฉริยะที่แตกต่าง นักวิทยาศาสตร์เก่งๆหลายคนรวมถึงมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกันสร้างเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ

Edward Witten ประธานคณะกรรมการผู้คัดเลือก กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ เปิดโอกาสให้เราสามารถศึกษาผลงานอันน่าทึ่งตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ ได้เป็นครั้งแรก โดยแนวคิดทางทฤษฎีเกี่ยวกับหลุมดำที่แต่ก่อนแทบจะเป็นนิยายไซไฟตอนผมเด็กๆนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นจริงแล้ว

LIGO

เครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงของ LIGO ได้ถือกำเนิดขึ้น ขณะที่การวิจัยและพัฒนาเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1960 โดย LIGO จัดตั้งขึ้นระหว่างปี 2537-2545 เป็นผลงานของ Caltech และ MIT ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิ National Science Foundation แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงตามหลักทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ล่าสุดหลังจากที่ได้มีการยกเครื่องครั้งใหญ่เมื่อปี 2553-2558 เครื่องตรวจจับนี้ก็ได้มีการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงแทบจะทันที คลื่นที่ว่านี้ทำให้เกิดการบิดงอของกาลอวกาศขณะที่เคลื่อนตัวผ่านโลก การบิดเบี้ยวของกาลอวกาศที่เกิดขึ้นนั้นมีขนาดเล็กเพียงหนึ่งในพันล้านล้านล้านเมตร เมื่อมีการตรวจจับที่หอสังเกตการณ์ใหญ่ 4 กม. 2 แห่งของ LIGO ในเมืองฮานฟอร์ด รัฐวอชิงตัน และเมืองลิฟวิงสตัน รัฐหลุยเซียน่า คลื่นความโน้มถ่วงเหล่านี้เกิดจากหลุมดำ 2 หลุม ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 30 เท่า และแผ่ออกมาเป็นระยะทางกว่า 1.3 พันล้านปีแสงจนมาถึงโลกของเรา การค้นพบครั้งนี้นับเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งวงการดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กับปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่อลังการเป็นอันดับต้นๆ พร้อมไขปริศนาลึกลับของเอกภพในช่วงเกิดใหม่

รางวัลพิเศษ Brekathrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน

รางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐานนี้จะถูกมอบโดยคณะกรรมการผู้คัดเลือก ณ เวลาใดก็ได้ โดยรางวัลนี้เป็นรางวัลที่นอกเหนือไปจากรางวัล Breakthrough Prize หลักซึ่งจะได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการเสนอชื่อแบบทั่วไปเป็นรายปี ซึ่งผู้ที่เคยได้รับรางวัลพิเศษดังกล่าวรวมถึง 7 ผู้นำจากทีม Large Hadron Collider ซึ่งเป็นผู้ค้นพบ Higgs Boson

คณะกรรมการผู้คัดเลือกผู้รับรางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ประจำปี 2559 ได้แก่:  Nima Arkani-Hamed, Lyn Evans, Michael B. Green, Alan Guth, Stephen Hawking, Joseph Incandela, Takaaki Kajita, Alexei Kitaev, Maxim Kontsevich, Andrei Linde, Arthur McDonald, Juan Maldacena, Saul Perlmutter, Alexander Polyakov, Adam Riess, John H. Schwarz, Nathan Seiberg, Ashoke Sen, Yifang Wang และ Edward Witten

รางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน

รางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน นี้จะถูกมอบให้แก่ ผู้ที่อุทิศตนเพื่อยกระดับความรู้ของมวลมนุษย์ โดยเปิดกว้างสำหรับนักฟิสิกส์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎี เชิงทดลอง หรือเชิงคณิตศาสตร์ ที่พยายามไขปริศนาความลึกลับของจักรวาล รางวัลนี้สามารถแบ่งปันให้แก่นักวิทยาศาสตร์ได้หลายๆคน

รางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน และรางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ได้รับเงินทุนมาจากมูลนิธิ Milner Global Foundation

รางวัล Breakthrough Prize

นับเป็นปีที่ 5 แล้ว ที่ได้มีการมอบรางวัล Breakthrough Prize ให้กับนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลก ในแต่ละปี จะมีการมอบรางวัลสาขาชีววิทยาศาสตร์สูงสุด 5 รางวัล สาขาฟิสิกส์ 1 รางวัล และสาขาคณิตศาสตร์อีก 1 รางวัล โดยแต่ละรางวัลมีมูลค่าทั้งสิ้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลNew Horizons Prize สูงสุด 3 รางวัลในสาขาฟิสิกส์ และอีก 3 รางวัลในสาขาคณิตศาสตร์ ให้กับนักวิจัยหน้าใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นอีกด้วย งานประกาศรางวัล Breakthrough Prize จะมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ความสำเร็จของผู้รับรางวัล รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ โดยผู้รับรางวัลจะได้เข้าร่วมการบรรยายและการเสวนาในงานประชุมวิชาการ รางวัล Breakthrough Prize ริเริ่มขึ้นโดย Sergey Brin และAnne Wojcicki, Jack Ma และ Cathy Zhang, Mark Zuckerberg และ Priscilla Chan รวมถึง Yuri และ Julia Milner สำหรับคณะกรรมการตัดสินรางวัล ประกอบด้วยผู้ที่เคยได้รับรางวัล Breakthrough Prize ในปีก่อนๆ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัล Breakthrough Prizes ได้ที่ www.breakthroughprize.org

รางวัล Special  Breakthrough Prize 2016 สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน

ประกาศกิตติคุณ: แด่การสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับวงการดาราศาสตร์และฟิสิกส์

ผู้ชนะรางวัล (1,015):

ผู้ก่อตั้งสถาบันสังเกตการณ์คลื่นแรงโน้มถ่วง (Laser Interferometer Gravitational-wave Observatory หรือ LIGO):

