Kuang-Chi บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติจีนเตรียมตั้งกองทุนบ่มเพาะธุรกิจทั่วโลกวงเงิน 300 ล้านดอลลาร์ ที่อิสราเอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เทลอาวีฟ, อิสราเอล–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Kuang-Chi กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจากเซินเจิ้น เตรียมเปิดตัวกองทุนนวัตกรรมระหว่างประเทศที่อิสราเอล โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าไปลงทุนในบริษัททั่วโลก “Kuang-Chi GCI Fund & Incubator” จะเป็นกองทุนแรกของจีนในประเภทนี้ โดยเป็นการผสมผสานการลงทุนในบริษัทระยะแรกถึงระยะกลางของอิสราเอลและทั่วโลก เข้ากับการบ่มเพาะธุรกิจโดย Kuang-Chi กองทุนใหม่นี้มีทุนตั้งต้น 50 ล้านดอลลาร์ และมีแผนที่จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 300 ล้านดอลลาร์ภายใน 3 ปีข้างหน้า

          GCI มาจากคำว่า Global Community of Innovation ซึ่ง Kuang-Chi ได้ริเริ่มขึ้น โดยเป็นการร่วมตัวของนักนวัตกรรมจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อทำให้นิยายวิทยาศาสตร์และความฝันของมนุษย์กลายเป็นจริง ด้วยการมอบ “อนาคต” ให้แก่โลกใบนี้ ทั้งนี้ Kuang-Chi จะจัดหาทรัพยากรทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับองค์กรธุรกิจ ตั้งแต่การขายและการตลาด ไปจนถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาร่วมกัน เพื่อมอบให้แก่บริษัทที่ Kuang-Chi เข้าไปลงทุน

          Kuang-Chi ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนผู้มีชื่อเสียง 5 คน ซึ่งเดินทางกลับจีนหลังจากได้รับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ออกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์ ปัจจุบันบริษัทเป็นกลุ่มนวัตกรรมระดับโลกซึ่งมีการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่ประเทศจีน ไปจนถึงอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา และโอเชียเนีย Kuang-chi ยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่า 3,000 รายการทั่วโลกในสาขาอภิวัสดุ โฟโตนิกส์ เทคโนโลยีดาวเทียม การบิน และวิทยาการหุ่นยนต์ ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี

          กลุ่มบริษัทถือหุ้นอยู่ในหลายบริษัท และเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ KuangChi Science Limited (00439.HK), Solar Ship Inc., Martin Aircraft Company (ASX:MJP), Zwipe ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกด้านไบโอเมตริกซ์ และ HyalRoute กลุ่มบริษัทสื่อสาร ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทมีมูลค่าทะลุหลัก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการดำเนินการผ่านทางบริษัทจดทะเบียน บริษัทลงทุนนอกตลาด และสถาบันวิจัยต่างๆ

          นอกจากนี้ Kuang-Chi จะประกาศการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีท้องถิ่นของอิสราเอลที่ร่วมโครงการ GCI นำโดยการลงทุนก้อนใหญ่ในบริษัทเทคโนโลยีระดับแนวหน้าแห่งหนึ่ง ดร.หรัวเผิง หลิว ประธานกลุ่มบริษัทกล่าวว่า “อิสราเอลมีศักยภาพอันเหนือชั้นที่จะมอบให้แก่โลก ทั้งยังมีทัศนคติและวิสัยทัศน์พิเศษเหมือนกับ Kuang-Chi เราตั้งเป้าลงทุนในบริษัทท้องถิ่นซึ่งมีความเป็นเลิศในด้านไบโอเมตริกส์ การสื่อสาร วิทยาการหุ่นยนต์ และ AR และยกระดับบริษัทเหล่านี้ให้ก้าวไปสู่อีกขั้นทั้งในเชิงพาณิชย์และเทคโนโลยี”

          สำหรับ Indigo Global ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในอิสราเอลของ Kuang-Chi มาเป็นเวลานาน จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนและดูแลกิจกรรมของ GCI Fund & Incubator โดเรียน บารัค หุ้นส่วนผู้จัดการของ Indigo Global ระบุว่า “Kuang-Chi ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ซึ่งหลอมรวมระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากเซินเจิ้นเข้ากับวิสัยทัศน์ของจีนในด้านขนาดและการพัฒนา ดร.หลิวและทีมงานได้คิดค้นแบบแผนที่พิเศษและประสบความสำเร็จ โดยร่วมมือกับบรรดานักนวัตกรรมชั้นนำในสาขาต่างๆ เพื่อจัดหาทรัพยากรมหาศาลมามอบให้แก่บริษัทที่พวกเขาเข้าไปลงทุน Kuang-Chi เป็นนักลงทุนที่ทุ่มเงินไปกับทรัพยากรเทคโนโลยี เครือข่ายจัดจำหน่าย ตลอดจนขีดความสามารถด้านการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อประโยชน์ของบริษัทต่างๆ ที่ได้รับเลือกจากกองทุนสัญชาติจีนแห่งนี้ พวกเราที่ Indigoตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ดูแลโครงการในอิสราเอลนี้ซึ่งมีแนวทางที่จะขยายออกไปทั่วโลก”

          คณะตัวแทนอาวุโสของ Kuang-Chi นำโดยดร.หลิว พร้อมด้วยตัวแทนจากสื่อสำนักต่างๆของจีนและเหล่าผู้บริหารบริษัท จะเดินทางเยือนอิสราเอลต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อประกาศเปิดตัวกองทุนอย่างเป็นทางการ และเข้าพบเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงและผู้นำอุตสาหกรรมของอิสราเอล ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยพิธีเปิดกองทุน ณ สำนักงานของ ERM Law ซึงเป็นสำนักงานกฎหมายชั้นแนวหน้าในอิสราเอล แอมนอน เอปสไตน์ หุ้นส่วนอาวุโสของ ERM แสดงความคิดเห็นว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับบริษัทเทคโนโลยีรายสำคัญจากจีน และเรามุ่งหวังที่จะได้ร่วมมือกับ Kuang-Chi ในอิสราเอลต่อไป”

          ติดต่อสอบถาม:

          Kuang-Chi:

          อีเมล: xiaokelan@kuang-chi.com

          โทร. +86 181 2625 4673

          Indigo Global:

          อีเมล: vicki@indigog.com

          โทร. +972(9)8322526

พูดด้วยเป๊ปซี่ เต็มที่ทุกอารมณ์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เพอร์เชส, นิวยอร์ก–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

ขอเชิญผู้บริโภคสื่อสารผ่าน “อีโมจิ” บนขวดและกระป๋องเป๊ปซี่นับพันล้านทั่วโลก ในแคมเปญระดับโลก #PepsiMoji 

เป๊ปซี่ นำภาษาสากลอย่าง “อีโมจิ” จากโลกออนไลน์มาใช้ในแคมเปญระดับโลก โดยเชิญชวนผู้บริโภคมาร่วม “พูดด้วยเป๊ปซี่ เต็มที่ทุกอารมณ์”(Say It With Pepsi) ผ่าน “เป๊ปซี่โมจิ” มากกว่า 600 แบบ ที่พบได้บนขวดและกระป๋องเป๊ปซี่ ไปจนถึงบนแว่นตากันแดดและสเตเดียม ในตลาดต่างๆกว่า 100 ประเทศทั่วโลก สำหรับแคมเปญ #PepsiMoji ปีนี้ ได้นำเอาเอกลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรมมาใช้กับอีโมจิด้วย

            รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/English/7812851-say-it-with-pepsi/

