งานแคนตัน แฟร์ ครั้งที่ 119 ปิดฉากลงอย่างงดงามด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กวางโจว, จีน–11 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน ครั้งที่ 119 หรือ China Import and Export Fair (Canton Fair) ปิดฉากลงอย่างงดงามเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 1.82288 แสนล้านหยวน (2.8084 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

          จำนวนผู้เข้าร่วมชมงานพุ่งถึง 185,596 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.43% โดยฮ่องกง อินเดีย สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย รัสเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย คือ ประเทศที่มีผู้เข้าร่วมชมงานมากที่สุด 10 อันดับแรก ในขณะที่ผู้ค้าปลีกระดับโลก 92 ราย จาก 250 ราย ประจำปี 2558 เช่น วอลมาร์ท โฮม-ดีพอร์ท เทสโก้ และคาร์ฟูร์ ก็ได้เข้าร่วมแสดงสินค้ากับตัวแทนผู้ค้าปลีกจากกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกด้วยเช่นกัน

          ทั้งนี้ กลุ่มผู้ซื้อจากต่างประเทศ 39.44% มาจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, 30.49% จากอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค,28.45% จากอุตสาหกรรมตกแต่งบ้าน, 27.05% จากธุรกิจของขวัญ และ 24.26% จากอุตสาหกรรมเครื่องจักร

          ซู่ ปิง โฆษกของงานแคนตัน แฟร์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการซื้อขายที่เกิดขึ้นภายในงานว่า “คำสั่งซื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน Brand Zone ซึ่งมูลค่าการค้าถึง 9.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% จากปีที่แล้ว และ 33.2% ของปริมาณการซื้อขายรวม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มผู้ซื้อนิยมการทำธุรกิจด้วยแนวทางนี้อย่างชัดเจน โดยผู้ซื้อยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้อยลง และเน้นไปที่คุณภาพสินค้าและบริการมากขึ้น”

          ขณะที่ CFTC ในฐานะผู้จัดงานครั้งนี้ ได้ระบุถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีจำนวนมากของงานแคนตันแฟร์ครั้งนี้โดยความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดคือ กฎเกณฑ์ การดำเนินงานและการจัดการ ความปลอดภัย และบริการในภาพรวม สำหรับตัวอย่างที่สะท้อนความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญคือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยทาง CFTC ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อจัดการประเด็นปัญหาที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

          นอกจากนี้ CFTC ยังส่งเสริม “Smart Canton Fair” ด้วยการจัดกิจกรรมในโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ เฟสบุ๊ก และ ลิงค์อิน การเปิดตัว “Highlight Products” การปรับปรุงแอคเคาท์วีแชท ตลอดจนการนำเสนอตัวเลือกที่พักที่มากกว่าเดิม ทั้งนี้ ผู้ซื้อรายใหม่ๆจำนวน 25,000 รายได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านทางโซเชียลมีเดียและเสิร์ชเอ็นจิ้น

          สำหรับงานแคนตัน แฟร์ ครั้งที่ 120 จะเปิดฉากในเดือนตุลาคม 2559 โดยจะยังนำเสนอเวทีจัดแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่เพื่อผู้เข้าร่วมงานทุกท่านต่อไป

          เกี่ยวกับงานแคนตัน แฟร์

          มหกรรมนำเข้าและส่งออกจีน หรือที่เรียกว่า งานแคนตัน แฟร์ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ณ นครกว่างโจว งานนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2500 และกลายเป็นมหกรรมที่มีความครอบคลุมและมีประวัติอันยาวนานที่สุด มีระดับที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด และมีจำนวนสินค้ามากที่สุด อีกทั้งยังมีเครือข่ายการกระจายสินค้าไปยังผู้ซื้อทั่วโลกที่กว้างขวางที่สุด และมียอดขายสูงสุดในประเทศจีน

คณะกรรมการจัดการประชุม Eurasian Media Forum เผยปีหน้าจะจัดงานพร้อมกับมหกรรม Astana EXPO 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อัสตานา, คาซัคสถาน–11 พ.ค.พีอานิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การประชุม Eurasian Media Forum (EAMF) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ได้ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับมีการประกาศว่า การประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นพร้อมมหกรรมระดับโลกอย่าง Expo 2017 ที่เมืองอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน (Astana EXPO 2017)

Eurasia Media Forum to coincide next year with Astana EXPO 2017 (PRNewsFoto/Eurasian Media Forum (EAMF))

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/uk/7832951-eurasia-media-forum-astana-expo-2017

 

Dr. Dariga Nazarbayeva and H.E. Hamid Karzai at the XIII Eurasian Media Forum Opening

XIII EAMF Media Scrum

The Sports Journalism Workshop introduced by “News-Decoder” and delivered by Paul Radford (left)

XIII EAMF panel session on country branding

XIII EAMF panel session on information wars

EAMF Organising Committee Chair Dr. Dariga Nazarbayeva delivers a closing speech

Welcome address by the former President of the Islamic Republic of Afghanistan H.E. Hamid Karzai at the XIII Eurasian Media Forum Opening

XIII EAMF panellists: researcher of ‘national branding’ Simon Anholt (left), Astana EXPO 2017 executive Yerbol Shormanov (middle), Russian International Affairs Council expert Maxim Suchkov (right)

XIII EAMF panellists: former British Foreign Minister Jack Straw (left), Political Expert Alexander Rahr (right)