Ronald W. P. Drever, Caltech
Kip S. Thorne, Caltech
Rainer Weiss, MIT

ผู้มีส่วนร่วม (1,012) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในความสำเร็จของ LIGO สามารถชมรายนามของผู้มีส่วนร่วมรวมถึงสถาบันที่เกี่ยวข้องได้ที่https://breakthroughprize.org/News/32

Opera ติดตั้งตัวบล็อกโฆษณาในเบราว์เซอร์สำหรับคอมพิวเตอร์และมือถือ เพิ่มสปีดการท่องอินเทอร์เน็ตเท่าทวีคูณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ออสโล, นอร์เวย์–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

ตัวบล็อกโฆษณาแบบเนทีฟติดตั้งมาพร้อมเบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ และ เบราว์เซอร์ Opera Mini สำหรับ Android

 Opera Software AS / Opera adblocker desktop + mobile (PRNewsFoto/Opera Software AS)

Opera adblocker desktop + mobile (PRNewsFoto/Opera Software AS)

(ภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160503/362852 ) 

ปัจจุบันมีผู้ใช้เบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ราว 60 ล้านคน และมีผู้ใช้เบราว์เซอร์ Opera Mini สำหรับ Android เกือบ 120 ล้านคนต่อเดือน และต่อจากนี้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งส่วนขยายหรือดาวน์โหลดแอปบล็อกโฆษณาอีกต่อไป เพราะ Opera ได้ติดตั้งตัวบล็อกโฆษณาไว้ในโค้ดของเบราว์เซอร์โดยตรง ช่วยให้การโหลดหน้าเพจผ่านเบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์เร็วขึ้นสูงสุด 89% เมื่อเทียบกับการท่องอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีตัวบล็อกโฆษณา 

Opera Mini เวอร์ชั่นใหม่เร็วขึ้น 40% 

การบล็อกโฆษณาก็มีประโยชน์มากสำหรับมือถือ เนื่องจากโฆษณาออนไลน์มักยึดพื้นที่หน้าจอที่มีอยู่จำกัด ทั้งยังทำให้การท่องอินเทอร์เน็ตช้าลง และผู้ใช้ต้องจ่ายค่าดาต้าแพงขึ้น 

สำหรับผู้ใช้มือถือที่มองหาความคุ้มค่า การลบโฆษณาออนไลน์ถือเป็นทางเลือกที่มีข้อดีทวีคูณ แถมยังช่วยประหยัดเงินค่าดาต้าด้วย เดิมที Opera Mini ก็ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลอยู่แล้ว และการมีตัวบล็อกโฆษณาก็ยิ่งทำให้ประหยัดดาต้าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 14% เพราะโควต้าดาต้ามือถือถูกใช้น้อยลง 

วิธีเปิดใช้งานเทคโนโลยีบล็อกโฆษณาแบบเนทีฟ 

Opera Mini 

เข้าไปที่ใต้เมนู “O” ของ Opera Mini แตะที่ data-savings summary จากนั้นกดปุ่มเปิดปิด “block ads” สำหรับเวอร์ชั่น Android ตัวบล็อกโฆษณามีให้เลือกในทั้งโหมด high-saving และ extreme-saving   

Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ 

คลิกไปที่ settings จากนั้นจะมีข้อมูลแสดงสถิติจำนวนโฆษณาที่โดนบล็อกทั้งหมด รวมทั้งจากหน้าเบราว์เซอร์ปัจจุบันด้วย นอกจากนั้นยังสามารถเปรียบเทียบความเร็วของการโหลดหน้าเว็บเมื่อเปิดและปิดตัวบล็อกโฆษณาได้ด้วย 

รายละเอียดเพิ่มเติม 

ดาวน์โหลดเบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ได้ที่ http://opr.as/cwm และดาวน์โหลดเบราว์เซอร์ Opera Mini สำหรับ Android ได้ที่http://opr.as/oma  

แหล่งข่าว: Opera Software AS

NEXCOM เปิดดาวน์โหลดฟรีซอฟต์แวร์ป้ายโฆษณาดิจิตอล PowerDigiS ช่วยธุรกิจค้าปลีกรายย่อยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ไทเป, ไต้หวัน–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          NEXCOM เปิดให้ดาวน์โหลด PowerDigiS ซอฟต์แวร์จัดการสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิตอลของบริษัท ในเวอร์ชั่นฟรีเพื่อช่วยยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มรายได้จากการขายให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ซอฟต์แวร์ PowerDigiS ของ NEXCOM นำเสนอคอนโซลควบคุมจากระยะไกลผ่านทางเว็บและยูสเซอร์อินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ช่วยให้ร้านค้า SMB สามารถบริหารจัดการเนื้อหาป้ายโฆษณาดิจิตอลด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก

          PowerDigiS มีแบบเลย์เอาท์ให้เลือกหลากหลายแบบเพื่อช่วยให้การออกแบบเนื้อหาป้ายดิจิตอลเป็นเรื่องง่าย อันจะนำไปสู่การเปิดตัวแคมเปญการตลาดได้เร็วขึ้นทั้งนี้ เครื่องมือแก้ไขเนื้อหาของ PowerDigiS จะช่วยให้ร้านค้าปลีก SMB สามารถสร้างแบบเลย์เอาท์ตามความต้องการได้อย่างรวดเร็วจากเทมเพลตที่ให้มา ซึ่งเทมเพลตเหล่านี้สามารถปรับแก้ บันทึก และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในภายหลัง โดยหลังจากที่สร้างเลย์เอาท์เสร็จ ร้านค้าปลีก SMBก็สามารถลากและวางไฟล์เนื้อหาไปที่แต่ละโซนของเลย์เอาท์เพื่อสร้างรายการเนื้อหาที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละโซน โดยสามารถดูตัวอย่างไฟล์เนื้อหาแต่ละไฟล์และแบบการนำเสนอทั้งหมดได้ก่อนที่จะอัพโหลดไปยังเครื่องเล่นป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิตอลซึ่งติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือไปที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง

          เพื่อความสะดวกในการจัดการ เผยแพร่และกำหนดเวลาเผยแพร่คอนเทนต์ NEXCOM PowerDigiS ได้นำเสนอคอนโซลควบคุมจากระยะไกลซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ โดยผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่องเล่นป้ายโฆษณาดิจิตอลตามสถานที่ต่างๆ และจัดการเครือข่ายป้ายโฆษณาดิจิตอลได้จากทางไกลโดยไม่ต้องไปยังสถานที่ติดตั้ง ซึ่งช่วยให้ร้านค้าปลีก SMB สามารถส่งข้อความได้ตรงถึงกลุ่มผู้ชมเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสม

          “PowerDigiS เป็นซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆในการใช้งานสื่อประชาสัมพันธ์บนจอดิจิตอล การส่งเสริมการขายภายในร้านแบบเรียลไทม์ ป้ายเมนูดิจิตอลในร้านอาหารบริการด่วน (QSR) และการสื่อสารองค์กรสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่คือตัวอย่างการใช้งานที่ได้ประโยชน์จาก PowerDigiS ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน” เจนนี เชิร์น ผู้ช่วยรองประธาน NEXCOM Interactive Signage Platform Business Unit กล่าว “NEXCOM สนับสนุนให้ผู้ค้าปลีก SMB ทุกรายดาวน์โหลด PowerDigiS เวอร์ชั่นฟรีจาก www.alliotcloud.com เพื่อเรียนรู้ว่าซอฟต์แวร์นี้สามารถช่วยขยายช่องทางธุรกิจของคุณ เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า และเพิ่มกำไรได้อย่างไร”

          คุณสมบัติหลัก

          – รองรับสื่อหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงวิดีโอ ออดิโอ แฟลช กราฟิก ทิกเกอร์ ฟีดข่าว RSS และเครื่องรับสัญญาณทีวี

          – รองรับแบบเลย์เอาท์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

          – สามารถบันทึกการเล่นและรายงาน

          – คอนโซลควบคุมผ่านทางเว็บที่ทำงานบนหลายแพลตฟอร์ม

          – ประสานคอนเทนต์ในโซนต่างๆให้สอดคล้องกัน (เวอร์ชัน Advanced)

          – มัลติ-เอาต์พุต คอนเทนต์อิสระ รองรับการรวมหน้าจอ (เวอร์ชัน Advanced)

          – รองรับการโต้ตอบผ่านจอสัมผัสตามตำแหน่งที่ตั้ง (เวอร์ชัน Advanced)

          เกี่ยวกับ NEXCOM: NEXCOM ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535 บริษัทได้ผนวกรวมความสามารถและดำเนินธุรกิจระดับโลกอยู่ 6 ธุรกิจด้วยกัน ประกอบไปด้วย IoT Automation Solutions, Intelligent Digital Security, Internet of Things, Interactive Signage Platform, Mobile Computing Solutionsและ Network and Communication Solutions ทั้งนี้ NEXCOM ให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่านบริษัทย่อยใน5 ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และเพื่อเป็นการตอบรับกระแสเมกะเทรนด์ของ IoTทาง NEXCOM ยังได้ขยายขอบเขตการให้บริการด้วยโซลูชั่นในแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ ประกอบด้วย IoTหุ่นยนต์ รถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ Industry 4.0 และความปลอดภัยในอุตสาหกรรม www.nexcom.com

          ติดต่อ :

          ลี่หยิน หลิน (Liyin Lin)

          ผู้อำนวยการการตลาด

          อีเมล: liyinlin@nexcom.com.tw

          โทร: +886 2 8226 7786 ต่อ 2110

Pew เผยปลาทูน่าสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจโลกปีละกว่า 4.22 หมื่นล้านดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

วอชิงตัน–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – รายงานล่าสุดเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการจัดการประชากรทูน่าให้ดีขึ้น

          The Pew Charitable Trusts เผยแพร่รายงานล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า เรือประมงจับปลาทูน่าในจำนวนที่สามารถสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกมากกว่า 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

          รายงานชื่อ Netting Billions: A Global Valuation of Tuna ได้ประมาณการมูลค่าของอุตสาหกรรมการประมงพาณิชย์พื้นฐานทั่วโลก โดยเน้นไปที่ปลาทูน่า 7 สายพันธุ์ที่มีความสำคัญที่สุดในเชิงพาณิชย์ ระหว่างปี 2555-2557 จากการวิเคราะห์พบว่า ชาวประมงมีรายได้ตั้งแต่ 1.0 – 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่มูลค่าทั้งหมด ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่จ่ายโดยผู้บริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารต่างๆทั่วโลก อยู่ที่อย่างน้อย 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2557

          “เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการจับปลาทูน่านั้นเป็นธุรกิจใหญ่” อะแมนดา นิคสัน ผู้อำนวยการฝ่ายการอนุรักษ์ทูน่าของ Pew กล่าว “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เราสามารถระบุมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่เราได้จากการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์และจัดการปลาสายพันธุ์สำคัญทั้งในเชิงพาณิชย์และระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

          “ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่า มูลค่าของปลาทูน่านั้นสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างน้อย 108 ประเทศ” นิคสันกล่าวเสริม “ปลาทูน่าเป็นสินทรัพย์ที่ทุกรัฐบาลควรพยายามทุกทางเพื่อปกป้อง เนื่องจากเป็นปลาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแถบชายฝั่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์”

          นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ยังได้เปิดเผยข้อมูลตามภูมิภาคมหาสมุทร สายพันธุ์ และเครื่องมือที่ใช้สำหรับจับปลาทูน่า ซึ่งข้อมูลระบุว่า การจับปลาทูน่าในมหาสมุทรแปซิฟิกมีมูลค่าสูงที่สุด ประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2557

          สำหรับมูลค่าโดยประมาณจากการวิเคราะห์ตามสายพันธุ์ พบว่าทูน่าพันธุ์ท้องแถบ (skipjack tuna) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมนำมาใช้ทำปลาประป๋องมากที่สุด มีมูลค่าสูงกว่าปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (bluefin) ทุกสายพันธุ์ แต่นั่นเป็นเพราะปริมาณของทูน่าพันธุ์ท้องแถบที่มีการจับได้ในแต่ละปี หากพิจารณามูลค่าจากพันธุ์ปลาเพียงอย่างเดียว พบว่าพันธุ์ครีบน้ำเงินมีมูลค่าสูงที่สุด โดยทูน่าครีบน้ำเงินทุกสายพันธุ์สร้างรายได้รวมอย่างน้อย 2-2.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในตลาดทั่วโลก

          รายงานของ Pew สรุปว่า มูลค่าของปลาทูน่าในคลังสินค้าทั่วโลกสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ หากผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการประมงใช้แนวทางที่ครอบคลุมและระมัดระวังเพื่อการจัดการประชากรปลาเหล่านี้ ซึ่งบางสายพันธุ์ถูกจับมากเกินขอบเขต โดยนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า ประชากรปลาทูน่าครีบน้ำเงินแปซิฟิกลดลง 97.4% จากระดับที่ไม่มีการจับปลาในอดีต ขณะที่จำนวนทูน่าพันธุ์ตาโตในแปซิฟิกกลางและตะวันตกปรับตัวลดลง 84% 

          “ฝ่ายบริหารมักพิจารณามูลค่าทางเศรษฐกิจระยะสั้นประกอบการตัดสินใจ แต่อันที่จริงแล้ว การจัดการอย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงอนาคตสามารถสร้างมูลค่าได้สูงกว่ามาก” นิคสันกล่าว “รัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องขจัดอุปสรรคที่กีดขวางกระบวนการอันจะนำไปสู่การจำกัดขอบเขตการจับปลาตามหลักวิทยาศาสตร์และการใช้เครื่องมือการจัดการที่ทันสมัย

          “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งจำนวนมากซึ่งเป็นที่อยู่ของประชาชนหลายล้านคนนั้นต้องพึ่งพาปัจจัยดังกล่าว” นิคสันเผย

          การประมาณการมูลค่าของอุตสาหกรรมปลาทูน่าในรายงานฉบับนี้ไม่รวมผลประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้น้อยกว่า อาทิ มูลค่าของการอนุรักษ์ระบบนิเวศมหาสมุทร หรือรายได้จากกิจกรรมสันทนาการและการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่ารวมของทูน่าสายพันธุ์เหล่านี้ได้เป็นอย่างมาก

          ทั้งนี้ รายงานได้สรุปการวิเคราะห์ที่ Pew ได้รับมอบหมายจาก Poseidon Aquatic Resource Management Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาที่มีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร

          The Pew Charitable Trusts ขับเคลื่อนโดยพลังแห่งความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ท้าท้ายมากที่สุดในปัจจุบัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.pewtrusts.org

          Mike Crispino, +1 202-540-6380, mcrispino@pewtrusts.org

Mederi เปิดตัวเทคโนโลยี Stretta RFT3 ในงานสัปดาห์โรคทางเดินอาหารประจำปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นอร์วอล์ค, คอนเนคทิคัต–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Mederi Therapeutics Inc. ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต Stretta Therapy สำหรับโรคกรดไหลย้อน (GERD) ประกาศเปิดตัว RFT3 เทคโนโลยี Strettaรุ่นที่ 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเผยโฉมในงานสัปดาห์โรคทางเดินอาหาร (DDW) ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 พ.ค. ณ กรุงซาน ดิเอโก โดยรายละเอียดของกลุ่มคนไข้โรคกรดไหลย้อนซึ่ง Stretta เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องมานานนับ 10 ปี จะได้รับการนำเสนอผ่านโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ภายในงานด้วย

 Stretta RFT3 / Learn about the latest update to the original innovator in non-surgical GERD treatment...Stretta Therapy. The Stretta RFT3 is the next generation of the clinically proven Stretta system with added features that further facilitate ease of use and optimal treatment of chronic GERD sufferers. Stretta RFT3, the RE-generation of a proven treatment for a challenging patient population. (PRNewsFoto/Mederi Therapeutics Inc.)

Learn about the latest update to the original innovator in non-surgical GERD treatment…Stretta Therapy. The Stretta RFT3 is the next generation of the clinically proven Stretta system with added features that further facilitate ease of use and optimal treatment of chronic GERD sufferers. Stretta RFT3, the RE-generation of a proven treatment for a challenging patient population. (PRNewsFoto/Mederi Therapeutics Inc.)

          โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160502/362660

          ผลิตภัณฑ์ Stretta RFT3 รุ่นใหม่นี้เป็นระบบฟื้นฟูของ Stretta ที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์  ในขณะที่ได้มีการปรับปรุงในเรื่องความสวยงามน่าใช้ วัสดุอุปกรณ์และระบบการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งมอบการรักษาอย่างดีที่สุดแก่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังในแบบของ Stretta โดยที่ขั้นตอนการใช้งานยังคงเดิม

          “เรารับฟังลูกค้าผู้ใช้งานที่มีอยู่ทั่วโลกของเราอย่างต่อเนื่อง และนำผลตอบรับมาพัฒนาระบบของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้น” Bob Knarr ซีอีโอของMederi กล่าว “ผลิตภัณฑ์รุ่นที่ 3 ของ Stretta นี้ ประกอบไปด้วยอินเตอร์เฟสที่พัฒนาแล้ว รวมถึงระบบอัตโนมัติของคุณสมบัติหลายประการที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้งานและสร้างประสิทธิผลในการรักษา สายสวนของ RFT3 นั้นใช้ได้กับเครื่อง MDRF1 รุ่นที่วางจำหน่ายอยู่  ช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการปรับใช้ การยกระดับผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ Mederi เพื่อการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ”

          ประมาณ 30% ของผู้ใหญ่ทั่วไปป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง โดยผู้ป่วยจำนวนมากตอบสนองต่อสารยับยั้งการสูบฉีดโปรตอน (PPIs) ได้อย่างไม่สมบูรณ์ ทั้งที่เป็นวิธีการรักษาขั้นพื้นฐานที่สุดของภาวะดังกล่าว  ยิ่งไปกว่านั้นผู้ป่วยจำนวนมากยังกังวลถึงอันตรายจากการใช้ PPI ในระยะยาว รวมถึงการผ่าตัดรักษาเพื่อโรคดังกล่าวด้วย Stretta จึงนำเสนอวิธีการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยเหล่านี้

          Mederi จะแนะนำและสาธิตระบบ Stretta RFT3 รุ่นใหม่นี้ ที่ศูนย์ ASGE Learning Center ในงาน DDW ตามรายละเอียดด้านล่าง

          – วันเสาร์ที่ 21 พ.ค.: สาธิต 13.00 -16.00 น.; บรรยาย 13:00-14:00 น.

          – วันอาทิตย์ที่ 22 พ.ค.: สาธิต 08:00 -12:00 น.; บรรยาย 09:00-10:00 น.

          – วันจันทร์ที่ 23 พ.ค.:  สาธิต 13.00 -16.00 น.; บรรยาย 13:00-14:00 น.

          – วันอังคารที่ 24 พ.ค. : สาธิต 13.00 -16.00 น.; บรรยาย 14:00-15:00 น.

          ทั้งนี้ ข้อมูลที่รวบรวมและศึกษาโดย ดร. Mark Noar ประธานศูนย์ Heartburn and Reflux Study Center จากเมืองทาวสัน ให้แก่ Stretta เป็นเวลา 10 ปี จะได้รับการนำเสนอในรูปแบบของแผ่นพับประชาสัมพันธ์ภายในงาน DDW ด้วย โดยข้อมูลจากการนำเสนอใน 3 ประเด็น จะเป็นผลการวินิจฉัยผู้ป่วยดังกล่าวอย่างเจาะลึก และวิเคราะห์ผลกระทบของ Stretta ในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูง, ผู้ป่วยที่มีอาการในระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากโรคกรดไหลย้อน และผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้วกลับมาเป็นอีก “ทางเลือกในการรักษาโรคกรดไหลย้อนแบบไม่ต้องผ่าตัดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้” ดร. Noar แสดงความเห็น

          เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Stretta RFT3 รูปแบบใหม่ และข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดได้ที่บูธ Mederi เลขที่ 3349 ในงาน  DDW 2016

          เกี่ยวกับ Mederi Therapeutics Inc. และ Stretta? Therapy

          Mederi เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์นวัตกรรมใหม่ที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหารแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยStretta Therapy ของ Mederi นั้นผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาโรคกรดไหลย้อนจากการวิจัยกว่า 40 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ในการศึกษาทกครั้งแสดงให้เห็นว่าวิธีการดังกล่าวมีความปลอดภัยและประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการบรรเทาอาการระยะยาวในระดับสูง มีการใช้ Stretta เพื่อการรักษามากกว่า 20,000 ครั้งทั่วโลกในกว่า 40 ประเทศ

          ข้อมูลเพิ่มเติม: www.stretta-therapy.com

          สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ

          Mike Elofer

          อีเมล: mike@pascalecommunications.com

          โทร: +1 (484) 620-6167

AACSB International แต่งตั้ง แอนนี่ โล เป็นรองประธานอาวุโสและซีอีโอ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

แทมปา, ฟลอริดา–4 พ.ค.พีอานิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

AACSB International (AACSB) สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีทั่วโลก ประกาศแต่งตั้ง แอนนี่ โล ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่เดือนก.ค. 2559 นี้ โดยปัจจุบันแอนนี่ โล เป็นผู้อำนวยการฝ่าย Global Investment Performance Standards ที่สถาบัน CFA Institute

 AACSB Annie Lo / Annie Lo, named as AACSB International's new senior vice president and chief officer of Asia Pacific. (PRNewsFoto/AACSB International)

Annie Lo, named as AACSB International’s new senior vice president and chief officer of Asia Pacific. (PRNewsFoto/AACSB International)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160427/362314

ในฐานะรองประธานอาวุโสและซีอีโอ แอนนี่ โล จะกำหนดทิศทางการดำเนินงานของสมาคมฯ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และจะบริหารสำนักงานใหญ่ของAACSB ในสิงคโปร์ โดยเธอจะรับตำแหน่งต่อจาก ไอลีน พีค็อก ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุหลังดำรงตำแหน่งมานาน 7 ปี พีค็อกเป็นซีอีโอคนแรกของAACSB เอเชียแปซิฟิก และได้ก่อตั้งสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์เมื่อปี 2552 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นได้มีผู้แสดงความสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรเพิ่มขึ้นกว่า 130% และความสนใจในโครงการรับประกันคุณภาพเติบโตขึ้นกว่า 228%