 

อีโมจิที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเป๊ปซี่นั้น แสดงถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของแต่ละวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นสากล ผู้รักโคล่าจึงสามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลกผ่านภาษาสากลของเป๊ปซี่ ซึ่งนำเสนอผ่านสิ่งต่างๆดังนี้

– แว่นกันแดดลิมิเต็ดเอดิชั่น ผลงานการออกแบบของนักออกแบบระดับโลกอย่าง เจเรมี สกอตต์ (Jeremy Scott)

– สื่อโฆษณากลางแจ้งอันสะดุดตาของช่างภาพแฟชั่นเลื่องชื่อ เบน วัตตส์  (Ben Watts)

– ภาพถ่ายเล่าเรื่องโดยช่างภาพยอดนิยมในอินสตาแกรมอย่าง แดเนียล อาร์โนลด์ (Daniel Arnold)

– สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์และสื่อดิจิตอลที่เผยแพร่ทั่วโลก

– คอนเทนท์เฉพาะสำหรับแต่ละประเทศ

คาร์ล่า ฮัสซัน รองประธานอาวุโส ฝ่ายการจัดการแบรนด์สินค้าสากล กลุ่มเครื่องดื่มของบริษัทเป๊ปซี่โค (PepsiCo) กล่าวว่า เป๊ปซี่เป็นสัญลักษณ์สากลที่สื่อถึงการผจญภัย ความตื่นเต้น และความสนุกสนาน เช่นเดียวกับอีโมจิที่สื่อถึงอารมณ์อันหลากหลายโดยไม่ต้องใช้คำพูด แคมเปญ “พูดด้วยเป๊ปซี่ เต็มที่ทุกอารมณ์” ชูการสื่อสารด้วยอีโมจิ และเป๊ปซี่โมจิก็ได้จุดประกายการสื่อสารไปทั่วโลกยิ่งกว่าอีโมจิทั่วไป

Wear It With Pepsi

หน้าร้อนนี้ ผู้บริโภคจะได้เห็นโลกผ่านแว่นกันแดดเป๊ปซี่โมจิหลากสีสัน ซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบแฟชั่น เจเรมี สกอตต์ แว่นกันแดดลิมิเต็ดเอดิชั่น Pepsi x Jeremy Scott Capsule Collection มี 6 แบบ และได้รับแรงบันดาลใจจากเป๊ปซี่โมจิอย่างหน้ายิ้ม หน้ามีรอยจูบ หน้าตกหลุมรัก หน้าใส่แว่นกันแดด เป็นต้น โดยจะเริ่มวางจำหน่ายหน้าร้อนนี้

เจเรมี สกอตต์ กล่าวว่า “เป๊ปซี่เป็นมากกว่าเครื่องดื่มสำหรับผม เป๊ปซี่เป็นไอคอนของป๊อปคัลเจอร์ และตอนนี้อีโมจิก็เป็นป๊อปคัลเจอร์ที่มาแรงที่สุด ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเป๊ปซี่โมจิมาใช้กับสื่อกลางที่ไม่มีใครเหมือนอย่างแว่นกันแดด”

เผยโฉม #PepsiMoji

เพื่อแสดงความมีชีวิตชีวาและความขี้เล่นของเป๊ปซี่โมจิอย่างเต็มที่ เป๊ปซี่ได้ร่วมมือกับช่างภาพชื่อดัง เบน วัตตส์ ในการผลิตสื่อโฆษณากลางแจ้งอันสะดุดตา รวมทั้งร่วมมือกับช่างภาพแนวสตรีทอย่าง แดเนียล อาร์โนลด์ ที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมจำนวนมหาศาล เพื่อแบ่งปันเรื่องราวของ#PepsiMoji โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ โดยในส่วนของเบน วัตตส์นั้น เขาได้นำภาพถ่ายจริงที่มีชีวิตชีวามาผสานกับเป๊ปซี่โมจิที่ดูสนุกสนาน ขณะที่แดเนียล อาร์โนลด์ ได้จับภาพตามถนนหนทางที่ดูรื่นเริงมาคู่กับเป๊ปซี่โมจิอย่างลงตัว เพื่อบอกเล่าเรื่องราวอันทรงพลังด้วยภาพที่จะถูกแชร์ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

อาร์โนลด์กล่าวว่า “ผมชอบถ่ายภาพทีเผลอที่ให้ความหมายชัดเจน สามารถถ่ายทอดความรู้สึกหรือความคิดได้ทันที และอีโมจิก็เป็นเช่นนั้น”

สื่อโฆษณา PepsiMoji Origins

เป๊ปซี่ได้ผลิตสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์และสื่อดิจิตอลเพื่อเผยแพร่ทั่วโลก ประเดิมด้วยโฆษณาตัวแรกในชื่อ Origins ที่แสดงถึงต้นกำเนิดของเป๊ปซี่โมจิ ซึ่งมาจากอารมณ์อันหลากหลายของหนุ่มสาวที่กำลังอินเลิฟ ก่อนจะไปปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของเป๊ปซี่ ตามมาด้วยคลิปวิดีโอขนาดสั้นไม่เกินเจ็ดวินาที 50 คลิป ที่แสดงถึงวัฒนธรรมและเทศกาลต่างๆทั่วโลก เช่น “Day of the Dead” ไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น “Hump Day” และ“Morning Alarm” เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีคลิปวิดีโอ “Backpackers” และ “Concert Connection” เวอร์ชั่น 30 วินาทีสำหรับฉายทางทีวี และเวอร์ชั่น 90 วินาทีขึ้นไปทางสื่อออนไลน์ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการสื่อสารผ่านเป๊ปซี่โมจิอาจนำไปสู่การผจญภัย ประสบการณ์ใหม่ๆ และความรักในแบบที่คาดไม่ถึงและลืมไม่ลง

แคมเปญเป๊ปซี่โมจิเริ่มเปิดตัวที่ออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย และไทย จากนั้นจะเปิดตัวในประเทศอื่นๆทั่วโลกตลอดปี 2559 ทั้งบนบรรจุภัณฑ์เป๊ปซี่ เป๊ปซี่แมกซ์ ไดเอทเป๊ปซี่ และเป๊ปซี่ไลท์ นอกจากนั้นในแต่ละประเทศยังมีกิจกรรมพิเศษโดยเฉพาะ เช่น ในสหรัฐอเมริกามีโฆษณาความยาวห้าวินาทีมากกว่า 100 ตัว ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการซื้อสื่อ ส่วนในอินเดียมีเครื่องขายน้ำอัดลมเป๊ปซี่ ซึ่งบนบรรจุภัณฑ์จะมีรูปเป๊ปซี่โมจิที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของผู้ซื้อในขณะนั้น ในตะวันออกกลางมีการดึงคนดังมาร่วมแคมเปญ และในอาร์เจนตินา ผู้บริโภคสามารถออกแบบเป๊ปซี่โมจิได้เอง หรือใช้ภาพเป๊ปซี่โมจิที่มีอยู่เดิมมาตกแต่งรูปเซลฟี่ของตัวเองก็ได้เช่นกัน

ศูนย์นวัตกรรมและการออกแบบของเป๊ปซี่โค (PepsiCo Design & Innovation Center) ได้สร้างสรรค์เป๊ปซี่โมจิออกมามากกว่า 600 แบบเพื่อใช้เป็นภาษาสากลของแบรนด์ หากต้องการใช้งานเป๊ปซี่โมจิทุกแบบ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน PepsiMoji Keyboard ได้ฟรีที่ Apple App Store และGoogle Play Store