ดร.ดาริกา นาซาร์บาเยวา ประธานคณะกรรมการจัดการประชุม กล่าวว่า การประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในพื้นที่ส่วนหนึ่งของมหกรรม Expo ภายในเมืองหลวงของคาซัคสถาน

สำหรับการประชุมในปีนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ได้เปิดเวทีให้ผู้แทนกว่า 550 ท่านได้มาพบปะหารือกันเกี่ยวกับปัญหาสำคัญๆในปัจจุบัน เป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันที่20-22 เมษายน ณ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียกลาง

ดร.นาซาร์บาเยวาได้กล่าวสรุปการประชุมว่า การพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างยากลำบากในโลกทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างอารยธรรม แต่เป็นผลมาจากการที่อารยธรรมต่างๆพยายามปรับตัวเข้าหากัน

การปรับตัวเข้าหากันของอารยธรรมที่แตกต่างอาจสร้างความเจ็บปวดและต้องใช้เวลานาน เราอาจต้องรอไปอีกหลายชั่วอายุคนกว่าที่อารยธรรมต่างๆจะมาบรรจบกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” ดร.นาซาร์บาเยวากล่าว

ในการประชุม EAMF ครั้งที่ 13 มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 567 คน โดย 248 คนเป็นตัวแทนจากต่างประเทศ การประชุมดำเนินไปโดยมีผู้บรรยายทั้งสิ้น 48 ท่าน สลับกับการซักถามจากผู้ฟังการบรรยาย และมีตัวแทนสื่อมวลชนกว่า 185 สำนักเข้าร่วมการประชุมด้วย

การประชุมได้เลือกเอาประเด็นสำคัญๆระดับโลกมาเป็นหัวข้อในการอภิปราย เช่น “เศรษกิจโลกในปัจจุบันและอนาคต วิกฤตโลก และโลกที่ปราศจากน้ำมัน” “ตะวันออกกลาง: การเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคหรือเกมแห่งผลประโยชน์” “สงครามข้อมูลแห่งศตวรรษที่ 21: การต่อสู้เพื่อชนะใจและความคิด” และอีกมากมาย

เช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆมา เวทีการประชุมนี้สามารถดึงดูดผู้บรรยายชื่อดังระดับโลกมากมาย เช่น ฮามิด คาร์ไซ อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน, แจ็ค สตรอว์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร, โอลกา เคฟาโลจิอานนี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวกรีซ, ไซม่อน อันโฮลท์ นักสร้างแบรนด์ชื่อดัง และอีกมากมาย

อีกหนึ่งจุดเด่นของการประชุมในปีนี้คือ นอกเหนือจากการประชุมหลักแล้ว ยังมีเวิร์กช็อปและห้องเรียนเชิงปฏิบัติการอีกมากมายที่จัดโดยผู้บรรยายชั้นนำ

ที่ประชุม EAMF ริเริ่มขึ้นโดยดร.ดาริกา นาซาร์บาเยวา ในปี 2002 ในฐานะองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและประเด็นสำคัญๆที่ส่งผลกระทบต่อโลกตะวันออกและตะวันตก ก่อนจะขยายขอบเขตจนครอบคลุมปัญหาระดับโลก มิใช่แค่ในยุโรปและเอเชียเท่านั้น ส่งผลให้คาซัคสถานกลายเป็นเวทีที่โดดเด่นในระดับโลก ซึ่งดึงดูดบุคคลผู้ทรงอิทธิพลมารวมตัวกันมากขึ้นทุกปี

ที่มา: Eurasian Media Forum (EAMF)

กลุ่มศรัทธาต่างๆ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างเร่งด่วน ณ กรุงเจนีวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–6 พ.ค.–เกียวโด เจบีเอ็น-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม องค์กรต่างๆที่มีความศรัทธาหลากหลาย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมอันทรงพลัง ว่าด้วยความจำเป็นทางศีลธรรมและจริยธรรมในการล้มล้างอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่การประชุม 2016 UN Open-ended Working Group (OEWG) รอบที่สอง ซึ่งเป็นการเจรจาระดับพหุภาคีเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ ที่กำลังจัดขึ้นที่กรุงเจนีวาในระหว่างวันที่ 2-13 พฤษภาคม

          แถลงการณ์ดังกล่าวมีใจความว่า “อาวุธนิวเคลียร์นั้นขัดต่อค่านิยมต่างๆตามหลักความเชื่อของเรา นั่นคือ สิทธิในการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและสมศักดิ์ศรี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความเป็นธรรม หน้าที่ในการปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า และการปกปักรักษาโลกใบนี้ไว้ให้แก่ลูกหลานรุ่นต่อๆไป”

          แถลงการณ์ดังกล่าวได้มีการยื่นให้แก่นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน OEWG เมื่อวันที่ 3พฤษภาคม เพื่อเรียกร้องให้ทาง OEWG ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมของอาวุธนิวเคลียร์ และให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อยับยั้งและกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของนานาชาติ

          ทั้งนี้ PAX, โซคา งักไก อินเตอร์เนชั่นแนล (SGI) และสภาคริสตจักรโลก (WCC) คือสามองค์กรหลักที่ดำเนินการจัดทำร่างแถลงการณ์ในชื่อ “กลุ่มศรัทธาต่างๆวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมอันเกิดจากอาวุธนิวเคลียร์”