แอนนี่ โล จะสานต่อรากฐานนี้ และจะใช้ความเชี่ยวชาญของเธอในการเป็นผู้นำทีมชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและอุตสาหกรรมที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยเธอจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค ควบคู่กับการสนับสนุนการศึกษาด้านธุรกิจทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการยอมรับกรอบการทำงานของเราที่เน้นให้การสนับสนุนบรรดาสถาบันการศึกษา สถาบันหลายแห่งในเอเชียแปซิฟิกจึงไว้วางใจให้ AACSB เป็นผู้ช่วยในการเสริมสร้างความผูกพัน เร่งพัฒนาหลักสูตรและบริการต่างๆให้มีความสร้างสรรค์และแปลกใหม่ ตลอดจนทำให้โรงเรียนธุรกิจของพวกเขามีบทบาทมากยิ่งขึ้น” โทมัส อาร์. โรบินสัน ประธานและซีอีโอของ AACSB กล่าว

นายโรบินสันยังกล่าวอีกว่า “เราดีใจที่ได้แอนนี่ โล มาเป็นผู้นำทีม AACSB ในสิงคโปร์ ความรู้กว้างขวางของโลเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานการดำเนินงาน ตลอดจนประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับอาสาสมัคร จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของเราในการให้บริการโรงเรียนธุรกิจ ตลอดจนวงการธุรกิจโดยรวมในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเราทำได้ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ด้านแอนนี่ โล กล่าวว่า “ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับ AACSB ในช่วงเวลาน่าตื่นเต้นสำหรับแวดวงการศึกษาทางด้านธุรกิจ และตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานในเอเชียแปซิฟิก เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ ตลอดจนเครือข่ายของ AACSB ดิฉันเชื่อว่าเราสามารถขยายขอบเขตและความเชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในระดับที่น่าประทับใจอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานคุณภาพสำหรับการศึกษาด้านธุรกิจทั่วโลกต่อไป”

ก่อนที่จะเข้าร่วมงานกับ CFA Institute แอนนี่ โล ดำรงตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสที่ Charles Schwab Investment Management, Inc. ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเธอได้นำพาองค์กรผ่านมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานระดับสากล หรือ GIPS นอกจากนี้เธอยังเคยเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์สถาบัน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโครงการทางธุรกิจให้กับ Franklin Templeton Portfolio Advisors ในซานมาเทโอ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งเคยร่วมงานกับ Goldman Sachsในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่ Merrill Lynch International Private Client ในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

แอนนี่ โล สำเร็จการศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตจาก HEC School of Management ในชูเอย์-ออง-โชซาส์ ประเทศฝรั่งเศส และหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิตจาก University of California ในเบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้เธอยังได้รับประกาศนียบัตร Chartered Financial Analyst (CFA®), Chartered Alternative Investment Analyst (CAIA®) และ Certificate in Investment Performance Measurement (CIPM®) อีกด้วย

เกี่ยวกับ AACSB International

ในฐานะที่เป็นเครือข่ายการศึกษาด้านธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อมโยงวิชาการเข้ากับธุรกิจ   AACSB มีพันธกิจในการให้บริการเพื่อสร้างอัจฉริยภาพการศึกษาด้านธุรกิจ การรับรองคุณภาพ การพัฒนาความเป็นมืออาชีพให้แก่สมาชิกองค์กรกว่า 1,500 แห่ง จาก 91 ประเทศและเขตแดน  AACSB  Accreditation ก่อตั้งขึ้นในปี 2459 เป็นสถาบันรับรองคุณภาพการศึกษาที่มีมาตรฐานสูงสุด โดยมีสถาบันสอนธุรกิจกว่า 760 แห่งจากทั่วโลกได้รับการรับรอง สำนักงานใหญ่ของ AACSB ตั้งอยู่ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา สำนักงานใหญ่ในเอเชียแปซิฟิคตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่วนสำนักงานใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตั้งอยู่ที่ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aacsb.edu

ติดต่อ: Amy Ponzillo, Sr. Manager, Public Relations, AACSB International, MediaRelations@aacsb.edu, +1 813 367 5238

Kepware(R) เผยโฉมเวอร์ชั่นใหม่ของแพลตฟอร์มเชื่อมต่อรุ่นแฟลกชิป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

พอร์ตแลนด์, เมน–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟคเควสท์

          – KEPServerEX(R) เวอร์ชั่น 5.20 ของ Kepware ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานสำหรับผู้ใช้ปัจจุบัน พร้อมกับรุกให้บริการ IoT เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีการดำเนินงาน (IT/OT)

          Kepware(R) Technologies บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรม ประกาศเปิดตัวซอฟต์แวร์ KEPServerEX(R) เวอร์ชั่น 5.20 ในวันนี้ โดยซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่มาพร้อมการปรับปรุงที่สำคัญๆ ซึ่งมอบการเชื่อมต่ออุปกรณ์และ Internet of Thigs (IoT) เพิ่มเติมให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง อาทิ ระบบอัตโนมัติในอาคาร การผลิต และน้ำมันและก๊าซ

 Kepware Technologies ThingWorx Agent / The ThingWorx agent, now available in the IoT Gateway for KEPServerEX, provides improved interoperability with the ThingWorx IoT Platform. Additional updates to the IoT Gateway include support for MQTT writes, Array writes, and Cross Origin Resource Sharing (CORS). (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

The ThingWorx agent, now available in the IoT Gateway for KEPServerEX, provides improved interoperability with the ThingWorx IoT Platform. Additional updates to the IoT Gateway include support for MQTT writes, Array writes, and Cross Origin Resource Sharing (CORS). (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

          รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160428/361239

Kepware Technologies BACnet IP Driver / The enhanced BACnet/IP driver offers users in the Building Automation Industry even more options for connectivity and control. (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

The enhanced BACnet/IP driver offers users in the Building Automation Industry even more options for connectivity and control. (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

          รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160428/361240

KEPWARE TECHNOLOGIES LOGO / Kepware Technologies. (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