เกี่ยวกับเป๊ปซี่โค

บรรดาผู้บริโภคต่างเพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์ของเป๊ปซี่โคกว่า 1 พันล้านครั้งต่อวันในกว่า 200 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เป๊ปซี่โคมีรายได้สุทธิมากกว่า6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2558 โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของบริษัท เช่น ฟริโต-เลย์ เกเตอเรด เป๊ปซี่-โคล่า เควกเกอร์ และทรอปิคานา เป๊ปซี่โคมีผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มอันหลากหลาย ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดัง 22 แบรนด์ที่แต่ละแบรนด์มียอดขายปลีกทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เป๊ปซี่โคดำเนินงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย (Performance with Purpose) เพื่อนำเสนอศักยภาพทางการเงินอย่างเหนือชั้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น โดยในทางปฏิบัติ Performance with Purpose หมายถึงการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีทั้งความอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ คิดค้นแนวทางใหม่ๆเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการดำเนินงาน สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและใส่ใจแก่พนักงานทั่วโลก ตลอดจนให้ความเคารพ สนับสนุน และลงทุนในชุมชนที่เราดำเนินงาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่www.pepsico.com

รีสอร์ทหรู “The Parisian Macao” เตรียมร่ายมนต์เสน่ห์และสร้างความโรแมนติกแบบฉบับกรุงปารีสปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มาเก๊า–3 พ.ค.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

The Parisian Macao รีสอร์ทแบบครบวงจรอันเป็นผลงานชิ้นเอกจากวิสัยทัศน์ของ Sheldon G. Adelson มีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงกลางเดือนกันยายน2559 รีสอร์ทแห่งใหม่นี้จะเพิ่มความอลังการให้กับเมืองรีสอร์ทอย่าง Sands(R) Resorts Cotai Strip Macao ด้วยห้องพักและห้องสวีทสุดหรูราว 3,000 ห้อง นอกจากนั้นยังนำมนต์เสน่ห์ ความมหัศจรรย์ และกลิ่นอายของ “นครแห่งแสงไฟ” อย่างกรุงปารีสมาสู่มาเก๊าด้วย

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160425/8521602652

ปารีส คือสถานที่ท่องเที่ยวขวัญใจชาวโลกที่มีผู้มาเยือนหลายล้านคนในแต่ละปี ทั้งยังได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในโลก และภายในปีนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนมาเก๊าก็สามารถสัมผัสบรรยากาศที่ชวนหลงใหลแบบปารีสได้เช่นกัน เพียงแค่มาที่ The Parisian Macao

ความประทับใจแรกเป็นสิ่งสำคัญ เราจึงตั้งใจให้ผู้มาเยือนตื่นตาไปกับหอไอเฟลจำลองขนาดครึ่งหนึ่งของของจริง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าทางเข้ารีสอร์ท หอไอเฟลดั้งเดิมของปารีสได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียน จิตรกร คนช่างฝัน และคู่รักหลายต่อหลายรุ่นให้ทำตามความฝันของตนเอง และในทำนองเดียวกัน ผู้ที่มาเยือนมาเก๊าก็จะได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟลจำลองของ The Parisian Macao โดยสามารถขึ้นไปชมวิวสวยๆของจีนแผ่นดินใหญ่และ Cotai Strip ได้อย่างเต็มตา นอกจากนั้นยังมีห้องอาหารที่เสิร์ฟทั้งอาหารตะวันออกและตะวันตกอย่างลงตัว หอไอเฟลจำลองของมาเก๊าจะกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่พลาดไม่ได้สำหรับทุกคน

นอกเหนือจากหอไอเฟลจำลองและความงามด้านสถาปัตยกรรมของ The Parisian Macao แล้ว ผู้มาเยือนทุกคนจะได้รับรู้ถึง “joie de vivre” หรือ “ความสุขของชีวิต” อย่างแท้จริง อันเป็นคุณลักษณะเด่นของชาวฝรั่งเศส

The Parisian Macao มีทุกอย่างที่คุณคาดหวังว่าจะได้รับจากรีสอร์ทในเครือของ Sands China ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องพักและห้องสวีทราว 3,000 ห้อง โดยห้องพัก 1 ใน 3 ของทั้งหมดมองเห็นวิวหอไอเฟลจำลอง นอกจากนั้นยังมีห้างสรรพสินค้า Shoppes at Parisian ที่มีร้านค้าบูติกมากกว่า 150 ร้าน ทั้งร้านเสื้อผ้าแฟชั่นของดีไซเนอร์ชื่อดังและของแบรนด์ชั้นนำมากมาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีบรรยากาศชวนให้นึกถึงถนนฌ็องเซลิเซ่อันเลื่องชื่อในกรุงปารีส แขกของรีสอร์ทและนักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงแบบฝรั่งเศสที่อัดแน่นทุกวัน อาทิ การแสดงดนตรีริมทาง ละครใบ้ และการแสดงเปิดหมวกต่างๆ ทั้งยังสามารถเดินเล่นบริเวณสวน น้ำพุ เขาวงกต และสระน้ำใสราวกระจก พร้อมเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นม้าหมุน ตู้เกม หรือนั่งสบายๆในร้านอาหารเล็กๆก็ได้เช่นกัน นับเป็นบรรยากาศแบบฉบับกรุงปารีสอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ปารีสยังเป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของอาหารเลิศรส The Parisian Macao จึงไม่พลาดที่จะนำร้านอาหารมากมายมาให้แขกได้เลือกสรร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Le Chine ห้องอาหารสไตล์เอเชียของทางรีสอร์ทซึ่งตั้งอยู่บนหอไอเฟลจำลอง

The Parisian Macao ยังมีพื้นที่สำหรับจัดการประชุม (กว่า 5,200 ตารางเมตร) ซึ่งประกอบด้วยห้อง Parisian Ballroom ขนาด 3,400 ตารางเมตร ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดงานแต่งงานหรือการประชุม รวมถึงห้องประชุมอีก 7 ห้องที่พร้อมสำหรับทุกการประชุม ตั้งแต่การประชุมผู้บริหารไปจนถึงการจัดอีเวนท์ใหญ่ของบริษัท

ขณะเดียวกัน แขกของทางรีสอร์ทสามารถเพลิดเพลินไปกับบริการสปาระดับเวิลด์คลาสที่ Le SPA’tique ส่วนคุณหนูๆก็เล่นสนุกได้ที่โซนเด็กเล่น ส่วนคนรักสุขภาพก็สามารถใช้บริการคลับสุขภาพที่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายสุดทันสมัย และยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งในรูปแบบของสวนน้ำด้วย

Sands China เป็นผู้นำด้านความบันเทิง ดังนั้น แขกและผู้มาเยือน The Parisian Macao จะได้สนุกสนานไปกับความบันเทิงและโชว์ระดับเวิลด์คลาสมากมายภายใน Parisian Theatre ที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 1,200 คน

บรรยากาศและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของ The Parisian Macao จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มาเยือน โดยเฉพาะช่างภาพมืออาชีพและผู้ที่รักการถ่ายเซลฟี่ นอกจากนี้ การตกแต่งที่ให้กลิ่นอายสุดโรแมนติกยังทำให้สถานที่นี้เพอร์เฟคท์ที่สุดสำหรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร

อีกหนึ่งจุดเด่นของ The Parisian Macao คือ ทางเดินที่เชื่อมไปยัง The Venetian Macao และ Shoppes at Four Seasons ที่จะทำให้แขกและผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ Sands(R) Resorts Cotai Strip Macao อย่างเต็มรูปแบบ