          ฮิโรซึกุ เทราซากิ กรรมการบริหารฝ่ายสร้างสันติภาพและกิจการทั่วโลกของ SGI แสดงความเห็นว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การหารือในที่ประชุม OEWG จะปูทางไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการสิ้นสุดยุคอาวุธนิวเคลียร์”

          ซูซี่ ชไนเดอร์ ผู้จัดการโครงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของ PAX กล่าวเสริมว่า “เราสนับสนุนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มต้นจากการวางรากฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และมนุษยธรรม จุดยืนของเราในการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์จำเป็นต้องชัดเจนมากกว่าแค่คำพูด และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดไป”

          ดร.เอมิลี่ เวลตี้ รักษาการผู้ประสานงานคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศของ WCC อธิบายถึงจุดยืนขององค์กรว่า “ความเชื่อและศรัทธาจากก้นบึ้งของหัวใจบอกให้เราปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าโลกของเราจะมั่นคงปลอดภัยถ้ามีอาวุธนิวเคลียร์ แท้จริงแล้วอาวุธนิวเคลียร์เป็นการใช้ทรัพยากรของโลกในทางที่ผิดและเป็นบาปเป็นกรรม”

          ขณะนี้ มีบุคคลและกลุ่มบุคคล 33 รายที่ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าว สามารถอ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่http://www.sgi.org/content/files/resources/ngo-resources/OEWG-Joint-Statement.pdf

          แถลงการณ์นี้มีเนื้อหาต่อเนื่องจากแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยผลกระทบด้านมนุษยธรรมอันเกิดจากอาวุธนิวเคลียร์ฉบับก่อนๆ ซึ่งแถลงที่กรุงวอชิงตันดีซี (เมษายน 2014) กรุงเวียนนา (ธันวาคม 2014) และนิวยอร์ก (พฤษภาคม 2015)

          บุคคลและกลุ่มศรัทธาต่างๆ ที่ประสงค์จะร่วมลงนามสนับสนุนแถลงการณ์นี้ กรุณาส่งอีเมลมาที่ y-matsuoka [at] soka.jp

          Open-ended Working Group (OEWG) จัดตั้งโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ตามมติเมื่อเดือนธันวาคม 2015 ว่าด้วยการผลักดันกฎหมาย บทบัญญัติ และบรรทัดฐานที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างและปกป้องโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ การประชุมนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016

          ที่มา: โซคา งักไก อินเตอร์เนชั่นแนล

          ติดต่อ: ยูโกะ โอชิมะ

          ผู้ประสานงานโครงการ

          ฝ่ายสันติภาพและสิทธิมนุษยชน

          โซคา งักไก อินเตอร์เนชั่นแนล

          โทร. +81-80-5957-4710

          อีเมล: y-matsuoka [at] soka.jp

          AsiaNet 64288

นครหนานหนิงผนึกกำลัง Zhongguancun Science and Technology Park มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างปักกิ่งและกว่างซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

หนานหนิง, จีน–10 พ.ค.–ซินหัว–เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองหนานหนิง คณะกรรมการบริหารแห่ง Zhongguancun Science and Technology Park และ Zhongguancun Development Group ได้ลงนามในข้อตกลงกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมจัดตั้งกลไกร่วมสำหรับสามฝ่าย เพื่อกระชับความร่วมมือ ส่งเสริมนวัตกรรม และยกระดับการประสานงานระหว่างสองภูมิภาค ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลมาจากฉันทามติความร่วมมือหนานหนิง-ปักกิ่งประจำปี 2558 (2015 Nanning-Beijing Cooperation Consensus) และยังเป็นอีกมาตรการสำคัญที่นครหนานหนิงนำมาใช้ในการดำเนินแผนพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม

          ความร่วมมือนี้ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรม นโยบาย โครงการและการแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยประกอบด้วยการดำเนินงานสามส่วน ส่วนแรกคือ การสร้างNanning–Z-park Innovation Center เพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสาธิตและการบริการสำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงรองรับการพัฒนาจีนตอนกลาง-ใต้ และจีนตอนใต้-ตะวันตกเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอาเซียนทั้งหมด อันจะเป็นการช่วยสนับสนุนความร่วมมือของอุตสาหกรรมต่างๆ การแลกเปลี่ยนทรัพยากรและผลการดำเนินงาน ตลอดจนการพัฒนาที่สร้างสรรค์ ส่วนที่สองคือ การเปิดตัวความร่วมมือใหม่ๆในแวดวงไอที เมืองอัจฉริยะ การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และบริการสุขภาพทางชีวภาพ ซึ่งต่อยอดมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมดั้งเดิมของZhongguancun Science and Technology Park โดยอาศัยความสมบูรณ์พร้อมทางเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับสูง และโอกาสที่มีอยู่มากมาย ส่วนที่สามคือ การจัดตั้ง China-ASEAN IT Base ตามโมเดล อินเทอร์เน็ต + ภูมิภาคอาเซียน + Zhongguancun Park+ นครหนานหนิง

          ทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การร่วมมือกันครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความได้เปรียบและนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งไม่เพียงช่วยสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาร่วมกันระหว่างภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับการดำเนินแผนพัฒนานครหนานหนิงยุคใหม่อันมีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนอีกด้วย