Kepware Technologies. (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

          โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20130402/NE86794LOGO

          “เป้าหมายของเราจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดนี้คือ เพื่อตอบสนองความต้องการในการติดตั้งซอฟต์แวร์ของเรา พร้อมกับพัฒนาการทำงานใหม่ๆภายใน Industrial Internet of Things (IIoT)” โทนี เพน ประธานด้านแพลตฟอร์มของ Kepware กล่าว ความมุ่งมั่นของเราที่จะสนับสนุนข้อกำหนดต่างๆในวันนี้และสนับสนุนสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตนั้น นำมาซึ่งการอัพเดทที่สำคัญมากมายในผลิตภัณฑ์แฟลกชิปของเรา อาทิ การพัฒนาที่เกิดขึ้นกับไดร์เวอร์ BACnet/IP และเอเจนต์ ThingWorx(R) ซึ่งขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ IoT Gateway ของเรา”

          ไดร์เวอร์ BACnet/IP ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ จะช่วยให้ผู้ใช้ในอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติในอาคาร มีตัวเลือกการเชื่อมต่อและการควบคุมมากกว่าที่เคย โดยอาศัยตัวช่วยใหม่ ได้แก่ Accumulator Standard Object, Object-Level Command Priority และ Alarm and Event Services รายการอัพเดทเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ความต้องการทั่วโลกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น โดยได้รับแรงหนุนจากแนวคิดริเริ่มด้านการใช้งานพลังงานอย่างคุ้มค่า การออกแบบอาคารฉลาด และการบูรณาการระบบเพื่อสร้างระบบอัตโนมัติในอาคาร 

          สำหรับเอเจนต์ ThingWorx ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้งานใน IoT Gateway for KEPServerEX นำเสนอความสามารถในการทำงานร่วมกับThingWorx IoT Platform ได้ดีขึ้น เปิดทางให้ผู้ใช้ย้ายข้อมูลอุตสาหกรรมที่มีความเปราะบางไปยัง ThingWorx โดยใช้โปรโตคอลไบนารีThingWorx ซึ่งปลอดภัยและให้ปริมาณงานสูง ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นในระหว่างที่สองเทคโนโลยีนี้ทำงานควบคู่กัน นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับบริษัท PTC (Nasdaq: PTC) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในฐานะผู้จัดหาเทคโนโลยี IoT ชั้นแนวหน้า สำหรับรายการอัพเดทอื่นๆในIoT Gateway ประกอบด้วย การเขียน MQTT การเขียน Array และ Cross Origin Resource Sharing (CORS)

          ผลการวิจัยล่าสุดของเราพบว่า บริษัทอุตสาหกรรมกว่า 60% กำลังหาทางพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ระบบดิจิตอล อาทิ Industrie 4.0 หรือSmart Manufacturing” แมทธิว ลิตเติลฟิลด์ ประธานและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ LNS Reserch กล่าว “IIoT Platform คือเทคโนโลยีที่ช่วยในการพลิกธุรกิจสู่ระบบดิจิตอล ซึ่งประกอบด้วยการเชื่อมต่อ คลาวด์ การวิเคราะห์บิ๊กดาต้า และการพัฒนาแอพพลิเคชั่น โดยโซลูชั่นอย่างKepware IoT Gateway เปิดทางให้บริษัทต่างๆ ใช้ต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า ก้าวข้ามขั้นตอนการควบคุมรูปแบบเดิม และใช้ข้อมูลสารสนเทศในแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

          นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ยังนำเสนอรายการอัพเดทสำหรับไดร์เวอร์และปลั๊กอิน 30 ตัวด้วยกัน อาทิ ไดร์เวอร์ Allen-Bradley ControlLogix Ethernet ซึ่งเพิ่มการสนับสนุนเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 28 ทั้งในรุ่น L8 และ L7 จาก Rockwell Automation 

          ข้อมูลเพิ่มเติม

          – ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KEPServerEX version 5.20 และดาวน์โหลดฟรีเพื่อทดลองใช้งานเต็มรูปแบบ กรุณาคลิกที่นี่

          – ติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.+1 888-KEPWARE (537-9273) x208 หรืออีเมลsales@kepware.com

          เกี่ยวกับ Kepware, Inc.

           @Kepware เป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน บริษัทนำเสนอโซลูชั่นซอฟต์แวร์อันหลากหลายเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติเข้ากับซอฟต์แวร์ และเปิดการใช้งาน Industrial Internet of Things ทั้งนี้Kepware ให้บริการลูกค้าในสายงานอันหลากหลาย ตั้งแต่ในโรงงาน แท่นขุดเจาะน้ำมัน ไปจนถึงฟาร์มกังหันลม ครอบคลุมตลาดแนวดิ่งต่างๆทั่วโลก เช่น ภาคการผลิต น้ำมันและก๊าซ ระบบอัตโนมัติภายในอาคาร ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้ Kepware ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 100 ประเทศ ผู้ประกอบธุรกิจหลายพันรายนำโซลูชั่นซอฟต์แวร์ของ Kepware ไปใช้พัฒนาการดำเนินงานและประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.kepware.com