The Parisian Macao จะนำกลิ่นอายของกรุงปารีสมาไว้ที่มาเก๊า และจะต้องยิ่งใหญ่อลังการอย่างแน่นอน

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The Parisian Macao ได้ที่ www.ParisianMacao.com

รับชมภาพความคมชัดสูงได้ที่ https://we.tl/pT2esdnc1E 

เกี่ยวกับ The Parisian Macao

The Parisian Macao ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2559 คือรีสอร์ทแบบครบวงจรที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมนต์เสน่ห์และความน่าตื่นตาตื่นใจของ “นครแห่งแสงไฟ” อย่างกรุงปารีส รีสอร์ทแห่งนี้จะมีหอไอเฟลจำลองขนาดครึ่งหนึ่งของของจริง มีห้องพักและห้องสวีทราว 3,000 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องประชุม ร้านอาหาร สปา โซนเด็กเล่น คลับสุขภาพ สระว่ายน้ำ และโรงละครขนาด 1,200 ที่นั่ง นอกจากนั้นยังมีห้างสรรพสินค้า Shoppes at Parisian ขนาด 300,000 ตารางฟุต ให้ผู้มาเยือนได้ช้อปสินค้าแฟชั่นและเสื้อผ้าหรูเสมือนกับเดินอยู่บนถนนในปารีส ที่มีทั้งการแสดงดนตรีริมทาง ละครใบ้ และการแสดงเปิดหมวกต่างๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศแบบฉบับกรุงปารีสอย่างแท้จริง ผู้มาเยือนยังสามารถเดินเล่นบริเวณสวน น้ำพุ เขาวงกต และสระน้ำใสราวกระจก พร้อมเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นม้าหมุน ตู้เกม หรือนั่งสบายๆในร้านอาหารเล็กๆก็ได้เช่นกัน

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ParisianMacao.com

เกี่ยวกับ Sands(R) Resorts Cotai Strip Macao เมืองรีสอร์ทครบวงจรของ Sands China

Sands China คือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ผู้เป็นเจ้าของและผู้บริหารรีสอร์ทแบบครบวงจรในมาเก๊าที่มีชื่อว่า Sands Resorts Cotai Strip Macaoซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เกิดจากการถมทะเลระหว่างเกาะ Coloane และเกาะ Taipa โดยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาประสบการณ์สุดตื่นตาตื่นใจใน Cotai Strip ทั้งนี้ Sands Resorts Cotai Strip Macao ได้พลิกโฉมย่านตลาดกลางวันให้กลายเป็นเมืองรีสอร์ทแบบครบวงจร รวมทั้งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับนานาชาติด้วย

Sands Resorts Cotai Strip Macao เต็มไปด้วยความคึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าหรูนานาชนิดที่หาไม่ได้จากที่อื่นในมาเก๊า และเมื่อเปิด The Parisian Macao แล้ว เมืองรีสอร์ทแห่งนี้จะมีห้องพักและห้องสวีทรวมกันเกือบ 13,000 ห้อง ทั้งยังมีการแสดงสดของซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมากมาย รวมถึงร้านขายสินค้าปลอดภาษีกว่า 800 ร้านที่นำเสนอสินค้าแบรนด์เนมมากมาย ตลอดจนพื้นที่จัดการประชุมและนิทรรศการชั้นนำของเอเชียมากกว่า 2 ล้านตารางฟุต (186,000 ตารางเมตร) พร้อมด้วยระบบขนส่งอันแสนสะดวกสบาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือร้านอาหาร บาร์ และเลาจน์มากกว่า 125 แห่ง ซึ่งหลายแห่งได้มิชลินสตาร์ด้วย Sands Resorts Cotai Strip Macao จึงมอบประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือนและสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างไม่มีที่ไหนเทียบได้

ภายใน Sands Resorts Cotai Strip Macao ประกอบด้วยโรงแรม The Venetian(R) Macao และ The Plaza(TM) Macao ที่มีโรงแรม Four Seasons Hotel Macao นอกจากนั้นยังมี Sands(R) Cotai Central ที่มีโรงแรม Conrad, Sheraton และ St. Regis ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงโรงแรม Holiday Inn ด้วย นับเป็นการรวมสุดยอดจุดหมายปลายทางแห่งเอเชียเอาไว้ในที่เดียว และในปีนี้จะมีการเพิ่มอีกหนึ่งแลนด์มาร์คมาไว้ ณ ที่แห่งนี้ นั่นคือ The Parisian Macaoอันเกิดจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Sheldon G. Adelson

Sands Resorts Cotai Strip Macao… Be at the Centre of It All! 
รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://en.sandsresortsmacao.com

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์
Venetian Macau Limited
ดอนน่า แคมป์เบลล์
โทร. +853-8118-2041
อีเมล: donna.campbell@sands.com.mo

G2A.COM กวาด 2 รางวัล Stevie Awards 2016 ที่ลาสเวกัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เชชูฟ, โปแลนด์, ลอนดอน และฮ่องกง–3 พ.ค.–พีอาร์นิวสไวร์/อินโฟเควสท์

          G2A.COM, http://www.g2a.com ตลาดเกมดิจิตอลที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก คว้ารางวัลใน 2 สาขา จากเวที Stevie Awards ซึ่งจัดขึ้นที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 G2A Awards / G2A Global Customer Support Team, headed by Jacek Chmielecki with their two Stevie Awards won in 2016 in Las Vegas, USA (PRNewsFoto/G2A.com)

G2A Global Customer Support Team, headed by Jacek Chmielecki with their two Stevie Awards won in 2016 in Las Vegas, USA (PRNewsFoto/G2A.com)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160430/362032)

          ทีมบริการลูกค้าของ G2A ได้รับรางวัลทีมงานจัดการบริการลูกค้าแห่งปี (Customer Service Management Team of the Year) ด้วยผลงานในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การดูแลลูกค้าข้ามวัฒนธรรมที่แปลกใหม่ และได้รับรางวัลในสาขาความสำเร็จของศูนย์บริการลูกค้า (Customer Service and Contact Center Achievement Category) สำหรับความสำเร็จของทีมงานในการให้บริการลูกค้าอย่างยอดเยี่ยมhttp://www.stevieawards.com

          G2A และแผนกสนับสนุนทั่วโลก ภายใต้การนำของ Jacek Chmielecki หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนระดับโลก ได้รับการยอมรับจาก Stevie Awardsในด้านการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าข้ามวัฒนธรรม “แผนกของเราพร้อมบริการลูกค้าเสมอ เพราะ G2A เกิดขึ้นจากลูกค้าที่มีความสุข เราขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อรางวัลที่ได้รับ ผมมั่นใจว่าการได้รับรางวัลจะช่วยให้เราพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะสิ่งนี้สร้างแรงจูงใจได้ดีจริงๆ!” Jacek กล่าว

          ด้าน Jacqueline Purcell หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ระดับโลกของ G2A กล่าวว่า “การแข่งขันในปีนี้เป็นไปอย่างเข้มข้นด้วยจำนวนผลงานกว่า 2,100 รายการที่องค์กรต่างๆ จาก 36 ประเทศส่งเข้าชิงรางวัล G2A เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เข้าชิงรางวัลเพียง 37% ที่ได้รับคะแนนสูงพอที่จะผ่านมาจนถึงรอบสุดท้าย ทีมงานทุกคนของ G2A ดีใจกับผลรางวัลนี้”