          นายหวัง เสี่ยวตง สมาชิกคณะกรรมการประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมืองหนานหนิง นายซุ่ย เจิ้นเจียง รองนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่ง และนายสวี่ เฉียง ประธาน Zhongguancun Development Group ได้เข้าร่วมในพิธีลงนาม ซึ่งมีนายโจว หงปอ นายกเทศมนตรีนครหนานหนิง นายกัว หง ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหาร Zhongguancun Science and Technology Park และนายโจว หยุนฟ่าน ผู้จัดการทั่วไปของ Zhongguancun Development Group เป็นผู้ลงนามในข้อตกลง

          แหล่งข่าว: กรมประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองหนานหนิง

สัมผัสประสบการณ์ความงามทุกมุมมองของ “ลาดักห์” ไปกับแคมป์ท่องเที่ยวสุดหรู TUTC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 มุมไบ–10 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          -เปิดจองแล้ววันนี้ เพื่อสัมผัสสุดยอดประสบการณ์การท่องเที่ยว

          -แคมป์เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2559-10 ต.ค. 2559

          จะดีแค่ไหนหากได้เริ่มต้นและปิดท้ายวันท่ามกลางความหรูหราเหนือระดับ เพียบพร้อมไปด้วยอาหารแสนอร่อยและบริการส่วนตัว? The Ultimate Travelling Camp (TUTC) แคมป์ท่องเที่ยวสุดหรูแบบเคลื่อนที่กลับมาอีกครั้งกับ Chamba Camp Thiksey และ Chamba Camp Diskit ในลาดักห์ ซึ่งเป็นการผสมผสานอันเหลือเชื่อระหว่างไลฟ์สไตล์สุดอลังการและการท่องเที่ยวแบบอิสระ ท่ามกลางภูมิทัศน์ชวนตะลึงและบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นซึ่งคัดเลือกมาแล้วอย่างพิถีพิถัน ที่จะทำให้คุณรู้ว่าความหรูหราและธรรมชาตินั้นเข้ากันได้อย่างลงตัว

 Experience Ladakh in all its Splendour With TUTC's Luxury Camps / TUTC’s luxury camp at Thiksey, Ladakh

TUTC’s luxury camp at Thiksey, Ladakh

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160509/803072)

          TUTC นำเสนอคอนเซปท์ “Glamping” หรือการตั้งแคมป์แบบหรูหราสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีโลกทัศน์กว้างไกลในรูปแบบที่ไม่มีใครเหมือน คุณจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวลาดักห์ที่แปลกและมหัศจรรย์อย่างใกล้ชิด พร้อมเพลิดเพลินไปกับความหรูหราของที่พักอันสวยงาม สำหรับผู้ที่ต้องการค้นพบสิ่งที่ยังไม่มีใครค้นพบ ก็สามารถเลือกและปรับรูปแบบการท่องเที่ยวของตัวเองได้จากแผนการเดินทางที่คัดสรรมาอย่างดี ตั้งแต่แพ็คเกจ 1 คืน 3 คืน 4 คืน และ 7 คืน

          แคมป์ท่องเที่ยวสุดหรูแบบเคลื่อนที่จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2559 ถึงวันที่ 10 ต.ค. 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวในลาดักห์

          สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของแพ็คเกจ สามารถดูได้ที่ http://www.theultimatetravellingcamp.com

          แคมป์สุดหรูของ TUTC ในเขตธิคเซย์และดิสกิตของเมืองลาดักห์จะมอบบริการสุดพิเศษ อาทิ Wi-Fi ไม่จำกัดบริเวณเต็นท์ต้อนรับ บริการดูแลความปลอดภัยและบริการทางการแพทย์ รวมถึงระบบไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ร้านขายสินค้าและห้องสมุดบริเวณเต็นท์ต้อนรับ ตลอดจนบริการผู้ดูแลส่วนตัว โดยแต่ละเต็นท์จะมีห้องอาบน้ำในตัวพร้อมระบบทำน้ำอุ่นและน้ำเย็นตลอด 24 ชั่วโมง เต็นท์แต่ละหลังมีความหนา 3 ชั้น ซึ่งผู้เข้าพักสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในเต็นท์ได้ตามใจชอบ พ่อครัวของ TUTC ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากไร่เพื่อเตรียมอาหารระดับเวิลด์คลาส ไม่ว่าจะเป็นอาหารภูมิภาค อาหารอินเดีย และอาหารนานาชาติ ที่เหมาะกับรสนิยมของนักท่องเที่ยวแต่ละคน นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มกิจกรรมอื่น ๆ ลงในแผนการเดินทางเพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งนี้แตกต่างอย่างแท้จริง อาทิ การสำรวจทะเลสาบแปงกองอันมีสเน่ห์ชวนหลงใหล การล่องเรือในแม่น้ำสินธุ ดูดวงกับเทพพยากรณ์ ปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านวาริลา เพลินเพลินไปกับกีฬาโบราณอย่างโปโล และอื่น ๆ อีกมากมาย The Ultimate Travelling Camp สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโอกาสพิเศษสำหรับเพื่อนและครอบครัว อาทิ การเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน วันครบรอบ หรือครบรอบวันเกิด 50 ปี

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ chaitra.shetty@tutc.com หรือ info@tutc.com หรือ โทร. +91-8010902222

          ที่มา: The Ultimate Travelling Camp (TUTC)

เมอร์ค โชว์นวัตกรรมใหม่สุดล้ำสมัยในงาน Analytica 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–10 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

นำเสนอนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยาศาสตร์ เพื่อการวิเคราะห์เซลล์อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และแม่นยำ