          เกี่ยวกับ PTC

          PTC (NASDAQ: PTC) เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งช่วยเปลี่ยนแนวทางที่บริษัทต่างๆใช้ในการสร้างสรรค์ ดำเนินการ และให้บริการในโลกแห่ง Internet of Things (IoT) บริษัทนำเสนอแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ThingWorx(R) แห่งยุคหน้า ซึ่งช่วยให้นักพัฒนามีเครื่องมือที่จำเป็นในการบันทึก วิเคราะห์ และทำรายได้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นจากผลิตภัณฑ์และระบบเชื่อมต่อออนไลน์อันชาญฉลาด โซลูชั่นของบริษัทผ่านการพิสูจน์การใช้งานแล้วในภาคสนาม และธุรกิจทั่วโลกกว่า 26,000 รายวางใจเลือกใช้งานเพื่อสร้างความได้เปรียบของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ทั้งนี้ ซีอีโอของ PTC เคยคว้ารางวัลความสำเร็จมาแล้ว และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางความคิดของอุตสาหกรรม เขาคือหนึ่งผู้ร่วมเขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทของ IoT ต่อธุรกิจในวารสาร Havard Business Review ซึ่งเป็นการนำเสนอคู่มือที่มีความครบถ้วนและน่าเชื่อถือ

          สื่อมวลชนติดต่อ

          Torey Penrod-Cambra

          Kepware Technologies

          โทร.+1 (207) 775-1660

          อีเมล: torey.penrod-cambra@kepware.com

ECU Line ประกาศรีแบรนด์ใหม่เป็น ECU Worldwide

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มุมไบ–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – เปิดตัวสโลแกนใหม่ “เรียบง่ายในทุกสภาพภูมิศาสตร์” เพื่อเสริมความเป็นผู้นำระดับโลกและสาขาที่ครอบคลุม

          ECU Line หนึ่งในผู้นำด้าน NVOCC และเป็นบริษัทย่อยในเครือของบริษัท Allcargo Logistics Ltd. แบบ 100% ได้ประกาศอัตลักษณ์ของแบรนด์บริษัทใหม่เป็น “ECU Worldwide” พร้อมด้วยสโลแกน “เรียบง่ายในทุกสภาพภูมิศาสตร์”

ECU Line Rebrands Itself as ECU Worldwide / ECU Worldwide Logo

 ECU Worldwide Logo

          (โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160502/802562 )

          คุณ Shashi Kiran Shetty ประธาน ECU Worldwide กล่าวว่า “ชื่อของ ECU Worldwide ถือเป็นโอกาสในการประกาศเริ่มต้นบทใหม่ อัตลักษณ์ใหม่ของเรามีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าด้านการให้บริการข้ามทวีปที่ดีที่สุด การผนวกรวมบริการใหม่ๆ เทคโนโลยี การดำเนินงานระดับชั้นนำของโลกและความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ จะสร้างประสบการณ์ใหม่จากแบรนด์ให้กับบรรดาหุ้นส่วนบริษัท”

          คุณ Shetty กล่าวด้วยว่า “การเปลี่ยนโฉมแบรนด์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสานเจตนารมย์ของบริษัทที่จะก้าวขึ้นเป็นองค์กรที่มีกำไรถึง 2 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2563 ซึ่งผลักดันให้เรายกระดับมาตรฐานของตนเอง สร้างพลวัตและการเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นเต้นให้กับองค์กร”

          จุดประสงค์หลักที่อยู่เบื้องหลังการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นบริษัทผู้ใหญ่บริการแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ และการเป็นบริษัทระดับโลกที่คอยให้บริการมูลค่าเพิ่มไปสู่การเป็นผู้ให้บริการแบบควบรวมเพื่อลูกค้า สโลแกน”เรียบง่ายในทุกสภาพภูมิศาสตร์” ก็เช่นกัน สโลแกนนี้ได้แสดงให้เห็นถึงวิธีในการให้บริการสุดล้ำที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจของบริษัทซึ่งครอบคลุมสำนักงานในเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลกมากกว่า 300 แห่งในกว่า 160 ประเทศ

          การรีแบรนด์ครั้งนี้ ECU Worldwide จะนำเสนอบริการใหม่ ๆ เช่น การบรรทุกสินค้าแบบเต็มตู้ (FCL) และการขนส่งทางอากาศ (Air Freight)โดยบริษัทแม่อย่าง Allcargo Logistics ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์แบบควบรวมระดับแนวหน้าของอินเดียได้รัได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ Bombay Stock Exchange(BSE) และ National Stock Exchange(NSE)

          เกี่ยวกับ ECU Worldwide

          ด้วยประวัติการทำงานในแวดวงอุตสาหกรรม NVOCC กว่า 28 ปี ECU Worldwide เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ให้บริการด้านบรรทุกสินค้าใส่ตู้ไม่เต็ม(LCL) ความเชี่ยวชาญด้านนี้ส่งผลให้เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการ LCL ที่ใช้โซลูชั่นซึ่งมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ เพื่อให้การขนส่งสินค้าของลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วโลก

          ด้วยเครือข่ายการให้บริการผ่านสำนักงานมากกว่า 300 แห่งในกว่า 160 ประเทศ ECU Worldwide ไม่เพียงแต่จะให้บริการขนส่งสินค้าข้ามทวีปเท่านั้น แต่ยังสามารถให้บริการโซลูชั่นมูลค่าเพิ่มหลายรูปแบบนอกเหนือจากการให้บริการ LCL ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลัก

          เกี่ยวกับ Allcargo Logistics Ltd

          Allcargo Logistics ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Avashya Group เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านโลจิสติกส์แบบผนวกรวมซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอินเดีย และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ BSE และ NSE การให้บริการของบริษัทประกอบด้วย การให้บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (NVOCC, LCL & FCL) การให้บริการ CFS/ICD ทั่วอินเดีย การให้บริการโซลูชั่นด้านโครงการและวิศวกรรม(โซลูชั่นด้านโลจิสติกส์ของโครงการและการจัดหาเครื่องมือ) รวมไปถึงการให้ให้บริการเกี่ยวกับการซื้อเรือ การเช่าเรือ และการทำสัญญาเกี่ยวกับโลจิสติกส์

          สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:   

          Divya Sheth

          Adfactors PR

          + 91 9619105533

          divya.sheth@adfactorspr.com

          ที่มา: ECU Worldwide