          ปัจจบัน G2A ให้บริการลูกค้ากว่า 10 ล้านราย และได้ให้การต้อนรับลูกค้าใหม่ 250,000 รายในแต่ละเดือน G2A คือเบอร์ 1 ของโลกในแง่การนำเสนอผลิตภัณฑ์เกมดิจิตอล ด้วยจำนวนกว่า 30,000 รายการ และได้รับความเห็นเชิงบวกถึง 99% จากกว่า 118,000 ความคิดเห็นบนอีเบย์http://stores.ebay.de/g2astore

          Katarzyna Szymczak-Skalska ผู้ประสานงานโครงการประชาสัมพันธ์ระดับโลกของ G2A ขึ้นรับรางวัลในนามของ “ทีมสนับสนุนลูกค้าและพนักงาน 450 คนของ G2A ซึ่งมุ่งมั่นทำงานหนัก ตลอดจนเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลก” โดยเธอกล่าวว่า “เกมเมอร์ที่ร่วมงานกับ G2A ต่างภาคภูมิใจที่ผลงานของพวกเขาได้รับการยอมรับและยกย่องชื่นชมจากกรรมการผู้ตัดสินรางวัลในระดับนานาชาติ”

          Bartosz Skwarczek ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง G2A กล่าวแสดงความเห็นว่า “รางวัล Stevie Awards ทั้ง 2 สาขานี้นับเป็นแรงจูงใจอันยอดเยี่ยมสำหรับทีมงานของ G2A เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ความรักและทุ่มเทในอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ของเราเป็นที่ชื่นชอบและชื่นชม ทีมงานของ G2A มุ่งมั่นมอบความสุขและและประสบการณ์ระดับสุดยอดให้แก่ลูกค้าเสมอ”

          Stevie Awards คือรางวัลธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2545 เพื่อเชิดชูเกียรติและเพื่อให้สาธารณชนทั่วไปได้รับทราบถึงความสำเร็จและผลงานอันยอดเยี่ยมขององค์กรและผู้อยู่ในสายอาชีพต่างๆทั่วโลก ปัจจุบัน Stevie Awards ได้กลายมาเป็นหนึ่งในรางวัลอันเป็นที่ปรารถนามากที่สุดในโลก  http://www.g2a.com http://www.g2a.co

          ผู้เขียน: Jacqueline Purcell –  jpurcell@G2A.com

          แหล่งข่าว: G2A.com

เมอร์ค ยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อมอบโซลูชั่นครบวงจรให้แก่อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            – คอนเซปต์โรงงานแบบยืดหยุ่นช่วยให้พัฒนายาและนำยาออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

            – พร้อมให้บริการโซลูชั่นแบบครบวงจรทั่วโลก เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้กับลูกค้า

Merck บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ ประกาศว่า บริษัทได้นำถังปฏิกรณ์ชีวภาพขนาด 2,000 ลิตรแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งจากไลน์ผลิตภัณฑ์Mobius(R) มาใช้ที่โรงงานผลิตตามหลัก cGMP (current good manufacturing process) Biodevelopment Center ในประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้เมอร์คสามารถให้บริการผลิตแบบครบวงจรตามหลัก cGMP โดยใช้อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ของเมอร์คเอง

Merck Mobius 2000L / With the addition of Merck's Mobius(R) 2000L single-use bioreactor to its new upstream suite at its Biodevelopment Center in France, the company can now offer clients full process line cGMP manufacturing (PRNewsFoto/Merck)

With the addition of Merck’s Mobius(R) 2000L single-use bioreactor to its new upstream suite at its Biodevelopment Center in France, the company can now offer clients full process line cGMP manufacturing (PRNewsFoto/Merck)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160429/361766

“จุดมุ่งหมายของเราคือ การช่วยให้สามารถพัฒนายาและนำยาออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ผ่านการยกระดับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำเสนอโซลูชั่นแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์” อูดิท บาทรา สมาชิกบอร์ดบริหารของเมอร์คและซีอีโอของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าว “สิ่งที่เรานำเสนอช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนการผลิตทุกขั้นตอนไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งที่โรงงานเดิมของลูกค้าหรือโรงงานที่เราช่วยออกแบบให้”

บริการที่มีขอบเขตและความครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เมอร์คสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ของลูกค้าได้ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์เพาะเลี้ยงไปจนถึงการผลิตเชิงคลินิกในขั้นสุดท้าย และเมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องโอนถ่ายเทคโนโลยีไปให้กับองค์กรรับผลิตตามสัญญา (CMO) หรือโรงงานอื่นๆ ลูกค้าก็สามารถใช้โซลูชั่น Provantage(R) End-to-End ของเมอร์คที่พร้อมให้บริการทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการยกระดับการผลิตไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

โซลูชั่น Provantage(R) End-to-End ของเมอร์ค คือชุดผลิตภัณฑ์และบริการครบวงจรที่ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการผลิต การผลิตตามหลักcGMP การออกแบบโรงงาน อุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองในการผลิต การฝึกอบรมด้านการผลิตและการใช้อุปกรณ์ การโอนถ่ายเทคโนโลยี ตลอดจนการเตรียมพร้อมเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงเมื่อลูกค้ายกระดับจากกระบวนการทางคลินิกขั้นต้นไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น พร้อมกับยกระดับผลิตภาพและผลกำไรอีกด้วย

เกี่ยวกับเมอร์ค

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึงจอแอลซีดีสำหรับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

Fragrance Du Bois เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาจาก Raffles College พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย– 3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Fragrance Du Bois แบรนด์น้ำหอมสุดหรูจากประเทศฝรั่งเศส มีปณิธานอย่างแรงกล้าในการให้ความรู้และสร้างความยั่งยืน ดังนั้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางแบรนด์จึงเปิดบ้านต้อนรับนักศึกษา 45 คนจาก Raffles College ให้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมกันที่ร้านบูติกสุดหรู ณ Starhill Gallery ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยนักศึกษาและคณาจารย์ต่างเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่น่าสนใจและอัดแน่นไปด้วยความรู้ ทั้งในเรื่องของศาสตร์การผลิตน้ำหอมและโลกแห่งน้ำหอม

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160427/8521602719-a

นักศึกษาสาขาแฟชั่น การตลาด และการขายจาก Raffles College ณ บูติกสุดหรูของ Fragrance Du Bois

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อนักศึกษาสาขา “แฟชั่น การตลาด และการขาย” จาก Raffles College โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เชิงลึกในหลากหลายแง่มุมของอุตสาหกรรมน้ำหอม เน้นไปที่การผลิต การค้าปลีก และการทำการตลาด โดยมีคุณโจฮันนา ทาบูโย ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ Fragrance Du Bois รับหน้าที่เป็นวิทยากรในคลาสเรียนภาคบ่าย กิจกรรมนี้ได้รับการออกแบบให้ผู้เรียนและผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กัน รวมถึงเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสกับการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

Fragrance Du Bois เลือกใช้แต่น้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% ในการรังสรรค์น้ำหอม นักศึกษาจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของวัตถุดิบหายากอันล้ำค่านี้ รวมถึงความสำคัญของแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตตามหลักความยั่งยืน น้ำมันกฤษณามาจากต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียที่ใกล้สุญพันธุ์ จึงเป็นหนึ่งในน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงที่สุดในโลก น้ำมันกฤษณาถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์น้ำหอมทุกขวดของ Fragrance Du Bois โดยจะถูกนำมาผสานกับส่วนผสมคุณภาพสูงอื่นๆ ซึ่งได้มาจากแหล่งที่มีความยั่งยืน