Merck บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ๆในงาน Analytica 2016 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ และเทคโนโลยีชีวภาพระดับนานาชาติ ระหว่างวันที่ 10-13 พฤษภาคมนี้ ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

MERCK_CellASIC_ ONIX 2 / Merck's CellASIC(TM) Platform allows researchers to monitor responses to perfusion, temperature and gas environment changes in live cells and track individual cell responses over time for optimal cellular analysis. The product is just one of several innovations that Merck will showcase at Analytica 2016 in Munich, Germany, May 10-13. (PRNewsFoto/Merck)

Merck’s CellASIC(TM) Platform allows researchers to monitor responses to perfusion, temperature and gas environment changes in live cells and track individual cell responses over time for optimal cellular analysis. The product is just one of several innovations that Merck will showcase at Analytica 2016 in Munich, Germany, May 10-13. (PRNewsFoto/Merck)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160506/364647

นวัตกรรมต่างๆที่ช่วยให้ทำการวิจัยได้อย่างรวดเร็วขึ้น ง่ายดายขึ้น และมีความน่าเชื่อถือ จะถูกนำมาจัดแสดงที่บูธ #A1408 ของเมอร์ค ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออุปกรณ์วิเคราะห์เซลล์ CellASIC(TM) ONIX 2 Microfluidic Platform

            “ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของเมอร์คสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาโซลูชั่นที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆให้กับลูกค้าของเรา” อูดิท บาทรา สมาชิกบอร์ดบริหารของเมอร์คและซีอีโอของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าว “เมอร์คมีประวัติอันน่าเชื่อถือในแวดวงชีววิทยาศาสตร์ และยังคงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆต่อไป โดยล่าสุดคือ CellASIC(TM) Platform นั่นเอง”

CellASIC(TM) Platform ช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจจับการตอบสนองของเซลล์ต่อการกำซาบ อุณหภูมิ และก๊าซโดยรอบ พร้อมทั้งติดตามปฏิกิริยาของเซลล์แต่ละเซลล์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ได้อย่างแท้จริง CellASIC(TM) Platform สามารถแสดงภาพเซลล์ได้อย่างต่อเนื่องและชัดเจนโดยไม่ทำให้เซลล์เสียหาย ทั้งยังมีฟังก์ชั่นการทำงานที่เหนือชั้น มีระบบควบคุมที่แม่นยำ และมียูสเซอร์อินเตอร์เฟซที่ใช้ง่านง่ายมาก จึงมอบประสบการณ์การวิเคราะห์เซลล์ที่โดดเด่นเหนือใคร

            นอกจากนี้ เมอร์คยังเตรียมจัดแสดงผลิตภัณฑ์อีกหลายรายการ ได้แก่

Amicon(R) Stirred Cells อุปกรณ์อัลตราฟิลเตรชั่นใหม่ล่าสุด สามารถรองรับตัวอย่างเซลล์ปริมาณมาก ทั้งยังติดตั้งง่ายขึ้น ประกอบได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นได้ดีขึ้น และรองรับเมมเบรนต่างๆมากขึ้น

– Samplicity(R) G2 Filtration System เทคโนโลยีตัวกรองใหม่ล่าสุดไว้ใช้เตรียมตัวอย่างสำหรับการทำโครมาโทกราฟี ใช้งานสะดวกสบายและรองรับปริมาณงานได้จำนวนมาก

– Spectroquant(R) Prove Spectrophotometersสเปคโตรโฟทอมิเตอร์รุ่นใหม่ ช่วยให้การวิเคราะห์น้ำเสีย น้ำดื่ม เครื่องดื่ม และน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต เป็นไปอย่างง่ายดาย แม่นยำ และปลอดภัย 

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

เกี่ยวกับเมอร์ค 

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึงจอแอลซีดีสำหรับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

ไลก้า ปฏิวัติวงการกล้องผสานเทคโนโลยีลงในสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ไลก้า ปฏิวัติวงการกล้องผสานเทคโนโลยีลงในสมาร์ทโฟน

ถ้าจะกล่าวถึง ไลก้า แบรนด์กล้องระดับไฮเอ็นด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพมากว่า 100 ปี คอกล้องคงจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงของแบรนด์นี้ที่มีดีกรีเป็นเจ้าแรกที่ได้สร้างสรรค์กล้องถ่ายรูปพกพาคุณภาพเฉียบขนาด 35 มม.ที่ออกแบบโดยทีมวิศวกรเยอรมัน จนได้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านดีไซน์ที่ทันสมัยและคุณภาพที่ทุกคนยอมรับทั่วโลกว่า ผลิตภัณฑ์ของไลก้าเปรียบเสมือนงานศิลป์สุดประณีต เพราะเลนส์ของกล้องไลก้านั้นเป็นงานแฮนด์เมด ผลิตด้วยมือของผู้เชี่ยวชาญเพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐานที่นักถ่ายภาพทุกคนต้องการ ด้วยขั้นตอนการผลิตที่พิถีพิถันถูกควบคุมโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพกว่า 60 จุด และผ่านกรรมวิธีการขัดเงาเลนส์แบบเฉพาะของไลก้าและการเคลือบขอบเลนส์ให้ดำเพื่อลดแสงสะท้อนทำให้ภาพถ่ายออกมาสวยงามและคมชัดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับแฟนไลก้า กล้องถ่ายรูปนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ แต่เปรียบเสมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ไลก้าจึงได้สร้างสรรค์กล้องถ่ายภาพที่ใช้งานง่าย ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสไปที่การถ่ายภาพมากกว่าการปรับฟังก์ชั่นอุปกรณ์ที่ซับซ้อน เเม้ว่าในปัจจุบันไลก้าได้เดินหน้าสู่โลกของระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว ไลก้าก็ยังคงไว้ซึ่งความเรียบง่ายของการใช้งาน ที่เพียงแค่โฟกัส ปรับ และกดชัตเตอร์ นอกจากนั้นดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของไลก้า ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ย้อนยุคแต่โดนใจยังตอบโจทย์ผู้รักความวินเทจทำให้หวนระลึกถึงสไตล์ภาพถ่ายสารคดีกลางทศวรรษที่ 20 ยุคที่ไลก้ายังคงเป็นกล้องระบบ Rangefinder ซึ่งใช้ถ่ายทอดวัตถุและวิถีชีวิตบนท้องถนนในสมัยนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพมักเลือกใช้แบรนด์ที่สร้างมาตรฐานด้านนวัตกรรมกล้องถ่ายรูป เช่นเดียวกับ Oskar Barnack วิศวกรชาวเยอรมันของไลก้าที่ประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปพกพาขนาด 35 มม. ในปี 1914 ซึ่งในอีก 90 ปีต่อมา ไลก้าเป็นแบรนด์แรกของโลกที่ได้สรรสร้างนวัตกรรมใหม่แห่งวงการการถ่ายภาพโดยการเปลี่ยนกล้องถ่ายรูประบบอนาล็อกมาเป็นกล้อง DSLR

กล้องถ่ายภาพทุกตัวของไลก้าเน้นความเรียบง่ายในการใช้งานและความครบครันที่เหนือกว่าด้านการใช้งานหลักที่ผู้ถ่ายภาพต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำของเลนส์ ชัตเตอร์ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว การโฟกัสที่ชัดเจนภายใต้ตัวเครื่องที่แข็งแรงและสะดวกต่อการพกพาในทุกสถานการณ์อีกด้วยเพราะการออกแบบที่พกพาง่ายและน้ำหนักเบาของกล้องถ่ายภาพไลก้าเป็นความโดดเด่นที่ผู้รักการถ่ายภาพชื่นชอบเสมอมา ไม่ว่าจะเดินทางไปยังที่ใด ซึ่งการออกเเบบดังกล่าวเกิดจากการที่ Oskar Barnack วิศวกร

ชาวเยอรมันของไลก้าต้องการออกเเบบกล้องถ่ายภาพที่มีความทนทานและพกพาสะดวก ตอบสนองการเดินทางท่องเที่ยวปีนเขาของเขานั่นเอง

กว่าหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ไลก้าได้ครองใจผู้รักการถ่ายภาพด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่โดดเด่นด้านการใช้งานและคุณภาพเสมอมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนและสร้างความมั่นใจได้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ตำนานคุณภาพของกล้องถ่ายรูปไลก้านี้ก็จะยังคงอยู่ในใจของผู้รักการถ่ายภาพสืบไป

ณ วันนี้ ไลก้ายังคงเดินหน้าพัฒนาความเป็นที่หนึ่งด้านการถ่ายภาพอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการร่วมมือกับเเบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่อย่าง “หัวเว่ย” สร้างปรากฏการณ์ใหม่เเห่งวงการสมาร์ทโฟน ด้วยการเป็น แบรนด์เเรกของโลกที่ผสานขุมพลังของการถ่ายภาพจากไลก้าเข้ากับสมาร์ทโฟนหัวเว่ย P 9 Series (พีเก้า ซีรีย์) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนก่อน เผยให้เห็นถึงดีไซน์สุดเฉียบและทันสมัยที่มาพร้อมกับกล้องเลนส์คู่ (Dual-Lens Camera) ซึ่งสามารถถ่ายภาพในที่มืดให้ออกมาคมชัดสมบูรณ์แบบกว่าที่เคย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้องถ่ายรูปไลก้าอย่างแท้จริง

ไอพร็อพเพอร์ตี้ ฮ่องกง ประกาศความร่วมมือกับ เซินเจิ้น ซุนเฮ่า, กว่างโจว เดลี่ และไชน่า โพสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–9 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – เปิดทางสะดวกให้นักพัฒนาอสังหาฯ ต่างประเทศก้าวเข้าสู่ตลาดจีน

          ไอพร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป ฮ่องกง (iProperty Group Hong Kong) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสื่อสำนักใหญ่ 3 รายในประเทศจีน ทำให้ไอพร็อพเพอร์ตี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศกับกลุ่มลูกค้าระดับเศรษฐีในประเทศจีน 

          ในพิธีประกาศรางวัล “iProperty Best Development Awards 2015″ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา บริษัทเซินเจิ้น ซุนเฮ่า เน็ตเวิร์ค เทคโนโลยี จำกัด (Shenzhen Zunhao Network Technology Co. Ltd) ได้รับรางวัล “Best Digital Experience Marketing Solutions Provider” ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างสองบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โดยไอพร็อพเพอร์ตี้ ฮ่องกง จะอาศัยเครือข่ายที่มีศักยภาพสูงของซุนเฮ่าในประเทศจีนเพื่อเป็นฐานให้กับบรรดาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศในการเจาะตลาดจีน พร้อมด้วยแพลตฟอร์มส่งเสริมการตลาดที่ก้าวล้ำ รวมทั้งแผนกลยุทธ์ต่างๆ และจากการที่ซุนเฮ่าเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์แต่เพียงผู้เดียวกับ เทนเซนต์ แมป (Tencent Map) จึงทำให้ทั้งซุนเฮ่าและไอพร็อพเพอร์ตี้สามารถแนะนำโครงการอสังหาฯในต่างประเทศให้กับผู้ใช้โปรแกรมQQ จำนวน 800 ล้านราย และผู้ใช้ WeChat ถึง 700 ล้านราย ผ่านทางเครือข่ายสื่ออันทรงพลังของเทนเซนต์