คุณโจฮันนา ทาบูโย กล่าวว่า “เรารู้สึกกังวลกับอนาคตของสิ่งแวดล้อมรวมถึงชุมชนที่อาศัยอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมดังกล่าว และเพื่อปฏิบัติตามปณิธานในการตอบแทนสังคม เราจึงเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสินค้าหรูที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน สำหรับ Fragrance Du Bois เราทำในสิ่งที่เราสอนให้กับเยาวชน และยึดมั่นในหลัก “ความหรูหราที่มาพร้อมกับจิตสำนึก” อย่างเต็มหัวใจ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของ Fragrance Du Bois ดิฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผู้ที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป”  

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160427/8521602719-b

คุณโจฮันนา ทาบูโย ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ Fragrance Du Bois กำลังให้ความรู้แก่นักศึกษาจาก Raffles College เกี่ยวกับน้ำมันกฤษณาและความสำคัญของการผลิตจากแหล่งที่มีความยั่งยืน

นอกจากนี้ นักศึกษายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหัวน้ำหอมและกลิ่นต่างๆที่นำไปผสมเพื่อผลิตน้ำหอมด้วย

ทราวิส ตัน ผู้อำนวยการโครงการจาก Raffles College กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณ Fragrance Du Bois ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำหอม เราได้เปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ผมมั่นใจว่าทุกคนได้รับความรู้และความสนุกสนานอย่างเต็มที่ จนบางคนอาจมองว่าการเรียนในห้องเรียนน่าเบื่อไปเลยก็ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ผมหวังว่าการมาครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีพื้นฐานที่ดีและมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานในอนาคต”

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด  
ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
อีเมล: zaahira@asiaplantationcapital.com  
สำนักงาน: +60-122-035-344

ซาแมนธา ธาม  
ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com
มือถือ: +65-9144-0933

เกี่ยวกับ Fragrance Du Bois 

Fragrance Du Bois เป็นแบรนด์น้ำหอมสุดหรูที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยถือกำเนิดขึ้นจากแก่นแท้ของธรรมชาติและรังสรรค์โดยเหล่านักผสมน้ำหอมรุ่นที่ห้า ผู้สานต่อการผลิตน้ำหอมแบบฉบับเมืองกราสส์ของฝรั่งเศสที่สืบทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความบริสุทธิ์งดงามของธรรมชาติ

น้ำหอมทุกขวดของ Fragrances Du Bois สร้างสรรค์ขึ้นจากน้ำมันกฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่เหนือชั้นกว่าด้วยความหรูหราทั้งในแง่ของความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำมันกฤษณาที่ใช้ในน้ำหอมของเราล้วนผลิตขึ้นจากแหล่งปลูกต้นกฤษณาของเราเอง ซึ่งรับประกันว่าผลิตตามหลักจรรยาบรรณและหลักความยั่งยืน

ปัจจุบัน Fragrance Du Bois มีวางจำหน่ายในปารีส สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ ดูไบ และมีแผนขยายธุรกิจไปยังโดฮา เจนีวา และลอนดอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

Asia Plantation Capital Berhad เดินหน้าขยายการลงทุนในมาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เพื่อเป็นการปรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจในมาเลเซีย ทางบริษัท Asia Plantation Capital Berhad ผู้บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนพร้อมรางวัลการันตีคุณภาพ จึงได้ร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็กถึงขนาดกลางหลายรายในประเทศมาเลเซีย Asia Plantation Capital เป็นผู้บุกเบิกการปลูกไม้กฤษณามาตั้งแต่ปี 2552 และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำตลาดในแง่ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคที่ใช้ในการปลูกเชื้อเพื่อกระตุ้นแก่นไม้เรซินของต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160427/8521602718-a

ต้นกฤษณาที่ได้รับการปลูกเชื้อเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เริ่มผลิตยางไม้ออกมาเมื่อผ่านไปเพียง 3 เดือน (ดูจากบริเวณที่เป็นสีเข้ม)

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160427/8521602718-b

แซลลี่ ฝู ผู้บริหาร และเวอโรนิกา ลี ผู้อำนวยการบริษัท Eco BlackGold พร้อมด้วยไม้กฤษณาล้ำค่าอายุ 80 ปี ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของAsia Plantation Capital ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

จุดประสงค์ของการร่วมทุนกับเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกหลายรายคือ การให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่เจ้าของพื้นที่เพาะปลูกที่ขาดทักษะและความชำนาญ เพื่อให้สามารถบริหารพื้นที่ปลูกต้นกฤษณาได้ด้วยตัวเอง โดยพันธมิตรสำคัญรายหนึ่งคือบริษัท Eco BlackGold ที่ได้ร่วมทุนกับ Asia Plantation Capitalมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557

Eco BlackGold มีที่ดินสำหรับเพาะปลูก 2 ผืน ขนาด 4 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในรัฐเนเกรีเซมบิลัน ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ และนับตั้งแต่ที่ได้ลงนามข้อตกลงระยะเวลา 5 ปี กับ Asia Plantation Capital ทาง Eco BlackGold ก็ได้ปลูกต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย ไซเนนซิส ไปแล้วทั้งสิ้น 5,655 ต้น และในเดือนเมษายน 2559 บริษัทได้ต้นกฤษณาโตเต็มวัยมาอีก 2,345 ต้น รวมทั้งสิ้น 8,000 ต้น

“Asia Plantation Capital เป็นผู้นำด้านการบริหารพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน” สตีฟ วัตส์ ซีอีโอของ Asia Plantations Capital ประจำเอเชียแปซิฟิก กล่าว “เราพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะทำงานร่วมกับใคร และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Eco BlackGold ในการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก Eco BlackGold คือพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของเรา ซึ่งให้การสนับสนุนและตอบรับแนวคิดการทำงานของเราอย่างเต็มที่ ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ใช้เทคโนโลยีอันเป็นกรรมสิทธิ์ของเราในการปลูกเชื้อต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย 2,627 ต้นในพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ ซึ่งเห็นผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน และเรามั่นใจว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอต่อไป”

เขากล่าวเสริมว่า “ผมเชื่อว่าการทำงานร่วมกันของทั้งสองบริษัทจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการพัฒนาและความยั่งยืนของไม้กฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย และอาจสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมด้วย เรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และคว้าโอกาสที่ลอยมาหาเราอยู่ตลอดเวลาเพื่อเติบโตต่อไป”

แซลลี่ ฝู ผู้บริหารของ Eco BlackGold กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ Asia Plantation Capital เข้ากับการเพาะปลูกต้นกฤษณาของเรา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เมื่อครั้งที่เราได้พบกับ Asia Plantation Capital เราก็รู้ทันทีว่าเรามีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพราะเราต่างก็กังวลกับอนาคตของพันธุ์ไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ เรามั่นใจว่าตัดสินใจถูกที่ทำงานร่วมกับ Asia Plantation Capital และอนุญาตให้เข้ามาจัดการการปลูกไม้กฤษณาอย่างยั่งยืน พร้อมกับผลิตไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาให้ได้คุณภาพและปริมาณสูงสุดอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ Eco BlackGold ยังให้ Asia Plantation Capital ยืมไม้กฤษณาล้ำค่าอายุ 80 ปีไปไว้ที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ซึ่งเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนที่แล้ว ณ ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

ตามธรรมชาติแล้ว ต้นกฤษณาที่ติดเชื้อจะเริ่มผลิตยางไม้หลังผ่านไป 20 ปีหรือนานกว่านั้น แต่ในพื้นที่เพาะปลูกของ Asia Plantation Capital ที่มีการบริหารจัดการอย่างดี ต้นกฤษณาสามารถผลิตยางไม้ได้ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี และพร้อมที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท

จนถึงปัจจุบัน Asia Plantation Capital ได้ปลูกเชื้อต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียไปแล้วทั้งสิ้น 3,482 ต้นในมาเลเซีย ต้นกฤษณาเหล่านี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีโดยทีมพัฒนาและวิจัยของบริษัท ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชื่อดังระดับโลก โดยจะมีการใช้ป้ายแท็กติด GPS กับต้นกฤษณาแต่ละต้น นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบต้นกฤษณาทุกๆ 3 เดือน ไปจนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ Asia Plantation Capital เพื่อขยายการลงทุนและการดำเนินงานในมาเลเซียภายในระยะเวลาหลายปีจากนี้

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด
ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
อีเมล: zaahira@asiaplantationcapital.com
สำนักงาน: +6012 203 5344

ซาแมนธา ธาม
ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com
มือถือ: +65 9144 0933

เกี่ยวกับ Asia Plantation Capital

Asia Plantation Capital Berhad ในมาเลเซีย กำลังทุ่มลงทุนอย่างมหาศาลในภาคการเพาะปลูกของมาเลเซีย โดยได้มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ๆและโรงงานผลิตไม้กฤษณา รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเน้นทำธุรกิจในมาเลเซีย หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วได้เปิดโรงงานแปรรูปไม้กฤษณาและโรงกลั่นน้ำมันกฤษณาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

Asia Plantation Capital Group เป็นผู้ดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย บริษัทมีโครงการต่างๆใน 4ทวีป และมีพนักงานกว่า 2,000 คนทั่วโลก สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเราซึ่งเป็นผู้นำในวงการนั้น ประกอบด้วยนักวิชาการระดับแนวหน้าจากนานาประเทศ (จีน ไทย มาเลเซีย อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่ร่วมกันพัฒนารวมถึงจดสิทธิบัตรระบบและเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรม

บริษัทญี่ปุ่นในเครือทั้ง 6 บริษัท พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ไคเซ็น” ที่กรุงเทพฯ 6 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–28 เม.ย.–เกียวโด เจบีเอ็น-เอเชียเน็ท

          สมาคมการบริการจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) เตรียมจัดงาน GENBA Management Conference & Award 2559 เป็นครั้งแรกขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่6 มิถุนายนนี้ โดยภายในงานจะมีการบรรยายจาก บริษัทญี่ปุ่นในเครือเดียวกัน 6 บริษัท ภายใต้หัวข้อ “ไคเซ็น” หรือ “เส้นทางการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” 

          (ภาพ: http://prw.kyodonews.jp/opn/release/201604280243/ )

          งานครั้งนี้จะจัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคโดยมี ผู้บริหารในแต่ละภาคการผลิตจาก 6 บริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นในเครือประจำประเทศไทย  จะร่วมนำเสนอแนวปฏิบัติของโครงการ “ไคเซ็น”  ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคคลากรและทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร รวมไปถึงหัวข้อที่น่าสนใจอื่นๆ

          สำหรับประเทศไทยนั้น  การแข่งขันระดับนานาชาติเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากไทยเป็นชาติศูนย์กลางการผลิต ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตหลายรายจึงพยายามที่จะปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์, ต้นทุน และการขนส่ง เพื่อพัฒนาประสิทธิทางการผลิตของตนให้ดียิ่งขึ้น โดยบริษัทสาขาของบริษัทญี่ปุ่นทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด, มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, โตโยต้า โบโชคุ คอร์ปอเรชั่น, มิซูบิชิ อิเล็กทริก คอร์ปอเรชั่น, โคมาสึ จำกัด และนิสสัน มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้นำหลักไคเซ็นมาพัฒนาบริษัทจนประสบความสำเร็จ

          ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเจ้าของโครงการยังได้รับการประเมินสูงสุดจากการลงคะแนนเสียงของผู้ชม โดยจะมีการมอบรางวัลใหญ่ภายหลังจากที่ได้มีการลงคะแนนแล้ว

          ข้อมูลสังเขปของงาน

          วันที่/เวลา: 10:00-17:20 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2559

          สถานที่: ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

          ผู้จัดงาน: สมาคมการบริหารจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA)

          ขนาดความจุสถานที่: 200 คน

          ภาษาที่ใช้ในการบรรยาย: ภาษาไทย

          ค่าเข้าชม: 3,200 บาท/ท่าน (รวมภาษี 7%)

          การลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: ผู้ที่สนใจเข้ารับการฟังบรรยายสามารถสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ http://jpaward.com/entry/

          บริษัทที่เข้าร่วมการบรรยาย :

          บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด

          บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

          บริษัท โตโยต้า โบโชคุ สยาม เมทัล จำกัด

          บริษัท สยาม คอมเพรสเซอร์ อินดัสทรี จำกัด

          บริษัท บางกอก โคมาซึ จำกัด

          บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

          โปรแกรม: เว็บไซต์: http://jpaward.com/

          เกี่ยวกับสมาคมการบริหารจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA)

          http://www.jma.or.jp.e.is.hp.transer.com/index.php

          JMA เป็นองค์กรสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เพื่อวางแผนการบริหารจัดการองค์กรและอุตสาหกรรมให้แก่บริษัทญี่ปุ่น เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของบริษัท

          เราเป็นผู้บุกเบิกในสร้างการกุญแจสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา 3 กิจกรรมหลักของเรา ประกอบด้วย:

          “นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์” ผ่านการฝึกอบรมและสัมมนา

          “การพัฒนาอุตสากรรมและเทคโนโลยี” ผ่านการจัดนิทรรศการและการประชุม

          “การรับรองและการจดทะเบียน”  ผ่านการวัดประสิทธิภาพและการตรวจสอบ

          เรานำเสนอโปรแกรมที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยพัฒนานวัตกรรมให้ดียิ่งขึ้นในทุกมุมมอง

          ที่มา: สมาคมการบริการจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น

          AsiaNet 64256

แฟนปืนเฮ “อาร์เซนอล” เตรียมทัวร์ซิดนีย์ กรกฎาคมปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

แฟนบอลทีมอาร์เซนอลเตรียมตัวแพคกระเป๋า และบินลัดฟ้าสู่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์กันได้เลย เพราะอาร์เซนอลได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเดินทางมาเตะนัดพิเศษ 2 นัดในปีหน้า โดยขุนพล “ปืนใหญ่” จะลงสนามดวลแข้งกับทีมซิดนีย์ เอฟซี ในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560 และทีมเวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส ในวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160428/8521602757

อาร์เซนอลเตรียมบินลัดฟ้าระเบิดความมันส์ให้กับแฟนบอลในซิดนีย์ ก.ค. 2560

สจวร์ต เอย์เรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า การท่องเที่ยวและเทศกาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา กล่าวว่า “แฟนบอลในออสเตรเลียและทั่วโลกต้องเคลียร์คิวให้พร้อม และตีตั๋วมามันส์ไปกับศึกดวลแข้งทั้ง 2 นัด ที่เอเอ็นแซด สเตเดียม ในซิดนีย์”

ตั๋วจะเปิดขายในวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 ผมอยากให้แฟนๆกีฬาทุกคนมาเยือนซิดนีย์ และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเที่ยวรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยอาร์เซนอลจะนำทีมชุดใหญ่ลงสนามสู้ศึกกับ 2 ทีมเจ้าบ้านยักษ์ใหญ่ของเรา”