           คุณแคร์รี่ ลอว์ ผู้จัดการทั่วไปของไอพร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป ประจำฮ่องกงและมาเก๊า กล่าวว่า “จีนเป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมมือกับซุนเฮ่าและนำเสนอกลยุทธ์การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยให้กับลูกค้าของเรา เราเกาะติดกระแสตลาดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา นำเสนอโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยมในแบบอินเตอร์แอคทีฟ และจัดระเบียบใหม่ให้กับการทำตลาดอสังหาฯ”

          ขณะเดียวกันบริษัท สมาร์ท เอ็กซ์โป (SMART Expo) ในเครือไอพร็อพเพอร์ตี้ ยังได้ประกาศความร่วมมือกับ กว่างโจว เดลี่ ซึ่งเป็นสื่อของทางการจีนที่มีอิทธิพลที่สุดรายหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดงานมหกรรมไลฟ์สไตล์และอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศชื่อ iREAL EXPO CHINA ในช่วงปลายปี 2016 ที่กว่างโจว ซึ่งนอกเหนือจากการแนะนำโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศให้กับบรรดาเศรษฐกิจในประเทศจีนแล้ว ภายในงานยังจะมีการจัดสัมมนาในหัวข้อต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ การศึกษาในต่างประเทศ การย้ายถิ่นฐาน รูปแบบการดำเนินชีวิตในต่างประเทศ ตลอดจนข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ นอกจากนี้ มหกรรม iREAL EXPO CHINA ยังอาจเป็นเวทีให้นักพัฒนาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศได้เปิดตัวแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเข้าถึงนักลงทุนจำนวนมากในมณฑลกวางตุ้งได้อีกด้วย 

          พร้อมกันนี้ ไอพร็อพเพอร์ตี้ ฮ่องกง ยังได้ประกาศข้อตกลงเชิงกลยุทธ์กับ ไชน่า โพสต์ ซึ่งเปิดทางให้ ไอพร็อพเพอร์ตี้ ฮ่องกง สามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทั่วประเทศขนาดใหญ่ของไชน่า โพสต์ เพื่อการส่งจดหมายตรง หรือไดเร็คเมล รวมทั้งโฆษณาทางมือถือ สำหรับโปรโมทโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆในต่างประเทศ 

          สามารถดาวน์โหลดข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่:

          http://files.gohome.com.hk/press/IPPChinaPartnership.pdf 

          iProperty Group (Hong Kong & Macau)

          Ms. Laura Ho

          +852-3576-3154

          laura.ho@iproperty.com

บริษัท GCL รุกตลาดจัดเก็บพลังงานด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงานรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย–9 พ.ค.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            บริษัท GCL System Integration Technology Co., Ltd ซึ่งมีฐานการทำธุรกิจในจีนได้นำเสนอชุดผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงาน E-KwBe ชุดแรกเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การจัดแสดงและการประชุมด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Exhibition & Conference) ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยชุดผลิตภัณฑ์ E-KwBe ได้กลายเป็นดาวเด่นในงานปีนี้ และสามารถดึงดูความสนใจได้เป็นอย่างมาก ชุดผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงานชุดใหม่นี้ช่วยปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้บริการด้วยองค์ประกอบและคุณสมบัติชั้นนำในวงการอุตสาหกรรม ทั้งความหนาแน่นในระดับสูงของพลังงาน ความสามารถในการใช้งานในระดับสูง ระบบการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่ทันสมัย อายุการใช้งานยาวนาน น้ำหนักเบา ปลอดเสียงรบกวน และยังติดตั้งได้อย่างง่ายดาย

            สำหรับผลิตภัณฑ์ชุดใหม่นั้น ระบบของ GCL ที่ได้เปิดตัวไปแล้วด้วยผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงานภายในบ้านที่ออกแบบมาได้อย่างน่าสนใจ 2 รุ่น พร้อมความสามารถในการจัดเก็บพลังงาน 2.5 กิโลวัตต์ และ 5.6 กิโลวัตต์ ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รุ่น ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีแบตเตอรีลิเธียมไอออนที่ให้พลังงานสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน และยังให้พลังงานได้หนาแน่นสูงถึง 125Wh/kg โดยระบบบริหารจัดการแบตเตอรีอัจฉริยะของ GCL ช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องการควบคุมที่แม่นยำและปลอดภัย นอกเหนือไปจากการออกแบบแบบส่วนหลังของเครื่องบินแบบอลูมิเนียมแล้ว ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รุ่น ยังได้รับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีทำความเย็นแบบไม่สิ้นเปลือง และยังสามารถเชื่อมโยงแบบคู่ขนานที่สามารถระบุได้อย่างอัจฉริยะอีกด้วยเช่นกัน ส่งผลให้การเชื่อมโยงแบบคู่ขนานสามารถทำได้กับอุปกรณ์ถึง 8 ชิ้น

 ชู หัว ประธานบริษัท GCL ในระหว่างการเปิดงานว่า GCL มีทีมงานที่แข็งแกร่งที่ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงของเรา โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานร่วมจากองค์การด้านการวิจัยหลายแห่ง รวมถึงสถาบันการวิจัยการใช้งานภาคอุตสาหกรรม หรือ Industrial Application Research Institute เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สามารถจัดเก็บพลังงานได้มากขึ้น และเป็นผู้นำในการสร้างกระแสในตลาด รวมทั้งช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ ตลอดจนส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานไปทั่วโลก

 ผลิตภัณฑ์ชุด E-KwBe มีกำหนดทำตลาดโดยบริษัท One STOP WAREHOUSE (OSW) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ PV ของ GCL ในออสเตรเลีย บริษัท OSW เป็นบริษัทชั้นนำด้านระบบ PV ในตลาด และยังทำตลาดแผงเซลล์ PVชุดสำเร็จรูป อินเวอร์เตอร์ และชิ้นส่วนต่างๆ ผู้จัดจำหน่าย PV มีศูนย์การจัดจำหน่าย 4แห่งทั่วออสเตรเลีย และยังได้พัฒนา รวมทั้งเปิดตัวแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การดำเนินการ และแพลตฟอร์มไร้สายของบริษัท

GCL ได้ซื้อหุ้นในสัดส่วน 51% ใน OSW เมื่อเดือนเม.ย. 2559 โดย GCL มีเป้าหมายที่จะสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายของตนเองเพื่อจำหน่ายโมดูลแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงาน และผนวกรวมระบบทั่วประเทศออสเตรเลีย และประเทศในซีกโลกใต้ นอกจากนี้ GCL ยังได้ขยายกิจการไปยังตลาดที่สำคัญๆของโลก ได้แก่ สหรัฐ อินเดีย และญี่ปุ่น โดยในอนาคต GCL ต้องการทำตลาดนอกประเทศจีนให้เป็นแหล่งทำกำไรที่สำคัญของบริษัทด้วยเช่นกัน

เกี่ยวกับ GCL System

บริษัท GCL System Integration Technology Co. Ltd (หมายเลขในตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น 002506) (GCL System) เป็นบริษัทในเครือของ Golden Concord Group (GCL) ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานในระดับสากลที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตพลังงานสะอาดและยั่งยืน บริษัทจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2533 ปัจจุบันมีพนักงาน 20,000 ราย โดย GCL ได้จัดหาผลผลิตด้านเวเฟอร์ในสัดส่วน 35% ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 30%ของตลาดซิลิคอน บริษัทยังมีสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีมูลค่าเกือบ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อปี 2558 บริษัท GCL System ได้ส่งออกโมดูลกว่า 2 GW บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก บริษัทซึ่งให้บริการพลังงานอัจฉริยะรายนี้ยังได้นำเสนอโซลูชั่นพลังงานแบบวันสต็อปที่ผนวกรวมและทันสมัย ด้วยการดำเนินงานที่มีศักยภาพเชิงอุตสาหกรรมด้าน Vertical PV แบบผนวกรวม GCL System ได้สร้างโมเดลการทำธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนา ตลอดจนการใช้แพคเกจโซลูชั่นแสงอาทิตย์แบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ที่ทันสมัย เพื่อการดีไซน์ ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ครบวงจร

JA Solar เปิดโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์แห่งใหม่ในจีน กำลังการผลิตต่อปี 1.5 กิกะวัตต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปักกิ่ง–9 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

JA Solar Holdings Co., Ltd. (Nasdaq: JASO) ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกาศว่า บริษัทได้เริ่มผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงในปริมาณมาก ณ โรงงานผลิตแห่งใหม่ล่าสุดในเมืองซิงไท่ มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน

http://photos.prnasia.com/prnvar/20150522/0861504483LOGO

โรงงานผลิตแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองซิงไท่ และมีกำลังการผลิตต่อปี 1.5 กิกะวัตต์ นอกจากนั้นยังมีสายการผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตสุดล้ำสมัย สามารถผลิตได้ทั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบ 60 และ 72 เซลล์ โดยใช้เซลล์ PERCIUM ประสิทธิภาพสูงของ JA Solarเอง

สายพานการผลิตทุกสายในโรงงานมีการติดตั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเชื่อมบัสบาร์ของเซลล์แสงอาทิตย์ได้ทั้งแบบ 4 และ 5 บัสบาร์ นอกจากนั้นยังผลิตได้ทั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบทั่วไปและแบบกระจกสองด้าน โดยสามารถสลับรูปแบบการผลิตไปมาได้อย่างง่ายดาย           

สายการผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใช้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบ 60 และ 72 เซลล์ ช่วยให้โรงงานมีความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยมีกำลังการผลิตต่อหัวต่อปีราว 2 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงที่สุดในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ส่วนผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ห้องทดสอบและประเมินประสิทธิภาพ ห้องเก็บสินค้า และโกดัง ยังอยู่ภายใต้อาคารเดียวกัน จึงใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

คุณเป๋าฟาง จิน ประธานบอร์ดบริหารและซีอีโอของ JA Solar กล่าวว่า “การเปิดโรงงานผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบในเมืองซิงไท่ ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ JA Solar ในการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะ เราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าของเรา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อยากได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงต่อไป”