อิวาน กาซิดิส ประธานบริหารของอาร์เซนอล กล่าวว่า “อาร์เซนอลจะลงเตะในแมตซ์อุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น เราเชื่อว่าทั้ง ซิดนีย์ เอฟซี และ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส จะเป็นบททดสอบที่แข็งแกร่งให้กับเรา การเดินทางไปซิดนีย์ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พบปะกับแฟนๆที่ให้การสนับสนุนเราอย่างเหนียวแน่น ในดินแดนที่ทุกคนต่างคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอล ทริปนี้จึงถือเป็นทริปพิเศษสุดที่นักเตะอาร์เซนอลทุกคนต่างตั้งตารอ”

การทัวร์ซิดนีย์ในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ “เดอะ กันเนอร์ส” ได้กลับมาเยือนซิดนีย์อีกครั้ง และนับเป็นโอกาสหายากที่แฟนบอลทั่วโลกจะได้ชมสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษลงเตะในซีกโลกใต้

ซานดรา ชิปเชส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Destination NSW กล่าวว่า “ซิดนีย์คือบ้านของฟุตบอลออสเตรเลีย และยังเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบของเหล่าแฟนบอลอาร์เซนอล ที่ไม่เพียงอยากเห็นทีมรักของตนโชว์ลีลาในสนามเท่านั้น แต่ยังต้องการเริ่มต้นวันหยุดพักผ่อนอันน่าจดจำในนิวเซาท์เวลส์อีกด้วย”

เราจะออกแพคเกจท่องเที่ยวที่ช่วยให้แฟนบอลสามารถวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในซิดนีย์และนิวเซาท์เวลส์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวและที่พักซึ่งเรามีให้เลือกหลากหลาย แฟนบอลสามารถเลือกชมเกมนัดเดียวหรือทั้งสองนัดก็ได้ และสามารถอยู่เที่ยวต่อเพื่อสัมผัสกับนิวเซาท์เวลส์อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นชายหาดระดับเวิลด์คลาส แนวชายฝั่งทะเลที่สวยงาม การผจญภัย ธรรมชาติ รวมไปถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาต่างๆ” คุณชิปเชสกล่าวเสริม

ตั๋วเข้าชมฟุตบอลทั้ง 2 นัดจะเปิดขายในวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2559 และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดของแพคเกจการท่องเที่ยวในวันเดียวกัน

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทัวร์ซิดนีย์ของอาร์เซนอลได้ที่: www.arsenalinsydney.com

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับซิดนีย์และนิวเซาท์เวลส์ กรุณาเข้าชมที่: www.sydney.com หรือ www.visitnsw.com

Polyeco International จับมือ Lamor จัดตั้ง Polyeco Group บริษัทให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมแบบผสมผสานเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 ปอร์โว, ฟินแลนด์–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Polyeco International และ Lamor Corporation จะควบรวมธุรกิจระดับโลกของทั้งสองบริษัทเพื่อจัดตั้ง Polyeco Group บริษัทผู้ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด Polyeco Group จะส่งมอบบริการต่างๆอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมถึง การตอบสนองเหตุฉุกเฉิน การฝึกอบรม การฟื้นฟู การแก้ไขและบริการจัดการขยะ ด้วยโรงงาน/สำนักงาน 20 แห่ง ใน 5 ทวีปทั่วโลก

 Lamor Corporation / Sea Diamond incident, oil spill response operations, Santorini, Greece (PRNewsFoto/Lamor Corporation)

Sea Diamond incident, oil spill response operations, Santorini, Greece (PRNewsFoto/Lamor Corporation)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160428/361244 )

          Lamor เครือข่ายระดับโลกที่จัดตั้งขึ้นมายาวนานกว่า 30 ปี จะส่งมอบรากฐานเพื่อจัดตั้งเครือข่ายการตอบสนองในระดับภูมิภาคที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศให้สอดคล้องไปกับประสิทธิภาพการสนับสนุนระหว่างประเทศ ขณะที่ Polyeco ได้นำประสบการณ์กว่า 40 ปีจากการดำเนินงานทั่วโลกมาใช้กับพื้นที่ที่ยากลำบากที่สุด ด้วยการผสานความสามารถของ Lamor และ Polyeco นั้น Polyeco Group จะสามารถส่งมอบบริการจัดการขยะปฏิกูลและการตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหนือกว่า

          David Nazha ซีอีโอ Polyeco Group กล่าวว่า “การจัดตั้ง Polyeco Group ช่วยตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศที่มีต่ออุตสาหกรรม และยังถือกำเนิดขึ้นจากการตระหนักที่ว่า ผู้ให้บริการจำเป็นต้องลงทุนในบริการที่ได้รับการยกระดับ เพื่อส่งมอบโซลูชั่นที่คุ้มค่าและทันสมัยให้แก่ลูกค้าทั่วโลก บริการ HNS และ hazmat  ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างบริการจัดการขยะอย่างครอบคลุมและการรับมือกับการรั่วไหลของน้ำมัน จะสามารถดำเนินการได้ผ่านทางหน่วยงาน ทรัพย์สินและบุคลากรทั่วตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล อเมริกาเหนือและใต้ และยุโรป รวมทั้งการให้บริการโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจะทำให้ Polyeco Group ก้าวเป็นผู้ให้บริการการตอบสนองเหตุฉุกเฉินและบริการกำจัดขยะที่ครอบคลุมและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

Fred Larsen ซีอีโอและประธาน Lamor Corporation กล่าวว่า “บุคลากรหลักของ Lamor จะร่วมมือกับ Polyeco Group เพื่อส่งมอบความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนให้แก่ธุรกิจการบริการระดับโลก Lamor จะเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือจัดการการรั่วไหลของน้ำมันที่ล้ำสมัยและโซลูชั่นการตอบสนองที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของเรา

          Athanasios Polychronopoulos ประธานบริหาร Polyeco Group กล่าวว่า “Polyeco ทำงานอย่างไม่หยุดยั้งมาโดยตลอด นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว เพื่อลงทุนและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง การควบรวมบริษัทครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเราและชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและความมุ่งมั่นที่จะมอบบริการการจัดการขยะและโซลูชั่นสิ่งแวดล้อมที่ปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าทั่วโลก สำหรับหลักการดำเนินงานของเรานั้น เรายังเป็นบริษัทที่บริหารงานโดยสมาชิกในครอบครัวเหมือน Lamorทั้งนี้ หลักการและมาตรฐานที่สนับสนุนธุรกิจของบริษัทตั้งอยู่บนคุณภาพงานและประสบการณ์หลายทศวรรษด้านการดูแลการเข้าถึงโซลูชั่นอันยืดหยุ่นที่ขับเคลื่อนโดยลูกค้า Lamor จึงสร้างเครือข่ายบริการคุณภาพที่น่าเชื่อถือและกว้างขวางและผสานเข้ากับการบริหารงานแบบครอบครัวของ Polyeco Group อันจะนำไปสู่องค์กรร่วมแห่งใหม่ในอุตสาหกรรม    

          ข้อมูลบริษัท:

          http://www.lamor.com/wp-content/uploads/2016/04/pr_polyeco_company_profiles.pdf

          http://www.polyecogroup.com

          http://www.lamor.com

          http://www.polyeco.gr 

          หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          Polyeco Group

          Loraini Alimantiri, โทร. +30-6948500531, l.alimantiri@polyecogroup.com   

          Lamor Corporation

          Tristan Owens, โทร. +358-40-759-9040, tristan.owens@lamor.com

          แหล่งข่าว: Lamor Corporation